ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
ปฏิบัติบูชา (28)


ความในใจ ตอน 4 เห็นเหตุการณ์และวิญญาณ

หลังจากผมได้สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสีมาบูชาสมใจแล้ว ไม่มีเหตุการณ์แปลกประหลาดใดๆ เกิดขึ้นอีก แต่ผมก็ไม่กังวลใดๆสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิไปตามปกติ

เพราะสิ่งที่หวังไว้ก็ได้สมความปรารถนาแล้วคราวนี้มีความคิดจะเล่นฌาน คือการเพ่ง ตัดใจเลือกลมหายใจของตัวเองฝึกเช้าฝึกเย็นตลอดเวลาจนกระทั่งจับลมหายที่กระทบรูจมูกของตัวเองได้

จากนั้นก็จับลมที่ปล่อยออกจากรูจมูกอย่างเดียวจนเห็นแสงสีขาวนวลเป็นลำแรกๆ ออกมาสั้นแล้วค่อยๆ ยาวขึ้นๆ วันหนึ่งมันเปลี่ยนวูบหูดับ เห็นแสงเหลืองอ่อนเย็นตาสว่างโร่

ความรู้สึกคล้ายเราไม่มีตัวตน แต่เย็นสบาย เกิดความคิดเอ๊ะเราตายหรือ? เท่านั้นแหละเกิดอาการตกใจ ทุกอย่างหายวูบไป ลืมตาหัวใจยังเต้นระส่ำ รู้สึกโล่งอกมารู้ทีหลังจากการอ่านหนังสือ บอกว่าเป็นอาการของ ฌาน 4 แสดงว่าเราฝึกได้แล้ว แต่ต้องทำให้ช่ำชองต่อไปเรื่อยๆมิฉะนั้นจะทำไม่ได้ในวันหน้า

หลังการฝึกไม่นานผมก็ได้ประสบการณ์จากคนในครอบครัวพี่น้องขอพูดถึงบิดาก่อน เพราะทำให้ผมเข้าถึงตาทิพย์และหูทิพย์ พร้อมสำนึกในใจที่กระตุ้นใจตนเองว่า

จำไว้นะ อนิจจังไม่เที่ยงจงอย่าประมาท เพราะเราเองไม่รู้ตัวว่า จะถูกกรรมเก่าหรือกรรมใหม่ชาตินี้ มาทวงแค้นเอาเมื่อใด

เรื่องนี้เกิดหลังจากพ่อเสียชีวิตได้เดือนกว่า (พ่อเสียชีวิต14 ส.ค. 2526 – บันทึกประจำวัน)

ผมมีโอกาสกลับบ้านเกิดที่ต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมน้องสาวเมื่อไปถึงน้องสาวได้เล่าเรื่องวิญญาณพ่อแสดงอิทธิฤทธิ์ในสวนยางที่พ่อมอบให้เป็นมรดกนอกเหนือจากบ้านหลังนี้

มีคนงานรับจ้างกรีดยางทั้งห้าคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน

พ่อได้มายืนปรากฏตัวให้คนงานของน้องสาวเห็นกลางวันแสก ๆ

บางคนกลัววิญญาณพ่อมากถึงกับขอลาออกไปทำงานที่อื่นน้องสาวกลัวคนงานจะหนีไปหมด จึงได้ขอร้องให้ช่วยบอกวิญญาณพ่อว่าอย่าได้หลอกหลอนแกล้งคนงานเลย เพราะหาคนงานกรีดยางยากเย็นนักถ้าพวกเขาลาออกกันหมด จะทำให้ขาดรายได้

ผมพิเคราะห์ดูแล้วพ่อยังคงมีความคิดยึดมั่นถือมั่นในสมบัติที่ได้สร้างมากับมือทำให้จิตผูกติดกับแผ่นดินหรือสมบัติว่าเป็นของตัวเองอยู่ ครั้นเวลาจิตดับแทนที่จะไปสวรรค์ตามกำลังบุญที่ทำไว้กลับต้องมาเป็นวิญญาณเฝ้าสมบัติ

ผมสงสัยว่าทำไมวิญญาณพ่อต้องมาอยู่เฝ้าสวนน่าจะไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นใดชั้นหนึ่งเพราะใน อดีตพ่อเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดทั้งยังสร้างบุญกุศลให้วัดไว้มากมาย

สมัยพ่อยังมีชีวิต เคยถกเถียงกับผมในธรรมะบางข้อที่ความเห็นไม่ตรงกันกว่าจะลงเอยได้ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองวันบางเรื่องถึงขั้นต้องเอาตำรามากางดูกันต่อหน้าเพื่อหาความจริง

และเมื่อความจริงปรากฏความคิดเห็น ความปักใจเชื่อของพ่อได้เปลี่ยนไป

ผมคิดว่าอุปนิสัยนี้อาจเป็นหนทางเกลี้ยกล่อมพ่อไม่ให้เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ได้

คืนนั้นผมได้เข้าห้องพระของพ่อเพื่อสวดมนต์และนั่งสมาธิซึ่งเป็นกิจประจำก่อนนอน ไม่ว่าจะไปพักที่ไหน

อาจเป็นเพราะบ้านในชนบทมีความเงียบสงบกว่าในตัวเมืองทำให้การนั่งสมาธิได้ผลดีเกินคาดใช้เวลาเดินจิตเข้าสู่อุปจารสมาธิเพียง 5 นาทีแล้วเพ่งลมหายใจเข้าออกเพื่อเข้าฌาน 4 โดยตรง ขณะกำลังนิ่งอยู่ระหว่างฌาน 2-3รู้สึกแปลกใจนิดๆ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด จิตสงบนิ่งเร็วมาก

ครู่เดียวเมื่อจิตตั้งมั่นสงบนิ่ง หูผมดับสนิทไม่ได้ยินเสียงภายนอกอีก นิมิตเกิด

ทันใดนั้นปรากฏภาพพ่อเดินผ่านประตูห้องพระเข้ามายืนเผชิญหน้ากับผม พ่อแต่งชุดทำสวนที่ผมเห็นชินตาสมัยยังเด็ก เวลาพ่อไปสวนจะนุ่งกางเกงขาก๊วยสีดำ ใส่เสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงิน ทั้งกางเกงและเสื้อสีซีดจางมากใบหน้าพ่อหมองคล้ำ ลักษณะคล้ายคนมีความทุกข์

พ่อมองหน้าผมแล้วพูดว่า “มึงมาก็ดีแล้ว จะได้พูดกันเสียให้รู้เรื่อง”

พูดจบร่างพ่อได้หายวับไป แล้วภาพสวนยางได้ปรากฏแทนที่ ผมจำได้ว่าตรงนี้เป็นจุดตรงกลางสวนในจำนวนพื้นที่20 ไร่ทันใดได้ยินเสียงพ่อพูดลอยมา แต่ไม่เห็นตัว

“ตั้งแต่กูตายไป และทำบุญร้อยวันให้แล้วยังไม่เคยมีใครทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อีก คิดแล้ว มันน่าเจ็บใจนัก”

ผมใจสั่น สมาธิคลายออกเพราะเสียงหนักๆในคำสุดท้ายของพ่อคล้ายไม่พอใจ

เมื่อผมถอนสมาธิแล้วมองนาฬิกาเพิ่งสามทุ่มน้องสาวยังไม่นอนจึงเรียกมาคุยในห้องพระเล่าเรื่องที่พบพ่อให้ฟังและสรุปว่านี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่อง

ดังนั้นผมจึงบอกน้องไปว่าพรุ่งนี้ต้องถวายเครื่องสังเวยให้พ่อที่ใจกลางสวนยางสั่งให้น้องสาวรีบเตรียมเครื่องสังเวย เช่น หัวหมูต้ม ไก่ต้ม เหล้าขาว ของหวานขนมถ้วยฟู หมาก พลู บุหรี่ ข้าวถ้วย น้ำชา น้ำปลา น้ำจิ้ม กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อนไว้ให้พร้อมโดยไปซื้อที่ตลาดสดในตัวอำเภอซึ่งมีวางขายอยู่ครบ

วันรุ่งขึ้น เวลาประมาณเก้าโมง ผมจัดวางเครื่องสังเวยบนผ้าขาวซึ่งรองไว้ด้วยผืนเสื่อเสร็จเรียบร้อยเมื่อเห็นว่าทุกอย่างพร้อม จึงได้จุดเทียนและธูปก่อนสวดอัญเชิญชุมนุมเทวดาแล้วตามด้วยคำกล่าวถวายเครื่องสังเวยแด่เทพยดาและดวงวิญญาณที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตสวนนี้

           หลังจากปักก้านธูปที่เครื่องสังเวยทั้งหมดแล้วได้ให้น้องสาวจุดธูปหนึ่งดอกกล่าวคำขอขมาพ่อ บอกกล่าวว่าถ้าเธอทำอะไรผิดพลาดพลั้งไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ขอให้อโหสิกรรมด้วย

ขณะรอเทพยดาและดวงวิญญาณเสวยเครื่องสังเวยนั้นก้านธูปไหม้ยังไม่ทันหมดดอก ได้ยินเสียงคนงานคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาบอกน้องสาวว่า

“เจ๊..เจ๊..มีคนงานกรีดยางผู้ชายกำลังมีอาการคล้ายผีเข้าสิงอยู่ในโรงเรือนหีบยาง”

แล้วพูดต่อไปว่า ผีให้มาตามคนชื่อ..ระบุชื่อผมซึ่งเขาเองไม่รู้จักว่าเป็นใคร

เมื่อผมไปถึงโรงเรือนหีบยางแล้วได้นั่งขัดสมาธิบนพื้นปูนต่อหน้าคนงานซึ่งนั่งหลับตานิ่งอยู่ถามว่าเป็นวิญญาณผู้ใด ขออย่าได้แอบอ้าง

คนงานตอบโดยไม่ลืมตา “กูนี่พ่อมึงนะ”

ผมถึงกับสะดุ้ง ใจหายวาบ ขนลุกซู่ไปทั่วกายเพราะนั่นคือเสียงของพ่อชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน

ถามพ่อว่า “ได้รับเครื่องสังเวยที่จัดให้วันนี้หรือยัง”

พ่อตอบว่า “กูกินอิ่มหนำสำราญแล้วขณะนี้กำลังให้ดวงวิญญาณอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนี้ได้กินบ้าง เพราะมันอดอยากกันมานานเนื่องจากไม่มีใครทำบุญอุทิศให้และทุกคนกล่าวอนุโมทนาให้มึงแล้วที่มีเมตตาแก่พวกเขา”

ผมฟังน้ำเสียงแล้ว ใจชื้นขึ้นไม่ต้องนั่งสมาธิให้เสียเวลา จะใช้โอกาสนี้คุยกับวิญญาณพ่อเสียเลย

“ทำไมพ่อต้องหลอกหลอนคนงานให้เขาหวาดกลัว จนไม่เป็นอันทำงาน”

สิ้นคำพูด พ่อพูดโพล่งสวนขึ้นทันใด

“ก็น้องมึงมันอวดดี จะทำอะไรในสวน ไม่เคยบอกกูสักคำกูเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินนี้นะ ไม่ใช่มัน และกูไม่เคยเอ่ยปากยกให้มันสักคำ มันถืออำนาจอะไรมาจัดการทำโน่นทำนี่มาปลูกเงาะซึ่งกูไม่ชอบ มันน่าจะมาปรึกษากูก่อน เห็นกูเป็นหัวหลักหัวตอหรือไง”

ผมคาดเดาใจพ่อไม่ผิดเลยมองเห็นทะลุปรุโปร่ง พ่อยังมีอัตตาตัวกู ของกูแน่นหนามากคงต้องอาศัยธรรมะเข้าช่วยแต่พูดยังไงดี พ่อจึงยอมขึ้นสวรรค์ สละความเป็นปู่โสมเฝ้าสวนยางให้ได้

ในใจคิดจะยึดพุทธภาษิตที่กล่าวว่า “เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้วสุคติเป็นอันต้องหวังได้”

กล่าวคือถ้าจิตพ่อไม่ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลสตัณหาคือความโลภความโกรธ ความหลง แล้วให้มาตั้งมั่นระลึกถึงความดีที่เคยทำไว้ย่อมสามารถเปลี่ยนภพได้

ผมจึงเริ่มต้นร่ายยาวย้อนอดีตที่พ่อได้บวชพระและเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดตั้งสิบห้าปีกว่านั้นลืมไปแล้วหรือพ่อนิ่งไปไม่พูดแสดงว่ากำลังใคร่ครวญ

ผมรีบถือโอกาสชิงพูดเพื่อไม่ให้พ่อคิดเขวไปทางอื่น

“พ่อทำความดีไว้สูงแล้วคือทั้งบวชทั้งเรียนซึ่งน้อยคนนักที่ได้มีโอกาสเช่นนี้ พ่อลองคิดดู ตอนนั้นจิตใจของพ่อไม่ร้อนรุ่มกลุ้มใจมีแต่ความสุขเพราะได้ช่วยเหลือชาวบ้านจนเขาได้ดีไปตาม ๆ กันไม่เดือดร้อนกัน ไม่เบียดเบียนกัน พ่อเองก็เคยร่วมมือกับชาวบ้านสร้างศาลาการเปรียญสร้างโบสถ์ สร้างหอระฆังกุฏิไว้ให้พระบวชใหม่อยู่อาศัย กุศลเหล่านั้นมีค่ามหาศาลนักในด้านความสุขทางใจ”

ผมเว้นระยะอึดใจหนึ่งก่อนจะพูดว่า

“เมื่อเอามาเทียบกับพ่อตอนนี้มีอาณาเขตแค่ผืนดิน 20 ไร่ที่มีต้นยางแค่หยิบมือเดียวนั้น ผมขอถามพ่อว่ามันจะยั่งยืนมั่นคงหรือและความเป็นเจ้าของอะไรๆ นั้นยั่งยืนจริงหรือ พ่อลองคิดดูธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเช่นถ้าเกิดไฟไหม้สวนเข้าสักวันหนึ่งวันใดก็กลับกลายเป็นผืนดินแดงๆ ที่ไร้ค่ากฎไตรลักษณ์ พ่อย่อมรู้ดี และผมไม่ต้องการเป็นคนสอนหนังสือสังฆราช หรือเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน”

พ่อพูดโพล่งสวนขึ้นทันควันขณะผมจะพูดต่อ

“ที่มึงพูดมานี่ มึงจะเอายังไงกับกู”

ผมตัดสินใจพูดว่า “ถ้าพ่อยังอยู่ที่นี่ สักวันหนึ่งพ่ออาจไปเกิดเป็นลูกน้องสาวผมเพราะกำลังจิตที่พัวพันในโลภ ในโกรธ ในหลงก็เป็นได้ตามกฎแห่งกรรมพ่อไม่ละอายแก่ใจหรือที่ต้องกลับ มาเกิดเป็นขี้ข้าลูกตัวเองในชาติต่อไป

ที่ผมพูดเพราะอยากให้พ่อขึ้นสวรรค์ตามกำลังบุญกุศลที่พ่อทำไว้ผมตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะนิมนต์พระห้าองค์มารับสังฆทานที่บ้าน ผมกับน้องและญาติๆจะร่วมกันอุทิศส่วนกุศลให้พ่อเพียงคนเดียว หวังให้พ่อหมดทุกข์ หมดกังวลใจไม่ต้องมาลำบากเฝ้าในสิ่งไร้สาระ หาแก่นสารไม่ได้กับที่ดินผืนนี้”

เมื่อผมพูดจบร่างคนงานชายเอนตัวหงายหลัง เพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้จับไหล่ไว้ทันแล้วจับนอนลง พลางร้องเรียกชื่อซ้ำๆจนกระทั่งมีสติลืมตามองทุกคนด้วยสายตาแสดงอาการประหลาดใจ

ผมมีความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกโล่งใจ ทุกคนต่างดีใจยิ้มแย้มแจ่มใสถ้วนหน้า และได้ร่วมทำบุญสังฆทานในวันรุ่งขึ้น

อานิสงส์แห่งสังฆทานที่ได้ทำแล้วคือมีพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 3 นิ้ว หนึ่งองค์ ผ้าไตร หนึ่งชุด ยารักษาโรคปิ่นโตใส่อาหารคาวหวานพร้อมปัจจัยถวายพระสงฆ์ที่นิมนต์มา ส่งผลทันตาเห็นอย่างไม่คาดคิดมาก่อน

ผู้รู้เคยกล่าวไว้การทำสังฆทานโดยมีพระภิกษุสงฆ์ 4 องค์ขึ้นไป และอุทิศให้เฉพาะเจาะจงชื่อผู้รับย่อมได้อานิสงส์มากกว่าการอุทิศทั่วไปที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ

ผมยืนยันไว้ ณ ที่นี้ว่าเป็นคำกล่าวที่เชื่อถือได้

เพราะคืนวันสุดท้ายก่อนกลับมาทำงานราชการตามปกติผมสวดมนต์และนั่งสมาธิในห้องพระของพ่อ ซึ่งไม่ค่อยมีลูกหลานคนใดกล้าเข้าไปสวดมนต์อ้างว่ากลัววิญญาณพ่อ

ขณะจิตนิ่ง อยู่ในระดับอุปจารสมาธิเท่านั้นฉับพลันเห็นแสงสีแห่งอรุณสีทองวาบขึ้นมาในจิต รอบกายผมเต็มไปด้วยแสงสีทอง

เห็นภาพพ่อยืนสง่าหน้าวิมานแก้ว มีเทพบริวารมากมายรอบตัวพ่อมีรังสีสว่าง เครื่องนุ่งห่มสวยงาม สดใส ใบหน้ามีรอยยิ้มน้อยๆและคลับคล้ายได้ยินเสียงแว่วในจิต

ชีวิตพ่อเปลี่ยนไปเช่นนี้เพราะจิตวางโลภ โกรธ หลง โดยแท้

ทุกวันนี้ แม้ผมจะเลิกรับแขกตั้งแต่ พ.ศ.2537และไม่ได้ฝึกตนเพื่อฤทธิ์ ซึ่งมุ่งไปในเส้นทาง ฌานสมาบัติ 8 อีก เพราะเป้าหมายเปลี่ยนไปคือ ผมขอเดินในเส้นทางพ้นทุกข์ หรือพูดง่ายๆ ฝึกฝนตนเองให้พ้นจากกิเลสซึ่งมีวิธีเดียวคือ นั่งวิปัสสนา

ผมพิจารณาทางฤทธิ์แล้วเห็นว่า เราจะเด่นดังหรือเก่งแค่ไหนก็ยังไม่พ้นกิเลส ปัจจุบันมีตัวอย่างให้ดู ทั้งพระและฆราวาส ในที่สุดก็หนีไม่พ้นวัฏสงสาร

          เพื่อนใกล้ชิดบางคน ถามผมว่า มาทางนี้แล้วยังรู้เห็นเกี่ยวกับวิญญาณอยู่ไหม? ผมตอบว่ายังเห็นอยู่บางครั้งไม่ได้ตั้งใจก็เห็นภาพเหมือนเราดูทีวีสีแต่ระดับจิตจะต้องอยู่ใน ฌาน 2 ขึ้นไป และต้องไม่ถึง ฌาน 4 เพราะฌาน4 นั้น จิตเราไปอยู่ในอีก มิติหนึ่ง คือ นิ่ง เงียบ สบาย สุข แต่ทำอะไรไม่ได้

จนกว่าเมื่อใดท่านจะเข้าฌาน 4 จนคล่อง รวดเร็วจนมีพลังกล้าแข็ง เช่น ถอยจากฌาน 4 เข้าฌาน 2 หรือ 3 แล้วเข้าฌาน 4ใหม่สลับไปมาคล่องแคล่ว

ดังที่ผมเล่าเรื่องหลวงปู่แหวนให้ฟังครั้งก่อน นั่นแหละคือประโยชน์ของฌาน4

ทางสมาธิถือว่า จิตจะอยู่ระหว่าง อุปจารสมาธิ ฌาน2-3 กับอัปปนาสมาธิ ซึ่งเทียบเท่าฌาน 4

ทุกวันนี้ผมก็ฝึกฝนทบทวนเพียง ฌาน 2 - 3 และ วิปัสสนาสลับกัน ไม่ต้องการอิทธิฤทธิ์ ตามที่เล่าตอน 14 และ 15 ไว้คร่าวๆ เป็นพื้นฐานแล้ว

ประสบการณ์ที่เคยฝึกฝนมาคือพอเข้าฌาน 2 – 3 แล้ว เห็นเหตุการณ์ หรือไม่ก็วิญญาณ จะเป็นเพราะปู่ช่วยให้เห็นหรือไม่? ท่านผู้อ่านโปรดวินิจฉัยเองนะครับ


ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน
ด้วยความปรารถนาดี
ชนะ เวชกุล




Create Date : 24 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 6 ธันวาคม 2558 9:54:42 น. 2 comments
Counter : 614 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ อาจารย์
อาจารย์หายไปนานมาก เอ๊ะ หรือหนูหายไปนานกว่า..
อาจารย์สบายดีใช่มั้ยคะ..ขอบคุณค่าที่ยังไม่ลืมว่ามีคนรออ่านอยู่

ไม่รู้ว่าหนู จะคิดถูกหรือเปล่าที่ตั้งใจจะฝึก เพื่อดูกรรมของตัวเอง
แล้วขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรของตัวเอง...
แต่บางคนก็บอกว่า ไม่ต้องถึงขนาดนั้น
แค่ปัจจุบันไม่ทำชั่ว ไม่คิดร้ายคนอื่น อยู่ในศีลในธรรมก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
เห็นอาจารย์เล่าแบบนี้..ขอเลือกอันหลังดีกว่า
ยังทำใจไม่ได้ถ้าให้เจออีกโลกนึง...
ทุกวันนี้หนูนั่งสมาธิแค่นาทีเดียวยังไม่รอดเลยค่ะ
ไม่ได้เมื่อยนะคะ กลัวลืมตามาจะเอ๋ใครก็ไม่รู้...
แต่แบบหนูเนี่ยให้นั่งกว่าจะถึงขนาดหูดับ คงอีกนานแหละค่ะ..

ขอบพระคุณอาจารย์มากเลยนะคะ ที่มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง
ยังรอติดตามตอนหน้าอยู่นะคะ...


โดย: Maharani Kaurwaki (Maharani Kaurwaki ) วันที่: 7 ธันวาคม 2558 เวลา:14:08:27 น.  

 
สวัสดีครับ

ขอบคุณที่ติดตามอ่าน

คุณตัดสินใจเลือกได้ถูกต้องแล้ว ขออนุโมทนาด้วย

ผมจะบอกเคล็ดลับให้คุณ และคนอื่นๆ ที่ผ่านมาอ่าน
*ถ้าใครคิดตั้งใจจะนั่งสมาธิ หรือจะเข้าสมาธิให้ได้
ผลก็คือ ความล้มเหลว
*แต่ถ้าไม่ตั้งใจ เอาแค่นั่งไปเพลินๆ เช่นดูลมหายใจของเราที่เข้าออกรูจมูกไปเรื่อยๆ ปล่อยใจไปสบายๆ เพลินๆ แบบคนว่างงาน ทำไปทุกวัน ไม่หวังผลอะไร
อาจพบความสำเร็จ*

*สำหรับมือใหม่หัดขับ ผมมีข้อเสนอแนะ
นั่งหลับตา นับลมหายใจเข้า-ออก นับ 1 ทำแบบเดิม นับ 2
เช่นนี้ นับไปจนถึง 9 หรือ 10 ครั้ง แล้วหยุดพิจารณา
จิตของเราแวบออกไปคิดถึงเรื่องอื่นหรือไม่
ถ้าไม่ แสดงว่า จิตของเราได้สมาธิแล้วใน 1 นาที..ไชโย
ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของคนที่มีลมหายใจระดับปกติ

*แต่ถ้า คนใดหายใจเข้าออกเกินสิบครั้งขึ้นไปใน 1 นาที
เช่น สิบห้าครั้ง เช่นนี้แล้ว คนนั้นต้องฝึกปรับระดับลมหายใจของตัวเองใหม่ พยามให้เหลือ 9 ให้ได้ หากต้องการจะฝึกนั่งสมาธิ หรือ ฌาน*

ฝากไว้แค่นี้ก่อนครับ
ขอบคุณอีกครั้ง


โดย: chanaw2485 (chanaw2485 ) วันที่: 9 ธันวาคม 2558 เวลา:10:04:46 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2558
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
24 พฤศจิกายน 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.