ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
ปฏิบัติบูชา(8)


จงพึ่งตนเอง (ต่อ)

ประเด็นต่อไปที่ผมจะต้องทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านก่อน
มิฉะนั้นแล้ว ผมจะกลายเป็นคนลบหลู่คุณครูบาอาจารย์ไป
การที่ผมจั่วหัวข้อ 1 ตอนท้ายว่า อย่าเชื่อครูบาอาจารย์นั้น
ความหมายของผมก็คือ

*สิ่งใดที่อาจารย์ให้คำแนะนำ
ในฐานะเป็นศิษย์ต้องน้อมรับ และพร้อมที่จะทำตาม แต่ไม่ต้องทำทุกคำพูด
เพราะเมื่อถึงเวลาปฏิบัติแล้ว เราเกิดอึดอัด ขัดข้อง ไม่สบายใจขึ้นมา
เราต้องรีบพิจารณาหาทางแก้ไขด้วยตนเอง
หาสาเหตุ หาทางพลิกแพลงแก้ไขให้สอดคล้องกับจริตของตัวเอง
อย่าได้ขืนปฏิบัติแบบไม่ลืมหูลืมตาเป็นอันขาด
เพราะมันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับตนเองเลย

*นอกจากทำให้เสียเวลาแล้ว
ยังเสียพลังงานและหมดกำลังใจเอาง่ายๆ
บางครั้งอาจเกิดความท้อแท้ใจจนไม่คิดปฏิบัติธรรมอีก
โดยไปปรุงแต่งความคิดของตนว่า ตนเองไม่มีบารมีทางนี้
หรือไม่ก็ในอดีตชาติ เราไม่เคยฝึกปฏิบัติมาก่อน
จึงทำให้ฝึกไม่สำเร็จตามที่ครูบาอาจารย์สอนสั่ง
ตามที่อาจารย์ฝ่ายตำราได้กล่าวอ้างยืนยันกันเป็นทอดๆ
ในที่สุดก็พาโลพาเลไปโทษอาจารย์ ลำเอียงบ้างละ ไม่เก่งจริงบ้างละ
ยิ่งทำให้บาปหนักเข้าไปอีก

*จงลงโทษตัวเองเถิด ฐานที่ไม่ได้คิดพิจารณาให้รอบคอบขณะปฏิบัติ
โดยทั่วๆ ไปแล้ว อาจารย์จะให้คำแนะนำแบบกว้างๆ
เพื่อให้ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ทำได้ เป็นลักษณะการฝึกขั้นพื้นฐานไปก่อน
ฉะนั้นเมื่อได้รับคำแนะนำแล้ว หน้าที่ของเราคือลงมือปฏิบัติ
โดยหัดเรียนรู้ พลิกแพลง ในคำสอนของอาจารย์
ให้เหมาะสมกับจริต นิสัย ความรู้ ความสามารถของเรา

*ความสำคัญอยู่ตรงนี้ คือ
“เมื่อถึงระดับหนึ่ง เราจะต้องแหวกวงล้อมคำสอนของอาจารย์ออกไป”
ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของอาจารย์อีก
ด้วยเหตุว่า ทำแล้วไม่เกิดผลก้าวหน้า
เพราะคำสอนนั้นอาจารย์ทำได้ แต่เราทำไม่ได้
เนื่องมาจากชีวิตและบารมี เรากับอาจารย์แตกต่างกัน
ฉะนั้น เราต้องหาทางช่วยตนเอง เราต้องค้นหาหนทางตัวเองให้พบ
ว่าเรานั้นเหมาะสมกับเส้นทางใด
เพราะวิถีทางธรรมเส้นทางนั้นอาจเหมาะกับอาจารย์ แต่ไม่เหมาะกับเรา
หากเราแตกแขนงจากเส้นทางของอาจารย์ไป
อาจพบเห็นเส้นทางสายใหม่ของเราก็ได้
เพราะกรรมใคร กรรมมัน ไม่มีใครช่วยใครได้
ครูบาอาจารย์จะมาช่วยเราให้สำเร็จย่อมเป็นไปไม่ได้

*พระพุทธเจ้ายังเคยตรัสไว้ในพระไตรปิฎกว่า
“ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก ส่วนการปฏิบัติตามหรือไม่เป็นเรื่องของพวกเธอ”

*ความจริงในทางธรรมมีอยู่ว่า
“ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน สำเร็จแล้วด้วยใจ”
ธรรมทั้งหลายหมายถึง การกระทำทุกๆ อย่าง
ทำดีเรียกว่ากุศลธรรม ทำชั่วเรียกว่าอกุศลธรรม
จิตของเราจึงเป็นประธานใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในชีวิตเรา
เพราะอำนาจจิตเราเอง
เราจะดี จะชั่ว จะรวย จะจน จะทุกข์ จะสุข จะมีลาภลอย ฯลฯ
ก็อยู่ที่จิตของเรา
อย่าไปเที่ยวอ้อนวอนพึ่งพาบารมีผู้อื่นให้มาช่วยเหลือ
เพราะมันจะไม่เกิดผล ถ้าเราไม่มีบารมีในทางที่เราไปบนบานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์

*ผมเคยฝันในลักษณะคล้ายกับว่า ผมนั่งคุยกับปู่ (อาจารย์เป็นเทวดาประจำตัวผม)
แต่ไม่เห็นหน้า ได้ยินเสียงก้องในรูหู
“ที่มึงสวดมนต์อ้อนวอน อธิษฐานให้ปู่มาช่วยทำอย่างโน้นอย่างนี้นั้น
ปู่ช่วยไม่ได้ดอก บุญใครบุญมัน ลูกต้องทำเอาเอง
แล้วจงไปอธิษฐานเอาบุญของลูกนั้นมาช่วย นั่นแหละจึงจะเป็นผลสำเร็จ”

วิถีแห่งการปฏิบัติสมถกรรมฐานนั้น มีทั้งหมด 40 วิธี
จงเลือกเส้นทางที่เหมาะกับเราด้วยตัวเองเถิด

*โดยสรุปครูบาอาจารย์ที่ผมได้เคยพานพบในสมัยปัจจุบันมีถึง 3 แบบ
แบบแรกที่ผมมีประสบการณ์คือ เป็นอาจารย์เก่งแต่ในตำรา
ถามอะไรเกี่ยวกับสมาธิหรือฌาน ท่านตอบได้หมด แถมบอกให้ไปอ่านตำรานั้นตำรานี้
ครั้งหนึ่งผมท่านว่า ท่านเคยปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำผมมานานเท่าไรแล้ว
ท่านตอบว่า อาตมาไม่เคยปฏิบัติหรอก จำมาจากตำราทั้งนั้น

ผมฟังแล้วรู้สึกเสียดายเวลาหลายๆ ปีที่เป็นลูกศิษย์ท่าน
ผิดหวังในตัวท่านยิ่งนัก แต่ไม่โทษท่านหรอก
เพราะอย่างน้อยเราก็ได้พื้นฐานธรรมะไปสอนลูกศิษย์เป็นธรรมทานไป

แบบที่สอง ผมเข้าวัดทำบุญทำทานแบบเป็นบ้าเป็นหลัง
แบบว่า “บ้าบุญด้วยการทำทานหวังไปสวรรค์หาวิมานอยู่หลังความตาย”
แต่ละปี ผมรับซองผ้าป่า ซองกฐิน แล้วไปเที่ยวบอกบุญเพื่อนฝูง ลูกศิษย์
ปีหนึ่งๆ นำเงินเข้าวัดเป็นว่าเล่น นับเป็นพัน เป็นหมื่น
เบียดเบียนครอบครัวตัวเอง เพราะเอาเงินไปแบ่งทำทาน ทำบุญ
โดยไม่ดูฐานะของตัวเองว่าเงินเดือนของตนก็แทบจะเลี้ยงครอบครัวไม่รอด
แต่ยังทำเป็นคนใจบุญสุนทาน เที่ยวแนะนำคนอื่นให้รู้จักทำทาน
จนกระทั่งเพื่อนฝูงไม่ค่อยอยากจะพบหน้า แอบว่า “ไอ้คนบ้าบุญ บ้าทำทานมาอีกแล้ว”
หลังเกษียณอายุราชการ จึงมาเรียนรู้ความจริงภายหลังว่า
ผมผิดพลาดแบบ “โง่แล้วอวดฉลาด”

การทำทานนั้น ไม่ใช่อยู่ที่จำนวนยอดเงินบริจาค
บุญจะมาก จะน้อย อยู่ที่ใจของเราต่างหาก
เราบริจาคเงิน 10 บาท ด้วยศรัทธาให้พระพุทธศาสนายั่งยืน
ย่อมได้บุญมากกว่าคนที่บริจาค 10 พัน 10 หมื่น 10 แสน
เพราะเขาทำทานด้วยจิตไม่บริสุทธิ์ ทำด้วยความอยากในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข

ผลของทานแบบนี้ ได้น้อยกว่า ถือศีล และภาวนา แบบเทียบกันไม่ติด
และพระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ว่า “ไม่ให้ทานในคนที่ไม่ควรให้”
หมายถึง ไม่ให้กับคนที่ประพฤติตัวเป็นพาล คือ ทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว
ทำให้คนอื่นได้รับความเดือดร้อน สังคมเดือดร้อน ตลอดจนไม่ให้
กับคนที่เป็นภัยต่อชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์

*อาจารย์แบบที่สองในสมัยปัจจุบัน มีให้เห็นเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยไป
โปรดอย่าหลงไปเสพติดท่านเข้า เพราะท่านหวังพึ่งบารมีของคุณเพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
เมื่อผมรู้สึกตัวว่าเดินหลงทาง ก็ได้ถอยฉากออกมาเงียบๆ ไม่ข้องแวะด้วย
หันมาให้ธรรมทานซึ่งเป็นยอดของทานทั้งหมดอย่างเดียว เช่นที่นำเสนอในบล็อกนี้

*หลวงพ่อพุธ ฐานิโย กล่าวว่า
“ถ้าคุณภาวนาทำจิตให้สงบเป็นสมาธิขึ้นมาได้เพียงครั้งเดียว
จะมีคุณค่ามากกว่า นิมนต์พระตั้งหมื่นองค์ไปสวดมนต์
เพราะฉะนั้นให้พยายามหาโอกาสทำสมาธิที่บ้านให้มากที่สุด”

*แบบที่สามเป็นอาจารย์ที่หวังดีต่อศิษย์ ไม่ว่าศิษย์นั้นจะยากจนหรือร่ำรวย
ก็ต้อนรับขับสู้ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอหน้ากัน มาก่อนพบก่อน มาหลังพบทีหลัง
ไม่มีคำว่า ศิษย์คนโปรด ศิษย์คนดัง ศิษย์คนมีเงิน อยู่แถวหน้า
ศิษย์อื่นๆ อยู่แถวหลัง คอยพบทีหลัง
ให้คำปรึกษา แนะนำ แบบมีเมตตา กรุณา ดูแลช่วยเหลือ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
เมื่อเราทำชั่วท่านก็คอยเตือน สั่งสอน พูดแต่เรื่องจริงไม่สอนให้งมงาย
บุคคลใดได้เป็นศิษย์ครูบาอาจารย์ประเภทนี้ ถือว่าเป็นโชคมหาศาลของชีวิต
และส่วนใหญ่ท่านจะเป็นพระอริยสงฆ์ ในประเทศไทยยังมีอยู่ ดูให้ดีๆ เถิด

*สำหรับผมดวงดีครับ มีครูบาอาจารย์แบบที่สาม
แต่ท่านมรณภาพไปนานแล้ว ไม่เคยได้พบตัวจริง
เห็นแต่ในภาพ และได้ติดต่อสื่อสารกันในหลายมิติ
เช่น มาเข้าฝันบอก หรือฝากคำพูดให้บุคคลที่มีสมาธิจิตสื่อสารกับท่านได้
ให้มาบอก มาเตือน ให้ปฏิบัติธรรมอย่างนั้นอย่างนี้
มีอยู่ปีหนึ่ง ผมลืมทำบุญไหว้ครู เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแด่ครูบาอาจารย์
ท่านมาเตือนในฝัน บอกว่าต่อไปอย่าลืม มิเช่นนี้แล้วจะลงโทษให้เป็นเจ้าชายนิทรา
เมื่อปีที่แล้วท่านก็มาเตือนอีก ให้สวดมนต์นั่งสมาธิ-วิปัสสนาวันละ 2 ครั้ง
เพื่อสร้างบารมีให้ตนเอง สำหรับขึ้นไปเสพสุขในชั้นพรหมโลก
ส่วนจะไปชั้นไหน ตัวมึงเองเป็นผู้ลิขิต
หรือจะเลือกเส้นทางไปลงนรกก็ตามใจ

*ขอสรุปไว้ ณ ที่นี้ ด้วยโอวาทของพระพุทธเจ้า
“ดูก่อนอานนท์ พวกเธอจงมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นที่พำนัก อย่ามีผู้อื่นเป็นที่พึ่ง
ให้มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พำนัก อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พำนัก”
(จากมหาปรินิพพานสูตร)

ตอนต่อไป พบกันในหัวข้อที่ 2 สมถะ และ วิปัสสนา

ด้วยความปรารถนาดี
ชนะ เวชกุล





Create Date : 12 ธันวาคม 2556
Last Update : 12 ธันวาคม 2556 22:02:12 น. 0 comments
Counter : 618 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
12 ธันวาคม 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.