ตี๋หล่อมีเสน่ห์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็แค่คนๆหนึ่งที่ชอบดูหนัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้อัพเดตข้อมูลอะไรเพิ่มแล้วนะครับ


Group Blog
 
 
สิงหาคม 2549
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
25 สิงหาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ตี๋หล่อมีเสน่ห์'s blog to your web]
Links
 

 
ความทรงจำดีๆกับภาพยนตร์ทั้งหมด 8 เรื่องในเทศกาลหนังนิวซีแลนด์ New Zealand Film Festival 2006

เกริ่นนำกันหน่อย

เทศกาลหนังจากประเทศนิวซีแลนด์ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่โรงหนังเอสเอฟซีนีม่า สาขา ดิ เอ็มโพเรี่ยม เมื่อวันที่ 24 ถึง 31 พฤษภาคม 2549 ราคาตั๋วใบละ 90 บาท หลายเรื่องที่เข้าฉาย คนดูไม่เยอะ โหลงเหลงมาก รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่อบอุ่นดีครับ ค่อนข้างโชคดีที่ได้เจอหนังดีคาดไม่ถึงหลายเรื่องด้วยกัน และที่สำคัญ หนังฟอร์มเล็กๆจากประเทศนิวซีแลนด์เหล่านี้...มีมุมมองการสร้างหนังที่แปลกตาดี นั่นคือ อารมณ์ "ความเหงา" ของหนังจากดินแดนกีวีนี้...ค่อนข้างจะเห็นชัดจากหนังหลายๆเรื่องในเทศกาลเลย

พูดถึงการออกเสียงภาษาอังกฤษของคนนิวซีแลนด์ พอดีผมไม่ค่อยคุ้นกับสำเนียงเท่าไหร่ คือเหมือนเสียงสระ...จะออกแปลกๆไป (หนังเทศกาลจะไม่มีซับไทเทิ้ลภาษาไทย) เมื่อเวลาผ่านไป...ค่อยชิน

หนังที่พลาดไม่ได้ดูจากเทศกาลหนังนิวซีแลนด์ครั้งที่ 1 มีอยู่ 2 เรื่องจากทั้งหมด 10 เรื่องด้วยกัน นั่นคือ River Queen กับเรื่อง The World's Fastest Indian (ซึ่งหนังทั้ง 2 เรื่องนี้ ฉายที่เทศกาลหนังนานาชาติกรุงเทพฯเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาด้วยครับ) เรื่องแรกพลาดไปเพราะติดงานที่บริษัท ในขณะที่เรื่องหลัง เห็นตารางหนังบอกจะเข้าในอีกไม่ช้านี้...ก็เลยตัดสินใจไม่ดูครับ (ไว้รอดู...ตอนเข้าฉายจริง) อ้อ แต่เรื่องหลังที่แอนโทนี่ ฮ๊อฟกิ้นส์แสดงนั้น พนักงานตรวจตั๋วหน้าโรงในรอบนั้น บอกผมว่า หนังเรื่องนี้ดีมาก...ชาวต่างชาติตีตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้จนเกือบเต็มโรง (สูสีกันกับหนัง In my father's den รอบแรกในวันเปิดงานเทศกาลด้วย) แถมเสริมด้วยว่า หนังเรื่องนี้ ทางค่ายหนังต้องการเช็คกระแสด้วยว่า จะได้รับการตอบรับจากคนดูมากน้อยแค่ไหนเพื่อจะชั่งใจในการนำเข้ามาฉายในรอบปรกติ ยังไง ค่ายหนัง อย่าลืมเอามาฉายด้วยนะครับ ไม่อยากพลาดหนังดีๆ

พูดคุยหนังที่ได้ดูมา

ผมได้ดูหนังจากเทศกาลนี้ไปทั้งหมด 8 เรื่อง (จาก 10 เรื่อง) งั้น เรามาดูกันเลยนะครับว่า มีหนังเรื่องอะไรกันบ้าง หมายเหตุ ข้อความที่ผมเขียนไม่ได้ตีความลึกซึ้งอะไรมากและมีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังด้วยนะครับ

***ความหมายของคะแนน***
8.0/10 คะแนน - รู้สึกดีและประทับใจใน "หลายๆอย่าง" ของหนังเรื่องนั้น คุ้มค่าทั้งเงินและเวลา (ดีใจที่ได้ดู...ในความรู้สึกผมนะ) ถ้าคะแนนมากกกว่านั้น...ก็รู้สึกดีและประทับใจขึ้นไปอีก
7.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้
6.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่ทำให้พอใจขึ้นมา ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็ชอบขึ้นไปอีก
5.0/10 คะแนน - รู้สึกเฉยๆนะ ก็โอเคอยู่บ้าง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีขึ้นไป
4.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่เริ่มรู้สึกเสียอรรถรสในการชมไป ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกเสียอรรถรสน้อยลงไป
3.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกผิดหวังขึ้นมา
2.5/10 คะแนน - หนังมีอะไร "หลายอย่าง" ที่ควรปรับปรุง ทำให้รู้สึกผิดหวังมากขึ้น เริ่มไม่คุ้มค่าเงินและเวลา และถ้ายิ่งคะแนนต่ำลงไปมากเท่าไหร่...ก็ยิ่งรู้สึกว่า ผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น





The Locals

★★★★★★★★★★ 8.0/10

ต้องบอกก่อนเลยว่า เมื่อไหร่ที่เห็นหนังทุนต่ำแต่มีบทดี (กว่าที่คิดไว้) มันมักจะได้ใจผมนะ (แต่หนังก็มีข้อเสียที่จะขอพูดในตอนท้าย) ที่ชอบเรื่องนี้ก่อนเลยอย่างแรกคือ เป็นหนังผีกึ่งซอมบี้...ที่ไม่ใช่ไล่ฆ่า แล้วคนที่เหลือต้องหาทางรอดเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา สองคือ หนังมีจุดหักมุม และสามคือ หนังเล่นมิตรภาพระหว่างเพื่อนท่ามกลางบรรยากาศหนังสยองขวัญในตอนท้ายได้ดี ครึ่งแรกของหนังปูเรื่องไม่น่าเบื่อเท่าไหร่ เรื่องราวของ Grant (แสดงโดย John Barker) และ Paul (แสดงโดย Dwayne Cameron) ซึ่งเดินทางไปเที่ยวกันในวันหยุด ระหว่างทาง เขาทั้งสองผ่านไปยังดินแดนเงียบๆแห่งหนึ่งเข้า...โดยที่ไม่รู้ว่า เมื่อข้ามสะพานเข้าไปแล้ว...จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง พูดถึงตัวหนัง ความมืดและความตื่นเต้นที่เนินเขาและในป่า (หลังจากข้ามสะพานไปแล้ว) ยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่ใส่เข้ามาได้พอดี (อ้อ...ฉากข้ามสะพานนี้ทำให้นึกถึง Evil Dead ภาคแรกด้วย) ช่วงที่ Grant และ Paul ต่างคนต่างหนีไปคนละทิศละทางนั้น (หลังจากเห็นฉากการฆ่าปาดคอ) หนังเล่นกับบรรยากาศความมืดท่ามกลางที่โล่งๆบ้าง ป่าละเมาะบ้าง ได้อารมณ์แบบลุ้นๆดีว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มทั้งสอง

ยังมีฉากตกใจที่ทำได้ผลจังๆ นั่นคือ ตอนที่ Grant เข้าไปในบ้านคนเดียว (หลังพลัดหลงกับ Paul) แล้วเห็นอะไรบางอย่างอยู่ข้างประตูทางเข้าบ้าน (ไม่บอกนะ) กับฉากลุ้นๆอีก 1 ฉาก นั่นคือ ช่วงที่ Grant เดินสำรวจในบ้านหลังนั้น (มันชวนให้คิดแบบหวาดเสียวดีว่า ใครจะมา หรือใครจะอยู่ข้างหลังเขา) พอเข้ากลางเรื่อง...หนังเริ่มเดินเรื่องแบบเปิดเผยความจริงทีละนิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ดินแดนแห่งนี้คืออาถรรพณ์ของ "คนไม่ใช่คน" แต่ที่ผมกลับชอบมากกว่า...กลายเป็นตอนท้ายเรื่องที่หนังเริ่มพูดถึงความสัมพันธ์และความผูกพันของเพื่อนสองคนนี้ (Grant และ Paul) ท่ามกลางความสยองขวัญแบบซอมบี้ แต่หนังก็มีข้อติอยู่เหมือนกัน คือ น่าจะสร้างระดับอารมณ์ร่วมในคำมั่นสัญญาและการลาจากดินแดนแห่งนี้...ให้เต็มที่มากกว่านี้อีกหน่อย อีกอย่างคือ จุดหักมุม (ไม่บอกนะครับ) ผมอยากให้ผู้กำกับ Greg Page ทำจุดนี้ให้อึ้งกว่านี้อีกนิดกับตอนที่ Paul และ Grant หนีตายไปเอากุญแจรถแล้ว Grant ส่องไฟฉายไปเห็นอะไร "บางอย่าง" (ซึ่งตัวจุดหักมุมตรงนี้ถือว่า ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วงที่หนังเดินเรื่องเข้าหาความจริง...อารมณ์ยังค่อนข้างเรียบไปนิดๆหน่อยๆ)

อ้อ สิ่งนึงที่ผมรู้สึกตลกและสงสัยเป็นการส่วนตัว นั่นคือ "ทำไมถนนในดินแดนแห่งนั้นถึงสว่างเป็นพิเศษนะ" สำหรับนักแสดงในเรื่อง ผมว่า Dwayne Cameron ในบท Paul แสดงได้ดีและดูเป็นธรรมชาติมาก เขามีเสน่ห์กับฉากเศร้าและร้องไห้ได้เต็มที่ (ในขณะฉากร่าเริง เขาก็ไม่โอเวอร์เกินเหตุ) อีกคนที่รู้สึกว่า แสดงได้อารมณ์ตามบทก็คือ เพื่อนนางเอก Aidee Walker ในบท Lisa เธอดูเป็นผู้หญิงหลุดโลกนิดๆ ขี้ตื่นหน่อยๆ และผมชอบสีหน้าเธอ...โดยเฉพาะตอนท้ายที่เธอพูดว่า อยากจะหนีไปกับ Grant และ Paul ด้วย แต่ Kelly นางเอก (แสดงโดย Kate Elliott) ห้าม Lisa ไว้ ที่ขอชมอีกอย่าง ก็คือ ภาพตอนต้นเรื่องครั้งแรกเลย...กับตอนจบของหนังที่ถ่ายซ้ำเดิมไปที่บ้านหลังเดี่ยวๆ ถ่ายต้นไม้ ถ่ายเนินเขา ถ่ายรถที่ไหม้...หนังสร้างความสะพรึงด้วยความว่างเปล่าจากการถ่ายภาพสิ่งของและสถานที่เหล่านั้นได้ดี อืม...มีอีกอย่างที่ต้องบอกก่อนว่า ใครคาดหวังความสยองขวัญจากหนังเรื่องนี้ล้วนๆ...อาจไม่ได้อารมณ์นั้นเต็มที่เพราะมันมีปัจจัยอื่นเข้ามาด้วย สุดท้ายครับ ฉากก่อนจบที่ Grant และ Paul ขับรถพุ่งข้ามสะพานก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นเพื่อหนีจากดินแดนอมนุษย์ (หลังคำสัญญาและคำร่ำลาที่ให้ไว้นั้น) เป็นความรู้สึกดียังไงไม่รู้ ผมเอาใจช่วยคนทั้งสองมากกว่าคำว่า "หนี" อีก (แล้วผมก็ลุ้นด้วยว่า รถจะข้ามทันหรือเปล่าเพราะสะพานกำลังจะหายไปแล้ว) ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น คนทั้งสองก็...





In my father's den

★★★★★★★★★ 9.0/10

เป็นหนังที่ทรงพลังเรื่องบทชีวิตมาก...แถมได้บรรยากาศหลอนและระทึกไปพร้อมๆกัน (จนนึกไม่ถึงว่า ผู้ประพันธ์ Maurice Gee จะเขียนได้ดีขนาดนี้) แล้วที่ต้องชมมากๆอีกคนก็คือ ผู้กำกับ Brad McGann ที่สร้างหนังออกมาได้น่าติดตามเป็นที่สุด หนังมีเทคนิคการเดินเรื่องหลายอย่างที่ดูเรียบง่าย แต่กำกับได้ดีและมีเสน่ห์ชวนติดตาม เรื่องราวของหนุ่มช่างภาพสงครามจากยุโรป Paul Prior (แสดงโดย Matthew Macfadyen) ที่เดินทางกลับมาบ้านเกิดในนนิวซีแลนด์อีกครั้งเพราะตั้งใจมาร่วมพิธีฝังศพพ่อของเขาที่เสียชีวิตไป...หลังจากที่เขาจากนิวซีแลนด์ไปกว่า 17 ปี การกลับมาครั้งนี้ของ Paul Prior ทำให้เขาได้พบกับพี่ชาย Andrew (แสดงโดย Colin Moy) และเขายังพบกับหญิงสาววัย 16 ปีคนหนึ่ง Celia Steimer (แสดงโดย Emily Barclay) ซึ่งเป็นลูกของแฟนเก่าคนแรกของเขา Jackie (แสดงโดย Jodie Rimmer) ก่อนที่ Paul จะจากบ้านเกิดไปเมื่อ 17 ปีก่อน การที่ Paul กลับมาครั้งนี้...ทำให้เขาได้ทบทวนความหลังอีกครั้งในกระท่อมลับๆของพ่อตนเอง (ซึ่งพ่อเขาเคยใช้เป็นที่พักพิงเงียบๆคนเดียวเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ และเป็นที่ที่พ่อเขาเก็บหนังสือมากมายไว้อ่าน จนวันหนึ่ง Paul ในวัยเด็กเมื่อ 17 ปีก่อน...ก็มาพบกกระท่อมลับๆแห่งนี้โดยบังเอิญ เขาเลยกลายเป็นอีกคนที่รู้จักสถานที่แห่งนี้ด้วย)

การกลับมาครั้งนี้ของ Paul ยังก่อให้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ (ซึ่งผูกเรื่องได้ค่อนข้างดีมากๆ) อดีตของ Paul กับครอบครัวเขา ความผูกพันธ์ระหว่างพ่อลูก ความผูกพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ความสัมพันธ์ของพี่น้อง ความเจ็บแค้น การทรยศ ความเข้าใจผิด การล้างแค้น และ จุดคลี่คลายทั้งหมดในฉากสุดท้าย การตัดต่อของหนังคือสิ่งที่ดีและเป็นจุดสำคัญที่สุด แม้นักแสดงทุกคน...จะไม่มีใครแสดงได้โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่ทุกคนก็เล่นได้ดีตามที่บทมีให้ ผมชอบเรื่องราวในอดีตต่างๆของ Paul ในวัยเด็กที่หนังเล่าย้อนกลับไป...ควบคู่ไปกับเหตุการณ์ปัจจุบันเพราะมันทำให้หนังเกิดเสน่ห์ความน่าติดตามขึ้นมาทันที (แม้จะย้อนไม่บ่อยมาก...แต่ทุกครั้งที่ย้อน ก็ได้อารมณ์ร่วมตลอด) เหตุการณ์คลี่คลายในฉากสุดท้ายที่"ใครคนหนึ่งถือปืนพูดด้วยความโมโหกับใครอีกคนหนึ่ง"จนทำให้คนดูรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงว่า เกิดอะไรขึ้นกับการหายออกจากหมู่บ้านไปของหญิงสาววัย 16 ปี Celia...กลายเป็นความอึ้งและความตะลึงได้อยู่หมัด (ใครไม่เคยรู้ว่า จิตตก เป็นยังไง...ฉากนี้มีคำตอบได้) ผมคิดไม่ถึงว่า หนังจะผูกเงื่อนปมได้สุดยอดขนาดนี้ (ตรงนี้ชอบและประทับใจมากเพราะมันได้หลากหลายอารมณ์ของหนังไปเลย) ฉากจบยังสวยงามเมื่อเราเห็น Paul เดินไปส่ง Celia กับความฝันของเธอที่อยากจะไปสถานที่ที่เธอเคยบอก Paul ไว้ อ้อ...Miranda Otto ในบท Penny แม้มาไม่กี่ฉาก แต่ก็มีความหมายกับตัวหนังเช่นกัน





Scarfies

★★★★★★★★★★ 6.5/10

จริงๆโครงหนังเรื่องนี้ดีทีเดียว เกี่ยวกับวัยรุ่นชายหญิงไม่ค่อยมีเงิน 5 คน Emma (แสดงโดย Willa O'Neill) Nicola (แสดงโดย Ashleigh Seagar) Scott (แสดงโดย Neill Rea) Graham (แสดงโดย Charlie Bleakley) และ Alex (แสดงโดย Taika Cohen) เข้ามาพักร่วมกันในบ้านโทรมๆแบ่งเป็นห้องเช่าเล็กๆไม่คนอยู่หลังหนึ่ง (ช่วงมหาลัยเริ่มเปิดเทอม) โดยไม่ได้สนิทอะไรมาก่อน อยู่มาวันหนึ่ง หนึ่งในห้าคนค้นพบว่า ชั้นใต้ดินในบ้านพักที่พวกเขาอาศัยอยู่...มีคนแอบปลูกใบกระท่อมไว้มากมายเป็นร้อยๆต้น พวกเขาจึงวางแผนตัดใบพวกนั้นไปขายทั้งหมดให้นายหน้าค้ายา แล้วก็นำเงินจำนวนมหาศาลมาเที่ยวเตร่เพราะหลายคนในกลุ่มก็ใช่ว่า จะร่ำรวยอะไร แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจ้าของต้นไม้ Kevin (แสดงโดย Jon Brazier) กลับมาพบว่า ต้นไม้ของเขาหายไปหมด ทันทีที่ทุกคนเจอ Kevin เหตุการณ์หลังจากนั้น นับตั้งแต่ความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มที่เริ่มเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายลง และกลายเป็นความเครียดขึ้นมา เมื่อคนในกลุ่มจับตัว Kevin ขังไว้ใต้ดินเพราะเจ้าของต้นไม้กำลังเริ่มคลั่ง โดยมัดเขาติดไว้ที่เก้าอี้ไม่ให้ขยับตัวไปไหน ตรงนี้ผมขอชมนิดหน่อยที่หนังเริ่มมีลูกเล่นจิตวิทยากับวัยรุ่นทั้ง 5 ได้เพราะความเห็นที่ไม่ลงรอยกันในหลายๆอย่าง...ทำให้ต่างคนเริ่มมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน เช่น ปล่อยตัวเขา เอาเงินคืนเขา ฆ่าปิดปากเขา หนีและปล่อยเขาไว้อย่างนั้น หลากหลายสารพัด จนทำให้หลายคนทะเลาะกันเอง ซึ่งจริงๆ เหตุการณ์ช่วงนี้ มีอยู่หลายครั้ง...ที่หนังน่าจะสร้างอารมณ์กดดันคนดูเต็มที่ได้ แต่กลับทำไปยังไม่สุดมากนัก คือ เดินเรื่องได้เครียดระดับนึงแล้วก็จริง เพราะเน้นไปที่ความคิดและความไม่ลงรอยของคนทั้ง 5 อยู่ตลอด...ซึ่งดี แต่เหมือนจะเน้นมากและนานไปหน่อย หนังควรมีความลุ้นหรือระทึกอย่างอื่นเพื่อสร้างความตื่นเต้นหรือความสยองจากตัว Kevin เข้ามาเสริมด้วย (ตรงนี้...มันเลยกลายเป็นความเบาในความเครียดมากกว่า) เพราะถ้าทำให้ระทึกขวัญหรือตื่นเต้นปนไซโคระทึกจิตได้ละก้อ...อาจจะกลายเป็นหนังจิตวิทยาปนความระทึกและเขย่าขวัญที่เยี่ยมได้ทันที

แต่อย่างน้อย หนังก็มีความตื่นเต้นโผล่มาคั่นจังหวะได้กับฉากที่ Kevin เอาเลื่อยไฟฟ้าเจาะทะลุเพดานห้องใต้ดิน...จนเตียงที่ Nicola กับ Emma กำลังจู๋จี๋กันอยู่ชั้นบนพังถล่มลงไปใต้ดิน (ตรงนี้เป็นจุดตื่นเต้นที่หนังมีได้เต็มๆทีนึงในช่วงกลางเรื่อง) ในระหว่างการตัดสินใจไปๆมาๆของวัยรุ่นกลุ่มนี้ หนังมีความตลกแฝงเข้ามาอย่างไม่รู้ตัวเหมือนกัน เช่น ตอนที่วัยรุ่นทั้งห้าสวมไอ้โม่งพรางตัว (คล้ายคลูคลั๊กซ์แคนจริงๆ) เพื่อที่เข้ามาพูดคุยกับ Kevin ช่วงท้ายเรื่อง...เป็นความน่าติดตามได้ทันทีเมื่อ Kevin รอดออกมาได้ แล้วเอามีดปักอก Nicola หรือจะเป็นฉากที่ Scott หนี Kevin ไปหลบอยู่ในตู้แช่เย็นพร้อมวีดีโอที่ถ่ายเก็บไว้กำอยู่ในมือ แต่เมื่อบทสรุปหนังมาถึงใน 10 นาทีสุดท้าย ผมอยากจะรู้ทันทีว่า หนังมีทิศทางเป็นเช่นไร ปรากฏ...หนังเลือกจบได้ค่อนข้างผิดหวังพอสมควร (ซึ่งไม่ขอเล่านะครับ...และเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกมากที่สุด) เพราะจริงๆหนังควรมีบทสรุปด้านมืดหรือเป็นโศกนาฎกรรมมากกว่านี้ หรือถ้าจะจบแบบสะใจอย่างที่หนังเป็นอยู่...ก็ควรมีการเดินเรื่องที่ดีกว่านี้ และจะดีเป็นอย่างยิ่ง...ถ้าหนังดึงความระทึกขวัญของตัว Kevin ออกมาได้มากกว่าที่เป็นเพราะจะทำให้ฉากจบแบบเป็นอุทาหรณ์ให้หลอน และกลายเป็นความเขย่าขวัญที่ดีอีกเรื่องนึงเลย เนื่องจากตัวหนังเล่นกับจิตวิทยาของวัยรุ่นกลุ่มนี้ได้ดีระดับนึงอยู่แล้ว) สุดท้ายครับ เวลาวัยรุ่นในกลุ่มตัดสินใจเพื่อหยั่งผลโหวตกัน แล้วใช้วิธีลงคะแนนเสียง...ผมชอบ





Tong-An Ninjas

★★★★★★★★★★ 2.5/10

เรื่องราวของนินจา Tong-an (แสดงโดย Sam Manu) ที่ต้องไปช่วยครอบครัวนางเอก Miss Lee (แสดงโดย Linda Tseng) ให้พ้นจากพวกอิทธิพลมืดที่จะหุบร้านอาหารเธอ แล้วนินจา Tong-an จะทำสำเร็จหรือไม่ หนังเดินเรื่องคล้าย Rush Hour นิดหน่อยคือ เน้นแอ๊คชั่นในบรรยากาศตลกเฮฮาปนปัญญาอ่อน แต่ในที่นี้...มุกตลกค่อนข้างจะคล้ายกับผู้กำกับพี่น้องฟาเรลลี่ หรือ ประมาณ Scary Movie เพียงแต่หนังเรื่องนี้...ทำไม่ตลกเลย และเรียกได้ว่า ฝืดเกือบทั้งหมด หนังไม่ได้รอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะจากผมเลยเกือบทั้งเรื่อง แม้จงใจสร้างความตลกปัญญาอ่อนให้หัวเราะกันอยู่ตลอดเรื่องก็ตาม อย่างเช่น ฉากที่นินจา Tong-an ให้นางเอก Miss Lee ถือทัพพียืนสู้อยู่ที่กระจก...ขณะที่ศัตรูยิงปืนใส่เข้ามา (ถ้าดูตามหนัง...มันไม่ขำเลย) หรือ ตอนที่นินจา Tongan กระโดดเตะศัตรูเพียงครั้งเดียว...คอศัตรูก็ขาดกระเด็นลอยขึ้นฟ้า (หายไปเลย) แถมรอยขาดที่คอยังเรียบตรงเหมือนโดนมีดหั่นด้วย ส่วนบรรดาโจรเรื่องนี้...ก็เน้นให้ปัญญาอ่อนกันเต็มที่ ตัวอย่างเช่น สมุนในแก๊งค์โจรที่จับนางเอกไป...โดนไฟดูดที่รั้วตัวเอง อีก 10 คนอยู่ดีๆก็สะดุดขากันเอง...แล้วก็ล้มกลิ้งไปหาคนที่โดนไฟดูดก่อนหน้านี้...จนตายกันหมด (โดยนินจา Tongan แทบไม่ต้องสู้อะไรมากมายเลย...เพียงแต่เฝ้ามอง) และเนื่องจากมุกที่ไม่ขำมาแล้วหลายครั้ง...เลยทำให้ฉากที่นินจา Tong-an ขับรถไล่ล่ากับแก๊งค์โจร...กลายเป็นความไม่สนุกไปด้วย (เหมือนโดมิโนความไม่สนุก...มันล้มทับกันต่อๆไป) ต้องบอกก่อนว่า...หนังตลกปัญญาอ่อน ผมก็ชอบนะ แต่เรื่องนี้...มันไม่ใช่เลย ส่วนการเดินเรื่องราวของนินจา Tong-an กับ Miss Lee นั้น...ค่อนข้างเรื่อยๆ (จนบางครั้งเป็นความน่าเบื่อได้เหมือนกัน) สรุปคือ ผมไม่ประทับใจในความขันเลย แถมเสียงพากย์ทับอังกฤษของเหล่านักแสดงในเรื่อง ก็พากย์แบบแห้งแล้ง ไม่มีสีสันด้วย สุดท้ายครับ ผมกลับมาชอบฉากสุดท้ายจริงๆของหนังก่อนปิดฉาก...เมื่อ นินจา Tong-an มีอะไรกันกับ Miss Lee ในรถเก๋ง แล้วเพลงเต้น Give it up ในต้นยุค 80 (ปี 2524) ก็ดังขึ้น อันนี้เป็นฉากจบที่หนังทำดูลงตัวที่สุด อ้อ...ลืมไปครับ ฉากจินตนาการเต้นในครัวร้านอาหาร (ช่วงต้นเรื่อง) ก็พอดูผ่านๆไปได้





Kombi Nation

★★★★★★★★★★ 6.5/10

ผู้หญิงสามคน Liz (แสดงโดย Loren Horsley) Sal (แสดงโดย Gentiane Lupi) และ Maggie (แสดงโดย Genevieve McLean) ได้ออกเดินทางท่องดินแดนทั่วยุโรป (พร้อมกับกับคณะทีมงานที่ทำรายการเรียลิตี้โชว์) ระหว่างทาง เธอทั้งสามได้พบกับชายหนุ่มที่ชื่อ Scott (แสดงโดย Jason Whyte) ด้วย แล้วทั้งหมดก็ร่วมผจญภัยไปด้วยกัน การปูเรื่องช่วงแรกให้คนทั้งสี่คนขับรถไปแต่ละประเทศตั้งแต่ฝรั่งเศส สเปน ไปเรื่อยๆนั้น...หนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆ มียิ้มๆกับคำพูดของแต่ละคนบ้าง แต่ก็ไม่มีจุดน่าติดตามเป็นพิเศษ จะมาสนุกกันเต็มที่ก็ตอนครึ่งหลังเมื่อแต่ละคนเริ่มรู้ความจริงแล้วว่า แท้ที่จริงแล้ว Scott เป็นคนเช่นไร นับตั้งแต่ตรงนี้ไป...หนังมีความน่าติดตามขึ้นมาเลยครับ การสืบราชการลับของ Liz และ Sal ในความสัมพันธ์ของ Maggie กับ Scott รวมทั้งการทะเลาะเบาะแว้งกันของผู้หญิงทั้งสาม...ชวนน่าติดตามดี หนังฮามากๆเมื่อผู้หญิงทั้งสามแก้เผ็ด Scott ตอนท้ายเรื่องที่เขาขับรถตู้ของพวกเธอหนีไป...แล้วปรากฏว่า เขาไปไม่รอดในที่สุด ส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องโทรทัศน์วงจรปิดนั้น...ก็ยิ้มๆดีครับเพราะเห็นพูดกันหลายครั้ง อ้อ...สำหรับการเดินเรื่องให้เป็นเหมือนรายการเรียลลิตี้โชว์ (โดยมีทีมงานติดตามและเฝ้าสังเกตการณ์กลุ่มพวกเธอไปตลอดนั้น) โดยให้มีเหตุการณ์ต่างๆเข้ามาสร้างสีสัน...หนังทำได้ดีระดับนึงจนเกือบรู้สึกว่า ใช่ จริงๆ (แต่ยังไม่เหมือนเต็มร้อยครับ) ทั้งนี้ นักแสดงทั้งสี่ในเรื่อง...ก็แสดงได้ตามที่บทหนังให้มา (แม้ไม่แสดงถึงขึ้นประทับใจก็ตาม) สุดท้ายครับ...หนังมาขำตอนที่ Sal พูดคุยกับ Liz และ Maggie ว่า เธอนอนกับผู้ชายมาแล้วกี่คน (ฮากันทั้งโรงหนังเลยนะนั่น)





Rain

★★★★★★★★★★ 8.5/10

ยอมรับนะว่า หนังเรื่องนี้...ดูอืดๆ เรื่อยๆ แทบไม่มีอะไรเป็นพิเศษให้รู้สึกถึงความน่าติดตามไปจนจบ (แต่เมื่อวันและเวลาผ่านไป...ทำไมมันเหมือนยังมีอะไรติดอยู่ในใจก็ไม่รู้) โทนหนัง...จริงๆมันดูเปล่าเปลี่ยว โล่งๆ เหงาๆ ซึมๆ เนือยๆ แถมชวนให้ง่วงนอนได้ง่ายๆด้วย แต่หนังมันรัญจวนได้ใจเต็มเม็ดเต็มหน่วยดีครับ เรื่องราวของพ่อ Ed (แสดงโดย Alistair Browning) แม่ Kate (แสดงโดย Sarah Peirse) และลูกสาววัย 13 Janey (แสดงโดย Alicia Fulford-Wierzbicki) กับ ลูกชายคนเล็กวัย 8 ขวบ Jim (แสดงโดย Aaron Murphy) ได้มาเที่ยวพักผ่อนกันที่บ้านริมทะเล การมาครั้งนี้ทำให้ลูกสาวคนโต Janey สังเกตเห็นถึงพฤติกรรมของพ่อและแม่เธอว่า ความรักของคนทั้งสองเริ่มห่างเหินออกจากกันเรื่อยๆ Kate ผู้เป็นแม่ได้พบกับชายสร้างเรือที่นี่ Cady (แสดงโดย Marton Csokas) และความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ลึกซึ้งถึงขั้นแอบมีอะไรกัน และในขณะเดียวกัน ผู้เป็นพ่อ Ed ก็เริ่มติดเหล้าและเอาใจใส่ครอบครัวน้อยลง เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงเช่นไร (ท่ามกลางวันหยุดพักผ่อน) ข้อดีของหนังอย่างแรกคือ ไม่เน้นการทะเลาะกันของครอบครัวตลอด...แต่เลือกเดินเรื่องที่ต่างออกไป ผมชอบฉากงานปาร์ตี้ของหนังเรื่องนี้ที่บ้านริมทะเลของบรรดาผู้ใหญ่นะ บรรยากาศดูมีเสน่ห์มากๆ โดยเฉพาะท่าเต้นของ Sarah Peirse (ที่รับบทแม่ในเรื่อง) เห็นแล้ว...โคตรเซ็กซี่มากๆ เป็นท่าเต้นในแบบผู้ใหญ่เบาๆไปตามจังหวะ (ชายใดได้เห็นเป็นต้องมนต์) เพลงประกอบและดนตรีในเรื่อง...ก็เพราะเข้ากับบรรยากาศตัณหาราคะที่ตัวหนังต้องการสื่อดี (มีอยู่เพลงหนึ่งในฉากงานปาร์ตี้นี้ เมื่อก่อนผมฟังบ่อยมาก...แต่นึกชื่อไม่ออกแล้ว) ฉากที่ Janey และ Jim หยอกล้อเล่นด้วยกันอยู่สองคนตามริมทะเลบ้างหรือระเบียงหน้าบ้านบ้าง...ทั้งสองแสดงได้เป็นธรรมชาติดี (โดยเฉพาะตัวน้องชาย)

ที่ชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดคือ มุมมองในแบบ Coming of Age ของเด็กหญิง Janey ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยสาว...แล้วต้องพบเจอกับความรักและตัณหาราคะของผู้ใหญ่...ซึ่งมีผลกระทบกับตัวเธอโดยตรง Alicia Fulford-Wierzbicki ในบท Janey เด็กสาววัย 13 ที่เป็นตัวเดินเรื่องทั้งหมด...แสดงได้ดีครับ ฉากนึงที่บอกได้ว่า เธอแสดงได้ประทับใจก็ตอนที่ Janey ว่ายน้ำข้ามไปยังเรือของ Cady ที่จอดอยู่กลางน้ำ ทั้งสองนั่งคุยกันในเรือ ระหว่างคุยอยู่ น้ำจากแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะละลายไหลออกมาจากแก้วไปโดนตัว Cady ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม (ในขณะที่ Janey นั่งจ้องตาอยู่อีกฝั่งนึง) ฉากนี้ให้บรรยากาศเสน่หาจริงๆ (เพียงแค่เพราะฉากน้ำไหลออกมา ก็ดูดีมีระดับแล้ว) ผมยังชอบฉากที่ Janey ร้องไห้ (พร้อมนับหนึ่ง สอง สาม) ตอนที่เธอผายปอด Jim ด้วยนะ (หลังจากที่ Jim จมน้ำ) ลุ้นและได้อารมณ์ตามไปด้วย อ้อ...อีกฉากที่ผมไม่อยากเชื่อก็ตอนที่ Janey และ Cady อยู่ในป่าด้วยกัน แต่นั่นเป็นการสื่อประเด็นความต้องการทางเพศของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งออกมาได้ดี (แบบไม่น่าเกลียดเลย) สัญลักษณ์อย่างหนึ่งในเรื่องที่ผมอยากบอกก็คือ หนังนำประเด็นของ "น้ำ" มาเกี่ยวข้องกับฉากหลายๆฉากได้ดี (น้ำจากทะเล น้ำจากฝักบัว น้ำจากแก้ว เป็นต้น) ซึ่งดูแล้ว...รู้สึกเอื้อกับตัวหนังได้มากมายในทุกฉากที่มีน้ำเข้ามาเกี่ยว สุดท้ายครับ มีคนเคยบอกว่า หนังเรื่องนี้ผู้กำกับ Christine Jeffs ทำออกมาได้ดีกว่าตัวอักษรของ Kirsty Gunn ด้วย ผมเชื่อแล้ว





I'll make you happy

★★★★★★★★★★ 6.5/10

เรื่องราวสาวโสเภณีคนหนึ่ง Siggy (แสดงโดย Jodie Rimmer) ที่อยากจะทำให้ฝันของพ่อเธอ Lester (แสดงโดย Carl Bland) ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์และเป็นโรคกลัวที่กว้างๆเป็นจริง...เมื่อพ่ออยากปีนเทือกเขาธิเบตซักครั้งในชีวิต แต่หนทางอาชีพเธอ...มันไม่ง่ายที่จะหาเงินก้อนโตได้เลย แล้วเธอต้องทำยังไร ทางเดียวคือวางแผนปล้นการค้ายาระหว่างสายตำรวจล่อซื้อกับมาเฟียหนุ่มค้ายาที่มีอำนาจในละแวกคนหนึ่ง Lou (แสดงโดย Michael Hurst) ซึ่งเธอรู้จักรายหลังดีเพราะเขาคลั่งเธอเอามากๆ แล้วแผนการณ์นี้จะไปสำเร็จหรือไม่ การปูเรื่องในช่วงแรกเป็นความสนุกแบบไม่มีอะไรมาก ไม่ได้รู้สึกเฮฮาเต็มที่...ดูแบบเรื่อยๆ ช่วงนี้...เป็นการแนะนำให้คนดูรู้จักเพื่อนของ Siggy คนแรกเป็นโสเภณีที่ชอบความซาดิสซ์เวลามีเซ็กซ์กับแขก Mel (แสดงโดย Jennifer Ward-Lealand) ส่วนอีกคนเป็นชายหน่อมแน้ม Drew (แสดงโดย Ian Hughes) แต่การเดินเรื่องในช่วงต่อมานั้น (ครึ่งหลัง...ช่วงการวางแผนปล้นเอาเงิน) หนังเกิดความสนุกขึ้นมาก จัดได้ว่ามีเทคนิคแพรวพราวทีเดียวตอนที่ Siggy จะทำยังไงเพื่อที่จะเอาเงินจากการล่อซื้อยาให้ได้ เพราะลุ้นว่า เธอจะทำให้สำเร็จหรือไม่และด้วยวิธีใดกัน หนังทิ้งท้ายกับความซึ้งนิดๆในฉากสุดท้ายที่ Siggy โปรยเถ้าถ่านแม่เธอที่เนินเขาพร้อมกับ Lester ที่อยู่ข้างกายเธอ เรียกได้ว่า เป็นหนังที่สนุกกับช่วงของการวางแผนดีประมาณนึงครับ อ้อ...ชื่อหนังเรื่องนี้ ก็อยู่ตอนต้นเรื่องที่ Siggy พูดกับพ่อเธอไป





Stickmen

★★★★★★★★★★ 8.0/10

เป็นหนังวัยรุ่นทุนต่ำ (ออกแนวไร้สาระ) แต่มีการเดินเรื่องที่ดีและดีจนไม่คาดคิดว่า จะสนุกได้ขนาดนี้ เรื่องราวของชายหนุ่มสามคน Jack (แสดงโดย Robbie Magasiva) Wayne (แสดงโดย Scott Wills) และ Thomas (แสดงโดย Paolo Rotondo) ที่วันๆเอาแต่กินเหล้า ตีสนุ๊กเกอร์ และมีเซ็กซ์กับผู้หญิงไปตามเรื่องตามราวจนวันหนึ่งมีการแข่งขันสนุ๊กเกอร์แบบใต้ดินเกิดขึ้น (โดยสถานที่แข่งขันแต่ละครั้ง...จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ) แล้วคนทั้งสามจะแข่งชนะเข้ารอบชิงได้หรือไม่ (รวมทั้งยังต้องช่วย Dave เจ้าของบาร์เหล้า (แสดงโดย John Leigh) ให้พ้นจากอันตรายในครั้งนี้ด้วย) บทสนทนาในเรื่องของตัวเอกทั้งสาม Jack Wayne และ Thomas พูดคุยกันแบบหน้าตายๆ...ตลกมาก ผมว่า Scott Wills ในบท Wayne (ชายที่มีหน้าที่รับส่งหญิงบริการไปให้ลูกค้า) ทำหน้าทำตาและท่าทางในบทคนเมาจนของขึ้นได้ที่...แล้วตีสนุ๊กเกอร์ได้ดีผิดหูผิดตา การแสดงของเขาแบบเมาๆหน้าแดงๆขณะแทงสนุ๊กเกอร์ Scott Wills ทำได้เหนือคำบรรยายและเป็นความสุดยอดจริงๆ (อ้อ...เมื่อต้นปี ผมก็เพิ่งประทับใจกับชายแก่ Henry Hübchen ในเรื่อง Go for Zucker ไปแล้ว เขาเป็นคนแก่ที่ตีสนุ๊กได้เท่ห์ที่สุดคนนึงเท่าที่เห็นมา) หนังมีฉากฮาๆเมื่อการแข่งขันสนุ๊กเกอร์สถานที่แรกนั้น...ไปจัดที่บาร์ของพวกรักร่วมเพศ และคู่แข่งของเขาก็คือ พวกรักร่วมเพศที่ฝีมือการตีสนุ๊ก...ไม่หยอก ที่ฮาคือตอนที่ Wayne ตีไป ดูวีดีโอโป๊ที่ทางร้านเปิดอย่าง "เสียงดัง" ตัวเขาส่ายหน้าตลอดเพราะเซ็งกับภาพอุบาวท์ที่เห็น ระหว่างการแข่งขันไปพร้อมกับการเดินเรื่องนั้น...หนังยังมีเรื่องราวสาวๆของแต่พระเอกแต่ละคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย Sara (แสดงโดย Anne Nordhaus) Lulu (แสดงโดย Luanne Gordon) และ Karen (แสดงโดย Simone Kessell)

ผู้หญิงทั้งสามมีบทที่เกื้อหนุนกับบรรยากาศหนังได้ดี ตัวละครหลักในเรื่อง...มีการถ่ายเทน้ำหนักดี ไม่รู้สึกว่า ใครจะโดดเด่นไปกว่าใคร มุกตลกที่สอดแทรกอยู่ตลอด...ก็ทำได้ดี เช่น คู่แข่งของกลุ่มพระเอกคู่ที่สอง ตอนเดินเข้ามา...บรรยากาศดูเหมือน Men in Black มากๆแต่เมื่อกล้องถ่ายเต็มตัว "อะไรกันเนี่ย" บาทหลวงก็แข่งกับเขาด้วย...ยิ้มๆดีครับ และก็มีบางครั้งที่มุกไม่ขำมาก แต่เนื่องจากความไหลลื่นของการแสดงอย่างเป็นธรรมชาติ...ก็ยังทำให้คนดูยิ้มได้ ในความขันนั้น...หนังยังแฝงอารมณ์จริงจังกับชีวิตของแต่ละคนเข้ามาเล็กๆน้อยๆไม่ว่า จะเป็นความฝันของ Sara และ Karen อนาคตชีวิตระหว่าง Thomas และ Sara หรือจะเป็นความสัมพันธ์ของ Wayne กับ Lulu รวมถึงชีวิตรักของ Jack กับ Karen ด้วย การเดินเรื่องที่สนุกและการที่เราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้มากมายนัก...ช่วยสร้างความน่าติดตามตลอด กระทั่งการแข่งขันรอบสุดท้าย...ก็ยังเป็นความ "งง" เมื่อคู่แข่งคู่สุดท้ายของชายทั้งสาม...กลายเป็น จุดจุดจุด อ้อ...นอกเหนือจากความตลกแล้ว...หนังยังผสมบรรยากาศมาเฟียแบบขันๆเข้ามาอีกด้วย ที่ชอบอีกอย่างในเรื่องคือเพลงประกอบหนังครับ...โดยเฉพาะเพลงสุดท้ายที่ทั้งหมดร่วมร้องก่อนปิดฉาก ทั้งเพราะ...ทั้งเข้ากับบรรยากาศมิตรภาพ หนังเลือกจบได้ดี ดูแล้วประทับใจ


Create Date : 25 สิงหาคม 2549
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 14:22:08 น. 3 comments
Counter : 662 Pageviews.

 
ติดตามดู


โดย: ป้ามด วันที่: 8 มิถุนายน 2549 เวลา:20:02:18 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:45:41 น.  

 
In my father's den กับ The World's Fastest Indian เคยฉายในบางกอกฟิล์ม(เรื่องแรกปีที่แล้ว)
แต่ผมไม่ได้ดูทั้ง 2 เรื่อง

มาฉายอีกรอบก็ยังไม่ได้ดูอีก


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 10 มิถุนายน 2549 เวลา:2:42:16 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:47:07 น.  

 
ตามลิงค์มาจากพันทิพไ
ได้ดู In my father's den ด้วย แต่ไม่ค่อยเข้าใจ เนื่องจากภาษาอังกฤษอ่อนแอ เลยตามมาอ่านเรื่องย่อ
ดูหนังเยอะมากเลยนะเนี่ย


โดย: Penc!L IP: 58.8.59.93 วันที่: 26 กรกฎาคม 2549 เวลา:15:55:33 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:47:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.