ตี๋หล่อมีเสน่ห์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็แค่คนๆหนึ่งที่ชอบดูหนัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้อัพเดตข้อมูลอะไรเพิ่มแล้วนะครับ


Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
31 ธันวาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ตี๋หล่อมีเสน่ห์'s blog to your web]
Links
 

 

ประสบการณ์ดีๆกับภาพยนตร์ 16 เรื่องที่เข้าฉายในเทศกาล The European Union Film Festival 2006 ตอนที่ 1

เกริ่นนำกันหน่อย (ตอนที่ 1)

รายละเอียดเกี่ยวกับเทศกาลครั้งนี้

เทศกาลหนัง The European Union Film Festival 2006 ครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 แล้วครับ โดยฉายภาพยนตร์ทั้งหมด 19 เรื่องจากประเทศต่างๆทั่วสหภาพยุโรปที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟซีนีมา สาขา ดิ เอ็มโพเรี่ยม เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ไปจนถึง 12 พฤศจิกายน 2549 แต่ปีนี้มีการเลื่อนวันเวลาฉายในไทยเล็กน้อย คือ เปลี่ยนจากเดิมในช่วงเดือนมิถุนายนมาเป็นพฤศจิกายนแทน ราคาตั๋วหนังคือ 90 บาทต่อเรื่อง และหลังจากหนังเทศกาลฉายครบ 19 เรื่องในกรุงเทพฯแล้ว ทางเทศกาลก็จะนำหนังทั้งหมดไปฉายต่อที่โรงภาพยนตร์วิสต้า เชียงใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ไปจนถึง 26 พฤศจิกายน 2549 ราคาตั๋วหนังที่เชียงใหม่คือ 60 บาทต่อเรื่องครับ

เทศกาลหนังครั้งนี้จัดมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำปีไปแล้วก็ว่าได้ จุดประสงค์ของเทศกาลคือ ให้ผู้ชมที่รักหนังชาวไทยได้ค้นพบความน่าสนใจและความแปลกใหม่จากหนังที่ผู้ชมในไทยอาจไม่ค่อยได้สัมผัสในอีกแง่มุมหนึ่ง (ซึ่งภาพยนตร์เกือบทั้งหมด คงไม่มีโอกาสได้เข้ามาฉายในไทยแน่นอน) อีกอย่าง ก็คือ หนังเหล่านี้ให้มุมมองหลากหลายเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างๆในยุโรปด้วยครับ โดยทางเทศกาลพยายามคัดเลือกภาพยนตร์ให้ครบทุกแนว ทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นหนังตลกไปจนถึงหนังเสียดสีสังคมที่สะท้อนให้เห็นด้านมืดของยุโรปซึ่งผู้ชมส่วนมากอาจไม่มีโอกาสเห็นมากนัก และหัวหน้าคณะผู้แทนกรรมาธิการยุโรปแห่งประเทศไทยที่ช่วยให้เราได้ดูหนังดีๆกัน ได้แก่ เอกอัครราชทูต ดร.ฟรีดริค ฮัมบัวร์เกอร์ (Friedrich Hamburger) มีรูปท่านเอกอัครราชทูตมาให้ดูด้วยครับ ที่ด้านล่างเลย



ความหมายของสหภาพยุโรป หรือชื่อย่อ อียู (The European Union ชื่อย่อ EU) คืออะไร

สหภาพยุโรป หรือ อียู (The European Union หรือ EU) ประกอบด้วยสมาชิก 25 ประเทศที่ทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้วที่สมาชิกสหภาพยุโรปได้ตระหนักถึงประโยชน์ของการทำงานร่วมกัน นำมาซึ่งเสถียรภาพ ประชาธิปไตยและการพัฒนาในทวีปยุโรป ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังตั้งมั่นที่จะแบ่งปันความสำเร็จและคุณค่าต่างๆร่วมกับประเทศต่างๆทั่วโลก และในวันที่ 1 มกราคม 2550 Bulgaria กับ Romania จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอีกด้วยครับ

พูดคุยภาพยนตร์ทั้งหมด 19 เรื่องในเทศกาลครั้งนี้

ในปีนี้มีภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมด 19 เรื่องจากประเทศต่างๆทั่วสหภาพยุโรปเข้ามาฉาย และภาพยนตร์เหล่านั้นได้แก่...

1. Blue Moon จากประเทศ Austria
2. Shades จากประเทศ Belgium
3. L'Enfant (The Child) จากประเทศ Belgium
4. Nuda v Brne (Bored in Brno) จากประเทศ Czech Republic
5. Anklaget (Accused) จากประเทศ Denmark
6. FC Venus จากประเทศ Finland
7. Le Petit lieutenant (The Little Lieutenant) จากประเทศ France
8. Alles auf Zucker (Go for Zucker) จากประเทศ German
9. To Fos Pou Svini (Fading Light) จากประเทศ Greece
10. Hukkle จากประเทศ Hungary
11. In the name of Father จากประเทศ Ireland
12. Maximum Velocity (Velocità massima) จากประเทศ Italy
13. Bye Bye Blackbird จากประเทศ Luxembourg
14. Simon จากประเทศ Netherlands
15. Warsaw (Warszawa) จากประเทศ Poland
16. Manô (Mano) จากประเทศ Portugal
17. Dázd padá na nase duse (The rain falls on our souls) จากประเทศ Slovakia
18. Ondskan (Evil) จากประเทศ Sweden
19. On a clear day จากประเทศ United Kingdom

พูดคุยหนังที่ได้ดูมา (ตอนที่ 1)

ในเทศกาลครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้ดูหนังมา 16 เรื่องจากทั้งหมด 19 เรื่องครับ ที่หายไป 3 เรื่องเพราะผมได้ดูจากโรงภาพยนตร์ก่อนหน้านี้แล้ว นั่นคือ Alles auf Zucker (Bangkok International Film Festival 2006) L'Enfant และ In the name of Father

ในตอนที่ 1 นี้ ผมได้ดูมา 8 เรื่องครับ งั้นเรามาดูกันเลยว่า ผมได้ดูเรื่องอะไรมาบ้าง หมายเหตุ ข้อความที่ผมเขียนไม่ได้ตีความลึกซึ้งอะไรมาก สรุปความรู้สึกสั้นๆ และมีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังด้วยนะครับ (ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกันก็พูดคุยกันได้นะครับ)

***ความหมายของคะแนน***
8.0/10 คะแนน - รู้สึกดีและประทับใจใน "หลายๆอย่าง" ของหนังเรื่องนั้น คุ้มค่าทั้งเงินและเวลา (ดีใจที่ได้ดู...ในความรู้สึกผมนะ) ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีและประทับใจขึ้นไปอีก
7.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ ถ้าคะแนนมากกว่านี้...ก็ชอบขึ้นไปอีก
6.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่ทำให้พอใจขึ้นมาระดับนึง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็พอใจขึ้นไป
5.0/10 คะแนน - เฉยๆนะ แต่ก็ยังโอเคอยู่บ้าง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีขึ้นไป
4.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่เริ่มรู้สึกเสียอรรถรสในการชมไป ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกเสียอรรถรสน้อยลงไป
3.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกผิดหวังขึ้นมา ถ้าคะแนนมากกว่านี้...ก็ผิดหวังน้อยลงไปนิดหน่อย
2.5/10 คะแนน - หนังมีอะไร "หลายอย่าง" ที่ควรปรับปรุง ทำให้รู้สึกผิดหวังมากขึ้น เริ่มไม่คุ้มค่าเงินและเวลา และถ้ายิ่งคะแนนต่ำลงไปมากเท่าไหร่...ก็ยิ่งรู้สึกว่า ผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น





Velocità massima (Maximum Velocity)

★★★★★★★★★★ 7.5/10

Claudio มาฝึกงานที่อู่ซ่อมรถกับ Stefano (เจ้าของอู่ผู้ลุ่มหลงการแต่งรถเป็นชีวิตจิตใจ) เขาเชื่อในสิ่งที่ Stefano พูดและทำตามทุกอย่างเพื่ออนาคตที่ดี (แม้บางครั้ง แทบจะไม่ได้ค่าจ้างเลยก็ตาม) Stefano มักบอก Claudio เสมอว่า รถที่เขาแต่งเครื่อง...สักวันมันต้องชนะรถโตโยต้าของคู่แข่งแน่นอน แต่ยังมีปัญหาอีกก็คือ Stefano เป็นหนี้กับทางธนาคาร ทางเดียวที่เขาทำได้ คือ ต้องแข่งรถแบบใต้ดินให้ชนะเพื่อเงิน ในระหว่างนั้น ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ Giovanna บริกรหญิงในร้านเหล้าเข้ามาในชีวิตของ Claudio อย่างแรกที่ผมต้องบอกก่อนเลยคือหนังปูเรื่องในช่วงแรกกับความสัมพันธ์ของชายทั้งสองได้ไม่ค่อยน่าติดตามเท่าไหร่ แต่ทันทีที่ Giovanna เข้ามาในชีวิตของ Claudio หนังเริ่มดูสนุกและน่าติดตามกับชีวิตของคนทั้งสองทันที นั่นคือ คนดูเริ่มเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในตัว Claudio ระหว่างความรักที่มีต่อ Giovanna กับอุดมการณ์ที่ Stefano พร่ำบอกถึงชัยชนะในการแข่งรถอยู่เสมอ...แม้จะแพ้การแข่งมาแล้วถึงสองครั้งก็ตาม (แต่ตัวเขายังเชื่อใจอยู่) ส่วน Stefano ก็ทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายโดยไม่ค่อยสนใจความรู้สึกของ Claudio เท่าไหร่ (นอกจาก Claudio ต้องทำตามฝันที่วางไว้ด้วยกันเท่านั้น) เรื่องราวของความขัดแย้งตั้งแต่กลางเรื่องทำได้เตะตาและค่อนข้างประทับใจผมนะ อีกอย่างคือ กำกับออกมาแบบไม่เน้นสถานการณ์กระชากอารมณ์หรือมันส์กันเลยก็จริง คือ เรียบๆ ค่อยเป็นค่อยไป แต่คนดูเห็นความสัมพันธ์ของชายทั้งคู่ได้ชัดเจน

ฉากที่ชอบมากคือ ฉากแข่งรถครั้งสุดท้ายที่ Claudio หันไปถาม Stefano ว่า เขาแอบเป็นชู้กับ Giovanna หรือเปล่า Stefano เลยตอบใช่ แล้วรถเริ่มสตาร์ทแข่งทันที ผมรู้สึกลุ้นกับบรรยากาศช่วงการแข่งครั้งสุดท้ายที่เกิดจากความไม่ลงรอยกับคนทั้งสองจริงๆ...ขณะรถขับด้วยความเร็วสูงอยู่ อีกอย่าง หนังจับภาพตัดสลับไปมาระหว่างรถคันที่พวกเขานั่งแข่งด้วยความเร็วสูงอยู่กับใบหน้านิ่งๆของคนทั้งสองในรถคันนั้น (คือ มันดูขัดแย้งในอารมณ์ไปพร้อมกับบรรยากาศความเร็วสูงได้) ที่แปลกก็คือ หนังไม่มีฉากแรงๆประเภทห้ำหั่นเชืยดเฉียนสไตล์วัยรุ่นก่อกวน พอมีอยู่นิดๆหน่อยๆ...ซึ่งออกจะผิดวิสัยอยู่ แต่ผู้กำกับ Daniele Vicari กลับเน้นไปที่พัฒนาการความสัมพันธ์ของคนทั้งสองแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า...ซึ่งทำได้ดี บทสรุปสุดท้ายที่ Claudio เลือกจัดการรถคันที่ได้ชัยชนะมานั้น ผมพอเดาทางได้เหมือนกันว่า จะเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่ไม่คิดว่า Claudio จะเลือกวิธีการนี้ แต่กลับเป็นความสะใจที่เกินคาดกว่าที่คิดไว้
อ้อ ฉากการแข่งรถ หนังไม่เน้นไปที่ความเข้มข้นกับบรรยากาศเหมือนกับ The Fast and Furious แต่ดูไปดูมา ฉากแข่งรถในหนังเรื่องนี้...กลับเป็นธรรมชาติมากกว่า (แม้จะมันส์น้อยกว่าก็ตาม) นักแสดงหลักสามคนในเรื่อง Valerio Mastandrea ในบท Stefano โน Cristiano Morroni ในบท Claudio และ Alessia Barela ในบท Giovanna ให้การแสดงได้น่าติดตามดี สุดท้ายครับ ผมชอบฉากที่คนทั้งสามรวมทั้งแฟนของ Stefano ไปเล่นคลุกขึ้โคลนสีขาวซึ่งแฟนของ Stefano เรียกมันว่า Moon Lake นะ (รวมทั้งฉากเล่นเกมหันหลังนับหนึ่งสองสามด้วย) มันเป็นจุดโดดของหนังก็จริง แต่กลับทำได้น่ารักเหลือเกิน





Manô (Mano)

★★★★★★★★★★ 5.5/10

หนังขาวดำจากประเทศโปรตุเกษของผู้กำกับ George Felner เกี่ยวกับตัวละครในยุคชาร์ลี แช๊ปปลิ้นที่ฟิลม์หนังในสมัยนั้นยังไม่มีเสียงพูดใดๆ...นอกจากภาพขาวดำเคลื่อนไหว วันหนึ่ง ณ โรงเก็บฟิลม์เก่าแก่แห่งหนึ่ง พนักงานในโกดังได้นำฟิลม์ที่เสียแล้วมาเผาขยะทิ้ง พอดี Mariana กำลังถ่ายรูปอยู่แถวนั้น...แล้วดันเห็นชายลึกลับคนหนึ่งใส่เสื้อสูทซ่อนตัวอยู่ที่มุมตึกมืดๆ ชายคนนั้น ก็คือ Manô นักแสดงตลกในหนังยุคขาวดำที่ดันหลงยุคมาโลกปัจจุบันเข้า เขามาอาศัยอยู่ที่บ้านของ Mariana ส่วนแฟนของเธอ Marco ค่อนข้างจะปวดหัวกับเรื่องราววุ่นๆที่ Manô ทำไว้แบบไม่ตั้งใจมากมายทั้งในบ้านและนอกบ้าน ตลอดเวลาที่เขาอยู่ในโลกปัจจุบัน Manô พูดไม่ได้ นอกจากสังเกตและแสดงสีหน้าแบบตัวละครในหนังขาวดำยุคอดีตอย่างเดียวเท่านั้น และนี่คือเรื่องย่อคร่าวๆครับ พูดกันจริงๆ ทีแรกผมคาดหวังความตลกจากตัว Manô ในฉากวุ่นวายต่างๆที่เขาก่อนะ ซึ่งจริงๆก็มีอยู่หนึ่งครั้งที่ผมหัวเราะกับอีกสองครั้งที่ผมยิ้มๆ หนึ่งเสียงหัวเราะก็คือ ฉากที่ Manô ไปสำนักงานของ Marco แล้วใช้ลิควิดเปเปอร์ลบคำผิดบนจอคอมพิวเตอร์ และที่ผมยิ้มๆได้อีก 2 ครั้ง ก็คือ ฉากที่ Manô เอาหน้าไปถ่ายซีร็อค ส่วนอีกฉากก็ตอนที่ Manô เห็น Mariana ด้วยสายตาอันตะลึงเพราะเธอเพิ่งอาบน้ำออกมาจากห้องน้ำและดันนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว เมื่อ Marco เห็น Manô จ้อง Mariana แบบอึ้งๆเข้า...เลยทุบกะบาล Manô ไม่ให้มองเธอ เหล่านี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกหัวเราะและยิ้มๆได้ ซึ่งเมื่อนับกันแล้วก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมายกับเหตุการณ์ต่างๆที่ Manô เผชิญ...ผมแอบคิดว่า จริงๆ ตัวหนังน่าจะเรียกเสียงหัวเราะได้มากกว่านี้ (และเกือบนึกผิดหวังกับเสียงหัวเราะอยู่เหมือนกัน)

แต่เมื่อดูไปสักพัก สิ่งที่ผมสังเกตได้...ท่ามกลางการเดินเรื่องที่เน้นไปที่ความผิดพลาดแต่ไม่ขำกันตลอดเรื่อง ก็คือ หน้านิ่งๆและความสงสัยของตัว Manô เอง ทุกครั้งที่เขาอยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่รู้ว่า สิ่งนั้น สิ่งนี้คืออะไร แล้วทำอะไรผิดพลาดไปจากความไม่รู้ มันกลายเป็นความเศร้าสุดบรรยายเหมือนกันเพราะตลอดเวลาที่ Manô อยู่ในโลกปัจจุบัน ตัวเขาเป็นสีขาวดำท่ามกลางฉากรอบข้างที่เป็นสีตลอด (ผมชอบความขาวดำที่ไม่ใช่ขาวดำชัดๆในเรื่องนี้เพราะมันเป็นขาวดำในลักษณะฟิลม์หนังที่ไม่ชัด) และด้วยใบหน้าเศร้าๆบวกกับตัว Manô ที่เป็นสีขาวดำ จากตัวตลกในอดีต...เลยทำให้เขากลายเป็นตัวตลกจริงๆจากสภาพแวดล้อมในโลกปัจจุบัน คิดไปคิดมา จากเสียงหัวเราะที่ผมคาดไว้ แต่ได้ไม่มาก มันกลับได้ความหดหู่ใจในบางขณะกลับมาแทน สุดท้ายครับ ฉากสุดท้ายที่ Manô เดินลงน้ำทะเลจนน้ำบริเวณนั้นกลายเป็นสีดำ แล้วหนังย้อนภาพไปที่ฟิลม์หนังตลกขาวดำในอดีตที่ Manô เคยแสดง ผมก็รู้สึกดีๆตามเหมือนกัน อ้อ อีกนิดแล้วกันนะครับ กว่าผู้กำกับ George Felner จะสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาได้ ตัวเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคพอสมควรเพราะอุตสาหกรรมหนังในประเทศโปรตุเกษยังไม่กว้างเท่าไหร่ แต่นี่ก็เป็นผลงานชิ้นแรกที่ถือว่า เปิดตัวได้ไม่ธรรมดาเลย





FC Venus

★★★★★★★★★★ 6.5/10

เป็นเรื่องของก๊วนผู้ชายที่บ้าฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจจากประเทศฟินแลนด์ วันๆหมกมุ่นอยู่กับเรื่องดูบอลบ้าง นัดกันเตะบอลภายใต้ทีมที่ชื่อ FC MeMan บ้าง แถมทั้งก๊วนยังแอบวางแผนจองตั๋วไปดูบอลโลกที่เยอรมันในฤดูร้อนครั้งต่อไปอีกด้วย บรรดาฝ่ายผู้หญิงที่เป็นทั้งภรรยา แฟน หรือเพื่อนต่างเบื่อกับเหตุการณ์ที่เป็นแบบนี้อยู่ตลอดเวลา และเมื่อพวกเธอรู้ถึงการเดินทางไปเยอรมัน Anna ทนต่อไปไม่ไหวจนขอท้าพนันกับกลุ่มผู้ชายว่า งั้นเรามาแข่งเตะบอลกัน โดยฝ่ายหญิงขอเวลาฝึกซ้อมสัก 3 ถึง 4 เดือน ถ้าฝ่ายชายแพ้...ต้องไม่ไปเยอรมันและเลิกวุ่นวายกับฟุตบอลเสียที แต่ถ้าฝ่ายชายชนะ...พวกเธอจะไม่ยุ่งเรื่องฟุตบอลของพวกเขาอีกต่อไป และแถมช่วยออกค่าตั๋วเดินทางไปเยอรมันให้ด้วย การฝึกซ้อมของฝ่ายหญิงที่แต่ละคนไม่เป็นบอลกันซะเลยกับชัยชนะของฝ่ายชายที่เห็นอยู่รำไรในหัว...เริ่มเกิดขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่อาจไม่มีใครรู้ก็คือ พ่อของ Anna เคยเป็นโค้ชฟุตบอลมาก่อน เพียงแต่แยกทางออกจากบ้านไปตั้งแต่เธอยังเด็ก...ทำให้ Anna เกลียดพ่อตั้งแต่นั้น อีกอย่างก็คือ เขาก็ไม่เคยกลับมาหาเธออีกเลย ในความคิดผมเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ ในส่วนเรื่องราวชีวิตนั้น ตัวหนังทำได้ดีระดับนึง แม้จะยังไม่รู้สึกประทับใจมากนัก แต่ก็ดี...ที่ไม่ถึงกับบีบอารมณ์หรือสร้างความเศร้ากันเกินไป...โดยเฉพาะความบาดหมางระหว่างพ่อกับ Anna สำหรับมุกตลกในเรื่อง ตลกแบบใสๆดี ไม่ถึงกับก๊ากอะไร แต่ก็ดูธรรมชาติน่ารักๆได้หลายครั้ง เช่น ฉากแต่งงานต้นเรื่องในโบสถ์ คนดูคงจะงงไปเลย...หลังจากเจ้าบ่าวทำพิธีแต่งงานเสร็จ พอเขาเดินออกนอกโบสถ์ไปพร้อมกับเจ้าสาว บรรดาเพื่อนเจ้าบ่าวที่เข้าร่วมพิธีต่างตามกรูออกไปนอกโบสถ์พร้อมกระชากเจ้าบ้าวไป แล้วก็ถอดเสื้อเตะบอลหน้าโบสถ์ทันที ผู้หญิงทั้งงานต่างนั่งเซ็ง แถมยังต้องคอยหลบลูกบอลที่เผลอกระเด็นฟาดเข้าหน้าอีกด้วย

หรือจะเป็นตอนอยู่ในบาร์เช่นกันที่เหล่าบรรดาผู้หญิงและผู้ชายกำลังตกลงเรื่องแผนการแบ่งทีมเตะบอลอยู่ ฝ่ายหญิงขาดตัวหลักอีกหนึ่งคน ทันทีที่ผู้ชายอีกคนเดินเข้ามาด้วย ทุกคนอึ้งกิมกี่เพราะชายคนนี้ก็คือ คู่ขาของหนึ่งในสมาชิกทีมบอลฝ่ายชายนั่นเอง และเขาได้กลายเป็นสมาชิกที่ขาดคนสุดท้ายของฝ่ายหญิงไปอย่างงงๆ รวมทั้งตอนที่ Pete ขอ Anna แต่งงานโดยเขาซ่อนแหวนไว้ในขนมเค้กเพื่อกะเซอร์ไพรซ์เธอ Pete แกล้งทำเป็นเดินไปหยิบโน่นหยิบนี่เพื่อให้เธอเห็นแหวนด้วยตัวเอง ระหว่างนั้น เขาพยายามแอบจ้องเธอกินขนมเค้ก จังหวะที่ Pete ไม่ทันสังเกต Anna ดันเห็นแหวนที่กำลังตักเค้กอยู่พอดี เธอตกใจทำอะไรไม่ถูกและไม่กล้าพูดอะไร เลยเอาช้อนเขี่ยแหวนซ่อนไว้ที่อื่น ในที่สุด Pete ก็กลับมานั่งที่เพื่อมองเธอกินเค้กคำสุดท้าย Anna ก็ประหม่าเช่นกันเพราะเธอเอาแหวนไปซ่อนเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่ Anna หม่ำเค้กคำสุดท้ายในจานลงคอโดยที่ไม่มีแหวน Pete อึ้งเพราะคิดว่า มันลงท้องเธอไปโดยที่เธอไม่รู้ตัวหรือเปล่า ยังมีอีกหลายๆมุกที่ไม่หัวเราะเสียงดังมากนักแต่น่ารักดี ส่วนเรื่องราวช่วงการซ้อมบอลของฝ่ายหญิงนั้น...เป็นความสนุกสนานทั่วๆไปที่ผู้ชมจะได้เห็นความผิดพลาดจากการเตะบอลไม่เป็น (รวมทั้ง Carita นักเตะหญิงอาชีพจากอเมริกาซึ่งท้ายที่สุด ทุกคนน่าจะเดาไม่ยากว่า เธอจะได้เข้าร่วมทีมในรอบแข่งหรือเธอต้องกลับอเมริกาตามที่ผู้จัดการทีมบังคับ) ผมชอบตอนที่ทุกคนไปเที่ยวบนเกาะด้วยกันนะ…บรรยากาศดูเป็นมิตรและสดใสดี จนถึงฉากสุดท้ายที่เราเห็น Anna กับ Pete นั่งอยู่ริมสนามบอลที่กำลังถูกถ่ายทอดสดไปทั่วโลก สิ่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้ที่สุด ก็คือ ความสัมพันธ์ของตัวละครในอารมณ์ใสๆเบาๆและดูได้เพลินๆโดยเฉพาะฉากในบาร์ทั้งหมด (และช่วงท้ายเรื่องด้วย) อีกทั้งนักแสดงในเรื่องทุกคนต่างก็ดูธรรมชาติกับบทที่ได้มา สุดท้ายครับ บทสรุปสุดท้ายเลือกจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งก็จริง แต่ตัวหนังไม่ถึงกับน่าเบื่อซ้ำซากจนเกินไป แม้ภาพรวมของเนื้อหาจะมีความเฮฮาในแบบคุ้นตาบ้างก็ตาม





To Fos Pou Svini (Fading Light)

★★★★★★★★★★ 4.5/10

เด็กชายวัย 13 ปีคนหนึ่ง Hristos มีปัญหาทางสายตาและต้องใส่แว่นอยู่ตลอด เขาชอบไปที่หอประภาคารริมผาติดทะเลบ่อยๆและมีโอกาสซึมซับเสียงไวโอลินจากชายแก่คนหนึ่งที่สีอยู่เป็นประจำ เด็กน้อยจึงแอบฝึกเล่นไวโอลินบ้างเพราะตนเองก็มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีเช่นกัน โดยที่ Hristos ไม่สนใจเรื่องการเรียนเนื่องจากปัญหาทางสายตา เขาจึงเอาดนตรีเป็นเครื่องบำบัดจิตใจ แรกๆคุณครูก็ไม่เข้าใจกับการหนีเรียนของเขา แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่เห็นเด็กคนนี้โชว์ฝีมือออกมา เธอจึงเปลี่ยนใจและให้การสนับสนุน ยกเว้นแม่ของ Hristos คนเดียวที่ขัดขวางความมุ่งมั่นของเด็กน้อยเพราะอดีตอันขมขื่นเนื่องจากพ่อของเธอที่ทิ้งครอบครัวไปเป็นนักดนตรี แปลกนะ ผมกลับยังไม่รู้สึกว่า Vladimiros Golosinski ในบท Hristos แสดงบทเด็กชายวัย 13 ปีให้ผมรู้สึกตามได้เต็มที่นะ แม้สีหน้าที่ดูเศร้าๆของเขาจะสอบผ่าน แต่เหมือนอารมณ์ของ Hristos ที่เจออุปสรรคชีวิตรวมทั้งผลกระทบจากปัญหาทางสายตา (ทั้งตัวบทหนังและการแสดงของเขาเอง) ยังดูค่อนข้างเรียบและแข็งๆไปบ้าง สำหรับปัญหาที่ Hristos ได้เจอ เช่น Hristos ทะเลาะกับแม่จนเขาบอกว่า อยากหนีออกจากบ้าน...ก็เลยโดนแม่ตบหน้า หรือจะเป็นการที่เขาค้นพบความลับว่า พ่อเป็นนักดนตรี ในกล่องที่แม่เก็บเรื่องราวในอดีตไว้...ก็พอมีช่วงน่าติดตามได้บ้าง สิ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้ก็ตอนที่ Hristos ไปพบหน้าพ่อตัวจริงของเขาที่ผับแห่งหนึ่ง เขายืนมองพ่อเล่นกีตาร์ด้วยความรู้สึกดีใจที่ตอเองก็มีสายเลือดศิลปินเหมือนกัน แต่พ่อไม่รู้เลยว่า เด็กชายที่ยืนต่อหน้าเขา คือ ลูกชาย ตรงนี้เป็นฉากที่ผมรู้สึกว่า มันคือแรงบันดาลใจของเด็ก (แม้ Hristos จะรู้สึกผิดหวังบ้างที่พ่อจำตัวเขาไม่ได้...จนวิ่งเตลิดออกจากผับ คุณครูที่มาด้วย เลยวิ่งตามหลังเขาไป) ประเทศกรีซมีข้อดีอยู่อย่างนะครับเพราะความที่มีเกาะเล็กเกาะน้อยเยอะแยะไปหมด ฉากที่ Hristos ไปยืนอยู่ริมผา...ก็เลยดูสวยงามตามบรรยากาศที่เงียบสงบได้ดีเหมือนกัน สุดท้ายครับ ผู้กำกับ Vassilis Douros อาจไม่เน้นถึงผลงานหรือความสำเร็จในท้ายที่สุดของ Hristos กันเต็มที่...ซึ่งนั่นกลับทำให้ผมไม่รู้สึกถึงความจงใจใส่ความประทับใจกันอย่างเดียว ตรงนี้ผมชอบครับ เพียงแต่เนื้อหาและอารมณ์หนังโดยรวม...ยังดูเบาๆอยู่





Warszawa (Warsaw)

★★★★★★★★★★ 6.5/10

หนังจากประเทศโปแลนด์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่มีความเกี่ยวพันกันโดยบังเอิญ Klara หญิงสาวที่เดินทางมาหาแฟนในเมืองและพบกับชายตกงานที่กำลังหางานทำอย่าง Pawel ส่วนชายอีกคนที่กำลังขับรถ Andrzej ก็รับหญิงโบกรถข้างทางอย่าง Wiktoria ที่ขออาศัยเดินทางไปด้วย ยังมีชายแก่เฝ้าตามหาลูกสาวที่ชื่อ Ela Golebiewska จนไปเจอบริกรหญิงอีกคนเข้า เรื่องความจนของโจรลักทรัพย์ และคนบ้าอีกหนึ่งชีวิต ทุกคนเข้ามาพัวพันกันโดยบังเอิญในเหตุการณ์หนึ่งวันหนึ่งคืน หนังเน้นสภาพบรรยากาศบ้านเมืองของกรุงวอร์ซอได้ชัดเจนโดยใช้ฤดูหนาวที่มีหิมะโปรยปรายตลอดเวลาเป็นตัวเล่าบรรยากาศความเหน็บหนาวและความหม่นหมองในจิตใจแต่ละคนที่มีปัญหาชีวิตด้วยกันทั้งนั้น แต่อาจไม่เน้นความแรงกับบทสรุปซะทีเดียว ในที่นี้ เป็นการเล่าเรื่องให้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด คนดูจะไม่เห็นการเค้นความเศร้าหรือความทรมานจิตใจกันเต็มที่ มีฉากที่น่ารักดี ก็คือ ตอนที่ Klara และ Pawel ฟอร์มเป็นลูกค้าจะซื้อรถเก๋งที่ศูนย์รถยนต์ โดยทำเป็นพูดถึงออฟชั่นรถซึ่งทางร้านไม่มีอยู่แล้ว และวนเวียนพูดอยู่หลายรุ่น จนในที่สุด เซลส์ขายรถใจดีก็รู้แกวและบอกให้คนทั้งสองขึ้นไปพักผ่อนชั่วคราวบนชั้นลอยของโชว์รูม ช่วงต้นเรื่องของหนังค่อนข้างเล่าเรื่องได้เอื่อยๆเรื่อยๆ แต่เริ่มมาขมวดปมชีวิตแต่ละคนได้สนุกขึ้นในช่วงกลางเรื่อง ฉากที่ Pawel ไปหา Jacek เพื่อของานทำ...ก็ดูสนุกดีกับตอนที่ Jacek ต้องวางมาดนอบน้อมต่อหน้าเจ้านายหญิง แต่แอบด่าเธอลับหลังให้ Pawel ฟังอย่างสาดเสียเทเสีย อ้อ บรรยากาศของหนังมาในอารมณ์เย็นปนเหงาด้วย





Simon

★★★★★★★★★★ 7.5/10

เรื่องนี้เล่าความสัมพันธ์ของชายสองคน Simon คือชายหนุ่มอารมณ์แจ่มใสและเจ้าเสน่ห์ มีสัมพันธ์กับหญิงสาวไปทั่ว หาแต่ความสำราญให้ชีวิต ไม่คิดเล็กคิดน้อย เฮฮาปาร์ตี้สุดเหวี่ยงเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่ Camiel คือเกย์ที่เข้ามาอยู่ก๊วนเดียวกับ Simon ทั้งสองรู้จักกันเมื่อปี 1988 ในวันที่ Simon ขับรถจะชน Camiel โดยบังเอิญขณะข้ามถนน เขาจึงพา Camiel ไปส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้น คนทั้งสองเลยสนิทกันในฐานะเพื่อนซี้ ไปไหนเฮนั่น Simon ยังเป็นเจ้าของบาร์เหล้าแห่งหนึ่งในฮอลแลนด์ด้วย วันหนึ่ง Camiel สารภาพกับ Simon ว่าเขาเป็นพวกรักร่วมเพศ แทนที่ Simon จะเกลียดเขา กลับหัวเราะเสียงดังออกมา แล้วบอกว่า “เออ เอ็งนี่เจ๋งกว่ากรูอีกนะ” หลังจากนั้น Simon ก็มักจะล้อเลียน Camiel ว่าเป็นพวกรักร่วมเพศต่อหน้าเพื่อนๆในกลุ่มก๊วนที่บาร์ของเขาอยู่เสมอ บางทีก็ใช้คำแรงๆแบบขวานผ่าซากด้วย แต่เพื่อนทุกคนในบาร์ต่างเฉยๆ ไม่มีใครว่าอะไร แถมพูดคุยกับ Camiel อย่างเฮฮาเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น Simon มักติดนิสัยชอบหยอกล้อ Camiel เสมอ แต่คนทั้งสองก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และ Camiel ก็ไม่ถือโกรธอะไรด้วย Simon มีแฟนใหม่ชื่อ Sharon และยังมีลูกชายกับลูกสาวอีกอย่างละคนซึ่งเกิดกับแฟนเก่าที่เป็นคนไทย ทุกปี Simon จะกลับไปประเทศไทยเพราะมีธุระที่ต้องทำอยู่ที่นั่นอย่างต่ำปีละครั้ง เหตุการณ์ผ่านไปหลายปีที่ทั้ง Simon และ Camiel ห่างหายหน้ากันไปและไม่ได้เจอกันอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2002 Simon เกือบขับรถจะชน Camiel ซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ทั้งสองเลยได้กลับมาเจอกันใหม่โดยบังเอิญ...หลังจากไม่เจอหน้ากันเป็นสิบปี คราวนี้ Simon ดูเปลี่ยนไปเพราะเขาเป็นโรคมะเร็งและกำลังจะตาย ส่วน Camiel คบกับชายคนใหม่ชื่อ Bram เพียงแต่คราวนี้ ทั้งสองกลับสนิทกันมากขึ้น Sharon แต่งงานใหม่กับชายอีกคน แต่ก็ยังคบกับ Simon ในฐานะเพื่อนที่ดีอยู่ ลูกทั้งสองจากเมืองไทยตอนนี้ก็โตขึ้นและย้ายมาอยู่ที่ฮอลแลนด์กับ Simon ส่วน Camiel เองก็สนิทกับลูกสาวของ Simon นั่นคือ Joy จวบจนถึงวันสุดท้ายที่ Simon ประกาศว่า เขาขอฉีดยาฆ่าตัวตายเพราะทนไม่ไหวและกำหนดวันไว้เรียบร้อยแล้ว

ดูหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วทำให้ผมนึกถึงหนังอินเดียเรื่อง My Brother Nikhil ขึ้นมาทันที เพียงแต่หนังเรื่องนั้นเล่าชีวิตจริงในอารมณ์สวยมากกว่า และแม้การเดินเรื่องช่วงแรกๆของ Simon มีช่วยเรื่อยๆไปบ้าง แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมกลับชอบเรื่องนี้มากกว่าในแง่ความสัมพันธ์เบาๆมองโลกในแง่ดีระหว่าง Simon กับ Camiel ที่เล่าเรื่องออกมาได้ใสพอดี แถม Simon ยังมีพฤติกรรมที่ออกจะกวนประสาท Camiel อยู่ตลอดเวลาด้วยคำพูดล้อเลียนแบบตรงๆเถื่อนๆเกี่ยวกับตัว Camiel ซึ่งดูได้เพลินๆ และแม้ Simon จะดูมีความเถื่อนเรื่องคำพูดอยู่ก็ตาม แต่ตัวละครของเขากลับมีเสน่ห์ในความเฮฮาตรงนั้น มุกตลกหลายครั้งค่อนข้างหยาบและมีความเป็น Dutch อยู่สูงพอสมควร (คนดูจะเห็นคำหยาบกันตลอด แม้จะเป็ตลกร้ายในบางครั้งก็ตาม) ส่วนฉากฮาๆไปเลย ก็เช่น ฉากที่ Camiel แอบตาม Simon มา พอ Camiel เปิดประตูเข้าไป ถึงกับอึ้งที่เห็น Simon กำลังร่วมรักกับหญิงบริการอย่างเมามันส์ แถม Simon ยังแกล้งแหย่ Camiel แบบไม่อายขณะปฏิบัติกิจด้วยเสียงหัวเราะว่า “เข้ามาร่วมแจมด้วยกันไหม” ผมยังชอบอารมณ์หนังช่วงที่ไปประเทศไทยครั้งสุดท้ายมากที่สุดในเรื่อง การพูดจา การหยอกล้อ และบทสนทนาต่างๆ...สร้างความรู้สึกดีๆได้ (อ้อ ผู้ชมยังได้ยินภาษาไทยจากคนใต้ในเรื่องด้วยครับ) ส่วนเพลงในงานแต่งงานลูกสาว Simon ชื่อ Morgen ben ik de Bruid ที่เคยโด่งดังเมื่อปี 1965 เพราะมาก นักแสดงในเรื่องทุกคนช่วยทำให้หนังดูสนุก โดยเฉพาะตัวละครหลักทั้งสอง Cees Geel ในบทหนุ่มอารมณ์ดี Simon และ Marcel Hensema ในบท Camiel สุดท้ายครับ ฉากท้ายเรื่องที่ Camiel จินตนาการภาพย้อนกลับไปสมัย Simon เคยแสดงเป็นตัวประกอบหนังในฉากที่ต้องกระโดดน้ำตกสูง Camiel พูดว่า เกิดมาก็เพิ่งเห็น Simon ประหม่า...ก็วันนั้นวันเดียว เป็นฉากที่ผมรู้สึกว่า เข้าใจเลือกจบเพื่อสะท้อนให้เห็นอีกด้านหนึ่งของตัว Simon (และผมก็เพิ่งเห็นสีหน้าเขาแบบนั้น ก็ในฉากสุดท้ายนี้เอง) และนี่คือ ตัวแทนหนังพูดภาษาต่างประเทศจากฮอลแลนด์ที่เข้าแข่งชิงชัยเป็น 1 ใน 5 ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม แต่ไม่ได้เข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายไปครับ





Nuda v Brne (Bored in Brno)

★★★★★★★★★★ 8.5/10

กลายเป็นหนังตลกมีกึ๋นพร้อมไอเดียความรักอันบรรเจิดสุดยอดซึ่งผมชอบมากที่สุดประจำปีนี้ไปโดยปริยาย ประเทศสาธารณรัฐเช็คไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังโศกเศร้า หนังสงคราม หรือหนังตลก เพราะคาดไม่ถึงและเกินกว่าที่ผมคิดไว้มากกับมุมมองหนังรักปนตลกสัปดนเรื่องนี้ของผู้กำกับ Vladimír Morávek ที่แหวกแนวออกมาได้อย่างสร้างสรรค์และลงตัว...ด้วยความตลกจากภาพสถานการณ์เป็นส่วนใหญ่มากกว่าบทสนทนาหรือคำหยาบในเรื่อง แถมยังแฝงอารมณ์ศิลป์ๆบวกติสท์ๆในการเล่าเรื่องอีก ตัวหนังยังเล่นสนุกด้วยภาพขาวดำกันตลอดเรื่อง ขนาดปีนี้ หนังตลกที่ผมชอบอย่าง A fost sau n-a fost? ยังต้องมีหลบเล็กน้อย ความเป็นธรรมชาติในการเล่าเรื่องที่เหมือนไม่มีบทตายตัว แถมแฝงข้อคิดความรักรูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ ได้ใจผมไปแล้ว (จริงๆบางฉากไม่ตลกก็มีนะครับ แต่เหมือนมุกมันแปลกตาแบบเด๋อๆด๋าๆดี) เรื่องราวของชายคนหนึ่ง Stanislav ที่แอบหลงรัก Olga หญิงที่เขารักตั้งแต่สมัยเรียน วันหนึ่งทั้งสองนัดเจอกัน (โดยแต่ละฝ่าย ต่างก็มีผู้ช่วยคอยสอนเรื่องการมีเซ็กซ์ครั้งแรกว่า ต้องทำยังไงบ้าง) เมื่อ Stanislav มาหา Olga ที่อพารท์เมนท์เธอ เรื่องราวฮาๆจึงเกิดขึ้น หนังเรื่องนี้มีแต่ความฮาสุดบรรยาย...จนบางครั้งคนดูอาจไม่ต้องการสาระอะไรอีกเลย เริ่มฉากแรกกับวิธีการสวมถุงยางที่ Jaroslav สอน Stanislav อันนี้ฮาแล้วฮาอีก (โดยเฉพาะท่อนจำลองที่ถุงยางโดนสวมเข้าไป....แล้วปล่อยทิ้งเหี่ยวแห้งอยู่บนโต๊ะอย่างนั้นให้คนดูเห็น)

ส่วนฉากที่ Stanislav เห็นผู้หญิงทุกคนในรถโดยสารนั่งกินขนมปัง (หรือไส้กรอก จำไม่ได้แล้ว) หนังทำบรรยากาศได้เด๋อๆด๋าๆ...จี้จริงๆ ฉากที่แม่ของ Olga โดนวางยาสลบ แล้ว Olga ก็ลากแม่เธอพร้อมฟูกเข้าห้องเก็บมะเขือเทศ (ผมแอบยิ้มและสนุกกับสีหน้าของ Olga ตอนเธอลุ้นให้แม่มึนสลบอีกด้วย) ยังตลกและฮากับฉากที่ Richard ให้หญิงคนที่เขานอนด้วยฟาดที่ไปก้นที่ตัวเขา แล้วให้เธอด่าพ่อล่อแม่ใส่ Richard อีกเนื่องจาก Richard เป็นพวกเซ็กซ์ซาดิสต์ ทีแรกหญิงคนนั้นไม่อยากทำเพราะเธอค่อนข้างเรียบร้อย แต่ก็ทำเพราะตามใจ Richard ฉากนี้ทำสร้างบรรยากาศผู้หญิงเรียบร้อยที่ต้องฝืนทำซาดิสซ์ได้ตลกดี
(และทำให้ผมนึกถึงฉากที่กะเทยในหนัง A Soap ม้วนกระดาษหนังสือพิมพ์ฟาดไปที่ลูกค้าด้วย) ส่วนดนตรีบรรเลงที่เจ้าของห้องเปิดก่อนจะร่วมรักกับ Miroslav (ชายแก่ที่มีครอบครัวแล้ว) ได้ความฮากับบรรยากาศความหลอนแบบลัทธิลึกลับวูดูดี และฉากสำคัญก็มาถึงเมื่อ Stanislav กับ Olga อยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องนอน ก่อนที่จะมีอะไรกัน ผู้ชมทั้งโรงคงลุ้นว่า เพศสัมพันธ์ครั้งแรกของคนทั้งคู่จะจบลงเช่นไร สนุกดี (คือ ทั้งลุ้นและเอาใจช่วยให้คนทั้งสองสำเร็จถึงที่หมายสบายผิดกัน) แต่ยอมรับว่า แม้หนังจะเล่าความรักระหว่าง Stanislav กับ Olga เป็นหลัก แต่บทของนักแสดงประกอบทุกคนในเรื่อง...ก็ช่วยเกลี่ยความรักหลายๆมุมมองได้ขำๆอีกเช่นกัน ผู้กำกับ Vladimír Morávek กำกับภาพขาวดำได้สวยแบบโบราณ แต่น่าจดจำจนประทับใจผมทันที และถ้าคุณชอบความรักรูปแบบแปลกๆ “ในแง่ตลกสัปดนพร้อมอาการป่วยทางจิตแนวนัวร์นิดๆเซ็กซ์ถี่ๆเด๋อๆด๋าๆหน่อยๆ” ล่ะก้อ ผมขอแนะนำหนังเรื่องนี้เพราะมันคือ หนังตลกแบบแปลกๆที่ผมชอบมากที่สุดประจำปีนี้แล้ว อ้อ หนังมีแอบทิ้งท้ายความตลกร้ายกับเหตุการณ์ประจวบเหมาะในวันเกิดที่ชายสองคนเจอในอุโมงค์ด้วย





Anklaget (Accused)

★★★★★★★★★ 9.0/10

Henrik มีครอบครัวน่ารักพร้อม Nina ภรรยา และ Stine ลูกสาววัย 13 ปี ส่วนตัวเขามีอาชีพเป็นครูสอนว่ายน้ำ แต่มาในระยะหลัง Stine ชอบเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวบนห้อง ไม่ยอมพูดจา เวลามีญาติหรือเพื่อนของพ่อแม่มาเยี่ยม ถ้าจะคุยกับเธอ...ก็ต้องขึ้นไปหาบนห้อง เธอไม่ลงมาพูดจาข้างล่าง บางครั้งไม่ยอมลงมากินข้าวอีก ต้องเอาขึ้นไปให้ที่ห้องนอน พ่อแม่ขึ้นไปหา เธอก็ไม่อยากพูดจาด้วย Nina เลยปรึกษากับ Henrik ว่า จะทำยังไงกันดี ทั้งสองไม่รู้จะจัดการกับพฤติกรรมของ Stine ที่เอาแต่เก็บตัวเงียบยังไงแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกสาวไปหาตำรวจพร้อมแจ้งความกล่าวหาว่า พ่อเธอกระชำเราตัวเธอตั้งแต่เธออายุ 11 ขวบ ความเครียดและภาวะกดดันในครอบครัวเริ่มเกิดทันที และเมื่อถึงวันไต่สวน เนื่องจากหลักฐานไม่พอ (ทั้งในอดีต ลูกสาวเคยมีพฤติกรรมชอบพูดโกหกในเรื่องอื่นๆมาก่อน แถมแม่เธอยังช่วยยืนยันกับศาลเรื่องพูดโกหกของเธออีกด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องแต่งอะไรขึ้น และตัว Stine ก็ยอมรับ) Henrik จึงรอดพ้นจากคดีสนั่นเมืองครั้งนี้ และเมื่อข่าวนี้สะพัดไปทั่วบริเวณ ผู้คนรอบข้างจึงรับรู้ข่าวฉาวโฉ่นี้ไปด้วย หลังจากนั้น เมื่อ Henrik กลับมาสอนว่ายน้ำอีกครั้ง บรรยากาศในชั้นเรียนเปลี่ยนไป เหล่าลูกศิษย์ชายหญิงในชั้นเรียนว่ายน้ำซึ่งทั้งหมดมีอายุเลข 3 เลข 4 แล้วทั้งนั้น...ต่างแอบมองเขาด้วยใบหน้าเหมือนคิดอะไรไปต่างๆนานากับพฤติกรรมเขาว่า จริงหรือไม่ มีเพียงแต่ Pede ครูว่ายน้ำอีกคนซึ่งเป็นเพื่อนเขาและเข้าใจ Henrik เป็นอย่างดี เขาไม่เคยเอ่ยถามเรื่องราวหรือคดีนี้เลย แต่ยังไง บรรยากาศรอบข้างหลายๆอย่าง...มันไม่เหมือนเดิมแล้ว

ผลร้ายจากข่าวที่เขาถูกกล่าวหาเริ่มตามหลอกหลอนเละสร้างความเครียดให้ Henrik มากขึ้น เขาพยายามเงียบและทำตัวเป็นปรกติ ในขณะเดียวกัน Stine ยังอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่คุ้มครองเยาวชนไปชั่วคราวก่อน...จนกว่าเด็กจะพร้อมทางด้านจิตใจ แล้วค่อยนัดพ่อแม่มาพูดคุยกันใหม่อีกครั้ง แต่ตัว Nina ต้องการได้ลูกสาวเธอกลับคืนมาอย่างมาก นับวันๆ Henrik ก็เริ่มนิ่งและโกรธ Stine ในใจ เพราะคิดว่า ทำไมลูกสาวต้องทำกับเขาถึงขนาดนี้ด้วย จนบางครั้ง Henrik เกือบตัดหางปล่อยวัด Stine ทิ้งไป...ด้วยการไม่ยอมไกล่เกลี่ยกับเจ้าหน้าที่เพื่อรับตัวลูกสาวกลับมา แต่ Nina ไม่ยอมเด็ดขาดเพราะถ้าไม่ได้ลูกสาวกลับมา เธอจะเลิกกับ Henrik ทันที ผมชอบหนังจากประเทศเดนมาร์คเรื่องนี้มาก หนังเล่าเรื่องได้ดี มีมิติทางอารมณ์สะท้อนความดำมืดจิตใจของมนุษย์ด้วยภาพสีโทนขาวดำทึมๆในบรรยากาศเย็นระเยือกแฝงความระทึกตลอดเวลากับฉากในฤดูหนาว มีหลายฉากในหนังเรื่องนี้สร้างออกมาได้ดีเพราะเต็มไปด้วยความกดดัน เครียด ระทึกปั่นป่วนกันจนวินาทีสุดท้ายของหนังที่ใครบางคนทำให้คนดู "ตะลึง" เริ่มกันที่ฉาก Henrik นั่งดูลูกสาวตัวเองนอกห้องศาลผ่านจอทีวีขณะเธอกำลังโดนไตร่สวนอยู่ (ฉากนี้ตื่นเต้นครับเพราะคนดูได้เห็นใบหน้า Stine เป็นครั้งแรก) นอกจากนี้ หนังยังทำให้ผมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและสีหน้าของ Henrik ในฉากนี้อีกด้วย เมื่อพ่อได้เห็นลูกโดนไตร่สวนอยู่ (คือเหมือนกับเรากำลังสังเกตพฤติกรรมของ Henrik ไปพร้อมกับ Stine ว่า เขาทำจริงหรือเธอโกหกเพื่อต้องการอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า) พอถึงฉากที่ Henrik โดนไตร่สวนบ้าง...ขณะที่ลูกสาวโดนเก็บตัวอยู่อีกห้องหนึ่ง เขามองแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะข้างตัวในห้องศาล กล้องจับภาพแก้วน้ำได้อารมณ์ระทึกขวัญมากมาย (แถมมีฉากหนาวสั่นแบบนี้อยู่ตลอดเรื่องด้วย)

เมื่อเข้าช่วงกลางเรื่อง ผมชอบฉากที่ Stine กลับมาบ้านหาพ่อและแม่เธอชั่วคราวเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ แต่เธอกลับขอให้แม่ออกไปนอกห้องรับแขกเพราะต้องการอยู่กับพ่อเพียงลำพังในห้อง ฉากนี้ Nina ทั้งงง ทั้งกลัว และคิดไปต่างๆในหัวว่า จะเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่จำต้องตามใจลูกสาว เธอจึงขับรถไปข้างนอก คราวนี้ Henrik เลยอยู่กับ Stine เพียงลำพังสองคน (และนี่คือฉากที่สร้างความไม่ไว้วางใจไปพร้อมความระทึก และสะกดคนดูจนคิดไปไกลได้สมบูรณ์แบบอีกฉาก) แล้วก็เป็นฉากนี้เองที่ผมต้องขอชื่นชมนักแสดงที่ชื่อ Troels Lyby ในบท Henrik มากๆกับสีหน้าหดหู่และเศร้าไปพร้อมความทรงจำในอดีตวัยเด็กของ Stine ที่เขาทบทวนให้ลูกสาวฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไอติมก้อนโตที่เธอชอบกินหรือการที่เขาสอนเธอว่ายน้ำตอนเธอยังเล็ก Henrik พยายามคงความสัมพันธ์พ่อลูกให้ดีที่สุดเพื่อที่ครอบครัวกลับมาสงบสุขเหมือนเดิม (สีหน้าเศร้าแบบกดดัน กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากผู้คนรอบข้างที่เขาต้องทนแบกรับ...หลังจากขึ้นศาลวันนั้น ได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาในฉากนี้หมด) แต่ลูกสาวกลับฟังและมองพ่อด้วยแววตาที่นิ่งบึ้ง สำหรับสภาพแวดล้อมต่างๆที่ Henrik ต้องทนรับ ผมขอยกตัวอย่างสักสามฉากที่ชอบนะครับ ฉากแรกคือ ตอนที่ Henrik และ Nina กำลังออกจากบ้านแต่เช้า พอทั้งสองเดินไปที่รถ ก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นรถเขาทั้งสองโดนสีกระป๋องพ่นเต็มคันว่า Pedophile ฉากที่สองก็คือ ตอนที่แฟนของ Pede (เพื่อนครูสอนไหว้น้ำของ Henrik) พาแฟนไปเที่ยวกับ Henrik และ Nina ด้วยกันสี่คน หลังจากเดินพูดคุยไปสักพัก แฟน Pede ทนเสแสร้งตีหน้าตายต่อไปไม่ไหวพร้อมระเบิดความในใจออกมาว่า เธอไม่ขออยู่ใกล้ Henrik เขาเปรียบเสมือนตัวจุดจุดจุดน่าขยะแขยงของสังคม ส่วนฉากสุดท้าย ก็คือ ฉากในโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ถึงวันที่ซ้อมกระโดดลงน้ำลึกเพื่อฝึกความกล้า ชั้นเรียนของเขามีแต่คนวัย 3-4 สิบเป็นส่วนใหญ่ และถึงคิวของหญิงวัยกลางคนคนต่อไปที่จะต้องกระโดด เธอจ้องหน้า Henrik อยู่นานแบบลังเลเพราะเขาจะคอยจับตัวนักเรียนในสระไม่ให้หลุดออกจากมือถ้าเผลอจมน้ำไป ทำยังไงเธอก็ไม่ยอมกระโดด (เพียงแต่เธอไม่พูดถึงเหตุและผล) ทุกคนเริ่มสังเกตสถานการณ์ระหว่างคนทั้งสอง ตรงนี้...หนังตีความได้มากกว่าหนึ่งประเด็นว่า จริงๆแล้ว เธอกลัวอะไรกันแน่ระหว่างความประหม่าระดับความลึกหรือความกลัวสิ่งที่อยู่ต่อหน้า (ผมชอบความรู้สึกไม่ชัดเจนแบบนี้ครับ)

และที่เด่นชัดที่สุดอีกอย่าง ก็คือ เป็นหนังที่ถ่ายบรรยากาศสระน้ำได้สะพรึง ระทึกตื่นเต้น และสร้างความไม่ปลอดภัยได้ทุกครั้งที่เห็น (ทั้งที่ไม่ใช่หนังสยองขวัญอะไรเลยจริงๆ) ตัวหนังสร้างความไม่น่าไว้วางใจบางอย่างผ่านเรื่องของ "น้ำ" ที่กำกับภาพออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุด (ยังไม่รวมถึงฉากที่นักเรียนทุกคนฝึกท่ากอดเข่าลอยตัวอยู่ผิวน้ำด้วย...โดยกล้องจับภาพบรรยากาศใต้น้ำได้ดีอีกเช่นกัน) นอกจากความเครียดต่างๆในเรื่องทั้งหมดแล้ว ยังมีฉากสนุกแฝงความเก็บกดเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง แม้มันจะเพียงชั่วครู่ก็ตามกับฉากในครัวที่ Nina และ Henrik กินอาหารด้วยกันสองคนตามลำพัง แล้วทั้งคู่ก็ปล่อยใจไปกับการกินแบบเลอะเทอะมูมมามไม่เกรงใจใคร...เหมือนร่วมกันทิ้งความทรงจำบางอย่างไปพร้อมกัน ก่อนจะมีปากเสียงกันเรื่องไปรับตัว Stine กลับมาเลี้ยง และมาถึงฉากสุดยอดในใจผมประจำเรื่องและประจำปีอีกฉากแบบคาดไม่ถึงว่า จะทรงพลังแบบหลอนกันเต็มเหนี่ยวเกินบรรยายขนาดนี้ (เรียกว่าเป็น "ฉากซูฮก" กันเลยสำหรับผม) เพราะไม่นึกว่า ผู้กำกับ Jacob Thuesen จะเสนอฉากนี้ออกมาและกำกับอารมณ์ได้ดีเยี่ยม นั่นคือ ฉากที่ Henrik นอนอยู่ข้าง Nina บนเตียง แล้วเขาก็เอียงตัวไปกระซิบข้างหูเธอเบาๆขณะที่เธอกำลังหลับอยู่ เสียงพึมพำของ Henrik ที่ข้างหู Nina ได้ความประทับใจผมระดับเวิรด์คลาสไปเลย และนี่เป็นหนังที่พูดถึงปัญหาสังคมหนักๆในปัจจุบันผ่านเทคนิคด้านภาพหม่นๆแบบเยือกเย็นโทนสีขาวดำทะมึนในฤดูหนาวที่พร้อมสะกดคนดู...ด้วยเนื้อหาที่ดูเป็นจริงได้ในทุกๆฉากครับ ขอชื่นชมนักแสดงทุกคนในเรื่อง อันดับหนึ่งไปเลย ก็คือ พ่อที่ต้องทนรับสภาพกดดันไว้อยู่คนเดียว Troels Lyby ในบท Henrik หรือ Sofie Gråbøl ในบท Nina ก็ตาม แม้แต่ฉากที่ Kirstine Rosenkrands Mikkelsen ในบท Stine นั่งจ้องพ่อในห้องรับแขกกันสองคน...ก็ยังเป็นภาพชวนติดตา
ไม่แปลกใจเลยที่หนังเรื่องนี้จะเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเทศกาลหนังเบอร์ลินเมื่อปีที่ผ่านมา (ถึงแม้จะไม่ได้รางวัลไป แต่ได้ความประทับใจผมไปแน่นอน) สุดท้ายครับ ชอบประโยคนี้ที่ Henrik หันไปถามเจ้าหน้าที่ศาล...ตอนอยู่นอกห้องไตร่สวน (ประมาณว่า ทำไมต้องพูดจาล่อหลอกผมเหมือนผมเป็นคนผิดด้วย) นั่นคือ "Is this a sophisticated way to tell me something?"




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2549
9 comments
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 14:14:40 น.
Counter : 1054 Pageviews.

 

ขอให้มีความสุข

คิดสิ่งใดให้สมปราถนา ทุกๆประการ

สุขภาพร่างกาย แข็งแรง

ร่ำรวย ยิ่งๆๆขึ้นไป

นะค่ะ

 

โดย: STAR ALONE (STAR ALONE ) 31 ธันวาคม 2549 0:24:00 น.  

 








สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอให้คุณจขบและครอบครัวมีแต่ความสุข
โรคภัยไม่มี
มีโชคมีลาภมีเงินมีทอง
รวยๆ เฮงๆ ตลอดปีและก้อตลอดไปค่ะ



 

โดย: icebridy 31 ธันวาคม 2549 0:50:39 น.  

 

น่าดูทั้งนั้นเลยครับ
โดยเฉพาะหนังจากโซนยุโรปตะวันออกแถบโปแลนด์ เชกฯ

ป.ล.
สวัสดีปีใหม่ 2550 ล่วงหน้าเลยนะครับ

 

โดย: กุมภีน 31 ธันวาคม 2549 8:35:36 น.  

 


ขอให้หลานตี๋มีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ นะคะ

สวัสดีปีใหม่ 2550 ค่ะ




 

โดย: ป้ามด 31 ธันวาคม 2549 9:13:42 น.  

 

ดี.มาส่งความสุข ส่งท้ายปลายปีนะคะ ขอบคุณที่นำเรื่องดีดีมาให้อ่านเสมอๆ

 

โดย: d__d (มัชชาร ) 31 ธันวาคม 2549 16:28:43 น.  

 

สวัสดีปีใหม่น่ะค่ะ
ขอให้มีความสุขมากๆๆๆๆ
สุขภาพแข็งแรง
คิดสิ่งใดก็ขอให้สมดังหวังน่ะค่ะ
Good Luck ๆๆๆ

 

โดย: PloyHub (PloyHub ) 31 ธันวาคม 2549 16:57:11 น.  

 

 

โดย: ;;;; IP: 222.123.29.119 26 มกราคม 2550 21:18:13 น.  

 

อยากทราบการใช้มุมมองของกล้อง ในแต่ละฉาก ว่าใช้กล้องในแนวใหน

 

โดย: ฟาอิส IP: 202.12.74.7 27 มิถุนายน 2550 8:42:53 น.  

 

ขอบคุุณครับ ชอบดูหนังสุดๆ
kitchenaidmixerblackfriday

 

โดย: aomzon (aomzon ) 10 ตุลาคม 2554 19:08:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.