แบร์แนแด็ท....น่ารัก....น่ารัก ขี้ลืม.....ขี้ลืม ...... หนังปายหนายหว่า buy แล้ววbuyอีก......... faith, hope and charity เฟศบุ๊ค http://www.facebook.com/bernadette.soubirous.3
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
28 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
"The Last Templar" (2009) :TV miniseries

ภาษาลาติน Veritas vos liberabit
The truth shall you free.
ความจริงทำให้ท่านเป็ฯอิสระ

ยอร์น John 8:32
32 ท่านจะรู้ความจริง และความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ
32 you will come to know the truth, and the truth will set you free.



The Last Templar กับสี่ชั่วโมง ที่ออกฉายทางทีวี สร้างจากหนังสือ นวนิยาย The Last Templar ในปี 2005 และออกอากาศทางทีวี ในปี 2009



The Last Templar trailer • rhitv.com


มีการจารกรรม สมบัติที่ทางพิพิธภันธ์ New York's Metropolitan Museum of Art ได้ขอยืมจากวาติกันมาแสดง




ผู้ร้ายแต่งตัวขี่ม้าในชุดของอัศวินเทมพลา ต้องการ เครื่องถอดระหัส เธสนักโบราณคดี ได้ใช้ crosier(ไม้เท้าในการทำพิธีของโป๊ป)ที่แสดงในงาน ทำร้ายคนร้ายได้รับบาดเจ็บ และเธส ได้กางเขนของคอนสแตนตินกลับคืนมา




cross(กางเขน)ที่มีความเชื่อกันว่า จักรพรรดิ์คอนสแตนติน พระองค์ถือมันไว้ในคืนที่พระองค์กลับใจทำพิธีล้างบาป ที่เชื่อกันว่าทำให้ จักรพรรดิ์คอนสแตนติน เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ เหล่าทูตสวรรค์ เป่าทรัมเป็ต
และกะมีผู้คนเชื่อศรัทธา มาถึงทุกวันนี้ และพ่อของเธส ตอนพบกางเขน ได้เจอแสงจ้าจากกางเขนของคอนสแตนตินขึ้นมา พ่อของเธสเชื่อและศรัทธา ในขณะที่เธสยังสงสัยอยู่


เธสได้แจ้งกะ FBI ว่า กางเขน Cross พ่อของเธอเป็นผู้ขุดหาเจอ บิล ฺBill นักโบราณคดีเพื่อนของพ่อเธอ เป็น จารกรรมเครื่องถอดระหัส

เธสได้ถ่ายรูปม้วนกระดาษ scroll ที่มีตัวอักษร แต่เครื่องถอดระหัสไม่มี FBI ใช้วิธี advanced X-ray ใช้ ท่อ nano carbon สร้างเป็ฯภาพ 3 มิติ (3D)
และกะถอดรูปแบบ copy ตัวถอดระหัสออกมาได้



พฤษภา 1291 เหล่าอัศวิน เราเสียกรุงเยรูซาเร็มไปแล้ว เหล่าอัศวินได้หลบหนี และทิ้งระหัสที่เชื่อว่าคือสมบัติคือ คำว่า วิหารฟอลคอน Falcon temple Fon ภาษาลาตินคือบ่อน้ำ เมืองที่พวกเทมพลาไปต้องมีต้นวิลโลว์และบ่อน้ำ Fon-salis ตำแหน่งที่อยู่ในช่วงนั้นอยู่ในการ ปกครองของอ๊อตโตมาน Al ldrissi เป็นนักเดินทาง นักภูมิศาสตร์ ในช่วง 1100-1166 และเป็นนักเขียนแผนที่ ได้เขียนแผนที่ระบุไว้ คือเมือง Sogut cesme koyu ซึ่งแปลว่า บ่อน้ำและวิลโลว์ ในในภาษา ตุรกี



และสมบัติที่เจอ นั้นคือ astrolab มันคือเครื่องวัดดวงดาวยุคแรก มันบอกตำแหน่งของสมบัติ
ไฮพาเชียนักปรัชญาผู้หญิงและนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียง Hypachia เป็นผู้ประดิษฐ์มันขึ้นมา

และ astrolab ถูกทำลาย Bill จำแหน่งของมันได้ มันอยู่กลางทะเล เมดิเตอเรเนียน ที่เรือของอัศวินเทพลาได้จมลง และสมบัติที่แท้จริงก็คือ The gospel of Jeshua ซึ่งที่พวกเค้าเชื่อกัน

แต่แท้ๆๆจริงแล้ว The gospel of Jeshua คือพวกอัศวินเทพลาทำมันขึ้นมาเอง ...ไม่เคยมีจริง ที่สำคัญให้ศตรูคิดว่าเป็นของจริง และพวกเค้ามองว่า การยุติการเกลียดกันและกันด้วยสิ่งนี้



สิ่งที่ Film สื่อได้อย่างสมัยใหม่ ในตอนที่ FBI อดของที่ชอบ 40 วัน
ในเทศการมหาพรต

FBI...อดกาแฟ...คำหยาบ...ช๊อคโกแล๊ต...การปล่อยคาร์บอน 40 วัน(ของที่ชอบ)ในเทศกาลมหาพรต

การปล่อยคาร์บอน กะอยู่ในบาปสมัยใหม่ ประการที่ 1
วาติกันแถลงเรื่อง “บาปหนักสมัยใหม่ 7 ประการ” ว่าเป็นผลพวงของยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งยากที่ใครจะหยุดกระแสนี้ได้ คือ

1. มลภาวะด้านสภาพแวดล้อม (Environmental Pollution)

Source http://ccbkk.catholic.or.th/
bacomsorn/ba51.html

พ่อของเธสได้เจอกางเขนคอนสแตนติน ...และเคสกะได้เจอคอนสแตนตินเช่นกัน
ตอนที่หาสมบัติของอัศวินเทพลาและพายุถล่ม มองดูแล้วไม่มีใครรอดมาได้
เธสได้เจอกับ บาทหลวงคุณพ่อชื่อ คอนสแตนติน ที่ช่วยเธสไว้
และมันคือความศรัทธา เป็ฯครั้งแรกของเธส ที่สวดวอนขอ God ให้ FBI ได้รอดชีวิต


สิ่งที่ Film พูดถึงอีก เรื่อง Latin Kingdom of Jerusalem



ราชอาณาจักรเยรุซาเล็ม หรือ ราชอาณาจักรละตินแห่งเยรุซาเล็ม[1] (อังกฤษ: Kingdom of Jerusalem หรือ Latin Kingdom of Jerusalem) เป็นอาณาจักรคริสเตียนที่ก่อตั้งในบริเวณลว้าน (Levant) ในปี ค.ศ. 1099 หลังสงครามครูเสดครั้งที่ 1 และยืนยงต่อมาร่วมสองร้อยปีจนถึงปี ค.ศ. 1291 เมื่อเอเคอร์ดินแดนสุดท้ายที่เป็นของอาณาจักรถูกทำลายโดยมามลุค (Mamluk)

ในระยะแรกราชอาณาจักรเป็นเพียงกลุ่มเมืองใหญ่และเล็กที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ระหว่างสงครามครูเสด ในสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดอาณาบริเวณที่ปัจจุบันคืออิสราเอล และอาณาดินแดนปาเลสไตน์ (Palestinian territory) ที่ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณเลบานอนปัจจุบันไปจนถึงทางเหนือของทะเลทรายไซนายทางด้านไต้ ไปยังจอร์แดน และซีเรียทางด้านตะวันออก ระหว่างนั้นก็มีการพยายามที่จะขยายดินแดนไปยังฟาติมิยะห์ (Fatimid) อียิปต์ นอกจากนั้นพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรเยรุซาเล็มก็ยังมีอำนาจบางอย่างเหนืออาณาจักรครูเสดอื่นๆ, ตริโปลี, อันติโอค, และเอเดสสา

ประเพณีและระบบต่างที่ใช้ในอาณาจักรนำมาจากยุโรปตะวันตกกับนักการสงครามครูเสด ระบบการปกครองและความเกี่ยวดองกับยุโรปเป็นไปตลอดอายุของอาณาจักร แต่เมื่อเทียบกับอาณาจักรในยุโรปแล้วราชอาณาจักรเยรุซาเล็มก็เป็นเพียงอาณาจักรที่ค่อนข้างเล็กและมักจะขาดการหนุนหลังทางด้านการเงินและทางการทหารจากยุโรป ราชอาณาจักรเยรุซาเล็มมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชอาณาจักรข้างเคียงมากกว่าเช่นราชอาณาจักรอาร์มิเนียแห่งซิลิเซีย (Armenian Kingdom of Cilicia) และจักรวรรดิไบแซนไทน์ ที่ได้รับอิทธิพลตะวันออกมา นอกจากนั้นก็ยังได้รับอิทธิพลจากระบบมุสลิม แต่ทางด้านสังคมแล้วผู้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรจากยุโรปตะวันตกแทบไม่มีการติดต่อกับมุสลิมหรือชนคริสเตียนท้องถิ่นที่ปกครองเลย

ในระยะแรกฝ่ายมุสลิมไม่มีความสนใจกับราชอาณาจักรเยรุซาเล็มเท่าใดนักจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 12 เมื่ออาณาจักรของมุสลิมเริ่มแข็งตัวขึ้นและเริ่มยึดดินแดนที่เสียไปคืนอย่างเป็นจริงเป็นจัง เยรุซาเล็มเสียแก่ซาลาดินในปี ค.ศ. 1187 และเมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ดินแดนของราชอาณาจักรก็เหลือเพียงแถบตามแนวฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนพร้อมกับเมืองสำคัญๆ สองสามเมือง ในช่วงนี้ราชอาณาจักรที่บางครั้งก็เรียกว่า “ราชอาณาจักรเอเคอร์” ก็ปกครองโดยราชวงศ์ลูซิยัน (Lusignan) ของนักครูเสดจากราชอาณาจักรไซปรัส และมีความสัมพันธ์ดีกับทริโปลี, อันติออคและอาร์มีเนีย และได้รับอิทธิพลจากสาธารณรัฐเวนิส และสาธารณรัฐเจนัว และจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกันอาณาจักรมุสลิมรอบข้างก็รวมตัวกันภายใต้ราชวงศ์อัยยูบิด (Ayyubid) และต่อมาราชวงศ์มามลุคของอียิปต์ ราชอาณาจักรเยรุซาเล็มจึงกลายเป็นเบี้ยประกันของการสงครามและการเมืองในบริเวณนั้น ที่ตามมาโดยการโจมตีโดย คแวเรซเมียน (Khwarezmians) และจักรวรรดิโมกุลราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในที่สุดก็ถูกมามลุคสุลต่านไบบาร์ส (Baibars) และอัล-อัชราฟ คาลิล (al-Ashraf Khalil) ยึดดินแดนที่เหลืออยู่ทั้งหมดได้ รวมทั้งการทำลายเอเคอร์ในปี ค.ศ. 1291

[แก้] อ้างอิง
^ CATHOLIC ENCYCLOPEDIA: Latin Kingdom of Jerusalem[1]
Source : wiki- Latin Kingdom of Jerusalem



Source :http://media-2.web.britannica.com
/eb-media/57/19157-004-93CA895B.jpg
ไฮพาเทีย ผู้ประดิษฐ์ astrolab มันคือเครื่องวัดดวงดาวยุคแรก

และ ไฮพาเทีย (Hypatia)
น่าจะเป็นสตรีคนแรกที่เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาทั้งทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เธอเป็นลูกสาวของนักคณิตศาสตร์และนักปรัชญานามทีออนแห่ง อเล็กซานเดรีย ไฮพาเทียเกิดที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ เมื่อประมาณ 370 ปีก่อนคริสตกาล พ่อของเธอเป็นผู้ถ่ายทอดศาสตร์ทางการคำนวณและความเป็นนักคณิตศาสตร์ให้กับเธอ ด้วยอัจฉริยภาพที่เธอมี ก็อาจกล่าวได้ว่าเธอเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมกว่าพ่อของเธอเสียอีก และไม่เพียงพรสวรรค์ทางคณิตศาสตร์เท่านั้น เธอยังได้อุทิศตัวในการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์และปรัชญา ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าเธอได้ทำวิจัยทางคณิตศาสตร์ แต่ไฮพาเทียเป็นผู้รับผิดชอบในการค้นคว้าและรวบรวมความรู้ต่างๆ ตั้งแต่สมัยแรกเริ่ม เธอถือเป็นบรรณาธิการที่ยอดเยี่ยมที่ยังรักษางานทางการคำนวณยุคแรกไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เธอได้เขียนบทความเกี่ยวกับการศึกษาระบบจำนวนเชิงซ้อนของไดโอพาทัส, ทฤษฎีภาคตัดกรวยของอะพอลไลซ์และงานทางด้านดาราศาสตร์ของพโทเลมี แต่โชคร้ายที่งานทั้งหมดของเธอสูญหายไป เหลือเพียงหัวข้อเรื่องและเอกสารที่อ้างอิงบางส่วนจากงานของเธอเท่านั้น

ไฮพาเทียสามารถพูดในที่สาธารณะได้อย่างคล่องแคล่ว สละสลวยและชัดเจน ทำให้การบรรยายเกี่ยวกับปรัชญาทุกครั้งของเธอได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก เธอได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงสังคม และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เธอได้เป็นผู้ดูแลโรงเรียนพลาโต (Platonist School) ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งปรัชญาในอเล็กซานเดรีย จากการสอนวิชาคณิตศาสตร์และปรัชญาของเธอก็ทำให้พบว่านอกจากเธอจะเป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์และนักปรัชญาที่ยอดเยี่ยมแล้ว เธอยังเป็นครูที่มีเสน่ห์ในการสอนมากอีกด้วย

แต่แล้วก็เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นเมื่อไฮพาเทียได้ถูกจับตัวไปทำร้ายและถูกฆาตกรรม โดยที่ร่างของเธอถูกแยกชิ้นส่วนและส่งไปยังที่ต่างๆ ทั่วเมือง เชื่อว่าสาเหตุนั้นมาจากมีผู้อิจฉาในความฉลาดและความเป็นบุคคลสำคัญของไฮพาเทีย การตายของไฮพาเทียจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของเมืองอเล็กซานเดรีย เพราะผู้ที่มีการศึกษาต่างหวาดกลัวและพากันออกจากเมือง ซึ่งเป็นเหตุให้บทบาทของเมืองอเล็กซานเดรียในฐานะศูนย์กลางทางการศึกษาต้องปิดฉากลงไปโดยปริยาย

Source:http://www.baanmaha.com/community/
23758-%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2-hypatia.html


Ancient Warriors - The Knights Templar 1/3


อัศวินเทมพลาร์ อัศวินแห่งความลี้ลับ เป็นกลุ่มอัศวินคริสเตียนในสงครามครูเสดที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มระบบธนาคาร และมีจุดจบอันแสนเศร้าสลด แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังมีข่าวลือ และตำนานเกี่ยวกับอัศวินกลุ่มนี้เล่าลือกันในวงกว้าง

ประวัติ
อัศวินเทมพลาร์ ก่อตั้งขึ้นหลังจากสงครามครูเสดครั้งแรกไม่นาน ปี 1119 Hughes de Payens ชนชั้นสูงจากฝรั่งเศส พร้อมกับอัศวินผู้ติดตามอีก 8 คน ก่อตั้งกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายในการปกป้องผู้แสวงบุญในดินแดนศักดิ์สิทธิ กษัตริย์ Baldwin II แห่งเยรูซาเลม ได้อนุญาตให้ทั้ง 9 คนไปอาศัยอยู่ที่บริเวณทิศใต้ของ Temple Mount ซึ่งทั้งชาวคริสต์และอิสลามถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ

ชาวคริสต์เชื่อกันว่าโบสถ์นี้ตั้งอยู่บนซากปรักพังของ Temple of Solomon ในคัมภีร์ไบเบิล และสำหรับชาวมุสลิม กาหลิบ Abd al-Malik เคยสร้าง วิหาร Dome of the Rock ซึ่งภายในบรรจุก้อนหินที่ศาสดามูฮัมหมัดได้รับจากสวรรค์ ณ ที่ตรงนี้

Ancient Warriors - The Knights Templar 2/3




ซึ่งการที่อัศวินเทมพลาร์มาอาศัยอยู่ในสถานที่สำคัญทางศาสนาอย่างยิ่งยวดเช่นนี้ ทำให้ในภายหลัง กลายเป็นบ่อเกิดของตำนานต่างๆนานา ของKnights Templar ที่เล่าลือกันว่า พวกเขา "พบ"อะไรบางอย่างใต้ซากวิหาร

พวกอัศวินเทมพลาร์ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ประทังชีวิตด้วยของบริจาค จึงได้รับการขนานนามว่า อัศวินผู้ยากไร้ และหลังจากที่อัศวินเทมพลาร์ไปอาศัยอยู่ในสถานที่ ที่เชื่อกันว่าเคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์ Temple of Solomon จึงได้รับการขนานนามอีกว่า อัศวินแห่งโบสถ์โซโลมอน

9 ปีต่อมา เชื่อเสียงของอัศวินผู้สมถะผู้อุทิศตัวเพื่อปกป้องผู้แสวงบุญ และผลงานดีเด่นต่างๆ แพร่เข้าไปในยุโรป มีผู้บริจาคทรัพย์สินเงินทองมากมาย ทั้งที่ดิน และเงินทองไหลบ่าสู่พวก Knights Templar มากมาย ชนชั้นสูงชาวยุโรปหลายคนยังส่งลูกหลานของตัวเองให้เข้าร่วมกลุ่มด้วย Knights Templar จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว และในปี 1139 อัศวินเทมพลาร์ได้รับเกียรติยศอันสูงสุด เมื่อพระสันตปาปา อินโนเซนต์ที่ 2 ประกาศให้พวกอัศวินเทมพลาร์อยู่เหนือกฎหมายของทุกประเทศ ไม่ต้องเสียภาษี และสามารถเดินทางผ่านดินแดนใดก็ได้โดยมิให้ผู้ใดขัดขวาง

ถึงแม้อัศวินเทมพลาร์จะเป็นกลุ่มที่เน้นหนักไปในด้านการทหาร แต่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักรบ แต่มีหน้าที่คอยบริหารจัดการทรัพย์สินต่างๆ และอำนวยความสะดวกให้กับนักรบ โดยในกลุ่มอัศวินเทมพลาร์แบ่งออกเป็น 4 ส่วน - อัศวิน ถูกฝึกฝนในแบบของทหารม้าหนัก แต่งกายด้วยสีขาวและสัญลักษณ์กางเขนสีแดง - sergeants มาจากชนชั้นที่อยู่ต่ำกว่าอัศวิน ทำหน้าที่ในฐานะทหารม้าเบา พวกนี้จะสวมชุดสีน้ำตาล - the serving brothers ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินของกลุ่ม และทำหน้าที่ติดต่อค้าขาย -the chaplains พระที่ทำหน้าที่ทางจิตวิญญาณและทางศาสนาให้กลุ่ม

Ancient Warriors - The Knights Templar 3/3


พวกอัศวินเทมพลาร์เข้าร่วมสมรภูมิสำคัญๆในดินแดนแถบนี้ในฐานะกองทหารชั้นยอด และยังเคยเข้าร่วมกับกองทัพของ Louis VII แห่งฝรั่งเศส และ King Richard I แห่งอังกฤษ ในการรบในดินแดนปาเลสไตน์

ระบบธนาคาร
อัศวินเทมพลาร์มีทรัพย์สินจำนวนมหาศาล และเริ่มให้ผู้แสวงบุญชาวเสปนยืมเงินสำหรับใช้เดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิในปี 1135

ปี 1150 Knights Templar ก็เริ่มใช้ระบบใหม่ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของระบบธนาคาร นั่นคือ เมื่อมีผู้แสวงบุญในยุโรปประสงค์จะเดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิ พวกเขาจะนำทรัพย์สินทั้งหมดของตนไปฝากไว้กับฐานของอัศวินเทมพลาร์ในประเทศของตน ซึ่งทางอัศวินเทมพลาร์จะออกใบเสร็จซึ่งจดบันทึกรายการทรัพย์สินที่ฝากเอาไว้ให้ผู้แสวงบุญติดตัวไป และเมื่อผู้แสวงบุญกำลังเดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิ หากต้องการใช้เงินเมื่อไหร่ ก็นำใบเสร็จนี้ไปยื่นต่ออัศวินเทมพลาร์ที่เจอระหว่างทาง และเอาทรัพย์สินของตนออกมาใช้ได้ ด้วยวิธีนี้ผู้ แสวงบุญจะปลอดภัยจากการถูกปล้นชิงกลางทาง เพราะไม่ได้นำของมีค่าติดตัวไปด้วย (แถมยังทำให้อัศวินเทมพลาร์มีทรัพย์สินเพิ่มอีกอื้อซ่า)

นอกจากมีระบบฝากเงินแล้ว ด้วยความร่ำรวยของอัศวินเทมพลาร์จึงมีหลายต่อหลายคนในยุโรปเข้ามาขอยืมเงิน ไม่ว่าจะเป็นขุนนางมายืมเงินเพื่อไต่เต้าตำแหน่ง แม่ทัพยืมเงินไปสร้างกองทัพ พ่อค้ายืมเงินไปทำธุรกิจ แม้แต่พระก็ยังมายืมเงินจากอัศวินเทมพลาร์เนื่องจากการคิดดอกเบี้ยเป็นเรื่องต้องห้ามของศาสนจักร พวกอัศวินเทมพลาร์จึงไม่ได้คิดดอกเบี้ย แต่คิด"ค่าเช่า"แทน

อัศวินเทมพลาร์กลายเป็นกลุ่มที่ร่ำรวยและมีอำนาจอย่างมาก ครอบครองที่ดินทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง สร้างปราสาทและโบสถ์มากมาย มีฟาร์มหลายแห่ง ค้าขายสินค้าทั้งส่งออกและนำเข้า มีกองทัพเรือของตัวเอง และครอบครองเกาะไซปรัสทั้งหมด


Lost Worlds: The Knights Templar (2006) (Part 1 of 5)

ล่มสลาย
เมื่อกรุงเยรูซาเลมพ่ายต่อสุลต่าน ซาลาดิน การสนับสนุนจากยุโรปก็ตกต่ำลง ในช่วงท้ายปี 1300 กษัตริย์ ฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ได้ยืมเงินจำนวนมากจากอัศวินเทมพลาร์เพื่อใช้ในการทำสงครามกับอังกฤษ แต่ไม่มีเงินพอที่จะใช้คืนได้ เลยหาเหตุเบี้ยวนี้ สั่งสอบสวนผู้นำของ Templar Grand Master Jacques de Molay ในฐานะเป็นพวกนอกรีต ซึ่งเจ้าตัวให้การปฏิเสธ

ในวันศุกรที่ 13 ปี 1307 ฟิลิปจับกุมตัวสมาชิกอัศวินเทมพลาร์ทั้งหมดในฝรั่งเศส กล่าวหาว่าพวกอัศวินเทมพลาร์บูชาปีศาจบาโฟเมต เป็นพวกนอกรีต และสั่งประหาร ซึ่งทำให้ฟิลิปรอดพ้นจากการเป็นหนี้พวกอัศวินเทมพลาร์ซ้ำฟิลิปยังยึดทรัพย์สินของพวกอัศวินเทมพลาร์ทั้งหมดในฝรั่งเศส

Lost Worlds: The Knights Templar (2006) (Part 2 of 5)




ด้วยแรงกดดันจากฟิลิป พระสันตปาปาคลีเมนต์จึงสั่งยุบกลุ่มอัศวินเทมพลาร์ที่ดินของอัศวินเทมพลาร์ถูกโอนไปให้พวก Hospitallers และพวกผู้นำในยุโรปก็เอาตามอย่างฟิลิป ประกาศให้พวกอัศวินเทมพลาร์เป็นพวกนอกรีตและยึดทรัพย์สิน ในปี 1314 ผู้นำของอัศวินเทมพลาร์ทั้ง 3 คน ถูกจับเผาทั้งเป็น

พวกสมาชิกที่เหลือในยุโรปถูกตามจับไปสอบสวนโดยผู้สอบสวนของพระสันตปาปา (ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รอด) บางคนหนีไปเข้าร่วมกับกลุ่มอื่นเช่น Order of Christ และ Knights Hospitaller พวกอัศวินเทมพลาร์จึงล่มสลายลง

ถึงแม้อัศวินเทมพลาร์จะล่มสลายลง แต่ยังคงทิ้งปริศนาเอาไว้หลายอย่าง เช่น เกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกอีก 100 คนที่ยังหลงเหลือในยุโรป กองเรือของพวก อัศวินเทมพลาร์หายไปใหน บันทึกที่จดบันทึกบัญชีการค้าและทรัพย์สินของอัศวินเทมพลาร์หายไปใหน หรือมันไม่เคยมีอยู่มาตั้งแต่แรกแล้ว

Lost Worlds: The Knights Templar (2006) (Part 3 of 5)



[แก้] ตำนาน
ในปัจจุบันมีตำนานเล่าลือของพวกอัศวินเทมพลาร์อยู่ทั่วไป และกลายเป็นปริศนายอดฮิตที่มักมีคนนำไปแต่งนิยายหรือภาพยนตร์เสมอ ตำนานที่พูดถึงมากๆก็มีดังนี้

Lost Worlds: The Knights Templar (2006) (Part 4 of 5)



ฐานบัญชาการในตำนาน

ตามประวัติ พวกอัศวินเทมพลาร์ตั้งฐานบัญชาการแห่งแรกใกล้ๆ Temple Mount ซึ่งถือเป็นสถานทีศักดิ์สิทธิของคริสเตียน ยิว และมุสลิม

เชื่อกันว่าTemple Mount ตั้งอยู่บนซากปรักหักพังของโบสถ์โซโลมอนในไบเบิล มีคำล่ำลือมากมายเกี่ยวกับโบสถ์นี้ว่า เป็นสถานที่เก็บวัตถุศักดิ์สิทธิยิ่งยวดเอาไว้ เช่น เป็นสถานที่เก็บ หีบแห่งพันธสัญญา ที่โมเสสใช้ติดต่อกับพระเจ้า บางตำนานก็ว่ามีอุโมงค์ลับใต้วิหารซึ่งเป็นที่เก็บ ชิ้นส่วนของไม้กางเขนที่ใช้ตรึงพระเยซู บางตำนานก็กล่าวว่าในนั้น เก็บเอกสารสำคัญบางอย่างที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเยซู ด้วยเหตุหลายคนจึงเชื่อกันว่า พวกอัศวินเทมพลาร์พบเจออะไรบางอย่างในโบสถ์นั้น และสิ่งนั้นทำให้ Knights Templar ก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกว่าตำนานเหล่านี้จะเป็นจริง

นักวิชาการบางคน เช่น Hugh J. Schonfield มีข้อสันนิษฐานว่า พวกอัศวินเทมพลาร์อาจไปเจอคัมภีร์โบราณ Copper Scroll "ม้วนบันทึกทองแดง" ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้พวก Knights Templar ถูกข้อกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต (คัมภีร์ Copper Scroll คือส่วนหนึ่งของคัมภีร์อื้อฉาวแห่งศาสนาคริสต์ นั่นคือคัมภีร์ Dead Sea Scrolls"ลิลิตเดดซี" ซึ่งมีการค้นพบในถ้ำคูมรัน คาดการ์ณกันว่าเป็นคัมภีร์ไบเบิลยุคแรกสุดจากยุคโรมัน ซึ่งมีเนื่อหาบางส่วนแตกต่างจากไบเบิลในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทางวาติกันปฏิเสธเนื้อหาในคัมภีร์นั้นว่าไม่เป็นความจริง และมีข่าวลือว่าทางวิติกันพยายามเข้ามาแทรกแซงไม่ให้มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ)

ตำนาน ศุกร์ที่ 13

หลายคนเชื่อว่า ความเชื่อที่ว่าวันศุกร์ที่ 13 เป็นวันโชคร้าย มีสาเหตุมาจากที่พวกอัศวินเทมพลาร์ถูกจับในข้อหาเป็นพวกนอกรีตในวันศุกร์ที่ 13 นี่เอง

Lost Worlds: The Knights Templar (2006) (Part 5 of 5)



[แก้] ผู้อ้างว่าเป็นผู้สืบทอด
มีสมาคมหลายสมาคมในยุโรป อ้างว่าเคยติดต่อและเกี่ยวข้องกับอัศวินเทมพลาร์เช่น สมาคม Freemasonry ซึ่งรับธรรมเนียมปฏิบัติและพิธีกรรมมากจากพวกKnights Templar ซึ่งเน้นหนักไปในด้านการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

และยังมีสมาคมอีกหลายกลุ่ม อ้างว่าตนเองสืบทอดมาจากพวกอัศวินเทมพลาร์เช่น Order of the Solar Temple ซึ่งไม่มีหลักฐานใดๆยืนยันข้ออ้างนี้

Source: Wiki- อัศวินเทมพลาร์





Create Date : 28 กรกฎาคม 2552
Last Update : 29 กรกฎาคม 2552 21:02:31 น. 6 comments
Counter : 1115 Pageviews.

 
สวัสดีครับ นู๋แบร์
มีเทศกาลมหาพรต 40 วันอดอาหารที่ชอบ คิดถึงเทศกาลกินเจบ้านเรา สิบกว่าวัน ยังทำไม่ค่อยได้เลยครับ
ดูจากคลิปตัวอย่างของ มินิซีรีย์ The Last Templar ตัวผู้ร้ายขี่ม้า นี่ดูโหด น่ากลัวดีครับ มิล่า ซอร์วิโน ยังสวยเหมือนเดิม


โดย: dj booboo วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:38:12 น.  

 
สวัสดีครับ นู๋แบร์
มีเทศกาลมหาพรต 40 วันอดอาหารที่ชอบ คิดถึงเทศกาลกินเจบ้านเรา สิบกว่าวัน ยังทำไม่ค่อยได้เลยครับ
ดูจากคลิปตัวอย่างของ มินิซีรีย์ The Last Templar ตัวผู้ร้ายขี่ม้า นี่ดูโหด น่ากลัวดีครับ มิล่า ซอร์วิโน ยังสวยเหมือนเดิม



โดย: dj booboo วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:38:12 น.

ตอบ งั๊บ เหมือนกันงั๊บพี่ดีเจ แบร์ ถือมะค่อยได้อะงั๊บบ เรื่องถือศีลอดงะ

ดูจากคลิปตัวอย่างของ มินิซีรีย์ The Last Templar ตัวผู้ร้ายขี่ม้า นี่ดูโหด น่ากลัวดีครับ

ตอบ งั๊บบ ชอบ Film ทีวี ชอบย้อนถึงฟามหลัง ตอนอาณาจักรลาตินแห่ง เยรู่ซาเล็มแตกอะงั๊บ

มิล่า ซอร์วิโน ยังสวยเหมือนเดิม
ตอบ ยังแจ่ม น่ารักเหมือนเดิมงั๊บบ




โดย: Bernadette วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:37:59 น.  

 
ท่าทางน่าดูเนอะ ชอบพวกแบบประวัติศาสตร์อย่างเนี้ย

ไม่เคยได้ยินชื่อ "ไฮพาเทีย"มาก่อนแฮะ


โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:32:36 น.  

 
ท่าทางน่าดูเนอะ ชอบพวกแบบประวัติศาสตร์อย่างเนี้ย

ไม่เคยได้ยินชื่อ "ไฮพาเทีย"มาก่อนแฮะ



โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:32:36 น.

ตอบ กะไฮพาเทีย และ นักปรัชญาในสมัยโน้นงะ ปรัชญาตริม กะพอๆๆ ทางกรีกแถวๆนั้น GODS เติม Sเยอะดี

เออลืมใส่เรื่องเทมพลาแฮะ เดี๊ยวไปเติม

เอารูปมาฝากคุณนายรัชชี่คนสวยยยยค่ะ


น่ากินน่ากิน



ลูกอารายกะไม่รู้น่ากินจังเล๊ยย กินได้กินไปแล้วว


กล้องดีชัดเตอร์ไว แง๊บ

Yael Naim new soul


โดย: Bernadette วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:51:10 น.  

 
สวัสดีค่ะ เพิ่งได้เข้าบลอคมา เลยแวะมาทักทายค่ะ


โดย: Toon16 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:44:53 น.  

 
สวัสดีค่ะ เพิ่งได้เข้าบลอคมา เลยแวะมาทักทายค่ะ



โดย: Toon16 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:44:53 น.

ตอบ ทักทาย ทักทาย มีอาไรให้อ่านม้างง


โดย: Bernadette วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:58:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Bernadette
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




In the name of the Father, and of the Son, and of the Holy Spirit

The Ave Maria asks Mary to "pray for us sinners."

Amen

PaPa for all Father W e pray year of priests.



Card Michael Michai Kitbunchu, Archbishop of Bangkok, is the first member of the College of Cardinals from Thailand.

source :http://www.asianews.it/news-en/Michai-Kitbunchu,-first-cardinal-from-Thailand-3038.html

พระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู คณะเชนต์ปอล part1

ฺBishop ฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช พิธีรับPallium Metropolitans Bangkok Thailand >

สารคดี เทศกาลแห่ดาว สกลนคร Welcome
Sakonnakorn Christmas Thailand
Metropolitans Tarae Sakornakorn Thailand


Orchestra and four vocal Choir - *Latin* Recorded for the Anniversary of the Pope Benedict XVI April 19 This is the Anthem of the Vatican City. The Songs are called Inno e Marcia Pontificale ...

We are Catholic.

หน้าเฟส อัพรูป หาที่อัพรูปใหม่อยู่ http://www.facebook.com/bernadette.soubirous.3


MusicPlaylist
MySpace Music Playlist at MixPod.com

Friends' blogs
[Add Bernadette's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.