space
space
space
 
พฤศจิกายน 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
27 พฤศจิกายน 2559
space
space
space

ทัศนคติที่ถูกต้อง 2 : มอง downside risk ก่อน มองเป้าหมายด้านบน


อย่าขาดทุนระวังการขาดทุน

นักลงทุนในตลาดหุ้นส่วนมากเวลาจะซื้อหุ้นสัก1 ตัวจะมองว่าหุ้นตัวนี้ราคาน่าจะวิ่งไปได้ถึงเท่าไร? เช่นโบรกเกอร์ให้ราคาเป้าหมาย BANPU ไว้ที่ 860 บาทหากราคาปัจจุบันอยู่ที่ 700 บาทมันก็น่าสนใจที่จะซื้อวิธีการมองแบบนี้มีอยู่ในทุกวงการ ทั้งลงทุนทองคำ, ลงทุนคอนโด ฯลฯ นักลงทุนทุกคนจะมองไปที่UP SIDE ก่อนเสมอ ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากนักลงทุนระดับโลกทำกันไม่ว่าจะเป็น จอร์จ โซรอส นักเก็งกำไร, วอร์เรน บัฟเฟตต์, หรือ ศจ.เบน เกรแฮมก็จะมองไปที่ Down Side Risk ก่อนเสมอ

นั่นคือเราต้องให้ความสำคัญกับ“เงินต้นไม่หาย” ก่อนจึงจะมาดูเรื่อง“กำไรที่จะได้” กฎการลงทุนที่ พูดออกจากปากวอร์เรน บัฟเฟตต์ จริงๆแล้วมีแค่ 2 ข้อนั่นคือ

“ Rule No. 1: Never lose money

Rule No. 2: Neverforget rule No.1. “

แปลเป็นไทยได้ว่า “กฎการลงทุนมีแค่ข้อเดียวคืออย่าขาดทุน” ซึ่งฟังแล้วไม่คิดว่าจะทำได้จริงเพราะแม้แต่บัฟเฟตต์เองก็ขาดทุนอยู่บ่อยๆไม่ว่าจะเป็นหุ้นหนังสือพิมพ์ที่ทำกำไรมหาศาล ในตอนที่ซื้อหุ้นเข้ามาใหม่ๆราคาหุ้นก็ยังตกลงไปต่อ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็อยู่ที่แผนการลงทุนที่คาดไว้แล้วเพราะบัฟเฟตต์ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะซื้อหุ้นได้ในราคาที่เป็นจุดต่ำสุด แต่ DownSide Risk หรือโอกาสที่หุ้นจะตกลงไปมากๆนั้นมีไม่มากเพราะเราได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้วและเป็นสิ่งแรกที่เราพิจารณาก่อนการลงทุนเสมอ

โดยสรุปก็คือให้เราพิจารณาว่าถ้าเราลงทุนแล้วจะขาดทุนได้เยอะมั้ย มีเหตุการณ์แบบใดบ้างที่จะทำให้เราขาดทุนอะไรคือข้อเสียของการลงทุนครั้งนี้ วิเคราะห์ให้ครบถ้วนจนเกิดความสบายใจว่าโอกาสขาดทุนมีน้อย จึงเริ่มพิจารณาโอกาสที่กำไร “ซึ่งหากเรามองการซื้อหุ้น คือการซื้อธุรกิจ ดังนั้นโอกาสที่เราจะขาดทุนแบ่งเป็น 2 อย่างคือ

1. โอกาสที่บริษัทนี้จะทำกำไรได้แย่ลง

2. ราคาที่เราจะซื้อแพงเกินไป

1.โอกาสที่บริษัทนี้จะทำกำไรได้แย่ลง

ผมมีความเชื่อว่าทุกบริษัทมีโอกาสเจ๊งได้เสมอไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ KODAK , เลย์แมน ที่เจ็งไปแล้ว, หรือ SONY ,APPLE , FACEBOOK , Bank ในไทย ล้วนมีโอกาสที่จะล้มได้ แต่จะมีมากหรือน้อยเป็นสิ่งที่เราจะต้องมาพิจารณากันอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีการลงทุนโดยปกติแล้วบริษัทที่ถือว่ามีความเสี่ยงขาดทุนมากๆ จะเป็นพวก ธุรกิจขนาดเล็ก,ธุรกิจที่ผันผวน , ธุรกิจวัฏจักร, ธุรกิจที่แข่งขันสูง,ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่กำลังจะตาย ฯลฯ (รายละเอียดค่อยมาเล่าให้ฟัง) หรือจะแบ่งไปตามปัจจัยที่เข้ามากระทบที่จะทำให้บริษัทกำไรลดลงจะมีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในเอง

ปัจจัยภายใน ผมมองความเสี่ยงของโครงสร้างบริษัทเป็นสำคัญ เช่น

- บริษัทที่พึ่งพาผู้บริหารเพียงคนเดียว จะเห็นได้ชัดกับบริษัทที่เจ้าของเป็นผู้ก่อนตั้งบริษัทและยังเป็นรุ่นที่ 1 หรือผู้บริหารปัจจุบันที่เก่งมากๆ หากเกิดคนเหล่านี้ตายไป เช่น APPLEจะเป็นเช่นไร ในตลาดหุ้นไทยจริงๆก็มีลักษณะแบบนี้เยอะ แต่ผมขอแค่ยกตัวอย่างไม่ระบุว่ามันเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เช่น AH มีคุณเย็บ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า , MCSมีผู้บริหารเป็นคนหางานเข้าบริษัทเพียงคนเดียว ซึ่งท่านก็แก่ลงทุกวัน ,บริษัทหลักทรัพย์ พึ่งพาผู้บริหารที่มีลูกค้าในมือ พอผู้บริหารย้ายไปทำที่ บลอื่นก็เอาลูกค้าไปด้วย, ,

- เพิ่งพาลูกค้าเพียงไม่กี่เจ้ามีหลายบริษัทที่เพิ่งพาลูกค้าเป็นกลุ่มๆเดียว เช่น MCS พึ่งแต่ลูกค้าญี่ปุ่นพอญี่ปุ่นมีปัญหา ก็แย่ตามไปด้วย,

- เพิ่มพาแหล่งวัตถุดิบเพียงไม่กี่แห่ง เช่น RPCที่ใช้วัตถุดิบหลักจากPTT ซึ่งเมื่อ ปตท ยกเลิกสัญญา RPC ถึงกับปิดโรงงาน

- ไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้ เช่น พวก Commodity ทั้งหลายเหล็ก , ยางพารา, น้ำมัน ,อาหารสัตว์ ,

ปัจจัยภายนอก :คือสิ่งภายนอกที่บริษัทไม่สามารถกำหนดมันได้ เช่น

- ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ค่อนข้างผันผวนในปัจจุบันบริษัทที่เศรษฐกิจดีก็ดีด้วย พอเศรษฐกิจแย่ก็แย่ตาม เช่น อสังหาริมทรัพย์ ,อุตสาหกรรมรถยนต์

- นโยบายรัฐบาล เช่น พวกรับเหมา , ICT , MEDIA, พลังงานทดแทน,

- ค่าเงิน , ตลาดโลก เช่น พวกส่งออก ,อิเล็กทรอนิคส์

- การเมือง เช่น ท่องเที่ยว , โรงแรม , การลงทุน

- การฟ้องร้อง หรือ คดีความเช่น หาก BANPU แพ้คดี ที่ศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้วว่าต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนมากก็กระทบบริษัทแน่ๆ ราคาหุ้นก็โตตกไม่หยุด

- การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เช่น หากคนหันไปใช้ 4GแทนInternet บ้านกันหมด JAS ก็อาจจะแย่ , Shale Gasที่มาแทนถ่านหินทำให้ Banpu ราคาตกจาก 800 เหลือ 250,ร้านวีดีโอข้างบ้านผม ฝืนต่อไปไม่ไหว ปิดตัวไปเดือนก่อน

ปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะกระทบบริษัทมากน้อยแค่ไหน แล้วบริษัทที่เราคิดจะลงทุนมีโอกาสกำไรหดหรือไม่อย่างไร? คิดให้รอบคอบ

TIP

ในโลกธุรกิจปัจจุบันแต่ละประเทศถูกบีบบังคับให้เปิดเสรีการค้ามากขึ้นดังนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยที่เราคิดว่ามั่นคงเมื่อมียักษ์ระดับโลกมาเปิดกิจการแข่ง ก็อาจจะต้องเปลี่ยนมุมมองกันได้สิ่งสำคัญของการวิเคราะห์ธุรกิจคือการติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ

x

2. ราคาที่เราจะซื้อแพงเกินไป

อีกความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นที่จะทำให้เราขาดทุนคือเราลงทุนในธุรกิจที่ดี ในราคาที่สูงเกินไป ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่วิเคราะห์กันยากว่าราคาเท่าไรเรียกว่า “ถูก” ราคาเท่าไรเรียกว่า “แพง”สิ่งที่เซียนหุ้นรุ่นใหม่พยายามมองจึงเป็นเพียงการมองหาธุรกิจที่ดีมีความเสี่ยงกำไรหดหายน้อย และจะเข้าไปลงทุนเลย โดยไม่สนใจว่าราคามันแพงหรือไม่เพราะคิดว่าของดีต้องราคาแพง

จากประสบการณ์ที่ยาวนานของผมในตลาดหุ้นไทยผมเชื่อว่า “ตลาดหุ้น” จะให้โอกาสคุณได้ซื้อของดีราคาไม่แพงเสมอขอให้เพียงคุณมีความอดทนมากพอ ซึ่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ก็คิดคล้ายๆผมและยอมปล่อยโอกาสทองหลุดลอยไปหลายหนแต่เขาก็ยังทำกำไรได้ดีมากในตลาดหุ้นและไม่คิดเสียใจกับการปล่อยโอกาสหลุดมือไป(กับการตกรถขบวนใหญ่) บัฟเฟตต์ยังย้ำกับเพื่อนร่วมงานเสมอว่า “เสียดายดีกว่าเสียใจ”

ผมยกตัวอย่างหุ้นCPF ที่ราคาหุ้นวิ่งจาก 3 บาทกว่าๆไป 33บาทในเวลาเพียง 3 ปี มันเป็นธุรกิจอาหาร ซึ่งความเสี่ยงต่ำ เพราะธุรกิจมีขนาดใหญ่ทำครบวงจร และอาหารเป็นอะไรที่คนต้องกิน แม้จะไม่ซื้อบ้าน ซื้อรถแต่ก็ต้องกินอาหาร กำไรช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโตก้าวกระโดดและการมุ่งมั่นเป็นครัวโลกทำให้ CPF ถูกขนานนามว่าเป็น SUPER STOCK ในปี 54และเข้าซื้อเก็บไว้ประดับพอร์ทกันหลายคน

แต่จากการวิเคราะห์ของผมอาจคิดแตกต่างจากคนอื่นเพราะแม้กำไรจะเติบโตเป็นเท่าตัวในแต่ละปี แต่ยอดขายก็เพิ่มขึ้นไปไม่มาก NetProfit margin ที่เพิ่มขึ้นมากแม้ผู้บริหารจะบอกว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจที่พยายาม เน้น Food มากกว่า Farmor Feed แต่ผมก็มองว่าธุรกิจลักษณะแบบนี้ NPM 6%-7% ก็เต็มที่แล้วต่อไปจะเติบโตก็คงไม่มากแล้วดังนั้นราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นมา 10 เท่ามันก็รวมความคาดหวังในอนาคตไปไกลหลายปีเลยดูรูปประกอบ

บทสรุปของหุ้น CPF ในปี 54-59 ก็คือราคาหุ้น CPF ยังอยู่แถวๆ 25-30เป็นเวลา 5 ปีมาแล้ว ทั้งที่ SET วิ่งขึ้นไป 80% หุ้นตัวอื่นๆวิ่งกันทั้งตลาด ณ เวลาเมื่อวานราคาหุ้น CPF เหลือ 28 (ปี 59)

โดยสรุปคือหุ้นที่ดีหากเราซื้อที่ราคาแพงเกินไปเราอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีเลยในช่วง2 ปีแรก ดังนั้นนอกจากจะลงทุนในธุรกิจที่ดีแล้วเราควรลงทุนในราคาที่เหมาะสมด้วย

โดยสรุปทุกครั้งที่เราจะลงทุนหุ้นใดๆให้มองความเสี่ยงของธุรกิจและ ความเสี่ยงของราคาหุ้นแพง ไว้ก่อนเสมอเซียนหุ้นจะให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” ก่อน “ผลกำไร” เสมอ แม้ว่าตอนนี้คุณอาจจะคิดต่างกับหลักการข้อนี้แต่ประสบการณ์ที่มากขึ้น และความใจเย็นขึ้นจะทำให้คุณเห็นด้วยในภายหลัง




Create Date : 27 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2559 17:30:53 น. 2 comments
Counter : 477 Pageviews.

 
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ


โดย: Thanaphon IP: 115.87.174.225 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2559 เวลา:23:52:44 น.  

 
ติดตามอ่านค่ะ
ขอบคุณความรู้ดีๆ ที่แบ่งปัน


โดย: Babyplacid IP: 192.99.15.166 วันที่: 2 ธันวาคม 2559 เวลา:11:32:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
space

Singa
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






space
space
[Add Singa's blog to your web]
space
space
space
space
space