Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
29 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
ถ้าเปรียบเทียบสายไฟเป็นท่อน้ำ จะเปรียบเทียบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้กับอะไรบ้าง

ผู้เขียนมีความคิดว่า การเปรียบเทียบสายไฟฟ้าเป็นท่อน้ำ จะทำให้การวิเคราะห์วงจรนั้นง่ายขึ้น ในการที่จะได้ชื่อว่าเป็นวงจรนั้น ท่อน้ำที่นำมาวิเคราะห์นั้น หัวท่อจะต้องวนกลับเข้ามาต่อท้ายท่อ เหมือนวงจรไฟฟ้าที่ต่อสายไฟจากขั้วบวกวนไปหาขั้วลบ ขนาดของท่อที่ยิ่งเล็กจะเทียบได้กับสายไฟเส้นเล็ก กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านไม่สะดวก ขนาดท่อที่ใหญ่เทียบกับสายไฟเส้นใหญ่ กระแสไฟฟ้าจึงย่อมไหลได้ดีกว่ากัน ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆในวงจรทั้งหลาย จะสามารถเปรียบเทียบเอามาทำงานในท่อน้ำได้ดังนี้


แหล่งจ่ายแรงดัน

เปรียบเทียบได้กับกังหันปั่นน้ำภายในท่อ ซึ่งเป็นกังหันในทางทฤษฏีคือ สามารถหมุนถึงความเร็วที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการออกตัว ความเร็วกังหันจึงเป็นสัดส่วนตรงกับค่ากระแส กังหันหมุนเร็วเท่าไรกระแสก็มีมากเท่านั้น สำหรับความหมายของกระแสไฟฟ้าก็คือจำนวนอิเล็กตรอนที่ไหลผ่านหน้าตัดตัวนำต่อหน่วยเวลา จึงเทียบได้กับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านหน้าตัดท่อในหนึ่งหน่วยเวลานั่นเอง ในท่อน้ำนี้กระแสจึงเป็นสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ส่วนแรงดันนั้นจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แรงดันในท่อน้ำในนิยามของข้าพเจ้าจึงหมายถึง “ค่าความสามารถในการรักษาความเร็วกังหันให้คงที่” หรือในทางไฟฟ้าคือ “ค่าความสามารถในการรักษาค่ากระแสให้คงที่นั่นเอง” (วงจรสองวงจรที่มีค่ากระแสเท่ากัน แต่แรงดันต่างกัน เมื่อต่อตัวความต้านทานค่าเท่ากันลงในวงจรทั้งสอง กระแสของวงจรที่มีแรงดันมากกว่าจะลดลงนิดหน่อย แต่กระแสของวงจรที่มีแรงดันน้อยกว่าจะลดลงมากกว่า) เราจะรู้แรงดันได้ก็โดยเอามือไปจับกังหัน ถ้าจับแล้วกังหันหมุนช้าลงก็แสดงว่าแรงดันน้อย ถ้าจับแล้วยังหมุนฝืนมือเราอยู่ได้ด้วยความเร็วเกือบเท่าเดิมก็แสดงว่าแรงดันมาก




สวิตช์

การตัดวงจรให้ขาดนั้น เมื่อเทียบเป็นท่อน้ำแล้ว ให้สมมุติในทางทฤษฏีว่า หน้าตัดของท่อส่วนที่ถูกตัดนั้นจะปิดตัวเองทันทีเมื่อถูกตัด เพราะถ้าไม่ปิดน้ำจะไหลออกจากท่อ




ความต้านทาน (Resistor)


เปรียบเทียบได้กับแผ่นกั้นน้ำที่มีรูเล็กๆ เจาะไว้ให้น้ำไหลผ่านได้นิดหน่อย รูยิ่งใหญ่จะเปรียบเทียบได้กับค่าความต้านทานยิ่งน้อย รูยิ่งเล็กเปรียบเทียบได้กับค่าความต้านทานยิ่งมาก รูยิ่งเล็กกระแสน้ำจึงไหลผ่านได้น้อย จึงเป็นที่มาในกฎของโอห์มว่า กระแสและความต้านทานจะเป็นสัดส่วนผกผันกัน
หากดูเฉพาะวงจรไฟฟ้า อาจเข้าใจว่ากระแสไฟเมื่อเข้าตัวความต้านทานไปแล้วกระแสจึงจะน้อยลง กล่าวคือกระแสไฟก่อนที่จะเข้าตัวความต้านทาน น่าจะมีค่ามากกว่ากระแสไฟส่วนที่ออกจากความต้านทาน แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นท่อน้ำแล้ว จะเห็นว่า กระแสน้ำก่อนเข้าแผ่นเจาะรูกับหลังออกจากแผ่นเจาะรูกระแสจะเท่ากันเสมอ ดังนั้นกระแสในวงจรอนุกรมจึงเท่ากันทั้งหมด



ลองคิดนำแผ่นเจาะรูแต่ละค่ามาต่ออนุกรมหรือต่อขนานกัน จะช่วยวิเคราะห์เรื่องกระแสและแรงดันในวงจรให้หายสงสัยได้


สารกึ่งตัวนำ

บางครั้งอาจสับสนระหว่างสารกึ่งตัวนำกับตัวต้านทานว่าต่างกันอย่างไร ตัวต้านทานดังที่ได้อธิบายไปแล้ว ว่ามันยังคงเป็นตัวนำ แต่มีช่องให้ผ่านได้น้อย ในเรื่องสารกึ่งตัวนำนี้ ก็ให้มองระหว่างสารตัวนำกับตัวฉนวน ถ้ามาเปรียบเทียบเป็นท่อน้ำแล้วจะต่างกันอย่างไร สารตัวนำเทียบได้กับท่อน้ำกลวงที่มีน้ำในท่อไป ส่วนฉนวนเทียบได้กับท่อที่ตันด้วยของแข็งทั้งหมดไม่มีของเหลวอยู่จึงไม่สามารถไหลได้ สารกึ่งตัวนำจึงเทียบได้กับของเหลวหนืดๆอยู่ในท่อ เพราะของเหลวหนืดๆ จะอยู่ระหว่างของแข็งกับของเหลว แรงดันน้อยๆไม่สามารถดันให้มันไหลไปได้ ฉะนั้นเรื่องของสารกึ่งตัวนำจึงเทียบได้กับเรื่องของแรงเสียดทานนั่นเอง เพื่อให้เรียบร้อยยิ่งขึ้น เราจึงเปรียบเทียบของเหลวหนืดนั้นได้กับก้อนวัตถุที่ไปตันอยู่ในท่อ ขนาดของมันใหญ่คับท่อพอดี มันจึงมีแรงเสียดทานกับผนังท่อค่าหนึ่ง
เรื่องแรงเสียดทานนั้นสามารถมีได้หลายค่า แต่ในทางอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีได้ 2 ค่า ถ้าเป็นเจอมันเนียมคือ 0.3 V ถ้าเป็นชนิดซิลิกอนคือ 0.7 V ค่าแรงดันเหล่านี้จึงเป็นค่าแรงดันไว้สำหรับลบค่าแรงดันของแหล่งจ่ายเสมอ จึงเทียบกับเรื่องของแรงเสียดทานได้




ไดโอด (Diode)


เราจะเปรียบเทียบได้กับลิ้นปิด-เปิดด้านเดียวที่ยอมให้กระแสน้ำไหลได้ทางเดียว ลิ้นปิดเปิดนั้นต้องใช้แรงดันเกินระดับหนึ่งขึ้นไป ในการจะดันให้มันเปิดได้ เพราะมันเป็นสารกึ่งตัวนำ ส่วนใหญ่จะเป็น 0.7 โวลท์




คาปาซิสเตอร์ (Capacitor)


เปรียบเทียบได้กับแผ่นยางยืดที่เอามากั้นขวางลำน้ำไว้ แผ่นผ้ายืด(สีชมพู) จะป่องออกไปตามทิศทางของกระแสที่แรงดันดันมา แรงดันมากก็จะยืดไปมาก แรงดันน้อยก็จะยืดไปน้อย ระยะทางที่ยืดไปจึงเป็นสัดส่วนตรงต่อค่าแรงดัน เมื่อยืดเต็มที่แล้วจึงไม่มีกระแสไหลในวงจร เมื่อแรงดันหยุดจ่าย แผ่นผ้ายืดจะคลายตัวกลับมาเหมือนเดิม ดันกระแสน้ำย้อนกลับมาทางเดิม เป็นสัญลักษณ์แห่งการคลายประจุ บางคนอาจเข้าใจผิดว่าคาปาซิสเตอร์จะคลายประจุไปในทิศทางเดียวกับทิศทางกระแสเดิมที่เก็บประจุ ถ้าเห็นรูปนี้ก็จะเข้าใจชัดเจนขึ้นว่ามันจะคลายประจุสวนทางกัน
ตัว C ที่มีค่ามาก จะแทนด้วยแผ่นยางยืดที่ยืดหยุ่นได้ไกล ระยะเวลาในการเก็บประจุก็จะนาน ตัว C ค่าน้อยจะแทนด้วยแผ่นยางยืดที่ยืดหยุ่นได้น้อย(ตึงกว่า) ระยะเวลาในการเก็บประจุจะน้อยกว่า
เมื่อสับคาปาซิสเตอร์ออกมาจากวงจรโดยมันยังไม่คลายประจุ โดยตรงหน้าตัดที่ถูกตัดออกมาจะถูกปิดทันทีโดยอัตโนมัติ เหมือนคำอธิบายเรื่องสวิตช์ที่ผ่านมา มันจึงยังคงเก็บพลังงานในรูปของแรงดันไว้ เมื่อเปรียบเทียบเป็นท่อน้ำดังรูป



ประจุคืออะไร? ในนิยามนี้หมายถึงปริมาตรของน้ำส่วนที่อยู่ในบริเวณแผ่นยางยืดที่ป่องอยู่ มีค่าเป็นบวก ส่วนอีกฝั่งถือว่าติดลบ ค่าของประจุไม่ได้หมายถึงค่าของแรงดันที่เก็บอยู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่า C หรือค่าความยืดของแผ่นยางยืดนั้นด้วย
ทีนี้ลองคิดนำแผ่นยางยืดแต่ละค่ามาต่อขนานและต่ออนุกรมกันดู จะทำให้มองเห็นว่าค่าของมันมากขึ้นหรือลดลงกันแน่


ขดลวดตัวนำ (L)


เมื่อจ่ายแรงดันเข้าไปที่ตัวมันแล้ว จะเกิดเส้นแรงแม่เหล็กพองตัวออก ขณะนั้นจะไม่มีกระแสไหล เพราะสูญเสียไปกับการพองของเส้นแรงแม่เหล็ก และต่อมากระแสจะไหลเพิ่มมากขึ้นเมื่อการพองตัวของแม่เหล็กเข้าใกล้จุดอิ่มตัว และเมื่อหยุดจ่ายแรงดันกระแสจะยังคงไหลต่อไปตามค่าเดิมตลอด ขดลวดตัวนำจึงได้ชื่อว่าเก็บพลังงานในรูปของกระแสไว้ได้ (ในขณะที่ C เก็บพลังงานในรูปของแรงดัน) ดังนั้น L จึงเปรียบเทียบได้กับก้อนมวลสารหนักๆ มีขนาดเท่าเส้นผ่านศูนย์กลางวงในของท่อพอดี ที่ขวางทางเดินน้ำในท่ออยู่ แต่ไม่มีแรงเสียดทานระหว่างตัวมันกับผนังท่อเหมือนเรื่องสารกึ่งตัวนำ เมื่อมีแรงดันมา ก้อนมวลสารนั้นจะยังไม่ขยับตัวเลยเสียทีเดียว เพราะมีความเฉื่อยในตัวเอง น้ำในท่อจึงพลอยไม่ไหลไปด้วย เป็นสิ่งแสดงว่ากระแสยังไม่ไหล รอซักครู่ก้อนมวลสารนั้นจึงเริ่มออกตัวด้วยแรงดันนั้น กระแสจึงเริ่มเคลื่อนที่ตามไปด้วย จนกระทั่งก้อนมวลสารนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วกระแสปกติของแหล่งจ่าย เปรียบเทียบได้กับ L มีเส้นแรงแม่เหล็กพองตัวสุดแล้ว และเมื่อหยุดจ่ายแรงดัน มวลสารนั้นจะยังคงเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความเร็วเท่าเดิมตลอดตามกฎของนิวตั้น น้ำในท่อจึงยังคงเคลื่อนที่ไปตลอดด้วยกระแสเท่าเดิม



เมื่อนำขดลวดออกมาจากวงจร พลังงานที่เก็บไว้ในรูปของกระแสจะหยุดชะงักทันที เมื่อต่อคืนแล้วกระแสก็ไม่กลับคืนมาอีก (เหมือนเรารับลูกบอล เมื่อปล่อยลูกบอลจากมือแล้ว ลูกบอลก็ไม่วิ่งต่อไป) ไม่เหมือน C ที่เมื่อปลดออกมาแล้วแรงดันก็ยังเก็บอยู่ ดังนั้น น่าเชื่อว่าการช็อตขดลวดก่อนเพื่อให้ครบวงจร แล้วจึงจะปลดออกพร้อมกับตัวนำที่นำมาช๊อต ขดลวดน่าจะยังคงเก็บกระแสอยู่ต่อไปได้
ในส่วนของท่อที่หักศอกนั้น ขอให้ไม่ต้องสนใจว่าก้อนมวลสารนั้นจะไปติดอยู่ตรงท่อหักศอกนั้น ให้มองว่ามันสามารถผ่านไปได้เลย หรือมองให้ก้อนมวลสารที่กำลังถึงจุดหักศอกนั้น สามารถหายตัวกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่เดิมได้ด้วยความเร็วล่าสุด ของตอนที่มันหายไปใหม่ได้เสมอ

ลองคิดนำก้อนมวลสารนี้มาต่อขนานกับแผ่นยางยืดดูสิครับ? จะสามารถสร้างคลื่นกระเพื่อมไซน์เวฟได้ เหมือนกับการนำคาปาซิสเตอร์ (C) มาต่อขนานกับขดลวด (L) เพื่อสร้างคลื่นไฟฟ้าได้เลยหละครับ


หม้อแปลง (transformer)


ใช้สำหรับแปลงแรงดันให้สูงขึ้นหรือต่ำลง ถ้าหากแปลงแรงดันให้สูงขึ้น กระแสจะต่ำลง ถ้าแปลงแรงดันให้ต่ำลง กระแสจะสูงขึ้น เมื่อค่ากระแส (I) คูณกับค่าแรงดัน (E) จะได้ค่าคงที่ค่าหนึ่งที่ไม่ว่าแรงดันเพิ่มกระแสลด หรือแรงดันลดกระแสเพิ่มก็ตาม จะคูณกันได้ค่าคงที่นั้นเสมอซึ่งคือค่ากำลัง (P) ดังนั้นหม้อแปลงจึงเปรียบเทียบได้กับเรื่องของคานงัด เรามีแรงน้อยยกวัตถุหนักไม่ไหว จึงใช้คานงัดโดยระยะทางจากจุดหมุนมาถึงมือเรา ยาวกว่าระยะทางจากจุดหมุนถึงวัตถุที่จะยก จะทำให้แรงเพิ่มขึ้นได้ แต่ข้อเสียคือระยะทางที่มือเคลื่อนไปจะได้ระยะทางมาก แต่วัตถุถูกยกขึ้นด้วยระยะทางเพียงนิดเดียว เทียบได้กับกระแสที่น้อยลงนั่นเอง
อีกประการหนึ่ง และกระแสในขดลวด primary จะวิ่งสวนทางกันกับกระแสในขดลวด secondary เสมอ ซึ่งก็ตรงกับหลักการของคานงัดที่ยกมา




ส่วนเรื่องของทรานซิสเตอร์ ผู้เขียนยังไม่สามารถคิดเปรียบเทียบเป็นท่อน้ำได้


เอาหละครับ หากเกิดโจทย์ปัญหาการวิเคราะห์วงจรอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน ก็สามารถเปรียบเทียบเป็นท่อน้ำดังที่ยกมาเหล่านี้ได้เลยครับ น่าจะช่วยให้อะไรๆสว่างขึ้นได้ 90 เปอร์เซ็นต์เลยเชียว


Create Date : 29 ธันวาคม 2553
Last Update : 29 ธันวาคม 2553 11:13:30 น. 11 comments
Counter : 1637 Pageviews.

 

แล้วกรณีเครื่องวัด เช่น โอห์มมิเตอร์ กับโวลต์มิเตอร์

จะเทียบกับอะไรดี ช่วยเสนอแนะไอเดียด้วย

ขอบคุณค่ะ



โดย: pim (ขวัญมณี ) วันที่: 29 ธันวาคม 2553 เวลา:11:25:05 น.  

 
โวลต์มิเตอร์ ใช้แผ่นยางยืดมาต่อคร่อมอุปกรณ์นั้นได้เลยครับ ยืดไปจนสุดเมื่อไหร่ นั่นคือค่าแรงดันครับ
สังเกตุว่า วัดคร่อมสารกึ่งตัวนำทีไร ก็จะได้ไม่เกิน 0.7 V ครับ

โอห์มมิเตอร์ น่าจะเป็นแอมป์มิเตอร์ แต่มีแรงดันในตัวเองครับ วัดกระแสด้วยการนำกังหันอีกตัวเข้าไปวัดอัตราการไหลในท่อ โดยที่กังหันไม่มีแรงเสียดทานเลยนะครับ ได้แล้วคำนวณเป็นค่าความต้านทานในตัวเองได้


โดย: สมภพ เจ้าเก่า วันที่: 29 ธันวาคม 2553 เวลา:11:54:23 น.  

 

ขอบคุณค่ะ เห็นภาพชัดขึ้น

ทีนี้อยากถามต่ออีกว่า ถ้าในกรณีที่เราจะอธิบาย

วงจร Wheatstone bridge นำมาพ่วงกับท่อน้ำ

ด้วยน่ะคะ



โดย: ขวัญมณี วันที่: 29 ธันวาคม 2553 เวลา:13:59:10 น.  

 
สำหรับ Transistor ผมคิดว่าแบบนี้น่าจะได้นะครับ



NPN (no bias)

NPN_1



NPN (bias)

NPN_2



PNP

PNP
* PNP วาดทีหลังเพราะ Ink Scape
มัน Hang ไปก็เลยวาดใหม่ทีหลังพร้อมๆกันเลย
ส่วน NPN ไม่ได้วาดใหม่เพราะ export มาก่อนแล้ว


โดย: Mr.Pastman (Mr.Pastman ) วันที่: 30 ธันวาคม 2553 เวลา:10:35:25 น.  

 
อ่อ... วาล์ว กัรกลับมันจะต้องมีสปริงด้วย
พอไม่มีแรงดันน้ำวาล์วมันจะปิดไปเหมือนเดิมครับ
Diode จึงต้องมีแรงดันธรณี กระแสถึงจะเริ่มไหลได้
(วาล์วเปิด)


โดย: Mr.Pastman วันที่: 30 ธันวาคม 2553 เวลา:10:42:07 น.  

 
คห 2

แบบนี้จะเหมือนการทำงานของไฟฟ้ากว่ามั๊ยครับ
Metre

จำได้ว่า Volt Meter มันก็คือ Amp Meter เหมือนกันแต่
ต้องให้มีความต้านทานสูง และวัดว่า กระแสหนีออกจากจุด
ที่วัดผ่านทาง Meter มากน้อยเท่าไหร่ ถ้าจุดที่วัดมีแรงดัน
เท่ากัน(ไม่มีแรงดันตกคร่อมอุปกรณ์/ไม่มีความต้านทาน)
กระแสก็จะไม่ Leak มาที่ Meter เลยครับ


โดย: Mr.Pastman วันที่: 30 ธันวาคม 2553 เวลา:11:28:05 น.  

 
จาก #3 กรณีเอาตัว R มาต่อกัน 4 ตัวอ่ะเหรอ
เอิ่มมม ตอบยากแฮะ - -! แต่เรื่องนี้นำ 1/R แล้วจะได้ขนาดพื้นที่ของรู ซึ่งเป็นสัดส่วนตรงต่อกระแส
แล้วยังไงต่อ... สุดท้ายก็คงต้องคำนวณอยู่ดีอะนะ ยอมรับว่าไม่ค่อยถนัดเลย อิอิ


คห #5 แรงดันธรณีควรเป็น 0.7 V หรือเปล่าครับ


คห #6 ไม่ทราบเกลียวก้นหอยนั้นคืออะไรเหรอครับ


โดย: สมภพ เจ้าเก่า วันที่: 30 ธันวาคม 2553 เวลา:15:51:01 น.  

 
โอ๊ะ คห.4 ทรานซินเตอร์มีปัญหาซะแล้วหละครับ
พูดถึงชนิด NPN ก่อน เพราะแรงดันสูงจากขา N จะทำให้ประตูเปิดย้อนกลับมาไม่ได้ เฟืองจะไม่ขยับ แรงดันต่ำจากขา P ดันประตูเปิดไม่ได้ครับ
แต่ถ้าประตูเปิดน้ำทางฝั่งขา N ของคุณ เป็นแบบประตูเลื่อนแทน ก็ไม่แน่นะครับ อิอิ


โดย: สมภพ เจ้าเก่า วันที่: 30 ธันวาคม 2553 เวลา:16:01:41 น.  

 
#7

Q: แรงดันธรณีควรเป็น 0.7 หรือเปล่าครับ
A: ใช่ครับ อันที่จริงๆต้องดู Graph ตาม datasheet ครับ
แต่ Diode มันก็ค่าราวๆนี้หมด ยกเว้น LED จะอยู่
ประมาณ 1.7 - 1.8 v ครับ
LED


Q: ไม่ทราบเกลียวก้นหอยนั้นคืออะไรเหรอครับ
A: ขดๆ คือ กังหันน่ะครับ ลืมอธิบาย


โดย: Mr.Pastman วันที่: 31 ธันวาคม 2553 เวลา:13:17:56 น.  

 
#8

จริงด้วยแฮะ เด๋วลองไปคิดใหม่ก่อน
แต่ PNP น่าจะพอได้นะครับ


โดย: Mr.Pastman วันที่: 31 ธันวาคม 2553 เวลา:13:21:23 น.  

 
#10 อีกนิดนึง
ถ้ากระแส B หยุดไหลแล้ว เหมือนกระแส C จะไปดันประตูให้เปิดถาวรนะ ทั้งที่กระแส C ควรจะต้องหยุดไหลไปด้วย
ลองย้ายประตูเปิดใหม่ไปที่ขา B แทนสิครับ แรงดัน C จะได้ไม่ผ่าน

แต่สงสัยว่า ทรานซิสเตอร์อาจจะไม่ต้องเปรียบเทียบให้ยุ่งยากซะแล้ว - -! มองตรงๆตามตำราซะเลย


โดย: สมภพ เจ้าเก่า วันที่: 31 ธันวาคม 2553 เวลา:14:39:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สมภพ เจ้าเก่า
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




รูปภาพทั้งหมดในนี้ สามารถนำไปใช้ได้ฟรีนะครับ แต่ไม่ควรลบสัญลักษณ์แสดงความเป็นเจ้าของในรูปออกไป รูปใดไม่มีสัญลักษณ์ อยากให้ช่วยอ้างอิง จาก sompop.bloggang.com ด้วยครับ
Blog ล่าสุด
* การสำรวจหินลอยได้ที่เขาคิชฌกูฏ 3 มี.ค. 60
* บทสัมภาษณ์เจ้าพ่อหลักเมือง กทม. 16 ธ.ค. 59
* บทสัมภาษณ์เทวดาในพระแก้วมรกต 6 ส.ค. 58
เรื่องเล่าบอกต่อ
* บั้งไฟพญานาค ถ่ายจากโดรนมุมสูง
* เชิญโหลด 7 ภาพยนต์เฉลิมพระเกียรติ
* เช็คอันดับ Blog ของคุณกับ truehits
Blog แนะนำ
* บทสัมภาษณ์เจ้าพ่อหลักเมืองกรุงเทพฯ 19 ก.ย. 57
* ยานพาหนะที่แล่นตามและทวนน้ำได้โดยไม่ใช้พลังงานอื่น
* ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ปี 2012
New Comments
Friends' blogs
[Add สมภพ เจ้าเก่า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.