จะยอมเป็นเจ้าชายนิทรา แล้วใช้เวลาที่ยังมีทั้งคืน ข่มตานอนหลับฝันไม่ยอมตื่น ให้รักเรายังยั่งยืนอยู่ในฝัน
ความเชื่อ ศรัทธา โชคลาภ



หลากหลายความเชื่อของคนไทยที่เป็นที่เคารพ หรือ เป็นโชคลาภไม่ว่าจะรับมาจาก ต่างประเทศ หรือวัฒนธรรมอื่น ๆ

บางครั้งขนาดปลาบู่สีทอง จิ้งจกสองหาง ปลาไหลเผือก ยังไปขอหวยกันได้เลย แหม๋



ตี๋จู่เอี๊ย หรือ ศาลเจ้าที่จีน

มักพบเห็นได้ตามบ้านชาวไทยเชื้อสายจีนโดยส่วนใหญ่ โดยมักจะตั้งติดอยู่กับพื้นบ้าน เนื่องจาก ตี่แปลว่าดิน จู้แปลว่าเจ้า ดังนั้น ตี่จู้ ต้องติดดินจึงจะมีพลัง ศาลพระภูมิ คือ เจ้าที่ มีความหมายและการปฏิบัติเช่นเดียวกัน
พระภูมิ ต้องอยู่ติดดิน ตี๋จู่เอี๋ย ก็ คือ พระภูมิเจ้าที่นั่นเอง แต่เจ้าของบล๊อก กลัวเลยไม่กล้าถ่ายรูปศาลพระภูมิไทยมาลง T-T เอาของจีนไปแล้วกันนะครับ



กระจกแปดเหลี่ยม ยันต์แปดทิศ เสือคาบดาบ

อันนี้ก็รับมาจากจีนอีกเช่นกันนัยว่า เป็นเครื่องป้องกันสิ่งชั่วร้าย สะท้อนสิ่งที่ไม่ดีไป มักพบบริเวณที่ เป็นทางสามแพร่ง หรือ หน้าบ้านที่ประตูตรงกัน
โดยลักษณะ ภายในกระจกนั้น จะ มี

ยันต์โป๊ยข่วย หรือยันต์ 8 ทิศ

ยันต์นี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ายันต์ปากัวก็ได้เช่นกัน ยันต์โป๊ยข่วย หรือ ยันต์ 8 ทิศเป็น วัตถุมงคลที่นิยมใช้กันมากในการแก้ฮวงจุ้ยได้ หลากหลาย เพราะเชื่อถือกันว่า ยันต์โป๊ยข่วยจะแผ่รังสีไปได้กว้างไกลทั้งแปดทิศ จึงสามารถป้องกันและสะท้อนพลังร้ายๆ ต่างๆ ให้หักเหไปทางอื่น มิสามารถเข้าบ้านได้ พิธีกรรมที่พึงกระทำก็คือ การหากระดาษเงินกระดาษทองมาเช็ดโป๊ยข่วย แล้วเผากระดาษ เงินกระดาทองก่อนอธิษฐานภาวนาขอให้โป๊ยข่วยช่วยปกปักรักษาบ้านด้วย ถ้ารู้จัก พระจีนจะขอน้ำมนต์พระจีนมาประพรมโป๊ยข่วยสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน โป๊ยข่วยหรือยันต์ 8 ทิศเป็นวัตถุมงคลที่ควรติดไว้กันพลังร้ายของทางสามแพร่งได้ ถ้าบ้านตรงข้ามมีประตูตรงกับเราอย่างที่เรียกว่า ประตูเล้งกัน ก็ควรติดโป๊ยข่วยไว้ หรือถ้าหน้าบ้านมีสะพานตรงมาหา มีมุมแหลมคมของ ตึกฝั่งตรงข้ามชี้พุ่งเข้าใส่ ก็สมควรติดโป๊ยข่วยป้องกันไว้เป็นสำคัญ

ยันต์สิงห์คาบดาบ

ถือว่าเป็นวัตถุมงคลที่ช่วยแก้เคล็ดได้ดีมาก สำหรับจุดที่ถือว่าเป็นจุดร้าย และเป็นอัปมงคล ต่อบ้าน เช่น ประตุหันหน้ารับทางสามแพร่ง หรือมีวัด โรงพยาบาล โบสถ์ สุสาน ที่รกร้าง อยู่ข้างบ้านหรือฝั่งตรงข้ามบ้านมีสะพานลอยใหญ่ค้ำหน้าบ้าน หรือมีอาคาร สูงใหญ่ยันค้ำ ยันบ้านในระยะใกล้ๆ เป็นต้น การใช้ยันต์สิงห์คาบดาบมาแขวนติดหน้าบ้าน นั้น ควรมี พิธีกรรมอย่างคนจีนโบราณกระทำกัน คือในยามขาลหรือเวลาประมาณตี 3 ถึงตี 5 ไม่เกินนี้ (อย่าให้ฟ้าสางก่อน) เตรียมเนื้อหมูสดๆ ดิบๆ สัก 3ชิ้นย่อมๆ มาเช็ดที่ปากสิงห์ ชิ้นละ 3 ครั้ง รวมเป็น 9 ครั้ง แล้วโยนทิ้งบนดิน จากนั้นนำกระดาเงินกระดาษทองมาเช็ด ที่บริเวณ ปากสิงห์ 3 ครั้งช้าๆ แล้วจึงเผากระดาษเงินกระดาษทองที่หน้าบ้าน อธิฐาน ขอให้สิงห์ ช่วยงับช่วยจับสิ่งร้ายอันตรายต่างๆ ด้วย ขอให้ช่วยปกป้องรักษาบ้าน แล้วจึงค่อยยำสิงห์ ขึ้นแขวนบนกำแพงหรือรั้วบ้าน



แม่ย่านางเรือ

แม่ย่านาง คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยเคารพนับถือว่าคอยคุ้มครองปกป้องกันภัย ให้แก่พาหนะ เช่น รถ เรือ หรือเชื่อว่าสิงสถิตอยู่ในรถ ในเรือ และให้คุณให้โทษแก่ผู้ขับขี่โดยสารได้


ตำนาน ความเชื่อเกี่ยวกับแม่ย่านางนั้นมีอยู่ว่า เมื่อพระอิศวรและพระแม่อุมาเสด็จประพาสทะเล กุ้งได้ออกมาร้องเรียนว่าตนเองเป็นสัตว์ที่ร่างกายมีแต่เนื้อ เปลือกห่อหุ้มบาง ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ทำให้ถูกบรรดาสัตว์น้ำอื่นๆ จับกินเสียมาก พระแม่อุมาจึงประทานพรให้กุ้ง มีเลื่อยสองคมปลายแหลมอยู่บนหัว มีหอกปลายแหลมอยู่ที่หาง เมื่อสัตว์ใดกินเข้าไปจะได้ใช้หางเจาะออกมาให้เข็ดหลาบ ซึ่งอาหารที่กุ้งสามารถกินเองได้ จะต้องเป็นของที่ตายเน่าเปื่อยเท่านั้น


จาก นั้น ประชากรกุ้งจึงมีมากจนเสียสมดุล กั้งจึงมาชักชวนผสมพันธ์แล้วออกอุบาย ให้กุ้งใช้อาวุธติดตัวเจาะท้องเรือสำเภาให้จม เมื่อจีนคนไหนว่ายน้ำไม่เป็นก็จะจมน้ำตาย กลายเป็นอาหารส่วนหัวกุ้งแบ่งให้กั้ง ส่วนตัวกุ้งเอาไปกิน ด้วยเหตุนี้ เรือสำเภาจึงตกเป็นเป้าและได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก พวกนายสำเภาจึงได้วิงวอนขอให้เจ้าหมาจ่อช่วยบอกกล่าวเทพเจ้าให้มาช่วยเหลือ เจ้าหมาจ่อสงสารชาวเรือ จึงบอกให้นำของมาเซ่นไหว้พลีกรรม ได้แก่ ผ้าแพรสีแดง สีทับทิม สิ่งละสิบพับ กับดอกไม้ธูปเทียน สำหรับเจ้าที่ เมื่อได้รับของถวายเจ้าหมาจ่อจึงให้นายทหารนำของไปถวายเจ้าทั้งแปดทิศ แล้วร่วมปรึกษาหารือกันว่าจะนำความไปกราบทูลพระอิศวรและพระแม่อุมาเทวีให้ ตัดสินปัญหา พระแม่อุมาจึงสั่งให้พระอนันตนาคราชไปปราบกุ้งที่ผิดคำสัตย์และใช้อุบายทำให้ มนุษย์เดือดร้อน จากนั้นพระอนันตนาคราชรับโองการ ลงไปถึงพระคงคา กุ้งที่ทำผิดก็ร้อนตัวกลัวจนกระเพาะและของเก่าใหม่ขึ้นมาบนสมอง จากนั้นจึงถูกสาปให้เรือสำเภาน้อยใหญ่ที่พวกตนเจาะให้ล่มเข้าไปอยู่ในแก้ม ซ้ายขวา ถ่วงหัวไม่ให้เงยขึ้นมาเจาะเรือสำเภาได้อีก แล้วพระอนันตนาคราชจึงสั่งให้จีนเดินสมุทรทั้งหลายนับถือเจ้ายอดสวรรค์ ให้คุ้มครองรักษาเรือสำเภาทุกเที่ยวไปมาจนติดมากระทั่งทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้ แม่ย่านาง จึงได้กลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเทพ ผู้พิทักษ์ปกป้องคุ้มครอง พาหนะทุกประเภท ทั้งเรือ รถยนต์ จักรยานยนต์ เครื่องบิน ฯลฯ ที่ให้คุณให้โทษได้ ผู้ขับขี่จึงมีความเคารพยำเกรงต่อแม่ย่านาง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ในสมัยที่การคมนาคมส่วนใหญ่ใช้ทางน้ำ ประชาชนนิยมโดยสารเรือเป็นหลัก ก็มีการบวงสรวงแม่ย่านางเรือ โดยเฉพาะเรือพระราชพิธีที่ใช้ในการพระราชพิธีที่สำคัญ เช่น กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก่อนออกแล่นเรือจริงต้องมีการนำเครื่องบูชามาทำพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคล เข้าใจว่าเพื่อบอกกล่าวแม่ย่านางที่สิงสถิตอยู่กับเรือแต่ละลำได้รับรู้และ ปกปักรักษาอย่าให้เกิดอุบัติเหตุเภทภัยใดๆ เรือชาวบ้านก็มีการบวงสรวงเช่นกัน ผู้ที่มีความศรัทธามาก นิยมนำผ้าสามสีมาผูกที่หัวเรือ เพื่อแสดงความเคารพแก่แม่ย่านางและเพื่อเสริมสิริมงคลให้แก่เรือนั้นๆ

ชาวประมงมีความเชื่อว่าแม่ย่านางจะคุ้มครองทุกคนให้ปลอดภัยในการเดินเรือและ ช่วยให้หาปลาได้มากๆ ดังนั้น ก่อนออกเรือจึงต้องมีการกราบไหว้แม่ย่านางทุกครั้งและเซ่นสังเวยแม่ย่านาง ก่อนที่จะนำเรือออกทำกิจการต่างๆ สังคมชาวประมงยังยึดมั่นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างเหนียวแน่น การปฏิบัติตามความเชื่อใดทำให้แม่ย่านางพอใจต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดที่ สุด ไม่เช่นนั้นแม่ย่านางอาจจะไม่พอใจและจะนำความพินาศมาสู่เรือได้

ที่มา http://www.praphansarn.com/new/c_town/detail.asp?ID=57



เทพารักษ์

เป็นอะไรที่คุ้นเคยกันมากสำหรับคนไทย เข้า หรือเจอต้นไม้ใหญ่ เราก็มักจะเห็นผ้าเจ็ดสีกันอยู่เป็นประจำ หรือแม้แต่ในนิทานพื้นบ้าน ชาดก ก็ตามก็มีกล่าวถึงเทพารักษ์กันบ่อยๆ

เทพารักษ์ เป็นเทพระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นเทพที่อยู่ในสวรรค์ชั้น กามาพจรภพ แต่บางที่อาจเรียกว่าเป็นเทวดา บางที่อาจเรียกว่าผี[1] หากสิงสถิตอยู่หรือเป็นเจ้าของหรือเป็นใหญ่ในที่ใด ก็จะเรียกเป็น เจ้าที่, เจ้าท่า, เจ้าป่า หรือเจ้าเขา เป็นต้น

เทพารักษ์ถือเป็นเทวดาชั้นต่ำเนื่องจากมิได้อยู่เมืองฟ้า หากเป็นใหญ่ในที่ใดโดยเฉพาะก็เรียกเป็นเทพได้ และเติมคำว่า อารักษ์ ควบกันเป็น เทพารักษ์ จัดเป็นผีธรรมชาติ

เทพารักษ์ จะอาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ เรียกว่า รุกขเทวดา ส่วนเทพารักษ์ที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนจะเรียกว่า เจ้าที่เจ้าทาง

http://th.wikipedia.org/



นางกวัก, แม่นางกวัก

นางกวัก, ชื่อรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ทำด้วยจะงอยงวงช้างหรือสิ่งอื่น โดยเชื่อว่าเป็นเครื่องเรียกเอาโชคลาภมาให้

นางกวัก..เป็นใคร?

นางกวัก นับเป็นรูปเคารพนับถือกันเป็นอย่างมาก นางกวักมีรูปลักษณะสำคัญเป็นสตรีไทยสมัยโบราณ ผมยาวประบ่า ห่มผ้าสไบเฉียง นุ่งผ้ายกดอก ประกอบด้วยพาหุรัด ทองกร และสร้อยสังวาล

"แม่นางกวัก" นับเป็นรูปเคารพนับถือกันเป็นอย่างมาก มีรูปลักษณะสำคัญเป็นสตรีไทยสมัยโบราณ ผมยาวประบ่า ห่มผ้าสไบเฉียง นุ่งผ้ายกดอก ประกอบด้วยพาหุรัด ทองกร และสร้อยสังวาล

นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนแท่นทอง หัตถ์ขวายกงอขึ้นในลักษณะท่ากวักมือ หัตถ์ซ้ายส่วนมากจะถือถุงเงิน และจารึกอักขระขอม เป็นหัวใจพระสีวลีผู้เป็นเอตทัคคะทางโชคลาภ คือ นะ ชา ลิ ติ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่กล่าวขานกันว่า "นางกวัก" สามารถดลบันดาลโชคลาภให้บังเกิดแก่ผู้กราบไหว้บูชา และทำมาค้าขึ้น ซื้อง่าย ขายคล่อง และมีเสน่ห์มหานิยมแก่ผู้พบเห็นอีกด้วย

โดยเฉพาะในมวลหมู่ผู้มีอาชีพค้าขายด้วยเชื่อว่านามของ "นางกวัก" มีความหมายในทางทำมาหากินคล่องเจริญก้าวหน้า ตามร้านค้าจึงพบเห็นรูปนางกวักบนหิ้งบูชา หรือแม้กระทั่งรถเข็นค้าขายในตะกร้าเก็บสตางค์ หรือมุมเล็กๆ ต้องมีรูปนางกวักอยู่ด้วยเสมอ

นอกจากนี้แล้วนามของ"นางกวัก" มีนัยเป็นการ "กวัก" เรียกผู้คนมาอุดหนุนร้านค้า รูป"นางกวัก" จึงมีพระเกจิอาจารย์นิยมสร้างขึ้นมากมายหลายสำนัก

วันชัยสุพรรณ เจ้าของรายการ"วัดดี พระเครื่องดัง พระเกจิขลัง" อธิบายให้ฟังว่า

ประวัตินางกวัก หรือแม่นางกวัก
ตามประวัติพุทธสาวกในสมัยพุทธกาลที่เมืองมิจฉิกาสีณฑนคร อยู่ไม่ไกลนักจากเมืองสาวัตถีมีครอบครัวหนึ่ง ประกอบอาชีพซื้อขายสินค้าต่างๆ เลี้ยงชีพสองสามีภรรยามีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ "สุภาวดี" ต่อมาสุจิตตพราหมณ์ผู้เป็นพ่อ ได้ขยายกิจการซื้อเกวียนมา ๑ เล่ม นำสินค้าไปเร่ขายในต่างถิ่น บางครั้งบุตรสาวขออนุญาตเดินทางไปด้วยเพื่อเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ

การไปค้าขายกับบิดานี่เองณ จุดพักขายสินค้า ทำให้สุภาวดี ได้มีโอกาสพบกับ "พระกัสสปเถรเจ้า" เป็นอริยสงฆ์แสดงธรรม

หลังจากสุภาวดีฟังธรรมเทศนาอย่างตั้งใจแล้ว พระกัสสปเถรเจ้ากำหนดจิตเป็นอำนาจจิตพระอรหันต์ ประสิทธิประสาทพรให้สุภาวดีและครอบครัว โดยได้ตั้งกุศลจิตประสาทพรเช่นนี้ทุกครั้งที่สุภาวดีมีโอกาสไปฟังจนจบอำลากลับ


เมื่อสุภาวดีติดตามบิดาไปค้าขายยังเมืองอื่น ด้วยกุศลบารมีบันดาลให้สุภาวดีมีโอกาสฟังธรรมพระอริยสงฆ์อีกท่านหนึ่งนามว่า "พระสิวลีเถรเจ้า" ในถิ่นที่บิดานำสินค้าไปขายการได้ฟังธรรมอย่างตั้งใจ สุภาวดีจึงมีความรู้แตกฉานในหลักธรรมต่างๆเป็นอันมาก

พระสิวลีเป็นผู้มีชีวิตอัศจรรย์กว่าพระสงฆ์อื่น คือท่านอยู่ในครรภ์มารดานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน จึงคลอดออกมา พร้อมด้วยวาสนา บารมี ที่ติดกับวิญญาณธาตุของท่านท่านจึงเป็นผู้มีลาภสักการบูชามาหาท่านตลอด เมื่อถึงคราวจำเป็นและต้องการ

ทุกครั้งที่สุภาวดีได้ฟังธรรมและลากลับ พระสิวลีเถรเจ้าได้กำหนดกุศลจิตประสาทพรให้สุภาวดีและครอบครัว เช่นเดียวกัน จิตของสุภาวดีจึงได้รับประสาทพรจากพระอรหันต์ถึง๒ องค์ ส่งผลให้บิดาทำการค้าได้กำไรไม่เคยขาดทุน

นายวันชัยอธิบายต่อว่า บิดารู้ว่า สุภาวดีคือผู้ที่เป็นสิริมงคลที่แท้จริง เป็นที่ไหลมาแห่งทรัพย์สมบัติของครอบครัวเวลาผ่านไปไม่นาน ครอบครัวร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีมีเงินทอง และกองเกวียนสินค้ามากมาย เทียบได้กับธนัญชัยเศรษฐี บิดาของวิสาขาแห่งแคว้นโกศล

เมื่อร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีแล้ว บิดาของสุภาวดีได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าปฏิบัติธรรมด้วยความศรัทธา พร้อมทั้งใช้ทรัพย์สินที่ได้มาจากบุญบารมีของลูกสาวนั้น บำรุงศาสนา เช่น สร้างอุทยานแห่งหนึ่งแล้วยกถวายเป็นที่พักแก่พระภิกษุสงฆ์จากทั่วทุกทิศได้พัก พร้อมทั้งสร้างวิหารแล้วยกให้เป็นของวัด ถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อนำสินค้าไปขายต่างเมืองก็ถามพระภิกษุ ภิกษุณี และประชาชนรวมถึงคนที่นับถือศาสนาอื่น ที่มีกิจธุระไปยังเมืองนั้นๆ บ้างก็จัดหาพาหนะไปส่งช่วยเหลือคนตลอด

ผู้คนต่างรับรู้เรื่องราวและบารมีของสุภาวดี(นางกวัก) ที่เป็นที่มาแห่งความร่ำรวยก่อโชคลาภทางการค้าขาย ทั้งเป็นผู้มีศีลธรรม และคุณธรรม แม้เมื่อสุภาวดีตายไปแล้ว ความมีอิทธิฤทธิ์ในทางโชคลาภและการค้า ก็เล่าสืบต่อกันมาถึงคนรุ่นหลัง มีผู้นับถือมากมายถึงกับปั้นรูปสุภาวดีไว้บูชา ขอให้การค้ารุ่งเรืองและความเชื่อดังกล่าวนี้ก็แพร่หลายเข้ามายังสุวรรณภูมิ จากการเผยแพร่ของพราหมณ์

"การสร้างนางกวัก มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งเก่าและใหม่ ท่านที่ปรารถนาอยากจะได้นางกวักไว้บูชาเพื่อให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง ก็ลองไปดูตามวัดวาอารามต่างๆ จะนิยมสร้างกันมาก ส่วนราคาถ้าเก่าหายากก็แพง ถ้าใหม่ก็ไม่แพง หรือบางท่านไปซื้อ(นางกวัก)ตามร้านเครื่องสังฆภัณฑ์ และนำ(นางกวัก)ไปให้พระเกจิอาจารย์ที่นับถือ อธิษฐานจิตปลุกเสก พุทธคุณก็เหมือนกัน"


ตำนานนางกวัก
ธิดาของ"ปู่เจ้าเขาเขียว"ส่วนอีกตำนานหนึ่งซึ่งเป็ของทางฟากไทยยังมีกล่าวถึงว่า มีความสืบเนื่องมาจากเรื่อง รามเกียรติ์ ตอนพระรามออกตามหานางสีดา

พระรามได้พบกับท้าวอุณาราชพญายักษ์เจ้านครสิงขร พระรามจึงแผลงศรเอาต้นกกเป็นศรมาถูกยอดอกท้าวอุณาราช คนทั้งหลายจึงเรียกกันว่า ท้าวกกขนาก

พระรามได้สาปให้ศรตรึงท้าวอุณาราชอยู่ภายในถ้ำเขาวงพระจันทร์ ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของจ.ลพบุรี แล้วยังสาปสำทับไว้ว่า ท้าวกกขนากจะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในถ้ำเขาวงพระจันทร์จนกระทั่งถึงศาสนาพระศรีอาริย์

นางประจันทร์ธิดาของท้าวอุณาราช ทราบเรื่องก็เข้ามาเฝ้าปฏิบัติเป็นเพื่อนบิดาทั้งยังเอาใยบัวมาทอทำเป็นจีวร เตรียมไว้ถวายเมื่อถึงคราวพระศรีอาริย์เสด็จมา เป็นการสร้างกุศลอุทิศให้บิดา

ขณะนั้นชาวเมืองต่างเกรงกลัวท้าวอุณาราชหรือท้าวกกขนาก จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอาละวาด เห็นนางประจันทร์เอาน้ำส้มสายชูไปหล่อที่ศรก็พากันขับไล่นางประจันทร์ พร้อมกับกลั่นแกล้งด้วยนานาประการ

ความได้ทราบไปถึง"ปู่เจ้าเขาเขียว" ผู้เป็นสหายของท้าวอุณาราชจึงส่งธิดาองค์หนึ่ง ซึ่งมีรูปโฉมงดงามเป็นที่สุด เป็นที่แสนเสน่หาแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในแผ่นดิน มาเป็นเพื่อนนางประจันทร์ เพื่อนางประจันทร์จะได้เสื่อมคลายความเศร้าโศกลงบ้าง

ปรากฏว่านับแต่ธิดา(แม่นางกวัก) ของปู่เจ้าเขาเขียวมาอยู่เป็นเพื่อนนางประจันทร์แล้ว ประชาชนที่เคยเกลียดชังนางประจันทร์มาแต่ก่อนกลับใจเป็นรักใคร่ นำของกำนัลต่างๆ มาให้นางประจันทร์เป็นบรรณาการอยู่เสมอไม่ขาด

แม้การเดินทางจะแสนทุรกันดารเพียงไร ประชาชนเหล่านั้นก็หาย่อท้อไม่พยายามเดินทางมาด้วยความรัก และเมตตาต่อนางประจันทร์เป็นที่ยิ่งมุ่งหน้ามาทำบุญกุศลกันอย่างคับคั่งมากมาย ความเกลียดชังที่ท่วมท้นเป็นอันเสื่อมสลายไปสิ้น

ด้วยเหตุนี้ นางประจันทร์จึงตั้งชื่อให้ธิดาของปู่เจ้าเขาเขียวว่า "นางกวัก" ด้วยคุณงามความดีอันมหาศาลนี้สัตบุรุษุทั้งหลาย จึงได้ให้พระเกจิอาจารย์ผู้ขลังทางเวทมนตร์สร้างรูป "แม่นางกวัก" ขึ้นไว้เป็นที่สักการบูชา เพื่อผลทางมหานิยมในการค้าขาย

ที่มา http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538663908&Ntype=40



สาลิกาคู่ กาฝากไม้รัก/ไม้มะยม

เป็นเครื่องรางที่ใช้ในการเรียกโชคลาภ ตามความเชื่อขงคนไทย โดยนำเอา ไม้กาฝากจากไม้มงคล เช่น ไม้มะยม หรือ ไม้ต้นรัก มาแกะสลักเป็นรูปนกสาริกา เพื่อเสกพุทธคุณ เพื่อให้มี ผลทาง เมตามหานิยม พูดไพเราะให้คนรักคนหลง ตามชื่อของไม้ เช่นมะยม ที่พ้องเสียกับ นิยม หรือ ไม้รัก ที่ ทำให้คนรักคนหลง

ถ้าสังเกตุดีๆๆ ใน กระจาดที่ผมถ่ายมา จะมีรูปเด็ก อยู่ด้วย นั่นคือ กุมารทอง หล่อจากโลหะ ซึื่งคนไทยเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เป็นมงคลแบบไหน



หลายหลายความเชื่อ วัตถุมงคล ที่อยู่คู่คนไทย มานานนับตั้งแต่เกิด นี่เป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่นำมาเสนอ แต่อย่างหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดี คือได้ไปค้นหา ความเชื่อที่อยู่คู่เรามานานมีที่มาอย่างไร เป็นแบบไหน แล้ว ก็มีคำถามขึ้นในใจ(ไม่ได้ลบหลู่นะครับ) มีคำถามว่า "เราเชื่อสิ่งต่างๆเพราะอะไร"



Create Date : 06 มิถุนายน 2555
Last Update : 28 มกราคม 2556 11:26:30 น. 12 comments
Counter : 7489 Pageviews.

 


โดย: papisong วันที่: 6 มิถุนายน 2555 เวลา:7:58:39 น.  

 


โดย: Kavanich96 วันที่: 7 มิถุนายน 2555 เวลา:9:59:47 น.  

 
สวัสดีตอนบ่ายครับน้องมิก .....

บล็อกนี้ออกแนวสารคดีเลยนะครับ เนื้อหาแน่นปึ้กเลยทีเดียว อยากรู้ว่าคิด concept เรื่องที่จะเขียนก่อนแล้วค่อยออกไปถ่ายภาพ หรือดูๆ ภาพที่ถ่ายมาแล้วเจอภาพแนวเดียวกันเลยเอามาเขียนล่ะครัีบ .....



โดย: NET-MANIA วันที่: 7 มิถุนายน 2555 เวลา:13:29:42 น.  

 
ถ่ายมาจากหลายที่ เอามารวมๆๆ
แล้วคิดว่าจะถ่ายเลยพยายามหาน่ะครับ พี่เน็ต


โดย: Sleeping_prince วันที่: 7 มิถุนายน 2555 เวลา:15:12:27 น.  

 
สวัสดีค่ะ หลับฝันดีค่ะ




โดย: ญามี่ วันที่: 8 มิถุนายน 2555 เวลา:20:54:49 น.  

 
หวัดดีครับคุณเจ้าชาย

ทั้งรูปถ่ายและเรื่องราว...เต็มอิ่มเลยครับ

เพิ่มพูนความรู้

วิถีชาวเอเซียเราจะผูกพันกับเรื่องแบบนี้มานานเน

อยากบอกว่า...ทัศนคติ "ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่" เนี่ยทำให้เรา ถูกหลอก/งมงาย ไปมั้ย?

ถ้า "ไม่เชื่อ ต้องพิสูจน์" หรือ "ไม่เชื่อ ต้องหาเหตุผล" จะดีกว่ารึปล่าวครับ


โดย: Dingtech วันที่: 9 มิถุนายน 2555 เวลา:6:10:31 น.  

 
ดีจ๊ะ น้องมิก ..
ทำตามความเช่ือ แล้วก็สบายใจ เช่ือ กันมาเร่ือยๆ จนบางอย่างไม่รู้ท่ีมา เช่นนางกวัก เพ่ิง มารู้ น่ีแหละ มายังไง อิอิ
ของจีนก็เยอะนะ เห็นแปะ ตามแยก พ่ีก็เพ่ิงรู้ 555..


โดย: tifun วันที่: 9 มิถุนายน 2555 เวลา:12:03:55 น.  

 

แหล่มเลยจ๊ะน้องมิก



โดย: อุ้มสี วันที่: 11 มิถุนายน 2555 เวลา:13:32:39 น.  

 

เนื้อหาบล็อกวันนี้แปลกดีจ้ะ เราเห็นและเคยคุ้น... แต่ไม่เคยรู้ความสำคัญซักเท่าไหร่

ขอบคุณน้องมิกจ้ะ


โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 11 มิถุนายน 2555 เวลา:18:33:35 น.  

 
ชอบเรื่องราวที่ถ่ายทอดผ่านภาพ และตัวหนังสือในบล็อคนี้ค่ะ
หลายอย่างไม่เคยรุ้ หลายสิ่ง ไม่เคยศึกษา เพียงเคยพบ มอง ผ่านตา
วันนี้ ได้ความรู้ เปิดตามากขึ้นค่ะ


โดย: maru วันที่: 11 มิถุนายน 2555 เวลา:21:45:05 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับน้องมิก


รูปถ่ายสวย มุมมองแจ่มเลยครับ
ดีจังครับถ่ายเก็บมาได้เยอะเลย
แถมมีข้อมูลประกอบด้วย

ปล. พี่ก๋าคงต้องพักอีกสักระยะครับ
ไม่อยากฝืนตื่นเช้าเกินไป
เดี๋ยวร่างกายจะแย่เอาครับ







โดย: กะว่าก๋า วันที่: 13 มิถุนายน 2555 เวลา:7:19:24 น.  

 
สวัสดีครับน้องมิก

พี่ก๋าดีขึ้น
แต่ยังไม่หายป่วยครับ

ยังตื่นตี 5 ไม่ไหวครับ 555
ถ้าตื่นได้
ไม่เพลีย
นั่นแสดงว่าร่างกายกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว


เม้นท์น้องมิกที่บล้อกพี่ก๋า
ทำให้พี่ก๋านึกถึงคำสอนนึงขึ้นมาทันใด

"สงบเย็นและเป็นประโยชน์"

คำนี้ใช้กับทุกเรื่องจริงๆนะครับ

ไม่ว่าเราจะทุกข์กับเรื่องราวใดใด
ลองถามตัวเองดูว่า
จะทำอย่างไรเพื่อให้

สงบเย็นและเป็นประโยชน์ครับ

บางทีคำตอบอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันคิดเลยนะครับ






โดย: กะว่าก๋า วันที่: 14 มิถุนายน 2555 เวลา:8:36:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Sleeping_prince
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




แม้รูปจะไม่สวย เรื่องจะไม่เด่น แต่ขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อกนะครับ
Instagram
New Comments
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
6 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Sleeping_prince's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.