ตี๋หล่อมีเสน่ห์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็แค่คนๆหนึ่งที่ชอบดูหนัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้อัพเดตข้อมูลอะไรเพิ่มแล้วนะครับ


Group Blog
 
 
สิงหาคม 2549
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
25 สิงหาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ตี๋หล่อมีเสน่ห์'s blog to your web]
Links
 

 
ความทรงจำดีๆกับเทศกาลหนังฝรั่งเศสทั้ง 12 เรื่อง French Film Festival 2006

เกริ่นนำกันหน่อย

เทศกาลหนังฝรั่งเศส จัดขึ้นที่โรงหนังอีจีวี สาขาเมโทรโพลิส เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนจนถึงวันที่ 9 กรกฏาคม 2549 โดยมีภาพยนตร์หลายหลายประเภททั้งหมด 12 เรื่อง (เน้นบรรยากาศหนังสดใสเป็นหลัก แต่ก็มีทริลเลอร์เข้ามาผสมอยู่บางเรื่อง) บัตรราคาใบละ 100 บาท (ถ้าดู 3 เรื่อง เขาจะขายบัตรชุดพิเศษเพียง 270 บาทเท่านั้น) สำหรับหนังเทศกาลในครั้งนี้ ผมถือว่า ประสบความสำเร็จมากกว่าหนังจากเทศกาลอื่นทีเดียว สังเกตได้จากจำนวนคนฝรั่งเศส วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่เรียนภาษาฝรั่งเศส (รวมทั้งบุคคลทั่วๆไปอย่างเจ้าของบล๊อคด้วย) ที่เข้ามาชม เรียกได้ว่า ผมเห็นจำนวนคนที่ชมหนังในแต่ละรอบ มีไม่ต่ำกว่าครึ่งโรงทุกครั้งที่ฉาย

หนังที่ผมได้ดูทั้ง 12 เรื่องนี้ มีอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่มีซับไทเทิลเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้ นั่นคือ Les Brigades du Tigre (สาเหตุเพราะว่า ในอนาคต เรื่องนี้จะเข้ามาฉายในไทย) นอกนั้นอีก 11 เรื่อง จะมีซับไทเทิลเป็นภาษาอังกฤษให้ด้านล่าง

ภาพรวมของหนังในเทศกาลนี้ ต้องบอกว่า ผมค่อนข้างพอใจกับหนังเกือบทุกเรื่องเลยก็ว่าได้ หนังทั้งหมด 12 เรื่อง มีเพียงอยู่ 3 เรื่องเท่านั้น คือ Un Ticket pour l'Espace และ Papa รวมทั้ง 36 Quai des Orfèvres ที่ทางค่ายหนังในประเทศฝรั่งเศสให้ฉายได้แค่รอบเดียว (ไม่ให้ซ้ำรอบสองเด็ดขาด คือ ฟิลม์ต้องโดนส่งกลับประเทศทันทีเพราะทางค่ายหนังแต่ละเรื่องไม่อนุญาตให้ฉายซ้ำสองรอบ) ที่เหลืออีก 9 เรื่อง มีฉายอย่างละสองรอบครับ แต่ปรากฏว่า หนังที่โดนส่งกลับก่อนเพื่อน ดันมีอยู่สองเรื่องที่ผมชอบแบบรู้สึกดีกับตัวหนังในเทศกาลนี้

มีข้อสังเกตอย่างนึงนะ คือ คนฝรั่งเศสไม่ชอบนั่งแถวหลัง คือจองแถวกลางๆกันเป็นส่วนใหญ่ จะเห็นได้ว่า สามสี่แถวหลังเป็นคนไทยเสียมากกว่า (ทั้งที่มีที่นั่งแถวหลังเหลือเยอะ)

ผมได้ดูหนังจากเทศกาลนี้ไปทั้งหมด 12 เรื่อง (จากทั้งหมด 12 เรื่อง) งั้น เรามาดูกันเลยนะครับว่า มีหนังเรื่องอะไรกันบ้าง หมายเหตุ ข้อความที่ผมเขียนไม่ได้ตีความลึกซึ้งอะไรมากและมีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังด้วยนะครับ (แต่ไม่ใช่จุดหักมุมแรงๆของหนัง)

***ความหมายของคะแนน***
8.0/10 คะแนน - รู้สึกดีและประทับใจใน "หลายๆอย่าง" ของหนังเรื่องนั้น คุ้มค่าทั้งเงินและเวลา (ดีใจที่ได้ดู...ในความรู้สึกผมนะ) ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีและประทับใจขึ้นไปอีก
7.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ ถ้าคะแนนมากกว่านี้...ก็ชอบขึ้นไปอีก
6.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่ทำให้พอใจขึ้นมาระดับนึง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็พอใจขึ้นไป
5.0/10 คะแนน - เฉยๆนะ แต่ก็ยังโอเคอยู่บ้าง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีขึ้นไป
4.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่เริ่มรู้สึกเสียอรรถรสในการชมไป ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกเสียอรรถรสน้อยลงไป
3.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกผิดหวังขึ้นมา ถ้าคะแนนมากกว่านี้...ก็ผิดหวังน้อยลงไปนิดหน่อย
2.5/10 คะแนน - หนังมีอะไร "หลายอย่าง" ที่ควรปรับปรุง ทำให้รู้สึกผิดหวังมากขึ้น เริ่มไม่คุ้มค่าเงินและเวลา และถ้ายิ่งคะแนนต่ำลงไปมากเท่าไหร่...ก็ยิ่งรู้สึกว่า ผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น





Un Ticket pour l'Espace (A Ticket to Outer Space)

★★★★★★★★★★ 5.0/10

ผู้กำกับ Eric Lartigau สงสัยคงเป็นคอหนังฮอลีวูดมากพอสมควรเพราะกลิ่นอายหนังดังหลายๆเรื่อง (จากอเมริกา) ที่มียานอวกาศเข้ามาเกี่ยวข้อง...ถูกนำมาล้อเลียนอยู่ในเรื่องนี้ (ยกตัวอย่างเช่น Aliens Armageddon หรือ Apollo 13 สังเกตดีๆ...หนังมีแต่ตัว A ขึ้นต้นทั้งนั้น) มุกตลกที่เห็นจะบ๊องนิดๆ (แต่ไม่ถึงกับหลุดโลกอะไร) ประมาณว่า...จะลุกขึ้นไปจัดการศัตรูแล้วหัวดันโขกเพดานใกล้ๆล้มสลบไปก่อน อ้อ บางมุกเนี่ย นึกว่า เลือดรักชาติของผู้กำกับสูบฉีดเลยนะครับกับ "สัตว์" ตัวหนึ่งในยานอวกาศที่ดันมีขนาดใหญ่โตขึ้นมาผิดหูผิดตาตอนท้ายเรื่อง พูดถึงมุกตลก ถ้าทำให้ปัญญาอ่อนแบบมีเทคนิคความฮากว่านี้อีกหน่อย...จะเยี่ยมทีเดียวเพราะส่วนมากเป็นมุกตลกฝืดๆ (ที่คนดูน่าจะเห็นได้จากทั่วๆไปอยู่แล้ว) ส่วนตัวโครงหนัง มีความสนุกอยู่บ้างกับการเล่าเรื่องตอนต้นแล้วย้อนไปในอดีต (รวมทั้งเรื่องราวการล้างแค้นแบบตลกหน่อยๆ)





Les Brigades du Tigre (Tiger Brigades)

★★★★★★★★★★ 6.5/10

สำหรับโครงหนังเกี่ยวกับความไม่เที่ยงหรือความไม่ยุติธรรมของกลุ่มคนที่หวังจะล้างแค้น...ต้องการล้มล้างพวกขุนนางและกษัตริย์ไม่ซื่อ (ในยุคสมัยอดีต ในที่นี้อยู่ในปี พ.ศ 2455) นั้น...มีให้เห็นในหนังหลายเรื่อง (ยิ่งถ้าใครชอบดูหนังย้อนยุค Period จะทราบได้) แต่ข้อดีที่ผู้กำกับ Jérôme Cornuau ทำให้หนังดูสนุกขึ้นมาได้...ก็อยู่ที่การเดินเรื่อง "แบบหยอกล้อนิดๆ" ในบรรยากาศหนังที่จริงจังแต่ไม่ซีเรียส ตัวอย่างเช่น ตอนที่เหล่ากษัตริย์และขุนนางไปยืนดู Valentin และ กองทหารกำลังปะทะกับ Bonnot อย่างดุเดือด หรือแม้แต่ตอนที่ Pujol ล้างแค้นให้กับภรรยาของเขาที่มีใบหน้าแบบนั้น ทุกอย่างมันคืออารมณ์หยอกเย้า (ให้ยิ้มๆแต่ไม่ถึงขั้นหัวเราะอะไรมาก) ที่ทำให้หนังดูสนุกได้ตลอดเรื่อยๆ จัดเป็นหนังที่ดัดแปลงรายการละครซีรี่ย์ของฝรั่งเศสมาขึ้นจอ...ที่ดูสนุกและเพลินๆดี การขมวดปมช่วงสุดท้ายของหนังเป็นความสนุกอีกด้วย สุดท้ายครับ...ผมเพิ่งเห็นว่า Diane Kruger สวยเป็นครั้งแรกก็จากหนังเรื่องนี้แหละ ส่วนคู่หู Edouard Baer ในบท Valentin และ Jacques Gamblin ในบท Pujol ต่างก็แสดงเข้าขากันดี





Mon ange (My Angel)

★★★★★★★★★★ 7.5/10

เป็นการเจาะความสัมพันธ์ของคนต่างวัยสองคนที่ต้องอยู่ด้วยกัน (ด้วยเหตุผลสุดวิสัยบางอย่าง) เด็กหนุ่มกำพร้า (โดนแม่ทิ้ง) ต้องการ "ความเข้าใจ" ในขณะที่โสเภณีอีกคนต้องการ "ความรัก" หนังเลือกสถานการณ์เพื่อการเดินเรื่องได้แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆที่เคยเห็น ความสัมพันธ์ของโสเภณี Colette ที่ต้องการจะมีลูกเพื่อชายคนที่เธอรัก กับ หนุ่มวัยรุ่นกำพร้า Billy ที่ต้องการจะพบแม่ เมื่อ Colette ต้องทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ Billy ขณะเดียวกันก็ต้องไปพบชายคนที่เธอรักด้วยเช่นกัน หนังเดินเรื่องในบรรยากาศเบาสบาย...ผ่านความรู้สึกทางด้านจิตใจ (แฝงอารมณ์เพศนิดๆหน่อยๆ) ผมชอบฉากที่ทั้ง Colette และ Billy อยู่ในห้องคืนแรกด้วยกัน เธอกำลังจะถอดถุงน่อง Billy ก็จ้องมอง...แล้วก็คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปพร้อมกัน แล้ว Colette ก็จ้องตาเด็กหนุ่มกลับไป บรรยากาศมันดูเตลิดเปิดเปิงแบบไม่น่าเกลียดดี รวมทั้งสิ่งที่ Billy พูดเกี่ยวกับความฝันที่จะเหมือนกันหรือไม่...ถ้าทั้งคู่หลับตานอนพร้อมกัน ยังมีอีกฉากที่ผมว่า ผู้กำกับ Serge Frydman เลือกสื่อและถ่ายทำออกมาได้ดีมากๆ นั่นคือ ตอนที่คนทั้งสองยืนโอบกอดกัน ใบหน้าของ Colette ซุกไปซอกคอของ Billy สำหรับฉากกอดนี้ มันไม่ได้ไกลเลยเถิดอะไรไปมาก แต่กลับให้ความรู้สึกทั้ง "ความรักและความเข้าใจ" ไปพร้อมๆกันดี นักแสดง Vanessa Paradis ในบท Colette และ Vincent Rottiers และ ในบท Billy ต่างก็ช่วยสร้างความสมจริงในหนังได้อย่างไม่มีที่ติจริงๆ จวบจนถึงฉากสุดท้ายที่ทั้งคู่นั่งอยู่ริมท่าน้ำ





Peindre ou faire l'amour (To paint or make love)

★★★★★★★★★★ 6.5/10

ยอมรับนะว่า ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วรู้สึกเหมือน ผมกำลังดูงานศิลปะผ่านทางจอหนัง (ท่ามกลางบรรยากาศสวยๆยามเช้า) ที่มีอารมณ์ตัณหาราคะในแบบเย็นสบายกับเรื่องราวชายหญิงวัยกลางคน ซึ่งผู้กำกับ Arnaud Larrieu Jean-Marie Larrieu ทำได้ดีระดับนึง ช่วงที่หนังปูเรื่องของ William และ Madeleine ที่ได้รู้จักกับ Adam และ Eva หนังเดินเรื่องค่อนข้างดูสวยงาม...เพียงแต่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษมากนัก (นอกจากกลิ่นอายความเป็นยุโรปที่หนังนำเสนอออกมาอย่างชัดเจน) แต่หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านหลังหนึ่งในเรื่องแล้ว "ความเป็นอารมณ์ศิลป์ (To paint) ก็เดินทางเข้าสู่อารมณ์เพศ (To make love) ตามชื่อเรื่องทันที" (จากปัจจัยรอบข้างที่เอื้ออำนวยเสียเหลือเกิน) โดยที่ผู้กำกับทำออกมาได้ไม่น่าเกลียดอะไร...และกลับดูสวยงามไปอีกแบบ ผมยังชอบฉากที่คนทั้งสี่เดินผ่านเนินเขาอันมืดมิดด้วยการให้คนตาบอดเป็นคนนำทาง...ดูแล้วยิ้มๆดี

อารมณ์ความขันแบบยิ้มๆก็มีแฝงเข้ามาเล็กๆน้อยๆอีกด้วยกับฉากที่ William และ Madeleine สงสัยว่า เพื่อนบ้านที่บ้านพวกเขาถูกไฟไหม้ "หายไปไหน" โดยการตั้งสมมุติฐานต่างๆนาๆ นักแสดงตัวเอก Daniel Auteuil ในบท William และ Sabine Azéma ในบท Madeleine ช่วยกันสร้างมุมมองชายหญิงวัยกลางคน (ผ่านความสวยงามทางธรรมชาติและเรื่องราวศิลปะ) ที่ทำให้รู้ว่า "ศิลปะ และ เพศ" ยังไปด้วยกันได้อยู่ งั้น...ผมขอเรียกว่า "ศิลปะทางเพศของคนชั้นสูง" แล้วกัน เรื่องนี้ผมว่า...จัดเป็นหนังที่ดูนุ่มและเบาสบายหวิวๆดี สุดท้ายครับ นี่คือหนังที่คนฝรั่งเศสเข้ามาดูเยอะมากที่สุด (ในบรรดาหนังทุกเรื่องที่เข้าฉาย) จนเกือบเต็มโรงเลย หรือเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลสูงสุดปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ประจำปีนี้หรือเปล่านะ





L'Empire des Loups (Empire of the Wolves)

★★★★★★★★★★ 7.5/10

เป็นหนังทริลเลอร์...ที่มีการเดินเรื่องตื่นเต้น (และรวมเอาเรื่องราววิทยาศาสตร์ การสืบสวนสอบสวน และ อิทธิพลมืด เข้ามาพัวพันได้อย่างมีอรรถรส) ดูสนุกระดับนึงเลย เรื่องเกี่ยวกับนายตำรวจ Jean ที่ช่วยเจ้าหน้าที่ Paul สืบสาวเรื่องราวฆาตกรรมหญิงสาว (อพยพเข้ามาในฝรั่งเศส) ขณะเดียวกัน ณ อีกสถานที่หนึ่ง หญิงสาวอีกคน Anna ก็เริ่มสงสัยความทรงจำของตัวเองว่า เกิดอะไรขึ้น...แต่ยิ่งเธอสาวเรื่องราวลึกลงไป เธอก็ยิ่งค้นพบความลับเบื้องหลังความทรงจำที่เลอะเลือนนั้น และนี่คือเรื่องราวคร่าวๆของหนังครับ แต่หนังก็มีจุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ยังมีการเดินเรื่องที่ชวนให้ "งง" ถึงเหตุและผลอยู่บ้าง (ไม่ใช่ว่า "งง" เพราะตามหนังไม่ทันนะครับ แต่ "งง" ว่า ทำไมมันเป็นแบบนั้นไปได้ ทำไมมันมีสิ่งจูงใจให้เกิดฉากนี้ เป็นต้น) อีกอย่างนึงก็คือ นักแสดง Arly Jover ในบท Anna ซึ่งตัวนางเอกที่ในท้องเรื่องเลยต้องเป็นชาวตุรกี แต่กลับมีหน้าตาที่ไม่คล้ายชาวตุรกีเท่าไหร่ (ผมว่า หน้าตาเธอคล้าย Carrie-Anne Moss นะ) อ้อ...หนังยังมีฉากสืบสวนคล้าย Se7en มีฉากไล่ล่าที่ชวนให้นึกถึง Bourne Identity และ National Treasure (โดยเฉพาะฉากตรงบันไดที่ Jean ตอนท้ายเรื่อง) แต่ขนาดมีจุดที่ผมรู้สึกว่า บทหนังมันยังมีความไม่ค่อยชัดเจนอยู่ แต่ความสนุกและความมันส์ในการติดตาม...ก็ยังทำให้ผมสนุกตามอยู่เลย อ้อ...นี่คือหนังกลุ่มเดียวกันกับ Crimson Rivers ด้วยครับ (ถ้าใครเคยได้ดูมาก่อนนะ)





Papa (Daddy)

★★★★★★★★★★ 8.0/10

หนังเรื่องนี้ปูความสัมพันธ์ของพ่อลูกสองคน Papa (แสดงโดย Alain Chabat) และ ลูกชาย Louis (แสดงโดย Martin Combes) ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน แต่ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจะไม่น่าติดตามเลย...ถ้าหนังไม่เล่นมุมมองความเป็นคนอารมณ์ขันในตัว Papa ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้เองที่ทำให้ความเรียบง่ายในการเดินเรื่องแบบ Road Movie สร้างความรู้สึกดีๆให้กับคนดูได้เต็มที่ สามอย่างที่เป็นเสน่ห์ของหนังมากที่สุด เกิดจากฉาก บทสนทนา และคำพูดตลกแบบใสๆ (ไม่ถึงกับปัญญาอ่อนอะไร แต่ฮาแบบได้ผลอย่างน่าจดจำ) โดยเฉพาะช่วงที่ Papa พูด แหย่ และแสดงอาการเพี้ยนๆอะไรออกไป...ในขณะที่ Louis มีปฏิกริยาโต้ตอบกลับในเชิง "พ่ออย่าปัญญาอ่อนได้ไหม" ตลอดเรื่อง นับตั้งแต่ตอนที่ Papa ยกตัว Louis ขึ้นเพื่อให้เจ้าหนูน้อยได้ฉี่ถนัดๆเพราะดันตัวเตี้ยอยู่ ตอนที่ Louis ร้องไห้เรื่องที่ให้สติกเกอร์กับหญิงสาวคนหนึ่งไป แล้ว Papa เพิ่งเข้ามาในเหตุการณ์และเข้าใจผิดคิดว่า เป็นหญิงแก่ที่ก่อเรื่องกับลูกชายเขา ฉากตอนซ่อมรถแล้วพ่อลูกเดินไปแถวอู่ซ่อม...พอเจอแมลง Papa เลยถาม Louis ว่า รู้ไหมทำไมแมลงถึงอยู่แถวนี้เยอะ ซึ่ง Papa ให้คำตอบยวนๆแต่น่ารักกับ Louis ไป (อ้อ ในฉากแมลงนี้ กองซุงที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง...สวยดี) รวมทั้งฉากที่ Papa เลื่อนแก้วนมให้ Louis ด้วยความเร็วไปหน่อย จนแก้วหล่นตกเก้าอี้ (ฉากนี้ จริงๆไม่มีอะไรมาก แต่เนื่องด้วยความน่ารักที่หนังมีมาตลอด...ความขันและน่ารักเลยเกิดขึ้นเองได้)

หนังยังมีฉากเต้นและร้องของ Papa ด้านหน้ารถตรงร้าน Cafeteria ที่ดูปัญญาอ่อน แต่กลับไม่น่าเบื่อเพราะเพลงเร็วที่ใช้ประกอบฉากนี้ Jésus est né en Provence ดันฟังแล้วเพราะดี บทสนทนาระหว่าง Papa และ Louis ในโรงแรมคืนแรกที่พูดเกี่ยวกับเรื่องรีโมทคอนโทรลไปจนถึงการแปรงฟัน รวมทั้งฉากที่ Louis ออกมาจากห้องน้ำ แล้วพบว่า เตียงเขามีสภาพเป็นเช่นไร...ก็ยังเป็นความกุ๊กกิ๊กน่ารักระหว่างพ่อลูกได้ (แถมยิ้มๆได้ตลอดเรื่องด้วย) หนังมีมุมมองที่ผมรู้สึกว่า คนสองคนเหมือนกลายเป็นตัวแทนของอีกฝ่าย นั่นคือ ขณะที่ Papa ชอบแหย่เหมือนเด็กๆ แต่ Louis กลับมีอารมณ์ความเป็นผู้ใหญ่ในคำพูดหลายๆครั้ง ได้อ่านประวัติของผู้กำกับ Maurice Barthélémy ถึงได้รู้ว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงมีอารมณ์ตลกใสๆอย่างที่เป็น นั่นก็เพราะเขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทำงานอยู่บริษัทหนังสือการ์ตูนตลกชื่อดังแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสนั่นเอง





36, Quai des Orfèvres

★★★★★★★★★★ 8.5/10

นานแล้วครับที่ผมไม่ได้ดูหนังเจาะลึกจิตใจและสำรวจอารมณ์ในแวดวงตำรวจ (ที่มาจากทางฝั่งยุโรป) หนังไม่ได้เน้นความเป็นแอ๊คชั่นเต็มที่ (แบบเข้มข้นกันตลอดเรื่อง) แต่เลือกความนิ่งจากธาตุแท้ของมนุษย์แต่ละคนแทน (ครั้งสุดท้ายที่ดูอารมณ์หนังแนวนี้ แม้บทจะไม่ไกล้เคียงกันมาก ก็คือ Heat ในปี 2539) การห่ำหั่นกันทั้งเรื่องหน้าที่ การกำจัดมาเฟีย รวมทั้งความรัก...อาจมาพร้อมกับมุมมองที่คล้ายหนังฮ่องกงเรื่อง Infernal Affairs ก็ได้ (แต่เราจะไม่มองดูแนวทางของฝรั่งเศสเรื่องนี้กันหน่อยเลยหรือ) เมื่อผมดูไปซักพัก...ความรู้สึกกับแนวหนังที่ซ้ำซากก็ค่อยๆจางหายไป ตัวหนังเริ่มถึงจุดพลิกผันเมื่อ Robert Mancini (แสดงโดย André Dussollier นักแสดงคนนี้ คุณอาจจำหน้าเขาไม่ได้ แต่ต้องจำเสียงพากย์เขาใน Ameile ได้แน่นอน) ที่กำลังจะเกษียณจากตำแหน่งด้วยการประกาศกร้าวว่า ใครสามารถจับโจรปล้นรถขนเงินธนาคารที่ยังไม่สามารถจับตัวได้ เขาจะมอบตำแหน่ง (ที่กำลังจะสละในไม่ช้านี้) ให้ไป และนี่เองที่ทำให้เส้นทางของความเป็นเพื่อนระหว่างทีมตำรวจ Léo Vrinks และ ทีม Denis Klein เริ่มโดนเซาะทันที

พูดถึงฉากในหนังกันหน่อยครับ เริ่มตั้งแต่ฉากพิธีงานศพของ Eddy ที่ทำให้เหล่าลูกน้องตำรวจพร้อมใจกันหันหน้าหนีด้วยความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในจิตใจ ฉากระทึกต่อมา ก็คือ ตอนที่ Denis Klein ตัดสินใจขับรถพุ่งใส่รถที่ Camille (แฟนของ Léo Vrinks) นั่งอยู่ จนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจากการพฤติกรรมชั่วช้าของ Denis Klein ที่คนดูได้เห็นในเวลาต่อมา...ไปพร้อมกับเหล่าลูกน้องของเขาด้วย (หนึ่งในนั้นคือ Titi และ Ève) ทุกคนเงียบแต่รับไม่ได้กับการกระทำของ Denis Klein อีกฉากที่ได้ใจผมมากก็อยู่ตอนที่ Titi ปัสสาวะรดใส่ Denis Klein กลางงานเลี้ยงรับรองด้วยอาการมึนเมา...ทำนองทักทายนายคนใหม่ ท่ามกลางผู้คนระดับอาวุโสนับร้อย (เป็นความสะใจของผมอย่างมาก) สำหรับนักแสดงนั้น ทั้ง Francis Renaud ในบท Titi และ Catherine Marchal ในบท Ève ต่างก็ช่วยเสริมตัวหนังได้เป็นอย่างดี ผู้กำกับ Olivier Marchal อาศัยประสบการณ์ที่เคยเป็นตำรวจมาก่อน แล้วส่งผ่านมุมมองของเขาออกมา ไม่แปลกใจเลยครับ...ที่ผลลัพธ์ของหนังจะเป็นที่พึงพอใจอย่างที่เห็นกัน แม้ฉากท้ายเรื่องที่ Léo Vrinks ตัดสินใจทำอะไรลงไปในห้องน้ำที่งานเลี้ยงรับรอง แม้จะเป็นสูตรสำเร็จในเรื่องความเท่ห์กับการเป็นตำรวจที่ดีก็ตาม แต่มันก็คือบทสรุปที่ผมดูแล้วเชื่อว่า มันเป็นจริงได้กับชายคนนี้ สุดท้ายครับ ผมรู้สึกว่า Daniel Auteuil (ที่แสดงในบท Léo Vrinks) มาดเขาก็ดูให้กับฟอร์มตำรวจดี และผมสังเกตได้อีกอย่างว่า เขาโชคดีกับรับแสดงหนังในแต่ละเรื่องนะ เพราะอย่างน้อย หนัง 3 เรื่องสุดท้ายที่ผมได้เห็นเขาแสดงมา ก็คือ Caché และ Peindre ou faire l'amour (รวมทั้ง 36, Quai des Orfèvres เรื่องนี้) ต่างเป็นเครื่องยืนยันได้





La Boite Noire (The Black Box)

★★★★★★★★★★ 6.5/10

ผมชอบโครงเรื่องของหนังเรื่องนี้นะที่เล่นกับความทรงจำและปมในอดีตของชายที่ชื่อ Arthur ผ่านภาพฝันของเขาขณะนอนหลับเพ้อไม่ได้สติอยู่ (หลังเหตุการณ์รถชน) ทุกอย่างมันชวนน่าติดตามดี...จวบจนถึงวันที่ฟื้นคืนสติ และ สืบเสาะหาข้อมูลที่แท้จริงในอดีตที่เฝ้าหลอกหลอนเขาว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จนกระทั่งเขาได้รับเทปจากเจ้าหน้าที่พยาบาลดูแลคนไข้ที่ได้บันทึกคำพูดของเขาตอนช่วงไม่ได้สติอยู่...เมื่อเขาเปิดฟัง ความจริงในอดีตก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ยอมรับว่า หนังน่าติดตาม แต่เมื่อถึงจุดเฉลยของหนัง...ผมค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อยเพราะหนังไม่ได้มีอะไรใหม่แตกต่างจากช่วงก่อนที่ Arthur จะได้เทปเท่าไหร่ (ผิดกับก่อนที่จะรู้ความจริง...ซึ่งชวนน่าสงสัยไปกับข้อมูลต่างๆในอดีตที่โยงเข้ามาในภาพหลอนของ Arthur ช่วงนี้สนุกและน่าติดตามดี) สำหรับนักแสดงในเรื่อง José Garcia ในบท Arthur แสดงได้เข้ากับบทดี (คล้ายคนจิตหลอน...แบบจะเป็นบ้า) อ้อ ผมชอบฉาก (ปนขำๆ) ที่ Arthur ไปลองกินยาของหมอเถื่อนคนหนึ่ง แล้วเห็นภาพวิปลาศที่วนเวียนอยู่รอบตัวเขา ก่อนที่เขาจะได้รับยาชุดต่อไป แต่ Arthur ปฏิเสธแล้ววิ่งหนีไปเลย หนังเรื่องนี้เหมือนกราฟที่อยู่ค่อนข้างสูง (ในเรื่องความน่าติดตาม) ตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่พอถึงจุดเฉลย...เส้นกราฟดิ่งลดลงไป ยังไงก็ตาม ภาพรวมของหนัง...ก็มีบรรยากาศที่ทริลเลอร์ตื่นเต้นชวนน่าติดตามได้ สุดท้ายครับ ผมชอบโปสเตอร์หนังนะ





In His Hands (Entre Ses Mains)

★★★★★★★★★★ 6.0/10

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า นักแสดงที่มักแสดงแต่หนังตลกอย่าง Benoît Poelvoorde พอมารับบท Laurent ในหนังชีวิตปนระทึกขวัญอย่างนี้...ก็ดูแปลกตาดี ส่วนนางเอกของเรื่อง Isabelle Carré ในบท Claire ผมว่า เธอสวยแบบใสๆที่พอมาอยู่ในหนังแนวนี้...ก็ดูเหมาะไปอีกแบบ ส่วนบทหนังนั้น ผมว่า แรงจูงใจที่ทำให้ Laurent เป็นอย่างที่เขาเป็น (รวมทั้งประโยคที่ Laurent บอกว่า เขาไม่เคยรักใครมาก่อน เขาไม่กล้า อะไรประมาณนี้) มันยังไม่ช่วยให้รู้สึกถึงเหตุและผลในการกระทำการใดๆลงไป แต่ผมกลับมองไปที่ความเด่นของความสัมพันธ์ระหว่าง Laurent กับ Claire มากกว่าตอนที่ทั้งสองเริ่มก่อความสัมพันธ์กันขึ้น ฉากที่ Laurent อยู่บนชิงช้าสวรรค์กับ Carré แล้วพูดคำว่า Vertigo ออกมา...มันเหมือนความจงใจที่ดูดีกับคำพูดคำนี้ เพราะ ชื่อหนังระทึกในอดีตเรื่องนั้น...ก็อยู่ในหนังระทึกเรื่องนี้ด้วย (คือ ผมรู้สึกว่า มันเสริมความหวั่นวิตกได้ดี) สำหรับฉากเต้นในบาร์ที่ Carré และ Valérie เต้น (โดยมี Laurent ยืนเฝ้ามองอยู่ห่างๆ) ผมว่า เต้นได้เซ็กซี่แบบตลกๆดี หนังอาจไม่เน้นความระทึกกันเต็มที่ (จะมีให้เห็นกันจะจะก็ตอนที่ Carré หนีจากห้องอาหารไปยังห้องทำงานเธอ แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นที่หน้าห้อง) หรือ มีความมีความน่าจดจำกับปมชีวิตก็ตาม แต่ก็มีฉากที่ทำให้หลอนและดูดีได้อยู่ครั้งหนึ่ง...ตอนที่ Carré อยู่ในห้องของ Valérie แล้วเห็น "แมวของ Valérie เดินออกมา" ที่ชอบอีกอย่างคือ ฉากจบกับภาพสุดท้ายในหนังที่ Carré เดินกลับไปที่สวนสนุกอีกครั้ง...หนังวกประเด็นกลับไปได้ดี ทั้งนี้ยังรวมถึงความนิ่งของหนังในบรรยากาศชีวิตปนระทึก...ที่ทำออกมาได้น่าสนใจ สุดท้ายครับ แปลกที่ว่า Benoît Poelvoorde แสดงเป็นสัตว์แพทย์ที่เหมือน (รวมทั้งความเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือ) แต่ดูเขายังไม่เหมาะกับบทที่ต้องการเสน่ห์ในลักษณะนี้เท่าไหร่นะ





Love is in the Air (Ma Vie en l'Air)

★★★★★★★★★★ 7.5/10

ปรกติหนังรักโรแมนติกปนตลกที่มีเรื่องราวชวนให้คิด (เล็กๆน้อยๆปนเข้ามา) ผมก็ดูสนุกและขำไปกับเรื่องราว แต่หนังเรื่องนี้...มันมีเสน่ห์หลายอย่างมาก โดยเฉพาะ "ความขำแบบใสๆและความเป็นธรรมชาติของตัวละคร" ตัวอย่างเช่น ฉากเผาจดหมายที่ตู้ไปรษณีย์ ฉากที่ Yann นั่งเครื่องบินไปตาฮิติ...แล้วพอพนักงานต้อนรับประกาศชื่อนักบินเที่ยวบินนี้ออกมา...ฮาได้ทันที ฉากที่ Yann และ Charlotte อยู่ในลิฟต์จุดไฟแช๊คเพื่อสร้างความโรแมนติก แต่แล้ว "ใคร" คนนึงก็จุดจุดจุด หรือแม้แต่ตอนที่ Yann ให้ Ludo ไปดูหนังเรื่อง Seven Samurai แต่ฉากที่ฮาที่สุดคือ ฉากที่เป็นภาพวิ่งแบบหมุนเทปเร็วๆเพื่อดูปฏิกริยาของ Ludo ตอนใช้ชีวิตอยู่ในอพารท์เม้นท์ของ Yann คือ มันเร็วจนขำไปเลย...อะไรก็ไม่รู้ (โดยเฉพาะท่าหายใจเร็วๆ...ตลกดี) พูดถึงนักแสดง 2 คนที่เด่นมากๆในเรื่อง นั่นก็คือ Gilles Lellouche กับบท Ludo เขาคือสีสันที่ดีมากของหนังกับความบันเทิงที่บทไร้สาระแบบลงตัว...ที่คนดูไม่ต้องฝืนหัวเราะเลยจริงๆ ส่วน Marion Cotillard เธอช่วยให้บท Alice ดูเป็นผู้หญิงที่มีเหตุมีผล (จนกลายเป็นความมีเสน่ห์ขึ้นมาได้) สำหรับเนื้อหาของหนัง...คงต้องบอกกันนิดหน่อยว่า มันเป็นความเบาสบายมากกว่าจะเต็มที่ไปทางใดทางหนึ่ง จะเรียก โรแมนติกแบบเต็มที่...ก็ไม่ใช่ จะเป็นหนังตลกโป๊กฮา...ก็ไม่ใช่เชิง แต่เมื่อความเป็นกลางของทั้งสองปัจจัยมารวมกันแล้ว (ผสมกับความอบอุ่นในฉากย้อนอดีตกับพ่อ Yann ที่มาเสริมเล็กๆน้อยๆ เช่น ฉากที่ Yann มองไปหาพ่อที่ห้องครัวเมื่อครั้งอดีต) ความน่ารักและเสน่ห์ในการเดินเรื่อง...จากความเรียบๆง่ายๆก็เรียกรอยยิ้มขึ้นในใจได้เมื่อดูจบ





Le Couperet (The Axe)

★★★★★★★★★ 9.5/10

Bruno หัวหน้าแผนกเคมีเฉพาะทางด้านสื่อสิ่งพิมพ์ เขามีครอบครัวที่น่ารัก วันหนึ่งบริษัทได้เชิญเขาออกจากงานเนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจ หลายบริษัทต่างก็ทำเช่นนี้ จึงมีคนตกงานด้านอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์มากมาย ตอนนี้ Bruno ตกงานมากว่า 2 ปีแล้ว แต่ก็พยายามหางานอยู่ อีกทั้งยังมีคู่แข่งมากมายเหลือเกินที่มีคุณสมบัติคล้ายกับเขา (บางคนอาจดีกว่าด้วยซ้ำ) ทำให้เขาไม่ได้งานเสียที เมื่อวันเวลาผ่านไป อาจด้วยภาวะทางอารมณ์อะไรบางอย่างในตัว Bruno วันหนึ่งเขาคิดหาวิธีการบางอย่างขึ้นมาในหัว นั่นคือ จัดการลงโฆษณาหลอกๆว่า เป็นบริษัทกำลังหาพนักงานในตำแหน่งเดียวกันกับเขา มีคนตกงานร่อนใบสมัครมาเยอะ เขาคัดเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเขาหรือดีกว่าเท่านั้น Bruno มองชื่อและที่อยู่ของบุคคลเหล่านั้น หลังจากนั้น จัดการตามฆ่า ใครจะคิดว่า ผมเป็น "ฆาตกร" ก็ได้ แต่หนังเรื่องนี้มันได้ใจและสะใจผมมาก...ท่ามกลางการเดินเรื่องที่เรียบง่ายของผู้กำกับ Costa-Gavras ที่นำบทประพันธ์ของ Donald E. Westlake มาขึ้นจอ ยิ่งดูหนัง...มันเหมือนกราฟยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ (ไม่คิดว่า หน้าหนังที่ผมคิดว่า น่าดูน้อยที่สุด สังเกตจากโปสเตอร์ที่ดูไม่ดึงดูด แต่กลับกำกับออกมาได้ใจผมมากมาย) จนผมลืมจุดบกพร่องเล็กๆน้อยๆไปเลย อย่างเช่น ทำไมเขาสามารถลอยนวลหรือไม่ถูกจับเลยเหรอ สิ่งที่ชอบอย่างแรก คือ ฉากและเหตุการณ์ฆาตกรรมจากฝีมือของ Bruno คือ ค่อนข้างเป็นธรรมชาติและจริงของมนุษย์คนหนึ่ง (ซึ่งไม่ใช่นักฆ่า) ที่จะจัดการกับเป้าหมายที่แย่งงานเขา ช่วงจังหวะการกำจัดคู่แข่งนั้น...เป็นความน่าติดตามทุกราย (คือผมลุ้นว่า จะมีใครมาเห็น หรือ Bruno จะรอดหรือไม่) ฉากที่เจ้าหน้าที่สายสืบ Kesler มาบ้าน Bruno เป็นครั้งแรก ผมลุ้นนะว่า เขาจะมาเพราะเรื่องของ Bruno เองหรือเปล่าเพราะเหตุการณ์ทุกอย่าง มันพาไปอย่างนั้นจริงๆ พอมีการตายของบุคคลที่มีอาชีพเดียวกันกับเขาเกิดขึ้นอีก เจ้าหน้าที่ Kesler ก็มาบ้าน Bruno ใหม่อีก และผมคิดทันทีว่า "เสร็จแน่แล้วคราวนี้ เจ้า Bruno" แถมลุ้นกับฉากสนทนาระหว่าง Bruno กับเจ้าหน้าสายสืบรอบที่สองมากว่า จะเกิดอะไรขึ้น

ที่ชอบมากต่อมาก็คือ นอกจากความตื่นเต้น หนังยังมีบรรยากาศของความรักระหว่างครอบครัว มีอยู่ "ฉากนึงที่ทำให้ผมอึ้งและสะดุดได้อย่างแรง" (ที่ชอบตรงนี้เพราะเหมือนหนังไม่จงใจเน้นอารมณ์ลงไป แต่ทำให้คนดูรู้สึกได้เอง) นั่นก็คือ ตอนที่ ลูกชาย Maxime เดินเท้าเปล่างัวเงียออกมาจากบ้านในตอนเช้า แล้วบอก Bruno ว่า "พ่ออย่าลืมมีรอยยิ้มก่อนไปสมัครงานด้วย" หรือแม้แต่ความเป็นห่วงเป็นใยของ Betty (ภรรยาของ Bruno) ที่มายืนเฝ้ารอหน้าบ้านและคอยให้กำลังใจสามีอยู่ตลอดเวลากับการสัมภาษณ์งานที่ใหม่ในทุกๆครั้ง หนังยังแฝงความตลกร้ายหลายๆครั้ง...ที่ทำได้ดีและใส่เข้ามาแบบไม่ตั้งใจ แต่กลับสนุกมาก บางครั้งผมฮาสุดเสียงด้วย เช่น ฉากที่ Bruno คิดในหัวว่า "เขาอยากมีปืนเพื่อฆ่า Iris หญิงที่กำลังสัมภาษณ์งานเขาในตอนนี้จริงๆ" เพราะพูดจาและตั้งคำถามกวนเท้าเขาเหลือเกิน ยังมีอีกฉากที่ Bruno กำลังจัดการกับคู่แข่งคนสุดท้าย Raymond อยู่ เขาพยายามเอื้อมมือไปหยิบมีด (ในที่มืด) แต่ดันเป็นมีดโชว์ประดับอยู่ใต้โต๊ะห้องรับแขกที่มีกระจกกั้นแน่นหนา ยังมีฉากที่ Bruno ทำฟอร์มยกมือยิงปืนไปหน้ากระจกในห้องน้ำ...ใส่ไปที่ชายคนที่กำลังหันหลังปัสสาวะอยู่ และฉากที่ Bruno อยู่ในห้องลองเสื้อ...แล้วเขาฟอร์มหยิบมีดมาฟันฉับๆที่หน้ากระจกลองเสื้อ รวมถึงฉากที่ Bruno จินตนาการว่า Betty กำลังเล่นรักกับชายชู้อย่างเมามันส์ราวคนจิตฟุ้งซ่าน...ตอนไปหาเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา การเดินเรื่องช่วงการฆาตกรรมเป้าหมายแต่ละรายนั้น ผมยังชอบและประทับใจสิ่งที่ Bruno เห็นอะไรต่างๆจากเหยื่อที่เขากำลังจะจัดการด้วย (มันสะท้อนภาพสังคมทางอ้อมได้ดีมาก) อย่างเช่น ฉากที่ Bruno สะกดรอยตาม Etienne ไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อที่จะฆ่า แต่เนื่องจากเขารออยู่ในรถนานมาก Bruno ทนไม่ไหว...จึงเดินเข้าไปในร้านอาหารเพื่อดูว่า Etienne ทำอะไรอยู่ ทันทีที่ Bruno เข้าไปในร้านแล้วเห็น Etienne ผมอึ้งไปเลย หรือจะเป็นฉากที่ Bruno สะกดรอย Gérard จากร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วแอบตามต่อไปจนถึงร้านขายเสื้อสูท เมื่อเขาตามเข้าไปในร้านเสื้อสูท ผมพูดไม่ออกซ้ำสองเมื่อหนังทำให้เราเห็น Gérard อย่างที่ปรากฏ (แต่อาจจะน้อยลงกว่า Etienne หน่อย)

แต่ที่สุดของที่สุดจริงๆ...ก็อยู่ที่ฉากจบของหนังนี่แหละครับที่ทำให้ผม "เทใจให้คะแนน" แบบไม่ยั้งเพราะจบได้สะใจและโหดร้ายแบบนุ่มนวล (ปนความสวยงามไปพร้อมๆกันดี) กับภาพในร้านอาหารที่ Bruno สบตากับ Iris คราวนี้ขอพูดถึงนักแสดงกันบ้าง José Garcia ในบท Bruno แสดงได้ประทับใจผมมากมาย โดยเฉพาะ แววตา สีหน้า ท่าทาง มันลงตัวสุดยอดและธรรมชาติจริงๆ การแสดงของ José Garcia ทำให้ผมเชื่อได้ว่า เขาคือเขา หรือ เธอคือเธอ "ไม่ใช่กำลังสวมบทบาทคนไม่ปรกติทางอารมณ์ หรือ คนสองบุคลิกที่มีการพัฒนาทางความคิดและสามารถเผชิญปัญหาให้ลุล่วงด้วยดีในภาวะคับขัน" อยู่ (ผมว่า นักแสดงคนนี้แสดงสีหน้าและแววตาแบบไม่ไว้ใจใคร หรือ แสดงเป็นคนมีอาการทางจิตเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอได้ยอดเยี่ยมในเวลานี้เท่าที่ผมเห็น
แม้แต่ในหนังเรื่อง La Boite Noire ที่ผมไม่ได้ชอบบทหนังมากมายนัก แต่สีหน้าและการแสดงในเรื่องนั้นของเขา...ก็เหมาะกับตัวเขาอีกเช่นกัน) อีกคนก็คือ Christa Theret ในบท Betty ดูเธอเป็นแม่บ้านซื่อๆได้ดีอีกคน และช่วยเสริมให้หนังเดินหน้าอย่างไม่สะดุดไปพร้อมกับ José Garcia พูดถึงเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา มีหนังจากฝรั่งเศสเรื่อง Feux rouges (ชื่ออังกฤษว่า Red Lights) ที่มีกลิ่นอายฮิตค๊อกซ์เข้ามาผสมผสานแบบนุ่มๆ (ที่ผมก็รู้สึกชอบ) แต่เรื่องนี้ มันคือ "หนังสไตล์ฮิชค๊อก" บวกความเป็นตลกร้ายได้อย่างเต็มๆ (ที่ไม่ใช่สยองขวัญหรือตื่นเต้นกันสุดชีวิตอะไร) แต่เด่นที่การเดินเรื่อง บท นักแสดง และประเด็นบางอย่างในสังคม...นอกเหนือจากความเป็นทริลเลอร์ที่หนังสื่อ ตรงนี้แหละครับที่ผมชอบแบบประทับใจเต็มแรง อ้อ ถ้าตอนขึ้นชื่อนักแสดงท้ายเรื่อง แล้วชื่อผู้กำกับเป็น อัลเฟร็ด ฮิชค๊อก ล่ะก้อ ผมอาจไม่แปลกใจเลยก็ได้ (แต่อาจอึ้ง) สุดท้ายครับ ไม่แปลกใจเลยที่ José Garcia นักแสดงนำชายในเรื่องจะได้เข้าชิงรางวัลซีซาร์สูงสุดของประเทศฝรั่งเศส...ไปพร้อมกับบทภาพยนตร์ และนี่เป็นหนังที่ผมเดินออกมาจากโรงหนังแล้วได้ยิน คนในโรงหนังพูดคุยกันเองด้วยประโยคเหล่านี้ "พี่ชอบว่ะ หนังสะใจจริงๆ" "เฮ้ย เราไม่อยากเชื่อเลยว่า หนังเดินเรื่องสนุก" และฝรั่งอีกคน "I like this movie" และสุดท้าย ผมคิดในใจ "ทุกคนมีความคิดคล้ายกับผมเลย"





Il ne faut jurer de rien (Never Say Never)

★★★★★★★★★★ 5.5/10


เป็นหนังที่มีเรื่องประมาณว่า พนันขันต่อกันในเรื่องความรักระหว่างอา Van Buck กับ หลาน Valentin (พระเอกในเรื่อง) ว่า Valentin สามารถเอาชนะใจและครอบครองความรักจากหญิงสาวตระกูลผู้ดี Cécile ได้หรือไม่ หนังมีบรรยากาศของความเป็นพ่อแง่แม่งอนนิดๆ...ให้ดูน่ารัก ส่วนเนื้อหาก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากมาย เรียกว่า ดูสนุกเพลินๆแล้วกัน หนังจะเด่นกับฉากย้อนอดีตมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า การตกแต่งฉาก...ให้เหมือนสมัยเก่าๆ (รวมทั้งเทศกาลงานรื่นเริง) แต่ที่ผมชอบก็คือ ฉากในสถานเริงรมย์ที่มีเหล่าบรรดาสาวขายบริการนัวเนียเรียกแขกกันอยู่ (ผู้กำกับ Eric Civanyan ใส่ความเป็นยุคสมัยเก่าๆในฉากสถานที่เริงรมย์นี้ได้สนุกและมีสีสันดี) อ้อ...นางเอกในเรื่อง Mélanie Doutey มีบางท่าทางที่ทำให้นึกถึง Catherine Zeta-Jones ด้วยนะ (แต่ไม่ใช่หน้าเหมือนนะ)


Create Date : 25 สิงหาคม 2549
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 14:19:34 น. 1 comments
Counter : 1555 Pageviews.

 
อยากดู papa ที่สุดครับ

เคยดู alain chabat รับบทรองใน happily ever after แล้วชอบ ดูเด่นกว่าพระเอก-นางเอกเสียอีก

มาเล่นบทนำ กับเนื้อเรื่องแบบนี้ เลยน่าดูเป็นพิเศษ


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 12 กรกฎาคม 2549 เวลา:4:22:02 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:9:06:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.