กุมภาพันธ์ 2554

 
 
1
3
6
7
8
10
13
15
18
20
21
24
25
26
27
28
 
 
All Blog
'เซียน' แนะกลยุทธ์ Wait and See
เปิดศักราชปีกระต่าย 'ต่างชาติ-กองทุนในประเทศ' ถล่มขายหุ้นไทยอย่างหนัก 'ห้าเซียน' มองภาพรวมยังโอเค แต่ช่วงนี้ผันผวนสูง

ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ นักลงทุนรายใหญ่ เปิดเผยว่า ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเห็นแนวโน้มแล้วว่าอาการหุ้นไทยจะ “สาหัส” จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปยังไม่ฟื้นรวมถึงพวกนักลงทุนรายใหญ่และกองทุนต่างประเทศต่างหันมา “ชอร์ตหุ้น” ขายล่วงหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน ส่วนตัวจึงได้ทยอยลดน้ำหนักการถือหุ้นในพอร์ตไปล็อตใหญ่

“ที่ต้องระวังตอนนี้ข่าวลือว่อนเต็มตลาดไปหมดแม้แต่เรื่องจะมีปฏิวัติเป็นโอกาสของรายใหญ่ที่จะทำกำไรจากข่าว (ขาย) และรายย่อยจะเป็นกลุ่มที่เข้าไปเป็นไม้สุดท้ายเห็นได้จาก 2-3 อาทิตย์ก่อนเข้าไปรับกันเยอะมาก”

กลยุทธ์ลงทุนช่วงนี้ ยุทธพงษ์ เตือนว่าระหว่างเดือน "กุมภาพันธ์-มีนาคม" หุ้นไทยจะเคลื่อนไหวแบบ Sideway Down จากข่าวลือที่ยังจะมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือการเมือง ทางที่ดีควรรอให้ข่าวจางลงก่อนซึ่งน่าจะประมาณ 2 เดือนแล้วค่อยซื้อหุ้น ถ้าเข้าไปรับตอนนี้อาจจะขาดทุนได้

ส่วนตัวมองว่าหุ้นไทยคงไม่หลุดต่ำกว่า 900 จุดแน่นอน กรอบดัชนีปี 2554 คงเคลื่อนไหวระหว่าง 920-1,400 จุด ถ้าจะเล่นหุ้นตอนนี้ลองมองหุ้น "ตัวที่มีสตอรี่" เจ้าของบริษัทมีแผนที่จะซื้อหุ้นตัวเองซึ่งมีไม่เยอะเพราะถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่ามีแต่คนอยากจะขายมากกว่า

กลุ่มหุ้นที่น่าลงทุนปีนี้ยังเป็น "กลุ่มคอมมูนิตี้" อย่างเช่น น้ำมัน ทองแดง ถ่านหิน รวมถึงแบงก์ก็ยังไปได้ หรืออีกทางเลือกหนึ่งลองทยอยเก็บหุ้นที่มีอัพไซด์เกนและปันผลดีๆ เพื่อเวลาที่ตลาดเป็นขาขึ้นอีกครั้งจะได้กำไรสองต่อ

“ถ้าให้ผมเลือกคงเป็น BANPU กับ TUF สองตัวนี้น่าสนใจ”

พิชัย จาวลา นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พันล้าน เจ้าของทฤษฎี “เศรษฐศาสตร์แห่งความจริง” อธิบายปรากฏการณ์ตลาดหุ้นช่วงนี้ว่าเป็นไปตามแนวคิดที่เคยบอกไว้เมื่อคนส่วนใหญ่ (รายย่อย) มีความกล้าที่จะซื้อหุ้นก็จะมีคนกลุ่มน้อย (ต่างชาติ-กองทุน) ที่จะรอขายหุ้นอยู่ซึ่งคนกลุ่มน้อยจะเป็น “ผู้ชนะเสมอ”

“ลองย้อนกลับไปมองหุ้นไทยช่วง 2 ปีที่แล้ว (2552-2553) ที่ขึ้นมาได้ขนาดนี้เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าหุ้นมันจะไม่ขึ้นคนส่วนน้อยที่เป็นผู้ชนะก็จะเข้าไปซื้อหุ้นไว้ ตรงข้ามกับปีนี้ (2554) ที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันจะขึ้นคนส่วนน้อยก็พร้อมจะขายอยู่แล้ว ถ้าอธิบายด้วยแนวคิดของผมคือแบบนี้”

เขาขอย้อนเวลากลับไปตอนที่ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เมื่อปี 2552 ตอนนั้นหุ้นไทยยังอยู่ที่ระดับ 600-700 จุด เขาชี้ว่าหุ้นไทยจะวิ่งไปถึง 1,000 จุดได้ เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าหุ้นจะไม่ขึ้น สุดท้ายก็เป็นตามนั้น พอปีนี้คนส่วนใหญ่คิดเหมือนกันว่าหุ้นไทยจะไปถึง 1,200 จุด หุ้นมันก็จะ "ลง"

พิชัย บอกอีกว่า สองเดือนที่แล้วได้พยากรณ์ผ่านรายการวิเคราะห์หุ้น (มันนี่แชนแนล) ว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนตัวลงเพราะเงินบาทขึ้นไปแข็งค่าที่ระดับ 30 เหรียญผู้คนส่วนใหญ่พากันคิดว่าจะแข็งค่าขึ้นไปอีกถึงตอนนี้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แห่งความจริง

“ตอนนี้ผมคิดว่าหุ้นไทยจะยังไม่ไปไหนในปีนี้ น่าออกจากตลาดหุ้นไปซื้อดอลลาร์เก็บไว้ดีกว่าจนค่าเงินบาทอ่อนตัวลงแตะ 40 เหรียญ ซึ่งหุ้นไทยอาจจะอยู่ที่ 900 จุด ค่อยเข้าไปซื้อหุ้นอีกครั้ง อาจจะเป็นครึ่งปีหลังหรือปี 2555 ก็เป็นได้”

อย่างไรก็ตาม พิชัย มองว่าภาพใหญ่ 3 ปียังดีอยู่ อีก 5-10 ปี SET Index อาจจะไปถึง 2,000 จุดก็เป็นได้ โดยย้ำว่านี่เป็นความเห็นเฉพาะบุคคล นักลงทุนควรพินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ

มุมมองของผู้จัดการกองทุน ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บลจ.อยุธยา ให้ความเห็นว่าการเทขายหุ้นครั้งใหญ่มาจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อหุ้นประเทศกลุ่ม TIP (ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) ตลาดหุ้นสามประเทศนี้ปีที่แล้วขึ้นมาเยอะมาก จึงต้องมีการปรับพอร์ตบ้าง แต่พื้นฐานของภูมิภาคยังดีอยู่

ส่วนตัวมองว่าเงินที่ขายหุ้นออกไปอาจจะไปลงทุนในตลาดหุ้นที่ใหญ่ขึ้นเช่นไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน เช่นเดียวกับเงินที่มาจากแผน QE2 ไม่น่าจะมาหุ้นไทยแต่จะไปลงในตลาดหุ้นที่ปีที่แล้วยังขึ้นมาไม่เยอะ อย่างไรก็ตาม บลจ.อยุธยา ยังไม่ปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยที่เคยตั้งไว้ 1,200 จุด แต่ปีนี้หุ้นจะมีความผันผวนมากอาจขึ้นๆ ลงๆ 20-30% หรือประมาณ 300 จุด โดยมีจุดต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 900 จุด

ประภาส กล่าวว่า เริ่มเห็นนักลงทุนหันมาซื้อ LTF ตั้งแต่ต้นปีเพราะตลาดหุ้นลงมามาก บลจ.อยุธยา ก็เริ่มมองหาจังหวะเข้าเก็บหุ้นด้วยเพราะนานๆ ทีตลาดจะลงหนักๆ แบบนี้ พื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีจะช่วยหนุนตลาดหุ้นขึ้นได้อีก

ทางฝั่งโบรกเกอร์ ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวย บล.บัวหลวง มองว่า สองอาทิตย์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงไปกว่า 10% ในแง่ทฤษฎีการลงทุนถึงเวลาต้องหยุดขายแล้ว ยกเว้นแต่มีอะไรที่ช็อกตลาดรุนแรงเช่นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกรอบซึ่งไม่น่าจะเกิด สรุปคือคิดว่าดัชนีระดับนี้คงไม่ปรับตัวลงแรงอีก

ถ้ามองในแง่ดีสามารถบอกได้ว่าแบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบที่ผ่านมาเพื่อป้องกันเงินเฟ้อล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะรุนแรง ขณะที่ธนาคารกลางประเทศกลุ่ม TIP อีกสองแห่งคืออินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่า หมายความว่าการปรับพอร์ตครั้งนี้รับปัจจัยลบเรื่องเงินเฟ้อไปหมดแล้ว ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงรอบนี้คาดว่าจะเป็นแค่ชั่วคราวจากการไหลออกของเงินในตลาดบอนด์กับตลาดหุ้น ทั้งปียังเชื่อว่าเงินบาทน่าจะแข็งต่อ

สำหรับ บล.บัวหลวง ยังไม่คิดที่จะปรับเป้า SET Index จากที่ทำนายไว้ว่าจะอยู่ที่ 1,200 จุด เพราะปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามคงจะไม่ได้เห็นในครึ่งปีแรกแต่จะเห็นในครึ่งปีหลังเพราะดัชนีจะขึ้นลงผันผวนมาก เมื่อต่างชาติเห็นแล้วว่าเงินเฟ้อเราไม่น่าเป็นห่วงจะกลับเข้ามาหุ้นไทยอีก

"นักลงทุนระยะสั้นช่วงนี้ควรเน้นเทรดดิ้งไปก่อนจับจังหวะหุ้นรีบาวด์โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ส่วนนักลงทุนระยะกลางถึงยาวระดับดัชนี 950 จุด ถือว่าลงมาในระดับสบายใจแล้วราคาไม่ถือว่าแพงมากแถมอาจจะได้ Yield ปันผลที่สูงขึ้น เราแนะนำหุ้นกลุ่มคอมมูนิตี้ เช่น ปิโตรเคมี โรงกลั่น อาหาร น่าสนใจ โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง"

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ให้เหตุผลที่หุ้นไทยถูกขายหนักเพราะปีที่แล้ว Perform เป็นอันดับต้นๆ ของโลกคิดเป็นผลกำไรกว่า 50% รวมอัตราแลกเปลี่ยนด้วยจึงถูกเทขายเพื่อทำกำไรประกอบกับความวิตกเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้นจนกดดันต่อว่าจะเกิดอัตราเงินเฟ้อสูง

“ปกติตลาดหุ้นไทยจะเทรดที่ P/E Discount เทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาคมาตลอดพอมาถึง 1,000 จุด มันพรีเมียมแล้วทำให้ความน่าสนใจลดลง อีกอย่างต่างชาติอยากลองดูความชัดเจนเรื่องเงินเฟ้อก่อนถึงค่อยซื้อใหม่”

มุมมองส่วนตัวคิดว่าต่างชาติยังมีโอกาสขายหุ้นไทยได้อีก ถ้าดูจากแนวโน้มค่าเงินบาทยังจะอ่อนตัวลงอีกฝรั่งก็พร้อมจะขายต่อ อีกเหตุผลหนึ่งคือปีที่แล้วตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่อย่างเช่นไทยขึ้นมาเยอะแล้ว โอกาสที่ฟันด์โฟลว์จะไหลไปทางตลาดหุ้นเอเชียที่พัฒนาแล้วอย่าง จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ก็มีสูง เพราะกลุ่มนี้ยังขึ้นมาน้อย

ไพบูลย์ คาดว่าหุ้นไทยคงซึม 2-3 เดือนถ้าไม่มีข่าวดีใหม่มากระตุ้น เพราะราคาปัจจุบันมันสะท้อนข่าวไปหมดแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจคือเม็ดเงินจากกองทุน LTF ที่จะไหลออกอย่างมากเพราะนับตั้งแต่ปี 2550 มีเงินเข้าซื้อกองทุนประหยัดภาษีรวม 21,000 ล้านบาท ตอนนี้ถึงกำหนดขายออกได้แล้ว อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ ยังไม่ปรับเป้าดัชนีที่ 1,130 จุด ซึ่งเทรดที่พี/อี 14 เท่า ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นช่วงปลายปี คาดว่าครึ่งปีหลังจะเห็นภาพของเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ชัดเจนกว่านี้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หุ้นที่น่าสนใจยังเป็นกลุ่ม "บิ๊กแคป" เช่น ธนาคารพาณิชย์ สำหรับนักลงทุนระยะยาวค่อยๆ ทยอยสะสมหุ้นได้ ส่วนนักลงทุนระยะสั้นรอดูทิศทางตลาดให้ชัดและซื้อหุ้นรอรีบาวด์

จาก
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/bizweek/20110202/374899/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C-Wait-and-See.html



Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2554 9:32:02 น.
Counter : 344 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

coffee4you
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]



พูดคุยติดตามเรื่องราวเทคนิคการเล่่นหุ้น
Free Ebook