"ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ..........อหึสา สญฺญโม ทโม..........ส เว วนฺตมโล ธีโร..........โส เถโรติ ปวุจฺจติ" ส่วนผู้ใดมีสัจจะ มีธรรม มีอหิงสา มีสัญญมะ มีทมะ ผู้นั้นแลเป็นปราชญ์สลัดมนทินได้แล้ว เรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่..พุทธศาสนสุภาษิต
ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกครับ...เปิดตัวเมื่อวันที่ 24/11/2552 ยังคงมีการปรับแต่งอยู่บ้างในบางจุด ดังนั้นหากเกิดความไม่สะดวกหรือเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นต้องขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ และหากเป็นไปได้รบกวนแจ้งให้ผมทราบด้วย จะขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ หากพบข้อผิดพลาดกรุณา คลิกที่นี่.
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
27 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 
นิทาน เรื่อง "ไม่มี-ไม่ใช่" อย่างไหน "อนัตตา" กันแน่

เนื่องด้วยทุกวันนี้ความหมายของเรื่อง อัตตา-อนัตตา ที่ใช้กันอยู่ในภาษาไทยมีหลายความหมาย และมีการใช้คำแตกต่างกัน คำว่า "อนัตตา" บางท่าน บางแห่ง ใช้คำว่า "ไม่มีตัวตน" บางท่าน บางแห่ง ใช้คำว่า "ไม่ใช่ตัวตน" ซึ่งคำว่า "ไม่มี" กับ "ไม่ใช่" นั้น ในภาษาไทยความหมายแตกต่างกัน จึงทำให้ผู้สนใจหรือผู้ปฏิบัติบางท่านเกิดความสับสน เกิดความสงสัยขึ้นได้ว่าจริงๆ แล้วจะใช้อย่างไร ถึงจะถูกต้องกันแน่...

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงได้นำนิทานเรื่องนี้มาให้อ่าน เพื่อช่วยอธิบายเสริมความเข้าใจอย่างง่ายๆ ในประเด็นเรื่องการใช้คำว่า "ไม่มี" กับ "ไม่ใช่" อย่างไหน "อนัตตา" กันแน่ ดังต่อไปนี้


ณ วัดแห่งหนึ่งบนภูเขา มีอาจารย์กับลูกศิษย์กำลังนั่งอยู่ในศาลาริมสระน้ำ ชายผู้เป็นอาจารย์อายุราว ๘๐ ปีเห็นจะได้ เขามีรูปร่างผอม ศรีษะโล้น สีหน้าผ่องใส มีหนวดเคราสีขาวยาวมากแล้ว ส่วนผู้เป็นลูกศิษย์ ดูอายุยังน้อยประมาณ ๒๐ ปี นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ผู้เป็นอาจารย์ ที่กำลังนั่งหลับตาในกริยาสงบนิ่ง....

เพียงไม่นานนัก ได้มีคนแบกฝืนเดินผ่านมา บทสนทนาของเขาทั้งสองจึงได้เริ่มต้นขึ้น...

ลูกศิษย์ : "คนที่เดินอยู่นี้อาจารย์ว่าไม่มีอยู่หรือ?"
อาจารย์ : "คนมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี"
ลูกศิษย์ : "คนที่เดินอยู่นี้อาจารย์ว่าไม่ใช่คนหรือ?"
อาจารย์ : "ใช่คน ไม่ได้ไม่ใช่"
ลูกศิษย์ : "แล้วพระพุทธองค์ทรงสอน เรื่อง "อนัตตา" ในบุคคลอย่างไรครับ ในเมื่อคนก็มีอยู่ และก็ใช่คน?"

หลังจากลูกศิษย์ถามคำถามนี้ อาจารย์ได้ลืมตาขึ้น แล้วพูดกับลูกศิษย์ว่า...

อาจารย์ : "คนเที่ยงหรือไม่เที่ยง?"
ลูกศิษย์ : "ไม่เที่ยงครับ"
อาจารย์ : "เมื่อคนไม่เที่ยง คนจึงเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า?"
ลูกศิษย์ : "เป็นทุกข์ครับ"
อาจารย์ : "เมื่อคนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีอันต้องเปลี่ยนแปรไป แก่ไป ตายไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะเห็นว่าเป็นคนนั้น เป็นของคนนั้น เป็นอัตตาตัวตนของคนนั้น"

ลูกศิษย์ได้ยินอาจารย์ว่าดังนี้ จึงนิ่งลงครู่หนึ่ง เพื่อประมวลสิ่งที่อาจารย์พูดมา แล้วจึงตอบออกไปว่า...

ลูกศิษย์ : "ไม่ควรครับ"
อาจารย์ : "นั่นแหละ โดยสมมุติกันคนมีอยู่ไม่ใช่ไม่มี ใช่คนอยู่ไม่ได้ไม่ใช่ แต่ว่าโดยแท้จริงแล้วคนประกอบขึ้นมาจากอวัยวะน้อยใหญ่ ประกอบขึ้นมาจากธาตุ รูปธรรม-นามธรรมต่างๆ แต่ปัจจัยต่างๆ ที่รวมกันแล้วสมมุติเรียกว่าเป็น "คน" นี้เองที่ไม่เที่ยง ไม่คงที่ มีอันต้องเปลี่ยนแปลงไป ตายไปเป็นธรรมดา ดังนั้น คนจึงเป็น "อนัตตา" อย่างนี้ เรียกว่า ไม่มีคน และ ไม่ใช่คนก็ได้"
ลูกศิษย์ : "อืม...ผมเข้าใจแล้วครับท่านอาจารย์ ที่พูดว่าใช่คน มีคน ก็คือ พูดไปอย่างสมมุติ ที่เขาพูดกัน แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ไปเข้าใจอย่างนั้น เพราะแท้จริงจะหาคน มีคน หรือใช่คน แม้ในปัจจุบันก็หาไม่ได้ใช่ไหมครับ?"
อาจารย์ : "ใช่แล้ว...นั่นแหละ เมื่อชาวโลกเขาพูดกันอย่างไร เราก็พูดกันไปอย่างนั้น แต่ไม่ยึดถือ เพียรหมั่นเห็นถึงความเป็นจริงอันซ่อนเร้นอยู่ภายใน เมื่อรู้ เมื่อเห็นตามเป็นจริงอยู่อย่างนี้ ย่อมเข้าถึงอนัตตา ย่อมหายติด แล้วจะพ้นทุกข์ได้ในที่สุด"
ลูกศิษย์ : "สาธุๆ ผมเข้าใจในธรรมแล้วครับท่านอาจารย์"

จบ


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การใช้คำว่า "ไม่มี" หรือใช้คำว่า "ไม่ใช่" ในเรื่อง "อนัตตา" นั้น สามารถจะใช้คำไหนก็ได้ มันไม่ได้สำคัญ เพราะสองคำนี้เป็นเพียงบัญญัติ ที่ตั้งขึ้นมา สิ่งที่สำคัญต้องขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้คำเหล่านั้นต่างหากว่ามีความเข้าใจในความหมายที่แท้จริง เข้าถึงสภาวะที่แท้จริงของอนัตตาว่าอย่างไร ซึ่งถ้าหากผู้ใช้ยังเห็นยึดถือว่าใช่ตัวใช่ตน เป็นเรา เป็นเขาอยู่ เขาจะใช้คำไหนก็ตาม ก็ชื่อว่ากล่าวยังไม่ถูกต้องในเรื่องของอนัตตาไปได้ สิ่งที่เขากล่าวเป็นเพียงของปลอม แต่ตรงกันข้ามหากผู้ใช้ไม่ได้มีความเห็นและไม่ได้มีความยึดถือว่าเป็นตัว เป็นตน เป็นเรา เป็นเขาอยู่ จะกล่าวคำใดๆ ออกไป จะ "ไม่มี" ก็ดี จะ "ไม่ใช่" ก็ดี ชื่อว่ากล่าวได้ถูกต้อง สิ่งที่เขากล่าวเป็นของจริง คนที่เป็นเช่นนี้แล้วแม้จะกล่าวว่า "เรา" ว่า "เขา" ว่า "ของเรา" ว่า "ของเขา" ก็ดี ก็หากล่าวผิดไปจากหลักอนัตตาไม่ เพราะเขากล่าวไปตามโลกเขาสมมุติกันขึ้น กล่าวแต่เพียงเรียกใช้ แต่ไม่ยืดถือ...


Create Date : 27 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 3 ธันวาคม 2552 10:27:40 น. 8 comments
Counter : 383 Pageviews.

 
ขอบคุณ ขอบคุณ อ่านง่ายขึ้นเยอะเลย


โดย: p wichai (P2wichai ) วันที่: 28 พฤศจิกายน 2552 เวลา:17:08:05 น.  

 
ขอบคุณคุณ P2wichai เช่นกันครับ ที่เข้ามา Comment


โดย: ศิรัสพล วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:41:23 น.  

 
ท่านครับ
ผมขอแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปจากที่เข้าใจนะครับ
คำว่า "ไม่มี" ภาษาบาลีใช้คำว่า "นิรัตตา"
ในความหมายคำว่า "ไม่มี" สิ่งนั้นไม่เคยมีมาก่อน

ส่วนคำว่า "ไม่ใช่" ภาษาบาลีใช้คำว่า "อนัตตา"
ในความหมายคำว่า "ไม่ใช่" สิ่งนั้นไม่ใช่ แต่สิ่งที่ใช่ต้องมี

เช่นนั่นไม่มีอมตะธรรม แสดงว่าอมตะธรรมไม่มีไม่ต้องเสียเวลาหา
ส่วนนั่นไม่ใช่อมตะธรรม แสดงว่าอมตะธรรมมีอยู่แต่เห็นอยู่หนะไม่ใช่ ต้องหาที่ใช่

ขอยกตัวอย่างเช่น นายก.บอกกับนายข.ว่า
ดูต้นไม้ตนโน้นสิ ไม่มีนก นายข.จะรู้ได้ทันทีว่าไม่มีนก ไม่ต้องมองหา
ถ้านายก.บอกนายข.ว่า ดูต้นไม้ตนนั้นสิ นั่นไม่ใช่นก
นายข.ก็ต้องพิจารณาต่อว่า เมื่อไม่ใช่นกแล้วเป็นตัวอะไรกันแน่???

ฉะนั้นคำว่าไม่ใช่กับไม่มีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ใช้แทนกันไม่ได้
แต่ภาษาไทยที่สอนๆกันมาในสปช.นั้น กับถูกสอนว่า
ภูติ ผี เทวดา อินทร์ พรหม ทั้งหลายล้วนไม่มีตัวตน
แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริง แต่ไม่มีรูปร่างให้จับต้องได้
เลยกลายเป็นว่าอะไรที่ไม่มีรู้ร่างให้จับต้องได้ ล้วนไม่มีตัวตนทั้งนั้น

คำ"สมมุติบัญญัติ"นั้น จะมีขึ้นมาได้ สิ่งนั้นต้องมีอยู่จริงจึงจะบัญญัติเรียกขึ้นมาได้

เช่นสิ่งที่เป็นภาชนะรูปทรงกระบอกใสๆ เราสมมุติบัญญัติเรียกว่า"แก้วน้ำ"
ก็เป็นที่รู้กันว่า สิ่งๆนี้เรียกว่าแก้วน้ำ ถ้าไม่มีแก้วน้ำอยู่ก่อนแล้ว เราจะบัญญัติขึ้นมาได้มั้ย?

ปัญหาทุกวันนี้ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เพราะสมมุติบัญญัติ
แต่เกิดจากการที่เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสมมุติบัญญัติต่างหาก
เช่นเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์๕ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตนของเรา

พระอริยสาวกทั้งหลายล้วนปล่อยวางอุปาทานขันธ์๕ได้แล้ว
เมื่อท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว สมมุติบัญญัติก็ยังต้องใช้กันอยู่ ไม่ได้ให้เพิกถอนสมมุติบัญญัตินิครับ

สมมุติบัญญัติมีไว้ให้ใช้เท่านั้น ไม่ใช่มีไว้ให้ยึดมั่นถือมั่นหรือเพิกถอนทิ้ง....

ธรรมภูต










โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:16:35:53 น.  

 
วิชาภาษาไทยที่สอนกันมาใน สปช นั้นที่สอนว่า ภูต ผี เทวดา อินทร์ พรหม ทั้งหลายล้วนไม่มีตัวตน น่าจะหมายถึงไม่มีตัวตนที่ประกอบด้วย ธาตุ 4 เป็นรูปร่าง เค้าคงยังไม่เคยดูจิตก็เลยไม่เข้าใจใน สมมุติของ ภูติ ผี เทวดา อินทร์ พรหม กระมัง


โดย: แค่สังขารขันธ์รูปหนึ่งที่ผ่านมา IP: 118.172.84.225 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:21:44:39 น.  

 
ขอบคุณคุณธรรมทูตมากครับ ที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น เอาไว้เข้ามาเยี่ยมเยียนใหม่นะครับ ผมก็จะไปเยี่ยมเยียนเหมือนกัน แต่เข้าไปดูเรื่องดูจิตของคุณไม่ได้เพราะไม่ใช่ VIP


โดย: ศิรัสพล วันที่: 30 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:13:22 น.  

 
ขอบคุณคุณ "แค่สังขารขันธ์รูปหนึ่งผ่าน" มากครับ ที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ


โดย: ศิรัสพล วันที่: 30 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:14:27 น.  

 
ท่านครับ ขอบคุณที่ไปเยี่ยมเยียนครับ ผมไม่ได้ปิดนิครับ

เลยเอามาฝากครับ

ดูจิตตามแบบครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อน

ธรรมภูต


โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 30 พฤศจิกายน 2552 เวลา:20:28:17 น.  

 
ผมขออนุญาติแสดงความคิด ความเห็นนะครับ เพราะไม่มี(ตัวตน)จึงไม่เป็น (ตัวตน) จึงไม่ใช่ (ตัวตน )ครับ อนุโมทนาสาธุครับ เพราะไม่มี (ความหมาย คุณค่า ราคา) ต่อ ความรู้สึกครับ


โดย: shadee829 วันที่: 9 มีนาคม 2554 เวลา:0:12:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ศิรัสพล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จำนวนผู้เข้าชมบล็อก : คน
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด : คน
Friends' blogs
[Add ศิรัสพล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.