ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
ปฏิบัติบูชา (17)

เรื่องเบ็ดเตล็ด (ต่อ)

ผมได้พูดเมื่อตอนที่แล้วว่า
จิตนั้นมีพลังวิเศษจริงหรือ ?

ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนั้น ผมไม่เคยสนใจเรื่องสมาธิหรือเรื่องจิต
แต่วันนี้ผมขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน
เป็นเรื่องจริง เชื่อถือได้ ไม่ผิดหวัง

ผมจะย้อนอดีตตัวเองสมัยหนึ่งให้ท่านฟัง
นี่คือคำตอบหนึ่ง ทำไมผมจึงหันหน้ามาทางธรรม ?

*เมื่อปี พ.ศ. 2520
เงินเดือนน้อยไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว
จึงตัดสินใจเลี้ยงหมูขุนตามความคิดของเพื่อน
ผมตัดสินใจเลี้ยงเองโดยไม่มีลูกจ้าง เพราะทุนน้อย
แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับผม
แทนที่จะได้กำไรมาเลี้ยงครอบครัว กลับขาดทุนร่วมแสน
ทุกคืนนั่งร้องไห้ไม่ให้ใครเห็น แม้แต่ภรรยา
เพื่อนๆ หลบหน้า กลัวผมจะยืมเงิน
ผมยังมีเพื่อนสนิทพูดคุยหาวิธีการใช้หนี้
ด้วยการกู้เงินสหกรณ์ครู เพื่อนเป็นคนค้ำประกันให้
ขณะเดียวกันเพื่อนก็พาไปหาร่างทรงเจ้าแม่กวนอิมที่เขานับถือ

*ท่านบอกว่า ดวงชะตาผมทำบาปไม่ขึ้น
ควรหาทางแก้ทุกข์ในใจของตัวเองให้ผ่อนคลายก่อน
เช่น ทุกวันต้องสวดมนต์ไหว้พระ ถือศีล 5 ให้บริสุทธิ์
เมื่อใจสงบ บุญคือความดีก็เกิดในตน
บุญมากเท่าไรก็สามารถคุ้มครองตัวเองได้
เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะร่วมมือกันสนับสนุนและช่วยปกป้องภัยให้
ชีวิตในวันหน้าจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
จริงอยู่ที่ว่า บาปส่วนบาป บุญส่วนบุญ ล้างกันไม่ได้
แต่ลองคิดดู น้ำในแก้วขุ่นสีดำ ถ้าเราเอาน้ำใสบริสุทธิ์เติมลงไปทุกวัน
น้ำสีดำก็จะค่อยๆ เจือจางลง วันหนึ่งน้ำในแก้วก็ใสบริสุทธิ์
ทำนองเดียวกับดวงชะตาของลูก
ถ้าจิตคิดในทางบุญบ่อยๆ ไม่ทำบาป
คงไม่เกิน 3 ปี หนี้สินจะหมดไป ช่วงนี้ให้ถือว่าชดใช้กรรมเก่าก็แล้วกัน

*ผมยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งที่ร่างทรงพูดว่า ผมมีดวงชะตามาทางบุญ
หลายวันต่อมามีเพื่อนต่างคณะมาชวนไปดูวิธีการนั่งกสิณไฟ
บอกว่าเป็นวิทยากรจากกรุงเทพฯ มาพูดที่พุทธสมาคม เวลาสองทุ่มครึ่ง
เขาขอให้ช่วยไปเป็นเพื่อน ผมไม่ขัดใจเพราะเคยช่วยผมตอนเลี้ยงหมู
ผมนึกไม่ถึงว่าจะมีคนสนใจมาฟังกันเกือบเต็มห้องพระ
ผมมองไปที่โต๊ะบรรยาย เห็นพระพุทธรูปแก้วโปร่งใสองค์หนึ่งตั้งอยู่
ผู้บรรยายได้พูดถึงประโยชน์ของกสิณว่าเป็นทางนำไปสู่วิปัสสนาได้
หลังจากนั้นได้แนะนำวิธีการนั่ง
โดยให้ทุกคนนั่งมองพระพุทธรูปแก้วใสองค์นี้ประมาณ 5 นาที
แล้วหลับตา พร้อมๆ กับใจนึกถึงพระพุทธรูป บริกรรมว่า ไฟ ๆ ๆ ไปด้วย
ถ้ายังจำไม่ได้ให้ลืมตา มองใหม่อีกครั้ง แล้วหลับตานึกให้เห็นภาพให้ได้
ทำ 3 จังหวะ คือ เพ่งมอง หลับตานึกถึงภาพสลับกันไป พร้อมกับคำภาวนา
ทำเช่นนี้จนกว่าจะเห็นพระพุทธรูป
ต่อจากนั้นวิทยากรจะได้แนะนำขั้นตอนต่อไป

*พูดจบวิทยากรก็ดับไฟในห้อง
ทั้งห้องมืดสนิท ผมมองไม่เห็นอะไร แล้วได้ยินเสียงเปิดสวิทซ์
ฉับพลันเห็นองค์พระที่อยู่บนโต๊ะสว่างใสชัดเจน เพราะหลอดไฟใต้ฐานองค์พระ
เสียงวิทยากรบอกให้ทุกคนเริ่มปฏิบัติ รอบแรกจะให้เวลา 30 นาที
ผมเพ่งมององค์พระ 5 นาที แล้วหลับตานึกภาพพระพุทธรูป พลางนึกในใจ ไฟ ๆ ๆ
เบื้องหน้าผมมีแต่ความมืด ทำยังไงๆ ก็ไม่เห็นสักที
ผมลืมตามองพระพุทธรูปใหม่อีกครั้งตามกำหนดเวลา แล้วหลับตานึกภาพ
คราวนี้รู้สึกเห็นแสงสีขาวเลือนรางไม่ชัดเจน สักครู่ก็จางหายไป
ผมเริ่มใหม่อีกครั้งเป็นครั้งที่สาม
คราวนี้เห็นเป็นภาพพระพุทธรูปแต่ไม่ชัดเจน แวบเดียวแล้วก็จางหายไป
ผมได้ยินเสียงวิทยากรบอกหมดเวลารอบแรก

*ไฟฟ้าในห้องสว่างขึ้นอีกครั้ง
วิทยากรบอกว่า สมาชิกท่านใดที่มองเห็นภาพแต่ไม่ชัดเจน แวบเดียวแล้วภาพหายไป
แสดงว่าท่านผ่านเข้าระดับ บริกรรมนิมิต จะเกิดในขณะที่จิตเป็น ขณิกสมาธิ
ส่วนสมาชิกท่านใด พอหลับตาลงก็เห็นพระพุทธรูปชัดเจนเท่ากับเมื่อลืมตา
จะต้องฝึกจนกระทั่งต้องการให้เห็นนานขึ้น และนานเท่าใดก็ได้
สุดท้ายแม้ไม่มีกสิณอยู่ นึกอยากจะเห็นเมื่อใด พอหลับตาก็เห็นได้
อย่างนี้จะจัดอยู่ในขั้น อุคคหนิมิต คือ สมาธิถึงขั้น อุปจารสมาธิแล้ว
เพื่อนบอกผมว่า เขายังไม่เห็นอะไรเลย มันมืดไปหมด
ถามผมว่า เห็นอะไรบ้างหรือยัง
ผมบอกไปตามจริง เพื่อนพูดว่า มึงมีแววนะ นั่งแป๊บเดียวได้ตามสูตรหนึ่ง

*เสียงวิทยากรบอกจะเข้ารอบที่สอง ไฟในห้องมืดสนิทอีกครั้ง
ภาพพระพุทธรูปใสสว่างปรากฏแก่สายตา
ผมลงมือปฏิบัติตามแบบเดิม
ทำสลับกันไป จนกระทั่งเห็นภาพเกือบชัด คราวนี้เห็นนานขึ้น
ผมลองนึกในใจเล่นๆ ว่า ขอให้ภาพองค์พระพุทธรูปมาวางบนศีรษะตัวเอง
นึกจบไม่ทันตั้งหลัก ผมรู้สึกสะดุ้งนิดหนึ่ง ใจเต้นไม่เป็นส่ำ เพราะนึกไม่ถึง
เพียงแว๊บเดียวพระพุทธรูปมาอยู่บนศีรษะ ในลักษณะหันหน้าตรงกันข้ามกับผม

*ครู่หนึ่งภาพนั้นก็หายไป พร้อมๆ กับเสียงวิทยากรบอกเวลาครบรอบสอง
ไฟในห้องสว่างอีกครั้ง
ขณะเดียวกันได้ยินเสียงเพื่อนมากระซิบข้างๆ หูว่า
กูปวดขา ตอนนี้เป็นเหน็บ แทบลุกไม่ขึ้น กลับกันเถอะ นี่มันจะสี่ทุ่มแล้ว
ผมหันมองรอบห้อง เห็นสมาชิกหายไปกว่าครึ่ง
แสดงว่าแอบหนีกลับบ้านกันตอนไหนไม่รู้
ลองนับดูมีคนเหลือไม่ถึง 20 คน
เมื่อเพื่อนหายเป็นเหน็บแล้วก็อำลาขณะวิทยากรพูดบรรยาย

*นี่คือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของการนั่งสมาธิแบบกสิณไฟ
คืนนั้นก่อนนอน ผมนึกถึงคำทำนายของร่างทรงศิษย์เจ้าแม่กวนอิม
วันนี้ยังจำได้ดี จิตใจผมเปลี่ยนไป เห็นคล้อยตาม ยังไม่เต็มร้อย
รู้เห็นว่า ถ้าใจสงบแม้เพียงเล็กน้อย จิตเราย่อมมีพลังเมื่อคิดจะทำสิ่งใด
ก็แค่ผมนึกในใจเล่นๆ พระพุทธรูปมาอยู่บนศีรษะชั่วแว๊บเดียว
สังเกตไม่ทันว่ามาได้อย่างไร ตอนไหน
แล้วจะไม่ให้เชื่อได้อย่างไร ?

*แต่ยัง ยังมีประสบการณ์อีกครั้งที่ทำให้ผมเชื่อโดยสนิทใจ ไม่ลังเล
สรุปด้วยตนเองว่า การนั่งสมาธิแบบกสิณ และการเข้าฌานนั้น
มีคุณค่า และเป็นพื้นฐานมั่นคงในการศึกษาเรื่องวิปัสสนาในวันหน้า
เดือนนี้เราคุยกันเหนื่อยแล้ว เดือนหน้ามาพบกันอีกนะครับ
อาจจะแถมเรื่องผมเป็นร่างทรงได้อย่างไร ? (ตอนนี้เลิกแล้ว)
ขออวยพรให้ทุกท่านโชคดี เมื่อคิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนา

โอกาสหน้าพบกันใหม่
ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน

ด้วยความปรารถนาดี
ชนะ เวชกุล




Create Date : 06 ตุลาคม 2557
Last Update : 6 ตุลาคม 2557 11:25:11 น. 0 comments
Counter : 549 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
6 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.