Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
31 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
เส้นทางสายหนึ่ง ... สู่ร้อยเอ็ด


มีโอกาสได้เดินทางไกลอีกครั้ง  ครั้งนี้เราจะไปภาคอีสานกัน จุดหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ไปทำงานวันนึงที่เหลือถือเป็นกำไรชีวิตเก็บเกี่ยวระหว่างทาง ขับกันไปเรื่อย ๆ ไม่รีบไม่ร้อน เช้าวันเดินทางอากาศเย็นสบาย ดูอุณหภูมิในรถอยู่ที่ 22 องศา เท่านั้น เป็นช่วงอุณหภูมิทางภาคเหนือและอีสานลดลง หวังว่าเราคงได้ไปสัมผัสอากาศหนาว ๆ 

ก่อนไปหาข้อมูลจังหวัด ร้อยเอ็ดว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ที่ขึ้นชื่อเห็นจะมี "พระมหาเจดีย์ชัยมงคล" ถ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติไม่ค่อยมีเท่าไหร่


เก็บบรรยากาศระหว่างการเดินทาง ถนนหนทาง เส้นทางที่เรากำลังจะไป ได้อารมณ์ของการเดินทางดี เราใช้เส้นทางกาญจนาภิเษกวงแหวนตะวันออก แวะทานอาหารเช้ากันแถว ๆ วังน้อย อยุธยา ที่ "ร้านข้าวแกงบ้านสวน" มาครั้งก่อนเห็นมีตลาดน้ำกำลังเปิดใหม่ ชื่อ "ตลาดน้ำบัวชม" วางแผนว่าถ้าผ่านเส้นนี้อีกไม่พลาดแน่ ๆ แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะว่าเค้ายังสร้างไม่เสร็จ ดูแล้วก็ใกล้แล้วล่ะจะเปิดประมาณเดือนกุมภานี้ป้ายเขียนไว้เช่นนั้น เดินทางกันต่อผ่านเขื่อนลำตะคอง บรรยากาศน่านั่งกินส้มตำจริงแต่ไม่ได้แวะ  ส่วนเป้าหมายที่จะแวะระหว่างทางคือ "วัดสรพงษ์"



อุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรมรังสี) หรือที่รู้จักเรียกกันว่า "วัดสรพงษ์" เคยแวะมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งที่แล้วคนยังไม่เยอะมากเท่าไหร่ มาครั้งนี้ที่จอดรถเต็มไปหมด มีหลายทัวร์ ทั้งทัวร์นักเรียน ทัวร์นักท่องเที่ยว 

ท้องฟ้ากำลังสวย มุมนี้ไม่ค่อยมีคน  เพราะเค้าไม่ให้เข้า เราเลยเลือกมาเก็บภาพมุมนี้ก่อน มีคนสวนเรียก บอกว่าทางนั้นเข้าไม่ได้ คงกลัวเราจะลัดสนาม เลยตอบกลับไปว่าถ่ายรูปเฉย ๆ ค่า ... เค้าก็โอเค 

ป้ายบอกทางไปนมัสการหลวงพ่อโต กำลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติม ผู้คนที่มาบางส่วนก็มานมัสการหลวงพ่อโต บางส่วนก็มาชมความสวยงามของสถานที่ บางส่วนก็มาทัศนศึกษา โรงทานไม่ต้องพูดถึงต่อแถวคิวยาวเหยียด ได้ข่าวว่าราดหน้าอร่อย เสียดายไม่ได้ลิ้มลอง


ด้านนี้อยู่ติดรั้วฝั่งถนนหลัก มีสนามหญ้าเป็นลานกว้าง เด่นตระหง่านมาแต่ไกล ที่แห่งนี้ก่อตั้งด้วยแรงศรัทธานำโดยคุณสรพงษ์  ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นวิหารที่สวยงาม ประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)


เดินมาอีกด้าน เห็นทุ่งทานตะวันเหลืองอร่ามมาแต่ไกลดอกใหญ่ดูสมบูรณ์ดี เต็มไปด้วยผู้คนต่างก็ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก มาสายไปหน่อยใกล้จะเที่ยงแล้ว ทานตะวันเริ่มหน้างอ


วิหารนี้อยู่ท่ามกลางทุ่งทานตะวัน สวยงามทีเดียว ยังสร้างไม่เสร็จดี


เดินผ่านสะพานเพื่อไปนมัสการหลวงปู่โต มองผ่านจากบ่อน้ำที่มีการประดับประดาด้วยไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม ด้านหน้าวิหาร มีการแปลอักษรด้วยดอกไม้บนผืนหญ้า "สวัสดีปีใหม่ 2556"


การจัดสวน  รวมถึงประติมากรรมที่ถูกจัดวางไว้ได้อย่างลงตัว ให้ความร่มรื่น เย็นสบาย มีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ เพลิดเพลินกับการดูหงส์ว่ายน้ำไปมา อยู่กันซักพักก็เดินทางกันต่อ


หากาแฟสดเย็น ๆ ให้ชื่นใจ เห็นร้านกาแฟเล็ก ๆ "February Coffee" ตกแต่งร้านน่ารักดี แต่แอบขำนิดนึงตอนจ่ายตังค์ ถามทางไปห้องน้ำ เธอไหว้ขอบคุณไม่ยอมบอก เอ๋อไปชั่วครู่ เพิ่งถึงบางอ้อ อ๋อนึกว่าเราติ๊บ 55 โอเคเลยตามเลย

เข้าเขตอำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา คุ้นกับปราสาทหินพิมาย เคยมาครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แต่ก่อนจะเลี้ยวเข้าปราสาทหินพิมาย ผ่าน "ร้านก๋วยเตี๋ยวเป่าปาก" สันนิษฐานว่ารสชาดคงเผ็ดจัด ขอลองซะหน่อย เราเลือกก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กหมูรวม เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเผ็ดจัดจ้านแล้วแต่ต้องการแค่ไหน หมูนุ่ม น้ำซุปมีกลิ่นเครื่องตุ๋นยาจีน  นอกจากก๋วยเตี๋ยวยังมีเมนูอย่างอื่น ข้าวขาหมู ลวกจิ้ม ฯลฯ น่าลิ้มลอง แต่ท้องรับไม่ไหว เลยหยุดไว้ที่ก๋วยเตี๋ยวชามเดียว รสชาดถือว่าโอเค ผ่าน ^^


อิ่มไปอีกมื้อ เข้าเขตอำเภอพิมายแล้ว ดูป้ายไว้ไม่มีหลง เจอป้ายปราสาทหินพิมาย เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 10 กม. ก็ถึง สถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้ก็ต้องมีร้านรวง เตรียมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ค่าเข้าตอนนี้อยู่ที่คนละ 20 บาท นักเรียนนักศึกษาเยอะหน่อย มากันเป็นหมู่คณะ ป้ายปราสาทหินพิมายด้านหน้าแทบจะไม่ว่างเว้น ใครมาก็ต้องถ่ายกับป้ายเป็นที่ระลึก ห้องน้ำมีพร้อมสรรพ มีการบูรณะกันมาเรื่อย ๆ เนื่องจากเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา



อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตั้งอยู่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ประกอบไปด้วยโบราณสถานสมัยอาณาจักรขอมที่ดูยิ่งใหญ่และงดงาม มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ทิ้งร่องรอยไว้ให้ได้ดูได้ชม

หาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาเล็กน้อย สำหรับเมืองพิมายเป็นเมืองที่สร้างตามแบบแผนของศิลปะขอม ลักษณะเป็นเวียงสี่เหลี่ยม "พิมาย" น่าจะมาจาก วิมาย ซึ่งปรากฎอยู่ในศิลาจารึกภาษาขอมบนแผ่นหินตรงกรอบระเบียงคตด้านหน้าของ ปราสาท บ่งบอกว่าปราสาทหินพิมายเริ่มสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ราวพุทธศตวรรษที่ 16 

เดินผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ต้นใหญ่มากอายุคงไม่น้อยเกินคาดเดา รูปทรงสวย ดูแข็งแรงดี ยืนใกล้ดูเราจะตัวเล็กไปถนัดตา


เริ่มปฏิบัติการตามรอยอารยธรรมขอมชมปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เดินขึ้นมาบริเวณสะพานนาคราชเป็นด่านแรก มีประติมากรรมสิงห์ 2 ตัว  ตั้งเด่นสง่าอยู่ด้านหน้าเป็นเพศผู้ซึ่งดูจากบริเวณแผงขนที่เกาะบริเวณหน้า อกและอวัยวะเพศที่อยู่ใต้ท้อง สิงห์สองตัวเปรียบเสมือนองครักษ์ปกปักรักษาไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้าไปด้านใน  ทางขึ้นจะเป็นบันได้ปีกกาทำเพื่อให้ข้ามธรณีประตู ราวสะพานทำเป็นตัวนาค ที่ปลายราวสะพานทำเป็นรูปนาคราชชูคอแผ่พังพานเป็นรูปนาค 7 เศียร สะพานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ตาม คติความเชื่อเรื่องจักรวาล เชื่อว่าเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์



ค่อย ๆ ดู ค่อย ๆ ชม ไม่เร่งรีบยังพอมีเวลา กว่าจะถึงร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำสงสัยจะค่ำ  เข้ามาถึงโคปุระซึ่งเป็นภาษาเขมรแปลว่าซุ้มประตู บริเวณซุ้มประตูและกำแพงแก้วจะมีทับหลังอยู่หนึ่งชิ้นเป็นตอนที่นางอัปสร ร่ายรำทั้ง 8 นาง เพื่อเป็นการต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน คนโบราณเชื่อว่าเลข 7,8 เป็นเลขมงคลของขอม


บริเวณชาลาทางเดิน เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างซุ้มประตูทางเข้าทางทิศใต้และระเบียงคต ลักษณะยกพื้นเป็นขอบขึ้นลงได้โดยรอบ จึงทำใ้ห้เกิดช่องว่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 4 ช่อง ทำให้แผนผังเป็นรูปกากบาทจากการขุดแต่ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2530 พบหลักฐานเป็นหลุมเสาไม้ตลอดแนว ทางเดินเป็นคู่ ๆ ชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคา และบราลีดินเผา แสดงให้เห็นว่าเดิมชาลาทางเดินแห่งนี้มีหลังคาคลุมโดยมีเสาไม้รองรับสร้าง ขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 17


ไฮไลท์ของปราสาทหินพิมาย มุมมหาชน และดูจะสวยที่สุด  ปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง มีปรางค์หินแดง หอพราหมณ์ ปรางค์พรหมทัต อยู่ในบริเวณใกล้ ๆ กัน


เดินดูไปเก็บภาพไปเพลินดี


ซุ้มประตู กำแพงด้านในด้านนอกสร้างจากหินทรายแดงเป็นหลัก


เดินวนด้านข้างมาด้านหน้าปรางค์ประธาน ซึ่งก่อสร้างด้วยด้วยหินทรายขาว มีส่วนประกอบสำคัญ คือด้านหน้ามณฑปที่เชื่อมต่อกับเรือนธาตุโดยมีฉนวนคั่น ส่วนฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมหันหน้าไปทางทิศใต้ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ภาพสลักโดยรอบปราสาทเป็นภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์ ยกเว้นทางด้านใต้สลักเป็นพระศิวะนาฏราช ภายในปราสาทเป็นภาพสลักเกี่ยวกับพุทธศาสนาลัทธิมหายาน



เมื่อเข้าไปในปรางค์ประธานจะเห็นพระพุทธรูปนาคปรก เป็นช่วงที่แสงส่องจากประตูรอบด้าน


เดินไปจนสุดกำแพงด้านหลัง ตอนแรกเห็นหินระเกะระกะ คิดว่าคงเป็นส่วนที่ชำรุดแล้วเอาไปวางกอง ๆ กันไว้ พอเดินไปใกล้ ๆ ถึงบางอ้อ เหมือนที่วัดในอยุธยา นักท่องเที่ยวต่างชาตินำมาเรียงกันไว้ตามความเชื่อ


ด้านหลังกำแพงโดยรอบ มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมสถานที่โบราณแห่งนี้


วนไปวนมาเข้าไปในปรางค์พรหมทัต ภายในมีประติมากรรมศิลารูปคนนั่งขัดสมาธิ ชาวบ้านเรียกกันว่าท้าวพรหมทัต แต่นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นพระบรมรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7


เดินออกมาทางเดิมยังมีร่มเงาให้หลบแดดเป็นบางช่วง เนื่องจากแดดข้างนอกร้อนใช้ได้เลย ใช้เวลาอยู่ที่ปราสาทหินพิมายประมาณชั่วโมงนึงพอดิบพอดี


มองจากด้านข้าง บริเวณสะพานนาคราช สิ้นสุดของการมาเยี่ยมชมและระลึกความหลังที่ปราสาทหินพิมายที่มุมนี้ จะบ่ายสามแล้วต้องเตรียมตัวออกเดินทางต่ออีกหลายชั่วโมงเลย ยังมีผู้คนทยอยมาเยี่ยมชมกันเรื่อย ๆ


ก่อนจะออกจากพิมาย ผ่าน รพ. พิมาย ถ่ายรูปไว้ไม่ทัน อย่างสวยรูปทรงการตกแต่งสีสันเข้ากับเมืองพิมาย  เดินทางต่อผ่านอำเภอพล ริมถนนมิตรภาพ โคราช - ขอนแก่น เห็น "หม่ำ" เยอะแยะเต็มไปหมดทั้งสองข้างทางทั้งขาเข้าและขาออก ลักษณะคล้ายไส้กรอก ทั้งหม่ำหมู หม่ำตับ  หม่ำเนื้อ หม่ำวัว ใจนึงก็อยากลิ้มลอง ใจนึงก็ โอ้ว ตากไว้ท่ามกลางฝุ่น ๆ ๆ ๆ ทั้งน้าน แต่แล้วก็อดไปตามระเบียบ

ไปถึงเมืองร้อยเอ็ดเกือบหกโมงเย็นแล้ว เราพักกันที่ "โรงแรมเพชรรัชต์ การ์เด้น" เริ่มรู้สึกหนาวกว่าปกติเลยคว้าเอาเสื้อกันหนาวไว้ก่อน แล้วก็ออกไปหาของกิน เห็นร้านที่อยู่ตรงข้ามโรงแรม "ค้ำคูณ" กลางคืนเปิดไฟดูน่านั่งดี ลองดูไม่ไหวแล้วพยาธิมันขอร้อง สั่งจิ้มจุ่มชุดละแค่ 39 บาทเอง นอกนั้นก็มีอาหารอีสาน อาหารตามสั่ง พลาดไม่ได้คือส้มตำ เห็นมีส้มตำปูม้าด้วยเลยลองสั่งไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่ข้าวผัดปูอร่อยดี กินจิ้มจุ่มอยู่ข้าง ๆ เตาไฟได้ผิงไฟไปในตัว ท่ามกลางอากาศหนาว ๆ ได้บรรยากาศดี

ค้างคืนอยู่ที่เมืองร้อยเอ็ด 2 คืน เสร็จธุระก็ออนเดอะทัวร์ต่อ ไหน ๆ มาแล้ว ที่พลาดไม่ได้ คือเราจะไป "พระมหาเจดีย์ชัยมงคล" 

เช้าวันใหม่แวะไปแถว ๆ  "บึงพลาญชัย" หาโจ๊กกินกัน กลับมาที่โรงแรมเก็บข้าวเก็บของ สาย ๆ ก็เดินทาง  เจอป้ายบอกระยะทางไป "พระมหาเจดีย์ชัยมงคล" 82 กม. แวะร้านกาแฟน่ารัก ๆ "Home Cafe" เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนถึงมีร้านค้ายาวเป็นทิวแถวแลเห็นชะลอมมาแต่ไกลเดาไม่ถูกว่าเป็นอะไร พอดูใกล้ ๆ ไหปลาร้านินา ของฝากจากร้อยเอ็ด

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ... ถึงแล้ว บริเวณถนนด้านหน้าก่อนจะขึ้นไปยังพระมหาเจดีย์ จอดรถด้านล่างเสียค่าจอด 10 บาท มีของที่ระลึกและของฝากขายอยู่เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป



เสมือนเป็นประตูเมือง แค่ทางเข้าก็น่าสนใจแล้ว ช่วงเวลานั้นมีผู้คนทยอยกันมาชมอย่างต่อเนื่อง เปิดตั้งแต่ 6.00 - 18.00 น.


เดินเข้าอีก 300 เมตร ตามป้ายเล็ก ๆ ที่ติดไว้กับต้นไม้ สองข้างถนนปกคลุมไปด้วยต้นไม้เป็นซุ้มทางเดิน มีรถบริการรับส่งแล้วแต่ว่าเราเลือกแต่ถ้าเดินก็นิดเดียวคิดว่าได้ออกกำลัง กายไปด้วยละกัน มองไปทางขนานด้านขวามือมีการสร้างทางเดินเหมือนทางเดินลอยฟ้า ว่าจะลองเดินขากลับแต่มันร้อนเลยเปลี่ยนใจกลับทางเดิมดีกว่า


ท้องฟ้าำกำลังสดใสเลยหรือเรียกอีกอย่างคือฟ้าเป็นใจนั่นเอง เราเดินกันมาถึงกำแพงทางเข้าพระเจดีย์มหามงคล รอบกำแพงมีต้นสนปลูกเป็นแนวสวย และมีดอกไม้สีเหลืองอยู่ต้นนึงคล้าย ๆ เจ้าดอกสุพรรณิการ์


ขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นผ่านประตูทางเข้าไปยังพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ค่อย ๆ สำรวจตั้งแต่ทางเข้าเลยมีกำแพงโดยรอบ เก็บภาพไปเรื่อย เพราะโอกาสจะย้อนรอยอีกครั้งคงน้อย


ลวดลายความวิจิตร์ ดูกันใกล้ ๆ


เดินเข้าประตูนี้ก่อนจะได้ชมความอลังการของพระเจดีย์มหามงคล


มุมนี้ดูแล้วอลังการมาก ๆ แบบว่าตื่นตาตื่นใจดี สวยงามจริง ๆ ถ้ามาร้อยเอ็ดแล้วไม่ได้มาที่นี่คงเสียดายแย่ ผู้คนหลั่งไหลกันมาสักการะและเยี่ยมชม ต่างก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

"พระ มหาเจดีย์ชัยมงคล" ตั้งอยู่บริเวณผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม ต.ผาน้ำย้อย อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด  มีลักษณะเป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่วิจิตรพิสดาร ใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสาน เป็นการผสมระหว่างพระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 3000 กว่าล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดย พระอาจารย์ศรี มหาวิโร ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


รูปหล่อพระที่มีรายนามสลักชื่อผู้บริจาคอยู่ด้านล่าง



พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ออกแบบโดยกรมศิลปากร เป็นสีขาวตกแต่งตระการตาด้วยสีทองเหลืองอร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ ในเนื้อที่ 101 ไร่ กว้าง 101 เมตร ยาว 101 เมตร สูง 101 เมตร รวมยอดทองคำเป็น 109 เมตร ใช้ทองคำหนัก 4750 บาท หรือหนักประมาณ 60 กก. ภายในพระมหาเจดีย์เหมือนอยู่บนวิมานแดนสวรรค์



ทางเดินสู่ตัวพระมหาเจดีย์ ส่วนใหญ่จะเป็นสีทองเหลืองอร่ามโดดเด่นในทุก ๆ จุด เนื่องจากบริิเวณรอบ ๆ พระมหาเจดีย์มีเจดีย์องค์เล็กล้อมรอบ สามารถถ่ายได้ทุกมุมแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย


ตอนแรกกะว่าจะไม่เดินขึ้น เผอิญใส่กางเกงขาสั้นมาต้องสวมผ้าถุงสีขาวที่เค้าจัดวางไว้ให้ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ มาแล้ว ตัดสินใจขึ้นดีกว่าไม่งั้นจะเกิดอาการเสียดายอีก ก่อนขึ้นต้องถอดรองเท้าซึ่งจัดที่วางไว้ด้านล่าง

สำหรับข้อปฏิบัติในการเข้าชม คือ
1. ถอดหมวก รองเท้า
2. อย่าส่งเสียงดัง ห้ามนำสัตว์เลี้ยงขึ้นบนพระมหาเจดีย์
3. กรุณาอย่าจับต้องลวดลายต่าง ๆ
4. ไม่นำอาหาร ขนม เครื่องดื่มขึ้นไปรับประทานบนพระมหาเจดีย์
5. กรุณาทิ้งขยะในที่เตรียมไว้ให้
6. ห้ามจุดธูปเที่ยนภายในพระมหาเจดีย์
7. กรุณาแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย
8. ห้ามสูบบุหรี่และของมึนเมา


ดอกกุหลาบปลูกเป็นแนว ดู ๆ ไป เหมือนเดินอยู่ในสวนอังกฤษ


ผนังก่อนขึ้นไปชมด้านบน ลวดลายสลักเป็นรูปหนุมาน



นางคนโทเทน้ำ



ภายในพระมหาเจดีย์ชัยมงคล

ชั้นที่ 1 เป็นห้องโถงกว้างใหญ่ โอ่อ่า ผนังจารึกนามทาธิบดีต่าง ๆ ใช้เป็นห้องประชุม บำเพ็ญบุญ

ชั้นที่ 2 เป็นห้องโถงโอ่อ่าเช่นกัน ผนังติดตั้งพุทธประวัติ ลวดลายวิจิตรพิสดาร

ชั้นที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานรูปพระคณาจารย์ ปราชญ์อีสานในอดีต เป็นรูปสลักเหมือนหินอ่อน และหุ่นรูปเหมือนพระสุปฎิปันโณ  101 องค์

ชั้นที่ 4 จัดเป็นพิพิธภัณฑ์วัดวาอาราม สถานปฎิบัติสมถะวิปัสสนากรรมฐาน ที่หลวงปู่ศรี เคยบำเพ็ญธรรมมา

ชั้นที่ 5 บันไดเวียน 119 ชั้น เป็นห้องโถงรูประฆัง 8 เหลี่ยม บรรจุพระบรมสาริกธาตุ


ความสวยงามของบันได ทางขึ้นกับทางลงอยู่คนละด้าน ผู้คนต่างก็ชื่นชมความอลังการงานสร้างภายในพระมหาเจดีย์ชัยมงคล อยู่ด้านนอกร้อนแต่เข้ามาข้างในความเย็นเข้ามาแทนที่เลย


ชั้น 3 จัดแสดงรูปเหมือนคณาจารย์ในประเทศไทย 101 องค์



แหงนหน้ามองดูเพดานที่มีโคมไฟระยิบระยับด้วยสีเหลืองทอง


มองจากชั้นบน ระหว่างขึ้นลงบันได มองลงไปผู้คนกำลังกราบไหว้พระพุทธรูป


ด้านนอกของ ชั้นที่ 4 สามารถชมวิวได้ทั่วทิศ


มองดูทิวทัศน์แล้วหันกลับมามองเบื้องล่างในมุมสูง จะเห็นความสวยงามของสวนและทางเดิน และบางส่วนของการก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จ สร้างกันมานมนานไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่


น่าจะเป็นโคมไฟสีขาวรอบ ๆ ถ้าเปิดในเวลาค่ำคืนคงสวยไปอีกแบบ


ระหว่างลงบันไดเวียนที่มีรายละเอียดสวยงามอีก


การเดินทางสู่ร้อยเอ็ดก็เ็็ป็นอันเสร็จสิ้น เราต้องเดินทางกลับกันแล้ว อาทิตย์ยามเย็นกำลังจะลับขอบฟ้าขณะเดินทางกลับบ้านกัน แถว ๆ โคราช รถค่อนข้างหนาแน่น มาติดเอาช่วงงานโคนม กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม



Smiley เที่ยวแดนอีสานครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นวัดวาอาราม แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ ซะส่วนใหญ่ แวะเที่ยว แวะกินกันตลอดทาง เลยเป็นการใช้เวลาเดินทางที่นานกว่าปกติ แต่ก็เป็นการเดินทางที่อิ่มอกอิ่มใจและมีความสุขม๊ากมาก กลับมาถึงบ้าน เอ ทำไมรู้สึกเมื่อยไปทั้งตัว ถึงบางอ้อ คงเป็นการเดินที่พระมหาเจดีย์ชัยมงคลเป็นแน่แท้ ^^




Create Date : 31 มกราคม 2556
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2556 9:47:45 น. 0 comments
Counter : 6599 Pageviews.

Sun Tzu
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




" แสงอุ่นอุ่นอ่อนละมุนยามชิดใกล้
ฟ้าใสใสหลังฝนซาสุริยาส่อง
ค่อยค่อยผ่านปุยเมฆตามครรลอง
ที่หมายมองมองหมาย ณ ปลายทาง "
Friends' blogs
[Add Sun Tzu's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.