ตี๋หล่อมีเสน่ห์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็แค่คนๆหนึ่งที่ชอบดูหนัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้อัพเดตข้อมูลอะไรเพิ่มแล้วนะครับ


Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
10 พฤศจิกายน 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ตี๋หล่อมีเสน่ห์'s blog to your web]
Links
 

 
ความทรงจำดีๆกับภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เข้าฉายในเทศกาลหนังสเปนครั้ง 1 Spanish Film Festival 2006

เกริ่นนำกันหน่อย

เทศกาลหนังสเปนครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่สถาบันสอนภาษาสเปน ตึกวานิสา ชั้น 25 ระหว่างวันที่ 16 ถึง 19 ตุลาคม 2549 โดยมีภาพยนตร์ที่เข้าฉายทั้งหมด 4 เรื่อง ได้แก่ หนังชีิวิต Los Lunes al sol (หรือ Mondays in the Sun) หนังตลก Crimen ferpecto (หรือ Perfect Crime) หนังเพลง La Niña de tus ojos (หรือ The Girl of Your Dreams) และหนังรักโรแมนติกปนตลกแฝงปรัชญา Los Amantes del Círculo Polar (หรือ The Lovers of the Arctic Circle) หนังทั้งสี่เรื่องจัดอยู่ในห้องโถงขนาดกลางจุคนได้ประมาณ 30 ถึง 40 คน หนังทุกเรื่องฉายในระบบดีวีดีบนจอภาพขนาดใหญ่ ฉายวันละเรื่องและวันละรอบเท่านั้นในเวลา 1 ทุ่มตรง (วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี) ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งนั้นในการเข้าชม (ใครมาก่อน ก็เลือกที่นั่งก่อนได้เลย)

โดยภาพรวมของเทศกาลหนังสเปนครั้งแรกนี้ บรรยากาศดูเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตรองอะไรมากครับ บุคคลภายนอกเข้ามา...ก็เข้าไปจองที่นั่งกันได้เลย (นอกจากเก้าอี้ที่คนมีจองอยู่ก่อนแล้ว) เท่าที่ผมสังเกต มีคนเข้ามาชมกันพอสมควรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทีมงานยังแจกเอกสารประกอบเทศกาลที่เกี่ยวกับรายระเอียดของหนังแต่ละเรื่องที่เข้าฉายด้วย และเนื่องจากยังเป็นครั้งแรกอยู่...ก็เลยอาจจะมีอะไรติดขัดเล็กน้อยไปบ้าง เช่น ในวันจันทร์ ประธานที่จะมากล่าวเปิดงานเกิดรถติดและผู้ชมต้องนั่งรออยู่สักพัก (จนในที่สุดทีมงานก็ไม่รอเพราะรถยังติดอยู่บนถนน และก็เลยเวลาหนังมาพอสมควรแล้วด้วย) อ้อ...พูดถึงเจ้าหน้าที่หญิงซึ่งเป็นคนดูแลงานในครั้งนี้ (น่าจะเป็นชาวสเปนหรือประเทศที่พูดภาษาสเปนเป็นหลัก ตรงนี้ไม่แน่ใจ) บุคลิกเธอดูคล่องแคล่วและพูดภาษาอังกฤษดีเลย

พูดคุยหนังที่ได้ดูมา

เทศกาลหนังครั้งนี้ผมได้ดูหนังไปทั้งหมด 2 เรื่องจาก 4 เรื่องครับ อีกสองเรื่องที่ไม่ได้ดูไปก็เพราะตารางหนังดันไปชนกับเทศกาลหนัง World Film Festival 2006 ผมจึงต้องตัด 2 เรื่องทิ้งไป (โดยเลือกจากเนื้อหาหนังสเปนว่า เรื่องไหนน่าสนใจ) เพราะไม่งั้น ผมคงอดดูหนังของผู้กำกับไฉ่หมิงเลี่ยง I don't want to sleep alone แน่ๆ เลยต้องตัดออกไปตามเวลาที่ชนกัน แต่หนัง 2 เรื่องที่ผมเลือกมาก็ประทับใจครับ...และคิดไม่ผิดที่เลือกดู งั้นเรามาดูกันเลยว่า ผมได้ดูเรื่องไหนมาบ้าง หมายเหตุ ข้อความที่ผมเขียนไม่ได้ตีความลึกซึ้งอะไรมากและมีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังด้วยนะครับ...แต่ไม่ใช่จุดหักมุมแรงๆของหนัง (ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกันก็พูดคุยกันได้นะครับ)

***ความหมายของคะแนน***
8.0/10 คะแนน - รู้สึกดีและประทับใจใน "หลายๆอย่าง" ของหนังเรื่องนั้น คุ้มค่าทั้งเงินและเวลา (ดีใจที่ได้ดู...ในความรู้สึกผมนะ) ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีและประทับใจขึ้นไปอีก
7.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ ถ้าคะแนนมากกว่านี้...ก็ชอบขึ้นไปอีก
6.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่ทำให้พอใจขึ้นมาระดับนึง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็พอใจขึ้นไป
5.0/10 คะแนน - เฉยๆนะ แต่ก็ยังโอเคอยู่บ้าง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีขึ้นไป
4.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่เริ่มรู้สึกเสียอรรถรสในการชมไป ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกเสียอรรถรสน้อยลงไป
3.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกผิดหวังขึ้นมา ถ้าคะแนนมากกว่านี้...ก็ผิดหวังน้อยลงไปนิดหน่อย
2.5/10 คะแนน - หนังมีอะไร "หลายอย่าง" ที่ควรปรับปรุง ทำให้รู้สึกผิดหวังมากขึ้น เริ่มไม่คุ้มค่าเงินและเวลา และถ้ายิ่งคะแนนต่ำลงไปมากเท่าไหร่...ก็ยิ่งรู้สึกว่า ผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น





Los Lunes al sol (Mondays in the Sun)

★★★★★★★★★★ 7.5/10

ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะฉาย ทางทีมงานได้เปิดดนตรีบรรเลงของหนังเรื่องนี้ในห้องฉายก่อนถึงเวลาที่กำหนดฉายจริง ต้องบอกเลยครับว่า ดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้มีเสน่ห์และเพราะมากๆ (เสียงดนตรีมันเหงาๆแต่แฝงกำลังใจซ่อนอยู่ดีี) เรื่องราวของชายกลุ่มนึงที่ตกงานและใช้ชีวิตอยู่ในย่านอู่ต่อเรือ (ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยทำงานแถวนี้มาก่อน) ตอนนี้ ทุกคนได้แต่นั่งพูดคุยปรึกษาความสุขและทุกข์กันไปเรื่อยเปื่อยโดยใช้บาร์แห่งหนึ่ง(ซึ่งเพื่อนในกลุ่มคนนึงเป็นคนเปิดขึ้นมา...หลังจากอู่ซ่อมเรือปิดตัวลง) นอกจากนั้น หนังยังพาเราไปพบกับปัญหาชีวิตของแต่ละคนด้วยครับ และนี่คือเรื่องย่อโดยรวม มีอยู่ฉากนึงในหนังที่ผมรู้สึกประทับใจกับบรรยากาศและอารมณ์ดีๆตามชายตกงานทั้งสี่ได้...เมื่อทั้งหมดไม่มีเงินตีตั๋วเข้่าไปดูแข่งบอลในสนาม เลยต้องอาศัยหลังคาตัวตึกซึ่งอยู่ไกลออกไปนั่งดูบอลแทน แล้วพอนักบอลในทีมที่พวกเขาเชียร์กำลังเลี้ยงบอลเข้าไปที่โกลของอีกฝ่ายทีไร หลังคาอัฒจรรย์ที่คลุมคนดูในสนามจะบังโกลของคู่แข่งเสมอ พวกเขาจึงไม่รู้วินาทีระทึกทุกครั้งไปว่า ตกลงแล้วทีมที่เชียร์จะเตะเข้าหรือเปล่า นอกจากฟังเสียงเฮอย่างใจจดใจจ่อจากคนดูในสนามที่ดังลอดออกมาเท่านั้น ถ้าคนดูในสนามเฮดีใจ...พวกเขาก็ค่อยตะโกนดีใจตาม

ยังมีฉากที่ตลกมากอยู่อีกหนึ่งฉาก นั่นคือ ตอนที่ซานต้ารับอาสาเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่บ้านเศรษฐีหลังหนึ่งแทนเรน่าเพราะตัวเธอจะไปหาแฟน (แอบยิ้มตอนแ่บ่งค่าคอมมิชชั่นระหว่างซานต้าและเรน่าด้วย) ที่ตลกก็เพราะซานต้าดันพาก๊วนของเขามากินเหล้ายาปลาปิ้งในบ้านเศรษฐีหลังนั้นเลย (เพียงแต่ทำตัวสงบเรียบร้อย) ส่วนเด็กก็ไม่สนใจ...นั่งดูทีวีไปเรื่อยๆ พูดถึงตัวนักแสดงในเรื่อง ฮาเวียร์ บาเด็มในบทซานต้า...สอบผ่านสบาย ในขณะที่หลุยส์ โตซาร์ก็ร่วมสร้างความประทับใจให้กับหนังได้เช่นกัน ผู้กำกับ Fernando León de Aranoa สร้างความสุขที่ซ่อนความทุกข์แฝงไว้ได้ดีกับฉากที่ซานต้าค้นพบความจริงที่ห้องพักของอะมาดอร์ สุดท้ายครับ โดยส่วนตัวผม บทหนังก็ไม่ได้ถือว่า เป็นความแปลกใหม่กันซะทีเดียว แต่ถ้าพูดถึงอารมณ์หนังโดยรวม ใครชอบภาพเย็นตา เดินเรื่องแบบสบายๆ ออกโทนเหงานิดๆ ไปเรื่อยๆไม่รีบร้อน และมีมุมมองสดใสของคนทุกข์ที่มองโลกแบบไปวันๆ...แม้คนดูจะไม่เห็นความพยายามอะไรและแถมยังมีความกระด่างกระเดื่องจากพฤติกรรมของพวกเขาในบางทีก็ตาม เรื่องนี้น่าจะเป็นตัีวเลือกที่ทำให้คุณนึกถึงวันวานของ The Full Monty ในแบบฉบับจริงจังขึ้นมาอีกหน่อยได้เหมือนกัน





Los Amantes del Círculo Polar (The Lovers of the Arctic Circle)

★★★★★★★★★★ 8.5/10

"พ่อเธอกับแม่ฉันรักกันและแต่งงานกันหลังจากที่เราสองคนแอบรักกันมาก่อนแล้ว งั้นเรามารักกันและทำรักให้เหมือนที่เราแอบดูพ่อแม่ทำกันนะ" ประโยคนี้ดูจะเป็นประโยคเกริ่นนำหนังเรื่องนี้ได้สะดุดความคิดผมนะ...เมื่อตอนดูจบ แม้หนังจะมีประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมายก็ตาม และเท่าที่สังเกต เรื่องนี้เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากผู้ชมได้มากที่สุดแล้วมั๊ง ที่สำคัญ เทคนิคการเล่าเรื่องคือสิ่งที่ผมทึ่ง อย่างแรก คือ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังเมื่อเกือบสิบปีก่อนเพราะบทหนังค่อนข้างแหวกแนวและล้ำสมัยมาก และสองก็คือ หนังมีลูกเล่นกับการเล่าเรื่องที่ดี (ทั้งสองปัจจัยนี้ ถ้ามองกันในช่วงเวลานั้น...ผมนับถือคนเขียนบททันที) เรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่ชื่อ Otto และเด็กหญิงอีกคนที่ชื่อ Ana ทั้งสองพบกันโดยบังเอิญจากบอลลูกหนึ่งที่ Otto ทำกระเด็นเข้าไปข้างป่า ที่นั่นเขาพบกับ Ana ที่วิ่งมาและหกล้มตรงใกล้ๆลูกบอล แววตาของคนทั้งสองเริ่มจ้องกันเป็นครั้งแรก Ana มองเขาเพราะรู้สึกอะไรบางอย่างของพ่อเธอในตัว Otto ส่วน Otto ก็มองเธอแบบตกหลุมรักครั้งแรก แต่แล้วเรื่องก็ไปไกลกว่านั้นเมื่อพ่อม้ายและแม่ม้ายของแต่ละฝ่ายมาแต่งงานกันเอง เด็กทั้งสองเลยกลายเป็นพี่น้องกันโดยปริยาย ยังไงก็ตาม ความรักของคนทั้งสอง(ตั้งแต่วัยเด็กจนเข้าสู่่วัยรุ่น)ก็ไม่อาจจะต้านทานความยับยั้งชั่งใจได้ เพียงแต่ต้องเก็บเงียบไว้ (ไม่เปิดเผยให้พ่อและแม่สังเกตเห็น) และจากวัยรุ่นข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ชีวิตของทั้งสองก็ต้องแยกจากกัน นี่คือเรื่องย่อคร่าวๆครับ

สิ่งหนึ่งที่หนังเดินเรื่องได้อย่างมีเสน่ห์ก็คือ การเล่นเรื่องราวอยู่กับโชคชะตาและความบังเอิญ คุณจะเห็นเหตุการณ์แบบนี้ตลอด เช่น Ana บอก Otto ว่า “ลองสลับตำแหน่งตัวอักษรของชื่อแต่ละคนจากหลังมาหน้าซิ ชื่อของเราก็ยังอ่านออกเสียงเหมือนเดิมอยู่เลย” ผมยังชื่นชมวิธีการเล่าเรื่องในตอนนั้นก็เพราะว่า ตัวหนังเล่าเรื่องแบบไม่เรียงวันและเวลา อย่างเช่น ตอนที่ Otto เล่นสกีอยู่กับ Ana แล้วเกิดอุบัติเหตุพุ่งหลาวที่หน้าผาลงไปเบื้องล่าง แต่พอหนังเล่าเรื่องไปอีกสักพักโดยย้อนกลับมายังอดีตอีกที เราถึงรู้ว่า จริงๆแล้ว Otto จุดจุดจุด หรือจะเป็นเหตุการณ์ตอนรถเบรกก็ตาม พอเด็กทั้งสองเงยหน้าขึ้นมา (หลังจากแรงเบรค) ใบหน้าทั้งสองก็จุดจุดจุด (ฉากนี้น่ารักดี ผมยิ้มนะ) เป็นต้น อีกทั้งตัวหนังยังนำเหตุการณ์ต้นเรื่องและท้ายเรื่องมาบรรจบกันได้ดี ส่วนบรรยากาศหนัง...ไม่ได้เป็นความรีบร้อนในการเดินเรื่อง ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณสังเกตดีๆ หนังจะแฝงความคิดและปรัชญาในมุมมองของวัยรุ่นยุคใหม่ผ่านตัว Ana อย่างมีกึ๋นทีเดียวกับดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตก ณ ฟินแลนด์ที่ Ana วาดฝันไว้และพร่ำบอก Otto อยู่ตลอด ฉากนึงที่ผมว่า สร้างบรรยากาศได้ดีก็คือ ความบังเอิญ (อีกแล้ว) ที่คนทั้งสองนั่งอยู่ที่โต๊ะตรงลานกลางแจ้ง...โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่เห็นกัน

ส่วนฉากที่ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับความรักของคนทั้งสองในช่วงวัยรุ่น นั่นก็คือ ฉากที่ Otto เห็น Ana เปลี้องผ้านอนอยู่ในห้องนอนเธอ...ก็เลยเกิดอารมณ์ทางเพศ จึงยืนทำอะไรบางอย่างกับตัวเองนอกหน้าต่าง อีกทั้งยังมีฉากที่คนทั้งสองไปแอบดูพ่อแม่ตอนมีอะไรกันแล้วเลียนแบบตามด้วย (หนังกำกับภาพออกมาได้ค่อนข้างดี ไม่น่าเกลียดอะไร) มุกที่ขำในเรื่องคือ มุกไปหลบอยู่ใต้เตียงของ Otto และมุกที่ร้านขายเจลเวอรรี่เมื่อแม่บอกกับคนขายว่า วัยรุ่นทั้งสองเป็นพี่น้องกัน คนขายถึงกับตะลึงตาโต(ไม่กล้าพูด)เพราะเพิ่งเห็นวัยรุ่นทั้งสองยืนจูบกัน...ตอนแม่ออกไปโทรศัพท์ด้านนอก หนังยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและ Otto ได้ดีในช่วงท้ายด้วยครับ แต่ที่น่าเสียดายนิดหน่อยก็คือ ตัวผู้กำกับ Julio Medem (รวมทั้งเขียนบทเองด้วย...ตรงนี้นัีบถือ) ไม่ได้เน้นไปที่การแสดงจากนักแสดงมากนัก ทั้งหมดจึงให้การแสดงไปตามบท แต่ยังไม่ได้มาพร้อมความสุดยอดซะทีเดียว (ยังไงก็ตาม ผมก็รู้สึกประทับใจการแสดงของ Najwa Nimri ในบท Ana อยู่) สุดท้ายครับ ตัวหนังเรื่องนี้คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากการประกาศผลรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ Goya ของประเทศสเปนในปี 1998 และยังได้เข้าชิง Golden Lion จากเทศกาลหนังเวนิชฟิลม์เฟสติวอลอีกด้วย


Create Date : 10 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 14:17:34 น. 5 comments
Counter : 586 Pageviews.

 
เสียดายจังเลยค่ะ ที่ไม่ได้ไปดู
เพราะไม่รู้ว่ามีจัดขึ้นที่ไหนอะไรยังไงเลยค่ะ

เสียดาย......หนังน่าสนใจทั้ง 2 เรื่องเลยค่ะ



โดย: renton_renton วันที่: 12 พฤศจิกายน 2549 เวลา:7:23:53 น.  

 
น่าดูจัง ว้าวสงสัยต้องไปหามาดูบ้างแล้วครับ


โดย: DAN_KRAB วันที่: 12 พฤศจิกายน 2549 เวลา:22:45:50 น.  

 
ไม่รู้เลยว่ามีด้วยง่ะ

เด๊ยวมีเทศกาลหนังวิทยาศาสตร์ แล้วก็ฉายหนังเยรอมันกลางแปลง ดูฟรี ที่เกอเธ่อ่ะจ้ะ รายละเอียดเดี๋ยวโพสต์ไปบอร์ดไบโออีกทีละกัน


โดย: merveillesxx (merveillesxx ) วันที่: 18 พฤศจิกายน 2549 เวลา:0:32:30 น.  

 
ตอบคุณ renton_renton หนังดีจริงๆนะ น่าเสียดาย ถ้าใครไม่ได้ไปดู แต่เทศกาลครั้งแรกๆ มันก็อย่างนี้แหละครับ การประชาสัมพันธ์อาจจะยังไม่แน่นพอ

ตอบคุณ DAN_KRAB หนังดีครับ ต้องหามาดูนะ

ตอบคุณ merveillesxx ใช่ เทศกาลสเปนครั้งนี้เงียบมากๆ...ถ้าพูดถึงการประชาสัมพันธ์ (สงสัยคนนอกสถาบันสอนภาษา คงมีพี่คนเดียวเท่านั้นมั๊งที่ได้ดู หรือเปล่า ไม่แน่ใจนะ) ส่วนเทศกาลหนังวิทยาศาสตร์ยังลังเลอยู่เลยว่า จะไปดูดีหรือเปล่า ไม่รู้หนังมันเป็นยังไงอ่ะ


โดย: เจ้าของบล๊อคมาตอบเอง (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 18 พฤศจิกายน 2549 เวลา:11:31:19 น.  

 
หนังแบบนี้น่าเก็บไว้เป็นแผ่นนะคะ(ถึงเวลาดูจะให้อารมณ์ต่างจากดูจากจอหนังก็เหอะ) มีเมื่อไหร่ก็อยากเก็บไว้จังเลยนะ


โดย: CHISE IP: 203.144.249.146 วันที่: 4 ธันวาคม 2549 เวลา:10:44:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.