บล็อกของลุงแว่น
Group Blog
 
 
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
2 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
คิดถึงบ้าน (เดือนเพ็ญ) กับนายผี

คิดถึงบ้าน

(เดือนเพ็ญ)



fullmoon.mp3 - caravan





อัศนี พลจันทร นักคิดนักเขียนนักปฏิวัติ ผู้ประพันธ์เพลง "คิดถึงบ้าน" หรือ "เดือนเพ็ญ"
เจ้าของนามปากกา "นายผี", "อินทรายุธ" ฯลฯ


“นายผี” เป็นนามปากกาของอัศนี พลจันทร กวีการเมือง และนักเขียนนักปฏิวัติคนสำคัญคนหนึ่ง (โปรดสังเกตว่า นามสกุลของท่านผู้นี้ เขียนว่า “พลจันทร” ไม่ใช่ “พลจันท์” อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด (“อัศนี พลจันท์” เป็นเพียงนามปากกาหนึ่งในหลายสิบนามปากกาของท่านผู้นี้) บิดาของท่านสืบสายมาจากพระยาพล (จันทร) ผู้รั้งเมืองกาญจนบุรีต้นสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นต้นกำเนิดสกุล “พลจันทร” และ “พลกุล”



ผลงานเพลง “คิดถึงบ้าน” ที่ภายหลังมีนักร้อง และวงดนตรีหลายวงนำมาขับร้อง และแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันในนามเพลง “เดือนเพ็ญ” นับเป็นผลงานเพลงเพียงชิ้นเดียวที่ท่านผู้นี้ประพันธ์ขึ้น เนื้อร้องดั้งเดิมมีดังนี้

เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นยิ่งหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา

กองไฟสุมควายตามคอก คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า
โหมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว ให้พี่น้องเรานอนหลับอุ่นสบาย

เรไรร้องฟังดังว่า เสียงเจ้าที่เฝ้าคอยหา ลมเอ๋ยช่วยมากระซิบข้างกาย
ข้ายังคอยอยู่มิหน่าย มิเลือนเคลื่อนคลาย คิดถึงมิวายที่เราจากมา

ลมเอยจงเป็นสื่อให้ น้ำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไปบอกเขานะนา
ให้คนไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้าในอกแม่เอย.


(เนื้อร้องฉบับนี้ ได้รับการตรวจทานจาก “ป้าลม” หรือ วิมล พลจันทร ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของนายผี คัดจากหนังสือ “รำลึกถึงนายผี จากป้าลม” จัดพิมพ์ในวาระอายุครบ 72 ปี)




ในส่วนทำนองของเพลงนี้ ผู้รู้ทางดนตรีไทยให้ความเห็นไว้ว่า นายผี ใช้ทำนองเพลงไทยเดิมที่ชื่อ “พม่าเห่” มาดัดแปลงเป็นแนวทำนองหลักของเพลง มิได้ประพันธ์ทำนองขึ้นมาใหม่ด้วยตนเอง เพราะเขามิได้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรีมากมายนัก (ผิดกับ “จิตร ภูมิศักดิ์” นักเขียนนักปฏิวัติร่วมสมัย ที่มีความสามารถทางดนตรีมากกว่า จิตรสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชิ้น และอ่านเขียนโน้ตเพลงทั้งไทยและสากลได้อย่างดี) อีกทั้งเพลงนี้ทั้งเพลง ก็มีเพียงแนวทำนองหลักเพียงท่อนเดียว ไม่มีท่อนแยกตามหลักของดนตรีสากลทั่วไปแต่อย่างใด



เพลง “คิดถึงบ้าน” นี้ เท่าที่สืบค้นได้พบว่า เป็นการถ่ายทอดมาแบบปากต่อปาก (เพราะผู้ประพันธ์เขียนโน้ตดนตรีไม่เป็น) หรือที่โบราณเรียกว่า “ต่อเพลง” โดยนายผี สอนให้คนใกล้ชิดร้อง เผอิญนักดนตรีอย่างสุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน) ได้ยินเข้า จึงจดจำมาร้องบ้าง และเมื่อเขา(สุรชัย) ออกจากป่ามา ก็นำออกเผยแพร่จนเป็นที่นิยมร้องกันทั่วไป มีนักร้องทั้งแนวเพื่อชีวิตและแนวอื่น ๆ หลายสิบคนนำไปร้อง บางวงบางคนก็ถือวิสาสะดัดแปลงแก้ไขเนื้อร้องจนผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ บ้างถึงกับดัดแปลงแนวทำนองในบางช่วงบางตอนจนวิปริตไปอย่างไม่น่าให้อภัย

จากเนื้อร้องข้างต้น จุดสังเกตที่ 1 ท่อนที่ว่า “เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม..” เคยได้ยินวงดนตรีบางวงนำไปแก้คำเป็นว่า “เดือนเพ็ญสวยเย็นเห็นอร่าม..” ซึ่งฟังแล้วออกจะผิดที่ผิดทาง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากแง่ของการลำดับภาพ คนที่กำลังมองดูแสงเดือนดาวอยู่ใต้แผ่นฟ้า สิ่งแรกที่สัมผัสได้ย่อมต้องเป็น “แสง” ของดวงเดือน เมื่อเห็นแสงแล้วจึงจะ “...นภาแจ่มนวลดูงาม..” คือต้องเห็นเสียก่อนจึงจะรู้ว่าสวยหรืองาม ไม่ใช่จู่ ๆ ก็บอกว่าสวยเลย



พระอิศวร หรือพระศิวะ ผู้เป็นนายแห่งผีทั้งปวง

นายผีใช่ภูตเพื่อ ผลีผลาม
เพราะใช้ชื่อนายผี ผิดแท้
คือองค์อิศวรสาม เนตรนั่นนะพ่อ
นายพวกผีเพื่อแก้ เก่งผี


ชื่อนายผีไม่ใช่ชื่อ ภูติผีธรรมดา (และไม่ได้เอาไว้เพื่อให้พูดผลีผลาม)
ด้วยเหตุเพราะใช้ชื่อว่านายผี
แต่นายคือชื่อ ของพระอิศวร ผู้มีสามเนตร
พระอิศวรเป็นของเจ้านายของพวกภูติผี จึงได้ชื่อว่า ภูเตศวร (ภูต+อิศวร)

ปลายเดือนธันวาคม 2489 นายผีร้อยกรองโคลงบทนี้ขึ้นเพื่ออธิบายความหมายของคำว่า "นายผี" เพราะมีผู้คนสงสัยกันมากว่า "นายผีคือใคร" และส่วนมากยังเข้าใจกันผิด ๆ ว่า นายผีคือ "ผี"





เนื้อร้องท่อนต่อมามีว่า “...เย็นยิ่งหนอยามเมื่อลมพัดมา” นี่ก็เหมือนกัน คำว่า “เย็นยิ่ง” นี่เป็นสำนวนภาษาแบบเก่าคลาสสิค ผู้แต่งเป็นกวีที่เกิดปี พ.ศ. 2461 ผ่านการประพันธ์บทประพันธ์ประเภทโคลง ฉันท์ กาพย์ และกลอน มานับไม่ถ้วน คำทุกคำที่สรรหามาใช้จึงต้องผ่านกระบวนการเลือกเฟ้นอย่างพิถีพิถันมาแล้ว แม้แต่นามปากกาของท่านที่ตั้งว่า “นายผี” ก็ยังมีความหลายลึกซึ้ง ว่าหมายถึงนายของผี อันหมายถึงพระอิศวร มิได้หมายถึงคนที่ชื่อผีอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ

คำว่า “เย็นยิ่ง” เมื่อนำมาใช้กับแสงของเดือนคืนเพ็ญที่เย็นเห็นอร่าม จึงนับว่าเป็นคำขยายที่สอดรับกันได้อย่างพอดิบพอดี ผิดกับที่นักร้องบางคนบางวง เปลี่ยนคำนี้เป็น “เย็นชื่น” ที่ให้บรรยากาศเหมือนคนบ้าออกไปยืนสูดดมแสงเดือน(ด้วยจมูก)มากกว่ายืนชมแสงเดือน(ด้วยสายตา)

เนื้อร้องในท่อนที่สองมีว่า “กองไฟสุมควายตามคอก คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า โหมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว ให้พี่น้องเรานอนหลับอุ่นสบาย”



วิมล พลจันทร หรือ "ป้าลม" คู่ชีวิตของนายผี


สังเกตคำว่า “ลม” ที่ผู้ประพันธ์นำมาใช้ในท่อนนี้ มีความหมายเป็นสองนัย

นัยแรก หมายถึงลมที่พัดไหวทั่วไป นายผีแต่งเพลงนี้ขึ้นในเขตป่าเขา ครั้งที่หลบลี้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ในป่าทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณภูซาง ทิ้งวิมล พลจันทร คู่ชีวิตของตนไว้ในเมือง มาภายหลังคุณวิมล พลจันทร จึงได้รับการติดต่อ และเดินทางเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกันในเขตป่าเขา

ประเพณีสำคัญประการหนึ่งของการปฏิวัติคือ การปิดลับชื่อและนามสกุลจริงของแต่ละคน อัศนีย์ พลจันทร จึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “สหายไฟ” หรือ “ลุงไฟ” ส่วนภรรยาของท่านที่ตามเข้ามาสมทบภายหลัง ตั้งชื่อว่า “สหายลม” หรือ “ป้าลม”

คำว่า “ลม” ในท่อนนี้ของเพลงจึงมีนัยที่สอง อันหมายถึงภรรยาที่รักของท่านนั่นเอง “จันทร์เอยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า...” จึงน่าจะหมายถึงการฝากให้ดวงจันทร์บอกข่าวแก่คุณวิมล ภรรยาที่รักของตน บอกว่าอะไร.. “สุมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว ให้พี่น้องเรานอนหลับอุ่นสบาย” บอกให้ “ลม” ช่วยเร่งเร้าให้ไฟแห่งการปฏิวัติยิ่งลุกโชนยิ่งขึ้น เพื่อเร่งให้การปฏิวัติสำเร็จ ที่จะทำให้ประชาชนมีความผาสุก กินอิ่ม และนอนอุ่นสบายนั่นเอง

“เรไรร้องฟังดังว่า เสียงเจ้าที่เฝ้าคอยหา ลมเอ๋ยช่วยมากระซิบข้างกาย
ข้ายังคอยอยู่มิหน่าย มิเลือนเคลื่อนคลาย คิดถึงมิวายที่เราจากมา”

เนื้อร้องในท่อนนี้ มีข้อสังเกตที่คำว่า “มิ” ที่นักร้องบางคนเอาไปแก้เป็น “ไม่” แม้จะมีความหมายเหมือนกัน แต่ความขลังของบทเพลงถูกเจือจางลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อกวีแต่งเพลง ย่อมต้องใช้ภาษากวีอันเป็นสิ่งที่ตนคุ้นชิน ผิดกับ “นักแต่งเพลง” ในยุคนี้ ที่สักแต่ว่าจับคำยัดเข้าไปในทำนองพอร้องได้ไม่เพี้ยนเสียง ความละเมียดละไมจึงเป็นสิ่งที่แทบจะหาไม่เจอในบทเพลงทุกวันนี้

“ลมเอ๋ยช่วยมากระซิบข้างกาย...” ทำไมต้องข้างกาย ทำไมไม่ให้ลมมากระซิบที่ข้างหู? ตอบได้ว่า เพราะ “ลม” ในที่นี้ไม่ใช่สายลม หากแต่เป็นคนรักที่ชื่อลมนั่นต่างหาก “ลม” ในที่นี้จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ “เจ้า” ที่พูดถึงตอนต้น เป็นการร่ำร้องเรียกหาคนรักด้วยการแฝงความอย่างลึกซึ้งกลมกลืนไปกับเนื้อเพลงแห่งความคิดถึงบ้านเกิด



ลมเอยจงเป็นสื่อให้ น้ำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไปบอกเขานะนา

ให้คนไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้าในอกแม่เอย.

ลมอีกแล้ว นอกจาก “เดือนเพ็ญ” ตัวละครเอกของบทเพลงนี้แล้ว ดูเหมือน “ลม” จะเป็นพระรองที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เหตุผลดังแจ้งไว้แต่ต้นแล้ว

จุดสังเกตของท่อนนี้คือคำว่า “น้ำรัก” ที่วงดนตรีและนักร้องหลายคนเอามาเปลี่ยนเป็นคำว่า “นำรัก”

คำว่า “น้ำรัก” ในสมัยนี้ ถูกนำมาใช้ในความหมายในเชิงกามารมณ์เสียจนผิดไปจากความหมายดั้งเดิม คำว่า “น้ำรัก” ในความหมายเก่า มีความหมายบริสุทธิ์ลึกซึ้งประมาณเดียวกับคำว่า “น้ำใจ” “น้ำคำ” นั่นเทียว

“ลมเอยจงเป็นสื่อให้...” ถูกดัดแปลงคำร้องเป็น “ลมเอยช่วยเป็นสื่อให้...” ถ้าเข้าใจความหมายของคำว่า “ลม” ดังได้จาระไนมาแต่ต้น ก็จะเข้าใจว่า การใช้คำว่า “จง” จะถูกต้องตรงตามเจตนาของผู้ประพันธ์ที่สุด นักปฏิวัติระดับนายผีแล้ว ย่อมถือเอาภารกิจการปฏิวัติเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าชีวิต การจะสั่งกำชับใครสักคนถึงเรื่องที่เกี่ยวกับอุดมการณ์จึงต้องหนักแน่นมีพลัง “จง” จึงตรงและมีความเข้มแข็งกว่าคำว่า “ช่วย” อย่างเห็นได้ชัด

“น้ำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไปบอกเขานะนา...” คำว่า “นะนา” นี้ “ป้าลม” ให้อรรถาธิบายว่า

“คำว่า นะนา เป็นคำพูดของคนทางภาคอีสานใช้…”

พอนักร้องรุ่นหลังเอาเพลงมาร้อง ถึงท่อนนี้อาจเกรงว่าคนฟังจะไม่รู้เรื่องก็เลยถือโอกาสแก้คำนี้เสีย เป็น “นำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไปบอกเขาน้ำนา..” ฟังแล้ววิปริตไปกันใหญ่ ทำไมลมต้องไปบอกภูเขา บอกน้ำ บอกนา(ข้าว) ด้วย ทำยังกะเพลงนี้พูดถึงธาตุทั้งสี่ อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรเทือกนั้นไป

“…ให้คนไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้าในอกแม่เอย”

ท่อนสุดท้ายของเพลงเจออีกแล้ว คำว่า “ไม่” ทำไมนายผีไม่ใช้คำว่า “มิ” เหมือนท่อนอื่น

นี่คือข้อบทพิสูจน์ว่า กวีแต่งเพลง คำทุกคำจะถูกสรรมาอย่างถี่ถ้วน แม้จะมีความหมายไม่แตกต่างกัน แต่ความหนักเบา ความกลมกลืนของทุกคำเป็นสิ่งที่ผ่านการคัดกรองมาอย่างถี่ถ้วน



“ให้คนไทยรู้ว่า...” มีบางคนเอามาแก้เป็น “ให้เมืองไทยรู้ว่า..” เสียนี่ อันที่จริงคำนี้ทำความเข้าใจได้ง่าย แต่คนที่ไปเปลี่ยนคำของเขาอาจคิดไม่ถี่ถ้วน ถ้าอ่านเนื้อร้องทั้งท่อนจะรู้ว่า ผู้ประพันธ์มุ่งที่จะกล่าวถึงการปฏิวัติ หวังว่าอีกไม่นานถ้าปฏิวัติสำเร็จ จะได้กลับไปตายในอ้อมอกของแผ่นดินแม่ ดังปรากฏชัดในท่อนท้ายที่ว่า “..จะไปซบหน้าในอกแม่เอย.” ท่อนนี้ก็มีคนไปแก้คำว่า “ใน” เป็นคำว่า “กับ” ร้องเป็น “จะไปซบหน้ากับอกแม่เอย” หรือบางวงหนักกว่านั้น แก้เป็น “จะไปซบหน้าแทบอกแม่เอย” ฟังแล้วหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก อะไรกันนักกันหนา ทำไมคนสมัยนี้มันถึงที่ยวเอาหน้าไปซบกันได้ผิดทิ่ผิดทางขนาดนั้นหนอ ซบหน้ากับอกนี่มันต้องไปซบกับอกของสาว ๆ แล้ว ส่วนคำว่า “ซบแทบ....” นั่น คำที่ตามมาควรจะต้องเป็นเท้ามากกว่า ไม่ใช่อก

เมื่อนายผีต้องการ “...ซบหน้าในอกแม่เอย” คือความหวังที่จะได้กลับไปอยู่ในผืนแผ่นดินเกิด ได้กลับบ้านไปตายเมืองไทย นักปฏิวัติที่ดีจะมีคติที่ถือว่าตนเองเป็นลูกหลานของประชาชน นับถือประชาชนเป็นพ่อแม่ เนื้อร้องท่อนสุดท้ายนี้จึงต้องร้องว่า “...ให้คนไทยรู้ว่า..” มากกว่า “ให้เมืองไทยรู้ว่า..” คือ ให้ความสำคัญแก่ “คนไทย” อันหมายถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชน มากกว่า “เมืองไทย” ที่ให้ความรู้สึกเพียงทางภูมิศาสตร์

ขณะแต่งเพลงนี้ นายผีคงมีอายุราวหกสิบกว่าปีแล้ว วัยล่วงเข้าสู่ปัจฉิม ความหวังของคนในวัยนี้คงไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้กลับไปตายในบ้านเกิดเมืองนอนของตน บ้านเกิดที่ตนห่างเหินมายาวนานกว่าครึ่งของชีวิต



นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส คนดีที่ประเทศนี้ไม่ต้องการ
เขาพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสจนวาระสุดท้ายของชีวิต


แต่แล้ว ความหวังของนายผีก็เป็นความหวังที่ไม่อาจเป็นจริงได้ สุดท้ายเขาเสียชีวิตในดินแดนของประเทศลาวเมื่อประมาณปี 2530 ดูเหมือนคนดีของแผ่นดินนี้ จะต้องไปจบชีวิตของตนในต่างถิ่นเสียร่ำไป นับตั้งแต่ท่านปรีดี พนมยงค์, อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฯลฯ

...หรือว่าแผ่นดินนี้ไม่ต้องการคนดีหนอ?



อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ต้องพำนักอยู่ในประเทศอังกฤษและเสียชีวิตในประเทศนั้น





นายผี เมื่อครั้งเป็นหนุ่ม ในชุดครุยธรรมศาสตร์บัณฑิต
เขาพำนักอยู่ในประเทศลาวและเสียชีวิตที่นั่น



ป้าลม เดินนำอัฐิของนายผีกลับสู่มาตุภูมิ



ญาติมิตรเข้าร่วมในงาน "เดือนเพ็ญกลับบ้าน"




“เพลงคิดถึงบ้าน” สุรชัย จันทิมาธรเป็นคนนำเพลงนี้ออกมาจากราวป่า และบันทึกเสียงครั้งแรกในนามของวง "คาราวาน" กับอัลบั้มชุด "บ้านนาสะเทือน" เมื่อปี 2526 ต่อมาในปี 2528 ยืนยง โอภากุล ได้นำมาบันทึกเสียงอีกครั้ง ในนาม "แอ๊ด คาราบาว" กับอัลบั้มชุด "กัมพูชา" และได้เปลี่ยนชื่อเพลงเป็น "เดือนเพ็ญ" พร้อมทั้งสลับท่อนเนื้อร้องแต่เดิม หลังจากนั้นมีผู้นำเพลงนี้ไปบันทึกเสียงอีกนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งอัลบั้มปกติแและอัลบั้มบันทึกการแสดงสด อาทิ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์, คนด่านเกวียน, อัสนี-วสันต์ โชติกุล, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, หรือแม้แต่นักร้องลูกทุ่งอย่าง มนต์สิทธิ์ คำสร้อย, สุนารี ราชสีมา, สายัณห์ สัญญา , ยอดรัก สลักใจ ก็ยังได้นำไปบันทึกเสียงใหม่อีกด้วย



หมายเหตุ : งานประพันธ์ในบล็อกนี้ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผู้เขียน ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

การคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด เพื่อเผยแพร่โดยทางหนึ่งทางใด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้เขียนจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด




"ลุงแว่น"
skit@ji-net.com



Create Date : 02 มีนาคม 2552
Last Update : 3 มีนาคม 2552 10:51:02 น. 22 comments
Counter : 7526 Pageviews.

 
หวัดดีค่ะ ลุงแว่น

ลุงแว่นทำรีเสิร์ชมาซะ เนื้อหาแน่น ดังเปรี๊ยะ ๆ เหมือนเนื้อสาวเชียว

ใครเอาบทเพลงของนายผีมาแปลง อ่านบล็อกนี้ของลุงแว่นเข้าไป สะดุ้งโหยงสิคะ อิอิ



โดย: Oops! a daisy วันที่: 3 มีนาคม 2552 เวลา:11:59:05 น.  

 
นายผี น่าจะได้รับการยกย่องจากคนไทยทุกคนให้เป็นศิลปินแห่งชาติท่านหนึ่งนะคะ โดยเฉพาะเพลงสองเพลงนั้น เป็นเพลงที่ทุกกลุ่มเพื่อนและทุกองค์กรใหญ่ๆนำมาร้องกันทุกครั้งที่พบปะกันเลยทีเดียว ไม่น่าจะมีคนไทยคนไหนไม่รู้จักสองเพลงนี้นะคะ

สบายดีนะคะ


โดย: จันทร์ไพลิน วันที่: 3 มีนาคม 2552 เวลา:13:09:54 น.  

 
โอ้...เจาะลึกเพลงเดือนเพ็ญของนายผีซะด้วย

เดี๋ยวนะคะลุงแว่น เดี๋ยวกลับมาเก็บรายละเอียดตอนกลางคืน

ขอกลับบ้าน ไปอยู่ในบรรยากาศดีๆก่อน

จะได้อินๆ...ซึมซับกับบทเพลงและเรื่องราว

.............

ป.ล.อัพบล็อกแล้วนะคะ...


โดย: ทากชมพู IP: 58.136.52.137 วันที่: 3 มีนาคม 2552 เวลา:18:04:43 น.  

 
มาแล้วค่ะ

อืมม...เพลงนี้มีความหมายแฝงเร้นอย่างนี้เอง

เป็นได้ทั้งฟังเอาความหมายชิลๆ...ให้บรรยากาศ ให้อารมณ์เบาๆเหงาๆ

และเป็นได้ทั้งเพลงแห่งการปฎิวัติ

ก้ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ...ว่าของที่เขาแต่งไว้ดีเยี่ยมแบบนี้แล้ว

คนรุ่นหลังจะมาเปลี่ยนทำพระแสงของ้าวอันใด...?

ยังกะว่า ตัวเองเก่งกว่า นายผี...งั้นแหละ


ขอบคุณนะคะที่เอามาเล่าสู่กันฟัง...

บ้านเราคนดีอยู่ยากจริงๆค่ะ... ดินแดนนี้มีแต่มดปลวก แมลงสาบอยู่กันยั้วเยี้ยไปหมดอ่า....


เศร้า...



โดย: ทากชมพู วันที่: 3 มีนาคม 2552 เวลา:20:45:17 น.  

 
ตันๆ ตื้นๆ ลำคอตีบๆ น้ำตาคลอเบ้า
อะไรหนอ..ดลบันดาลให้ หลายชีวิตที่น่าชื่นชม
บุคคลผู้ที่มีคุณงาม ความดี เป็นศรีประเทศ
ต้องพลัดพราก จากถิ่น...ด่าวดิ้นบนแผ่นดินอื่น

ความอัดอั้น ความห่วงหา บ้านเกิดเมืองนอน
ถูกกลั่นกรองออกจากหัวใจ..แม้จะไม่มีความรู้เรื่องดนตรี
แต่ก็ร้อยเรียงบทเพลงออกมาได้ไพเราะ..กินใจเหลือเกิน
ขอใช้พื้นที่บล็อกของลุงแว่น กราบดวงวิญญาณ "นายผี"
ด้วยจิตสำนึกของความเป็นลูกหลานไทย...ในคุณงามความดีของท่านค่ะ


สวัสดีค่ะ ลุงแว่น..คิดถึงบ้านเหมือนกันค่ะ
จันทร์ดวงนี้ ก็เป็นดวงเดียวกันกับที่บ้านเรานะคะ
ฝากแสงจันทร์นวล..ไปสาดส่องความคิดถึงให้ทั่วๆ แผ่นดินไทย..ลดความเร่าร้อนให้กลายเป็นเย็นชื่น
อยากเห็นเมืองไทยร่มเย็นเป็นสุขเช่นแต่ก่อนมา...ค่ะ

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ




โดย: กลีบดอกโมก วันที่: 3 มีนาคม 2552 เวลา:21:16:04 น.  

 
แม้ผมจะร้องเพลงไม่ค่อยเป็น แต่พอฟัง "เดือนเพ็ญ" แล้ว ต้องพยายามร้องให้ได้ นั่นก็ไม่ต่ำกว่า 20 ปีมาแล้ว

อ่านความเห็นและเล่าเป็นฉากๆของคุณลุงแว่นแล้ว ถึงกับตะลึงเลยครับ เพิ่งรู้ว่าเนื้อเพลงที่เฝ้าร้องอยู่นั้นไม่ใช่ของแท้ทั้งหมด

สำหรับ "นายผี" นั้นเป็นตำนาน ที่นักศึกษาหัวก้าวหน้ารู้จักดี มีการพิมพ์ผลงานออกมามาก ชีวิตรุ่งอรุณของชีวิตนักศึกษาสมัยนั้นหารอดพ้นจากอิทธิพลทางความคิดของ "นายผี" ไม่

ยินดีที่ระลึกถึง "นายผี" อีกครั้งครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 3 มีนาคม 2552 เวลา:22:08:36 น.  

 
ความคิดเห็นเดียวกันกับคุณ Insignia_Museum เลย..
เพลงนี้เป็นเพลงที่ชอบมาเพลงหนึ่ง เพิ่งจะรู้ว่าเนื้อร้องที่นัทร้องมีการเปลี่ยนแปลงมา..
ขอบคุณมากๆนะค๊ะสำหรับความรู้ที่นำมาแบ่งปันกัน..และก็ขอบคุณที่แอทนัทเป็นเพื่อนบล๊อกนะค๊ะ..


โดย: Why England วันที่: 4 มีนาคม 2552 เวลา:17:40:57 น.  

 


ร่ำ รวย อย่าง ไร จึง ไม่ ทุกข์
เพิ่งอัพใหม่ๆ หมาดๆ เชิญที่……..ร่มไม้เย็น

ขอบอกว่าสุดยอดค่ะลุงแว่น กว่าจะรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนคงใช้เวลาหลายวัน
ขอบคุณการวิเคราะห์บทเพลง ที่ช่วยให้เข้าใจความนัยเบื้องหลังบทเพลงได้ชัดเจนขึ้น

เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงในดวงใจของคนหลายๆคน
ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นมีป้ากุ๊กด้วย

พูดถึงนายผีทำให้ป้าคิดถึงบทกวีที่ว่า……….
เปิบข้าวทุกคราวคำ สูจงจำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน …………………(มีติดหัวอยู่แค่นี้ค่ะ)

รักษาสุขภาพและมีความสุขกับทุกทุกวันค่ะลุงแว่น

คมคำ : ท้อแท้ทำให้เหงาหงอย……ท้อถอยทำให้พ่ายแพ้




โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 4 มีนาคม 2552 เวลา:23:06:04 น.  

 
เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน....

บทกวีนี้ไม่ใช่ของนายผีครับป้ากุ๊ก แต่เป็นของจิตร ภูมิศักดิ์ครับ

บทกวีที่โดดเด่นของนายผี มีบทที่ชื่อว่า อิศาน ครับ เท่าที่จำได้ขึ้นต้นว่า

ในฟ้าบ่มีน้ำ ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกกราย คือเลือดหลั่งลงโลมดิน...


โดย: ลุงแว่น วันที่: 5 มีนาคม 2552 เวลา:6:42:27 น.  

 
สวัสดีครับคุณลุงแว่น


ยินดีที่ได้รู้จักคุณลุงเช่นกันครับ
ขออนุญาต add เลยนะครับ









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 มีนาคม 2552 เวลา:9:13:23 น.  

 
หวัดดีค่าลุงแว่น


โดย: Oops! a daisy วันที่: 5 มีนาคม 2552 เวลา:13:42:27 น.  

 
ขอบคุณมากเลยค่ะ เป็นความรู้ใหม่ที่เพิ่งเคยรู้เลยค่ะ

เพลงนี้ตอนสมัยอยู่เมืองไทยก็ฟังๆไปงั้น เพราะดีนะ แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก แต่พอย้ายมาอยู่ไกลบ้านสิคะ ฟังแล้วรู้สึกตื้นตันใจจังเลยค่ะ


โดย: pim(พิม) วันที่: 5 มีนาคม 2552 เวลา:23:32:59 น.  

 


มี ค ว า ม สุ ข กั บ ทุ ก ทุ ก วั น ค่ ะ

ขอบพระคุณค่ะลุงแว่นที่ช่วยแก้ให้ การแก้ผิดให้เป็นถูกเป็นสิ่งที่ดี
เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้ที่มาเห็น ไม่ต้องรับสิ่งที่ไม่ถูกต้องไป

จากบล็อก …ขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับคอมเม้นท์ที่ลุงแว่นแปะไว้
อยากได้แบบนี้ละค่ะ

รักษาสุขภาพนะคะ

คมคำ : เดินเรือยังต้องมีเข็มทิศ
ดำเนินชีวิตก็ต้องมีจุดหมาย




โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 6 มีนาคม 2552 เวลา:16:29:59 น.  

 
พออ่านแล้วถึงได้รู้ว่าแต่เดิมที่ราเคยร้องตอนเด็กนะถูกแล้วเพราะเห็นเนื้อร้องที่คาราบาวมาร้องก็นึกว่าตัวเองร้องเพี้ยน
จำได้เพราะตอนเด็กพีชายลูกป้าที่แก่กว่าเยอะมากเรียนอยู่ธรรมศาสตร์
จะมีเพื่อนๆมาบ้านเยอะมากแล้วก็คุยกันร้องเพลงกันเราก็ชอบที่จะฟัง


โดย: tj-takm วันที่: 8 มีนาคม 2552 เวลา:2:23:05 น.  

 
และเพลงเปิปข้าวนี่แหละค่ะ
ที่ทำให้ไม่เคยกินข้าวเหลือหรือทิ้งข้าวเลย
มาตั้งแต่เล็ก


โดย: tj-takm วันที่: 8 มีนาคม 2552 เวลา:2:26:25 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับข้อมูลแน่นเอี้ยด
เป็นเพลงที่ชอบมากเพลงหนึ่ง เพิ่งมาเข้าใจแจ่มแจ้งจริงๆ ก็คราวนี้เอง


โดย: gluhp วันที่: 17 เมษายน 2552 เวลา:9:48:34 น.  

 
รักและศรัทธา นายผี ปราชญ์แท้แห่งสยาม
สัจจะ ความจริง ประวัติศาตร์ที่ผิด ดั้นด้น


โดย: ทาส IP: 124.121.156.16 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2552 เวลา:0:54:30 น.  

 
ลึกซึ้งมากครับ


โดย: หนุ่มก้าวหน้า IP: 124.121.164.102 วันที่: 13 มกราคม 2554 เวลา:10:38:36 น.  

 


โดย: amulet108 วันที่: 14 พฤษภาคม 2555 เวลา:16:04:32 น.  

 
แฝงความกมายได้ลึกซึ้งจริงๆ


โดย: นาย ธนวัฒน์ วุฒิสาร IP: 101.109.109.253 วันที่: 15 มิถุนายน 2555 เวลา:19:17:23 น.  

 
คนที่แปลความหมายของบทเพลงนี้ต้องเก่งมากๆเลยนะครับ


โดย: นาย ธนวัฒน์ วุฒิสาร IP: 101.109.109.253 วันที่: 15 มิถุนายน 2555 เวลา:19:20:11 น.  

 
ทำไม.....ห...


โดย: ... IP: 203.172.128.77 วันที่: 13 มกราคม 2556 เวลา:17:28:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ลุงแว่น
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลุงแว่น's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.