เมษายน 2559

 
 
 
 
 
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
จุติวิบัติ - บทที่ 16



จุติวิบัติ
บทที่ 16


เตชุปิดรายการข่าวลง ภาพสถานที่เกิดเหตุบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ ชวนให้สะเทือนขวัญ ของเหลวสีดำแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ กระเด็นไปโดนตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง หากโดนจุดไหน จุดนั้นก็ถูกกัดกร่อน แม้แต่เหล็กกล้าก็สึกหลอ ร้านรวงต่างๆ และท่ารถเสียหายรุนแรง มีรอยไหม้ปรากฏให้เห็นถี่ ผู้คนนับร้อยที่โดนน้ำกรดนั้นกร่อนจนเหลือเพียงกระดูก เนื้อบางส่วนละลายติดกรังกับพื้น บางคนที่หลบเข้าในรถ ก็หลอมเป็นหนึ่งเดียวกับเบาะนั่ง ขยุ้มเศษเนื้อสีขาวสีแดงเปรอะทั่ว
ข่าวถูกแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว และภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที เหตุการณ์นี้ก็กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง

ยิ่งได้เห็นความหายนะที่เกิดขึ้น ยิ่งต้องรีบลงมือจัดการ จบ เรื่องนี้โดยเร็ว
แต่จะทำอย่างนั้นได้ยังไง ในเมื่อ แค่ถ่ายภาพของพวกมัน ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!

“กูว่าเป็นเพราะคลื่นพลังงานที่ถูกปล่อยออกมา” เสียงนั้นเป็นเสียงของอดีตนายทหารผู้เป็นเจ้าของร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ที่เตชุมานั่งแช่อยู่ด้วยตั้งแต่ผละจากกลุ่มของเจ้าเอย 

เตชุรู้ดีว่าพร้อมพลคงกำลังนึกกังวลในใจ หากแต่ทำทีสงบ และพยายามไม่สนใจกับข่าวจนปล่อยให้มันบั่นทอนความรู้สึก

“มึงช่วยอธิบายมากกว่านี้หน่อย” 

“เอางี้” พร้อมพลวางไขควงลงบนโต๊ะข้างคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คสีบรอน แล้วเริ่มอธิบายหลักการ “สิ่งต่างๆ ล้วนมีคลื่นพลังงาน แล้วเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่างที่พวกเราใช้กันทุกวันนี้ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรับคลื่นเหล่านี้แล้วแปลงออกมาเป็นเอ้าท์พุตต่างๆ อย่างวิทยุก็แปลงคลื่นที่ได้รับมาให้กลายเป็นเสียง โทรทัศน์ก็แปลงคลื่นสัญญาณให้กลายเป็นภาพ หรืออย่างกล้องอินฟาเรด ก็มีไว้สำหรับตรวจจับความร้อน...

“แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อุปกรณ์เหล่านั้นไม่สามารถจับคลื่นได้ทั้งที่เครื่องไม้เครื่องมือยังดีอยู่ ก็มีทางเป็นไปได้สองทาง หนึ่ง คลื่นเหล่านั้นมีไม่เพียงพอจะรับมาแปลงเป็นสัญญาณ อีกทางคือ การใช้คลื่นแทรกแซง เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถปล่อยคลื่นบางอย่างเพื่อเข้าไปหักล้างกับคลื่นกระแสหลัก ทำให้เครื่องมือไม่สามารถแปลงเอ้าท์พุตออกมาได้
เตชุพยักหน้า... แม้จะไม่ชำนาญทางด้านเทคนิคเท่าเพื่อน แต่คำอธิบายของพร้อมพลก็ไม่ได้ยากเกินไปนักที่จะทำความเข้าใจ
“ถ้าอย่างนั้น มนุษย์ต่างดาวพวกนี้ก็มีคลื่นพลังงานหักล้าง ทำให้จับภาพพวกมันไม่ได้ ถูกรึเปล่า”

“โดยทฤษฎีน่าจะเป็นอย่างนั้น”

“อ้าว” เตชุร้อง 

“ในกรณีนี้ กูเดาว่าพวกมันมีคลื่นพลังงานที่สูงมากแผ่กระจายออกมาจากตัวตลอดเวลา ทำให้ระบบต่างๆ บนโลกนี้ไม่สามารถตรวจจับมันได้”

“ยังไงวะ”

“ลองคิดดูง่ายๆ กล้องวิดีโอหรือกล้องถ่ายรูป ใช้หลักการเก็บแสงเป็นหลัก เมื่อคลื่นแสงสะท้อนวัตถุ จึงเกิดเป็นภาพและสีสัน ให้กล้องเก็บบันทึกภาพได้ แต่ถ้ามีคลื่นที่มีพลังงานสูงกว่า เร็วกว่า มาถึงกล้องก่อน แล้วรบกวนคลื่นกระแสหลัก กล้องก็คงไม่สามารถเก็บภาพของพวกมันได้”

หลักการที่พร้อมพลบอกดูเป็นเหตุเป็นผลอย่างมาก ทว่าเตชุก็ยังอดไม่ได้ที่จะสงสัย

“แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ตาของเราก็น่าจะมองไม่เห็นดิ”

“เขาถึงบอกว่าธรรมชาติมหัศจรรย์ไง” พร้อมพลยักคิ้วให้เพื่อน “เพราะตาคนเรามีประสิทธิภาพสูงกว่ากล้องหลายเท่า”

คนตัวโตหน้านิ่ว ถ้าเป็นอย่างที่พร้อมพลบอกจริง ก็เป็นเรื่องยากที่เขาจะเก็บหลักฐานการมีตัวตนของมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ เว้นแต่จะจับมันสักตัวแล้วเอาไปล่ามขังไว้สักที่

นึกแล้วก็พาลให้คิดถึงเจ้าเอยกับอาวิน... หมอนั่นเป็นมนุษย์ต่างดาวก็จริง แต่ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวอย่างที่เขาเจอที่สถาบันเลย อาวินดูมีความเป็น คน ยิ่งกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก

และนั่นจะกลายเป็นเรื่องยากยิ่ง หากวันหนึ่ง เขาต้องตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่าง

“อย่างนี้ พอจะมีวิธีเก็บภาพของมันไหม”

“ยาก”

“งั้นมึงหาวิธีมา” 

“เอ๊า! กูเพิ่งบอกว่ายากไง” พร้อมพลกอดอก

“เหอะน่า ช่วยกูหน่อย” เตชุขอร้องแกมมัดมือชก อย่างไรเสียคนที่เขาไว้วางใจและมีความสามารถ
มากพอที่จะจัดการเรื่องนี้ให้เขาได้ก็มีแต่พร้อมพลคนเดียวเท่านั้น “วันพรุ่งนี้กูต้องไปเชียงแสนแล้ว คงเป็นอาทิตย์ล่ะ กว่าจะได้กลับ”

“ตกลงมึงย้ายไปเป็นพวกคุณเอ๋ยแล้วเหรอวะ” พร้อมพลเปลี่ยนเรื่อง

เตชุไหวไหล่เบา “ไม่เชิง”

“จะดีเหรอวะ” คนพูดขมวดคิ้ว เดินโขยกเขยกไปค้นอะไหล่ในตู้ “กูรู้นะว่ามึงกำลังเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าเบื้องบนจับได้ เขาไม่เอามึงไว้แน่”

คำพูดของพร้อมพลไม่มีอะไรผิดเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าหากผู้ใหญ่จับได้ว่าเขาร่วมมือกับกลุ่มของเจ้าเอย หรือแม้กระทั่งจับได้ว่าเขากำลังสืบหาความจริงเรื่องอะไรล่ะก็ สถานะของเขาจะสั่นคลอน และกลายเป็นผู้ถูกไล่ล่าทันที

ยิ่งตอนนี้ คำสั่งจากท่านนายพลประจักษ์ลงมาถึงแล้ว

“เห็นให้ราเมศเป็นหัวหน้าทีม ติดตามผู้ก่อการร้าย” เตชุพูด น้ำเสียงเรียบ ไร้การแยแส
ทว่าพร้อมพลชะงักมือนิ่ง หันมอง

“มึงระวังไว้หน่อยก็ดี กูไม่ไว้ใจไอ้นี่”

“เออ กูจะระวัง” เพราะเขาเองก็ไม่นึกไว้วางใจเหมือนกัน แม้จะเคยรู้จักกันเพียงห่างๆ แต่เขาก็มีสังหรณ์ไม่ดีเกี่ยวกับเพื่อนร่วมอาชีพคนนี้ 

พันตรีราเมศ... ว่ากันว่ายศนี้ไม่ใช่ว่าได้มาเพราะเส้นสายหรือโชคช่วย 

หากแต่เป็นความสามารถในการ ล่าเหยื่อ

ไม่อยากจะนึกเลยว่า ถ้าต้องเป็นศัตรูกันแล้ว จะรับมือไหวหรือเปล่า

“ว่าแต่ คืนนี้กูมานอนบ้านมึงได้ไหมวะ” เตชุเปลี่ยนเรื่อง

“ไม่ได้” เจ้าของบ้านตอบเร็ว

“ทำไม”

“กูไม่สะดวก”

คนตัวโตมองดูแผ่นหลังของเพื่อนที่ขยับไปมาเพราะกำลังรื้อหาของ พร้อมพลไม่ถนัดกับการโกหกหรือปิดบังหรอก ถ้าบอกปัดมาแบบนี้ แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ 

แล้วจะมีอะไรอีกอะไรอื่นอีกสำหรับผู้ชายเล่า นอกจาก...

“มีหญิง” เตชุสรุปเอาดื้อๆ “ดีเหมือนกัน กูเห็นมึงขลุกอยู่แต่กับลูกกับงาน รู้จักปลดปล่อยตัวเองบ้าง”

“เออ” พร้อมพลคำรามในคอ

“เออ งั้นไว้กูกลับมาแล้วค่อยเจอกัน มึงก็อย่าเพิ่งรีบหนีกูไปไหนล่ะ”




เจ้าเอยยังงัวเงียนิดๆ มึนศีรษะหน่อยๆ ต้นฉบับของไอ้เฮียทำเอาเธอหดหู่ไปกับเรื่องราวความโหดร้ายของชาวเมืองคาร์เธจที่นำเด็กทารกกว่า 500 ชีวิตไปเซ่นสังเวยด้วยไฟให้แก่พระบาอัลหลังจากแพ้สงครามกับกรีกในช่วงประมาณ 300 ปีก่อนคริสตศักราช... ไม่นึกไม่คิดเลยว่า คนด้วยกันแท้ๆ จะทำสิ่งป่าเถื่อนกับคนด้วยกันเพียงเพราะความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้และมองไม่เห็น...

หลังเจรจาตกลงกันเสร็จว่าจะเริ่มออกเดินทางไปยังเชียงแสนวันพรุ่งนี้ โดยในทีมมีเจ้าเอย เตชุ และเหนือเมฆ ทุกคนก็พากันแยกย้ายกระจายตัว เตชุบอกว่าเขาจะไปหาพร้อมพลเพื่อหาสาเหตุว่าทำไมจึงถ่ายภาพมนุษย์ต่างดาวไม่สำเร็จ จ๊อดต้องรีบไปทำ เอกสาร ให้เหนือเมฆสำหรับการเดินทาง ส่วนสบชัยก็กลับไปจัดการกับกองต้นฉบับทั้งหลายต่อ โดยไม่รีรอที่จะเอ่ยปากขอร้องให้เจ้าเอยช่วยเขียนต้นฉบับบางส่วนที่ยังไม่เสร็จดี หญิงสาวจึงแบกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คหามุมสงบทำงาน เพราะตั้งใจจะอยู่อธิบายสถานการณ์ต่างๆ ให้เหนือเมฆฟังหลังจากตัวตนเขากลับมา แต่กลายเป็นว่าหลังจากปิดต้นฉบับเสร็จ เธอก็หน้าฟุบโต๊ะ หลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่ได้ยินเสียงแว่วๆ แทรกเข้าโสตประสาท แต่จับใจความไม่ได้
ขยับตัวเล็กน้อย ผ้าห่มเลื่อนลงจากไหล่ กลิ่นน้ำหอมบุรุษจางๆ ติดอยู่บนเนื้อผ้าทำให้พอจะเดาออกว่าผ้าผืนนี้เป็นของใคร และใครเป็นคนเอามาห่มให้เธอ น่าอายจริง คิดว่าจะอยู่ดูแลเขา กลายเป็นฝ่ายรับการดูแลเสียนี่
พับผ้าห่มเรียบร้อยไว้บนเก้าอี้ทำงาน แล้วเดินเงียบเชียบไปทางด้านหลังตามประสาสาวผู้ดี เหนือเมฆกำลังจดจ่อกับข่าวในโทรทัศน์ซึ่งรายงานว่า เกิดเหตุโศกนาฎกรรมขึ้นแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ มีประชาชนถูกกรดพิษสีดำกัดกร่อนจนเสียชีวิตเกือบร้อยคน ทางการออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า นี่เป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย!
และผู้ต้องสงสัยซึ่งปรากฏภาพตรงมุมบนขวาของจอ... คือ เหนือเมฆ!!
มือเย็นเฉียบ ขนคอลุกชัน สำหรับเจ้าเอยแล้ว เนื้อหาข่าว ยังไม่ทำให้เธอกังวลมากเท่ากับ คนแถลงข่าว

พันตรีราเมศ นายทหารหนุ่มรูปหล่อ ยิ้มสวย เซ็กแอพรีลสูงปรี๊ด ผู้มีความอบอุ่น เข้มแข็ง จริงใจ พึ่งพาได้ เป็นบุคลิกประจำตัว บวกกับความฉลาดและมุ่งมั่นทำงานจนได้รับบทบาทสำคัญในกองทัพ ทำให้เขากลายเป็นที่กรี๊ดกร๊าดสำหรับสาวๆ และเป็นไอดอลที่น่าชื่นชมของใครอีกหลายๆ คน ทว่า มีเพียงหยิบมือเดียวที่รู้ถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนซึ่งซ่อนเร้นหลังม่านตาสีชาเข้ม มือที่เหมือนจะคอยทะนุถนอมผู้อื่น กลับเป็นมือที่เคยเกือบ “คร่า” ชีวิตของจ๊อด!!
ทั้งที่ราเมศไม่มีอิทธิพลหนุนหลัง ไม่มีเงินทอง ในขณะที่จ๊อดมีครอบครัวของเธอคอยช่วยเกื้อ แต่ราเมศกลับอาศัยเพียงความเหี้ยมและไหวพริบ กลับผิดให้กลายเป็นถูก กลับขาวให้กลายเป็นดำได้ ราวกับเสก
แค่นี้ก็เพียงพอจะทำให้เจ้าเอยสะท้านไปทั้งตัว!
“คุณเอ๋ยตื่นแล้วเหรอครับ” 
เหนือเมฆปิดโทรทัศน์ฉับ เขาคงมองเห็นเงาสะท้อนของเธอที่ปรากฏบนหน้าจอ เจ้าเอยมองเขาแล้วก็อดสงสารไม่ได้ แทนที่ชายหนุ่มจะได้ใช้ชีวิตเป็นปกติธรรมดาเช่นเดียวกับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน โชคชะตากลับผลักดันให้เขาต้องกลายเป็นคนที่ถูกทางการหมายหัว 
“สักพักแล้วล่ะ” เจ้าเอยตอบ เดินอ้อมโซฟาไปนั่งข้างๆ เขา “นายอยากติดต่อที่บ้านบ้างไหม”
คนถูกถามนิ่งไปสักครู่ ก่อนจะว่า
“ไม่ครับ คงดีกว่าถ้าแม่ไม่รู้เรื่องนี้”
“นั่นสิ” เจ้าเอยเอ่ยงึมงำในลำคอ นึกถึงตัวเอง เธอก็ไม่อยากดึงคนที่บ้านให้เข้ามาพัวพันกับเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออกนี้เหมือนกัน “แล้วแฟนนายล่ะ คงไม่ดีแน่ถ้าเขาเห็นข่าว ถ้านายอยากจะคุย เดี๋ยวฉันจะให้จ๊อดช่วย”
“ผมยังไม่มีแฟน”
“ฉันไม่ได้หมายถึงแฟนผู้หญิงอย่างเดียวนะ แฟนผู้ชายก็ได้” 
“ไม่มีทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชายล่ะครับ” คนตอบใจเย็น
เจ้าเอยหัวเราะแห้ง “ว่าแต่ นายดูไม่เครียดเลยนะเหนือ นี่ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้สติแตกไปแล้วมั้ง โดนทางการหมายหัว แถมยังมีมนุษย์ต่างดาวอาศัยในตัว” เจ้าเอยโน้มเข้าใกล้เหนือเมฆอีกนิด เพื่อจะจ้องหน้าเขาให้เต็มๆ  ตา จนชายหนุ่มต้องเอนถอยตัวเกร็ง “แปลกดี”
“เอ่อ” เหนือเมฆหันหน้าไปทางอื่นไม่ยอมสบตากับเจ้าเอยตรงๆ หูของเขาสีเข้มขึ้นนิด “เพราะผมเป็นพวกพลังงานชีวิตต่ำมั้งครับ”
“ยังไง?”
หนุ่มร่างหนากลั้นใจเอื้อมจับไหล่ทั้งสองของเจ้าเอยอย่างแผ่วเบาแล้วดันออก จึงกลับมานั่งในท่าปกติ
“ผมเป็นพวกไม่ค่อยกระตือรือร้นสักเท่าไหร่ ในชีวิตก็ไม่เคยมีความฝันยิ่งใหญ่ หรืออยากจะเป็นคนสำคัญ ผมแค่อยากอยู่เฉยๆ ของผมไปเรื่อยๆ ใช้ชีวิตให้ธรรมดาที่สุด”
“ฉันด้วย” เจ้าเอยตีเหมารวม “ฉันก็อยากใช้ชีวิตธรรมดาๆ เหมือนคนอื่นๆ ไหงมีแต่เรื่องก็ไม่รู้”
คนฟังยิ้มจาง 
“ผมว่า ชีวิตคุณเอ๋ยดูมีสีสัน มีพลังงาน อยู่ใกล้ใครก็มีชีวิตชีวา”
“ถ้าได้อย่างนั้นก็ดี เห็นมีแต่คนบ่นว่าอยู่ใกล้ฉันแล้วเดือดร้อน อย่างนายไง จู่ๆ ก็ต้องมาเดือดร้อนเพราะฉัน”
“อย่าคิดอย่างนั้นสิครับ” เหนือเมฆรีบปฏิเสธ “มันเป็นโชคชะตา อีกอย่าง คุณก็ไม่ได้เป็นคนเอา เขา มาไว้ในตัวผมซะหน่อย”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ” หญิงสาวถอนใจเฮือก “หวังว่าถ้าได้อัญมณีแห่งดูนมาแล้ว ฉันจะช่วยนายได้นะ”
“อะไรนะครับ?”
“อัญมณีแห่งดูน” เจ้าเอยล้วงเอาจี้ออกมาจากด้านในเสื้อ มณีสีดำสนิทสะท้อนแสงแวววาว “อาวินบอกว่าหินดาวตกนี่มีพลังมากพอที่จะช่วยปกป้องโลกของเราจากมนุษย์ต่างดาว และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขารู้ความลับของจักรวาล และถ้าถึงตอนนั้น นายก็จะได้ชีวิตของนายคืน” เจ้าเอยยกยิ้มจนตาหยี “พวกเราเลยต้องไปค้นหาเบาะแสที่เชียงแสน”
“ผมถามอะไรคุณสักอย่างได้ไหม” เหนือเมฆจ้องตรงกลับมา
“ว่า”
“ทำไมคุณถึงคอยช่วยเหลือผมล่ะครับ ตั้งแต่ที่อพาร์ตเม้นท์ หาคอนโดให้ผมอยู่ แล้วก็พยายามให้ผมกลับเป็นปกติ”
“เอ๊ะ?” เจ้าเอยอุทาน ถ้าว่ากันตามจริง เธอไม่เคยคิดหรอกว่าสิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดนี้เป็นการช่วยเขา มันเหมือนสถานการณ์พาไปมากกว่า 
ทว่าเมื่อมาตรองดูดีๆ จะบอกว่าสถานการณ์พาไปอย่างเดียวก็ไม่ถูกนัก
“ฉันอยากทำน่ะ” เจ้าเอยว่า “ฉันเป็นพวกเอาแต่ใจตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่ค่อยคิดถึงคนอื่นสักเท่าไหร่หรอก เพราะงั้น ไม่มีเหตุผลมากไปกว่านี้ ฉันช่วย เพราะอยากช่วย”
“ถ้างั้นคุณก็คงเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองมากๆ” 
“ใช่ มากๆ”
“ครับ”
“มากถึงมากที่สุดเลยล่ะ”
เจ้าเอยตอบ มองหน้าหนุ่มรุ่นน้อง และคล้ายจะเห็นรอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นตรงริมฝีปากได้รูปของเขา รอยยิ้มที่เธอไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร 

...หากแต่เป็นเหมือนสะเก็ดไฟที่แตกปะทุเท่านั้นเอง



..................โปรดติดตามตอนต่อไป


ทักทายกันท้ายบท

สวัสดีครับ เอาตอนที่ 16 มาส่งแล้วนะครับ ^O^
วันนี้อากาศร้อนมว๊ากกกก แทบจะละลายเลยทีเดียว
แต่กายร้อน ใจอย่าร้อนกันนะค้าบ 
(วันนี้คุยน้อย เพราะต้องรีบปิดคอม มันร้อนจี๋ กลัวระเบิด ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

ตอนต่อไป เจ้าเอยและคณะจะได้พบกับ
เส้นทางสู่ความลับของอัญมณี
แล้วพบกันนะค้าบบบบ

^O^
กลิ้งโคลงแก้มขาว



Create Date : 04 เมษายน 2559
Last Update : 4 เมษายน 2559 12:22:53 น.
Counter : 620 Pageviews.

1 comments
  
ขออนุญาตแอดบลอคเป็นเพื่อนนะคะ
โดย: ออมอำพัน วันที่: 25 พฤษภาคม 2559 เวลา:12:48:23 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 2273544
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



เชิญติดตามผลงานของบล็อกได้ครับ

.........................



แคนโต้:เรื่องราวในช่องว่าง
แจกฟรี
โดย...กลิ้งโคลงแก้มขาว

ช่องว่าง คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในทุกที่หน
บางครั้งช่องว่างก็นำพา
เอาความหมองหม่นมาให้
แต่บางคราวช่องว่างก็กลายเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ช่วยผลักดันให้หัวใจเติบโต

.........................

***หมายเหตุตัวโตโต***

ขอความกรุณาอย่าลอกหรือนำผลงานใดๆ
ในบล็อกนี้ไปดัดแปลงเลยนะครับ
สงสารนักเขียนตาดำๆ นะค้าบบบ

^o^
กลิ้งโคลงแก้มขาว