space
space
space
<<
ธันวาคม 2559
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
space
space
11 ธันวาคม 2559
space
space
space

ทัศนคติที่ถูกต้อง 3 : อย่าคาดเดาตลาด , อย่ากลัวตลาดจะลง หรือ ขึ้น


อย่าคาดเดาทิศทางตลาด

ความผิดพลาดหลักๆของนักลงทุนชั้นเซียนหลายคนคือ“การเชื่อว่าตัวเอง คาดเดาทิศทางของตลาดได้” หรือ“เชื่อว่ามีคนที่เขาเชื่อถือคาดเดาทิศทางตลาดได้ เช่น นักวิเคราะห์ชั้นเซียน ,เซียนหุ้นตามเว็บบอร์ด ฯลฯ” หรือ “ คิดว่าตลาดหุ้นขึ้นมาสูงเกินไปแล้วเป็นฟองสบู่แล้ว” หรือ “ตลาดหุ้นอยู่ในช่วง Super Cycle ที่ SETจะวิ่งไป3000 จุดได้” ฯลฯ

ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าคุณจะลงทุนในตลาดหุ้นมานานแค่ไหน คุณจะเก่งกราฟแค่ไหนคุณก็ไม่สามารถคาดเดาทิศทางตลาดได้แม่นยำ แม้แต่ Super Computer มูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญกับข้อมูลมหาศาลที่ Goldmansac มีและเคยลองทำนายอนาคตตลาดหุ้นก็ไม่สามารถทำนายได้ถูกต้องเลย

ปีเตอร์ ลินช์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยโดนถามถึงทิศทางตลาดหุ้น เขาก็ยอมรับว่าไม่มีความสามารถพอจะคาดเดาได้แค่คิดว่าในระยะยาวแล้วดีกว่า สินทรัพย์อื่นๆ หรืออีกหลายๆคน เช่นที่ผมฟังมากับหูคือ ดร.ดูม หรือ รูบินี่ ผู้คาดเดาวิกฤตซับพราม ได้แม่นยำเคยบอก(ในปี 2011) ว่าปี 2012-2013 จะเป็นปีที่ตลาดหุ้นดิ่งมาก เพราะ3 วิกฤต จะมาพร้อมกัน ทั้งสหรัฐ ยุโรป และจีนชะลอ แต่สุดท้ายก็ผิด หุ้นกลับวิ่งไปทำ newhigh ได้เกือบทั้งโลก


มีคนอยู่น้อยนิดในโลกที่เข้าใจสิ่งนี้หนึ่งในนั้นคือ WARREN BUFFET อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าทำอย่างไรจึงจะได้รู้ว่าเมื่อไรหุ้นจะขึ้นและเมื่อใดหุ้นจะลง วิธีเอาชนะตลาดหุ้นจนประสบความสำเร็จจนร่ำรวยของเขาหลักคิดที่เป็นหัวใจนั้น ตั้งอยู่บนฐานที่ว่าเราไม่สามารถรู้ได้หรอกว่า เมื่อใดหุ้นจะขึ้นและเมื่อไรจะลง การพยายามกะเก็งวงจรของตลาดจึงทำให้ประสิทธิภาพและผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น วิธีการทำกำไรจากตลาดหุ้นของเขา คือการซื้อหุ้นที่ธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวพยายามซื้อในเวลาที่ตลาดตกต่ำมูลค่าหุ้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และสามารถนั่งดูหุ้นที่ตัวเองซื้อราคาปรับลงไปอีกกว่าครึ่งได้โดยไม่รู้สึกขวัญผวา เมื่อซื้อแล้วให้ถือหุ้นที่ดีไว้ตลอดไปเท่าที่นานได้ ขายหุ้นที่ไม่ดีที่ผิดพลาดออกไปฯลฯ (รายละเอียดอ่านหนังสือของ WARREN BUFFET)


เบน เกรแฮม เคยกล่าวไว้ว่าการคาดการณ์ตลาดหุ้นในระยะสั้นนั้นเป็น“ยาพิษ” และมองพวกโบรกเกอร์ที่พยายามคาดเดาตลาดว่าเป็น เสมือน “เด็ก” (แต่จริงๆโบรกเกอร์ เขาอยากให้เราซื้อขายบ่อยๆเพื่อให้เขามีกำไร”

สภาพตลาด คือ กลลวง

นักลงทุนที่ดีไม่จำเป็นต้องรู้ทิศทางตลาดเลยคุณอย่าได้กลัวตลาดรวมจะลง หรืออย่าได้กลัวตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นไป จงดูที่ตัวธุรกิจ ใช่แล้วครับ กลับไปที่หลักการพื้นฐานข้อแรกๆคือลงทุนในหุ้นคือ การลงทุนในธุรกิจ ตลาดหุ้นจะกระทิง หรือหมีมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจเรา (ยกเว้นหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์)ราคาหุ้นที่ตกลงมามากๆโดยพื้นฐานธุรกิจไม่เปลี่ยน คือโอกาสการลงทุนที่ดีหากมีเงินก็ซื้อเพิ่มได้ หากไม่มีเงินก็อยู่เฉยๆ ในทางกลับกันตลาดหุ้นกระทิงที่ทำให้ราคาหุ้นเราวิ่งขึ้นไปสูงแล้วสูงอีกมีแต่คนอยากเข้ามาซื้อเพิ่มแต่เราคิดว่ามันแพง ก็อยู่เฉยๆ

สภาพตลาด คือ กลลวง เหมือนเวลาดูมายากล เขาจะให้เราดูในสิ่งที่ดึงดูดความสนใจเราไปผิดทางหากเขาจะล้วงกระเป๋ากางเกงคุณเขาจะให้คุณดูไปบนท้องฟ้านักลงทุนรายย่อยเราโดนหลอกให้ เฝ้าดู ดัชนี Dow Jone ตอนกลางคือและตื่นมาดู HangSeng ของฮ่องกงอีก ทั้งที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำกำไรของธุรกิจที่เราถืออยู่เลยมันไม่ใช่แนวโน้มระยะยาวใดๆด้วยซ้ำ เป็นเพียงการแกว่งตัวในระยะสั้นผมจะยกตัวอย่างจริงของเซียนหุ้นเพื่อนผมให้ฟัง

ในปี 2012 มีนักลงทุนหลายคนเห็นตลาดหุ้นขึ้นมาเยอะมาก(SET ขึ้นมาจาก 1050 ไป 1350) ก็ทยอยลดพอร์ท แต่แล้วหุ้นดีๆหลายตัวก็วิ่งขึ้นต่อไปได้อีกเยอะมากในต้นปี2013 (SET วิ่งจาก 1350 ไป 1650) ทั้งๆที่ธุรกิจที่เขาถือหุ้นมีกำไรดีขึ้นแต่เซียนหุ้นคนนี้กลัวตลาดหุ้นจะตก แล้วทำให้ราคาหุ้นเขาตกตามไปด้วย เขาจึงขายซึ่งวิธีนี้ไม่มีใครรู้ว่าถูกหรือผิด

พอกลางปี 2013ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง กับข่าวยกเลิก QE สภาพตลาดที่ดูน่ากลัวก็จะทำให้เรารู้สึกไม่อยากลงทุน เพราะจะคิดว่ามันมีโอกาสที่จะลงต่อไปได้อีกหลายคนยอมขายหุ้นธุรกิจที่ดีๆไปในราคาที่ถูก เพราะรู้สึกทรมานที่เห็นราคาหุ้นไหลลงทุนวัน บางคนไม่ขายแต่ก็ไม่กล้าซื้อของดีราคาถูกนั้นซึ่งขณะที่ผมบันทึกในสมุดนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าตลาดไปทางไหนต่อแต่สิ่งที่ผมพยายามบอกเคย “อย่าได้แคร์” มีเรื่องจริงอีกเรื่องคือ ในวิกฤตซับพราม ปี 2008ตลาดหุ้นน่ากลัวมากๆ หุ้นตกวันละ 30% กันเต็มกระดาน แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนส่วนน้อยที่กล้าลงทุนอย่างจริงจังในขณะที่สหรัฐกำลังประสบปัญหาซับพราม ในปี 2008และทุกสำนักต่างคาดการณ์ว่าวิกฤตนี้จะทำให้ตลาดหุ้นดำดิ่งลงไปต่ออีกหลายปี (แน่นอนว่าสุดท้ายแล้ว บัฟเฟตต์ก็ชนะอีกแล้ว)

สรุปก็คือพยายามติดตามข่าวสารเพื่อเชื่อมโยงไปที่ตัวธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อทำนายทิศทางตลาดหุ้นอย่าไปยึดติดกับ SET ว่ามันจะขึ้นหรือลง แม้ว่าหุ้นเราจะแกว่งไปตาม SETบ้างแต่นั้นคือระยะสั้น แต่ระยะยาวราคาหุ้นเราจะเป็นไปตาม ผลประกอบการณ์

1กลับเข้าสู่ความจริงว่า ตลาดหุ้นจะขึ้น หรือลงกระทบธุรกิจเรามากน้อยแค่ไหน

2 อย่าได้สนใจในราคา ที่แกว่งขึ้นหรือแกว่งลง ในระยะสั้นจงดูที่พื้นฐานตัวธุรกิจ หรือหากจะมองราคาหุ้นให้มองภาพใหญ่ ดูเทรนก็พอ


ดวง กับ การลงทุน

มีหลายคนบอกว่าเล่นหุ้นให้รวยได้ต้องมีดวงบางคนซื้อหุ้นปุ๊บหุ้นตกเลย พอขายแล้วหุ้นขึ้น จริงๆแล้วคำว่า “ดวง” หรือ “โชค”นั้นเกี่ยวข้องกับการลงทุนหุ้นระยะสั้นเท่านั้นเพราะในความเป็นจริงไม่มีใครจะทำนายได้เลยว่าพรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลงหุ้นตัวใดจะวิ่งขึ้น (ไม่นับรวมพวกปั่นหุ้น) ดังนั้นการลงทุนระยะสั้นเช่นซื้อหุ้นปุ๊บแล้วลุ้นให้หุ้นขึ้น มันคือการเสี่ยงโชคแต่ถ้ามองหุ้นเป็นการลงทุนระยะยาวแล้ว หุ้นจะขึ้นหรือลงในระยะยาวนั้นอยู่ที่“ผลดำเนินงาน” หรือ “กำไร” นั่นเอง หากกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แนวโน้มราคาก็ควรจะขึ้นไปเรื่อยๆเช่นกัน


เป็นเรื่องธรรมดา ที่ซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นจะตกลงไปบ้าง

ในชีวิตการลงทุนของเซียนหุ้นหลายคน ผมว่าเป็นเรื่องปกติมากที่เมื่อเราซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นจะไม่ขึ้น อาจจะทรงๆอยู่เป็นเดือนๆ หรือแย่ไปกว่านั้นคือ ราคาหุ้นกลับลดลงไปอีก10%-20% พออ่านตรงนี้คุณอาจจะอยากเถียงผมว่า ลักษณะแบบนี้ไม่ใช่เซียนหุ้นแล้วเพราะหลายคนโดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาว มักมีความคิดว่าเมื่อซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นจะต้องขึ้น หากซื้อหุ้นแล้วราคาลงมีตัวเลขขาดทุนโชว์แดงในพอร์ทแล้วจะเกิดความเครียดขึ้นมา คำว่า Cut lossจะลอยเข้ามาในหัวเราเลย หรืออาจจะคิดว่าราคาขึ้นมาเท่าทุนเมื่อไรจะขายทิ้งไปเลย attitudeแบบนี้แหละครับที่ผมอยากใหคุณเปลี่ยนใหม่

เราไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นได้ที่ราคาต่ำสุด

หลักการลงทุนที่ดีนั้นเราทราบมาแล้วว่ามัน“เรียบง่ายมาก” นั่นคือเลือกธุรกิจที่ดี พิจารณาราคาที่เหมาะสมหากโชคดีตลาดหุ้นกำลังแย่เราก็สามารถลงทุนในธุรกิจนั้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของมันได้ ง่ายมั้ยครับ ?แต่สิ่งที่มันยากก็คือเมื่อเราเข้าไปซื้อหุ้นสักตัวที่เราคิดว่าราคามันลงมาต่ำแล้วปรากฎว่าเมื่อซื้อแล้วราคาหุ้นมันลงต่อไปอีก สิ่งนี้คือสิ่งที่หลายคนเคยประสบและความรู้สึกที่ตามมาก็คือ “ลังเล” , “แคลงใจ” (ว่ามันเป็นหุ้นที่ดีหรือเปล่า)จุดนี้แหละครับที่ทำให้ นักลงทุนทั่วไปพลาดท่า

เพราะโดยหลักจิตวิทยาแล้วหุ้นที่ขาดทุนอยู่ จะทำให้เรารู้สึกว่ามันอาจจะไม่ใช่หุ้นที่ดี ตรงนี้เราต้องกลับไปเช็คข้อมูลที่เราวิเคราะห์อีกครั้งว่าธุรกิจมันดีจริงหรือไม่ หากมันดีจริงอย่าได้หวั่นไหวครับ“การซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นลงไปต่อเป็นเหตุการณ์ปกติในตลาดหุ้นครับราคาหุ้นในระยะสั้นไม่ได้สะท้อนกับปัจจัยพื้นฐาน แต่เป็นไปตามอารมณ์ของตลาดขณะนั้นดั่งคำพูดของ Benjamin Graham “in theshort run, the market is like a voting machine. But in the long run, the marketis like a weighing machine” ดังนั้นเมื่อเราซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นจะขึ้นไปเลย หรือลงต่อ ก็เป็นเรื่องปกติทั้ง 2 ทางครับ

หากเราเลือกหุ้นที่ดีมาแล้วแต่ราคาหุ้นไม่ไปไหน ให้คุณตอบคำถามตัวเองว่า “อนาคตข้างหน้ากำไรของบริษัทจะโตกว่านี้มั้ย” หากคำตอบคือ ใช่ ก็ไม่ต้องกังวล แสดงว่ายังไม่ใช่วันของมัน ( ในบทหลังๆจะแนะนำ วิธีเลือกซื้อหุ้น ซึ่ง 1ในลักษณะหุ้นที่ดีคือ ต้องมี ตัวเร่ง (catalyst) หรือ storyมันคือจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าตลาดจะเห็นศักยภาพของหุ้นที่เรามี แล้วราคาน่าจะวิ่งไปที่พื้นฐานของมันโดยเร็ว)แต่หากคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ” อันนี้คือความเสี่ยงครับยิ่งหากคุณไม่รู้ว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไรที่แน่ชัด การลงทุนของคุณคือ “การวัดดวง”แล้วครับ




Create Date : 11 ธันวาคม 2559
Last Update : 11 ธันวาคม 2559 16:25:29 น. 2 comments
Counter : 378 Pageviews.

 
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ที่แบ่งปัน
ติดตามค่ะ


โดย: Babyplacid IP: 192.99.15.166 วันที่: 12 ธันวาคม 2559 เวลา:11:25:51 น.  

 
รออ่าน ครับ



โดย: แทงทุกแท่งเทียน วันที่: 12 ธันวาคม 2559 เวลา:13:28:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
space

Singa
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






space
space
[Add Singa's blog to your web]
space
space
space
space
space