กุมภาพันธ์ 2559

 
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
 
 
29 กุมภาพันธ์ 2559
จุติวิบัติ - บทที่ 8
บทที่ 8

ห้องทำงานที่พร้อมพลบอกเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่หน้าร้าน แต่กั้นฉากทึบเอาไว้ มีช่องกระจกเพื่อจะได้มองเห็นลูกค้าสะดวกภายในห้องสะอาดสะอ้าน อะไหล่คอมพิวเตอร์ถูกจัดวางเป็นระเบียบแบบ “หยิบก็ง่ายหายก็รู้ ดูก็งามตา” มีพัดลมติดผนังตัวหนึ่ง และมีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เตชุมาทีไรเห็นเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา

“มึงเลยขโมยมาจากตำรวจอีกที...เจริญล่ะ...” พร้อมพลนั่งบนเก้าอี้หมุนหน้าคอมพิวเตอร์มือคีบปากกาชี้มายังถุงใส่รองเท้าที่เตชุวางไว้ตรงพื้นข้างๆ ตัว

“เอ๊า ภารกิจลับ”

“มันไม่ลับตั้งแต่ที่มึงมาบอกกูละ”

เตชุยักคิ้วกวนๆ

เตชุมักถูกเพื่อนตำหนิเรื่องที่เขาไม่มีความเป็นทหารอยู่บ่อยๆ แต่ชายหนุ่มไม่เคยนึกโกรธเพื่อน เพราะเขารู้ตัว หากทหารที่ดีคือคนที่ต้องรับฟังคำสั่งและปฏิบัติเคร่งครัดล่ะก็ เตชุมั่นใจ เขาไม่มีวันเป็นทหารที่ดีแน่

เขารู้แค่ คนเรามีชีวิตเพื่อทำหน้าที่...หน้าที่ที่ควรทำ

แต่นั่นเป็นเรื่องยากเหมือนกัน...เพราะเราจะรู้ได้ไง อะไรคือสิ่งที่ควรทำ

ภายใต้โครงการนิวไลฟ์ของสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์กับคุณภาพชีวิตแห่งประเทศไทย วพวคช.เตชุคือหนึ่งในผู้ถูกคัดเลือกให้ร่วมรับรู้ชะตากรรมของประชาชนที่กำลังตกในอันตรายจากการคุกคามของสิ่งมีชีวิตต่างดาว

ความลับที่ห้ามแพร่งพราย...คำสั่งตรงจากท่านนายพล

เตชุคาดการณ์ออก จะเป็นอย่างไรหากประชาชนบังเอิญรู้ถึงการมีตัวตนของมนุษย์ต่างดาวซึ่งแฝงเร้นปะปนกับผู้คนในสังคมและทางสถาบันกวาดต้อนสิ่งมีชีวิตนอกโลกเหล่านั้นกลุ่มหนึ่งมาเก็บซ่อนไว้ หากประชาชนรู้ถึงความสามารถอันร้ายแรงของพวกมัน...ความหวาดกลัวย่อมก่อให้เกิดจราจลขึ้นทุกหย่อมย่าน ระบบเศรษฐกิจล่มสลายอธิปไตยของประเทศถูกสั่นคลอนจากกองทัพของต่างชาติที่คอยหาโอกาสเข้ามาตั้งฐานทัพในดินแดนไทย...สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลอันเพียงพอให้เตชุทำหน้าที่ของเขาอย่างขมีขมัน

ทว่ามีบางสิ่งที่เขาไม่อาจเข้าใจ...บางสิ่งที่คาใจเตชุมาโดยตลอด

แม้ท่านนายพลจะประกาศจุดประสงค์ชัดเจน...เหตุที่ทำเพื่อศึกษารูปแบบการดำรงชีพของมนุษย์ต่างดาวและระบบวิวัฒนาการแต่รายละเอียดในเนื้องานที่ถูกสั่งให้ทำในแต่ละวัน กลับเหมือนกำลังสร้างอาณานิคมมากกว่าศึกษาจริงจัง

...เหมือนซ่องสุมกองกำลังมากกว่า!

และนั่นคือสิ่งที่เตชุจำเป็นต้องรู้

“เธอไม่ได้อยากเป็นทหารหรอกเต้...เธอแค่อยากปกป้องคนอื่นด้วยวิธีการของเธอเท่านั้นเอง”

คำพูดของเธอคนนั้นยังก้องชัด...สะท้อนออกมาจากความทรงจำในก้นบึ้งหัวใจ

“ตกลงมึงเจอตัวคนปล่อยรูปรึยัง”เตชุหมายถึง รูปภาพตราสัญลักษณ์ประหลาดในที่เกิดเหตุการตายอันพิลึกพิลั่นของครอบครัวพ่อค้าขายผลไม้ที่เป็นข่าว

พร้อมพลเห็นรูปภาพเหล่านั้นถูกโพสลงในกระทู้ของเว็บไซต์ผิดกฏหมายเว็บหนึ่งโชคดีที่กระทู้นั้นยังไม่เป็นที่สนใจของผู้คน และถูกลบออกภายในชั่วเวลาไม่ถึงวัน

เตชุไม่รู้สาเหตุที่กระทู้นั้นหายไปจึงกังวล

ต้องยืนยันให้มั่นใจนอกจากในกระทู้นั้น ไม่เหลือภาพไว้ที่ไหนอีก

พร้อมพลส่ายหน้า“กูย้อนไอพีตามรอย แต่มันใช้คอมในร้านอินเตอร์เน็ต ถ้ามึงอยากรู้ตัว มึงต้องไปตรวจสอบที่ร้านต่อเอาเองกูจะบอกพิกัดให้... แต่เจอแล้ว คงต้องสืบสาวเอาความอีกเยอะล่ะ”

“ทำไม”

พร้อมพลจ้องเขม็ง

“กูแฮ็กเข้าไปเจอมันคุยกับบอกอแมกกาซีนพิศวงในโปรแกรมแชท”คนพูดลดเสียงลง “คนที่จ้างให้มันไปถ่ายรูปเบาะแสพวกนั้น”

“ฉิบหาย!”เตชุสบถ

“แต่ต่อให้เอาเรื่องนี้ไปลงหนังสือจริงก็ไม่มีใครบ้าจี้ตามหรอก หนังสือพวกนี้เป็นหนังสือขายความเชื่อ คนอ่านไม่ค่อยให้เครดิตด้านความน่าเชื่อถือเพราะบางทีพวกนี้ก็โมเมทำหลักฐานกันเอง จะเอาอะไรให้คนอื่นเชื่อ”

“กูไม่แน่ใจว่ะ”

“ยังไง”

“เจ้าเอยนักเขียนของพิศวง” เตชุนึกถึงหญิงสาวที่เขาเพิ่งพบเมื่อคืนสตรีร่างบางระหงในชุดราตรีสีเขียวซึ่งสะกดสายตาของเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น“ลูกสาวคนเดียวของคุณกำพล นายธนาคารใหญ่ มีอิทธิพลพอตัว... และเป็นเจ้าของรองเท้าข้างนี้”

“อย่าบอกนะว่าเขามีหลักฐาน”

“ไม่รู้”เตชุตอบ ความเครียดพุ่งสูง “กูถึงต้องไปหาเขาให้แน่ใจ”

ใช่...ให้แน่ใจ...

“ถ้าเรื่องไม่บานปลายก็ดี”พร้อมพลเปรย “เกิดเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา กุกลัวมีผลกระทบกับลูก”

เตชุระบายลมหายใจเบาเขาเองเข้าใจจิตใจของเพื่อน เพราะถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเด็กแฝดทั้งสอง เขาคงเสียใจไม่น้อย

“ลูกมึงไม่เป็นไรหรอก”เตชุปลอบ

“เออกูเชื่อ”

“เชื่อกองทัพ?”

“เชื่อมึง”

เตชุยิ้มให้เพื่อนเพื่อสร้างความมั่นใจให้เขาปกติพร้อมพลไม่พูดแบบนี้ หากเป็นปกติเขาจะมั่นใจในกองทัพ และเชื่อมั่นระบบของทหารมากกว่าระบบไหนๆ

หาก...คราวนี้ พร้อมพลคงประเมินสถานการณ์แล้วรู้ว่ามีความเสี่ยงสูงสักเท่าไหร่ที่จะเกิดสถานการณ์เลวร้ายในอนาคต

“สมมุติ”พร้อมพลถาม “สมมุติถ้ากูเจอมนุษย์ต่างดาว กูต้องทำไงวะยิงหัวมันเหมือนในหนังดีไหม”

“ไอ้ห่ามนุษย์ต่างดาวไม่ใช่ซอมบี้” เตชุค้าน “มึงยิงหัวก็ไม่ตาย ยิงหัวใจก็ไม่ตายที่มึงต้องทำ... เล็งตรงนี้” เตชุตบที่ท้ายทอยของตัวเองเบาๆที่แกนกลางรอยต่อระหว่างกะโหลกกับกระดูกไขสันหลัง “ต้องตรงนี้เท่านั้นเพราะเป็นตำแหน่งที่มันฝังตัว”

“ไม่ง่ายนะนั่น”

“ใช่ไหมล่ะ...ชีวิตก็แบบนี้แหละ ไม่ใช่ว่ายอมตายกันง่ายๆ เสียเมื่อไหร่” เตชุพูด...

“พวกเราเองก็เหมือนกัน”




เจ้าเอยรู้ตัวแจ่มชัดเธอกำลังตกอยู่ในความฝัน เป็นฝันที่ตื่นเต้นจนอยากรู้ตอนจบ ขณะเดียวกันก็อยากตื่นขึ้นให้พ้นๆเพราะความน่ากลัวเบื้องหน้า

เสียงแตรรบแบบโบราณดังลั่น... เจ้าเอยยืนบนยอดตึกสูงริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังเดือดปุดๆจากคลื่นความร้อนของอุตกาบาตขนาดยักษ์สีดำทมิฬมีไฟลุกโชนที่กำลังร่วงลงเชื่องช้ากลางท้องฟ้าสีแดงฉานสัตว์ซึ่งอาศัยในน้ำทั้งสิ้นตาย และลอยขึ้นมา ฟ้าร้องฟ้าแลบแปลบปลาบ สายฟ้าผ่าลงติดๆกันอย่างสะเปะสะปะ พายุทอร์นาโดพัดไกลลิบๆ ออกไปมีมากกว่าสิบลูกโยงลงมาจากฟ้าจรดพื้นดิน ราวกับหลอดดูดน้ำของสวรรค์แผ่นดินไหวแยกแผ่นดินออกเป็นส่วนๆ ตึกรามบ้านช่องถล่มทลาย...เสียงหวีดร้องดังมาจากพื้นถนนด้านล่าง จากผู้คนที่วิ่งพล่านด้วยความหวาดกลัวบางคนติดโรคระบาดที่ทำให้ผิวหนังเกิดรอยแผลและเป็นหนอง ร่างบางคนลุกไหม้ ติดไฟวิ่งทุรนทุรายไปทางใดก็นำพาเอาพระเพลิงไปลุกลามถึงตรงนั้น เนื้อหนังของเขาไหม้เพราะไฟคลอกควันสีดำโชย กลิ่นเลือดคาวคลุ้งคละเคล้ากับกลิ่นเหม็นของเขม่า ยางไหม้ และดินปืนผัสสะแห่งความตายลอยวนเวียนทั่วทุกภาคส่วน

ลมแรงพัดจนเส้นผมของเธอปลิวสะบัดลมพัดเศษฝุ่นจนต้องหยีตา ด้านหลังของเจ้าเอยมีผู้ชายสองคนซึ่งเจ้าเอยไม่เห็นหน้าจึงไม่รู้เป็นใครยืนพร้อมประจันหน้ากับเงาทะมึน...

เงาร่างแห่งความมืดมิดขนาดยักษ์!!

เจ้าเอยวูบโหวงข้างในทั้งสิ้นหวังจนอยากร้องไห้ หรือนี่เป็นวันล้างโลกตามคำทำนายที่มีมาตั้งแต่เพรงกาล...วันอามาเกดอน!

ความมืดจะกลืนกิน แดดับสิ้นถิ่นพารา

สิ้นวงค์มนุษา อสุราเข้ากินเมือง

ปวงชนสลดโศก ทั้งวิโยคและแค้นเคือง

สิ้นธรรมมะแสงเรือง สู่ยุคเฟื่องเปรื่องอธรรม

เหน็บหนาวสิดาวแดน ร่วงนับแสนแสนบอบช้ำ

ฟ้าไหม้ให้ระกำ มิดมืดดำอนันตกาล.

มีเสียงคำรามดังจากใจกลางเงาร่างสีดำตรงหน้าพร้อมกลิ่นไอรุนแรงที่ผลักออกมาจนเจ้าเอยแทบกระเด็น ผู้ชายสองคนวิ่งบุกเข้าไปหมายพิชิตแต่อสูรร้ายตวัดเส้นสายสีดำออกมารัดร่างของทั้งสองเอาไว้

“บุตรและธิดาแห่งอาดามะ...ข้าจักทำลายพวกเจ้าให้สิ้น!”

เส้นแส้ทมิฬพุ่งตรงมายังเจ้าเอยหญิงสาวหลับตาปี๋ ยกมือขึ้นบัง แสงสว่างบังเกิดวูบวาบขึ้นจากภายใน

เจ้าเอยสะดุ้งขึ้นมาบนเตียงนอน!!

หญิงสาวหายใจสั้นกระชั้น หอบเหงื่อชุ่มไปทั้งตัวทั้งที่เปิดเครื่องปรับอากาศไว้ชนิดที่ว่าเวลาปกติต้องห่มผ้านวมผืนหนาๆถึงจะไม่หนาวสั่น แสงสว่างยามบ่ายส่องสะท้อนเข้ามาจับต้องเครื่องเรือนภายในห้องนอนซึ่งตกแต่งด้วยโทนสีขาว-เขียว

ฝันร้าย...ฝันร้ายที่สมจริงจนน่ากลัว

เจ้าเอยโล่งใจไม่น้อยที่ตื่นจากฝันบางทีอาจเป็นเพราะเธอเพิ่งเสี่ยงชีวิตรอด เลยเก็บเอามาฝันเป็นตุเป็นตะ

เสียงเตือนจากคอมพิวเตอร์ดังเรียกเจ้าเอยรีบกระโดดลงเตียง ดูหน้าจอ สบชัยวิดีโอคอลมาเจ้าเอยเปิดหน้าต่างสนทนาในโปรแกรมแชทขึ้น

“มีอะไร” เจ้าเอยหาวหวอดๆ

“เหนือเมฆฟื้นแล้ว”

“ใครวะเฮีย”

“ไอ้หนุ่มมนุษย์ต่างดาวไง”

“อ๋อ... เป็นไงมั่ง”

“งงสิ” สบชัยบอก“หาว่าเฮียลักพาตัวมันมา”

“ก็ใช่ไม่ใช่รึ”เจ้าเอยเห็นพ้องกับหนุ่มแปลกหน้า ถึงไม่ตั้งใจเก็บไอ้หนุ่มหน้าหล่อนั่นไว้แต่เธอมั่นใจ สบชัยไม่คิดปล่อยอาวินเหมือนกัน

“เอ๋ย ไม่เอา ไม่พูด” สบชัยพูด“เฮียพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ ตอนนี้สงบลงพอสมควร แต่มันไม่เชื่อเฮียว่ะ”

สมควรล่ะ เป็นฉันฉันก็ไม่เชื่อย่ะ!!

“ทำไม่เอากล้องวงจรปิดให้เขาดู”

“กล้องเสีย”ไอ้เฮียตอบโดยไม่ต้องคิด “สัญญาณภาพหายไปแค่ช่วงที่อาวินถูกพาเข้ามา จนเหนือได้สติแต่นอกนั้นครบถ้วน”

“บอกแล้ว อย่าใช้ของปลอม”

“ไม่ใช่ล่ะ...ทีนี้พอไม่มีหลักฐานให้ดู มันเลยอยากคุยกับเอ๋ย ยังไงช่วยอธิบาย...”

เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะ

“แป๊บนะเฮีย”เจ้าเอยพูดเสียงเบาแทบกระซิบ เธอยังไม่อยากให้คนที่บ้านรู้สิ่งตัวเองประสบพบเจอกับอะไรมาอย่างน้อยก็ปิดเอาไว้จนกว่าปิดไม่มิดหรือไม่อยากปิดนั่นแหละ “มีอะไร”

เจ้าเอยถามเสียงดังเสียงแม่บ้านตอบ

“คุณหนูคะ มีแขกมาขอพบค่ะ”

แขก... ถ้าจำไม่ผิด วันนี้เธอไม่มีนัดนี่นาอีกประการ ไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยมเธอที่บ้านนักหรอก

“ใคร”

“เขาบอกว่าชื่อเตชุค่ะ”แม่บ้านตอบ “เขาให้บอกคุณหนูว่าพบกันเมื่อคืนที่งานเลี้ยงของคุณหญิงผ่อง”

ชื่อคลับคล้ายคลับคลา แต่ยังนึกหน้าไม่ออกเจ้าเอยมั่นใจในความจำอันดีเลิศของตน บทอาขยานที่ยากๆ ยาวๆเธอสามารถจำได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง... แต่นั่นไม่รวมถึงการจำหน้าคน

“เดี๋ยวฉันลงไป”

แม่บ้านรับคำสั่งนั้น เสียงจากภายนอกเงียบลงจนเจ้าเอยมั่นใจว่า บริวารของตนไม่อยู่ตรงหน้าห้องแล้ว จึงหันมาทางคอมพิวเตอร์อีกครั้ง

“เตชุ... เหมือนเฮียเคยได้ยินชื่อ...”

“เออๆ เฮียจะเคยได้ยินจากไหนก็ช่างเฮียเหอะ...เดี๋ยวหนูไปหาแขกก่อน”

“อืม... ใครวะ”

“คิดไป เดี๋ยวมา!”

เจ้าเอยผลุนผลันออกจากโต๊ะวิ่งไปที่หน้ากระจก สำรวจความเรียบร้อย แล้วเผ่นออกนอกห้องรวดเร็วดุจลิงลม แม่บ้านพาเตชุไปที่ห้องรับแขกตอนที่เจ้าเอยไปถึง ชายหนุ่มตัวใหญ่ยังเดินดูนู่นดูนี่ไปทั่วราวกับเด็กซนๆ

ผู้ชายที่มีสายตาเจ้าชู้ ซึ่งเจ้าเอยลงความเห็นไว้ว่าเป็นผู้ชายหน้าหม้อนั่นเอง!

เจ้าเอยแอบระบายลมหายใจเบาๆตอนยืนมองเขาที่หน้าประตู ลำบากใจกับเสน่ห์หญิงอันรุนแรงของตัวเองเสียเหลือเกิน ขนาดเมื่อคืนคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้นพ่อเจ้าประคุณยังติดอกติดใจตามมาสานสัมพันธ์ต่อถึงบ้าน เฮ้อ... อย่างว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่สเป็คของเธอสักนิด

คนถูกนินทา (ในใจ)หันขวับกลับมามอง ทำเอาเจ้าเอยเกือบสะดุ้งเฮือก สายตากรุ้มกริ่มเหมือนมีประกายไฟปะทุตลอดเวลาจ้องมายังเธอยิ่งกอรปเข้ากับคิ้วหนาด้วย ยิ่งทำให้แววตานั้นลึกล้ำจนวาบไหวในอารมณ์ยามถูกมอง

“สวัสดีครับ คุณเอ๋ย”

“ห๊ะ... อ๊ะ... ค่ะ” เจ้าเอยตอบก้าวเข้ามาในห้อง “หมวดเต้มีธุระอะไรรึเปล่าคะ ดิฉันไม่ค่อยว่าง”

“ตรงไปตรงมาดีจังนะครับ” เตชุพูดพอเห็นเจ้าบ้านนั่งประจำที่ เขาเลยไปนั่งที่เก้าอี้ตัวข้างๆตรงพื้นมีถุงกระดาษวางไว้ “พอดีผมแวะมาหาเพื่อนแถวนี้”

แหม... พ่อคุ๊ณช่างมีเวลาเหลือเฟือเนาะ “ฉันนึกว่าหมวดตั้งใจมาหา”

คนตัวโตยิ้มติดมุมปากตาเป็นประกาย

“ก็ต้องตั้งใจด้วยสิครับ”

นั่นไงๆ...เขาเริ่มเดินหน้าจีบแล้วเจ้าเอยกระหยิ่มยิ้มย่องในหัวใจ แต่นั่นแหละ แสดงอาการมากไม่ได้เดี๋ยวเขารู้จะได้ใจ ผู้ดีเก๋โก้ไฮโซสุดๆ อย่างเธอต้องวางฟอร์มเสียหน่อยยังไงซะเธอก็ไม่สนใจเรื่องขึ้นคาน ตราบเท่าที่มีตังค์ มีคนไว้ให้คอยใช้งานเลยไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องตะครุบผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

“นายจักรบอกคุณเป็นนักเขียนท่าทางน่าสนุก”

สนุกม๊ากกกก ถ้ารวมเรื่องที่โดนไล่เฉาะกบาลเมื่อคืนเข้าไปด้วยชีวิตเธอโคตรจะมีสีสันเลยค่ะ ขอบอก

“เหมือนงานทั่วไปนั่นแหละค่ะสนุกใช้ได้”

“ทำไมถึงมาเป็นนักเขียนครับ”

“เอ๊ะ นี่ฉันถูกสัมภาษณ์รึเปล่าคะเนี่ย”เจ้าเอยหัวเราะ คนตัวโตกว่าก็หัวเราะ “พอดีชอบอ่านล่ะมั้งค่ะ ติดนิสัยมาจากคุณพ่อถ้าวันไหนไม่อ่านหนังสือจะลงแดงตาย แต่พออ่านเยอะๆ เข้า เลยอยากเขียนบ้างแค่นั้นล่ะค่ะ หมวดเถอะค่ะ ถามแต่ฉัน ไม่เห็นบอกเลยว่าอาชีพทหารเป็นยังไงบ้าง”

“อยากรู้จริงๆ เหรอครับ”

“ก็...”

“สนุกครับ ภายใต้ขอบเขตของตำแหน่งหน้าที่เมื่อก่อนตอนประจำการที่ชายแดน ก็สนุกแบบหนึ่ง ตอนนี้ถูกย้ายมาประจำสถาบันก็สนุกอีกแบบ”

“สถาบัน?”

“วพวคช.”

“เหรอคะ” คราวนี้เจ้าเอยประหลาดใจจริงไม่นึกเลย ศูนย์วิทยาศาสตร์ใหม่เอี่ยมอ่องของรัฐบาลจะมีทหารเข้าไปทำงานด้วยทีแรกเธอเข้าใจเอาเองว่าคงมีแต่พวกนักวิทย์กับเด็กเนิร์ด

“แต่เล่าไปก็ไม่เหมือนของจริงหรอกครับถ้าคุณอยากรู้จักอะไรสักอย่างเป็นให้ลึกซึ้ง คุณต้องอยู่ใกล้ๆ ดูนานๆ ค่อยๆให้ซึมซับลงไปในนี้” เตชุยกมือทาบแผ่นอกกว้างของตนเอง ด้านซ้าย “ในหัวใจ”

เจ้าเอยร้อนวูบวาบทั่วใบหน้าไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว

แต่สาวผู้มีความมั่นใจเปี่ยมล้นแบบเธอจะพ่ายคารมคมคายของผู้ชายตัวโตคนนี้ได้ยังไงไม่ๆ... ต้องเปลี่ยนเรื่องก่อนเลยเถิด

“หมวดยังไม่บอก มาหาฉันมีธุระอะไรรึเปล่า”เจ้าเอยพูด “คงไม่ได้แค่มาคุยกับฉันเฉยๆ หรอกใช่ไหมคะ”

“แล้วถ้าผมแค่อยากมาคุยกับคุณเฉยๆ...ได้ไหม”

เจ้าเอยใจเต้นโครมคราม ให้ตายเถอะรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบนั้น ดวงตาแวววาวแบบนั้น ไม่ไหวๆ ขืนเป็นงี้ ดีไม่ดีจะใจอ่อน

“บอกธุระมาเถอะค่ะ” เจ้าเอยพูด

เตชุถอนใจหนักหน่วงรอยยิ้มที่เปื้อนเต็มหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย เขานิ่งเหมือนชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนหยิบถุงกระดาษ

“คุณลืมของ”

“คะ”

ชายหนุ่มยื่นถุงกระดาษส่งเจ้าเอยรับงงๆ เปิดดู

สิ่งที่เห็นตรงหน้า ทำเอาหัวใจที่พองฟูเมื่อครู่กลับแฟ่บรวดเร็วดุจดั่งลูกโป่งลูกโตๆที่โดนปล่อยลม พุ่งไปพุ่งมาแล้วลงไปนอนกองเหี่ยวๆ

“อะไรคะ”

เจ้าเอยตีหน้าซื่อ

“ผมได้จากตำรวจ”คนตัวใหญ่กว่าตีหน้าขรึม “พวกเขาสงสัยว่า ทำไมรองเท้าของคุณถึงหล่นในที่เกิดเหตุ”

หญิงสาวพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้อ้าปากค้างตั้งสติไว้ยัยเจ้าเอย ระมัดระวังคำพูด เพราะทุกถ้อยคำอาจเป็นหลักฐานมัดตัว

“คงเข้าใจผิดล่ะมั้งคะ ไม่เห็นตำรวจพูดอะไรเลย”

“ผมไม่อ้อมค้อมล่ะ”

เจ้าเอยรู้สึกเหมือนโลกกำลังถล่มทลาย

“คุณเกี่ยวข้องอะไรกับมนุษย์ต่างดาวพวกนั้น...คุณเจ้าเอย!”

“ฉันไม่เข้าใจที่หมวดพูด”เจ้าเอยวางท่าปากแข็งและสุขุมทั้งที่ภายในใจสั่นระริก

“ไม่เข้าใจ?”เตชุเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม “รองเท้าของคุณเองนะครับ คุณเอ๋ย”

“หมวดมั่นใจได้ไง ว่านี่เป็นรองเท้าฉัน”ใช่ไหมล่ะ รองเท้าแบบนี้มีเป็นล้านๆ คู่

คนตัวโตยิ้มนิดติดริมฝีปาก

“คงไม่ต้องให้ผมเอาภาพออกมายืนยันหรอกมั้งครับ”

เจ้าเอยอยากท้าให้เขาเอาออกมาเลยแต่พอนึกว่าภายในงานเลี้ยง ใครต่อใครต่างพากันถ่ายรูปเป็นปกติ หากมีรูปเธอติดในกล้องของใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไร ซึ่งอีตาหมวดคงมีหลักฐานแน่ชัดถึงกล้าพูดออกมาแบบนั้นแต่จะให้มาทำท่าทีตกอกตกใจ ขวัญอ่อน รับสารภาพง่ายๆ ก็ไม่ใช่คุณหนูเจ้าเอยสิ

ต้องยืนกระต่ายขาเดียวไว้ก่อน

“แค่บังเอิญเหมือนกันมากกว่าค่ะ”

“เหมือน?” เตชุถามย้ำ“มุกนี้ใช้บ่อยไหมครับ”

“หมวดเต้!”

“ถ้าคุณมั่นใจ งั้นผมขอดูรองเท้าคู่ที่คุณใส่ไปงานเมื่อคืนได้ไหมครับ...ทั้งสองข้าง”

“ฉัน...”

เวรแล้วเวรแล้ว... ยัยเจ้าเอย วินาทีนี้ควรทำไงดี หรือจะบอกความจริง

ทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาดขืนพูดออกไป มีหวังโดนไล่เบี้ยจนหมดไส้หมดพุงกันล่ะคราวนี้

“ไม่มีใช่ไหมครับ”

“ฉัน...”

“คุณเอ๋ย...”

“คุณหนู” เสียงจ๊อดดังขัดจังหวะเจ้าเอยหันไปเห็นเขาถือกล่องสีขาวเข้ามาในห้อง “ขออนุญาตเสียมารยาทครับพอดีช่างซ่อมรองเท้าเสร็จแล้ว คุณหนูจะให้ผมเก็บไว้ไหนครับ”

ลูกน้องคนสนิทเปิดฝากล่องออกเผยให้เห็นรองเท้าคู่งาม

รองเท้าที่เหมือนกับข้างที่เธอทำหายเปี๊ยบ!

หญิงสาวเริ่มยิ้มออก สัมผัสถึงชัยชนะในกำมือสมน้ำหน้าอีตาผู้หมวดนิสัยไม่ดี เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับเธอ โฮะ โฮะ โฮะรู้จักเจ้าเอยน้อยไป

ทำดีมากจ๊อด... เดี๋ยวปีนี้จะเพิ่มโบนัสให้เยอะๆเยอะๆ

“ทำความสะอาดมารึยัง”

“ครับ”

“งั้นเอาไปเก็บไว้ที่เดิมฉันจะใส่ไปรับคุณพ่อคุณแม่ที่สนามบินอาทิตย์หน้า”

ปกติเจ้าเอยไม่เคยพูดอะไรแบบนี้กับจ๊อดหรอกทำอะไร ใส่อะไร ไปไหน ไม่ใช่หน้าที่ของลูกน้องที่ต้องมารู้ แต่คราวนี้เธอแค่อยากเย้ยคุณทหารเล่นๆ

จ๊อดรับคำ ออกจากห้องเจ้าเอยหันไปยิ้มหวานให้เตชุที่กำลังขมวดคิ้วมุ่น เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง หญิงสาวกรีดกรายนิ้วปัดปอยผมยาวทัดหลังหูอยากหัวเราะก๊าก... สะใจชะมัด!

“อย่างที่เห็นแหละค่ะ หมวดรองเท้าฉันเสียนิดหน่อยเลยต้องส่งซ่อม” เจ้าเอยยื่นรองเท้าในถุงกระดาษคืนให้เตชุถ้าหากเขาอยากหาหลักฐานจากรองเท้าข้างนี้ต่อ คงต้องเอาไปวิเคราะห์หาลายนิ้วเท้าหรือร่องรอยอื่นๆที่พอจะบ่งชี้ตัวตนของเธอ ซึ่งคงยาก และต่อให้มีให้หาเจอจริง กว่าจะถึงตอนนั้นจ๊อดคงสั่งคนให้ไป เก็บ เรียบร้อย

“คืนค่ะ”

เจ้าของดวงตาเป็นประกายล้ำลึกรับกลับพูดไม่ออก

“ถ้ายังไง หมดธุระแล้วฉันคงต้องขอตัวก่อน... ต้องรีบปิดต้นฉบับ เอ้อระเหยลอยชายนานมากไม่ได้”

เห็นความพ่ายแพ้ในสีหน้าของเขาแล้วสาวสวยแสนสดใสอย่างเจ้าเอยก็รู้สึกเห็นใจอยู่ลึกๆ แหม คนอะไร้ น่าสงซ้าน น่าสงสารฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

“ขอโทษนะครับที่ทำให้ต้องเสียเวลา”

“ไม่เป็นไรค่ะ คนกันเอง”เจ้าเอยแสดงท่าทีใจกว้างดุจดั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

“ถ้าคุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ผมถามผมคงขอบคุณมากหากคุณจะบอก” คนพูดท่าทางปักใจเชื่อแน่วแน่ว่าเธอต้องรู้เห็นอะไรเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว

ไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหน

“ค่ะ” เจ้าเอยตอบ“มีอะไรอีกไหมคะ”

“อีกเรื่อง... ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะไม่ทำอะไรก็ตามที่บอกอสบชัยให้ทำอย่าคิดง่ายๆ ว่าไม่มีใครติดตามเรื่องนี้” เตชุบอก “หมวดกำลังขู่ฉันรึเปล่าคะ” เจ้าเอยชักไม่พอใจ

“เปล่าครับ” เตชุทำเสียงขรึม“ผมแค่เตือนในฐานะ คนกันเอง”




“ยาพาราฯสักเม็ดสองเม็ดไหมครับ คุณหนู”

เจ้าเอยเหล่ตามองจ๊อดขณะนั่งหน้ามุ่ยหน้าคอมพิวเตอร์เล่นอินเตอร์เน็ตรอวิดีโอคอลจากสบชัย ลีลาท่าทางกวนโอ๊ยของจ๊อดไม่มีใครเกินล่ะ

“ดี แต่ยังไม่พอ ฉันอยากได้สักสองกระปุก”หญิงสาวเอนหลังพัก “ขอบใจ... เรื่องรองเท้า”

“โอ๊ะ!”จ๊อดอุทาน “คุณหนูพูดซ้ำอีกครั้งได้ไหมครับ ผมขออัดเสียงไว้ฟังบ่อยๆ... ฟิน”

“น้อยๆ หน่อย”เจ้าเอยทำตาเหลือกใส่คนสนิท... ตะหงิดๆ รู้สึกเหมือนถูกหลอกด่า “นายรู้ได้ไงยะว่าอีตาผู้หมวดจะถามฉันเรื่องรองเท้า มีตาทิพย์เห็นอนาคตรึไง”

“ผมไม่ใช่หมอดูนะครับคุณหนู”จ๊อดย้อน “ผมแค่ชอบให้คุณหนูมีรองเท้าครบคู่ เลยถือวิสาสะสั่งซื้อมาใหม่”

เจ้าเอยมองหน้าคนพูดแล้วทึ่งถึงเขาจะแสดงความรอบคอบให้เธอเห็นบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็ยังสร้างความประทับใจแก่เธอเสมอ

“นายไม่สงสัยเหรอทำไมหมวดเต้ถึงมาคุยเรื่องนี้กับฉัน”

“คุณหนูสงสัยอะไรครับ”

“ฉันไม่เข้าใจ ทำไมเขาไม่บอกข้อสันนิษฐานของเขากับตำรวจดันมาแหวกหญ้าให้งูตื่น”

“เขาหาเรื่องมาจีบคุณหนูมั้งครับ”

“จ๊อดนี่... ชอบเอาความจริงมาพูดเล่น”

“คุณหนูนี่บ้ายอเหมือนกันนะครับ”

“เอ๊ะ”

คนช่างกวนเต้นถอยก่อนที่เจ้าเอยจะควานหาของบนโต๊ะมาขว้างใส่

“คุณหนูใจเย็นสิครับ ผมเจ็บ”

“ลามปาม ฉันจะฟ้องแม่”เจ้าเอยคาดโทษ

“อย่าเลยครับ ผมกลัว”คนพูดทำท่าทีสบายใจเฉิบ เนี่ยนะกลัว... หน็อย... “หมวดเต้คงอยากรู้ความจริงที่ถูกปกปิดไว้จากคนที่มีอำนาจสูงกว่าคงประมาณนั้น”

“จริงดิ”

“ไม่จริง” จ๊อดตอบหน้าตาย “แต่คุณหนูพูดเองนี่ครับว่าไม่มีเหตุผลที่หมวดเต้จะทำแบบนี้ผมเลยนึกออก... มีเหตุผลสองข้อที่ทำให้คนเรายอมทำในสิ่งที่ไม่น่าทำ หนึ่งทำเพราะความคิดด้านลบโลภ โกรธ หลง หวาดกลัว และสอง ทำตามมโนสำนึก”

“มโนสำนึก... เหรอ”

“ครับ จะเรียกเจตนารมย์ในการมีชีวิตก็ได้หมวดเต้คงมีความคิดด้านลบเหมือนกัน เพราะเป็นคนธรรมดา แต่ผมไม่คิดว่างานนี้หมวดเต้ตัดสินใจทำเพราะอารมณ์พวกนั้น...เลยตีความเอาเองว่า เหตุผลที่เขาทำสิ่งที่ไม่น่าทำเพราะมโนสำนึกของเขา”

เสียงเตือนจากคอมพิวเตอร์ดังขึ้นขัดจังหวะเจ้าเอยเบรกการสนทนากับจ๊อด เปิดโปรแกรมแชท สบชัยอยู่ในภาพวิดีโอ

“ทางโน้นเรียบร้อยดีไหมเอ๋ย”

“ไม่” เจ้าเอยตอบเร็วไม่ต้องคิด “เฮีย...เรามีปัญหาแล้วล่ะ”

“เออ เดี๋ยว” สบชัยบอกพลางกวักมือเรียกใครบางคนให้มาเข้ากล้อง คงเป็นเหนือเมฆ “มาเร็ว สงสัยอะไรถาม”

“หนูไม่ใช่อับดุล” เจ้าเอยค่อนขอด

เหนือเมฆโผล่เข้ามาในจอ สังเกตจากหน้าตาของเขาคงอายุยี่สิบต้นๆ เท่านั้นแต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับดูเป็นผู้ใหญ่และครุ่นคิดตลอดเวลา ภายใต้ท่าทีนิ่งเงียบสีหน้าแววตาของเขาบ่งบอกถึงความฉงนสงสัย หวาดระแวง

เจ้าเอยเองพอจะเข้าใจความรู้สึกของเขาเหมือนกันเพราะถ้าจู่ๆ เธอตื่นในที่แปลกๆ แถมเจอะหน้าคนอย่างไอ้เฮีย มีหวังกรี๊ดลั่น

“นายเป็นไงมั่ง” เจ้าเอยถามรวมๆ

“เขาบอกคุณเป็นคนพาผมมา”เหนือเมฆเล่า เจ้าเอยกรีดนิ้วแตะขมับ ดูวิธีเอาตัวรอดของสบชัยเถอะ เรื่องโยนขี้ถนัดนักล่ะมันน่าให้เธอเคารพไหม “เกิดอะไรขึ้นกับผม”

“นายจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ”

ชายหนุ่มส่ายหน้าแทนคำตอบ

คงจริงตามอาวินบอกหากอาวินแสดงตัว เหนือเมฆจะเข้าสู่สภาวะหลับใหลทางจิต ไม่สามารถรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองบ้างแม้ใช้ร่างกายเดียวกัน แต่ถ้ามีเหนือเมฆย่อมไม่มีอาวิน ถ้ามีอาวินย่อมไม่มีเหนือเมฆ

เจ้าเอยชักสงสารชายหนุ่มขึ้นมานิดๆแม้อาวินจะไม่ตั้งใจทำร้ายเขาโดยตรงด้วยการฆ่าหรือชิงร่างอะไรทำนองนั้นแต่ชายหนุ่มเหมือนถูกขโมยเวลาชีวิตที่ควรมีไป

น่าเศร้าขนาดไหน ถ้าคนเรามีชีวิตกับความทรงจำแหว่งวิ่นไม่สมบูรณ์

“เริ่มยังไงดี”เจ้าเอยพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ “เอาเป็นว่าเมื่อคืนฉันถูกมนุษย์ต่างดาวตัวหนึ่งทำร้าย แล้วนาย... ฉันหมายถึง นายอีกคนก็มาช่วยฉันไว้ แต่เขาสูญเสียพลังงานมาก ฉันเองไม่ใจไม้ไส้ระกำขนาดจะปล่อยทิ้งไว้เลยพานายมาที่สำนักพิมพ์”

จ๊อดกระแซะเข้ามา เปรยเบาๆ แค่พอได้ยินสองคน

“ทีแรกจะชิ่งมาคนเดียวนี่ครับ”

เจ้าเอยชกท้องคนพูดมากจ๊อดแกล้งทำตัวงอราวกับเจ็บปวดเสียเต็มประดา

“นายไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง”หญิงสาวซักไซ้ต่อ

คนถูกถามนิ่งนานนานจนเจ้าเอยรู้สึกอึดอัด หญิงสาวปล่อยให้อีกฝ่ายจมในโลกของตัวเองสักพัก

“ที่จริงผมควรตายไปแล้ว” เหนือเมฆเอ่ยเสียงต่ำ แหบพร่า “ผมไม่เข้าใจ ทำไมถึงรอดจากอุบัติเหตุตอนนั้น มันเหมือนมีอะไรอาศัยข้างในตัวผมเมื่อวานตอนที่พบคุณในงานเลี้ยง ผมเผลอคิด... คุณอาจอธิบายเรื่องลึกลับที่เกิดกับผมได้”พูดพลางถอนใจ เจ้าเอยยังคงปล่อยให้เขาพูดต่อไปจนจบ “คงเป็นเพราะผมชอบอ่านหนังสือของคุณมั้งครับเลยโมเมเอาว่าคุณจะมีคำตอบ”

เจ้าเอยรู้สึกเหมือนกำลังหน้าแดง รู้ตัวเองหรอกว่าเป็นนักเขียนที่เก่งกาจชนิดที่สิบปีมีสักคนแต่ไม่เค้ยไม่เคยที่จะมีใครมาชมกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้

เหนือเมฆเป็นผู้ชายที่ดีมากเจ้าเอยไม่รีรอที่จะเชื่อ

“เขาแค่ชมนะครับคุณหนูไม่ได้สารภาพรัก”

เจ้าเอยมองค้อนคนปากเสีย ก่อนหันไปตอบเหนือเมฆ

“ก็... เอ่อ... เรื่องนี้ฉันจะอธิบายให้นายฟังทีหลังขอให้นายไว้ใจพวกเรา... แต่ก่อนอื่น ไอ้เฮีย ฟังด้วย”เจ้าเอยตวาดใส่รุ่นพี่ผู้ชอบหาเรื่องมาให้ “ตอนนี้ฉันคิดว่ากองทัพกำลังเพ่งเล็งมาที่พวกเรา”

“ไม่น่ามั้ง” สบชัยพูดแต่สีหน้าหวาดหวั่น

“รู้แน่ครับเพราะเขาพูดชื่อบอกอมาชัดเต็มสองหูเลยล่ะ” จ๊อดบอก

“ใคร จ๊อด”

“หมวดเต้” เจ้าเอยตอบแทน “จ๊อดค้นประวัติเขาดูแล้วถึงรู้ว่าเป็นรองผู้อำนวยการสถาบัน วพวคช.”

“ตายโหง” สบชัยอุทาน

“เฮียตายคนเดียวเลย หนูไม่ตายด้วยหรอก”เจ้าเอยว่า “ตอนนี้พวกเราทุกคนไม่มีใครปลอดภัยเลยสักคน โดยเฉพาะนาย เหนือเมฆ ถ้าพวกเขารู้ว่าอาวินอยู่ในตัวนายคงมาจับแน่ๆ ฉันเลยอยากให้นายซ่อนตัว”

“แต่ถ้าพวกเขารู้ว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยจะไม่แย่เหรอครับ”

“ก็อย่าให้รู้สิ นายทำได้นี่นา...จริงไหม”




...............โปรดติดตามตอนต่อไป





คุยกันท้ายบท

สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งในตอนที่ 8 นะครับ
ไม่อยากบอกเลยครับ แต่ก็อยากบอก (เอ๊ะ ยังไง?)
ตอนที่เขียนต้นฉบับบทนี้ ผมเขียนท่ามกลางความมืดมิด
แหม ก็จะไม่มืดได้ยังไงล่ะครับ พายุเข้า ไฟดับนี่นา
แถมยังดับตอนที่กำลังบิ้วท์อารมณ์ถึงฝันร้ายของยัยเจ้าเอยอยู่ด้วย
ทำไมถึงได้เป็นคนเฮี้ยนขนาดนี้ก็ไม่รู้ ผู้หญิงคนนี้
พอเขียนเสร็จ ไฟก็ติดพอดี... เหม่ ให้มันได้อย่างนี้สิน่า

ว่าไปแล้ว บทนี้คนเขียนก็แอบเห็นใจ (ปนสะใจนิดๆ ฮ่า ฮ่าฮ่า)
ที่เจ้าเอยนึกว่าเตชุจะมาจีบ แต่โดนหักมุมตอนท้ายซะงั้น
นี่ถ้าไอ้จ๊อดรู้เรื่องล่ะก็ คุณหนูเจ้าเอยต้องโดนล้อเป็นเดือนแน่ๆ
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะครับ ตอนที่ 9
เหนือเมฆกับอันตรายที่มองไม่เห็น

สวัสดีค้าบบบ




Create Date : 29 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 29 กุมภาพันธ์ 2559 14:01:46 น.
Counter : 345 Pageviews.

1 comments
  
ดีจ้า มาทักทายนะจ้ะ sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค Hyaluronic คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite SculpSure Ultherapy กำจัดไขมัน adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ขิง น้ำมันมะพร้าว ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
โดย: สมาชิกหมายเลข 4061181 วันที่: 25 สิงหาคม 2560 เวลา:16:24:30 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 2273544
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



เชิญติดตามผลงานของบล็อกได้ครับ

.........................



แคนโต้:เรื่องราวในช่องว่าง
แจกฟรี
โดย...กลิ้งโคลงแก้มขาว

ช่องว่าง คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในทุกที่หน
บางครั้งช่องว่างก็นำพา
เอาความหมองหม่นมาให้
แต่บางคราวช่องว่างก็กลายเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ช่วยผลักดันให้หัวใจเติบโต

.........................

***หมายเหตุตัวโตโต***

ขอความกรุณาอย่าลอกหรือนำผลงานใดๆ
ในบล็อกนี้ไปดัดแปลงเลยนะครับ
สงสารนักเขียนตาดำๆ นะค้าบบบ

^o^
กลิ้งโคลงแก้มขาว