ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
สอนใจตัวเอง(13)



อุบายพิจารณารูปขันธ์
/ / พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ

การเกิดเป็นมนุษย์มิใช่จะเกิดขึ้นได้ในวันเดียว
มิใช่จะเกิดขึ้นเป็นตัวมีอวัยวะครบถ้วนพร้อมกันทั้งหมด
ในครั้งแรกต้องอาศัยกลละของบิดามารดา
ต่อมากลายเป็นน้ำมันใส
น้ำมันใสกลายเป็นน้ำเลือด เป็นก้อนเลือดขึ้นมาเป็นลำดับ
แล้วแตกออกเป็นปัญจสาขา มีศีรษะ แขนสอง ขาสอง
แล้วอวัยวะทุกส่วนค่อยเจริญขึ้น
มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม
หัวใจ ตับ ปอด พังผืด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด
สิ่งเหล่านี้เกิดจากก้อนเลือดทั้งสิ้น
มีตา หู จมูก ลิ้น กาย
สิ่งเหล่านี้จะมีความสมบูรณ์เมื่อถึง 9
– 10 เดือน
แล้วจึงออกจากท้องแม่มาเป็นเด็กตัวแดงๆ
อาศัยน้ำนมและอาหารเหลวที่แม่ได้บำรุงทะนุถนอม
จากเด็กทารกค่อยเจริญขึ้นเป็นเด็กโต
แล้วกลายเป็นหนุ่มเป็นสาว
เป็นคนเฒ่า คนแก่ คนเจ็บ คนตายในที่สุด

* ความไม่สวยไม่งามในร่างกายนี้เป็นธรรมชาติเดิมของร่างกาย
ไม่มีสิ่งใดเป็นของสวยงาม มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก
ถึงจะอาบน้ำชำระร่างกายทุกวันก็ตาม ความสกปรกในร่างกายหาหมดไปไม่
ถ้าไม่อาบน้ำภายในสิบวัน
ความสกปรกของร่างกายก็จะส่งกลิ่นออกภายนอก
จะเป็นที่รังเกียจขยะแขยงของสังคม
ไม่ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก
ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นของสวยงามแต่อย่างใด
ความสวยงามนั้นเกิดจากกิเลส อันมีโมหะ และ อวิชชา
จึงมีความเข้าใจผิด ว่ารูปนั้นมีความสวยงาม
เช่น รูปสวยงามเพราะความรัก
รูปสวยงามเพราะความยินดี
รูปสวยงามเพราะความใคร่
รูปสวยงามเพราะมีความกำหนัด
ถ้าจิตไม่มีความรัก ความใคร่ ความกำหนัดแล้ว
รูปนั้นจะไม่มีสิ่งใดเป็นของสวยงามเลย
ดังนั้น ความสวยงามจึงไม่ขึ้นอยู่กับรูปร่างแต่อย่างใด
ถึงจะมีอาภรณ์เครื่องประดับตกแต่งไว้
ก็เพียงเป็นเครื่องฉาบทาไว้ข้างนอก
และฉาบทาไว้ตามผิวหนังที่ผิวเผินเท่านั้น
เปรียบเหมือนกับหีบศพที่ประดับด้วยแสงสี
และลวดลายต่างๆ ไว้ภายนอก
ส่วนภายในหีบศพนั้นย่อมเป็นซากศพที่มีความสกปรกเปื่อยเน่า
และส่งกลิ่นอันเหม็นคลุ้งอยู่ตลอดเวลาฉันใด
รูปร่าง รูปกายเรา หรือรูปกายของคนอื่น
ถึงจะมีเครื่องประดับที่สวยงาม และเอาน้ำหอมฉาบทาไว้
ก็เพียงกลบกลิ่นอันเหม็นคาวของร่างกายฉันนั้น

* แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว
ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจก็เป็นเงาตามตัว
ความไม่เที่ยง ได้เปลี่ยนสภาพให้เห็นตั้งแต่เป็นก้อนเลือด
จากก้อนเลือดแปรสภาพมาเป็นเด็ก
เป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วแปรสภาพกลายเป็นคนเฒ่าคนแก่
ในที่สุดแปรสภาพเป็นคนเจ็บคนตาย
เมื่อตายแล้ว ธาตุขันธ์ทั้งหมดนั้นก็ลงสู่ อนัตตา
คือความไม่เป็นสัตว์ ไม่เป็นบุคคล
ไม่เป็นเรา และไม่เป็นเขาใดๆ ทั้งสิ้น
ความเข้าใจเดิมว่า ตัวตนของเราก็จะเป็นโมฆะ

ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด
เพราะธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เข้าใจว่าตัวตนนั้น
มันได้แตกสลายกลับไปเป็นธาตุเดิม คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ไปตามมูลความจริงของ อนัตตา
คือความสูญเปล่า ไม่มีสิ่งใดเป็นของของเรา
* จากตัดกระแส


*สนทนากันสักครู่

สวัสดีปีใหม่2560

ขออำนาจและบารมีของพระพุทธเจ้าพระ ธรรม พระสงฆ์

จงดลบันดาลให้ผู้อ่านทุกท่านจงมีความสุขความเจริญตลอดปี

คิดสิ่งใดทำสิ่งใดขอให้สมความปรารถนานะครับ

ส่วนการเกิดแก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นเรื่องของ ความไม่เที่ยง

จงอย่าได้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของของเรา

ใจอย่าคิดปรุงแต่งในรูปเสียง กลิ่น รส ฯลฯ

นี่เป็นคำสอนระดับครูบาอาจารย์ที่ผมเคยใช้ฝึกเป็นประจำ
ด้วยวิธีฝึกมองเหตุการณ์รอบๆ ตัวจนจิตสงบ
ถัดจากนั้นจิตทำหน้าที่ รู้และเห็น อนิจจัง โดยไม่ต้องกำหนด
คือรู้และเห็นแล้วสามารถ “ตัด” ได้ทันที
จะทำอย่างนี้ได้ ท่านจะต้องรู้และเข้าใจ “รูป” พอสมควร
คือ ธรรมชาติของชีวิตในส่วนที่เป็นรูปร่างนั้น
มันเกิดมาจากธาตุทั้ง 4 มี ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมกัน
พอเข้าใจดีแล้วก็เริ่มเรียนรู้ เวทนาความรู้สึกทุกข์ สุข
เช่น สุขกาย สุขใจ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ
ตลอดทั้ง “อุเบกขา” คือความรู้สึกไม่สุข ไม่ทุกข์
ขณะฝึกใหม่ๆ ผมต้องอาศัย สัญญา เข้าช่วย
สัญญา คือ ความจำ ที่เคยเรียนรู้มาจากการฟัง จากตำรา
หรือจากคำบอกเล่าของครูอาจารย์ที่สอนเรา หรือ เคยเห็นจากรูปภาพ
มาพิจารณาทีละส่วนๆ โดยอาศัยตัวเรานี่แหละเป็นตัวอย่าง
ไม่ต้องไปมองคนอื่น เพราะร่างกายคนอื่นก็เหมือนของเรา
ร่างกายเราเป็นอุปกรณ์ในการการพิจารณาด้านวิปัสสนาแบบธรรมชาติที่ดีที่สุด
เพราะทุกวันเรารู้และเห็น “รูป” ของเราได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ว่า “กาย” คือ สิ่งปฏิกูล เป็นของไม่สวยไม่งาม สกปรก น่ารังเกียจ
ซึ่งมี 32 อย่างรวมอยู่ในกาย “ทุกสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน”
ครั้นจิตเรารู้เห็นตามความเป็นจริงดังที่กล่าวนี้แล้ว
ท่านจะเกิดความรู้สึก “เบื่อหน่าย” ต่อสิ่งนั้นๆ โดยอัตโนมัติ
และจิตท่านจะมีการ “คลายออก” ในทันที
นั่นก็หมายความว่าท่านจะเกิดมีอาการรู้สึกถึง “การหลุดพ้น”
เพราะเมื่อกาย วาจา ใจ ไม่เศร้าหมองแล้ว
ความสงบ จะตามมาทันทีคือ จิตมีอาการปีติ เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
เมื่อใดเราเห็นสิ่งนั้นอีก ความวุ่นวายจากการรบกวนต่างๆ
ไม่สามารถมามีอิทธิพลทำอะไรท่านได้อีกแล้ว
เพราะจิตของท่านไม่เกิดอาการ “ปรุงแต่ง” ดังแต่ก่อน

*ครั้งหนึ่งผมนั่งพิจารณา ขนต่างๆ ที่อยู่ในร่างกาย
ทุกส่วนเห็นทุกวันแม้หลับตาก็เห็น ที่ไม่ชัดเจนคือ ขนที่อยู่ในรูจมูก
พอเดินจิตเข้าระดับ อุปจารสมาธิ ได้นิ่งแล้ว
ผมก็อธิษฐานทันที “ข้าพเจ้าขออนุญาตดูขนทุกเส้นในรูจมูก”
ประมาณ 2 นาที ผมเห็นภาพ รูจมูกด้านขวาของตัวเอง
มันใหญ่โตยังกับมองเห็นถ้ำ ภายในเต็มไปด้วยเส้นขนขนาดใหญ่
ประมาณปลายนิ้วก้อยของตัวเอง ผุดขึ้นเรียงกันเป็นแนวเป็นแถว
ตั้งแต่ริมจมูกเรียวเล็กลงไปตามลำดับลึกเข้าไปภายใน
บางเส้นก็ตรงบางเส้นก็โค้งเอนหงิกงอเป็นสีดำดังเช่นเส้นผม
ในใจนึกว่าต่อไปจะมีสีขาวเหมือนผมบนศีรษะหรือไม่หนอ
ไม่นานนักผมเห็นขนจมูกบางเส้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว แล้วหลุดร่วง
ฉับพลันทุกอย่างก็ดับมืดลง ผมสะดุ้งนิดหนึ่งก่อนลืมตา
จิตพลันนึกถึงคำพูดพระบางองค์ซึ่งปฏิบัติธรรมจนพ้นทุกข์แล้ว
“ทุกวัน แม้นั่งรับแขกอยู่ ก็ได้อาศัยรูปนามนี้เป็นหลักในการพิจารณา
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กลับไปกลับมา ตลอดเวลา จนรู้แจ้งเห็นจริง
เมื่อใดจิตเราเชื่องแล้ว ผลจะตามมาเอง อย่าท้อถอย ไม่ยากหรอก”

แต่เรื่องนี้สำหรับผม ยังทำไม่สำเร็จครับ ผ่านประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์
บอกตรงๆ คือ ผมยังติดห่วงกังวล ลูกและเมียอยู่ กลัวเขาจะลำบาก
ทั้งๆ ที่รู้ว่า ลูกๆ เขามีเงินเดือนกิน มีเงินเก็บกันแล้ว
แต่จิตก็ยังรู้สึกห่วง เป็นบางครั้ง อยู่ดี

ตัดไม่ขาดสักที....แต่ผมจะสู้ต่อไปจนกว่าจิตมันยอมแพ้...

ด้วยความปรารถนาดี
ชนะ เวชกุล







Create Date : 01 มกราคม 2560
Last Update : 1 มกราคม 2560 20:32:22 น. 0 comments
Counter : 281 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
มกราคม 2560
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
1 มกราคม 2560
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.