Group Blog
 
<<
มกราคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
23 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
AC/DC หนึ่งในวงร็อคระดับตำนาน (ตอนที่ 2)

อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/AC/DC
เรียบเรียงโดย SIMcityCorN

ยุคของ Brian Johnson (1980-ปัจจุบัน)
การเกิดใหม่ (1980-1983)
จากการตายของ Scott สมาชิกในวงคิดไว้ว่าจะยุบวงในทีแรก แต่บทสรุปคือ Scott คงมีความต้องการให้วง AC/DC ก้าวไปข้างหน้าต่อไป และมีผู้สมัครหลายคนที่ถูกพิจารณาเพื่อมาแทนตำแหน่งของเขา รวมทั้ง Buzz Shearman แห่งวง Ex-Moxy ผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมด้วยเนื่องจากเสียงร้องของเขามีปัญหา และ Terry Slesser นักร้องวง Back Street Crawler ท้ายที่สุดสมาชิกที่เหลือในวง AC/DC เลือก Brian Johnson จากวง ex-Geordie

ต่อมาภายหลัง Angus Young กล่าวว่า "ผมจำครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ Biran (Johnson) จาก Bon (Scott) ได้ Bon เคยเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาเคยออกทัวร์แสดงดนตรีในประเทศอังกฤษไปกับวงของเขา ส่วน Brian เคยเป็นสมาชิกวงที่มีชื่อว่า Geordie และ Bon กล่าวอีกว่า 'Brian Johnson เขาเป็นนักร้อง Rock 'n Roll ที่ยิ่งใหญ่โดยมี Little Richard เป็นแบบอย่าง' และ Little Richard ก็คือ Idol หลักของเขา
ผมคิดว่าตอนที่เขาเห็น Brian ตอนนั้นสำหรับ Bon คงต้องพูดว่า 'ชายคนนี้คือคนที่ Rock 'n Roll คืออะไร' เขาพูดอย่างนี้กับเราตอนอยู่ในออสเตรเลีย ผมหวังว่าเมื่อเราคิดจะเดินหน้าต่อ Brian น่าจะเป็นชื่อแรกที่ Malcolm และตัวผมนึกถึง จากนั้นเราเห็นว่าเราจะรู้ว่าสิ่งที่ได้ฟังจาก Bon เป็นจริงหรือเปล่าหากเราได้พบตัว Brian" สำหรับขั้นตอนการคัดเลือกตัว Johnson เลือกที่จะร้องเพลง "Whole Lotta Rosie" จากอัลบั้ม Let There Be Rock และเพลง "Nutbush City Limits" ของ Ike & Tina Turner และเขาได้ถูกจ้างให้อยู่ต่ออีกสองสามวันหลังจากการคิดตัว

เพราะ Brian Johnson วงจึงได้เขียนเพลงที่ได้เริ่มเขียนไว้โดย Bon Scott จนเสร็จสำหรับอัลบั้ม Back in Black การอัดเสียงเริ่มขึ้นที่ Compass Point Studios ใน Bahamas ไม่กี่เดือนหลังจากการตายของ Scott อัลบั้ม Back in Black ได้โปรดิวเซอร์คือ Mutt Lange และบันทึกเสียงโดย Tony Platt และกลายเป็นอัลบั้มที่ทำยอดขายถล่มทลายที่สุดและกลายเป็นสัญลักษณ์ของดนตรี Hard-Rock อัลบั้มนี้มีเพลง "Hells Bells", "You Shook Me All Night Long", และ title track อัลบั้มได้รับรางวัล platinum สามเดือนหลังจากวางจำหน่าย และในปี 2007 อัลบั้มขายได้กว่า 22 ล้านก็อปปี้ในสหรัฐอเมริกา และกว่า 45 ล้านทั่วโลก ทำให้กลายเป็นอัลบั้มอัลบั้มที่ขายดีที่สุดอันดับที่ #4 ในสหรัฐอเมริกาและขายได้มากที่สุดทั่วโลกเป็นอันดับที่ #2 (เป็นรองอันดับหนึ่งอัลบั้ม Thriller ของ Michael Jacksons) อัลบั้มนี้ติดอันดับ #1 ในอังกฤษ และอันดับ #4 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งติดอยู่ในชาร์ทจัดอันดับเพลง Billboard 200 กว่า 131 สัปดาห์

You Shook Me All Night Long


การอำลาวงของ Rudd และความตกต่ำยอดขาย (1983-1987)
ท่ามกลางข่าวลือเกี่ยวกับอาการติดเหล้าและการใช้ยาระงับประสาท ทำให้สัมพันธภาพระหว่างมือกลอง Phil Rudd และ Malcolm Young เลวร้ายลงและหลังจากอาการไม่เป็นมิตรอย่างยาวนานความเกลียดชังระหว่างกันเติบโตอย่างไม่สามารถจะต้านทานได้ Rudd ถูกไล่ออกจากวงสองชั่วโมงหลังจากการทะเลาวิวาทกัน มือกลองมหาวิทยาลัยชื่อ B.J. Wilson ถูกเลือกให้เข้ามาช่วยชั่วคราวเพื่อให้สามารถอัดเสียงได้เสร็จสิ้น แต่อย่างไรก็ตามเสียงกลองของเขาไม่ได้เอามาใช้ แม้ว่า Rudd จะกลับมาช่วยอัดเสียงกลองสำหรับอัลบั้มใหม่จนเสร็จ แต่ก็ถูกเปลี่ยนตัวกับ Simon Wright ในหน้าร้อนปี 1983 หลังจากที่วงรับสมัครคัดเลือกมือกลองจากผู้สนใจทั่วไป

หลังจากนั้นในปีเดียวกัน AC/DC ได้ปล่อยอัลบั้มที่อำนวยการสร้างเอง คืออัลบั้ม Flick of the Switch ที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่าอัลบั้มก่อนๆ ของพวกเขา และกลายเป็นอัลบั้มที่ถูกลืมและไม่มีใครพูดถึง นักวิจารณ์คนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้น "ได้ออกอัลบั้มเดียวกันเป็นครั้งที่เก้า" และวง AC/DC ได้ถูกโหวตว่าเป็นอันดับ #8 ของวงที่น่าผิดหวังที่สุดในปี 1984 จากโพลล์ของผู้อ่านแม็กกาซีนร็อค Kerrang! แม้กระนั้นอัลบั้ม Flick of the Switch ได้ขึ้นสู่อันดับที่ #4 ในชาร์ตเพลงอังกฤษ และ AC/DC ประสบความสำเร็จเล็กๆ กับซิงเกิล "Nervous Shakedown" และ "Flick of the Switch" อัลบั้ม Fly on the Wall อำนวยการผลิตโดยพี่ต้อง Young ในปี 1985 ถูกมองว่าเป็นอัลบั้มที่ไร้สิ่งจูงใจและไม่มีทิศทาง มิวสิควีดีโอตัวอย่างในชื่ออัลบั้มเดียวกันแสดงโดยมีวงแสดงอยู่ในบาร์เล่นเพลงห้าในสิบเพลงที่มีในอัลบั้ม

ในปี 1986 วงกลับมาอยู่ในชาร์ทเพลงอีกครั้งด้วยอัลบั้มสำหรับเปิดโดยสถานีวิทยุ "Who Made Who" อัลบั้มดังกล่าวเป็นซาวด์แทร็คให้กับภาพยนต์โดย Stephen King ชื่อ Maximum Overdrive และไม่ใช่ก็ใกล้เคียงทำให้มีการวางจำหน่ายอัลบั้ม "greatest hits" สำหรับนักสะสม ที่ซึ่ง AC/DC ปฏิเสธที่จะทำแบบอย่างนั้นตลอดมา คอลเล็คชั่นนี้มาพร้อมกับเพลงฮิตก่อนๆ เช่น "You Shook Me All Night Long" และ "Ride On" พร้อมกับเพลงที่ใหม่ที่มีชื่อเพลงเช่น "Who Made Who" รวมทั้งเพลง "D.T" และ "Chase the Ace"

ในเดือน กุมภาพันธ์ 1988 วง AC/DC ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Australian Recording Industry Association's Hall of Fame

กลับมาประสบความสำเร็จของยอดขายอีกครั้ง (1987-1990)
ใน ปี 1988 AC/DC บันทึกเสียงอัลบั้ม Blow Up Your Video ที่ทำการบันทีกที่ Studio Miraval ใน Le Val ประเทศฝรั่งเศส และเป็นการกลับมารวมตัวอีกครั้งของผู้อำนวยการสร้างดั้งเดิม Harry Vanda และ George Young พวกเขาได้ทำการบันทึกเสียงสิบเก้าเพลง และท้ายที่สุดเลือกมาเพียงสิบเพลงที่จะวางจำหน่าย แม้ว่าต่อมาอัลบั้มจะถูกวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการใส่เพลง "Filter" แต่ก็ประสบความสำเร็จในแง่ยอดจำหน่าย Blow Up Your Video ขายได้มากกว่าอัลบั้มก่อนสองอัลบั้มรวมกันเสียอีก และขึ้นสู่อันดับที่ #2 ในชาร์ทเพลงอังกฤษ เป็นอันดับสูงสุดตั้งแต่อัลบั้ม "Back in Black" ในปี 1980 ของวง AC/DC เพลง "Heatseeker" ในอัลบั้มยังติดอันดับ top-twenty ในอังกฤษ และเพลงฮิตอย่างเช่น "That's the Way I Wanna Rock and Roll" การทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกอัลบั้ม Blow Up Your Video เริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 1988 ใน Perth ออสเตรเลีย หลังจากการปรากฏตัวทั่วทวีปยุโรป Malcolm Young ได้ประกาศเขาจะขอตัวออกจากการทัวร์คอนเสิร์ต เพื่อที่จะรักษาตัวเองจากอาการติดเหล้า สมาชิกในครอบครัว Young ที่เข้ามาแทนตำแหน่ง Malcolm Young ชั่วคราวคือ Stevie Young

Heatseeker


หลัง จากทัวร์คอนเสิร์ต Simon Wright ได้ปลีกตัวออกจากวงไปทำงานจนกลายเป็นอัลบั้ม Dio ในเวลาต่อมาซึ่งก็คือ Lock Up the Wolves และถูกแทนที่ชั่วคราวด้วยมือกลองผู้ช่ำชอง Chris Slade ส่วน Johnson ก็ไม่ได้อยู่ร่วมวงสองสามเดือนระหว่างจัดการการหย่าขั้นตอนสุดท้าย กระนั้นพี่น้อง Young ได้แต่งเพลงสำหรับอัลบั้มถัดไปและยังคงซักซ้อมต่อไปจนวางจำหน่ายอัลบั้ม Black Ice ในปี 2008

การกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง (1990-1994)
อัลบั้มใหม่ชื่อ The Razors Edge ถูกบันทึกเสียงใน Vancouver ประเทศแคนนาดา และอำนวยการผลิตโดย Bruce Fairbaim ผู้ที่ก่อนหน้านี้ได้ร่วมงานกับวง Aerosmith และ Bon Jovi วางจำหน่ายในปี 1990 และกลายมาเป็นการกลับมาครั้งสำคัญของวง ซึ่งในอัลบั้มมีเพลง "Thunderstruck" และ "Are You Ready" ซึ่งได้ขึ้นสู่อันดับที่ #5 และ #6 คามลำดับบนชาร์ทจัดอันดับเพลง Mainstream Rock Tracks และ "Moneytalks" ที่ขึ้นสูงสุดอันดับ #23 บน "Billboard Hot 100" และอัลบั้มยังได้รับรองอีกหลายรางวัลรวมทั้งขึ้นสู่อันดับ Top Ten ของสหรัฐอเมริกา การแสดงสองสามครั้งสำหรับอัลบั้ม Razors Edge ถูกบันทึกเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดในปี 1992 ชื่อ Live โดยอัลบั้ม Live อำนวยการผลิตโดย Fairbairn และถูกขนานนามว่าเป็นอัลบั้มแสดงสดที่ดีที่สุดของทศวรรษ 1990 และในระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตอัลบั้มนี้นี่เองที่วง AC/DC ถูกพาดหัวข่าวในรายการทีวี Monster of Rock และนำมาจำหน่ายเป็น DVD ในชื่อ Live at Donington จากนั้นในปีต่อมา AC/DC ก็ได้บันทึกเสียง "Big Gun" สำหรับซาวด์แทร็คหนังแสดงโดย Arnold Schwarzenegger ชื่อ Last Action Hero และวางจำหน่ายเป็นซิงเกิล โดยขึ้นเป็นอันดับ #1 ของชาร์ทเพลงร็อค Mainstream Rock ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกของวงที่ติดอันดับจัดเพลงในชาร์ทดังกล่าว

Big Gun


ยืนยันการกลับมา (1994-2008)
ในปี 1944 Angus และ Mlcolm ได้เชิญ Rudd มาแจมด้วยสองสามครั้ง และแม้กระทั่งถูกจ้างให้มาแทนที่ Slade อีกครั้ง ผู้ที่เคยลุกขึ้นและออกจากวงไปเพราะความต้องการอย่างแรงกล้าที่วงจะทำร่วมงานกับ Rudd ในปี 1995 ด้วยสมาชิกชุดเดิมที่เคยร่วมวงในปี 1980-1983 อีกครั้ง วงก็ได้ออกอัลบั้ม Ballbreaker ที่บันทึกเสียงใน Ocean Way Studios ใน Los Angeles, California และอำนวยการผลิตโดย Rick Rubin โดยซิงเกิลแรกของอัลบั้มคือเพลง "Hard as a Rock" นอกจากนี้ยังมีอีกสองซิงเกิลในอัลบั้มที่ปล่อยออกมาคือ "Hail Caesar" และ "Cover You in Oil" ในปี 1997 ก็ได้วางจำหน่าย Bonfire ในรูปแบบ Box Set ที่ประกอบไปได้วยสี่อัลบั้มที่เป็นเวอร์ชั่น รีมาสเตอร์(ผู้แปล: เป็นการเอาต้นฉบับเดิมมาปรับปรุงและบันทึกลงในสื่อใหม่อย่างเช่น CD, DVD หรือแม้กระทั่ง Laser Disc เป็นต้น) คือ "Back in Black", "Volts" (a disc with alternate takes, outtakes, and stray live cuts: ผู้แปล น่าจะคล้ายเป็นเบื้องหลัง) และอัลบั้มการแสดงสดอีกสองอัลบั้ม "Live from the Atlantic Studios" และ "Let There Be Rock: The Movie" อัลบั้ม Live from the Atlantic Studios ได้ทำการบันทึกเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1977 ใน Atlantic Studio's ใน New York สำหรับ Let There Be Rock: The Movie นั้นเป็นอัลบั้มที่รวมเอาสองอัลบั้มที่บันทึกในปี 1979 ใน Pavillon de Paris และกลายเป็นซาวด์แทร็คของภาพเคลื่อนไหว AC/DC: Let There Be Rock สำหรับ Box Set เวอร์ชั่นที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกานั้นรวมเอาสมุดระบายสีเล่มเล็ก โพสเตอร์แบบสองด้าน สติ๊กเกอร์ สติ๊กเกอร์รอยสักชั่วคราว พวงกุญแจเปิดขวดน้ำอัดลม และปิ๊คกีตาร์


ในปี 2000 วงก็ได้ออกอัลบั้ม Stiff Upper Lip โดยมี George Young เป็นโปรดิวเซอร์ที่ Warehouse Studio ในแวนคูเวอร์อีกครั้ง อัลบั้มนี้ได้รับการตอบรับที่ดีกว่าอัลบั้ม Ballbreaker จากนักวิจารณ์ แต่ก็ยังได้ชื่อว่ายังล้าหลังเรื่องแนวคิดใหม่ๆ อัลบั้มสำหรับจำหน้ายในออสเตรเลียยังได้รวมเอาโบนัสซีดีที่มีวิดีโอโฆษณาและการแสดงสดอีกสองสามเพลงใน Madrid ประเทศสเปนในปี 1996 อัลบั้ม Stiff Upper Lip ขึ้นสู่อันดับ #1 ในห้าประเทศรวมถึงอาร์เจนติน่าและเยอรมันนี และเป็นอันดับ #2 ในสามประเทศคือ สเปน ฝรั่งเศส และ สวิสเซอร์แลนด์, ขึ้นสู่อันดับ #3 ในประออสเตรเลีย อันดับ #5 ในแคนนาดาและโปรตุเกส

และอันดับ #7 ในนอร์เวย์ อเมริกาและฮังการี ซิงเกิลแรก "Stiff Upper Lip" ยังคงเป็นอันดับที่ #1 ชาร์ทเพลง US Mainstream Rock เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ซิงเกิลอื่นๆ ที่ออกมาก็สามารถทำอันดับได้ดีมาก "Satellite Blues" และ "Safe in New York City" ขึ้นถึงอันดับ #7 และ #31 ตามลำดับบนชาร์ท Billboard's Mainstream Rock Tracks

ในปี 2002 AC/DC ได้เซ็นสัญญาระยะยาว หลายอัลบั้มกับ Sony Music ที่ซึ่งได้ทำการรีมาสเตอร์อัลบั้มเก่าๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ส์ AC/DC remasters แต่ละอัลบั้มจะมีส่วนเพิ่มเติมของปกซึ่งประกอบไปด้วยภาพหายาก อนุสรณ์ และบันทึกข้อความ ในปี 2003 อัลบั้มชุดสะสมย้อนหลังทั้งหมด(ยกเว้นอัลบั้ม Ballbreaker และ Stiff Upper Lip) ได้รีมาสเตอร์และวางจำหน่าย ในท้ายที่สุด Ballbreaker ก็ได้ถูกวางจำหน่ายอีกครั้งใน ตุลาคม ปี 2005, ต่อมา Stiff Upper Lip ก็ได้ถูกนำมาวางจำหน่ายอีกครั้งใน เมษายน 2007

วันที่ 30 กรกฏาคม 2003 วงได้ทำการแสดงสดกับ The Rolling Stone และ Rush ณ Molson Canadian Rocks for Toronto คอนเสิร์ตจัดขึ้นก่อนผู้ฟังกว่าครึ่งล้าน ตั้งใจจะช่วยเมืองจากภาพลบว่าเป็นการเริ่มต้นการแพร่กระจายในที่สาธารณะจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ SARS ในปี 2003 คอนเสิร์ตได้ทำสถิติคอนเสิร์ตที่ต้องซื้อบัตรเข้าชมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาเหนือ วงได้กลายเป็นผู้ให้ความบันเทิงที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับที่สองของออสเตรเลียในปี 2005 และอันดับที่หกในปี 2006 ถึงแม้จะไม่มีการออกคอนเสิร์ตตั้งแต่ปี 2003 และออกอัลบั้มใหม่ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา Verizon Wireless ได้เพิ่มลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายอัลบั้มเต็มของ AC/DC และทั้งคอนเสิร์ต Live at Donington เพื่อดาวน์โหลดในปี 2008

วันที่ 16 ตุลาคม 2007 Columbia Records ได้วางจำหน่าย ดับเบิ้ลและทริปเปิ้ลดีวีดีชื่อว่า Plug Me In ในชุดประกอบด้วยภาพยนต์เวลาห้าและเจ็ดชั่วโมและรวมทั้งเทปบันทึกของ AC/DC ณ การแสดงไฮสคูล "School Days", "T.N.T", "She's Got Balls", และ "It's a Long Way to the Top (If You Wanna Rock 'n' Roll)" เช่นเดียวกับ Family Jewels แผ่นดิสค์ที่บรรจุเอาการแสดงหาดูยากของวงร่วมกับ Bon Scott และดิสค์แผ่นที่สองเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับยุค Brian Johnson และการสัมภาษณ์เพิ่มเติม

AC/DC ได้ผลิตวีดีโอเกมส์ของพวกเขาเองชื่อว่า Rock Band 2 โดยมีเพลง "Let There Be Rock" สำหรับเล่นรวมอยู่ด้วย เพลงในอัลบั้มจากการแสดงสดของพวกเขา Live at Donington ก็ได้ถูกทำออกเป็นเพลงเพื่อเล่นสำหรับเกมส์ซีรี่ส์ Rock Band ในชื่อ Wal-Mart-exclusive แผ่นที่มีชื่อว่า AC/DC Live: Rock Band Track Pack

Let There Be Rock



Create Date : 23 มกราคม 2554
Last Update : 23 มกราคม 2554 17:00:44 น. 0 comments
Counter : 1391 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

SIMcityCorN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add SIMcityCorN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.