ไฮเดรนเยีย ระยะห่าง ความผูกพัน และเธอ..
วันนี้ผมไม่มีอะไรในหัวเลย

ไม่รู้จะเริ่มยังไงกับการเขียนครั้งนี้


มีคนเคยบอกว่าการเขียนตรงจุดที่ยากที่สุด คือการเริ่ม


เพราะการเริ่มที่จะทำ เริ่มที่จะเขียน มันเริ่มมาจากความว่างเปล่า


ไม่มีอะไรมาเสริมเติมแต่งก่อนหน้า อาจเป็นเพียงแผ่นหน้ากระดาษขาวๆ


เป็นหน้าBlogโล่งๆ กว้างๆ ไร้ตัวอักษรใดมาแต่งเติม




สิ่งที่ผมใช้เวลาในการเริ่มส่วนใหญ่ก็จะมาจากการตั้งชื่อ "หัวข้อ"


เพราะเวลาตั้งมันขึ้นมา หลายๆครั้งที่มันค่อยๆทยอยความรู้สึก


กลั่นออกมาจากข้างในลึกๆ เรียงร้อยเป็นคำพูด แล้วก็แปะมันลงไปในหน้าBlog หรือกระดาษ




จริงๆนิสัยของผม เป็นคนที่ไม่ชอบการเขียนเท่าไรนัก การอ่านก็เช่นเดียวกัน


ตำราเรียนตั้งแต่ตอนที่ยังตัวเล็กๆ จนโตมาได้สักระยะ นับตัวอักษรได้ว่าอ่านไปทั้งหมดกี่ตัวแล้ว


แต่ชอบที่จะอยู่ในร้านหนังสือกองโตๆ มันเงียบ และมันแฝงอะไรภายในนั้นเยอะแยะมากมาย


เสียงเพลงเบาๆ~ 


หนังสือที่กำลังซ่อนตัวกันอย่างเป็นระเบียบ รอการหยิบจับจากใครสักคน...


สิ่งที่เรากำลังชื่นชอบอาจจะอยู่ในนี้ คำตอบอาจอยู่ภายในแผ่นกระดาษนับร้อยล้านแผ่นภายในร้านหนังสือเล็กๆก็เป็นได้


นั่นทำให้ผมเริ่มที่จะใช้ชีวิตในที่แบบนี้บ่อยขึ้น และหลากหลายครั้งก็พยายามที่จะนำมาบอกเล่าความรู้สึก ส่งต่อให้กับใครก็ได้ที่อยากฟังมัน


เผื่อมันอาจะเป็นประโยชน์ หรือเป็นอะไรที่ไม่ได้เจอะเจอมาก่อน




เช่นเดียวกับผม.. ไฮเดรนเยียที่เพิ่งเคยจะได้รู้จัก อาจเคยเห็น แต่ไม่รู้จัก


ก็เหมือนการไม่รู้จักอยู่ดี




ผมเริ่มที่จะรู้จักดอกไม้ดอกนึง ที่ใช้ชื่อว่า 'ไฮเดรนเยีย'


จากผู้หญิงคนนึง เค้าเดินเข้ามาในชีวิตของผม ในวันที่..


วันที่ผมกำลังขับร้องเพลง ผ่านUkuleleของน้องตัวน้อยๆ ที่นิ้วของผมมันยาวเกินกว่าจะทาบukuleleตัวเล็กๆของน้องไว้ได้ มันเล็กเกินไป แต่ผมก็ยังเล่นมัน..


วันที่ผมยังคงเดินไปเดินมา พบปะผู้คนมากมาย เพื่อนที่คอยจะชักชวนไปโน่นนี่อยู่ตลอด ไม่อยากให้ผมได้หยุดพักหายใจ


วันที่ผมกลับมาอยู่ที่บ้าน รดน้ำต้นไม้ อยู่กับสุนัขที่ผมรักและเลี้ยงดูมันมากับมือจนโต จากวันที่แม่ไม่ชอบสุนัขเอาเสียเลย วันนี้ท่านบอกท่านรักมัน..




บางครั้งมันก็เงียบ-บรรยากาศ แต่ผมชอบนะที่มันเงียบ


เวลาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา จริงๆมันก็ดี แต่ผมกลับชอบที่จะอยู่คนเดียวมากกว่า ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน


เคยมีหมอดูท่านนึงทักผมมาว่า 'วันนึงเมื่อคุณโตขึ้น คุณต้องอยู่ไกลจากพ่อแม่ถึงจะดี'


ผมเถียงกลับไปเบาๆว่า "ผมใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับพ่อ แม่ ได้เลี้ยงดูท่านยามท่านแก่ตัวลง ทำไมต้องไกลกันกับท่าน ผมไม่เข้าใจ"


'ทำได้ คุณสามารถไปเยี่ยมพ่อกับแม่ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ หมอเองก็บอกไม่ได้ว่าทำไม แต่พื้นดวงของเราเป็นแบบนี้' นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่หมอบอกกับผมมา




คำพูดของหมอดูย้อนกลับเข้ามาในหัวผม


วันที่เราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ผมมักพยายามปลีกตัวออกมา


เพื่อมาอยู่คนเดียว ผมรักพ่อกับแม่มาก มันอยู่ในใจของผมตลอด


และผมอาจจะรัก"ระยะห่าง"เข้าจริงๆก็ได้


มีคนบอกว่า "ระยะห่าง ทำให้เราคิดถึงวันที่เราจะกลับมาใกล้ชิดกัน.."


ผมว่าอาจจะจริง เหมือนเวลาเราอยู่กับห้องโล่งๆห้องเดิม กับภาพความทรงจำที่ฝังแน่นอยู่ภายในห้อง เราจะไม่คิดถึงมัน จนกว่าเราจะสร้างระยะห่างไว้ วันนั้นเราแทบริดรอนความรู้สึก อยากจะหวนกลับไปที่ห้อง นอนนิ่งๆสักพัก อยู่กับความทรงจำดีๆเหล่านั้น แบบคิดไปน้ำตาไหลไปก็ได้


ระยะห่างยังคงทำหน้าที่ของมัน..




ไฮเดรนเยียสีฟ้า ผู้หญิงคนนึง


ผมไม่รู้ว่าผมห่างไกลจากพวกเค้า และเธอมาไกลเท่าไหร่


ระยะห่างยังคงตรึงรั้งมันไว้แบบเงียบเชียบที่สุด


ผู้หญิงคนนึงที่มาพร้อมกับสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจกับสิ่งที่เค้าถ่ายทอดออกมา และผมยอมรับว่า ผมชอบสิ่งเหล่านี้มาก่อน และยิ่งผมมาเจอกับสิ่งเหล่านี้ ผมรู้สึกว่าเธอเข้ามาช่วยให้สิ่งเหล่านี้ดูมีความหมายมากขึ้น


เธอตอกย้ำความรู้สึกให้ผมรับรู้ว่าจริงๆแล้วผมรักสิ่งเหล่านี้..




.. ผมชอบดอกไฮเดรนเยีย อาจเพราะสีฟ้าที่ดูอ่อนโยนมาก คอยขับความแข็งของผมลงไปได้เยอะ ดอกที่ดูกระจุกเรียงตัวกันใกล้ชิดแนบกัน


ดอกไม้อะไร..อบอุ่นขนาดนี้~ เช่นเดียวกันกับเธอ..






เนื่องจากผมเขียนลายน้ำไม่เป็น เลยขอให้เครดิตรูปกับเจ้าของภาพไว้ตรงนี้นะครับ


ขอบคุณ คุณle temps สำหรับรูปๆนี้นะครับ จริงๆมีอีกหลากหลายรูป แรงบันดาลใจหลายๆอย่างเกิดมาจากรูปภาพเหล่านี้


ที่เคยส่งมอบมาให้ อยากขอบคุณจริงๆ









Free
TextEditor





Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2555 12:22:23 น.
Counter : 791 Pageviews.

5 comments
  
แต่ก่อน.. พ่อเคยพูดคำอยู่คำนึง
เป็นคำที่ตอนเด็กๆ พ่อมักจะพูดอยู่เสมอให้ได้ยินบ่อยๆ
ว่าทุกๆอย่างจำเป็นจะต้องมีระยะห่างของมัน
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่ไม่มีชีวิต
หรือว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองก็ตาม

คำพูดของพ่อคล้ายๆกับเนื้อหาในหนังสือของคาริล ยิบราน
เรื่อง THE PROPHET มากคือ --

'จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงยืนอยู่ด้วยกัน แต่อย่าใกล้กันนัก
เพราะเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน
ต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็มิอาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้'

..ตอนนั้นพ่อได้แต่พูดอะไรทำนองนี้
แต่กลับไม่ได้อธิบายให้ลึกลงไปว่าระยะห่างทางกาย
แต่มีความสนิทใจมันเป็นยังไง(อาจเห็นลูกยังเป็นเด็กเล็กหรืออะไรก็ตาม)
สุดท้าย.. ณ ตอนนั้นก็เลยไม่เข้าใจอะไร ได้แต่ฟังพ่อพูด,เกาหัวแกรกๆ
แล้วก็ปล่อยให้เสียงมันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาลอยไปตามลม

ก็แล้งไง -- ระยะห่างคืออะไร? นี่คือสิ่งที่ถามกับตัวเอง
ชีวิตในวัยเด็กที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยเพื่อน
้เลิกเรียนก็ซิ่งมอเตอร์ไซต์ หรือไม่ก็ไปคลุกอยู่ที่ห้องซ้อมดนตรี
บางวันก็มีเพื่อนมานอนรอคอยให้ไปเที่ยวเล่นอยู่ถึงที่บ้าน
ไม่เคยมีระยะห่างกัน, เราต่างสามารถบอกเล่าทุกสิ่งแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ
ความคิดเสียงดังเสมอเมื่อมั่นใจว่ามีคนคอยรับฟัง
..นี่เป็นสิ่งที่คุ้นชินมาตลอดเกือบสิบปี
จนลืมคิดไปว่าไม่มีอะไรที่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป
และไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจเราไปซะทุกอย่าง
เราไม่สามารถผลักอะไรออกไปไกลตัวได้อย่างที่ใจคิด
เช่นความทุกข์ หรือคนที่แอบไม่ชอบขี้หน้า,
ในทางเดียวกัน เราก็ไม่สามารถดึงทุกอย่างที่เรารักให้เข้ามาแนบติดกับตัวเราได้
เช่นเพื่อนรักที่สักวันนึงเค้าก็ต้องมีหนทางเป็นของเค้าเอง
บ้านสวนหลังเก่า เจ้าหมอก ครอบครัว หรือแม้แต่เจ้าทอม ฟอร์ด รถคันโปรด
ทุกๆอย่าง.. มีวงโคจร มีเส้นทางของตัวมันเอง

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้..
ที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองชักจะห่างออกมาจากทุกๆคน
ทุกๆสิ่งไกลออกมาเรื่อยๆ
เหมือนเงยหน้ามาอีกที.. รอบตัวก็เป็นแค่พื้นที่เตียนโล่ง
มีตัวเราเองยืนหันซ้ายหันขวามองดูสภาพแวดล้อมเหล่านี้แบบงงนิดๆ
แต่ความรู้สึกแบบนี้.. มันเหมือนทำให้เรารู้สึกจริงๆว่านี่ล่ะคือที่ของเรา
ที่ที่เต็มไปด้วยระยะห่าง, ผู้คนที่รู้จักกันเพียงผิวเผิน ร้านหนังสือเงียบๆ
หรือสวนสาธารณะที่มีลมพัดเย็นและคนแปลกหน้าที่วิ่งสวนกัน
สิ่งเหล่านี้ทำให้โล่งเบาในหัว ไม่อึดอัดและหายใจได้เต็มปอด
และความคิดที่แต่ก่อนแทบจะไม่เคยหยุดส่งเสียง
วันนึงมันก็กลับดังแผ่วๆ เงียบๆ แค่ภายในหัวของเรา

แล้วก็ค้นพบว่าตัวเองรักการถ่ายรูปมากแค่ไหน
รักความสุขอันแสนเงียบเชียบ.. ทั้งกล้อง ทั้งหนังสือ
ทั้งการวาดรูป ทั้งการล้มตัวลงนอนใต้ต้นไม้ร่มๆในสวนสาธารณะ
หรือแม้กระทั่งการแค่ได้นั่งมองไฮเดรนเยียเบียดตัวกันอยู่บนกิ่งก้านของมัน

..มีสิ่งนึง อาจเป็นคำตอบที่ได้จากระยะห่างที่โอบล้อมตัวเราอยู่
ว่าถึงแม้ว่าะจะอยู่คนเดียว เดินคนเีดียว หรือใช้ชีวิตคนเดียว
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม -- ถ้าเราเชื่อในอะไรสักอย่าง,ในบางความรู้สึก,
..ในบางคน
ความรู้สึกเหล่านี้มันจะเหมือนลมเย็นๆมาหุ้มห่อตัวเราตลอด
ทำให้รู้สึกปลอดภัย ไม่ให้ร้อน ไม่ให้หนาว หรือเป็นอะไรที่เกินไปกว่าคำว่าพอดี
เป็นสิ่งที่ถึงแม้จะห่างแค่ไหน แต่กลับไม่รู้สึกว่าไกลเลยสักนิด

สิ่งทีทรงพลังขนาดนี้..
บางทีก็อยากจะเรียกมันว่า ความรัก

โดย: le temps วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:23:40:14 น.
  
ปล. เป็นคอมเม้นท์ที่ยาวมากจนเอาไปอัพบล็อคตัวเองได้เลยทีเดียว 55
โดย: le temps วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:23:41:40 น.
  
ตามมาอ่านๆๆ :DD ฮ่าๆ
โดย: Plaiiza (natwaraplai ) วันที่: 2 มีนาคม 2555 เวลา:1:19:06 น.
  
เขียนต่อเมื่อไหร่ค่ะ
โดย: natwaraplai วันที่: 9 มีนาคม 2555 เวลา:23:30:15 น.
  
อื่ม.. ช่วงนี้มีงานมาบ้าง เลยไม่มีเวลาได้อยู่กับตัวเองเท่าไหร่เลย
อยากกลับมามีเวลากับตัวเองบ้างเหมือนกันครับ

ไว้ยังไงถ้าว่างๆมีเวลา มีแรงบันดาลใจ จะแวะมาเขียนไว้นะครับ
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านครับ ^^


โดย: ปาท่องโก๋ร้อนกับโอวัลตินเย็น วันที่: 15 มีนาคม 2555 เวลา:18:54:33 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ปาท่องโก๋ร้อนกับโอวัลตินเย็น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Group Blog
กุมภาพันธ์ 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29