ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
ปฏิบัติบูชา (14)

อานิสงส์ของอภิญญา(ต่อ)

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องพระสมเด็จของจริงหรือของปลอม
อันที่จริงเป็นเรื่องที่เกิดจากความไม่ได้ตั้งใจกันทั้งสองฝ่าย
อันเนื่องมาแต่คืนวันหนึ่งเวลาประมาณสามทุ่ม
ผมเพิ่งเลิกจากการนั่งสมาธิได้ไม่ถึงห้านาที
ก็ได้ยินเสียงเรียก “อาจารย์” ที่หน้าบ้าน (พ.ศ. 2535)

*รู้สึกแปลกใจ เพื่อนคนไหนหนอ ช่างมาเยี่ยมตอนใกล้จะนอน
เปิดหน้าต่างมองไปหน้าบ้านมองเห็นสีเหลืองคล้ายจีวรพระ
ได้ยินเสียงพูด อาตมาขอรบกวนจะปรึกษากับอาจารย์
ผมนึกไม่ถึงว่าพระจะมาเยี่ยม จึงรีบนิมนต์ท่านไปที่ห้องพระ
พอเห็นหน้าชัดเจน ก็รู้สึกงง เราไม่เคยตักบาตรตอนเช้ากับท่านเลย
จึงไม่รู้จักท่าน แล้วท่านรู้จักบ้านเราได้ยังไง
ขณะยังงงๆ อยู่นั้น ใจไม่ได้คิดเรื่องร้าย
เนื่องจากท่านมาองค์เดียว ทั้งไม่มีลูกศิษย์

*ท่านพูดว่า ท่านจำวัดซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านผม (ขอไม่ระบุชื่อวัด)
รู้ข่าวจากลูกศิษย์ของอาจารย์ได้เล่าเรื่องอาจารย์ให้อาตมาฟัง
จึงสนใจคุณสมบัติพิเศษที่อาจารย์มี อยากจะมาปรึกษาหารือ
พูดจบก็ล้วงของในย่ามออกมาให้ผมดู

*อาตมามีโครงการจะไปทอดผ้าป่าที่วัดบ้านเกิด (ขอไม่ระบุ)
จึงสร้างพระสมเด็จขึ้นมาเลียนแบบพระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ 7 ชั้น
เพื่อสมนาคุณผู้บริจาคปัจจัยตั้งแต่พันบาทขึ้นไป
อยากจะให้อาจารย์ช่วยดูให้ที ว่าพระนี้มีพลังขลังหรือไม่?

*ผมหยิบขึ้นมาวางบนอุ้งมือ ดูนิดหนึ่ง แล้วก็พูดกับท่านว่า
ผมขอพูดตรงๆ นะ พระองค์นี้สร้างเหมือนของแท้ก็จริง
แต่เนื้อภายในไม่มีเนื้อเก่าผสมอยู่เลย ท่านทำมาจากปูนพลาสเตอร์แท้ๆ
แล้วฝังดินไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้แลดูว่าเก่าเท่านั้นเอง
ท่านอย่าไปหลอกชาวบ้านเลย บาปกรรมเปล่าๆ

*และอีกอย่าง ผมขอร้องว่า อย่าทำพระเป็นพุทธพาณิชย์ด้วยการตั้งราคา
ใครทำบุญเท่าไร อย่าไปกำหนดกฎเกณฑ์ แล้วแต่ใจเขาศรัทธาจะดีกว่า
ขณะผมพูดท่านก็หยิบพระออกมาจากย่ามอีกองค์ ยื่นให้ผม

*อาจารย์ นี่เป็นของเก่า อาตมาได้มาจากโยมพ่อๆ บอกว่าเป็นของแท้
องค์ที่ดูเมื่อกี้นี้ อาจารย์พูดราวกับตาเห็น ไม่ผิดสักคำ อาตมายอมรับ
ผมหยิบมาวางบนอุ้งมือ พิจารณาแล้วดูเหมือนเป็นต้นแบบองค์ก่อน
วางจิตนิ่งอยู่นิดหนึ่ง แล้วพูดว่า

*องค์นี้ก็ไม่แท้ แต่ดีที่มีผงพระเก่าๆ
หลากหลายแบบและหลายรุ่นผสมปนเปกันมั่วไปหมด
พลังองค์พระจึงไม่ดีเด่นอะไรสักอย่าง
เช่นพลังเมตตาขัดกับพลังอยู่ยงคงกะพัน อะไรทำนองนี้
ลักษณะคล้ายคนจะดีก็ไม่ดีนัก จะชั่วก็ไม่ชั่วนัก
เป็นพระพลังอ่อน คุ้มครองผู้เป็นเจ้าของไม่ได้
เหมือนท่านที่มีพลังจิตระดับขณิกสมาธิ แล้วอาจหาญจะสร้างพระให้คนบูชา
จึงหาความศักดิ์สิทธิ์จากองค์พระที่ตนสร้างไม่ได้

*ผมขอโทษท่าน ขอพูดตามความจริงนะครับ
ท่านรีบมาหาผมคืนนี้ เพราะมีจุดประสงค์จะมาลองวิชชาผม
ว่าผมแน่จริงตามที่คุยอวดกับคนอื่นไว้หรือไม่
ไม่ได้มาหาผมอย่างมีศรัทธาอะไร เพียงเอาพระมาเป็นข้ออ้างเท่านั้น

*ผมเห็นท่านนั่งนิ่งๆ ท่านคงนึกอะไรอยู่ จึงหยุดพูด
อาตมาสงสัยว่า อาจารย์รู้จิตใจผมทุกอย่างได้อย่างไร
ที่อาจารย์พูดมาไม่ผิดหรอก แสดงว่าอาจารย์มีภูมิถึงขั้นรู้จิตของคนอื่นแล้ว

*ไม่ใช่ ท่านอย่าเข้าใจผิด ที่ผมรู้เรื่องจิตใจท่านและเรื่องอื่นๆ นั้น
เพราะลูกของผมบอกที่ข้างหู

*อาจารย์ ความจริงเรานั่งกันอยู่สองคนนะ ภรรยากับลูกอาจารย์ก็ไม่ได้อยู่ด้วย

*ลูกที่ผมพูดถึง หมายถึงลูกกุมารที่ยืนอยู่บนหิ้งพระโน่น
ท่านมองตามมือชี้ ได้เห็นรูปปั้นกุมารแต่งชุดขาว ผมจุก นุ่งผ้าโจงกระเบน
แล้วหันกลับมา ผมขอถามอาจารย์ เทวดา หรือวิญญาณต่างๆ นี่มีจริงหรือ
เขาเหล่านั้นมีอิทธิฤทธิ์ช่วยเราได้จริงๆ หรือ

*ใช่ มีจริง บางครั้งช่วยเราได้ถ้าไม่เกินพลังจิตพลังบุญของเขาที่มีอยู่
อย่างลูกกุมารของผมนั้นเป็นกุมารเทพ ไม่ใช่กุมารที่เกิดจากการปลุกเสก
แบบที่จับวิญญาณมาใส่รูปปั้น แล้วควบคุมกำกับไว้ด้วยคาถาศักดิ์สิทธิ์
คอยสั่งให้ทำโน่นทำนี่ ตามที่คนเป็นเจ้านายสั่ง ถ้าเลี้ยงไม่ดีก็เป็นอันตรายได้

*แต่กุมารเทพของผม เป็นลูกของพระยานาคราช มาเล่นน้ำที่สระอโนดาต
แล้วจิตตกคราวเคราะห์ทำให้ร่วงลงมาสู่โลก บังเอิญหล่นลงหลังคาบ้านผมพอดี
คืนหนึ่งมาเข้าฝันผม ขออนุญาตมาอยู่ด้วย ผมบอกว่ารับปากไม่ได้
ลูกจงไปขออนุญาตสมเด็จโต (ลูกศิษย์ก้นกุฏิของ (โต) พรหมรังสี)
ซึ่งเป็นประธานบ้านหลังนี้ และเป็นอาจารย์ของผม
ถ้าท่านอนุญาต ผมก็ยินดีต้อนรับ

*มาอยู่ใหม่เกเรมากๆ ผมต้องคอยดุ คอยเตือนบ่อยๆ
เช่น เป็นเด็กไม่ควรล่วงเกินผู้ใหญ่ (พระที่อยู่บนหิ้งทั้งหมด)
เพราะถือว่าตนมีอิทธิฤทธิ์สูงกว่า เวลาถวายของบูชาพระก็มักแย่งกินก่อน
ระยะต่อๆ มาดีขึ้น เพราะผมบอกว่าถ้าไม่เชื่อฟังกันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้
เขาจึงมีหน้าที่คอยดูแลวิญญาณร้ายๆ ที่มายุ่งกับผม
ตามที่สมเด็จโตสั่ง และถ้าผมมีปัญหาถามอะไร ต้องคอยกระซิบที่ริมหู
เราคุยกันทางจิตครับ ลูกกุมารเทพ คอยบอกให้ผมรู้ล่วงหน้า
อย่างเช่น ตอนนี้ท่านจะถามอะไรผมบ้าง ผมก็พูดได้ตลอด
แต่คนจะรู้และเห็นอย่างนี้ ต้องได้สมาธิระดับ อัปปนาสมาธิ
หรืออย่างน้อยก็ระดับอุปจาระสมาธิ หรือฌาน 2 ขึ้นไป
ผมระบายความต่างๆ ให้ท่านฟังอีกเยอะ เพื่อให้ท่านสำนึก
จะได้ไปปฏิบัติตนฝึกจิตบ้าง ผมไม่ได้สอนอะไรท่าน ให้ไปคิดเอาเอง
ได้ผลครับ ท่านหายไปเลย และไม่มาติดต่ออะไรกับผมอีก
เป็นอันว่าผมได้มีศัตรูเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งท่าน

*ตามที่บรรยายความเรื่องปฏิบัติบูชามาตั้งแต่ (1) จนบัดนี้
ผมยังไม่รู้เลยว่า ได้ศัตรูเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร

*จึงขอเล่าเพียงอานิสงส์หูทิพย์ตาทิพย์เท่านั้นนะครับ
นึกเสียว่าเรื่องที่เล่ามาเป็นเพียงน้ำกระสายยา เป็นของเล่นสนุกๆ
เมื่อเรายังไม่หลุดพ้น เราก็ต้องเดินทางล่าหาความจริงกันต่อไป

*เพราะทุกสิ่งในโลกนั้นมีเพียงสองอย่าง
คือ จริง กับ เท็จ
ใครพบความจริงก่อนก็เดินล่วงหน้าหาความสุขได้ก่อน
ส่วนใครที่พบความเท็จก่อน
ก็เดินก้มหน้าค้นหาความทุกข์ไปเรื่อยๆ
พบทุกข์ไอ้นั่น ทุกข์ไอ้นี่ ทุกข์เรื่องนั้น ทุกข์เรื่องนี้ ทั้งปีทั้งชาติ
เราแต่ละคน วันๆ วุ่นแต่เรื่องปวดหัวตัวร้อนไม่หยุดหย่อน
เพราะกรรมที่เราทำไว้ในอดีต (สิ่งที่ล่วงมาแล้ว)
บางเรื่องลืมไปแล้ว บางเรื่องยังจำได้หมาดๆ อยู่เลย

*ลองไปถามพระที่เรียนปริยัติธรรมดูซิ
กมมฺมสฺสโกมหิ แปลว่า เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตน
กมฺมทายาทา แปลว่า เป็นผู้รับผลของกรรม
ใช่ไหมครับ?

*วันนี้ผมขอยุติเกี่ยวกับสมถกรรมฐานไว้เพียงเท่านี้
และขออนุญาตทวนเรื่องอาการของสมาธิ และ ฌาน สักเล็กน้อย

*ขณิกสมาธิ จิตมีอาการเห็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ เป็นครู่ เป็นคราว
แล้วรวมเข้านิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ถอนออกมายังเรื่องอื่น

*อุปจาระสมาธิ จิตมีอาการเห็นอะไรแจ้งชัดเข้าไปกว่านั้นอีก
(ยังได้ยินเสียงภายนอกแผ่วเบา)
จนจิตจับเอาอารมณ์นั้นไว้ได้นานๆ กระทั่งเกิดปีติอย่างใดอย่างหนึ่ง

*อัปปนาสมาธิ จิตมีอาการเชื่อมั่นในใจด้วยตนเอง
จนตัดอารมณ์ภายนอกทั้งหมด
(หูดับไม่ได้ยินเสียงภายนอกอีก)

*ฌาน คือ การเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอารมณ์
เช่น เพ่งพระพุทธรูป หรือเพ่งวงกลม
บริกรรมนิมิต มองดูสักครู่แล้วหลับตาลง
ใจนึกถึง มองเห็นพระพุทธรูป หรือวงกลมขณะที่หลับตา
เพียงประเดี๋ยวเดียวแล้วก็หายไป
หลับตาแล้วนึกก็ไม่เห็นอะไรอีก
จิตบางครั้งมีอาการเคลิ้มๆ (แสดงว่าได้ฌาน 1 ใกล้ฌาน 2)

*อุคคหนิมิต (เทียบเท่าอุปจาระสมาธิ)
มองดูองค์พระพุทธรูป หรือวงกลม แล้วหลับตา
และสามารถจำได้ยาวนานขึ้น
เหมือนกับเห็นในเวลาลืมตา
ภาพนิมิตนั้นจะนิ่งอยู่ชั่วขณะจิต
บางคนจะเกิดอาการปีติอิ่มเอิบ
จิตนิ่งมากขึ้น แล้วค่อยๆ เลือนหายไป
บางครั้งลืมตาแล้วหลับตานึก
จะเห็นภาพเลือนๆ รางๆ ไม่ชัดเจน (ได้ฌาน 2 ใกล้ฌาน 3)

*ปฏิภาคนิมิต (เทียบเท่าอัปปนาสมาธิ)
มองดูองค์พระพุทธรูป หรือวงกลม แล้วหลับตา หรือไม่ต้องมองดูก็ได้
คือ หลับตาแล้วนึกก็จะเห็นทันที
ภาพพระพุทธรูป หรือวงกลมที่เคยเพ่งประจำนั้น ชัดเจนผ่องใส
สวยสด งดงาม ยิ่งกว่าสภาพเดิมที่เห็นในเวลาลืมตา
นึกให้เล็กก็ได้ นึกขยายให้ใหญ่ก็ได้
ภาพไม่มีหายไปอีกแล้ว จิตรู้สึกชุ่มชื่น
เกิดปิติ และสุข นึกอยากเห็นก็เห็นได้ตลอดเวลา
และนั่นคือ อีกไม่นานท่านก็จะสำเร็จ ฌาน 4 หรืออัปปนาสมาธิ (หูดับไม่ได้ยินเสียงภายนอก)

*โอกาสหน้าจะมาคุยต่อ แต่ยังไม่ได้ตั้งหัวข้อ
ยังลังเลอยู่ว่า จะคุยเรื่องประสบการณ์วิปัสสนาของผมดีหรือไม่
ฉะนั้น วันนี้ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่าน

ด้วยรักและปรารถนาดี
ชนะ เวชกุล




Create Date : 12 กรกฎาคม 2557
Last Update : 12 กรกฎาคม 2557 17:02:31 น. 0 comments
Counter : 536 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
12 กรกฏาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.