ตี๋หล่อมีเสน่ห์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็แค่คนๆหนึ่งที่ชอบดูหนัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้อัพเดตข้อมูลอะไรเพิ่มแล้วนะครับ


Group Blog
 
 
สิงหาคม 2549
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
25 สิงหาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ตี๋หล่อมีเสน่ห์'s blog to your web]
Links
 

 
ความทรงจำดีๆกับภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องจากเทศกาลหนังพม่า Myanmar Film Festival 2006

เกริ่นนำกันหน่อย

เทศกาลหนังพม่าครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17-20 สิงหาคม 2549 ที่โรงหนังเมเจอร์ฮอลีวูด สาขารามคำแหง (โรงที่ 4 จุคนได้ค่อนข้างเยอะ) ราคาตั๋วหนังใบละ 100 บาททุกที่นั่ง โดยมีหนังที่เข้าฉายทั้งหมด 5 เรื่อง (หนึ่งในนั้น...เป็นหนังที่กวาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสูงสุดประจำปีที่ประเทศพม่า 2 เรื่องคือ Never shall we be enslaved ในปี 2537 กับ Upstream ในปี 2546) ภาพยนตร์ 5 เรื่องนี้เป็นหนังย้อนยุคทั้งหมด 2 เรื่องคือ Never shall we be enslaved กับ Sacrificial Heart ที่เหลือเป็นหนังในเหตุการณ์ปัจจุบัน True Love Hexagon และ Upstream ที่สำคัญคือ เทศกาลหนังพม่าครั้งนี้เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมากครับเพราะมีผู้คน (โดยเฉพาะชาวพม่าที่เข้ามาชมจนเกือบเต็มโรงทุกรอบทุกเรื่อง เก้าอี้นั่งกันยาวไปถึงแถวหน้าของโรงหนังเลย) กว่า 95 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวพม่าล้วนๆ...จนเกือบเข้าใจผิดคิดว่า ตัวเองไปอยู่เมืองย่างกุ้งตั้งแต่เมื่อไหร่ พอหนังฉายจบแต่ละรอบ...ที่แผนกโต๊ะประชาสัมพันธ์ของเทศกาลหนังพม่าจะมีชาวพม่าที่ดูหนังจบในแต่ละเรื่องมาห้อมล้อมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ชาวพม่าอย่างสนุกสนาน แต่ก็มีคนไทยที่ได้ดูหนังและบุคคลภายนอกเข้าไปผสมผสานความคึกคักกับเขาด้วยเพราะอยากรู้ว่า เกิดอะไรขึ้น (บรรยากาศที่โต๊ะเจ้าหน้าที่...สนุกดีครับ)

ภาพรวมของหนัง

งานเทศกาลหนังพม่าครั้งนี้จัดได้ว่า เป็นเทศกาลที่ผมมีความ "อยากรู้อยากเห็น" พอสมควรเพราะไม่รู้ว่า หนังจะมีหน้าตาและรูปแบบเป็นยังไงบ้าง ก่อนดู...ก็เลยเดาว่า หนังน่าจะมีอารมณ์เหมือนหนังไทยบ้านเราเมื่อซัก 20 ปีก่อน (เดาจากความรู้สึกและจากภาพโปสเตอร์หนังที่เห็น) แต่หลังจากดูครบ 5 เรื่อง...มีความรู้สึกว่า ผมเดาผิดไปหน่อยเพราะ "บางเรื่อง" มีลักษณะการสร้างหนังเหมือนหนังบ้านเราเมื่อเกือบ 30 ปีก่อนเห็นจะได้ แต่ผมก็ชอบนะเพราะมันคือ "เสน่ห์" ขอย้ำอีกครั้งว่า มันคือ "เสน่ห์" จริงๆ

สำหรับคุณภาพและเทคนิคงานสร้าง (ไม่เกี่ยวกับบทและการแสดงนะครับ) คงต้องบอกว่า ด้านการผลิตและวิธีการสร้างหนัง...ยังไม่ทันสมัยจริงๆ (อาจด้วยงบที่จำกัดและตลาดซึ่งยังไม่เปิดกว้างพอ...ก็เป็นได้) ฟิลม์หนังที่นำมาฉายก็ยังดูเหมือนภาพเก่าๆคือไม่ค่อยคมชัดมากนัก...แม้บางเรื่องจะสร้างเสร็จมาไม่กี่ปีก็ตาม...แถมยังมีการกระตุกของฟิลม์และภาพสะดุดอยู่เป็นระยะในระหว่างการฉายและเสียงพากย์ก็ยังไม่เนียนซะทีเดียว (ทั้งนี้...ภาพหนังบางครั้งยังมีเส้นสีขาวขึ้นมาด้วย...ลักษณะคล้ายภาพหนังกลางแปลงที่ฉายบ้านเรา) แต่ฟิลม์หนังที่นำมาฉายโดยรวมยังดูได้อยู่ครับ (มีอยู่เพียงเรื่องเดียวที่ไม่ค่อยรู้สึกกับสิ่งที่ว่ามา นั่นคือ Hexagon ที่เป็นอย่างนี้อาจเป็นเพราะว่า ตัวหนังเพิ่งสร้างเสร็จในปีนี้เองด้วย ฟิลม์เลยอาจมีการพัฒนาดีขึ้นจนเหมือนไม่มีข้อบกพร่องอะไรเกิดขึ้น)

ส่วนการเดินเรื่องของหนังค่อนข้างเดาทางได้ง่ายและยังไม่มีลูกเล่นอะไรมากนัก คือไปเรื่อยๆ แต่มีความเป็นธรรมชาติของการเดินเรื่องค่อนข้างสูง...ในที่นี้หมายความว่า ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นมานั้น...แทบไม่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกเลยครับ (คือค่อนข้างปิดจริงๆ) แต่ตัวผมก็รู้สึกดีใจที่เห็นหนังพม่าเต็มตาเป็นครั้งแรก...ทำให้เราได้เห็นถึงวิธีการคิดและการทำหนังของประเทศเพื่อนบ้าน (แม้งานสร้างยังไม่พัฒนาเหมือนบ้านเราก็ตาม แต่คนดูชาวต่างชาติกลับได้อารมณ์ความเป็นชาตินิยมที่ดูบริสุทธิ์เข้ามาทดแทนได้ รู้สึกแปลกใหม่แต่ดีครับ) อ้อ...แอบตลกนิดหน่อยครับที่ภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องที่นำเข้ามาฉาย มีนักแสดงที่ซ้ำหน้าวนกันไปมาหลายคนมาก พระเอกนางเอกหรือตัวประกอบเด่น...จะต้องเห็นอย่างต่ำสองสามเรื่องแน่นอน (จนนึกขำๆในใจว่า ทั้งประเทศมีนักแสดงกี่คนกันนะ)

สิ่งที่อยากเสริมให้ทางผู้จัดเทศกาลหนังพม่าปรับปรุง

สำหรับสิ่งที่อยากให้ทางผู้จัดทำหนังในเทศกาลครั้งนี้ปรับปรุงก็คือ ตัวซับไทเทิ้ลภาษาอังกฤษครับ ปัญหาที่หนึ่ง ซับไทเทิลอังกฤษในหนังเรื่อง Sacrificial Heart ค่อนข้างจางมาก ยิ่งเมื่ออยู่ในฉากที่มีสีใกล้เคียงกับสีขาวหรือฉากสว่างๆ...อ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ (ได้แต่ดูภาพอย่างเดียว) โดยเฉพาะตอนต้นเรื่องที่ผมตามเนื้อหาหนังแทบไม่ทันเพราะตัวหนังสือดันกลมกลืนไปกับฉากตอนกลางวันและจางไปกับฉากที่มีสีขาวอยู่ตลอดเวลา ปัญหาที่สองคือ ทางเทศกาลบอกว่า หนังพม่าทุกเรื่องมีซับไทเทิลอังกฤษหมดแต่ปรากฏว่า หนังเรื่อง True Love กลับสร้างความ "งง" ให้กับผมอย่างมากเพราะบางฉากก็มีซับอังกฤษ บางฉากก็ไม่มีซับอังกฤษ (และซับก็หายไปกับหนังเรื่องนี้มากกว่ามีซับเสียด้วย) เมื่อดูหนัง True Love จบ...สามารถสรุปได้ทันทีว่า ซับอังกฤษหายไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ (มีโผล่มาให้ผมอ่านน้อย) ไปๆมาๆ ผมนึกว่าต้องไปเรียนภาษาพม่าแล้วครับเพราะถ้าเป็นมุกตลกจะไม่รู้เรื่องเลย เห็นมีคนพม่าหัวเราะกันในโรงด้วยแต่พอเดาได้ว่า น่าจะเป็นมุกที่เกี่ยวกับภาษาเพราะในเรื่องนี้จะมีลูกเล่นกับภาษาอยู่บ้าง ส่วนบทสนทนาในเรื่องนี้บางครั้งก็เข้าใจบางครั้งก็ไม่เข้าใจ โชคดีที่หนัง True Love ไม่ใช่หนังยิงมุกตลกตลอดแต่เป็นหนังชีวิตส่วนใหญ่ซึ่งก็ยังพอเข้าใจได้บ้างเพราะพอเดาเรื่องจากภาพได้อยู่

มารยาทที่ควรปรับปรุงในการชมภาพยนตร์

สิ่งสำคัญมากๆอย่างต่อมาที่อยากจะพูดเกี่ยวกับตัวผู้ชม ก็คือ ต้องบอกก่อนว่า คุณภาพของโรงหนังเมเจอร์ฮอลีวูดรามคำแหงดีทีเดียว เก้าอี้ดีแถมกว้าง ที่ยืดขาก็เหยียดได้เต็มที่ แอร์ก็เย็น คุณภาพโดยรวมใช้ได้ แต่ที่ไม่ค่อยพอใจคือ มารยาทในการดูหนังของคนพม่าบางคนครับ (แต่ไม่ใช่ผู้ชมชาวพม่าทุกคนนะครับเพราะหลายคนที่นั่งละแวกเดียวกันกับผมหลายรอบ...ก็นั่งดูแบบปรกติสุขดี) ดังนี้

1. หนังเรื่องแรกช่วงเช้าในเทศกาลนี้ของผมก็คือ Sacrificial Heart ทีแรกผมเกือบไม่แน่ใจว่า ผมกำลังอยู่ในโรงหนังเกรดเอหรือกำลังอยู่โรงเจที่มีงานมโหรสพรื่นเริงพร้อมหนังกลางแปลงเพราะผู้คนเสียงดังมากๆ (ตั้งแต่ดูหนังมาในชีวิตไม่เคยเจอเสียงดังอย่างนี้มาก่อน) คุยกันไม่หยุด บางครั้งก็ตะโกนข้ามไปอีกแถวคุยกันเลย ผมเลยไม่รู้จะต่อว่าใครเพราะมันระงมไปทั่ว ขนาดหนังฉายไปได้สิบห้านาทีแล้ว...ก็ได้ยินเสียงคุยแว่วๆอยู่เพียงแต่เบาลงไป (แต่การพูดคุยกันคงเป็นเพราะคนต่างแดนนานๆได้มาเจอหน้ากันทีในที่ต่างถิ่น...ก็เลยรู้สึกตื่นเต้นทักทายปราศรัยกันเป็นธรรมดา แต่จริงๆก็ควรพูดคุยกันนอกโรงมากกว่านะ)

2. ส่วนเรื่องมือถือเนี่ย...ผมค่อนข้างรำคาญเช่นกันตอนดูหนังเรื่องที่สอง True Love คือได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังเกือบสิบรอบ(มาจากสามสี่จุด)ระหว่างช่วงก่อนหนังฉายและตอนหนังฉาย...มีผู้หญิงพม่าที่นั่งถัดจากผมไปอีกประมาณสี่เก้าอี้ มีคนโทรหาเธอ...เธอหยิบแล้วกดปิด สักพักก็มีคนโทรมาอีก...เธอหยิบแล้วก็กดปิดอยู่อย่างนั้น ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมเธอไม่เปิดสั่นหรืออะไรก็ได้ กดปิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ (แถมเปิดระบบเสียงเรียกเข้าไว้ดังมากด้วย) ไม่เท่านั้น ผู้ชายพม่าอีกคนยิ่งหนักใหญ่...กดรับแล้วคุยเสียงดังไปเลย (เขานั่งอยู่ทางด้านหลังผม แต่ไม่รู้เสียงจากมาจากแถวไหน)

3. แต่ที่ไม่เข้าใจคือ การนำเด็กอายุไม่น่าจะเกิน 2 ขวบเข้ามาในโรงหนังแล้วแหกปากร้องไห้ลั่นนานเกือบ 1 นาที (และยังมีเสียงลอดออกมาเป็นระยะสั้นๆอีก 2-3 ครั้ง)

4. และที่ไม่ชอบที่สุดซึ่งเกิดกับตัวผมก็คือ คนที่นั่งด้านหลังผมแล้วชอบเอาเท้ามากระแทกพนักพิงเก้าอี้ที่ผมนั่งคือ ทำอยู่หลายครั้งมากเพราะที่เหยียดขาของโรงหนังที่นี่ก็กว้างขวางดี...เลยทำให้ผมยิ่งไม่เข้าใจคนนั่งด้านหลังหนักเข้าไปอีก ทำอยู่หลายครั้งจนผมทนไม่ไหวเลยหันหลังไปมองหน้าแบบ"เอาเรื่อง" ผู้ชายพม่าคนนั้นถึงหยุดเพราะเหมือนรู้ตัวแล้ว

5. ผมยังเจอปัญหาเรื่องการนั่งที่ผิดบ่อยมาก ตัวผมเองก็เจอ...แต่เขาก็ย้ายให้ ผมเห็นกลุ่มคนไทยกลุ่มนึงที่ชมรอบเดียวกันกับผมถึงกับไม่ยอมกันทีเดียวเรื่องการนั่งผิดเพราะพวกเขาจะนั่งตรงที่พวกเขาจองไว้ ทั้งนี้ยังรวมถึงสิ่งที่ผมเห็นคือ ถ้าคุณนั่งแถว D3 คุณควรจะเดินเข้าทาง D1 ใช่ไหมครับ แต่มีผู้หญิงคนนึงเธอเดินมาจากฝั่ง "D16" (แต่เธออาจไม่ได้สังเกตป้ายบอกตัวเลขทางเข้าโรงก็ได้หรือเธออาจไม่ค่อยมาดูหนังที่สาขานี้ก็เป็นได้อีก...ตรงนี้คิดเข้าข้างผู้หญิงคนนั้นนะ) ยังมีผู้หญิงอีกคนที่เดินจากฟากนึงไปอีกฟากนึงจนหมดแถวแล้วเพิ่งรู้ว่า แถวที่เธอเดินผ่านผู้ชมที่นั่งดูหนังกันอยู่ไม่ใช่แถวเธอ...แล้วเธอก็เดินหาใหม่

อ้อ...เกี่ยวกับมารยาทในการดูหนัง ถ้าใครได้ชมเทศกาลหนังพม่าคนละรอบกับผมแล้วไม่เจอเหตุการณ์อย่างที่ผมกล่าว...ก็ดีใจด้วยนะครับ แต่ที่ผมเจอ...มันเป็นอย่างนี้จริงๆกับหนัง 2 เรื่องแรก ส่วนอีก 3 เรื่องที่เหลือไม่มีอะไรครับ...ซึ่งก็ถือว่า โชคดี

สิ่งที่อยากเสริมเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่นำมาฉาย

ตรงนี้สงสัยเป็นการส่วนตัวและอยากจะถามแต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่หญิงซึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ผมเลยไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะผมอยากแนะนำทางเจ้าหน้าที่ว่า ทำไมคณะผู้จัดทำเทศกาลหนังพม่าครั้งนี้ถึงนำแต่หนังของผู้กำกับที่โด่งดังในประเทศพม่า คุณ ยี โซ ตุน Kyi Soe Tun (และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานองค์กรภาพยนตร์แห่งชาติของประเทศพม่า) มาฉายทั้งหมด 5 เรื่อง จริงๆก็ดีนะครับกับหนังทั้ง 5 เรื่องนี้ แต่ผมอยากแนะนำให้นำหนังหลากหลายประเภทจากผู้กำกับท่านอื่นๆที่เคยได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของพม่าในปีอื่นๆ...มาให้ชมกันบ้าง คือมันช่วยสร้างความหลากหลายในการชมได้เพราะถ้าจะเกี่ยวกับความมีชื่อเสียงอันโด่งดังของผู้กำกับท่านนี้...เลือกมาซัก 3 เรื่องเรียกว่าโอเคแล้ว

หนังประเภทอื่นๆที่นำเข้ามาฉาย

อยากชมภาพยนตร์สยองขวัญของประเทศพม่ามากครับเพราะหนัง 5 เรื่องที่นำมาฉายมีแต่สงคราม หนังชีวิต และหนังความรักปนตลกเท่านั้น ถ้าเพิ่มความหลากหลายของประเภทหนังได้ก็จะดี

พูดคุยหนังทั้ง 5 เรื่องที่ได้ดูมา

เทศกาลภาพยนตร์พม่า 5 เรื่องในเทศกาลครั้งนี้...ผมได้ดูมาครบครับ งั้นเรามาดูกันว่า ผมได้ดูอะไรกันมาบ้าง หมายเหตุ ข้อความที่ผมเขียนไม่ได้ตีความลึกซึ้งอะไรมากและมีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังด้วยนะครับ (แต่ไม่ใช่จุดหักมุมแรงๆของหนัง)

***ความหมายของคะแนน***
8.0/10 คะแนน - รู้สึกดีและประทับใจใน "หลายๆอย่าง" ของหนังเรื่องนั้น คุ้มค่าทั้งเงินและเวลา (ดีใจที่ได้ดู...ในความรู้สึกผมนะ) ถ้าคะแนนมากกกว่านั้น...ก็รู้สึกดีและประทับใจขึ้นไปอีก
7.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่ทำให้ผมรู้สึกชอบขึ้นมา ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็ชอบขึ้นไปอีก
6.0/10 คะแนน - พอใจระดับนึงครับ ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็พอใจขึ้นไปอีก
5.0/10 คะแนน - รู้สึกเฉยๆ ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีขึ้นไปอีกหน่อย
4.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ควรปรับปรุง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็ปรับปรุงน้อยลงไปอีกหน่อย
3.5/10 คะแนน - หนังมีอะไร "หลายอย่าง" ที่ควรปรับปรุง และถ้ายิ่งคะแนนต่ำลงไปมากๆ...ก็ยิ่งรู้สึกว่า ควรปรับปรุงมากขึ้นไปอีก





Upstream

★★★★★★★★★★ 7.0/10

มีความรู้สึกว่า ตอนดูหนังเรื่องนี้...เหมือนผมกำลังดูหนังทีวีช่อง 3 วันเสาร์เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนที่นำหนังเก่าๆกลับมาฉายใหม่ประมาณ ทองพูนโคกโพธิ์ บ้านทรายทอง หรือกว่าจะรู้เดียงสา คือเป็นหนังชีวิตที่จับทางได้อยู่แล้วว่าจะมีการเดินเรื่องเป็นแบบไหน(ซึ่งคนไทยน่าจะคุ้นเคยแน่นอน)เกี่ยวกับพ่อแม่ที่ทิ้งพระเอกไปตั้งแต่เกิด ตัวพระเอกอยู่วัดเป็นเณรตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้น...พระเอกก็ออกตามหาผู้บังเกิดเกล้า แต่ระหว่างนั้นก็ต้องพบกับวิบากกรรมแห่งชีวิต พ่อยากจนแถมติดเหล้าไม่รู้เรื่อง...บ้านก็โดนเผาแถมโดนชาวบ้านรุมทำร้ายเพราะเที่ยวไปอาละวาด ส่วนแม่ก็รวยเพราะสิ่งผิดกฏหมาย...แถมยังเข้าใจผิดคิดว่าพระเอกเป็นสายให้ตำรวจ หนังเรื่องนี้มีบรรยากาศรำเค็ญกันพอตัวแต่เดินเรื่องได้สนุกจนยึดความสนใจของผมได้ แม้หนังจะมีบรรยากาศเก่าๆเต็มร้อยก็ตามแต่กลับเดินเรื่องได้น่าสนุกและชวนติดตามตลอด เพลิดเพลินจนลืมความ"น้ำเน่าสนิท"ไปได้ชั่วคราว อีกอย่างคือ เนื่องจากสถานที่และภาพฟิลม์ที่เป็นอย่างที่เห็น...จึงช่วยเสริมความน่าติดตามในแบบ"รันทด"ซ้ำไปอีก นักแสดงในเรื่องทุกคนแสดงได้ตามอารมณ์หนังดี โดยเฉพาะคนที่รับบทเป็นพ่อขี้เมาในเรื่อง...แสดงได้สะใจความเมาบวกบ้าจริงๆ (แถมผมยังแอบฮาด้วย...ถ้าดูจากรูปภาพโปสเตอร์ก็คือ คนที่เอามือปิดหน้าครับ) ไม่เคยได้ดูบรรยากาศหนังที่ดูเก่าๆแต่สร้างเรื่องได้สนุกแบบชาวบ้านจริงๆจังๆ...มานานแสนนานแล้วครับ





Sacrificial Heart

★★★★★★★★★★ 4.0/10

(หมายเหตุนิดนึงว่า หนังของพม่า ถ้าไม่ใช่หนังจากเหตุการณ์ในอดีต...มันก็ดูเหมือนย้อนยุคอยู่แล้ว ยิ่งทำให้หนังดูย้อนยุค...มันยิ่งเหมือนอดีตกาลไปเลย...โดยเฉพาะหนังย้อนยุคเรื่องนี้) เรื่องราวแห่งการห้ำหั่นเชือดเฉือนทั้งเรื่องรักและเรื่องรบในแบบฉบับจักรๆวงศ์ๆคล้ายบ้านเราโดยเน้นไปที่คน 5 คนคือ มเหสีแห่งรัฐ Bagan คือ Mani Sander นายพลแห่งรัฐ Bagan คือ Kyansittha ลูกชายกษัตริย์ที่ไม่ค่อยมีความสามารถและเพิ่งครองบัลลังฆ์แห่งรัฐ Bagan อย่าง Min Saw Luu ผู้ครองอาณาจักรที่โหดร้ายอำมหิตแห่งเมือง Pegu ก็คือ Min Rahman และหญิงชาวป่า (ที่ Kyansittha แอบตกหลุมรักตอนหนีเข้าป่า) Bathumma แต่ที่ชอบมากๆก็คือ ฉากการสู้รบตอนต้นเรื่อง...ได้ใจบวกความฮาอย่างรุนแรง (คือมันเหมือนการสู้รบของหนังไทยเมื่อราว 30 ปีกว่าปีก่อน) อย่างเช่น นายพลเสียบทหารฝ่ายศัตรูที่ด้านข้างเอวโดยเอามุมกล้องหลบให้เหมือนเสียบทะลุไปแล้ว...แล้วทหารก็ล้มลงตาย แม่ทัพเตะทหารฝ่ายศัตรู (เท้ายังไม่ทันโดน) ทหารก็กระโดดม้วนตัวล้มลงก่อนเลย หรือจะเป็นตอนที่สู้กันอยู่ ยังไม่ทันจะโดนดาบฟัน...เลือดของคนที่จะโดนดาบเสียบก็ทาไว้ทั่วตัวรอเลยเป็นต้น ช่วงแรกของหนังเดินเรื่องอืดและมีจุดน่าเบื่ออยู่บ้าง (อีกอย่างคือ ซับไทเทิลอักษรอังกฤษเรื่องนี้จางในช่วงแรกบ่อยมาก...เลยทำให้ผมดูแบบไม่ค่อยประติดประต่อเข้าไปอีกแต่เรื่องราวยังพอเดาทางได้บ้าง ยกเว้นเรื่องประวัติศาสตร์ที่จะไม่รู้เรื่องเลย) พอเข้าเหตุการณ์หลังจาก Kyansittha หนีการจับกุมของ Min Saw Luu เข้าป่าแล้ว...หนังค่อยเป็นความสนุกขึ้นมา ยังแอบฮากับฉากที่พระเอกต้องสู้กับทหารที่วิ่งตามมาไล่จับตอนอยู่ในป่าอีกด้วย อ้อ...มีฉากที่ศัตรูใช้สลิงเพื่อเหาะเหินเดินอากาศบนผิวน้ำด้วย (แบบไม่เนียนเท่าไหร่เพราะภาพที่ถ่ายมาเหมือนไหล่ของทหารถูกเอี่ยวยกตัวขึ้นเต็มแรง แต่ก็สนุกดี) มีความรู้สึกว่า กลับชอบฉากต่อสู้ในหนังเรื่องนี้มากกว่าเนื้อหาของหนังเสียอีกครับ





True Love

★★★★★★★★★★ 3.5/10

เป็นหนังรักโรแมนติกเรื่องเดียวของเทศกาลที่ดูมีความทันสมัยมากที่สุดเนื่องจากยกกองถ่ายไปถ่ายทำกันถึงที่ญี่ปุ่น แต่กลับเดินเรื่องราวได้ไม่ค่อยสนุกและมาพร้อมความน่าเบื่ออยู่หลายครั้ง เรื่องของหญิงสาวที่ต้องการจากประเทศพม่าเพื่อไปหาพ่อของเธอที่ทำงานอยู่ในสวนส้มที่ญี่ปุ่น แล้วเธอก็พบรักกับชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเข้า แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้...และจบไม่ค่อนสมหวัง(ตามแบบฉบับหนังไทยในอดีต) จริงๆหนังก็เลือกจบได้ดีกับตัวพ่อและเหตุการณ์ที่สนามบินนะ แต่ด้วยการเดินเรื่องที่เรียบไม่มีสีสันเพราะโทนหนังต้องการอารมณ์และบทที่ลึกพอสมควร...รวมทั้งการขมวดปมตอนท้าย แถมฉากความรัก...หนังไม่สร้างความซึ้งใจเท่าไหร่ (ส่วนความสนุกนั้น...พอมีมุกขำๆให้ตลกอยู่บ้างกับภาษาพม่าที่พระเอกฝึกพูด) และที่สำคัญคือ แฟนหนุ่มของนางเอกในเรื่อง...กลับใช้คนพม่าแสดงเป็นคนญี่ปุ่นที่พูดภาษาพม่าไม่ได้แต่หนังให้เขาพยายามพูดญี่ปุ่นได้คล่อง ผมว่า "มันดูขัดยังไงไม่รู้" ขนาดผมไม่รู้จักนักแสดงคนนี้มาก่อน ดูก็รู้ว่า เขาไม่ใช่คนญี่ปุ่นเลย...แถมตัวเขาแสดงไม่เข้ากับความเป็นญี่ปุ่นอีกด้วย (ไหนๆไปถึงพม่าทั้งทีน่า...ก็น่าจะหาหนุ่มญี่ปุ่นแสดงแทนสักคนนะ) หมายเหตุ หนังเรื่องนี้อยู่ดีๆซับไทเทิ้ลก็หายไป อยู่ดีๆเดี๋ยวก็มา แต่โดยภาพรวมทั้งเรื่อง ซับไทเทิลภาษาอังกฤษหายไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ มุกตลกเท่านั้นที่เดาไม่ค่อยได้...ขณะที่คนพม่าหัวเราะกัน แต่เรื่องราวชีวิต...ยังพอเดาได้บ้าง (เลยให้คะแนนตามอารมณ์หนังที่ผมรู้สึกและเข้าใจตามได้เท่านั้น)





Never shall we be enslaved

★★★★★★★★★★ 6.5/10

ยอมรับว่า หนังเรื่องนี้อลังการในการลงทุนจริงๆเมื่อเปรียบเทียบกับหนังหลายเรื่องที่ดูมา (ผมว่า หนังเรื่องนี้น่าจะสร้างกระแสฮือฮาในบ้านเขาได้เหมือนกับตอนที่หนังสุริโยทัยเข้าฉายในบ้านเราเลย) การเดินเรื่องค่อนข้างรวดเร็วและสนุกในช่วง 80 เปอร์เซ็นต์แรก...โดยสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของพม่าและกษัตริย์องค์สุดท้าย Thibaw ในช่วงที่ฝรั่งเศสและอังกฤษต่างจะเข้ามายึดครองประเทศเพื่อกวาดเอาทรัพยากรกลับไป นอกจากปัญหาของสงครามแล้ว...ปัญหาของคนในราชวังก็ยังมีอีก ทุกอย่างจึงกลายเป็นบทสรุปอย่างที่เห็น แต่ผมว่า หนังเริ่มยืดเรื่องให้ดูนานขึ้น...ก็ตอนที่เหล่าทหารอินเดียและอังกฤษเข้ามายึดครองแทนฝรั่งเศสโดยนำตัวกษัตริย์ขึ้นเรือ (จริงๆ ฉากนี้สร้างอารมณ์ร่วมได้ดีกับนาทีที่ประเทศพม่าต้องเสียแผ่นดินแล้ว แต่ถ้าสามารถตัดต่อให้สั้นขึ้นได้อีกหน่อย...ก็จะดี) ส่วนฉากสงครามในหนังที่ริมท่าเรือ...เป็นความน่าติดตามได้ (ที่สำคัญในฉากนี้ก็คือ การต่อสู้ด้วยปืนและระเบิดริมท่าเรือนี้...ค่อนข้างลงทุนสมจริงกับการระเบิดตูมตามด้วย) อ้อ...ตั้งแต่ดูหนังสงครามมา รู้สึกผมยังไม่เคยเห็นหนังเรื่องไหนที่มีฉากตัดคอม้าของศัตรูศัตรูให้ขาดสะบั้นระหว่างการสู้รบเลย...จะมีก็หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยมั๊ง มีประโยคหนึ่งในหนังที่ผมรู้สึกชอบครับตอนที่พม่ากำลังจะเสียเมือง แล้วท่านนายพลก็กล่าวขึ้นด้วยความโมโหว่า Eventhough my hands are strong, I look like a "double amputee".





Hexagon

★★★★★★★★★★ 5.5/10

(หนังเรื่องนี้ ผมมีความรู้สึกว่า เป็นเรื่องเดียวที่ดูทันสมัยเหมือนกับเหตุการณ์ในปัจจุบันจริงๆ) เรื่องราวของหญิง 6 คนซึ่งต่างก็ตั้งครรภ์และก็มีเรื่องราวของชายหนุ่ม(ไม่ว่าจะเป็นสามี เพื่อน หรือพี่น้อง)เข้ามาเกี่ยวข้อง...จนเป็นที่มาทั้งความรักและความเศร้า แต่สิ่งที่หนังทำได้ดีมากที่สุดคือมุกตลกหลายๆครั้ง(ซึ่งเป็นแบบพื้นบ้านทั่วๆไป)ที่เรียกเสียงฮาได้เป็นระยะ อย่างเช่น ฉากตอนไปตรวจท้องแล้วหญิงท้องนึกในใจว่า จะไปเข้าห้องน้ำ เป็นต้น ส่วนคู่ที่ฮาที่สุดนั้นคือคู่ที่สามีภรรยามีลูกดกที่สุด 3-4 คนเห็นจะได้ (ภรรยาพูดด่าว่าสามี แต่แฝงความตลกไว้หลายครั้งทีเดียว) สำหรับเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครชายหญิงทั้งหมดในเรื่อง...เป็นในลักษณะที่คุ้นตากันกับความฮาความเศร้าหลากหลายชีวิตก็จริง แต่หนังก็เดินเรื่องได้กลมกลืนทีเดียว...แม้จะไม่ใช่อารมณ์ประทับใจกันแบบเต็มที่ก็ตาม มีอยู่ฉากนึงที่ผมรู้สึกว่า มันไม่เป็นส่วนเสริมความน่ารักหรือตลกให้กับตัวหนังเลย ก็คือ ฉากผู้หญิงร้องเพลงเป็นมิวสิควีดีโอริมทะเล...ตอนที่พระนางคู่นึงหยอกล้อกันอยู่ริมหาด อ้อ...หนังเรื่องนี้เพิ่งสร้างเสร็จฉายภายในปีนี้...เลยเป็นเรื่องเดียวที่ฟิลม์หนังดูใหม่เหมือนเป็นปรกติที่สุดแล้วครับ


Create Date : 25 สิงหาคม 2549
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 14:19:22 น. 9 comments
Counter : 926 Pageviews.

 
ช่วงนี้มัหนังรัยดีๆ มาแนะนำมั่งคะ ปกติชอบดูหนังแต่ว่าแนวพม่าไม่เคยดูเลย เคยดูหนังฟรั่งเศสเหมือนกันแต่ไม่ชอบเพราะดูแล้วงงมาก คิดว่านังที่ไปดูแล้วอินที่สุดคงเป็น lord of war ที่นิโคลัส เคส แสดงแต่นักวิจารณ์บอกห่วยแตกและน่าเบื่อ....ไม่รู้ว่าสรุปแล้วหนังดีรึเปล่าแต่ก็ชอบมากเลย


โดย: chocochex วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:28:46 น.  

 
ตอบคุณ chocochex พูดถึงหนังพม่า...น้อยคนจริงๆที่จะได้ชมนะ (โอกาสในบ้านเราแทบจะเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้) ส่วนหนังช่วงนี้ที่น่าดูก็คงเป็น Snakes on a Plane ครับ มันส์ ฮา ระทึก สนุก ค่อนข้างมีครบทุกรส...แบบไม่ต้องซีเรียสเรื่องเนื้อหาอะไรกันมากมาย (แต่คุณต้องเป็นคนไม่กลัวงูด้วยนะครับเพราะงูในเรื่องจะเยอะมาก หลากสีสันสวยงาม) ส่วน Lord of War ใครจะไม่ชอบก็ไม่เป็นไรครับ แต่คุณกับผมชอบหนังเรื่องนี้เหมือนกันนะ


โดย: เจ้าของบล๊อคมาตอบเอง (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:15:49:50 น.  

 
เข้ามาอ่านค่ะ สนใจอยากดูหนังพม่าเหมือนกันค่ะ แต่ว่าเวลาไม่อำนวย อยากรู้ว่าหนังของเขาจะเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยดูเลย พอได้อ่านก็ทำให้เข้าใจขึ้นมาเยอะเลย ขอบคุณนะคะที่เขียนเล่าไว้เยอะเลย (ก่อนหน้านี้แอบคิดเหมือนกันว่าน่าจะได้อ่านจากบล๊อคคุณตี๋หล่อ)





โดย: d__d (มัชชาร ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:18:57:14 น.  

 
เห็นโฆษณาใน นสพ.ว่าจะแวะไปดูซะหน่อย แต่ไปตรงกับวันที่จะไปดูเรื่องอื่นๆซะนี่
อยากลองดูเหมือนกันค่ะ ว่าหนังจากพม่า จะมาแนวไหน รู้สึกว่า ยังไม่เคยดูหนังจากพม่าเลย(มั๊ง)

ก้อไม่รู้ว่าจะทำยังไงเหมือนกันนะ ถ้าเข้าไปดู แล้วเจอผู้คนที่มีพฤติกรรมในการดูหนังแบบที่คุณตี๋หล่อเจอ

อาจจะอกแตกตายก่อนหนังจบก้อได้ ท่าทางโล้งเล้งกันเหลือเกิน

ไว้มาจัดอีกที จะเตรียมตัวตั้งหลักให้เร็วกว่านี้



โดย: renton_renton วันที่: 26 สิงหาคม 2549 เวลา:4:56:57 น.  

 
ได้ดูหนังพม่าไป 3 เรื่องในวันพฤหัสบดีค่ะ ซึ่งก็คือเรื่อง HEXAGON (2006, A+), NEVER SHALL WE BE ENSLAVED (1997, KYI SOE TUN, A) และ SACRIFICIAL HEART (2004, A) ชอบหนัง 3 เรื่องนี้มากๆ

สิ่งที่พบในเทศกาลหนังพม่า

1.ดิฉันซื้อตั๋วหนังทีเดียวพร้อมทั้ง 3 เรื่องในตอนเที่ยง แต่ “กระจายความเสี่ยง” ด้วยการเลือกที่นั่งไม่ซ้ำกันเลยในการดูแต่ละรอบ เผื่อรอบไหนได้ที่นั่งซวยๆ ก็จะได้ซวยเพียงแค่รอบเดียว ผลปรากฏว่าคาดเดาถูกต้อง เพราะรอบแรกพอเข้าไปนั่งแล้วปรากฏว่าเก้าอี้มันเจ๊ง ก็เลยต้องเปลี่ยนที่นั่งใหม่ โชคดีที่คนน้อย ก็เลยย้ายที่นั่งได้สบาย ส่วนรอบสองกับรอบสามไม่มีปัญหากับเก้าอี้แต่อย่างใด

2.ถ้าไม่นับปัญหาเรื่องเก้าอี้เจ๊งแล้วก็ประทับใจกับเก้าอี้ที่นี่มาก เพราะมันนั่งสบายสไตล์มยุราจริงๆอย่างที่คุณตี๋หล่อมีเสน่ห์ว่าเอาไว้ มันทั้งกว้าง และมีที่ให้เหยียดขาได้สบาย ตรงข้ามกับโรงภาพยนตร์ “3” ที่ SF MAHBOONKRONG โรงนั้นที่เหยียดขาจะแคบมาก และคนข้างหลังก็ชอบเอาเท้าเอาขามากระแทกพนักพิงบ่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยว่าอะไรถ้าเป็นโรงนั้น เพราะเข้าใจว่าที่เหยียดขามันแคบจริงๆ

3.เจอคนพม่าคุยกันในโรงหนังเหมือนกัน แต่ไม่รบกวนสมาธิมากนักเพราะฟังไม่ออกว่าเขาคุยกันว่าอะไร ก็เลยไม่เบี่ยงเบนความสนใจไปจากตัวหนังมากนัก แต่ก็รู้สึกแย่ๆอยู่บ้าง

4.ดิฉันเลือกที่นั่งใกล้ๆทางเดิน ประมาณตัวที่ 3 ถัดจากทางเดิน และก็เจอผู้ชายคนนึงที่นั่งอยู่ตรงกลางแถวเดินเข้าเดินออกจากแถวที่นั่งตลอดเวลาระหว่างดูหนัง เขาต้องเดินผ่านดิฉันกับเพื่อนหลายครั้งหลายหน และเขาก็ไม่ได้เดินไปฉี่ด้วย เขาจะเดินไปตรงใกล้ๆประตูทางออกที่มีแสงไฟอยู่ตรงข้างล่างประตูทางออก เขาเดินประมาณไม่ต่ำกว่า 5 รอบ ไม่รู้เขาไปทำอะไรที่ประตูทางออก อยู่ดีๆก็เดินกลับไปกลับมา พอเขาเดินไปที่ประตู เขาก็ก้มตัวลงเอาอะไรจ่อไปที่ไฟที่สว่างตรงข้างล่างประตู เหมือนกับจะอ่านอะไรสักอย่าง มันเป็นการสร้างความรำคาญให้กับดิฉันเป็นอย่างมากที่ต้องคอยขยับขาหลีกทางให้เขา หรือว่าโทรศัพท์มือถือของเขามันเป็นรุ่นพิสดารที่ไม่มีแสงที่หน้าจออย่างนั้นหรือ เขาถึงต้องเอาโทรศัพท์ไปจ่อตรงแสงไฟตรงประตูเพื่ออ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน เดาเอา แต่ก็ยังดีที่เขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย เพราะตอนแรกดิฉันนึกว่าเขาจะไปล็อกประตูทางออกแล้วจับคนในโรงหนังเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองกับรัฐบาลพม่า (ล้อเล่นค่ะ)

4.ฮากับ ซับไตเติลหนังเรื่อง SACRIFICIAL HEART มาก เพราะมันพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก มีประโยคนึงดิฉันเดาว่าตัวละครน่าจะพูดว่า ARE YOU INSULTING ME? (แกกำลังด่าฉันใช่มั้ย) แต่ซับไตเติลกลับขึ้นมาว่า ARE YOU INSULATING ME? (แกกำลังจะหุ้มฉนวนตัวฉันใช่มั้ย)

5.เพื่อนฝรั่งที่ไปดูไม่ชอบ SACRIFICIAL HEART อย่างมากๆ แต่ดิฉันชอบมากเพราะมันทำให้นึกถึงหนังจักรๆวงศ์ๆหรือละครทีวีแนวขุนแผนที่ได้ดูตอนเด็กๆ เดาว่าภูมิหลังทางวัฒนธรรมอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ชมบางคนชอบหรือไม่ชอบหนังพม่าในเทศกาลนี้

6.ไม่แน่ใจว่าเนื้อหาใน NEVER SHALL WE BE ENSLAVED คาบเกี่ยวกับเนื้อหาในละครทีวีเรื่อง “เพลิงพระนาง” (A+) ที่นำแสดงโดยชไมพร จตุรภุชหรือเปล่า เพราะมันเป็นช่วงที่อังกฤษหาเรื่องเข้ามายึดพม่าเหมือนๆกัน

7.ประทับใจกับการใส่ตุ้มหูของผู้ชายพม่าอย่างมากๆ

8.ชอบฉากบู๊ในหนังพม่ามากๆเช่นกัน ฉากบู๊มันเหนือจริงเหมือนหนังจีนกำลังภายใน แต่ความเอื่อยๆในบางฉากชีวิตของหนังกลับทำให้นึกถึงหนังอินเดียยุคเก่าๆ

9.ชอบตอนจบของ HEXAGON อย่างมากๆ ที่ไม่ได้ HAPPY ENDING ไปซะทั้งหมด และก็ชอบมากๆที่ตัวละครผู้ชายหน้าตาไม่ดี แต่นิสัยดีในหนังเรื่องนี้ ไม่สมหวังกับหญิงสาวที่เขาหมายปอง เพราะหญิงสาวคนนั้นหันไปรักสามีรูปหล่อแทน ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งทิ่ผิดคาดมากๆ เพราะหนังหลายเรื่องโดยเฉพาะหนังเกาหลีมักจะให้สาวสวยลงเอยกับชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา แต่ใน HEXAGON นี้ ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาลงเอยด้วยการมี “มุทิตาจิต” ที่ได้เห็นสาวสวยครองรักกับสามีหนุ่มหล่อในตอนจบ

--ได้พิมพ์เนื้อหาในหน้านี้ของคุณตี๋หล่อมีเสน่ห์เก็บเอาไว้ด้วย เพราะข้อมูลเกี่ยวกับหนังพม่าหายากมากๆ ไม่ว่าจะในรูปแบบภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย รู้สึกดีที่คุณตี๋หล่อมีเสน่ห์ได้บันทีกข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับหนังในเทศกาลนี้เอาไว้



โดย: M.Scudery Worships Noriaki Tsuchimoto IP: 61.7.156.219 วันที่: 3 กันยายน 2549 เวลา:16:36:09 น.  

 
ตอบคุณ มัชชาร ขอบคุณนะครับที่แอบคิดว่า จะได้อ่านจากบล๊อคผม เอ๊ะ...แต่ก็ได้อ่านจริงๆ

ตอบคุณ renton_renton ไม่รู้เทศกาลนี้จะได้มาเปิดอีกหรือเปล่านะ คงต้องคอยดูปีหน้ากันใหม่

ตอบคุณ M.Scudery Worships Noriaki Tsuchimoto เจอเหมือนกันหรือครับเนี่ย ขนาดคนละรอบคนละวัน แต่ขำข้อ 4 คุณมาก ผมลืมไปแล้วนะเนี่ย พอคุณท้วงขึ้นมา ผมหัวเราะในใจเลย จริงๆด้วยเรื่อง insulting กับ insulating ลืมนึกไปเลย อ้อ...ผมตกใจสิ่งที่คุณเขียนมาก ยาวจริงๆ เหมือนรายงานข่าวสดจากสถานที่จริงเลยนะเนี่ย


โดย: เจ้าของบล๊อคมาตอบเอง (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 6 กันยายน 2549 เวลา:19:36:43 น.  

 
อยากไปดูเหมือนกันนะครับ เทศกาลหนังพม่า
แต่ว่าไกลหอพักผมมากเลย ไม่รู้จะถ่อสังขารไปยังไง


โดย: nanoguy IP: 203.153.172.106 วันที่: 3 ตุลาคม 2549 เวลา:4:42:41 น.  

 
พึ่งเข้ามาอ่านเพราะ link จากกระทู้เฉลิมไทวันนี้ เสียดายที่ไม่ได้เข้ามาคุยตั้งแต่ตอนนั้น

ผมดูครบ 5 เรื่องเหมือนกันครับ แต่ตั้งใจไปดูพม่าในหนัง ไม่ได้ไปดูหนังพม่า

โทรศัพท์มือถือ การคุยกันในโรงหนัง เลยเป็นเสน่ห์ของเทศกาลหนังพม่าในสายตาผมครับ ถ้าขาดไปคงกร่อยไปหน่อย

เพราะตัวหนังสามารถหา dvd ดูได้ไม่ยากครับ แต่บรรยากาศสุดยอดแบบนี้หาไม่ได้แม้แต่ในย่างกุ้ง

เท่าที่ทราบเทศกาลนี้จัดโดยผกก.เองครับ ไม่ได้เป็นทางการแต่อย่างใด พม่ายังมีผู้กำกับอีกหลายคนครับ


ลป..เรื่อง true love นี่ผมเคยดูตอนเทศกาลภาพยนต์กรุงเทพ พระเอกเป็นญี่ปุ่นแน่นอนครับ วันนั้นก็มาโชว์ตัวด้วย เรื่องนี้เป็นการร่วมทุนกับญี่ปุ่นครับ


โดย: pooh IP: 58.8.72.190 วันที่: 16 พฤษภาคม 2550 เวลา:15:23:18 น.  

 
เป็น blog พม่า และแปลภาษาพม่าได้ดีจริงๆครับ


โดย: ต้าโก่ว วันที่: 12 กรกฎาคม 2554 เวลา:9:51:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.