บล็อกของลุงแว่น
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
2 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
9. ไอ้คางหิน



ขอขอบคุณมิตรรักแฟนมวย ที่ติดตามฟ้าลั่น หรือไอ้ตง มาจนถึงตอนที่ 9

วันนี้ฟ้าลั่นเจอคู่ปรับคนใหม่

จะโหดหินแค่ไหนคงต้องติดตามกันแล้วละครับ

บอกเสียก่อนว่า ตอนนี้เหมาะสำหรับแฟนมวยที่ชอบบทบู๊ล้างผลาญ

ต่อย ๆ เตะ ๆ กันสนั่นลั่นเลื่อน เวทีแทบพังเชียวละครับ...





สังเวียนคน

ตอน 9.ไอ้คางหิน




หลังจากไฟต์แรกที่ผมน็อคคู่ชกลงได้อย่างงดงาม ครูเฉลิมก็จัดให้ผมขึ้นชกอย่างสม่ำเสมอ และอีก 6 ไฟต์ที่ตามมา ผมก็ใช้กำปั้นซ้ายน็อคคู่ต่อสู้แบบไม่ครบยกเสียทุกไฟต์ สร้างสถิติชนะน็อครวดทั้ง 7 ครั้ง นับว่าเป็นสถิติที่ยากจะหาใครในรุ่นเดียวกันเทียบเทียมได้ ชื่อของฟ้าลั่น ศิษย์ประยงค์ เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงค้ากำปั้นของละแวกย่านนี้ พอจะจัดเข้าข่ายนักมวยแม่เหล็กคนหนึ่ง ที่โปรโมเตอร์ทุกคนต่างอยากจัดให้ชก

ในสายวันหนึ่ง ขณะที่พวกเรากำลังซ้อมอยู่ในค่ายตามปกติ ก็มีรถกระบะสองตอนสีขาวใหม่เอี่ยมแล่นเข้ามาจอดในค่าย ชายสามคนก้าวลงจากรถ ดูจากหน่วยก้านของแต่ละคน ก็พอจะคาดเดาได้ว่า ทุกคนเป็นนักมวยไทยกร้านสังเวียน โดยเฉพาะชายวัยกลางคนอายุไล่เรี่ยกับครูเฉลิมใส่เสื้อยืดสีแดงเพลิงที่ก้าวลงจากที่นั่งตอนท้าย แม้จะลงพุงเล็กน้อยตามวัย แต่มัดกล้ามที่ต้นแขนและหน้าอก ก็บ่งบอกความเป็นสิงห์สังเวียนเก่าให้สังเกตได้ไม่ยาก

ครูเฉลิมผละจากที่ยืนคุมพวกเราซ้อมกันอยู่ ตรงไปต้อนรับขับสู้อคันตุกะแปลกหน้าอย่างเร่าร้อน เชื้อเชิญแขกทั้งสามขึ้นบนเรือน แล้วเรียกนักมวยรุ่นเด็กสองคนให้ตามขึ้นไปยกน้ำยกท่าและคอยรับใช้อยู่บนเรือน

คุยกันอยู่จนเกือบเพล แขกทั้งสามของครูจึงพากันลงจากเรือนมา เดินเตร่ตรงมาที่เวทีมวยที่พวกเรากำลังลงนวมซ้อมกันอยู่ ชายเสื้อแดงเดินมายืนเกาะเชือกดูพวกเราซ้อมอย่างสนอกสนใจ

“ลูกศิษย์ครูเหลิมคนไหนล่ะที่เขาลือกันว่าหมัดหนักนักหนา?” เขาถามเสียงดัง

“ไอ้ตง มาไหว้ครูอุดมเพื่อนเก่าของข้าหน่อยสิ เขาอุตส่าห์มาเยี่ยม” ครูเฉลิมตะโกนบอกผม ผมจึงเดินเข้าไปไหว้

“หน่วยก้านสมกับเป็นมวยหมัดหนักเสียจริง...” ครูอุดมพูดขึ้นลอย ๆ หลังจากมองสำรวจรูปร่างของผมจนทั่ว

“มันเพิ่งชกมวยได้ไม่นาน ยังต้องหาประสบการณ์อีกมาก” ครูเฉลิมออกตัว

“งั้นก็ดีเลย อย่างนี้มันน่าจะเหมาะกับไอ้หลักหินของข้า...” ครูอุดมพูดพร้อมบุ้ยหน้าไปทางชายวัยยี่สิบปลาย ๆรูปร่างเตี้ยตัน ตามเนื้อตัวและแขนขาเต็มไปด้วยมัดกล้าม แต่ที่นับเป็นจุดเด่นที่สุดของเขากลับอยู่ที่คออันสั้นจนแทบจะพูดได้ว่า เป็นคนไม่มีคอ เขาใส่เสื้อยืดคอกลมรัดรูปสีขาว อวดให้เห็นกล้ามเป็นมัด ๆ ทั้งที่ต้นอกและที่ต้นคอ ที่แทบจะหลอมรวมเป็นชิ้นเดียวกัน มองผาด ๆ จึงคล้ายกับว่าหัวของเขาตั้งอยู่บนลำตัวโดยไม่มีส่วนคอ นับว่าเป็นคนรูปร่างแปลกที่ยากจะพบเห็น

“มวยใหม่กำลังรุ่ง มันต้องอาศัยมวยเก่า ๆแก่ๆเป็นบันไดทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?” ประโยคหลังนี้ครูอุดมหันไปพูดกับครูเฉลิม ครูเฉลิมได้แต่นิ่งอึ้ง สีหน้าลำบากใจ

“ยังไงครูเฉลิมก็อย่าคิดนานนักก็แล้วกัน ค่ายศิษย์ประยงค์ของครูก็ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างนักมวยรุ่นใหม่ ๆ ฝีมือดี ๆ ไอ้ค่ายคงกระพันของข้า มันเหลือนักมวยตัวที่พอจะขายออกอยู่ไม่กี่ตัว ไม่รู้ว่าจะต้องยุบค่ายไปหากินอย่างอื่นเมื่อไร ถ้าไม่ประลองกันให้รู้ดำรู้แดงช่วงนี้ เราอาจจะต้องคาใจกันไปตลอดชีวิต...” ครูอุดมพูดขณะเดินนำคณะของตนกลับไปที่รถ ก่อนจะพากันกลับไปอย่างเงียบ ๆ

เย็นวันนั้น ครูเฉลิมเรียกผมและนักมวยรุ่น ๆ เดียวกันอีกสี่ห้าคนขึ้นไปคุยบนเรือนเพื่อปรึกษาหารือแบบที่ไม่เคยเห็นครูทำมาก่อน



ครูเล่าว่า ครูอุดมเป็นนักมวยสังกัดค่ายคงกระพัน อันเป็นค่ายคู่ปรับกับค่ายเก่าของครูเฉลิมครั้งที่ยังตระเวนชกอยู่แถบย่านเมืองพิจิตร อันค่ายคงกระพันนี้ มีเคล็ดวิชาสำคัญที่โดดเด่นอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือวิชาคงกระพัน อันหมายถึงนักมวยที่ฝึกจากค่ายนี้ ร่างกายจะมีความทนทานต่อหมัดเท้าเข่าศอกของคู่ชกไอ้อย่างไม่น่าเชื่อ ถูกเตะถูกต่อยอย่างไร ก็ไม่เคยปรากฎว่านักมวยของค่ายนี้จะมีแผลแตก นัยว่าเกิดจากสรรพคุณของว่านว่านชนิดหนึ่งที่เป็นความลับสุดยอดของค่ายนี้ แม้เชิงมวยของค่ายคงกระพัน จะไม่โดดเด่นอะไรนัก ว่าไปแล้วออกจะอ่อนด้อยกว่าค่ายอื่น ๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ก็อาศัยความคงกระพันของตน สร้างชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ยุคสมัยเปลี่ยนไป การชกมวยที่แต่เดิมวัดผลแพ้ชนะกันด้วยการโค่นคู่ชกลงภายในจำนวนยกที่กำหนด เปลี่ยนมาเป็นวัดผลแพ้ชนะกันด้วยการให้คะแนน ทำให้นักมวยที่สนใจจะเข้าสังกัดในค่ายคงกระพันลดน้อยลงจนแทบจะกลายเป็นค่ายร้าง ก็พอดีกับที่ครูอุดมนักชกรุ่นราวคราวเดียวกับครูเฉลิม ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าค่ายมวยเก่าแก่แห่งนี้ ครูอุดมคิดหาทางกู้สถานการณ์ของค่ายตนอยู่นาน ในที่สุดก็พบทางสว่าง

ครูอุดมพบว่า หากชกกันด้วยกติกาสมัยใหม่ของมวยไทย แน่นอนว่านักมวยจากค่ายคงกระพันคงยากที่จะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะ จึงใช้วิธีเจรจากับนักมวยค่ายอื่น ๆ ตกลงกติกาในการชกกับนักมวยค่ายอื่น ๆ เป็นการภายในว่า หากนักชกของค่ายอื่น ไม่สามารถน็อคคู่ชกจากค่ายคงกระพันได้ภายในกำหนด 5 ยก ให้ปรับคู่ชกฝ่ายตรงข้ามเป็นแพ้ โดยไม่ต้องใส่ใจกับผลการให้คะแนนของกรรมการ และให้กินเงินเดิมพันที่หัวหน้าค่ายทั้งสองฝ่ายวางไว้ไปเลย ทั้งนี้ นักมวยจากค่ายคงกระพันยอมแลกกับการให้คู่ชกฝ่ายตรงข้าม รับค่าตัวในการชกไปเลยทั้งสองมุม เท่ากับว่า นักมวยจากค่ายคงกระพัน ยอมชกมวยแบบไม่มีค่าตัว

ด้วยวิธีนี้ นักมวยและค่ายมวยหลายคนหลายค่าย จึงยินดีขึ้นชกกับนักมวยจากค่ายคงกระพัน แม้ผลอย่างเป็นทางการของการชกส่วนใหญ่ จะออกมาเหมือนกันแทบทุกครั้งว่า นักมวยจากค่ายคงกระพันเป็นฝ่ายแพ้คะแนน แต่ก็เป็นอันรู้กันวงในว่า ค่ายคงกระพันเป็นฝ่ายชนะตามกติกาที่ตกลงกันเป็นพิเศษนี้ และกินเดิมพันมาแล้วแทบทั่วทุกจังหวัด จนล่าสุด หลักหิน คงกระพัน นักมวยตัวเก่งแห่งค่ายคงกระพัน ก็ไปชกกินเดิมพันกับนักมวยจากค่ายดังแห่งยุคถึงเวทีมวยมาตรฐานในเมืองกรุง ว่ากันว่า เงินเดิมพันครั้งนั้นสูงเอาการ ถึงขนาดทำให้ครูอุดมสามารถถอยรถกระบะคันใหม่ออกมาเป็นพาหนะส่วนตัวได้ทีเดียว



แต่การชกของหลักหินในเวทีมวยเมืองกรุงครั้งนั้น ได้สร้างปัญหาให้กับวงการมวยแห่งเมืองหลวงไม่น้อย เพราะนักมวยจากค่ายนี้ แทบไม่ได้ออกอาวุธอะไรใส่คู่ชกเลย อาศัยเพียงความแข็งแกร่งและทนทานของร่างกาย ขึ้นไปยืนรับอาวุธของฝ่ายตรงข้ามตลอดตั้งแต่ยกแรกยันยกสุดท้าย ภายหลังทางคณะกรรมการสนามมวยของเวทีในเมืองหลวง จึงลงมติบอยคอตนักมวยจากค่ายคงกระพันแห่งนี้ โดยพิจารณาว่า ชกไม่สมศักดิ์ศรีมวยไทย ทำให้ครูอุดมหมดทางหากินในเวทีเมืองกรุง ต้องเบนเข็มออกมาหากินในเวทีมวยตามต่างจังหวัดแทน

ก็เผอิญที่ช่วงเวลาดังกล่าว ชื่อของฟ้าลั่น ศิษย์ประยงค์ เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนักมวยหมัดหนัก ครูอุดมสืบจนรู้ที่ตั้งของค่ายศิษย์ประยงค์ และรู้ว่า แท้จริงครูเฉลิม คู่ปรับเก่าเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นหัวหน้าค่าย จึงรีบตรงมาส่งคำท้าโดยวางเดิมพันเป็นเงินก้อนโต หวังจะพิสูจน์ศักดิ์ศรีระหว่างค่ายคงกระพันของตน กับค่ายศิษย์ประยงค์ของครูเฉลิม เพราะทั้งคู่ยังมีเรื่องคั่งค้างที่ยังไม่ได้ชำระสะสางติดค้างกันมาแต่หนหลัง

“ข้าเองก็หนักใจ ไม่อยากให้นักมวยค่ายเราไปต่อยกับมวยบ้า ๆ บอ ๆ ของค่ายนั้น” ครูเฉลิมพูดช้า ๆ อย่างชั่งใจ

“โดยเฉพาะไอ้ตง แม้หมัดจะหนัก แต่เท่าที่ฟังมา ไอ้หลักหินของเขา ก็ทนยังกะแรด ไม่แน่ใจว่าจะเอามันลงในห้ายกได้หรือเปล่า..” ครูหันมามองทางผมเหมือนจะขอความเห็น

“ผมไม่กลัวมันหรอกครับ แล้วแต่ครูจะจัดการแล้วกัน” ผมตอบตามที่คิด ดูจากรูปร่างของนักมวยที่ชื่อหลักหินแล้ว แม้จะดูแข็งแรงบึกบึน แต่ผมก็เชื่อในพลังกำปั้นซ้ายของตัวเองอยู่ไม่น้อย

“นั่นสิครู เขามาท้าเราถึงในค่าย จะไม่รับคำท้า มันก็จะเอาไปคุยให้ค่ายเราเสียหายได้นะครับ” เจ้าพิชิตออกความเห็นบ้าง พวกเราต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับเหตุผลของมัน

“พูดก็พูดเถอะ ไอ้ตงประสบการณ์ยังน้อย พลาดพลั้งขึ้นมาจะพาลเสียมวยเอาได้..”ครูยังคงชั่งใจ

“ไอ้ตงเสียมวยยังดีกว่าครูเสีย... เสียชื่อนะครับ” ไอ้พิชิตเกือบจะหลุดปากคำพูดไม่เหมาะสมออกมา ทำเอาพวกเราเสียววูบ แต่เจ้านี่ก็แก้ตัวไปได้แบบน้ำขุ่น ๆ ตามสไตล์ส่วนตัวของมัน

“แล้วเอ็งล่ะ ว่ายังไง” ครูหันมาถามผม

“ผมชกครับ” ผมตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่น

...............................



ผมก้าวขึ้นสู่เวทีทางมุมแดง ในฐานะรองคู่เอกของรายการวันนั้น คู่ชกของผมคือ หลักหิน คงกระพันหรือที่แฟนมวยที่เคยเห็นฝีไม้ลายมือของเขาให้สมญานามว่า ไอ้คางหิน

การชกของเรา ถูกจัดขึ้นในงานวัดของวัดแห่งหนึ่งในละแวกย่านนั้น เงินเดิมพันที่ครูมวยจากสองค่ายตกลง แม้พวกเราจะไม่รู้จำนวนแน่นอน แต่ก็เป็นที่คาดหมายได้ว่า คงจะสูงเอาเรื่อง ข่าวเรื่องข้อตกลงและกติกาพิเศษสำหรับมวยคู่นี้ แพร่กระจายไปทั่วทั้งคุ้งทั้งบาง แฟนมวยท้องถิ่นและต่างถิ่น เมื่อได้ยินข่าวการชกครั้งนี้ ต่างพากันสนใจมาติดตามดูมวยสำคัญคู่นี้ และถือหางพนันนักมวยฝ่ายที่ตนชื่นชอบภายใต้กติกาพิเศษนี้คนละไม่น้อย ว่ากันว่า จำนวนเงินที่หมุนเวียนอยู่รอบเวทีเฉพาะคู่นี้ รวมกันแล้วมีจำนวนเฉียดล้านบาท นับเป็นการสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับวงการมวยของละแวกย่านนี้เลยทีเดียว

“ไอ้ตง ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ต่อย ออมแรงไว้” ครูสั่งกำชับผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ผมจะเดินออกจากมุมในยกแรก

ผมยังคงการ์ดขวาออกเช่นเดิม หลักหิน หรือไอ้คางหิน คู่ปรับของผม การ์ดเอาขวานำ เมื่อเราสองคนมาเผชิญหน้ากันกลางเวที กลายเป็นว่า ผมที่ปกติจะเป็นมวยที่ล่ำหนากว่าคู่ชกแทบทุกคน มาคราวนี้กลับเป็นรองด้านความหนาของลำตัวไปถนัดใจ กล้ามที่ท้อง ที่อก และที่คอของเขา ดูแข็งแรงเป็นลูกเป็นลอนไปเสียทุกส่วน

หลักหินการ์ดมวยหลวม ๆ ด้วยท่าเฉพาะตัวที่ค่อนข้างประหลาด แขนของเขายกขึ้นการ์ดสูง ในขณะซ่อนคางของตนโดยกดลงจรดหน้าอก ใช้สายตาเหลือบสูงขึ้นมองคู่ชก นี่คงเป็นเคล็ดสำคัญของมวยหนังหนาจากค่ายคงกระพันอันเก่าแก่ ที่ทำให้หาคนน็อคนักชกจากค่ายนี้ได้ยาก



ผมเต้นดูเชิงสักพัก ไม่คิดจะออกอาวุธอะไรรุนแรงในยกต้น ๆ แต่พอลองเตะซ้ายลำตัวหยั่งเชิง หลักหินกลับการ์ดมวยไว้ในท่าเดิม ปล่อยให้ผมเตะโดยไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้ ผมจึงลองส่งลูกเตะตัดลำตัวทักทายไปอีกสองดอก ผลก็ยังคงเหมือนเดิม หลักหินยังคงปล่อยให้เตะแบบไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร แถมยังแสยะยิ้มให้ผมอย่างเย้ยหยันเสียอีก

ในเมื่อลูกเตะไม่ทำให้คู่ชกครั่นคร้าม ผมจึงลองแยปขวาไปที่ใบหน้าของเขาสองสามหมัด ผลก็ยังเหมือนเดิม นอกจากเจ้าคางหินไม่คิดจะปัดป้องหลบหมัดของผมแล้ว ยังแสยะยิ้ม แล้วใช้มือทำท่าเกาแก้มทั้งสองข้าง เป็นทำนองดูแคลนน้ำหนักหมัดของผมเสียอีก ท่าทางของเจ้าคางหิน เรียกเสียงหัวเราะจากแฟนมวยรอบเวทีได้ครืนใหญ่

“เอาซ้ายให้มันชิมบ้างสิวะ ไอ้ฟ้าลั่น ซัดมันให้หมอบเลย” เสียงตะโกนของแฟนมวยที่ถือหางข้างผมดังขึ้น

“ไอ้ตง ใจเย็น ๆ อย่าวู่วาม” เสียงหลังนี่ ผมจำได้ถนัดว่าเป็นเสียงของครูเฉลิม

ผมยังคงคุมเชิง ออกหมัดแยปขวา สลับกับเตะตัดลำตัวพร้อมกับวนหลอกล่อไปมา ขณะที่ไอ้คางหิน ยังคงการ์ดมวยด้วยท่าเฉพาะอย่างไม่มีท่าทีว่าจะออกอาวุธอะไร

ปลายยก ผมทนเสียงเร่งเร้าของแฟนมวยไม่ได้ จึงเตะขวานำแล้วตามด้วยแยปขวาสองหมัดซ้อน ก่อนที่จะรุกเข้าไปส่งหมัดฮุคซ้ายเข้าที่โหนกแก้มของเจ้าคางหินไอ้จัง ๆ อีกหมัดหนึ่ง

เหมือนเดิม เจ้าคางหินยืนนิ่งให้ผมต่อย แถมยังแกล้งลดการ์ดเปิดหน้าเสียอีก ทำนองว่าหมัดของผมไม่มีน้ำหนักอะไรเลย ทั้งที่หมัดซ้ายนี้ เคยกล่อมคู่ชกลงไปนับยาวหลายสิบครั้งแล้ว

กำลังที่จะรุกไล่หมายเอาหมัดซ้ายประเคนใส่หน้าเจ้าคางหินต่อด้วยความหมั่นไส้ เสียงระฆังก็ดังขึ้นเสียก่อน ผมเดินกลับมุมด้วยความรู้สึกพลุ่งพล่านอยู่ลึก ๆ

“ไอ้ตงคุมสติไว้ดี ๆ อย่าบุ่มบ่าม” ครูเฉลิมเตือนย้ำคำเดิมระหว่างให้น้ำ

“ใจเย็น ๆ เพื่อน อย่าให้มันยั่วจนโมโห จะเสียรูปมวยไปเข้าทางของมัน” เจ้าพิชิต พี่เลี้ยงอีกคนช่วยกำชับ ผมได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ในใจอยากให้ระฆังเริ่มยกดังขึ้นเร็ว ๆ จะไอ้ออกไปเอาซ้ายพญายมของผม จิ้มใส่หน้าไอ้คางหินให้มันรู้พิษสงหมัดของผมเสียบ้าง

“เก๊ง” ระฆังยกสองดังขึ้น

ผมปราดออกจากมุมแทบจะพร้อมกับเสียงระฆัง เตะซ้ายขวาลำตัวไปสองดอก ก่อนจะรุกไล่เข้าไปแยปขวานำแล้วตามด้วยซ้ายตรงเข้าที่บริเวณหัวและใบหน้าของเจ้าคางหินอย่างจัง จนหน้ามันสะบัด แต่ก็ต้องแปลกใจที่เจ้าคางหิน ยังคงยิ้มแสยะ และเดินปรี่เข้าหาผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมฮุคซ้ายขวาไปอีกสองชุด เสียงผู้ชมรอบสนามเฮดังตามจังหวะออกหมัดของผม ทำให้ผมยิ่งย่ามใจ ไอ้คางหินมันไม่มีท่าทีว่าจะตอบโต้ด้วยอาวุธอะไรเลย อย่างเก่งก็แค่ยื่นหมัดออกมาค้ำกันไว้บ้าง หรือไม่ก็ถีบขวาเบา ๆ เพื่อไม่ให้ผมเข้าทำได้ถนัดนัก

ตั้งแต่กลางยกสอง ผมเดินเข้าชกซ้ายขวา สลับกับเตะลำตัวทั้งซ้ายขวาจนถึงปลายยก เสียงเฮ ๆ จากแฟนมวยรอบสนามดังเป็นจังหวะด้วยความสะใจ สภาพการชกตอนนี้ ดูไปไม่คล้ายกับการชกมวยระหว่างคนสองคน หากแต่คล้ายกับการเตะต่อยกระสอบทรายเสียมากกว่า

ปลายยกสอง ผมได้จังหวะตอนที่เจ้าคางหินเดินทื่อเข้าหาด้วยท่ากดคางแนบอก ส่งหมัดซ้ายสั้น ๆ ที่เคยกล่อมคู่ชกหลับมานักต่อนักแล้วออกไปอย่างแรง เป้าหมายคือใบหน้าของไอ้คางหิน เป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้คางหินมุดหัวลงต่ำ หมัดของผมจึงกระแทกเข้าที่หัวของมันอย่างจัง แรงของหมัดที่ส่งออกไปครั้งนั้น เมื่อปะทะเข้ากับกระโหลกบนหัวของเจ้าคางหิน ทำเอาผมเสียวแปลบที่ข้อมือซ้าย คล้ายกับข้อมือจะซ้น

ผมเต้นออกวงนอก พยายามสลัดข้อมือ เผื่อว่าอาการจะดีขึ้น แต่ก็ต้องอำพรางไม่ให้คู่ต่อสู้เห็นหรือจับจุดอ่อนที่เกิดขึ้นได้

ยามอยู่บนเวที การออกอาการแสดงจุดอ่อนใด ๆ ให้คู่ต่อสู้อ่านออกจับได้ นับเป็นหายนะภัยของนักมวยคนนั้นโดยแท้ แต่ก็นั่นแหละ แม้ทุกคนจะรู้ดีแก่ใจ แต่กายสังขารอันประกอบด้วยเลือดด้วยเนื้อ ย่อมอยู่เหนือการควบคุมสั่งการของจิตใจ นักมวยจึงมักเผยจุดอ่อนของตนในยามที่ต้องการเก็บไว้เป็นความลับที่สุดเสมอ

หมดยกที่สอง ผมเดินกลับเข้ามุมพร้อมกับอาการหอบหายใจ และอาการเสียวแปลบที่ข้อมือซ้าย

ครูเฉลิมคงจะสังเกตเห็นอาการบาดเจ็บที่ข้อมือของผม แต่พี่เลี้ยงที่ดีก็ยังต้องรักษาความลับของนักมวยฝ่ายของตนไว้ไม่น้อยไปกว่านักมวยเอง

“ไอ้ตง จิ้มด้วยขวาแม่น ๆ เก็บซ้ายเอาไว้อย่าใช้พร่ำเพรื่อ” ครูกระซิบที่ข้างหูผมเหมือนเกรงว่าใครจะได้ยิน

“ไอ้ฟ้าลั่น เอาซ้ายเสยคางมันจัง ๆ สักหมัดสิ เช็คบิลกลับบ้านได้แล้วอย่ามัวไปเล่นกับมัน” เซียนมวยเลือดร้อนคนหนึ่งตามมายืนตะโกนสั่งผมอยู่ที่มุม

“ไอ้ตง อย่าไปฟังมัน ชกตามที่ครูสอนเข้าใจมั้ย” ไอ้พิชิตก้มลงพูดกรอกหูผม ผมทำได้เพียงพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะเดินออกจากมุมไปทำหน้าที่ของตนในยกที่สาม

การณ์ยังคงเป็นไปในรูปเดิม เจ้าคางหิน เดินเข้าหาผมอย่างไม่ยี่หระกับหมัดและแข้งที่ผมประเคนใส่มัน การกดคางแนบไว้กับอก นับเป็นกลยุทธสำคัญร้ายกาจของคู่ชกคนนี้ มันทำให้คางอันเป็นจุดศูนย์รวมของประสาทได้รับการปกป้องจากกล้ามอกและกล้ามคอที่ใหญ่ผิดมนุษย์ทั่วไปของมัน ไม่ว่าจะพยายามเล็งเป้าชกอย่างไร ก็ไม่สามารถชกให้โดนกระโดงคางของมันอย่างถนัดถนี่ได้ ผมทั้งเตะทั้งต่อยหมัดขวาแทบจะตลอดต้นยก จนเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบ แล้วจู่ ๆ เจ้าคางหินก็ลดการ์ดขวาของตนลงอีก เหมือนจะยั่วท้าทายหมัดซ้ายสร้างชื่อของผม



ลงได้ชื่อว่าลูกผู้ชายแล้ว คงไม่มีใครสักกี่คนทนนิ่งเฉยกับคำท้าทายหยามหยันได้ แน่นอนว่าผมยังเป็นลูกผู้ชาย หนำซ้ำตลอดการชกเจ็ดครั้งที่ผ่านมา หมัดซ้ายของผมก็ส่งให้คู่ชกลงไปนอนฟังเสียงกรรมการนับมาแล้วทุกครั้ง ไหนเลยจะยอมให้ถูกหมิ่นแคลนแบบซึ่ง ๆหน้าเช่นนี้

ผมเงื้อซ้ายเต็มเหนี่ยว พอได้จังหวะก็ปล่อยหมัดนั้นออกไปเต็มแรง หมายลบล้างคำท้าและคำหยามหยันของเจ้าคางหิน หมัดนั้นเล็งเป็นมั่นเหมาะที่กระโดงคางที่แนบอยู่กับอกของมัน ถึงไม่เข้าตรงโฟกัสเต็ม ๆ แต่ถ้ายังเข้าวงหน้าของคู่ชก ก็น่าจะเชื่อขนมกินได้ว่า คงต้องมีชะตากรรมอันน่าพรั่นพรึงไม่น้อย

มิคาด เจ้าคางหินใช้กลยุทธเดิม มันก้มหัวลงเพียงนิดเดียว หมัดซ้ายของผมก็กระแทกเข้ากับหัวของมันอย่างจัง คราวนี้ไม่เสียวแปลบเหมือนยกที่แล้ว หากแต่ที่ผมรู้สึกกลับเป็นอาการเจ็บแปลบเหมือนมีกระแสไฟฟ้าสักพันโวลท์วิ่งสวนจากสันหมัดมาจนถึงหัวไหล่ รู้สึกตัวอีกที แขนซ้ายของผมก็ชาไปทั้งแถบจนแทบสั่งการใด ๆ ไม่ได้เสียแล้ว

ผมต้องเต้นวนออกวงนอก ทั้งเพื่อพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ และเพื่อสูดหายใจลึก ๆ พักเหนื่อยและเรียกสติ รู้สึกเจ็บใจตัวเองที่บุ่มบ่ามจนทำให้หมัดซ้ายที่เป็นอาวุธสำคัญของผม มีอันต้องอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้

มือปืนที่ไร้ปืนในมือ เหลือเพียงมือเปล่า ยังจะนับว่าเป็นมือปืนได้อีกหรือ?

ผมเดินเข้ามุมตอนหมดยกที่สามอย่างทอดอาลัย เหลือเวลาอีกเพียงสองยกเท่านั้น ผลการชกของมวยคู่นี้ก็จะปรากฏออกมากติกาที่ตกลงและรับรู้กันระหว่างสองฝ่าย ผมจะต้องน็อคไอ้คางหินให้ได้ในสองยกที่เหลือ หากทำไม่ได้ ฝ่ายผมต้องตกเป็นผู้แพ้ แน่นอนว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของไอ้ฟ้าลั่นเพียงลำพัง หากแต่พ่วงเอาศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของค่ายมวยศิษย์ประยงค์เข้าไปด้วย

ผมบอกกับตัวเองว่า ผมจะแพ้ไม่ได้ จะยอมให้ค่ายศิษย์ประยงค์ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ไม่ได้เด็ดขาด แต่จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้หมัดซ้ายอาวุธสำคัญของผมอยู่ในสภาพไม่ต่างกับขอนไม้ ผมเองก็ยังจนปัญญา.




****************************













หมายเหตุ : งานประพันธ์ในบล็อกนี้ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผู้เขียน ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

การคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เพื่อเผยแพร่โดยทางหนึ่งทางใด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้เขียนจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด









"ลุง แว่น"
skit@ji-net.com



Create Date : 02 มีนาคม 2553
Last Update : 2 มีนาคม 2553 8:00:53 น. 26 comments
Counter : Pageviews.

 
กะลังมันส์เลยเชียว จบซะแระ งวดนี้คู่ต่อสู้แกร่งได้ใจ อ่านไปลุ้นไปว่าตงจะแพ้หรือชนะ


โดย: haiku วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:9:58:13 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงแว่น..
ไม่ค่อยได้เข้ามาติดตาม..สังเวียนคน..
ยังไงขอเป็นกำลังให้ละกันค่ะ..


โดย: ภัสสรา วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:10:49:28 น.  

 
ไอ้ตง สู้ๆ ยังไงบทต่อไป ไอ้ตงก็ต้องชนะอยู่แล้ว คราวนี้ละดังใหญ่แน่ๆ


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:11:01:35 น.  

 
สวัสดีครับ ลุงแว่น

แวะมาเสิร์ฟกาแฟครับผม



หมัดซ้าย สู้ๆๆ


โดย: หมึกสีดำ วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:11:02:22 น.  

 


ลุ้นสุดชีวิต กำลังมันส์ค่ะ


โดย: Setakan วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:12:24:06 น.  

 
มาบอกลุงแว่น ว่าติดตาม อ่านเสมอค่ะ


โดย: สุนันยา วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:13:39:47 น.  

 
มาแล้วเมนต์โรยพริกขี้หนูที่รอคอย...อิอิ...

...........

ตอนนี้ไม่เมนต์เรื่องเทคนิค เพราะสไตล์การชกของลุงแว่นยังคงเป็นแบบบทที่แล้วนะคะ

แทรกสาระเพียบ...เรื่องต่อไปขอลดโปรตีนลงนิดนึง...ขอซดน้ำที่แซ่บๆอย่างเดียวบ้าง...

........

ตอนนี้อยากพูดเรื่องไอ้ตง...คืออยากให้มันแพ้บ้างค่ะ

ความจริง ไม่น่าผ่านไปได้สวยตั้งหกไฟต์

เรารึ เตรียมเทคะแนนสงสารให้นักมวยน้องใหม่ที่ต้องเจออุปสรรค์ขวากหนาม

แม้จะหมัดหนัก แต่ด้อยประสบการณ์ หนทางไม่ควรราบรื่น

แต่ดูสิ...ชนะรวดทุกนัด...หมดกัน ไม่รู้จะลุ้นอะไร

คราวนี้ ขอลุ้นให้แพ้หมัดหินนะคะ...

ตงเอ๋ย ก่อนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หวังว่าเจ้าคงเป็นผู้ปราชัยที่ใหญ่ยิ่งสักครา....อา....อินๆๆ


ป.ล.ร้านขนมเปิดแว้ว...





โดย: นักล่าน้ำตก IP: 203.144.144.164 วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:14:45:31 น.  

 
ลงไปต้อนรับอย่างเร่าร้อน เลยหรือคะ ลุงแว่น

แค่ชื่อกับรูปร่างหน้าตาของไอ้คางหิน ก็เริ่มถอดใจละค่ะ
คงเหมือนชกหลักหินจริงๆ


โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:17:01:48 น.  

 
ง่ะ กะลังมันส์อ่ะ ลุงแว่นอ่ะ ว๊า


โดย: ถุงก๊อปแก๊ป วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:19:04:14 น.  

 
หวัดดียามค่ำ

วงการมวยยังมีอะไรที่คิดไม่ถึงอีกเยอะ....

ไอ้ตง สู้ๆ อ้าว...รอตอนต่อไป


โดย: กาแฟสดกะพรรณไม้งาม วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:20:50:15 น.  

 
อ๊อย! ลุ้นยังกะดูเขาชกมวยจริงๆ กะลังมันเลยคะ
ลุ้นเจ้าตงสุดฤทธิ์


โดย: พี่นู๋อ้อ (pinuaoo2006 ) วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:20:56:47 น.  

 
รออ่านตอนต่อไป..


โดย: Prinzknecht วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:20:58:59 น.  

 
อาการของนักมวยที่ครูมวยมองปราดเดียวรู้

เป็นความสามารถที่ไม่มีการสอนในหลักสูตร

เรื่องหมัดกระทบกับหัวกระโหลก คนดูอย่างผม

คงคิดไม่ถึงว่ามันจะสะท้านจนบาดเจ็บ

เอาใจช่วยเจ้าตงในตอนต่อไปครับ



โดย: Insignia_Museum วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:21:42:47 น.  

 



♥ หลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ ลุงแว่น♥


โดย: หนุ่มน้อยแห่งลุ่มแม่น้ำบางปะกง วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:22:27:26 น.  

 




โดย: veerar วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:23:21:08 น.  

 
สู้ๆครับลุงแว่น


โดย: ชายผู้หล่อเหลา...กว่าแย้นิดนึง. (เป็ดสวรรค์ ) วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:2:41:48 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับคุณลุงแว่น







โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:6:32:44 น.  

 
ขอบคุณครับคุณลุงแว่น
ตอนนี้พิมพ์ครั้งที่สองไปแล้วครับ
ก็ขายได้แบบที่ผมแปลกใจอยู่ครับ 555
คือวางขายสองอาทิตย์
ซีเอ็ดก็แจ้งมาว่าหนังสือไม่พอครับ
เลยได้พิมพ์ครั้งที่สองในเวลาแค่สองอาทิตย์เองครับ

ดีใจแทน สนพ. ด้วยครับ

น้องเค้าตั้งใจทำงานมากครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:7:27:47 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุง

หนูขอไปอ่านตอนก่อนหน้าก่อนนะคะ

ต้องตามคุณลุงให้ทันค่ะ

กำลังมันส์เลยค่ะ

ขอบคุณนะคะ


โดย: raya-a วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:9:04:08 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงแว่นเรื่องสนุกน่าติดตามทุกตอนเลยนะค่ะ


โดย: kobnon วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:9:35:42 น.  

 
ขอบคุณนะคะลุงแว่น

ให้นักล่าสอบได้แบบคาบเส้น ก็ยังดีกว่าสอบตกเนอะ...


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:11:09:44 น.  

 
ลงเร็วทันใจเกือบอ่านไม่ทันเลยค่ะ


โดย: Setakan วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:12:08:24 น.  

 
หนังสือทั้งสามเล่มเป็นหนังสือที่เขียนได้ดีมากๆ
ผู้รับจะมีคอมเม้นส์ฝากมาเร็วๆนี้ค่ะ

ขอบคุณคุณลุงเเว่นที่เขียนเรื่องราวที่ดี สำนวนดี ให้ได้อ่านกันค่ะ


โดย: YUCCA วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:12:55:17 น.  

 
มันจริงๆ คู่นี้เหมือนได้มวยหมัดหนักเจอมวยทนหมัด
รอลุ้นแล้วละครับ


โดย: the mynas วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:16:10:42 น.  

 
ช่างเป็นมวยทีประหลาดจริงครับ
นอกจากคางหิน แล้ว หัวยังแข๊งโป๊กซะอีก
อยากรู้จริง ว่าจะจบลงอีท่าไหน


โดย: dj booboo วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:16:33:13 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุง

ชาลีชีพจรลงเท้าค่ะ ไปอบรมหลายวันเลย

ช่วงนี้อัพบล๊อกอื่นๆ เยอะหน่อยนะคะ

จะไม่ค่อยได้ทำอาหารเองล่ะค่ะ

จำต้องอยู่ในโหมดกินง่ายอยู่ง่ายสักระยะหนึ่ง


เพิ่งกลับมาเลยรีบแวะมาทักทายคุณลุงก่อน


โดย: sierra whiskey charlie วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:19:25:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
ลุงแว่น
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลุงแว่น's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.