ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
สอนใจตัวเอง(6)



ตัวอย่างวิธีพิจารณาของ แม่ชีสมจิตต์ศิริคะเณรัตน์

*ก่อนที่ฉันยังไม่ได้มาปฏิบัติในแนวของหลวงพ่อทูลฉันเป็นทุกข์มาก

เพราะยึดติดในเรื่องของของฉัน ใครมายืมใครมาเอาไปโดยไม่บอก
หรือยืมไปแล้วไม่ส่งคืน ฉันก็จะตามไปทวงถาม และต่อว่าให้เจ็บ

เขาจะได้ไม่มาเอาไปอีก ไม่เว้นแม้แต่ญาติเพราะมันเป็นของของฉัน

*ต่อมามีญาติจากอเมริกานำพวกญาติธรรมหลายคนมาพักที่บ้าน

และได้มาสอนวิธีปฏิบัติธรรมตามแนวของหลวงพ่อทูลคือ

น้อมเอาธรรมชาติมาสอนใจ อบรมใจโดยเห็นอะไรก็นำมาสอนใจ

เช่น คนหรือสัตว์ ก็คือ ธาตุ 4มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครอง

ดังนั้นใครทุกข์เรื่องอะไรก็ให้หาอุบายจากธรรมชาติมาสอนใจ

ฉันฝึกปฏิบัติอยู่ 6 วัน จึงได้รู้ว่า การที่ฉันยึดติดในสมบัติที่เข้าใจว่าของของฉันนั้น

แท้จริงมันก็คือสมบัติของโลกสิ่งของทั้งหลายที่เราเข้าใจว่า เป็นของของเรา

มันก็คือธาตุ 4 ซึ่งเรามาอาศัยชั่วคราวอีกหน่อยเราก็ไปจากเขา เขาก็จะจากเราไป

เช่น เก่า เสื่อม เสียหาย ใช้ไม่ได้ ทิ้งไม่เอา ที่สุดกลายลงเป็นธาตุดินตามเดิม

*ฉันน้อมนำมาดูร่างกายของฉันนี้ มันจะเสื่อมโทรมลงทุกวันเสื่อมลงเรื่อยๆ

ทั้งที่เราทานข้าว มีอาหารผักสดผลไม้ถั่วมันเผือกทุกชนิดที่ว่าดีๆ

พร้อมทั้งนมไข่เนื้อตามที่คุณหมอท่านว่าช่วยบำรุงร่างกายให้เพียงพอ

ยารักษาโรคกินไว้นับประสาอะไรกับสมบัติภายนอก ว่าเป็นของของฉัน

เราเพียงมาอาศัยสิ่งอำนวยความสะดวกชั่วคราวตอนเรามีชีวิตอยู่เท่านั้น

แล้วฉันจะมายึดเอาอะไรแม้กระทั่งญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านมาสร้างความเป็นญาติ

เรามาอยู่ร่วมกันโดยไม่ขัดใจกันไม่ดีกว่าหรือ?

เราจะมาโกรธเกลียดกันด้วยของใช้ชั่วคราวนี้หรือ?ลองตรองให้ดีเถิด

แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังไม่ใช่ฉันเลยแล้วสิ่งของภายนอกจะมายึด ว่าเป็นของฉัน ได้อย่างไร

*พอหาหลักฐานได้ดังที่กล่าวมานี้ มั่นใจแล้วใจฉันจึงได้คลายจากการยึดติด

ว่าไม่ใช่ของฉัน ใจจึงเบาสบายครอบครัวจึงได้อยู่อย่างสงบเพราะตัวฉันเข้าใจแล้ว
ถ้าฉันไม่ได้ญาติธรรมมาแนะนำให้ปฏิบัติ

ฉันเองก็ยังไม่รู้ ว่าตนเองจะทำความชั่วนี้ไปสิ้นสุดลงเมื่อใด
เคยโต้เถียงกับพ่อบ้านครั้งที่เขาเตือนว่า “ถ้าเขามี เขาก็ไม่ยืมของเธอหรอก”

ตอนนั้นฉันก็ยังยึดมั่นเหนียวแน่นว่า“มันเป็นของของฉัน”

แต่มาบัดนี้ฉันเข้าใจและรู้ความจริงแล้ว“ถ้าฉันตายลงเมื่อใด ของที่ฉันว่าเป็นของของฉัน

มันไม่ได้ติดไปกับฉันคนอื่นก็มายึดเอาไปใช้ได้ ถ้ามันยังไม่ผุพังไปตามกาลเวลา”

*จาก...อุบายสอนใจตัวเอง...หลวงพ่อทูลขิปปปญฺโญ

*สนทนากันสักครู่

เป็นอีกคนหนึ่งที่สามารถทำลายความยึดมั่นถือมั่นได้สำเร็จ
เพราะเธอได้ทลายกำแพงความเป็น “ของกู” ออกจากใจอย่างกล้าหาญ

ด้วยยึดหลักการ อนิจจัง หรือความไม่เที่ยง เป็นเป้าหมาย

ใจตัวเองจึงสบาย ไม่ทุกข์ เพราะไม่ดิ้นรน ไม่หวง ไม่ปรารถนา

หรือพูดทางภาษาธรรมว่า “ละสักกายทิฐิ”คือ ไม่ยึดถือความเป็นตัวตน

*ปฏิบัติเพียงเฝ้าฝึกจิตให้มองเห็นถึง ความไม่เที่ยงของร่างกาย

พยายามอย่าให้เราเกิดความรู้สึกคอยปรุงแต่งไปในทางกิเลสตัณหา

ซึ่งมีความ อยาก เป็นตัวชี้นำ เช่นอยากได้ อยากมี อยากเป็น เข้ามาในจิต

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชั่ว หรือ ฝ่ายดี ก็ตามเราอย่าพยายามปรุงแต่ง

ถ้าปรุงแต่ง 3 อยากนี้เมื่อใดเป็นทุกข์เมื่อนั้น

*จริงหรือไม่ ท่านลองถามตัวเองดูและไม่ควรไปดูคนอื่น

วันหนึ่งๆ จงเพียรพยายามดับความคิดและความรู้สึกนี้ไม่ให้มีอยู่ในใจ

ตัวกู ของกู ลูกกู ทรัพย์สมบัติกูเกียรติยศกู ฯลฯ และอะไรอีกหลายๆ กู

*สำหรับตัวผมเองนั้น สมัยก่อนเคยเกิดบ่อยๆดังข้อความบรรทัดบน

แต่มาวันนี้ลดลงมามากแล้ว ประมาณ 50เปอร์เซ็น คือยังมีอยู่ว่างั้นเถอะ

ก่อนหน้านั้น ภรรยาพูดตำหนิอะไร ผมจะโกรธและโต้เถียงทันที

ปัจจุบัน ยังโกรธอยู่นะ แต่ใจเหลือเพียงนึกไม่พอใจทั้งไม่พูด ไม่โต้เถียง

ชีวิตจึงมีความสุขมากกว่าความทุกข์เพราะตัวกูหายไปหลายส่วนแล้ว

*เคยอ่านพบข้อความท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่า

ความทุกข์ ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องไปศึกษา

เรื่อง เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติแต่อย่างใดให้ปวดหัว

ให้ทำตัวเพียง เมื่อใดเราไม่เกิดความรู้สึกว่า“ตัวกู ของกู” แล้ว

ความทุกข์ย่อมไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นมาได้

และการปฏิบัติไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า“ตัวกู ของกู” ขึ้นมาได้นั้น

เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกคนไม่ว่ามีการศึกษามาก หรือมีการศึกษาน้อย

ทุกคนสามารถเดินไปสู่เส้นทางดับทุกข์หรือ นิพพาน ได้

เพียงแค่ปฏิบัติตนให้สม่ำเสมอด้วยการ

“ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดในขณะที่มีอารมณ์มากระทบ ทางหู ทางตา”

ผลได้ขั้นต่ำที่สุดคือ ท่านได้เดินเข้าสู่เส้นทางโสดาบัน แน่นอน

มีตัวอย่างบุคคลที่รู้จักกันทั่วไปคือนางวิสาขา และ อนาถบิณฑิกเศรษฐี

*ผมเล่าสอนใจตนเองเพื่อหาเพื่อนร่วมทางเดินไปด้วยกันแบ่งปันกัน

แต่ท่านไม่ควรเชื่อผมทั้งหมด จนกว่าท่านจะได้ลงมือปฏิบัติเอง

แล้วพยายามค้นหาตัวเองให้พบว่าเราปฏิบัติอย่างใดแล้วได้ผล

ดังคำว่า “ทางใครทางมัน”เนื่องจากจริตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ส่วนหลักการใหญ่มีให้ยึดอยู่แล้ว คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

โปรดใช้ปัญญาของท่านพิจารณา

แล้วพบกันใหม่

ด้วยความปรารถนาดี

ชนะ เวชกุล




Create Date : 15 กันยายน 2559
Last Update : 15 กันยายน 2559 20:51:56 น. 2 comments
Counter : 405 Pageviews.

 
พระพุทธ สุดประเสริฐ แสนล้ำเลิศ เปิดว่างให้
พระธรรม ค้ำนำไว้ พ้นพิษได้ ด้วยเดินตาม
พระสงฆ์ ปลงปฏิบัติ ประพฤติวัตร จัดอาราม
พระดี นี้งดงาม พระยายาม ธรรมถิ่นหทัย
ต้นกล้า อาราดิน


โดย: ต้นกล้า อาราดิน วันที่: 23 กันยายน 2559 เวลา:7:55:45 น.  

 
ยินดีต้อนรับ
คุณเป็นคนแรกที่แสดงความคิดห็นมาให้ทราบ

ขอบคุณอีกครั้งครับที่ผมไม่เหงา


โดย: ชนะ เวชกุล (chanaw2485 ) วันที่: 23 กันยายน 2559 เวลา:21:20:17 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
15 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.