ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
สอนใจตัวเอง(12)





ตัวอย่างวิธีพิจารณาของสุธิดา คงเพชรสถิตย์
ขยะในใจ

แต่ก่อนนั้น...ฉันเป็นคนไม่ค่อยสนใจศึกษาพุทธศาสนา
เคยฟังธรรมะ และทำบุญตักบาตรมาบ้าง
แต่ไม่เคยทำความเข้าใจหรือศึกษาอย่างจริงจัง
จนกระทั่งฉันมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง
ฉันรู้สึกอึดอัดเวลาเขาอยู่ใกล้ๆ มาจับมือหรือถูกตัวเรา
ซึ่งฉันไม่รู้สึกแบบนี้กับคนอื่น คิดว่าตัวเองต้องมีปัญหาแน่ๆ

จนกระทั่งฉันได้รู้จักคำว่าอุบายธรรม คือสิ่งซึ่งมาสะกิดใจเรา
ทำให้เราเห็นตัวเอง เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น และ การน้อม
ทั้งสองประการนี้ทำให้ฉันเกิดความเข้าใจว่า
สิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้อย่างใจเราเป็นเพราะเรากำลังฝืนธรรมชาติอยู่
เพราะเราต้องการให้ทุกอย่าง ทุกคนทำตามใจเราซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย
และการน้อมทำให้เราเข้าใจตนเองและคนรอบข้างมากขึ้น
ทำให้รู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นต้องมีสาเหตุจากการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
เช่นเดียวกันกับพฤติกรรมของแต่ละคนต่างก็มีสาเหตุของเขา
ขณะเดียวกัน..บางครั้งเราก็เหมือนเขาเช่นกัน
เราไปเปลี่ยนอะไรใครไม่ได้จะเปลี่ยนได้ก็เฉพาะตัวเราเอง
เมื่อฉันคิดได้เช่นนี้ทำให้ฉันมีความรู้สึกดีขึ้นกับเพื่อนร่วมงานคนนั้น
ฉันสามารถให้เขาจับมือเราได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดใจอีก
มีอยู่วันหนึ่งฉันกำลังเดินเข้าซอยไปทำงาน
พบแม่ค้าคนหนึ่งกำลังกวาดขยะอยู่หน้าร้าน
ขณะกวาดเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ทำไมไม่ทิ้งขยะ”

คำพูดนี้จะมีความหมายอย่างไรฉันไม่รู้ใจเขา
แต่ในใจฉันพลันคิดว่า
“เราทิ้งขยะแล้ว แต่ทิ้งไม่ถูกที่ ไม่ถูกใจเราต่างหาก”
แล้วมาคิดถึงตัวเอง เวลาเรามีขยะในใจ เราเอาไปทิ้งที่ไหน
การทิ้งขยะในใจเราทำให้ใครเดือดร้อนหรือไม่ สบายใจหรือไม่
แล้วก็พบว่ามีหลายครั้งที่เราทิ้งขยะในใจทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี
ฉันพูดจาไม่ดี แสดงท่าทางไม่ดีกับคนอื่น
เพราะฉันอยากระบายความรู้สึกไม่ชอบใจหรือไม่พอใจของเรานั่นเอง
ครั้งหนึ่ง...ฉันยื่นภาษีเงินได้ให้กรมสรรพากรและขอคืนภาษี
หลังจากนั้นก็มีจดหมายจากกรมสรรพากรบอกให้ฉันส่งเอกสารเพิ่มเติม
ในใจฉันคิดว่าเดี๋ยวก็คงได้เงินภาษีคืน
แต่ผ่านไปประมาณ 3 อาทิตย์ก็ยังไม่ได้เงินภาษีคืน
ใจใจฉันก็คิดแต่ว่า ทำไม?
ฉันคุยกับพี่สาวแล้วก็โทษว่า เป็นเพราะเขาให้ฉันกรอกเงินค่าประกันชีวิต
ซึ่งตามปกติไม่เคยกรอกจึงเป็นสาเหตุทำให้ฉันไม่ได้เงินคืนเสียที
พี่สาวก็รู้สึกไม่ดี แล้วพูดว่าเขาออกเงินคืนภาษีให้ฉันก็ได้
ฉันรู้สึกตัวทันทีว่า เรากำลังเอาความหงุดหงิดของตัวเองไประบายกับพี่สาว
ที่สำคัญคือทำให้เขารู้สึกไม่ดี รู้สึกเดือดร้อนไปด้วย
ฉันจึงมาคิดว่า เงินคืนภาษีก็ไม่มาก จะได้หรือไม่ได้ก็ได้
ฉันไม่ควรเอาเวลามาคิดกับเรื่องนี้ และเราก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน
ที่สำคัญคือ ฉันไม่ควรเอาความไม่สบายใจ ความหงุดหงิดของตัวเอง
ไปเที่ยวระบายกับคนอื่น แล้วทำให้เขารู้สึกไม่ดีไปด้วย
คิดว่าเวลาคนอื่นเอาความโกรธ ความหงุดหงิดมาใส่เราบ้างล่ะ
เราก็คงไม่ชอบเหมือนกัน เวลาเราขับถ่าย เรายังต้องไปทำในที่ลับ
“หากเราต้องการทิ้งขยะในใจเรา เราก็ควรจะทำในที่ลับ ไม่ให้ใครเห็นเหมือนกัน”


*จาก อุบายสอนใจตัวเอง หลวงพ่อทูลขิปฺปปญฺโญ

*สนทนากันสักครู่
ทุกคนมี ขยะในใจ มากบ้างน้อยบ้าง
ตามโลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา
เมื่อเกิดขึ้นแล้วมันจะคอยบ่อนทำลายจิตใจ
ให้เกิดความรู้สึกมืดบอด เห็นผิดเป็นชอบ
นานวันเข้าก็จะชักนำจิตใจให้ก่อกรรมต่างๆ นานา
จนสามารถทำได้ทุกอย่างตั้งแต่เรื่องเข้าใจผิดกัน
ทะเลาะกัน ทำร้ายกันด้วยวิธีการต่างๆ
หากใครรู้สำนึกกลับตัวกลับใจได้ก็โชคดีไป
เพราะเวลาที่ผ่านเลยไปเราไม่สามารถเอาคืนมาได้
ดังนั้น วันนี้ ขณะนี้ ยังเป็นของเรา เราจงใช้ให้ดีที่สุดเพื่อตัวเรา
ถามตัวเราว่า ใช้เวลาทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร เพื่ออะไร
หมั่นถามตัวเองว่า เราใช้เวลาไปนั้นคุ้มไหม?
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เพื่อเตือนใจพระภิกษุว่า
“คืนวันที่ผ่านไป เธอทำอะไรอยู่”
เช่นวันนี้เราต่างมาพบกัน...
ในฐานะที่ผมและท่านผู้อ่านเป็นปุถุชนซึ่งยังล้มลุกคลุกคลานอยู่
และต่างก็มีขยะในใจไม่เท่ากัน
เพราะในแต่ละวันเราต้องเผชิญหน้ากับการได้ลาภ เสื่อมลาภ
ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
ซึ่งผมกับท่านต่างก็บริโภค สัมผัสอยู่
ส่วนใหญ่จะกลับตัวกลับใจไม่ทัน
ทำให้เกิดความโลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา อัตตาตัวกูของกูเกิดขึ้น
ถ้าสติใครไม่เข้มแข็ง กิเลสต่างๆ เหล่านี้ก็วิ่งเข้าจิตใจเราทันที
ทำให้ชีวิตเรามีโอกาสผิดพลาดได้เมื่ออารมณ์ฝ่ายต่ำเกิดขึ้น
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ขยะในใจเราเพิ่มขึ้นมา
ผมจึงขอเสนอวิธีการง่ายที่สุดเพื่อให้ท่านลองนำไปปฏิบัติ
เพราะผมเคยปฏิบัติมาแล้ว และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

คือการฝึกตามดูลมหายใจเข้า-ออกที่ปลายจมูกของ

เรา

ฝึกใหม่ๆ ควรใช้เวลาเพียง 1 นาที

ทำได้ทุกสถานที่เมื่อว่างจากงานที่กำลังทำอยู่ ไม่ต้อง

หลับตา

พิมพ์งานอยู่ก็ลองหยุด 1 นาทีแล้วตามดูลมหายใจเข้า

ออกของเรา

หรือขณะนั่งรถประจำทางไปทำงาน หรือขณะนั่งอยู่ที่

ป้ายรถเมล์

หรือขณะนอน หรือ ขณะนั่งดูทีวีตอนที่กำลังโฆษณา

สินค้า

สรุปว่าตั้งแต่เช้าถึงเข้านอน หาเวลาว่างเพียง 1 นาทีก็

ฝึกได้

นี่คือขั้นต้นของวิธีการฝึกจิตหรือสมาธิ ฝึกได้ทั้งหญิง

และชาย

ฝึกโดยไม่มีพิธีรีตองอะไร ไม่ต้องภาวนาอะไร ฝึกที่ใด

ก็ได้

ทุกกิริยานั่งลืมตาหรือหลับตา ไม่ว่านอน ยืน เดิน

ถ้าเห็นว่าลักษณะไหนถนัดและสบาย ท่านก็เลือกวิธี

นั้น

สำหรับคนธรรมดาหายใจนาทีละประมาณ 15-18 ครั้ง

ต่อเมื่อฝึกสมาธิหรือควบคุมจิตเราให้นิ่ง หายใจเบา

ยาวสบายสม่ำเสมอ

และต่อเนื่องใน 1 นาที ก็จะหายใจเข้าออกประมาณ

10 ครั้ง

วันใดควบคุมจิตให้นิ่งสงบดีขึ้นก็จะหายใจเข้าออก

น้อยลงไปอีก

ผลที่ได้คือ จะเกิดความเพลิดเพลิน สบายใจมากขึ้น

ด้วย

สำหรับผมเมื่อจิตเข้า ขณิกสมาธิ หายใจเข้าออก

ประมาณ 10 ครั้ง

พอจิตเข้า อุปจารสมาธิ ลมหายใจเข้าออก ประมาณ

8-9 ครั้ง

ท่านใดเคยฝึกมาบ้างแล้วโปรดทดลองทำดู

ส่วนบรรทัดต่อไปนี้ขอแนะสำหรับคนฝึกใหม่ๆ

จงกำหนดลมหายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้

จุดที่รู้ง่ายคือ ปลายกระพุ้งจมูก บางคนอาจรู้ ที่ริม

ฝีปากบน

ลองทดลองขณะนี้เลยก็ได้ จุดไหนลมกระทบรู้ชัดที่

สุด เลือกจุดนั้น

ตามลมหายใจเข้าก็ให้รู้ว่า ลมหายใจเข้า

ตามลมหายใจออกก็ให้รู้ว่า ลมหายใจออก

ตั้งสติกำหนดเช่นนี้ ใหม่ๆ จะใช้วิธีนับในใจช่วยบ้างก็

ได้

เช่น หายใจเข้า 1 หายใจออก 1 หายใจเข้า 2 หายใจ

ออก 2

จากนั้นก็นับเป็น 3-4-5-6-7-8-9-10 จึงหวนกลับมานับ

1-1 ใหม่

เมื่อเริ่มใหม่ๆ บางคน 1 นาที นับคู่ได้ถึง 14 ครั้ง

เมื่อทำดังนี้หลายๆ ครั้ง การนับคู่จะน้อยลงไปเรื่อยๆ

เมื่อใดจิตของท่านนับถึง 10-10 ได้ภายใน 1 นาทีแล้ว

ควรเลิกนับ

หลังจากจิตท่านสงบแน่วแน่ ภายใน 1 นาที ไม่

วอกแวกไปไหนอีกแล้ว

ให้เพิ่มเป็น 2 นาที และ 3-4-5 นาทีไปตามลำดับ ช่วง

นี้ควรหลับตา

ถ้าเกิดนิมิตใดๆ เช่นเห็นภาพปรากฏ จงวางเฉย อย่า

ไปสนใจ

อีกประการหนึ่งควรฝึกทุกวัน จะทำให้จิตเรานิ่งได้ยาว

นานขึ้น

จากนั้นท่านจะพบอานิสงส์ไปทีละอย่างๆ

แล้วท่านจะรู้ว่าการนั่งสมาธิดูลมหายใจเข้าออกนั้นสูง

สุดกว่าบุญ

บุญเป็นของเด็กเล่น ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเป็นหัวใจ

ของพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้ายังทรงตรัสว่า

ระบบอานาปานสติภาวนาเป็นระบบที่ทำให้พระองค์

ตรัสรู้

เมื่อทำแล้วจะเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาพร้อมกันในตัว

ไม่ต้องแยกทำคนละที

เมื่อจิตเราตั้งมั่นดีแล้ว เราก็นำจิตเข้า วิปัสสนาภาวนา

ได้ทันที

โดยยึดหลัก สติปัฏฐาน 4 ซึ่งมีหมวด กาย เวทนา จิต

ธรรม

หมวดแรกตามดูตามรู้เท่าทันกาย (กายานุปัสสนาสติ

ปัฏฐาน)


ฝึกตามวิธี “อานาปานสติ 16 ขั้น” ของ อานาปานสติ

สูตร ดังนี้

1.เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า “เราหายใจเข้ายาว”

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า“เราหายใจออกยาว”


2.เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า “เราหายใจเข้าสั้น”

เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า“เราหายใจออกสั้น”


3.สำเหนียกว่า “เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจ

เข้า”

สำเหนียกว่า “เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก”

4.สำเหนียกว่า “เราระงับกายสังขาร หายใจเข้า”

สำเหนียกว่า “เราระงับกายสังขารหายใจออก”

(สำเหนียก คือ ฟัง, คอยเอาใจใส่, กำหนดจดจำ)

เป็นหมวดแรก ฝึกเพียงหมวดเดียวแค่นี้

พระองค์ท่านตรัสไว้ว่า

“อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มาก

แล้วอย่างไร

มีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพียงมีสติหายใจเข้า มีสติ

หายใจออก

ดำรงสติไว้เฉพาะเบื้องหน้า”



ด้วยความปรารถนาดี

ชนะ เวชกุล




Create Date : 16 ธันวาคม 2559
Last Update : 16 ธันวาคม 2559 8:04:13 น. 0 comments
Counter : 328 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
16 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.