มกราคม 2554

 
 
 
 
 
 
2
3
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
21
22
23
24
25
26
29
30
31
 
 
All Blog
นานาทัศนะ 'เซียนหุ้น'
นานาทัศนะ 'เซียนหุ้น'
Asset Allocation ของ 'เซียนหุ้น'
โดย : ชาลินี กุลแพทย์

'เซียนหุ้น' ฟันธง! ตลาดหุ้นปี 2554 ยังเป็น 'ขาขึ้น' เล่นง่าย แต่ผลตอบแทนอาจ 'ไม่สูง' ปัจจัยภายในประเทศไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

แต่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง หุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ยังเป็นดาวเด่น

เซียนหุ้นพันล้าน "เสี่ยปู่" สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล มีมุมมองต่อตลาดหุ้นปี 2554 ยังคงอยู่ในแนวโน้ม "ขาขึ้น" แม้การเมืองไทย และภาวะเงินเฟ้อจะยังไม่น่าไว้วางใจ แต่การที่เงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์อ่อนจะช่วยผลักดันให้ SET Index น่าจะเดินหน้าต่อไปได้

เสี่ยปู่ แนะนำจัดพอร์ตการลงทุนแบ่งเงินลงหุ้น 60-70% เน้นตัวที่ค่า P/E ต่ำๆ และแนวโน้มผลประกอบการดี ยกตัวอย่างเช่น JAS, SAT และ STA โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์จะได้รับผลดีจากการที่ไทยจะกลายเป็น "ฮับ" ของภูมิภาค

เซียนหุ้นพันล้านหลีกเลี่ยงที่จะทำนาย SET Index ปี 2554 กล่าวเพียงว่า รู้เพียงแต่แนวโน้มยังเป็น "บวก" การลงทุนของตนเองจะเน้นดูหุ้นเป็นรายตัวมากกว่าดูดัชนี

ด้านเซียนหุ้นเก็งกำไรรายใหญ่ระดับแถวหน้า "เสี่ยป๋อง" วัชระ แก้วสว่าง มองว่า ตลาดหุ้นปีนี้คงได้เห็น 1,200 จุด บางคนที่มอง 1,500 จุด ส่วนตัวคิดว่า "แพงไปหน่อย" สิ่งที่อยากเตือนตลาดหุ้นปีนี้ต้องเล่นอย่างระมัดระวัง เพราะหุ้นขึ้นมาตลอดช่วง 1-2 ปี (2552-2553) มีโอกาสปรับฐาน "ลงแรง" ได้เช่นกัน ฉะนั้นให้เลือกเล่นหุ้น "บิ๊กแคป" เพียงอย่างเดียว กลุ่มที่น่าลงทุน พลังงาน และ ธนาคารพาณิชย์ ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ น้ำมันแพงและดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น

เสี่ยป๋อง บอกว่า หุ้น PTT น่าสนใจที่สุด เพราะ P/E ต่ำเพียง 10 เท่า ขณะที่ P/E ตลาดอยู่ที่ 14 เท่า ส่วนหุ้นกลุ่มแบงก์ "น่าซื้อเกือบทุกตัว" สำหรับตัวที่ค่า P/E ต่ำกว่าตลาดก็มี KTB และ BBL สำหรับกลยุทธ์การลงทุนควรเล่นหุ้น "ตามจังหวะ" ช่วงไหนที่ตลาดดีเล่นได้ 100% แต่ถ้าช่วงไหนดูแล้วเสี่ยงก็ให้ "ล้างพอร์ต" เป็นศูนย์

ถามว่าปี 2554 มีโอกาสได้กำไรมากเหมือนกับปี 2553 หรือไม่ เสี่ยป๋อง ตอบทันทีว่า "ยาก"

เซียนหุ้นรายใหญ่พอร์ตหลายร้อยล้านบาท "เสี่ยวิลลี่" วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา มองว่า SET Index ปี 2554 มีโอกาสไต่ไปถึง 1,300 จุด โดยมีเงื่อนไขว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาต้องมีแนวโน้มฟื้นตัว และจีนยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก สำหรับปัจจัยภายในประเทศไม่น่ากังวลเว้นเสียแต่ว่าการเมือง"เปลี่ยนขั้ว" ถ้าเป็นเช่นนั้นคงต้องประเมินสถานการณ์กันใหม่ สำหรับ "แนวรับ" 1,000 จุด ได้เห็นแน่ !

วิรัตน์ แนะนำว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 ให้นักลงทุนเน้นลงทุน "หุ้นปันผล" โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน เพื่อความปลอดภัย ให้แบ่งเงินมาลงทุนหุ้นประมาณ 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% ให้ซื้อหุ้นกู้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ หรือลงทุนตราสารหนี้ เพื่อรับดอกเบี้ยขาขึ้น

"หากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นตัว และภายในประเทศไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์ ผมเชียร์ให้นักลงทุนซื้อหุ้นไปเลย 50% เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาดปี 2554 นักลงทุนคงได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 20-30%"

ด้านเซียนหุ้นลายคราม นายแพทย์บุญ วนาสิน ฟันธงว่าดัชนีหุ้นปี 2554 ได้เห็นแน่ 1,150-1,200 จุด เพราะเม็ดเงิน 6 แสนล้านดอลลาร์ จากมาตรการ QE2 ของรัฐบาลอเมริกันต้องมีบางส่วนไหลเข้ามาในเอเชีย คิดคร่าวๆ หากมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาสุทธิ 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 15,000 ล้านบาท) ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้ประมาณ 100 จุด

"ผมเชื่อว่าเงินส่วนนี้มาแน่นอนเพราะมันไม่มีที่ไปแล้ว ตลาดยุโรปก็ยังไม่ดี มีเพียงแถบเอเชียเท่านั้นที่ยังพอหากำไรได้จากการลงทุน ปีนี้แนะนำให้ลงทุนหุ้น 40% อาจจะต่ำกว่าปี 2553 ที่เคยเชียร์ให้ลงทุนหุ้น 60% ส่วนที่เหลืออีก 60% ให้นักลงทุนนำไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศโดยเฉพาะพันธบัตรออสเตรเลีย และจีน เพราะดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ส่วนทองคำไม่แนะนำเพราะเล่นยาก" หมอบุญ กล่าว

ด้านแวลูอินเวสเตอร์หมายเลขหนึ่งของเมืองไทย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กล่าวว่า ตลาดหุ้นปี 2552-2553 ดีมากติดต่อกัน 2 ปีซ้อน เพราะฉะนั้นในปี 2554 คงไม่เติบโตเท่ากับปี 2553 โดยส่วนตัวเชื่อว่าตลาดหุ้นปีกระต่ายมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้เพียง 5-10% จากสิ้นปี 2553

ถามว่าหุ้นกลุ่มไหนยังน่าสนใจ ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า หุ้นกลุ่ม "สาธารณูปโภค" น่าสนใจมากที่สุด เพราะหุ้นกลุ่มนี้ปลอดภัยจากภาวะการเงิน และเศรษฐกิจโลก โอกาสได้กำไรจากการลงทุน 8-9% มีสูงมาก ซึ่งผลตอบแทนระดับนี้ถือว่า "โอเค" ที่สุดแล้ว ปีนี้ใครหวังผลตอบแทน 20% คงไม่ง่ายนัก เว้นเสียแต่ว่านักลงทุนคนนั้นจะมีเทคนิคการเล่นหุ้นที่แตกต่างจากคนอื่น

สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน ดร.นิเวศน์ แนะนำว่า คนที่รับความเสี่ยงได้สูงให้ลงทุนหุ้นไปเลย 50% ที่เหลือให้ลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเน้นพวกพันธบัตร กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และเงินสด สำหรับทองคำห้ามลงเกิน 5% ส่วนเงินสดให้เก็บไว้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในช่วง 5-6 เดือนข้างหน้า

ส่วนนักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงปานกลางแนะให้ลงหุ้นเพียง 30% ที่เหลือก็ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเหมือนที่บอกไปข้างต้น สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำให้ลงทุนในตลาดหุ้นเพียง 10% และห้ามลงทุนในทองคำเป็นอันขาด เพราะปีนี้ทองคำจะค่อนข้างผันผวนสูงมาก

ทางฝั่งโบรกเกอร์ พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง กล่าวว่า SET Index ปี 2554 มีเป้าหมายที่ 1,200 จุด เพราะภาวะเศรษฐกิจนอกประเทศไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ปัญหายุโรปและจีนคงไม่ยืดเยื้อ ส่วนในประเทศทุกอย่างคงดีขึ้นตามลำดับ

หุ้นกลุ่มโรงกลั่นถือว่าน่าลงทุนมากที่สุด บนสมมติฐานราคาน้ำมัน 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับหุ้น TOP บล.บัวหลวง ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ระดับ 70 บาท IRPC ราคาเหมาะสม 5 บาท และ PTTAR เป้าหมาย 42 บาท หุ้นกลุ่มโรงกลั่นผลประกอบการปีนี้คงเติบโตได้ดี กลุ่มสถาบันการเงินก็น่าลงทุน เช่น KBANK ราคาเป้าหมาย 145 บาท SCB ราคาเหมาะสม 134 บาท และ BBL เนื่องจากปีนี้ผลการดำเนินงานยังเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

“เราไม่เชียร์ให้ซื้อหุ้นกลุ่มอาหาร เพราะติดปัญหาค่าเงินบาท ส่วนกลุ่มยานยนต์ และกลุ่มบริการ ยังพอลงทุนได้ แต่ต้องดูเป็นรายตัว อย่าเหมาว่าทุกตัวจะดีเหมือนกันหมด”

ด้าน กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ประเมินดัชนีปี 2554 จะยืนระดับ 1,220 จุด มีค่า P/E เฉลี่ย 12 เท่า ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับ ROE ระดับ 16.5% ทั้งนี้คาดว่าเงินทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตได้ประมาณ 20% กลุ่มที่จะผลักดัน SET Index ขึ้นในปี 2554 ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี และพลังงาน โดยเฉพาะ BANPU และ PTTCH ปีนี้จะเป็น “ดาวรุ่ง” เพราะกำไรสุทธิจะเติบโตขึ้นค่อนข้างมาก

"กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงคือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้น LH เพราะบริษัทเริ่มหันไปขยายโครงการแนวราบแทนแนวสูงที่นับวันยิ่งทำยากขึ้น รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลการดำเนินงานอาจจะชะลอตัวลง"

สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ คาดว่าดัชนีเฉลี่ยในปี 2554 จะปรับตัวไปยืน 1,133 จุด โดยดัชนีสูงสุดอาจอยู่ที่ 1,201 จุด และต่ำสุด 907 จุด นักลงทุนที่ชอบลงทุนระยะกลาง-ยาว ให้เน้นหุ้นปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีอัตราเงินปันผลสูง และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ส่วนนักลงทุนระยะสั้นควรใช้ความระมัดระวังให้ดูจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว

๐ 'เอกยุทธ' ประเมิน SET Index 1,300-1,500 จุด

เอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป หนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในปี 2554 โอกาสที่จะมาเล่นที่ระดับ 1,300-1,500 จุด "ยังมีสูงมาก" สาเหตุเป็นเพราะว่าดูสัญญาณจากบรรดากองทุนรายใหญ่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา พบแนวโน้มว่าจะมีการขยับขยายไปลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากเจอกฎเกณฑ์ใหม่ๆ และการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น ทำให้กองทุนขนาดใหญ่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายเงินทุน

"เท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นอกจากตลาดหุ้นในแถบยุโรปที่น่าสนใจแล้ว ยังมีตลาดหุ้นเอเชียที่กองทุนรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกากำลังเฝ้ามองและศึกษาอยู่ แต่ยืนยันว่าไม่น่าจะใช่ตลาดญี่ปุ่นและจีน ขณะที่เกาหลีใต้นั้นก็ไม่น่าสนใจเพราะยังมีความกังวลปัญหาการสู้รบที่อาจมีขึ้นกับเกาหลีเหนือ โดยบรรดากองทุนขนาดใหญ่กำลังเฝ้ามองมาที่ตลาดไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย"

เอกยุทธ บอกว่า ปีนี้คงไม่มีเหตุการณ์อะไรน่าเป็นห่วง การเมืองหลายคนก็เริ่มชินชาแล้ว ส่วนปัญหาต่างประเทศคงไม่มีอะไรมาเซอร์ไพรส์ จนทำให้ดัชนีทรุดตัวอย่างรุนแรง เว้นเสียแต่มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้น สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตามองคือ "อัตราแลกเปลี่ยน" ในระยะกลาง-ยาว เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงซึ่งจะทำให้ราคาทองคำและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อย่างราคาทองคำในปี 2554 มีโอกาสขึ้นไประดับ 1,600-1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

เขายังเตือนด้วยว่า ในปี 2554 จะมีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นมากขึ้น รัฐบาลและผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะต้องวางแผนรับมือให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องของ "ค่าเงิน" และ "ราคาน้ำมัน" ที่จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน นักลงทุนควรมองภาพระยะกลาง-ยาว ตลาดทุนไทยยังน่าจะดี

โดยให้เน้นไปที่หุ้น กลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ อาหาร และอุปกรณ์ยานยนต์

"นักลงทุนควรเลือกหุ้นตัวหลักๆ และถือยาวๆ อย่าเล่นช่วงสั้นหรือเทรดรายวัน เพราะข่าวร้ายรายวันจะมีให้เห็นเสมอ ในปีนี้โอกาสได้รับผลตอบแทนระดับ 15-20% ยังทำได้ ส่วนการจัดพอร์ตลงทุนแนะนำให้ลงทุนหุ้น 80% ที่เหลือให้ซื้อพันธบัตรและฝากแบงก์"

เอกยุทธ แนะนำว่า หากดัชนีย่อตัวลงมาอยู่ระดับ 960-1,000 จุดให้เข้าซื้อหุ้น "บิ๊กแคป" สัดส่วน 60% โดยเฉพาะหุ้น "ครอบครัว ปตท." (PTT, PTTEP, PTTCH, PTTAR, TOP, IRPC) รวมถึงธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น KBANK ราคาเหมาะสม 120 บาท BBL ราคาเป้าหมาย 180 บาท และ SCB ราคาเหมาะสม 140 บาท

สำหรับเงินที่เหลือ 40% ให้ซื้อหุ้นกลุ่มอาหาร เช่น TUF, TVO และ CPF กลุ่มก่อสร้าง เช่น STEC, ITD และ CK เพราะปีนี้หุ้นกลุ่มก่อสร้างจะดี ส่วนหุ้น "ม้ามืด" STA ก็ยังน่าสนใจเพราะราคายางพารายังดีมาก ราคาเป้าหมาย 50 บาทมีโอกาสได้เห็น

๐ ลงหุ้น 'เอเชีย-ไทย' 50:50 กระจายความเสี่ยง


สาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศจีน และอินเดีย ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 8% โดยมีปัจจัยจากภาคการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง และเศรษฐกิจโลก ที่มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องเป็นแรงขับเคลื่อน เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่ม G3 อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ที่คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ "ช้ากว่า" ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย

ทั้งนี้การลงทุนหุ้นในกลุ่มภูมิภาคเอเชียจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในบรรดาทุกภูมิภาคโดยเฉพาะประเทศจีน และอินเดีย เป็น 2 ประเทศหลักที่มีความน่าสนใจ โดย บลจ.ทิสโก้ ได้คาดการณ์ไว้ว่า P/E ปี 2554 ของดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan จะอยู่ที่ประมาณ 15-16 เท่า และมีอัพไซด์ประมาณ 15-20% โดยเฉพาะหุ้นจีนมีโอกาสทำกำไรได้มากถึง 30% จึงมองว่าโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย และจีน ยังมีโอกาสการลงทุนที่ดีอยู่

โดยแนะนำลงทุนหุ้นเอเชีย และหุ้นในประเทศ ที่สัดส่วน 50:50 เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงด้วย

ด้าน พนุกร จันทรประภาพ ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารทุน บลจ.แมนูไลฟ์ มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องและให้ผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดในภูมิภาค ในส่วนของเศรษฐกิจไทยคาดการณ์ตัวเลข GDP น่าจะมีอัตราการเติบโตได้ประมาณ 4% ในปี 2554

สำหรับในระยะสั้น ตลาดหุ้นอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาเงินเฟ้อของจีน ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี ตลอดจนปัญหาทางการเมืองในประเทศ สำหรับระยะยาว ทางแมนูไลฟ์ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาด

พนุกร คาดการณ์เป้าดัชนีปี 2554 ไว้ที่ 1,200 จุด โดยมีสาเหตุหลักจากการคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่น่าจะเติบโตต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า (2554-2556) ประมาณ 15% ต่อปี



สำหรับหุ้นตัวเล็กหรือหุ้นเก็งกำไร เอกยุทธ "ไม่แนะนำ" ถ้าจะเล่นต้องดูพื้นฐานรายบริษัท โดยเฉพาะแนวโน้มผลประกอบการว่าเป็นอย่างไร ถ้าค่า P/E ไม่สูงมากก็ยังพอเล่นได้ แต่ถ้าเกิน 20 เท่าหลีกเลี่ยงไปเลยอย่าไปเสี่ยง

อ้างอิงจาก
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/investment/20110105/370251/Asset-Allocation-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99.html



Create Date : 05 มกราคม 2554
Last Update : 5 มกราคม 2554 20:18:55 น.
Counter : 560 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

coffee4you
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]



พูดคุยติดตามเรื่องราวเทคนิคการเล่่นหุ้น
Free Ebook