คนไทยรักกัน
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
6 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
คดีแชร์ชม้อย

คดีแชร์ชม้อย หรือคดี นางชม้อย ทิพย์โส คดีนี้กล่าวหา นางชม้อย ทิพย์โส หรือประเสริฐศรี หรือที่ประชาชนเรียกติดปากว่า แม่ชม้อย กับพวกรวม 10 คน ผู้ต้องหา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และ ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

คดีดังกล่าวเป็นคดีความผิดพลาดทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงจากการระดมเงินจากประชาชนที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2520-2528 โดยการระดมเงินจากประชาชนในรูปการเล่นแชร์น้ำมัน ซึ่งนางชม้อย ทิพย์โส ได้คิดค้นขึ้น มีผู้เสียหายจำนวน 13,248 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 23,519 ครั้ง ทำสัญญากู้ยืมทั้งสิ้น 23,519 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,043,997,795 บาท และผู้เสียหายที่ให้กู้ยืมเงินภายหลังพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ ประกาศใช้บังคับ (ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528) เป็นผู้เสียหายจำนวน 2,983 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 3,641 ครั้ง ทำสัญญากู้ยืมทั้งสิ้น 3,641 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 510,584,645 บาท

พื้นเพนางชม้อย ทิพย์โส

นางชม้อย ทิพย์โส เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ที่อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี บิดาชื่อ นายหลง มารดาชื่อ นางบัว ประเสริฐศรี สำเร็จการศึกษาชั้นเตรียมอุดมศึกษา แผนกวิทยา-ศาสตร์ จากโรงเรียนราชินีบน ได้ทำการสมรสกับ น.ท.พจน์ ทิพย์โส มีบุตรด้วยกัน 2 คน เริ่มต้นทำงานที่องค์การเชื้อเพลิงในตำแหน่งเสมียนธุรการ เมื่อ พ.ศ. 2504 ครั้งหลังสุดดำรงตำแหน่งประจำแผนกฝ่ายบริการทั่วไปและช่วยงานกองกลางฝ่ายบริหารทั่วไป

ประวัติ

นางชม้อยฯ ได้รับการชักชวนจากนายประสิทธิ์ จิตต์ที่พึ่ง เพื่อนร่วมงานที่องค์การน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งได้ทำการค้าน้ำมันอยู่ก่อนแล้ว ให้เข้าร่วมลงทุนค้าน้ำมันด้วย เมื่อทำได้ระยะหนึ่ง นางชม้อยฯ เห็นว่าได้ผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงจริง จึงได้ชักชวนบุคคลอื่น ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยและจากการบอกต่อๆ กันทำให้มีผู้สนใจร่วมลงทุนค้าน้ำมันกับนางชม้อยฯ ด้วยเป็นจำนวนมาก
พฤติการณ์
นางชม้อย ทิพย์โส ได้คิดค้นวิธีการหลอกลวงประชาชนขึ้นโดยอ้างว่า ดำเนินกิจการค้าน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ โดยจัดตั้งบริษัทค้าน้ำมันชื่อ บริษัท ปิโตเลียม แอนด์ มารีน เซอร์วิส จำกัด ทำการค้าน้ำมันทุกชนิด มีเรือเดินทะเลสำหรับขนส่งน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ ได้ชักชวนประชาชนให้มาเล่นแชร์น้ำมัน โดยวิธีการรับกู้ยืมเงินจากประชาชนและให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงเป็นรายเดือน โดยกำหนดวิธีการรับกู้ยืมเงินเป็นคันรถบรรทุกน้ำมันคันรถละ 160,500 บาท ให้ผลตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท หรือร้อยละ 6.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 78 ต่อปี และในเดือนธันวาคมของทุกปีจะหักเงินไว้ร้อยละ 4 ของผลประโยชน์ที่ได้รับในรอบปี เพื่อเก็บภาษีการค้าและหักค่าเด็กปั้มไว้อีกเดือนละ 100 บาท ตามจำนวนเดือนที่นำเงินมาให้กู้ยืมโดยจะออกหลักฐานไว้ให้เป็นสัญญากู้ยืมเงินตามแบบที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือบางรายจะออกหลักฐานให้เป็นเช็ค โดยผู้ให้กู้ยืมสามารถเรียกคืนเงินต้นเมื่อใดก็ได้และจะกลับมาให้กู้ยืมอีกก็ได้ในเงื่อนไขเดิม

นางชม้อย ทิพย์โสได้จ่ายผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ตรงตามเวลาที่ นัดหมายทุกเดือน นอกจากนั้นในรายที่จะถอนเงินต้น ก็สามารถถอนได้ทุกราย อีกทั้งนางชม้อยยังทำงานอยู่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยอีกด้วย ทำให้หลงเชื่อนำเงินไปให้ผู้ต้องการกู้ยืมโดยมีผู้ถูกหลอกลวงกว่าหมื่นรายและวงเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10,000,000,000 บาท ในช่วงแรกผู้ให้กู้ยืมอยู่ในหมู่ผู้ที่มีฐานะการเงินดี แต่ต่อมาได้แพร่หลายออกไปรวมทั้งประชาชนในต่างจังหวัดก็นิยมและได้แพร่หลายลงไปถึงประชาชนผู้มีฐานะการเงินไม่ดีก็สามารถเล่นได้ โดยแบ่งเล่นเป็นล้อคือ หนึ่งในสี่ของจำนวนเงินต่อคันรถน้ำมัน

มีประชาชนและผู้เสีย-หายในคดีนี้จำนวน 13,248 คน หลงเชื่อ ซึ่งต่างคนต่างให้กู้ยืมเงินไป 23,519 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,043,997,795 บาท และได้ทำหนังสือสัญญากู้ไว้จำนวน 23,519 ฉบับ เพื่อเป็นหลักฐาน

ในการกู้ยืมเงิน เป็นการให้กู้ยืมโดยตรงและการกู้ยืมเงินโดยผ่านคนกลาง หลักฐานการกู้ยืมเงินจะมีสัญญากู้เงินซึ่งมีลายมือชื่อนางชม้อยฯ เป็นผู้กู้ยืม ผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้ให้กู้ยืมการรับผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ให้กู้ยืมมีทั้งรับจากนางชม้อยฯ โดยตรงหรือรับจากคนกลางเหล่านั้น การรับผลประโยชน์ตอบแทนผู้ให้กู้ยืมได้รับเป็นเงินสดหรือเป็นเช็ค ซึ่งนางชม้อยได้เปิดบัญชีไว้กับธนาคารในนามของตนเองก็มี บางบัญชีเปิดในนามของบุคคลอื่นเพื่อสั่งจ่ายเช็คเป็นผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืม และนำเช็คของผู้ให้กู้ยืมเข้าบัญชีที่ได้เปิดไว้ สำหรับเงินที่กู้ยืมมานั้น นางชม้อยฯ อ้างว่า ได้นำไป ใช้สนับสนุนในด้านการเงินของบริษัทปิโตรเลี่ยมแอนมารีนเซอร์วิสเซส จำกัด และบริษัทอุดมข้าวหอมไทย จำกัด ซึ่งบริษัททั้ง 2 ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ และนางชม้อยฯ ได้นำผลประโยชน์ตอบแทนเหล่านั้นไปจัดสรรให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินตามสัดส่วนของเงินที่ให้กู้ยืมแต่ละราย

จากการตรวจสอบของกรมสรรพากร พบว่านางชม้อยฯ มีบัญชีเงินฝาก 2 ประเภท คือประเภทออมทรัพย์และกระแสรายวัน โดยมีข้อตกลงกับธนาคารว่าให้โอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์เข้ามาบัญชีกระแสรายวันได้เมื่อมีการสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินออกไปจากบัญชีกระแสรายวัน และจากการตรวจสอบหลักฐานการฝากถอนเงินในบัญชีเงินฝากของนางชม้อยฯ กับพวกเห็นว่า นางชม้อยฯ กับพวก จ่ายดอกเบี้ยให้ประชาชนเพิ่มขึ้นทุกปี อันเนื่องมาจากมีผู้ร่วมลงทุนเพิ่มมากขึ้นซึ่งแท้จริงแล้วนางชม้อยฯ กับพวกไม่ได้ทำการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและไม่ได้ประกอบกิจการค้าอื่นใดที่จะได้ผลตอบแทนเพียงพอที่จะนำมาจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ให้กู้ได้สูงถึงร้อยละ 6.5 ต่อเดือน แต่นางชม้อยฯ กับพวกได้นำเงินที่กู้ยืมจากประชาชนและผู้เสียหายไปใช้ประโยชน์ส่วนตน โดยนำไปซื้อทรัพย์สินมีค่าจำนวนมากและได้ปกปิดอำพรางซุกซ่อนไว้ และในที่สุดได้ร่วมกันเอาเงินและทรัพย์สินดังกล่าวหลบหนีไป

วิธีการในการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ประชาชน ในอัตราร้อยละ 6.5 ต่อเดือน ใช้วิธีการจัดคิวเงินโดยการนำเงินไปฝากธนาคารไว้แล้วเอาเงินต้นและดอกเบี้ยมาทยอยหมุนเวียนจ่ายเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ 6.5 ต่อเดือน ถ้ามีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้น ก็จะสามารถหมุนเวียนจ่ายเป็นดอกเบี้ยได้ตลอดไปแต่ถ้าไม่มีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มก็จะจ่ายดอกเบี้ยได้ในระยะแรกเท่านั้นในที่สุดเงินต้นที่สะสมไว้จะหมดและไม่สามารถคืนเงินต้นให้ประชาชนได้ในที่สุด
ลำดับเหตุการณ์
การดำเนินกิจการของนางชม้อยได้ดำเนินไป มีประชาชนนิยมไปเล่นแชร์น้ำมัน กับนางชม้อยทั่วประเทศ จำนวนหลายหมื่นคน และวงเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10,000,000,000 บาท รัฐบาลในขณะนั้นได้ติดตามสืบสวนการกระทำของนางชม้อย ทิพย์โส ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการนำเงินไปลงทุนค้าน้ำมันแต่อย่างใด แต่พบว่าเงินที่ได้จากลูกแชร์นั้น จะไปปรากฏในบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของนางชม้อย ทิพย์โส จากนั้น เมื่อถึงกำหนดการจ่ายผลประโยชน์ในตอนสิ้นเดือน ก็จะมีการโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ ไปยังบัญชีกระแสรายวันเพื่อที่จะจ่ายเช็คผลประโยชน์ให้กับลูกแชร์ แสดงให้เห็นว่านางชม้อยได้ใช้วิธีนี้ในการนำเงินที่ได้จากลูกแชร์รายหลังๆ มาจ่ายผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยให้แก่ลูกแชร์รายก่อนๆ ซึ่งจะสามารถทำต่อไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่มีลูกแชร์เอาเงินมาให้นางชม้อยกู้ยืมเงิน

รัฐบาลเห็นว่า บทบัญญัติความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาอาจไม่สามารถเอาผิดกับนางชม้อยได้ โดยนางชม้อยอ้างว่าการระดมเงินหรือแชร์น้ำมันของนางชม้อยเพื่อไปค้าน้ำมัน และออกสัญญากู้ยืมให้ สัญญาดังกล่าวได้ตกลงจะจ่ายดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมในอัตรา ร้อยละ 6.5 ต่อเดือน และเมื่อไม่มีการผิดสัญญากับใครก็ไม่สามารถเอาผิดกับนางชม้อยได้ หรือหากมีการผิดสัญญาก็อาจต้องรับผิดทางแพ่งเท่านั้น รัฐบาลเห็นว่าการระดมเงินดังกล่าว เป็นภัยร้ายแรงต่อประชาชนที่จะต้องสูญเสียเงินจากการถูกหลอกลวง และเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงได้ตราพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้ประกาศและมีผลใช้บังคับวันที่ 13 พฤศจิกายน 2527

ซึงนางชม้อยยังบังอาจฝ่าฝืนกฎหมายโดยยังรับกู้ยืมเงินจากประชาชนตามปกติ โดยอ้างกับประชาชนและผู้เสียหายว่าการประกอบธุรกิจดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายและมีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนอยู่ ทำให้ประชาชนและผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมลงทุนค้าน้ำมันต่อไป และประชาชนนำเงินมาให้นางชม้อยกู้ยืมมากขึ้นเป็นลำดับ จนนางชม้อยแต่ผู้เดียวไม่สามารถดำเนินการเองได้ จึงได้ให้พวกอีก 9 คน ช่วยเหลือ โดยการเปิดบัญชีในนาม พวกทั้ง 9 คน ไว้ตามธนาคารต่างๆ เพื่อดำเนินการธุรกิจดังกล่าว โดยการทำสัญญาภายหลังที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ มีผลใช้บังคับนั้นจะทำสัญญากู้ยืมโดยลง พ.ศ. ในสัญญากู้ยืมย้อนหลังไปหนึ่งปีเพื่อให้เห็นว่าสัญญากู้ยืมได้ทำขึ้นก่อนที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ จะมีผลใช้บังคับ

ต่อมานางชม้อยกับพวกเริ่มมีการปฏิเสธการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2528 ถึงเดือนมีนาคม 2528 ซึ่งผู้เสียหายได้ขอถอนเงินคืน ซึ่งตามสัญญาระบุว่าจะถอนเงินคืนเวลาใดก็ได้โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้านั้น แต่ได้รับแจ้งจากนางชม้อยว่าของดการจ่ายเงินคืนชั่วคราว และนางชม้อยได้หลบหนีกลับไปที่จังหวัดสิงห์บุรี จนเดือนมิถุนายน 2528 นางชม้อยได้ปรากฏตัวอีกครั้งที่โรงยิมเนเซี่ยมทหารอากาศในกองทัพอากาศดอนเมืองและได้ชี้แจงให้ประชาชนและผู้เสียหายทราบว่าหยุดดำเนินการค้าน้ำมันแล้วและไม่ได้ลงทุนอะไร เงินผลประโยชน์นั้นจะไม่จ่ายให้แต่จะคืนเงินต้นบางส่วนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งในที่สุดนางชม้อยฯ กับพวกก็ไม่ได้คืนเงินต้นตามที่บอก

ผู้เสียหายจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2528 ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามสามารถจับนางชม้อยฯ ได้ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2528 และจับพวกของนางชม้อยฯ อีก 7 คน ต่อมาผู้บังคับการกองปราบปรามได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนขึ้นประมาณ 100 คน เพื่อทำการสอบสวนผู้เสียหายจำนวน 16,231 คน ซึ่งได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้

การทำสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนนั้นได้แยกทำเป็น 2 บัญชี กล่าวคือ ผู้เสียหายที่ให้กู้ยืมเงินก่อนพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ ประกาศใช้บังคับ (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2520 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2527) เป็นผู้เสียหายจำนวน 13,248 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 23,519 ครั้ง ทำสัญญากู้ยืมทั้งสิ้น 23,519 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,043,997,795 บาท และผู้เสียหายที่ให้กู้ยืมเงินภายหลังการประกาศใช้พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ (ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528) มีผู้เสียหายจำนวน 2,983 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 3,641 ครั้ง ทำสัญญากู้ยืมทั้งสิ้น 3,641 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 510,584,645 บาท

ผลการพิจารณาคดีของศาลอาญา
คดีนางชม้อย ทิพย์โส ได้ใช้เวลาสืบพยานในศาลเป็นเวลาประมาณ 4 ปี จนศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อ 27 กรกฎาคม 2532 ศาลอาญาจึงได้พิพากษาว่า จำเลยทั้งแปดมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก 83 รวม 23,519 กระทง ฐานฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4,5,12 รวม 3,641 กระทง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยจำคุกจำเลยทั้งแปด ฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก กระทงละ 5 ปี รวม 23,519 กระทง จำคุกคนละ 117,595 ปี ฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกูยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4,5,12 กระทงละ 10 ปี รวม 3,641 กระทง จำคุกคนละ 36,410 ปี รวมจำคุกคนละ 154,005 ปี

แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุกทั้งสิ้นคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ที่แก้ไขแล้ว และให้จำเลยทั้งแปดคนร่วมกันคืนเงินที่ฉ้อโกงประชาชน รวมจำนวน 4,043,997,795 บาท แก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีท้ายฟ้องหมายเลย 1 และ ร่วมกันคืนเงินกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน รวมจำนวน 510,584,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีท้ายฟ้องหมายเลข 2 นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินเสร็จคดี ดังกล่าวได้ถึงที่สุดโดยไม่มีการอุทธรณ์ ซึ่งเมื่อมีคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินของนางชม้อยฯ กับพวกได้ถูกเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เสียหายในคดี

แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงคงจำคุกทั้งสิ้นคนละ 20 ปี เพราะประมวลกฎหมายอาญาให้จำคุกไม่เกิน 20 ปี และให้นางชม้อย กับพวกร่วมกันคืนเงินที่ฉ้อโกงด้วย นางชม้อย จำคุกอยู่ในเรือนจำเพียง 7 ปี 11 เดือน 5 วัน เพราะได้รับการลดลงโทษ 2 ครั้ง และพ้นโทษเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2536


หวังว่าคงจะไม่เกิดเหตุอย่างนี้อีกนะครับ


Create Date : 06 มีนาคม 2552
Last Update : 6 มีนาคม 2552 20:17:11 น. 2 comments
Counter : 810 Pageviews.

 
แค่ 7ปีกว่าๆเองหรอนี่
ถ้าแอบฝังเงินไว้ใต้ดิน
ก็คงสามารถขุดมาใช้ได้อยู่สิเนี่ย
ใช่หรือป่าวหละ


โดย: เพียงนี้ IP: 125.26.243.110 วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:23:10:36 น.  

 
การเล่นแชร์
การเล่นแชร์นี้ ไม่ใช่การเล่นแชร์ตาม พ.ร.บ.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527
เช่น แชร์แม่ชม้อย หรือแชร์ข้าวสาร หรือที่เรียกกันง่ายๆว่าแชร์ลูกโซ่ แต่เป็นการเล่นแชร์ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534
ประวัติการเล่นแชร์ในประเทศไทย เริ่มแต่เมื่อสมัย รัชกาลที่ 5 โดยชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย มีลักษณะเป็นการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือกัน ในระหว่างบุคคลที่มีความใกล้ชิดกัน โดยผู้ประสงค์จะใช้เงินได้ประมูลเงินทุนกองกลางไป ต่อมาก็ได้มีการเล่นแพร่หลายมากขึ้นรวมทั้งคนไทยด้วยจนมาถึงปัจจุบัน ในบางกรณีการเล่นแชร์อาจใช้เป็นสื่อในการเล่นแชร์อาจใช้เป็นสื่อในการพบปะสังสรรค์ ที่เรียกว่า “โต๊ะแชร์”
ลักษณะการการเล่นแชร์
1 นายวงแชร์หรือเถ้าแชร์ มีหน้าที่เป็นคนกลางรวบรวมเงินทุนกองกลางให้แก่สมาชิกที่ประมูลได้ แต่ก็มีสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลาง 1 งวดโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
2 สมาชิกวงแชร์หรือลูกแชร์ มีหน้าที่ส่งเงินทุนกองกลางหรือค่างวด และมีสิทธิประมูลเงินทุนกองกลาง
3 เงินทุนกองกลางและดอกแชร์
ก่อนมีการออกกฎหมายควบคุมการเล่นแชร์ ได้มีการเล่นแชร์ลักษณะเป็นธุรกิจกันอย่างกว้างขวาง โดยตั้งขึ้นเป็นบริษัท มีเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านบาท ผู้เล่นส่วนใหญ่ประสงค์จะรับดอกเบี้ยในอัตราสูง และมีธนาคารพาณิชย์เข้าไปเกี่ยวข้องปล่อยเงินกู้ด้วย ต่อมาประเทศไทยประสบภาวะเศรษฐกิจขาดสภาพคล่องทางการเงินจึงเกิดปัญหาแชร์ล้มขึ้น และมีการออกกฎหมายมาควบคุมการเล่นแชร์
มาตรา 4 วิธีการเล่นแชร์ต้องมีบุคคลตั้งแต่ 3 คน ตกลงเป็นสมาชิก สมาชิกมีหน้าที่ส่งเงินทุนกองกลางเป็นงวดๆ และมีสิทธิรับเงินทุนโดยวิธีการประมูลหรือวิธีอื่น เช่นจับฉลาก และส่วนใหญ่จะมีนายวงแชร์มีหน้าที่จัดให้มีการเล่นแชร์ดังที่กล่าวแล้ว แต่นายวงแชร์อาจไม่มีก็ได้
เมื่อมีการประมูล ก็ต้องกล่าวถึงดอกแชร์ เนื่องจากการเล่นแชร์เป็นสัญญาอย่างหนึ่งแต่ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน จึงอาจมีอัตราสูงกว่า ร้อยละ 15 ต่อปี ได้ ไม่ถือว่าเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
ข้อห้ามการเล่นแชร์ นอกจากข้อห้ามนิติบุคคลจัดให้มีการเล่นแชร์แล้ว ยังมีข้อห้ามสำหรับนายวงแชร์ดังนี้
1 จัดให้มีการเล่นแชร์เกินกว่า 3 วง หรือ
2 มีสมาชิกทุกวงรวมกันเกินกว่า 30 คน หรือ
3 ทุนกองกลางรวมกันทุกวง เกิน 300,000 บาท
ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และมีข้อห้ามสำหรับข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐเล่นแชร์ด้วย โดยมีโทษทางวินัย
การเล่นแชร์ เป็นสัญญาทางแพ่งอย่างหนึ่งที่ฟ้องร้องบังคับคดีได้ โดยนายวงแชร์อาจฟ้องสมาชิก(ให้ชำระเงินค่างวดและดอกเบี้ย) หรือสมาชิกฟ้องนายวงแชร์(ให้คืนเงินค่างวดที่ชำระไป) ได้แล้วแต่กรณี โดยมีกำหนดอายุความฟ้องร้องทางแพ่งในเวลา 5 ปี เนื่องจากมีหนี้ต้องชำระเป็นงวดๆ แต่ระหว่างสมาชิกด้วยไม่สามารถฟ้องกันเองได้เพราะนายวงแชร์เท่านั้นที่เป็นคู่สัญญากับสมาชิกทุกคน
แชร์ล้ม
แชร์ล้ม คือการเล่นแชร์ที่มีปัญหาจนไม่สามารถเล่นต่อไปได้
ปัญหาอาจเกิดจาก สมาชิกวงแชร์ไม่ส่งเงินทุนกองกลาง ซึ่งโดยหน้าที่นายวงแชร์ต้องทดลองจ่ายไปก่อนแล้วเรียกเก็บภายหลัง แต่หากไม่อาจทดลองจ่ายได้ก็เกิดปัญหาแชร์ล้มได้ หรือตัวนายวงแชร์เองมีปัญหาทางการเงินไม่อาจส่งเงินทุนกองกลางได้ หรือ นายวงแชร์หรือสมาชิกวงแชร์มีเจตนาโกงมาตั้งแต่ต้น
จะเห็นว่าแม้มีกฎหมายออกมาควบคุมการเล่นแชร์ ปัญหาแชร์ล้มก็ยังไม่หมดไป แต่อย่างน้อยปัญหาการเล่นแชร์ก็อยู่ในวงที่แคบลง เหตุที่ยังมีปัญหาในการเล่นแชร์อยู่ ปัญหาที่พบมากคือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคือ จัดให้มีการเล่นแชร์เกินกว่า 3 วง มีสมาชิกทุกวงรวมกันเกินกว่า 30 คน ทุนกองกลางรวมกัน
ทุกวง เกิน 300,000 บาท เหตุที่กฎหมายกำหนดจำนวนวงที่เล่นและจำนวนสมาชิกนั้นเพราะ นายวงแชร์มีฐานะเช่นเดียวกันนายประกัน หากสมาชิกไม่ส่งค่าแชร์ จึงจำเป็นที่นายวงแชร์จะต้องคัดเลือกสมาชิกที่มีความมั่นคงพอที่จะเล่นแชร์ได้ครบทุกงวด จึงต้องจำกัดจำนวนวงและจำนวนสมาชิกไว้ไม่ให้การเล่นกว้างขวางเกินไป และเหตุที่กำหนดจำนวนเงิน ไม่เกิน 300,000 บาท นั้นเพราะเห็นว่าจำนวนเงินไม่สูงมาก หากเกิดปัญหานายวงแชร์สามารถจะรับภาระได้
แต่ในความเป็นจริงเมื่อพบปัญหาแชร์ล้ม มักพบว่าสาเหตุเกิดจากการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว
กรณีตัวอย่างปัญหาแชร์ล้ม
กรณีที่ 1 ก่อนมีกฎหมายควบคุมการเล่นแชร์ ในตลาดสดแห่งหนึ่งมีการเล่นแชร์ในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าบริเวณโดยรอบของตลาด ต่อมาได้เกิดเหตุไฟไหม้ตลาดทำให้ร้านค้าโดยรอบถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ทำให้สมาชิกหลายคนที่ประมูลแชร์ได้แล้วใช้เหตุดังกล่าวหยุดการส่งแชร์โดยอ้างว่าไม่มีเงินจะส่งค่าแชร์ แม้สมาชิกบางคนประสงค์จะเล่นแชร์ต่อไปแต่นายวงแชร์ไม่สามารถจัดการให้เล่นต่อไปได้ จึงทำให้แชร์ล้มไป จะเห็นว่ากรณีนี้ไม่มีฝ่ายใดเจตนาโกงแชร์ จึงไม่มีความผิดอาญา แต่เท่ากับว่าสมาชิกตกลงเลิกสัญญาแชร์กันเอง คู่สัญญาแชร์คือนายวงแชร์กับสมาชิกต้องกลับคืนสถานะเดิม คือนายวงแชร์ต้องคืนค่างวดให้แก่สมาชิก และนายวงแชร์มีสิทธิเรียกเงินคืนจากสมาชิกที่ประมูลได้ก่อนหน้านี้
กรณีที่ 2 กรณีนี้ได้มีการเล่นแชร์กันอยู่แล้วในกลุ่มสมาชิกวงแชร์ซึ่งมีจำนวนทุนกองกลางไม่มาก ตามความต้องการของสมาชิก ต่อมาได้มีผู้ย้ายมาจากต่างถิ่นแล้วขอเข้าร่วมเล่นแชร์ด้วย เมื่อได้เข้าร่วมเล่นแชร์แล้วก็ได้เข้าประมูลด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงหลายมือติดกัน และสมาชิกนั้นได้เรียกร้องให้ตั้งวงแชร์อีกหลายวงมีทั้งแชร์รายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน และประมูลแชร์ไปอีกหลายมือโดยให้ดอกแชร์สูงเช่นเดิม เมื่อประมูลได้เงินไปจำนวนมากแล้ว สมาชิกคนดังกล่าวก็ได้หลบหนีไป จะสังเกตุว่าสมาชิกรายใหม่นี้น่าจะมีเจตนาฉ้อโกงมาตั้งแต่แรกโดยอาศัยความต้องการดอกแชร์อัตราสูงเป็นเครื่องหลอกลวง ซึ่งหากมีการจับกุมสมาชิกคนนี้ได้เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงแล้วสามารถเรียกให้จำเลยชำระเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายได้ แต่อย่างไรก็ตามในทางแพ่งนายวงแชร์นังคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่างวดของสมาชิกแต่ละคนให้อยู่ตามสัญญาแชร์
กรณีที่ 3 คดีนี้เป็นความผิดอาญา ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ โดยนายวงแชร์ได้ตั้งวงแชร์ขึ้นหลายวงและนอกจากนายวงแชร์จะได้เงินทุนกองกลางในฐานะนายวงแชร์แล้ว นายวงแชร์ยังร่วมเล่นแชร์ในฐานะสมาชิกด้วยจึงทำให้นายวงแชร์ได้เงินทุนกองกลางไปหลายต่อวงแชร์ 1 วง โดยนายวงแชร์มักให้ดอกแชร์ในอัตราสูงและตั้งวงแชร์ขึ้น เป็นจำนวน 19 วง เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด สมาชิกวงแชร์ก็ประสงค์จะได้ดอกแชร์จึงเข้าร่วมเล่นจนมีเงินหมุนเวียนต่องวด 700,000 บาท โดยมีสมาชิกที่ไม่มีใครรู้จักปรากฏชื่อเข้าเป็นสมาชิกด้วย และได้ประมูลแชร์ไปหลายงวด สมาชิกส่วนใหญ่จะไม่มาในวันที่มีการประมูลเพราะประสงค์จะได้ดอกแชร์อยู่แล้วจึงไม่มาในวันประมูลแต่จะสอบถามผลการประมูลจากนายวงแชร์เท่านั้น จากต่อมานายวงแชร์ได้หลบหนีไป สมาชิกวงแชร์ที่รู้จักกันจึงได้เข้ามาพบกันแล้วจึงทราบว่า สมาชิกที่ไม่มีใครรู้จักความจริงแล้วไม่มีตัวตนแต่นายวงแชร์ได้แอบอ้างชื่อประมูลแชร์ไป และสมาชิกวงแชร์บางคนไม่ได้ยื่นประมูลแชร์แต่กลับถูกแอบอ้างว่าประมูลเงินไป ทำให้สมาชิกแต่ละคนเสียหายหลานแสนบาท จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์และสามารถจับกุมนายวงแชร์ได้ นายวงแชร์ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ และความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งพนักงานอัยการได้เรียกร้องให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายด้วย
ข้อสังเกตปัญหาแชร์ล้มไม่ได้เกิดจากกฎหมาย แต่เนื่องมีการทำผิดต่อกฎหมายแล้วจึงเกิดปัยหาแชร์ล้มตามมา โดยมีข้อควรระมัดระวังในการเล่นแชร์ดังนี้
1 ในกรณีที่ดอกแชร์มีอัตราสูงจนไม่คุ้มค่าที่จะนำไปลงทุน
2 มีสมาชิกคนใดคนหนึ่งประมูลแชร์ไปหลายงวดติดๆกัน โดยให้ดอกแชร์สูง
3 มีสมาชิกใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักเข้าร่วมเล่นแชร์ และเล่นจำนวนมากหลายมือ
4 นายวงแชร์ตั้งแชร์ขึ้นหลายวงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและร่วมเล่นในฐานะสมาชิกด้วย โดยพยายามประมูลแชร์ไปตั้งแต่งวดแรก
5 มีสมาชิกใหม่เข้าร่วมเล่นโดยไม่มีใครรู้จักนอกจากนายวงแชร์เท่านั้น
6 แชร์ที่มีทุนกองกลางสูงมากจนเกินภาระที่นายวงแชร์จะรับได้
หากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นอาจเกิดปัญหาแชร์ล้มได้ ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการเล่นแชร์


โดย: กลุ่มเพื่อน 5.63 อ.ต. IP: 210.246.186.9 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:17:49:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

prempcc
Location :
ภูเก็ต Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มารวมรวบข้อมูลการท่องเที่ยวกับเราเพี่ยงส่งรวมและคำบรรยายเล็กน้อยมาที่ prempcc@hotmail.com


Friends' blogs
[Add prempcc's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.