Only the eye can say everything.
Group Blog
 
<<
กันยายน 2550
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
12 กันยายน 2550
 
All Blogs
 
พิธีเฉลิมฉลองวันประสูติองค์พระพิฆเนศวร์



เนื่องจากในวันเสาร์ที่ 15 กันยายนที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นวันประสูติขององค์พระพิฆเนศวร์
โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้วจะมีการจัดพิธีเฉลิมฉลองในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 10
ซึ่งในเมืองไทยก็มีการจัดพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่ วัดแขก ถ.สีลม
ประชาชนที่ศรัทธาในองค์ท่านก็จะไปร่วมพิธีเฉลิมฉลองกันเป็นจำนวนมากทุกปี
โดยส่วนตัวที่ผมเองก็นับถือองค์พระพิฆเนศวร์เช่นกัน
จึงได้นำประวัติขององค์ท่านมาให้ทุกคนได้รับรู้ครับ


คนไทยคุ้นเคยกับบรรดาเทพทั้งหลายมาช้านานแต่ในบรรดาเทพทั้งหมดคนไทยรู้จักพระพิฆเนศวร์มากที่สุด เพราะท่านเป็นมหาเทพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนไทยมากที่สุดจนกล่าวได้ว่า คนไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศวร์เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรม และเป็นตราประจำกรมกองต่างๆ มากมาย

พระพิฆเนศวร์เป็นเทพแห่งปราชญ์ ความรอบรู้ต่างๆ เป็นเทพแห่งการขจัดอุปสรรคความขัดข้อง ดังนั้นหากผู้ใดเป็นผู้รู้และประสบความสำเร็จต่อกิจการทั้งปวงมักจะบูชาพระพิฆเนศวร์ก่อน

ในอินเดียเองก็มีแนวความเชื่อในเรื่องพระพิฆเนศวร์ในทุกลัทธิศาสนาไม่ว่าลัทธิที่ถือองค์พระศิวะเป็นใหญ่ นับถือพระพรหมเป็นใหญ่หรือพระนารายณ์เป็นใหญ่ ทุกลัทธิล้วนให้ความสำคัญต่อพระพิฆเนศวร์ทั้งสิ้น

ด้วยทุกตำราได้กล่าวถึงที่มาของพระพิฆเนศวร์ไว้สูง สำคัญและมีฤทธิ์มาก มีความเฉลียวฉลาด มีคุณธรรม คอยช่วยเหลือปกป้องปราบปรามสิ่งชั่วร้ายและเป็นยอดกตัญญู

แม้พระพิฆเนศวร์จะเป็นเทพที่มีความเก่งกาจสามารถยิ่ง แต่ก็เป็นเทพที่สงบนิ่งไม่เย่อหยิ่งทรนงอันเป็นคุณสมบัติอันประเสริฐอีกประการหนึ่งของผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง จึงกล่าวได้ว่า พระพิฆเนศวร์เป็นมหาเทพที่ดีพร้อมครบถ้วนด้วยความดีงามสมควรแก่การยกย่องบูชาเป็นนิจ

แม้แต่องค์พระศิวะมหาเทพผู้สร้างและเป็นพระบิดาแห่งองค์พระพิฆเนศวร์ยังกล่าวว่า "ไม่ว่าจะกระทำการสิ่งใดหรือทำพิธีบูชาใด ให้ทำการบูชาพระพิฆเนศวร์ก่อนกระทำการทั้งปวง"

ผู้ใด ต้องการความสำเร็จ ให้บูชาพระพิฆเนศวร์
ผู้ใด ต้องการพ้นจากความขัดข้องทั้งปวง ให้บูชาพระพิฆเนศวร์

ฐานะและสถานภาพ

เนื่องจากพระพิฆเนศวร์เป็นเทพที่มีสถานภาพแห่งความเป็นสากล ศาสนิกชนและผู้คนทั่วไปต่างเคารพนับถือพระองค์ว่าเป็นเทพที่สำคัญ อันจะอำนวยพรประสิทธิ์ประสาทผลในด้านต่างๆ แทบจะทุกด้าน และผู้เลื่อมใสพระองค์ก็มีตั้งแต่ชนชั้นล่างสุดจนถึงชนชั้นปกครอง ทุกสาขาอาชีพ ไม่มีขีดจำกัดหรือกฎเกณฑ์ ห้ามปรามเหมือนอย่างพระมหาเทพและพระมหาเทวีบางพระองค์
พอจะสรุปถึงฐานะของพระพิฆเนศวร์ในด้านต่างๆ ได้ดังนี้

๑. พระพิฆเนศวร์ในฐานะเทพขจัดอุปสรรค ในสมัยก่อน พ่อค้าต่างๆ เวลามาเพื่อติดต่อค้าขายในแถบคาบสมุทรอินโดจีน มักจะพกพาพระพิฆเนศวร์ติดตัวมาบูชาเพื่อคุ้มครองป้องกันภัยและช่วยอำนวยความสำเร็จในการเดินทาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีการนิยมสร้างรูปเคารพพระพิฆเนศวร์ขึ้นมาเพื่อประทานความสำเร็จและขจัดอุปสรรคโดยเฉพาะในด้านการค้าและการประกอบธุรกิจต่างๆ ในบริษัทใหญ่ๆ โรงแรมใหญ่ๆ ในปัจจุบัน

๒. พระพิฆเนศวร์ในฐานะเทพบริวาร ในฐานะที่ทรงเป็นพระโอรสของพระศิวะมหาเทพและพระอุมามหาเทวี ท่านจึงได้ฐานะเป็นเทพบริวารให้กับมหาเทพทั้งสอง ด้วยฐานะดังกล่าวจึงมีการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ที่กองพลทหารบกที่ ๑ รักษาพระองค์

๓. พระพิฆเนศวร์ในฐานะเทพผู้ปกป้องคุ้มครองเด็ก เราจะพบเห็นได้จากภาพวาดหรือปฏิมากรรมของพระคเณศในวัยที่ยังเป็นเด็ก ขณะเป็นพระโอรสของพระนางอุมามหาเทวี ผู้คนจึงมอบฐานะแห่งเทพผู้คุ้มครองเด็กให้กับพระองค์

๔. พระคเณศในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการ ทรงเป็นเทพแห่งความฉลาดรอบรู้และเป็นเทพแห่งศิลปะวิทยาการต่างๆ ซึ่งภาพวาดหรือรูปเคารพของพระองค์จะมี ๒ พระกร ถือคัมภีร์และงาหัก ตามหลักฐานที่ปรากฏจะพบว่าคติการเคารพบูชาพระพิฆเนศวร์ในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการของไทยเรานั้นเริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจวบจนถึงปัจจุบัน และปรากฏฐานะนี้ที่เด่นชัดในสมัยรัชการที่ ๖ ที่ทรงกำหนดให้ใช้รูปพระพิฆเนศวร์เป็นตราเครื่องหมายสัญลักษณ์ของวรรณคดีสโมสร ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๐ ก็ได้กำหนดให้ใช้รูปของพระพิฆเนศวร์เป็นตราสัญลักษณ์ของกรมศิลปากร

๕. พระพิฆเนศวร์ในฐานะบรมครูช้าง ในสมัยก่อนนั้นการทำศึกสงคราม ช้างเป็นสัตว์ที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในการทำศึก การทำกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับช้างจึงเป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดกลายเป็นศาสตร์ที่สำคัญแขนงหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "คชศาสตร์" ด้วยรูปแบบดังกล่าวของพระพิฆเนศวร์ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับคชศาสตร์ ดังนั้นเมื่อมีกิจกรรมเกี่ยวกับคชศาสตร์เกิดขึ้น ก็ย่อมจะต้องมีการบูชาพระพิฆเนศวร์ด้วย

๖. พระพิฆเนศวร์ในฐานะที่เป็นทวารบาล เป็นคติที่พบได้ทางภาคเหนือของไทยเรา เรามักพบเห็นพระพิฆเนศวร์อยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้าวัดในพุทธศาสนา ซึ่งคล้ายกับคตินิยมในธิเบตและพม่า
ดังตัวอย่างเช่นที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ และวัดท่าสต๋อย ที่มีรูปพระพิฆเนศวร์อยู่บริเวณทางเข้าในฐานะพระทวารบาล และคติการสร้างรูปพระพิฆเนศวร์ไว้ที่บริเวณทางเข้าวัดทางภาคเหนือนั้น จะเน้นหนักไปในเรื่องที่ยกพระพิฆเนศวร์ให้เป็นทวารบาลคอยคุ้มครองสัปตบุรุษผู้ไปทำบุญหรือปฏิบัติศาสนกิจ

๗. พระพิฆเนศวร์ในฐานะบรมครูหรือเทพทางศิลปะการแสดง ปัจจุบันนี้ศิลปะการแสดงต่างๆ โดยเฉพาะในแวดวงบันเทิง ดาราภาพยนตร์และดาราทีวีจะนับถือพระพิฆเนศวร์ว่าเป็นบรมครูทางการแสดงของพวกเขา ซึ่งจะไปเหมือนกับคตินิยมในการบูชาพระพิฆเนศวร์ในฐานะบรมครูทางนาฏกรรมของบรรดานักนาฏศิลป์ทั้งหลาย

๘. พระพิฆเนศวร์ในฐานะเครื่องรางของขลัง ในราวพุทธศตวรรษที่ ๘ ชึ่งเป็นช่วงที่พ่อค้าวานิชและนักบวชในศาสนาฮินดูเดินทางออกจากประเทศอินเดียมาสู่แหลมอินโดจีน และมักจะพกพาเครื่องรางที่เป็นรูปพระพิฆเนศวร์องค์เล็ก ติดตัวมาติดต่อค้าขายและเผยแพร่ศาสนาในแหลมอินโดจีน ดังหลักฐานที่ปรากฏจากการขุดค้นพบเครื่องรางรูปพระพิฆเนศวร์องค์เล็กๆ ในบริเวณอ่าวบ้านดอน จ .สุราษฏร์ธานี

ความหมาย

พระพิฆเนศวร์ทรงมีรูปร่างเดียว โดยทรงมีพระเศียรเป็นช้าง มีพระกรรณกว้างใหญ่ มีงวงยาว แต่ทรงมีร่างกายเป็นมนุษย์ มี 4 กร 6 กร หรือ 8 กร แล้วแต่พระภาคที่จะเสด็จมา รูปร่างของพระองค์แสดงถึงสิ่งที่เป็นมงคลดีเยี่ยม ซึ่งทรงสั่งสอนถึงความดีและความสำเร็จ

พระพิฆเนศวร์ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรู้และปัญญายิ่งใหญ่ แต่ละส่วนของท่านให้ความหมายในเชิงปรัชญาได้ดังนี้

พระเศียร ทรงใช้เศียรอันใหญ่ที่เต็มไปด้วยปัญญาความรู้ เป็นที่รวมแห่งปัญญาทั้งหมด

พระกรรณ ทรงใช้รับฟังคำสวดจากพระคัมภีร์และความรู้ในรูปแบบอื่นๆ อันเป็นสิ่งแรกแห่งการศึกษา

งวง เราได้นำเอาความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากการเลือกเฟ้นระหว่างทวิลักษณะ ความผิด-ถูก ความดี-ความชั่ว อันมีงวงช้างที่ยาวและใหญ่ใช้ชั่งน้ำหนักต่อการกระทำหรือการค้นหาสิ่งที่ดีงามต่างๆ อันปัญญานั้นเกิดขึ้นเพื่อช่วยในการแก้ปัญหาของชีวิตให้หลุดพ้นจากอุปสรรค และพบกับความสำเร็จสมดั่งความมุ่งหมาย

งา งาข้างเดียวโดยอีกข้างหักนั้น เพื่อแสดงให้รู้ว่าจะต้องอยู่ในเหตุระหว่างความดี-ความชั่ว ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ดีถึงความแตกต่างกัน ดั่งเช่น ความเย็น-ความร้อน การเคารพ-การดูหมิ่นเหยียดหยาม ความซื่อสัตย์-ความคดโกง

หนู แสดงถึงความปรารถนาของมนุษย์

บ่วงบาศ ทรงถือโดยทรงลากจูงคนทั้งหลายให้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์

ขวาน เป็นอาวุธทรงใช้ปกป้องความชั่วร้ายและคอยขับไล่อุปสรรคทั้งหลายที่มาก่อกวนต่อบริวารของพระองค์

ขนมโมทกะ ข้าวสุกผสมน้ำตาลปั้นเป็นลูก เพื่อประทานให้เราเป็นรางวัลต่อการที่เราปฏิบัติตามรอยพระบาทของพระองค์

ท่าประทานพร หมายถึงความยิ่งใหญ่แห่งความผาสุก และความสำเร็จให้กับสาวกของพระองค์

กำเนิด (ประวัติพระพิฆเนศวร์)

เชื่อกันว่า ลัทธิการบูชาพระพิฆเนศวร์นั้น น่าจะมาจากชนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย ซึ่งเป็นลัทธิการบูชาสัตว์ หรือลัทธิแห่งชัยชนะเหนือธรรมชาติ ชนพื้นเมืองของอินเดียเชื่อกันว่าหนูเป็นสัญลักษณ์ของความมืด พระพิฆเนศวร์ทรงขี่หนูจึงหมายถึงชัยชนะของแสงอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้สิ้นสุดลง

พระพิฆเนศวร์อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากการเป็นเทพประจำเผ่าของคนป่า ที่อาศัยอยู่ในป่าเขาอันกว้างใหญ่ของอินเดีย คนเหล่านี้ต้องเผชิญกับฝูงช้างอันน่ากลัวจึงเกิดการเคารพในรูปของช้างขึ้น เพื่อให้ปกป้องคุ้มครองและพัฒนาต่อมาเป็นเทพชั้นสูงของชาวอารยัน

ต่อมาได้พัฒนาเป็นเทพผู้ขจัดซึ่งอุปสรรค มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าของเทพที่มีเศียรเป็นสัตว์ทั้งหลาย จนกระทั่งมีการรจนาปกรณ์ให้เป็นโอรสของพระศิวะเทพและพระนางปราวตีในเวลาต่อมา

แต่ในแง่ของคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ได้บรรยายจุดกำเนิดของพระพิฆเนศวร์ไว้หลากหลายตำนานตามความเชื่อในแต่ละลัทธิ พอจะสรุปเป็นหลักๆ ได้ดังนี้

ตำนานที่ 1. วิฆเนศวรปราบอสูรและรากษส
อสูรและรากษสได้ทำการบวงสรวงพระศิวะจนได้พรจากพระศิวะหลายประการ ยังให้เหล่าอสูรกลุ่มนี้ฮึกเหิมก่อความเดือดร้อนเป็นอันมาก พระอินทร์จึงทรงนำเทวดาทั้งหลายไปเข้าเฝ้าอ้อนวอนต่อพระศิวะ ขอให้พระองค์สร้างเทพแห่งความขัดข้องขึ้น เพื่อขัดขวางความพยายามของอสูรและรากษส พระองค์จึงทรงแบ่งส่วนกายหนึ่งให้เกิดบุรุษร่างงามจากครรภ์ของพระนางปราวตีและตั้งพระนามว่าวิฆเนศวร เพื่อทำหน้าที่ขวางทางอสูร รากษส และคนชั่วมิให้ทำการบัดพลีเพื่อขอพรจากพระศิวะ ทั้งยังเป็นผู้เปิดทางอำนวยความสะดวกต่อเทวดาและคนดีเพื่อเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ

ตำนานที่ 2. พระนางปราวตีนำเหงื่อไคลปั้นเป็นลูก
ครั้งหนึ่งชยาและวิชยาพระสหายของพระนางปราวตีได้แนะนำว่า ปรกติพระนางมักจะต้องใช้บริวารของพระศิวะอยู่เป็นประจำ ถ้าหากพระนางจะมีบริวารเป็นของตนเองก็คงจะดีไม่น้อย พระนางเห็นด้วย จนวันหนึ่งขณะที่ทรงสรงน้ำอยู่ตามลำพังก็ทรงนึกถึงคำพูดของพระสหายจึงได้นำเอาเหงื่อไคลออกมาสร้างบุรุษรูปงาม สั่งให้ไปยืนเฝ้าทวาร มิให้ใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นอย่างนี้มาหลายเพลา จนวันหนึ่งพระศิวะได้เสด็จมา ฝ่ายลูกก็ป้องกันแข็งขัน โดยไม่รู้ว่านั่นคือพ่อ พระศิวะโกรธก็เลยสั่งให้ภูติและคณะของตนเข้าสังหารทวารบาลพระองค์นั้น บ้างก็ว่าพระศิวะพุ่งตรีศูลตัดเศียรลูก บ้างก็ว่าพระวิษณุเทพที่มาช่วยรบนั้นใช้จักรตัดเศียร ความทราบถึงพระนางปราวตีทรงพิโรธจึงเกิดศึกใหญ่ระหว่างเทพขึ้นบนสวรรค์

ฝ่ายฤาษีนารอดอดรนทนไม่ได้ จึงได้เป็นทูตสันติภาพขอเจรจากับพระนางปราวตีเพื่อสงบศึก พระนางบอกว่าจะสงบศึกก็ต่อเมื่อลูกของพระนางฟื้นเท่านั้น พระศิวะจึงสั่งให้เทวดาเดินทางไปทิศเหนือให้เอาศีรษะของสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่พบมาต่อกับโอรสของพระนางปราวตี ปรากฏว่าเทวดาได้เศียรของช้างซึ่งมีงาเพียงข้างเดียวมา เมื่อพระพิฆเนศวร์ฟื้นขึ้นมา ทราบความจริงว่า พระศิวะคือพระบิดาก็ตรงเข้าไปขอโทษเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พระศิวะพอใจมากจึงประสาทพรให้พระพิฆเนศวร์มีอำนาจเหนือภูติผีทั้งหลายและทรงแต่งตั้งให้เป็นคณปติ

ตำนานที่ 3. ขวางทางคนชั่วไปเทวาลัยโสมนาถและโสมีศวร
พระนางปราวตีทรงเอาน้ำมันที่ใช้ในการสรงน้ำมาผสมกับเหงื่อไคลปั้นเป็นรูปคนแต่มีเศียรเป็นช้างจากนั้นได้เอาน้ำจากพระแม่คงคาประพรมให้มีชีวิตขึ้น เพื่อทำการขัดขวางแก่คนชั่วที่จะไปบูชาศิวะลึงค์ที่เทวาลัยโสมนาถและเทวาลัยโสมีศวร เพราะคนเหล่านี้หวังจะไปล้างบาปเพื่อมิให้ตกนรกทั้งเจ็ดขุม ด้วยเหตุนี้ การที่วันคเณศจาตุรถี นิยมเอารูปปั้นพระพิฆเนศวร์มาจุ่มน้ำหรือนำเทวรูปปูนชิ้นเล็กๆ มาทิ้งตามแม่น้ำคงคา ชะรอยจะมาจากความเชื่อที่ว่าน้ำจากพระแม่คงคาจะทำให้พระพิฆเนศวร์มีชีวิตขึ้นมานั่นเอง

ตำนานที่ 4. พระพิฆเนศวร์ กฤษณะอวตาร
พระนางปราวตีมเหสีของพระศิวะไม่มีโอรส พระศิวะจึงทรงแนะนำให้พระนางทำพิธีปันยากพรต (พิธีบูชาพระวิษณุเทพ ในวันขึ้น 13 ค่ำเดือนมาฆะ) มีระยะเวลากำหนด 1 ปีเต็มและเมื่อครบกำหนด พระนางจะได้โอรสซึ่งเป็นพระกฤษณะอวตารไปจุติ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามคำตรัสของพระศิวะ ทวยเทพทั้งหลายมาร่วมอวยพรในกลุ่มเทพเหล่านี้มีพระศนิ (พระเสาร์) รวมอยู่ด้วย เมื่อพระศนิเหลือบมองพระกุมารทันใดนั้นเศียรกุมารก็ขาดจากพระศอกระเด็นไปยังโคโลกซึ่งเป็นวิมานของพระกฤษณะ พระวิษณุจึงเสด็จไปยังแม่น้ำบุษปุภัทรเห็นช้างนอนหัวไปทางทิศเหนือจึงตัดเศียรช้างกลับมาต่อให้กับเศียรกุมารที่หายไป ตำนานนี้เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่สร้างโดยกลุ่มที่นับถือพระกฤษณะเป็นใหญ่

ตำนานที่ 5 พระศิวะ-พระอุมาแปลงกายเป็นช้างเข้าสมสู่
ครั้งหนึ่งพระศิวะและพระนางปราวตีได้เสด็จมายังแถบภูเขาหิมาลัยได้เห็นช้างสมสู่กันก็บังเกิดความใคร่ พระศิวะจึงได้แปลงเป็นช้างพลาย ส่วนนางปาราวตีแปลงกายเป็นช้างพังร่วมสโมสรจนมีลูกเป็นพระพิฆเนศวร์

ฤทธิ์แห่งปัญญา

มีตำนานที่กล่าวถึงความมีสติปัญญาและไหวพริบของพระพิฆเนศวร์ไว้หลายตอน อย่างเช่นกรณีที่ท่านเป็นผู้ลิขิตมหากาพย์ภารตะ

ครั้งหนึ่ง มหาฤาษีวยาสะมีความต้องการที่จะเขียนมหากาพย์ภารตะ แต่เกรงว่าตนจะทำเองไม่สำเร็จจึงไหว้วานให้ผู้อื่นช่วย แค่ไม่มีใครกล้าอาสาที่จะรับเขียนผลงานชิ้นนี้ ฤาษีนารอดเห็นว่าพระพิฆเนศวร์องค์เดียวเท่านั้นที่จะเขียนมหากาพย์ชิ้นนี้ได้ ในที่สุดฤาษีวยาสะจึงต้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระพิฆเนศวร์

พระพิฆเนศวร์บอกว่า จะเขียนตามที่ฤาษีบอก แต่ทันทีที่ฤาษีหยุดบอกจะหยุดเขียนทันที ฝ่ายฤาษีบอกว่า สิ่งที่พูดออกไปจากปากของเราต้องตีความให้ถ่องแท้ก่อนที่จะลงมือเขียน ฉะนั้นเมื่อฤาษีต้องใช้ความคิดสำหรับโศลกต่อไปก็จะบอกศัพท์ยากๆ เพื่อให้พระพิฆเนศวร์ตีความเสียก่อนเพื่อเป็นการประวิงเวลา

พระพิฆเนศวร์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดอัจฉริยะในฐานะที่เป็นผู้ลิขิต มหาภารตะ ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์มหากาพย์สุดยอดของฮินดู

อย่างไรก็ตาม เรื่องมหากาพย์ภารตยุทธ์นี้ แน่นอน คงไม่มีใครเชื่อว่ามาจากฝีมือพระพิฆเนศวร์แน่ แต่นั่นเป็นภูมิปัญญาของปราชญ์โบราณที่ต้องการจะบอกกับคนในยุคสมัยต่อไปว่า การบูชาครูเพื่อขอดวงปัญญาในการทำงานให้ลุล่วงนั้น เป็นสิ่งสำคัญในลำดับแรก โดยเฉพาะการรจนางานในเชิงพระคัมภีร์ เหมือนเช่นพระมหาธีรราชเจ้า มักจะประพันธ์อักขระเพื่อถวายบูชาต่อพระพิฆเนศวร์ก่อนที่จะเริ่มงานประพันธ์ทุกครั้ง

มีอยู่หลายกรณี หลายเหตุการณ์ที่ท่านทรงแสดงความเป็นเทพแห่งปัญญาที่แท้จริง แต่กรณีที่เด่นๆ ก็อย่างเช่น กรณีเดินทางรอบโลกเพื่อผลมะม่วง

ในคราวหนึ่ง พระนางอุมาได้นำเอาผลมะม่วงมาถวายกับพระศิวะผลหนึ่ง ปรากฏว่าลูกทั้งสองคนคือ พระพิฆเนศวร์และพระขันธกุมาร ต่างก็อยากจะเสวยมะม่วงผลนี้ด้วยกันทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้พระศิวะจึงอยากรู้ว่า ลูกทั้งสองคนนี้ใครจะเก่งกว่ากัน โดยตั้งโจทย์ว่า ใครก็ตามหากเดินทางรอบโลกถึงเจ็ดรอบและกลับสู่วิมานปาวตาก่อน(วิมานของพระศิวะและพระนางอุมา) ผู้นั้นจะได้ผลมะม่วงลูกนี้ ว่าแล้วฝ่ายขันธกุมารก็ไม่รอช้า รีบขี่นกยูงตระเวนท่องโลกทันที ฝ่ายพระพิฆเนศวร์แทนที่จะเอาอย่างกลับเดินประทักษิณรอบบิดาเจ็ดรอบ และกล่าวว่า

"ข้าแต่พระบิดา พระองค์คือจักรวาล และจักรวาลคือพระองค์ พระองค์ผู้สร้างโลก และทรงเป็นบิดาแห่งข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทำประทักษิณพระบิดาเจ็ดรอบ ถือว่าได้กุศลเท่ากับเดินทางรอบโลกเจ็ดรอบ"

มหาเทวะศิวะเทพยินดีในคำตอบและชื่นชมในสติปัญญาจึงมอบผลมะม่วงให้กับพระพิฆเนศวร์ทันที

วิธีการพิชิตศัตรู

พระพิฆเนศวร์นั้นเป็นเทพที่มีลักษณะโดดเด่นกว่าเทพพระองค์อื่น นอกเหนือจากเรื่องมีพระเศียรเป็นช้างแล้ว นั่นคือ การนิยมการนำศัตรูเอามาเป็นพวก พระพิฆเนศวร์นั้นไม่นิยมที่จะล้างผลาญศัตรูให้ตายไปเหมือนเทพพระองค์อื่น แต่มักจะใช้ปัญญาที่มีอยู่เป็นทุนเดิมในการดำเนินกุศโลบาย เพื่อให้ศัตรูมีโอกาสกลับใจมาเป็นคนดี หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ เมื่อยอมสวามิภักดิ์แล้วก็จะให้เป็นเทพบริวารไล่เรียงกันไป

บรรดาเหล่ารายชื่ออสูรที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อพระพิฆเนศวร์ประกอบไปด้วย

มัตสระ (ที่มาของคเณศปางวักระตุณฑะ)
มะทะ เกิดจากฤาษีโจวะนะสร้างขึ้น (ที่มาของปางเอกทันตะ)
ยานาริ ลูกของอสูรทุระพุทธ (ที่มาของปาง ปุระณานันมโหกระซึ่งอวตารมาเป็นลูกพระลักษมี)
โลภาสูร กำเนิดจากความโลภของท้าวกุเบธ (ที่มาของปางคชนันท์)
โกรธาสูร เกิดจากความลุ่มหลงของพระศิวะที่เห็นพระวิษณุแปลงรูปเป็นสาววัย 16 (ที่มาของปางลัมโพทระ)
กามาสูร เกิดจากความลุ่มหลงของวิษณุเทพต่อชายาอีกพระองค์หนึ่ง ชื่อ พระแม่วฤนทา (ที่มาของปางวิกฎะ)
มมตาสูร เกิดจากเสียงหัวเราะของพระนางอุมา (ที่มาของวิฆนราช)
อหัมอสูร เกิดจากเสียงจามของสุริยเทพ (ที่มาของปางธูมรวรรณ)

การอภิเษกสมรส

อันที่จริงเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เสริมแต่งให้ความเป็นพระพิฆเณศวร์มีความสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้นเอง เพราะพระชายาทั้งสองพระองค์ซึ่งเป็นธิดาของปชาบดีอิศวรรูปนั้น แทบจะไม่บทบาทอะไรเลยนอกจากคอยอยู่ปรนนิบัติพัดวี นวดแขน เกาขาไปตามเรื่อง พระชายาทั้งสองมีโอรสกับพระพิฆเนศวร์ด้วย นางพุทธิให้กำเนิด ลาภะ ส่วนนางสิทธิให้กำเนิด เกษม ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น พุทธิ สิทธิ ลาภะ เกษม แต่ตำนานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ พระพิฆเนศวร์เป็นเทพที่ถือพรหมจรรย์

เรื่องการอภิเษกนั้น เรื่องราวดำเนินละม้ายคล้ายกับการชิงผลมะม่วง เพราะเมื่อถึงวัยที่โอรสทั้งสองพระองค์ของศิวะเทพและพระนางปราวตีเจริญเติบโตพอที่จะมีเหย้ามีเรือน แต่มีเงื่อนไขว่า พระศิวะจะจัดพิธีวาหะให้ต่อเมื่อลูกคนใดคนหนึ่งสามารถผ่านการเดินทางรอบโลกได้เจ็ดรอบด้วยเวลาอันรวดเร็ว

พระพิฆเนศวร์ก็ทรงใช้การประทักษิณรอบพระศิวะเจ็ดรอบ แล้วให้คำอธิบายเหมือนกับเหตุการณ์ในตอนที่แย่งชิงผลมะม่วงกับพระขันธกุมาร

พระศิวะพอใจในคำอธิบายของพระพิฆเนศวร์มาก และตรัสสรรเสริญในภูมิปัญญาของโอรสในพระองค์ว่า

"โอ…ลูกรัก เจ้าเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมและมีปัญญาเป็นที่สุด สิ่งที่เจ้าได้กล่าวมาเป็นจริงทั้งสิ้น ถ้าบุคคลหนึ่งได้มีปัญญาเป็นคุณสมบัติติดตัว แม้เมื่อโชคร้ายมาถึงเขา ความอับโชคนั้นย่อยถูกกำจัดด้วยปัญญา"

ว่าแล้วในคราวนั้น พระพิฆเนศวร์จึงได้พระชายาคราวเดียวกันถึง 2 คนคือ นางพุทธิและนางสิทธิอย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้น

เหตุแห่งการเสียงา

มีหลายตำนานมาก พอจะแบ่งได้ดังนี้

ตำนานแรก ปรศุรามใช้ขวานจาม
ปรศุรามนั้นเป็นอวตารของวิษณุเทพ กล่าวว่า ปรศุรามได้ยืมขวานจากพระศิวะไปทำลายเหล่ากษัตริย์ เมื่อเสร็จภารกิจจะเข้าเฝ้าที่เขาไกรลาส ระหว่างนั้นบริเวณพระที่นั่งชั้นใน พระศิวะมหาเทพกำลังสนทนาอยู่กับพระนางปราวตี พระพิฆเนศวร์ไม่ยอมให้ปรศุรามเข้าพบ ปรศุรามโมโหเลยใช้ขวานของพระศิวะขว้างไปยังพระพิฆเนศวร์ พระองค์จำใจต้องใช้งาข้างซ้ายรับขวานนั้น ด้วยเหตุที่ท่านทรงมีความกตัญญูเป็นอย่างยิ่งในบิดา ครั้นจะต่อสู้กันไปก็อาจทำได้ แต่จะมีประโยชน์อะไรกับการทำลายฤทธิ์เดชของอาวุธซึ่งเป็นของบิดาตนเอง

ตำนานสอง ได้เศียรช้างงาเดียว
เมื่อคราวที่พระศิวะได้ทำพิธีโสกันต์ และพระวิษณุเทพพลั้งเผลอเปล่งวาจา ยังผลให้เศียรของกุมารหายไปนั้น ได้มีเทวโองการให้หาเศียรของมนุษย์ที่เสียชีวิตมาต่อให้ แต่ปรากฏว่าในวันอังคารนั้นไม่มีมนุษย์ผู้ใดถึงฆาต มีเพียงช้างงาเดียวที่นอนตายอยู่ทางทิศเหนือจึงตัดเศียรมาต่อให้

ตำนานสาม โดนพระศิวะใช้ขวานจาม
เมื่อคราวที่กุมารน้อยถือกำเนิดใหม่ๆ และเฝ้าปากทวารห้องสรงน้ำของพระแม่ปราวตีนั้น พระศิวะไม่ทราบว่าเป็นลูกเลยเกิดการต่อสู้กันพระศิวะโมโหจึงใช้ขวานขว้างไปโดนงาของพระพิฆเนศวร์หัก

ตำนานสี่ งาถอดได้เองตามธรรมชาติ
เมื่อคราวที่พระพิฆเนศวร์ต่อสู้กับอสูรอสุรภัค พระพิฆเนศวร์แสดงเดชโดยการถอดงาของตัวเองขว้างไปที่อสูร

กษัตริย์ไทยกับพระพิฆเนศวร์

ภารตวิทยามาแพร่หลายอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์ได้ศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และทรงสนใจภารตวิทยาอยู่มาก ดังนั้นพระองค์จึงทรงมีความเข้าใจถ่องแท้ในพิธีกรรมต่าง ๆของฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดูเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้นำรูปเคารพของพิฆเณศวรมาใช้ในรัชสมัยของพระองค์ ตามอย่างที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ

พระองค์ท่านได้กำหนดให้พระพิฆเนศวร์เป็นดวงตราเครื่องหมายวรรณคดีสโมสร โดยดวงพระราชลัญจกรรูปกลมองค์นี้ตามตำแหน่งคือ ดวงพระราชลัญจกรรูปกลม ศูนย์กลางกว้าง 3 นิ้ว 3 อนุกระเบียด (7 เซนติเมตร) ลายเป็นรูปพระพิฆเนศวร์นั่งแท่น แวดล้อมด้วยลายกนกสวมสังวาลย์นาค หัตถ์ขวาเบื้องบนถือวัชระ เบื้องล่างถืองา หัตถ์ซ้ายเบื้องบนถือบ่วงบาศ เบื้องล่างถือครอบน้ำ (ขันน้ำมนต์หรือหม้อน้ำ)

เมื่อปี 2480 พระพิฆเณศวร์ได้กลายเป็นดวงตราประจำกรมศิลปากรโดยลายกลางเป็นพระพิฆเนศวร์ รอบวงกลมมีลวดลายเป็นดวงแก้ว 7 ดวง อันมีความหมายถึง ศิลปวิทยาทั้ง 7 แขนงคือ ช่างปั้น, จิตรกรรม, ดุริยางค์ศิลป์, นาฏศิลป์, วาทศิลป์, สถาปัตยกรรม, อักษรศาสตร์ ฉะนั้นชนทั้งหลายจึงนับถือพระพิฆเนศวร์เป็นบรมครูทางศิลปะ

ในสมัยอยุธยานั้น ลัทธิพราหมณ์ฮินดูยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นชื่อราชธานี (อยุธยา) หรือพระนามของกษัตริย์ที่ขึ้นต้นด้วย สมเด็จพระรามาธิบดี ก็คืออิทธิพลที่ได้มาจากมหากาพย์รามเกียรติ์นั่นเอง

สมัยพระเจ้าปราสาททอง
ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา มีเรื่องเกี่ยวกับการรื้อย้ายเทวสถานพระอิศวร และพิธีลบศักราชซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มีการจัดพิธีตรียัมปวายและมีบันทึกว่า เคยจัดข้าวของจากอยุธยาไปทำพิธีที่เทวสถานเมืองนครศรีธรรมราช และทรงโปรดให้มีการหล่อรูปพระพิฆเนศวร์ และทรงนับถือเป็นบรมครูช้าง นอกจากนี้ยังได้เกิดวิทยาการแขนงต่างๆ อันมีพื้นฐานจากแขนงวิชาอุปเวทและอาถรรพเวท

ลักษณะทางประติมากรรม

พระพิฆเนศวร์นั้นมีหลายปาง และมีให้เลือกสรรการบูชาตามความเหมาะสม แต่ภาพโดยสรุป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศียรก็ดี สัตว์พาหนะ ตลอดจนถึงเครื่องประดับและอิริยาบทต่างๆ ก็ดี พอจะแยกได้ดังนี้

เศียร
พระพิฆเนศวร์มีตั้งแต่ 1 เศียรหรือพระพักตร์เดียว ไปจนถึง 2-5 เศียร ซึ่งปาง 5 เศียรนี้นิยมใช้ในปางเหรัมภะซึ่งแพร่หลายในอินเดียและเนปาล ส่วนพระพิฆเนศวร์ในแบบของคนไทยนั้นจะมีเพียงเศียรเดียวเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วพระพิฆเนศวร์จะมีเพียงสองตาเท่านั้น ส่วนตาที่ 3 บริเวณหน้าผาก (บ้างใช้เปลวไฟเป็นสัญลักษณ์แทน ) นิยมใช้ในลัทธิตันตระที่ชัดเจนมากเห็นจะเป็นพระพิฆเนศวร์ในศิลปะแบบธิเบต

นอกจากนี้บริเวณหน้าผากทั่วไป อาจจะเป็นรูปจันทร์เสี้ยว หรือเส้น 3 เส้นตามลักษณะของไศวะนิกาย หรือพระเศียรอาจจะสวมมงกุฎชนิดแบบราบ(กรัณฑมุกุฎ) หรือสวมชฎาทรงสูงก็ได้ ส่วนงานั้น จะมีเพียงงาเดียวข้างขวาเท่านั้นส่วนงาข้างซ้ายนิยมทำหักไว้

งวง
มีลักษณะที่ห้อยตรงแต่ส่ายปลายไปทางซ้ายหรือขวา แต่ที่นิยมคือหันงวงไปทางซ้าย และหยิบขนมบตะสะ (โมทกะ) จากถ้วยขนมที่ถืออยู่ในซ้ายมือหรือบางทีก็เป็นพวกผลไม้ป่า

กร
มีจำนวนกรตั้งแต่ 2-4 เรื่อยขึ้นไปถึง 10 กว่ากรหรือมากกว่านั้น สัญลักษณ์ที่ถือตามพระกรต่างๆ เช่น งาหัก, ผลมะนาว, ผลไม้ป่า, มะขวิด, ลูกหว้า, หัวผักกาด, ขนมโมทกะ, ผลทับทิม ส่วนอาวุธนั้นมีมากมายอาทิ ขวาน, บ่วงบาศ, ดาบ, ตรีศูล ตลอดจนสิ่งอันเป็นมงคล เช่น สังข์, แก้วจินดามณี, ครอบน้ำ ฯลฯ

ท่าทาง
พระพิฆเนศวร์ในยุคแรกนั้นจะเป็นในรูปแบบของการยืนเสียเป็นส่วนใหญ่ จากนั้นจึงได้พัฒนาเป็นการนั่ง ซึ่งมีการนั่งถึง 4 ลักษณะด้วยกันคือ

ท่ามหาราชลีลา เข่าข้างหนึ่งยกขึ้น อีกข้างหนึ่งงอพับบนอาสนะ (มีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12)
นั่งขาไขว้กัน
นั่งห้อยพระบาทข้างใดข้างหนึ่งส่วนอีกข้างวางพับอยู่บนอาสนะ
นั่งโดยขาทั้งสองพับอยู่ทางด้านหน้า ฝ่าเท้าทั้งสองอยู่ชิดกัน (ศิลปชวา,บาหลี)

เครื่องประดับ
ในยุคแรกไม่นิยมการทรงเครื่องประดับต่อมาจึงเริ่มมีเครื่องทรงมากขึ้น เริ่มจากสายยัชโญปวีต (สายศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพราหมณ์ บางทีก็เป็นงูธรรมดา ส่วนผ้าที่นุ่งนั้น จะแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นที่สร้างรูปเคารพ ส่วนเครื่องทรงนั้นมีการเพิ่มเติมมากขึ้นเช่นมงกุฏ, สร้อยคอ, สร้อยข้อมือ, สร้อยข้อเท้า, สร้อยกระดิ่ง

พาหนะ
เท่าที่พบในปัจจุบันมีเพียง หนู นกยูงและสิงโตเท่านั้น

พระพิฆเนศวร์แต่ล่ะปาง

ปางพระพิฆเนศวร์
แม้ว่าพระพิฆเนศวร์จะมีพระนามมากมายถึง 108 พระนามไปจนถึง 1008 พระนาม แต่ในแง่เทวประติมานั้นมีอยู่เพียง 8 ถึง 9 ปางเท่านั้นที่คนนิยมบูชา โดยการบูชาในแต่ละปางก็ให้คุณที่แตกต่างกันออกไป เชิญเลือกบูชาได้ตามอัธยาศัยเลยครับ

ปางบาลคเณศ
เป็นพระคเณศในวัยเด็กรูปลักษณ์ที่เห็น มักจะเป็นพระคเณศยังคลานอยู่กับพื้น หรือยังอยู่ในอิริยาบถไร้เดียงสาอย่างเด็กๆ ถ้าโตขึ้นมาหน่อยจะนั่งขัดสมาธิเพชรบนดอกบัวมี 4 กร ถือขนมโมทกะ กล้วย รวงข้าว ซึ่งหมายถึงความเป็นสุขภาพดีของเด็ก ๆในครอบครัวรวมความหมายถึงให้เด็กๆ ได้ระลึกถึงการเคารพรักในบิดา มารดา ปางนี้นิยมบูชากันในบ้านที่มีเด็กเล็ก และเด็กในวัยเรียน

ปางนารทคเณศ
ปางนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพระคเณศในอิริยาบถยืน มี 4 กร ในคัมภีร์และหม้อน้ำกมัลฑลุ ไม้เท้า และร่ม ซึ่งถ้าเป็นศาสนาพุทธแล้ว คงเปรียบได้กับพระสีวลี ซึ่งเป็นพระธุดงค์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ผู้มีลาภมาก แต่สัญลักษณ์ของพระคเณศนั้น หมายถึงการเดินทางไกล แต่มักจะเป็นการเดินทางไปเพื่อการศึกษาต่อ หรือเป็นปางที่เหมาะสมกับวิชาชีพของคนที่เป็นครูบาจารย์ ผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการเดินทางเท่านั้น

ปางลักษมีคเณศ
ปางนี้พระคเณศจะประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่นมี 6 กร และพระหัตถ์หนึ่งโอบพระลักษมีเทวีไว้ การบูชาปางนี้เสมือนหนึ่งได้บูชาเทพทีเดียวกันถึง 2 พระองค์ในลักษณะของทวิภาคี (คเณศ-ลักษมี) กล่าวคือ ลักษมีคเณศ ย่อมมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ พูนสุข ความมั่งคั่ง มั่งมีอย่างหาที่สิ้นสุดมิได้

ปางวัลลยภาคเณศ
ปางนี้พระคเณศจะอุ้มพระชายาทั้ง 2 ไว้บนตักทั้งซ้ายและขวา ซึ่งชายาทั้งคู่คือ นางพุทธิและนางสิทธิ ดังที่ตำนานได้กล่าวไว้ ปางนี้ให้ความหมายในลักษณะของความสมบูรณ์ของการเป็นครอบครัวมีทรัพย์สินและบริวารมากมาย

ปางมหาวีระคเณศ
เป็นปางพระคเณศที่มีจำนวนของพระกรมากเป็นพิเศษ อาจจะ 12,14,16, กรแต่ละพระหัตถ์นั้นถือศาสตราวุธหลากหลายชนิดแตกต่างกันไป อาทิ ลูกศร คันธนู ดาบยาว ตะบอง ขวาน จักร บ่วงบาศก์ งูใหญ่ หอก ตรีศูล ปางนี้ถือกันว่าเป็นปางออกศึกเพื่อปราบศัตรูหมู่อมิตรทั้งหลาย ดังนั้นจึงเป็นความเหมาะสมพิเศษกับบรรดานักรบ แม่ทัพนายกอง ทหาร ตำรวจและข้าราชการ

ปางเหรัมภะคเณศ
เป็นปางพระคเณศที่ห้อยพระบาทอยู่บนพญาราชสีห์ พระคเณศปางนี้จะมีอยู่ห้าเศียร หรืออาจจะเป็นเศียรตามปกติก็ได้ เพราะสัญลักษณ์ที่แท้จริงของปางนี้ก็คือ สิงโตเท่านั้น เพราะสิงโตเป็นเจ้าป่า ดังนั้นจึงเหมาะสมกับผู้ที่ต้องมีบริวารในการปกครองมาก นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ที่บรรดากษัตริย์ทั้งหลายแต่โบราณนิยมบูชากัน เรียกว่าเป็นสุดยอดปางของพระคเณศก็ว่าได้

ปางสัมปทายะคเณศ
เป็นปางที่เราพบเห็นกันบ่อยคือ มีอาวุธอยู่ในสองพระหัตถ์บน ส่วนพระหัตถ์ล่างด้านซ้ายนั้นถือขนม และด้านขวาอยู่ในท่าประทานพร ซึ่งความหมายของปางนี้คือ การอำนวยพรให้ประสบความสำเร็จนั่นเอง

ปางตรีมุขคเณศ
เป็นปางพระคเณศที่มี 3 พระพักตร์ 4 กร บ้างก็ว่ามีความหมายถึง 3 โลก บ้างก็ว่าหมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา

ปางปัญจคเณศ
เป็นปางที่มี 5 พระพักตร์ บางคนเรียกปางนี้ว่า พระคเณศเปิดโลก

ปางวิชัยคเณศ
เป็นปางที่พระคเณศทรงขี่หนูเป็นพาหนะมี 4 กร พระหัตถ์ขวาด้านล่างอยู่ในท่าประทานพร ซึ่งมีความหมายถึงการอยู่เหนือบริวารนั่นเอง

การอธิษฐาน

มนต์แห่งพระพิฆเนศวร์เป็นมนต์ที่ให้พลังอำนาจยิ่งใหญ่ มนต์แต่ละบทประกอบไปด้วยอำนาจพิเศษของพระพิฆเนศวร์ เมื่อใดก็ตามที่ได้ท่องสวดพร้อมกับการปรันยัน (อาบน้ำชำระร่างกาย) แล้วประกอบพิธีบูชาจะนำมาซึ่งผลบุญที่ดี

สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ก็คือ ผู้ที่จะสวดมนต์แห่งพระพิฆเนศวร์ควรจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายหรือล้างมือล้างเท้าก่อนที่จะนั่งและสวดมนต์ทั้งหลายนี้ เช่นเดียวกัน เขาจะต้องทำปรันยันสามหนหรือมากกว่าก่อนที่จะสวด ต้องสวดมนต์อย่างน้อยให้ได้หนึ่งรอบของลูกประคำ(108ครั้ง) และจะต้องกำหนดชั่วโมงและสถานที่เพื่อการท่องสวดมนตร์โดยจะต้องทำติดต่อกันเป็นประจำ 48 วัน

นั่นหมายความว่าควรตั้งจิตด้วยสมาธิอันศักดิ์สิทธิ์ และมีอำนาจอันเร้นลับ ข้อเตือนก็คือ ผู้บูชาจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรงไม่เจ็บไข้ในเวลาท่องสวดมนตร์ และจะไม่กระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง อำนาจทั้งหลายนี้จะไม่บังเกิดผลหรือใช้ในทางที่ผิดจะเป็นผลตรงกันข้าม และเป็นที่สาปแช่งของเทวะ

โอมฺ คัม คณะปัตเย นะมะหะ
มนตร์นี้ได้มาจากพระคัมภีร์ คเณศ อุปนิษัท ทุกๆ ครั้งจะต้องเริ่มต้นการสวดมนตร์นี้ก่อนออกเดินทางหรือในการเริ่มต้นบทเรียนใหม่ หรือก่อนเริ่มต้นการทำสัญญาธุรกิจใหม่ ก็เพื่อขจัดอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ต่อไปจะนำมาซึ่งความสำเร็จสมประสงค์

โอมฺ นโม ภัควเต คชานนายะ นะมะหะ
มนตร์นี้เป็นมนตร์แห่งการกราบไหว้บูชาที่พระพิฆเนศวร์ทรงโปรดมาก

โอมฺ ศรี คเณศายะ นะมะหะ
มนตร์นี้ส่วนมากจะต้องสั่งสอนให้เด็กๆ ท่องสวดเพื่อความรู้ความฉลาดที่จะได้รับ เพิ่มพลังการจดจำ และให้ผลสำเร็จในการสอบ การเล่าเรียน เช่นเดียวกันคนทั่วๆ ไปอาจใช้มนต์นี้ได้เพื่อความสำเร็จ และความเจริญก้าวหน้าในธุรกิจ

โอมฺ วักรตุนทายะ ฮัม
มนตร์นี้เป็นมนตร์ที่มีอำนาจมากตามที่พรรณนาไว้ใน พระคเณศ ปุราณะ เมื่อใดเกิดเหตุขัดข้อง ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้แล้วหรือเกิดเหตุร้ายขึ้น ควรทำสมาธิรำลึกถึงพระพิฆเนศวร์ด้วยการสวดมนตร์นี้ตลอดเวลา

โอมฺ กษิปหะ ปรัสทายะ นะมะหะ
คำว่ากษิประ หมายความถึงความรวดเร็ว ถ้าหากว่าเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดบางสิ่งบางอย่างกับตัวท่านหรือบางอย่างเกี่ยวกับธุรกิจการงานที่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรแล้วควรจะตั้งจิตมั่นบูชาพระพิฆเนศวร์ด้วยการสวดมนตร์นี้โดยเร็ว เพื่อที่จะได้รับพรให้หลุดพ้นจากเรื่องร้ายหรือภัยที่ร้ายแรงได้

โฮมฺ ศรีม ฮรีม กลีม คลัม คัม คณะปัตเย วร วรัท สรวะ ชันมัย วศัมนายะ สวาหา
ในมนตร์บทนี้มีพืชมนตร์อยู่มากมาย (พืช-เมล็ด) อันความหมายอย่างอื่นคือ "แสดงถึงการให้พรแห่งความสุขสำหรับตัวท่าน ข้าพเจ้าขอทูลถวายตัวเองเป็นทาสรับใช้พระพิฆเนศวร์"

โอมฺ สุมุขายะ นะมะหะ
มนตร์นี้มีความหมายอยู่มากมาย แต่ทุกความหมายนั้นง่ายต่อความเข้าใจ มนตร์นี้หมายความว่า ท่านจะต้องมีจิตใจที่งดงาม มีวิญญาณอันบริสุทธิ์ในความเป็นจริงในทุกๆ สิ่ง ด้วยการประกอบสมาธิบูชาด้วยมนตร์นี้ขอให้บังเกิดสิ่งที่ดีงาม และของสวยงามมาสู่ตัวท่าน พร้อมด้วยความสุขสันติซึ่งมั่นคงติดแนบแน่นดวงตาของท่านไปนานแสนนาน และคำพูดทุกถ้อยคำซึ่งท่านได้พูดออกมาขอให้เต็มไปด้วยพลังแห่งความรัก

โอมฺ เอกทันตายะ นะมะหะ
เอกทันตะ หมายถึงพระผู้ทรงมีงาเพียงข้างเดียวแห่งเศียรเป็นช้าง ซึ่งหมายความว่า พระองค์ทรงแบ่งแยกความดีและความชั่วออกเป็นสองฝ่ายและนำท่านไปสู่ความดีและเป็นที่โปรดของพระองค์ตลอดกาล ใครก็ตามที่มีจิตใจเป็นหนึ่งแน่วแน่ต่อการกราบไหว้บูชาแล้วจะได้ผลบุญตามที่ตนเองที่ปรารถนาอยากได้

โอมฺ กปิลายะ นะมะหะ
กปิล หมายถึงว่าท่านสามารถที่จะแต่งเติมแต้มแห่งอายุรเวท ท่านสามารถสร้างสีสันรอบๆ ตัวท่านเองและรอบผู้อื่นได้ด้วยมนตร์นี้ จงอาบน้ำชำระสิ่งทั้งหลายและตบแต่งมันให้สวยงาม และเยียวยาให้ดีขึ้นได้ ตามมนตร์ที่ท่านได้สวดขึ้นมาจะทำให้ท่านสามารถสร้างสีสันสวยงามได้ตามที่ต้องการและจะเป็นจริงเสมอ เพราะว่ามีอำนาจในมนตร์เมื่อใดที่ท่านต้องการโดยเฉพาะอย่างในการรักษาผู้อื่นจะเป็นผลได้ในทันที

โอมฺ คชากรันกายะ นะมะหะ
พระกรรณแห่งพระพิฆเนศวร์ทรงกว้างใหญ่ ซึ่งหมายความว่าผู้บูชาไม่จำเป็นต้องกล่าวความยาว แต่ทว่าเขาจะไม่ได้รับในสิ่งที่ไร้ค่า นอกจากสิ่งที่สำคัญที่สุด มันหมายความว่า เขาจะไปอยู่ ณ ที่แห่งหนใดก็ตาม พระองค์จะทรงเสด็จไปได้

โอมฺ สัมโพธรายะ นะมะหะ
หมายความว่าโลกทั้งหมดอยู่ในพระองค์ด้วยคำว่า "โอม"

โอมฺ วิกตายะ นะมะหะ
หมายความว่าในความเป็นจริงของโลกใบนี้เหมือนความฝันหรือเป็นการเล่นละครเท่านั้น เมื่อมีความเข้าใจดีทุกอย่างว่าโลกทั้งหมดนี้ดูเหมือนความฝันโดยมีพวกเราทั้งหมดเป็นตัวแสดงโดยที่เราแสดงบทเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ ในความฝันนี้เราอาจถูกงูเห่ากัดตาย แต่เมื่อตื่นขึ้นมาไม่เป็นอะไรเลย ชีวิตคือการแสดง ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเราพิจารณาเหมือนหนึ่งการเล่นละคร มนตร์นี้จะทำให้ผู้สวดเข้าใจดีถึงเรื่องราวทั้งหมด

โอมฺ วิฆณะ นัษนายะ นะมะหะ
ในความเป็นจริงของทั้งหมด พระเจ้าทรงขจัดสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากชีวิตเรา ด้วยความรู้แห่งมนตร์นี้อุปสรรคทั้งหมด และพลังอำนาจแห่งเครื่องกีดขวางทางทั้งหลายก็จะถูกทำลายลงไปได้

ประติมากรรมรูปเคารพพระพิฆเนศวร์

ในบริเวณวิทยาลัยนาฎศิลป์มีรูปปูนปั้นพระพิฆเนศวร์ลอยตัวที่ประดิษฐานอยู่ทางทิศใต้ของโบสถ์พระแก้ววังหน้า เป็นรูปพระพิฆเนศวร์องค์ใหญ่ประทับบนแท่นกลม 2 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม 2 ชั้น ด้านหลังองค์พระพิฆเนศวร์เป็นแผ่นหินกลม พระพิฆเนศวร์ทรงมาลามียอดค่อนข้างแหลม ทรงกุณฑลรูปหัวกะโหลก สวมสังวาลย์นาค หัตถ์เบื้องบนทั้งสองยกขึ้นสูงในระดับพระนลาต หัตถ์ขวาถือวัชระ และหัตถ์ซ้ายถือบ่วงบาศก์ พระกรขวาเบื้องล่างทอดลงจนพระหัตถ์วางบนพระชานุ หัตถ์ขวาถืองา หัตถ์ซ้ายเบื้องล่างยกขึ้นและถือหม้อน้ำหรือครอบน้ำ องค์พระพิฆเนศวร์ประทับนั่ง พระชานุออกไปทางด้านข้าง พระบาทงอเข้าและวางอยู่บนฐานกลมที่ประทับ ฝ่าพระบาทหันเข้าหากันแต่วางห่างกันเล็กน้อย

พระพิฆเนศวร์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก

พระพิฆเนศวร์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกอยู่ที่ หมู่บ้านปิลไลยาร์ปัตติ เมืองกะไลกุดิ จังหวัดศิวะคังไค รัฐตามิลนาดู อินเดียภาคใต้ องค์พระพิฆเนศวร์ที่อยู่ในเทวาลัย ณ หมู่บ้านแห่งนี้ เป็นที่นับถือของคนจำนวนมาก เพราะผู้ที่มากราบไหว้ขอพรก็จะได้รับพรให้ประสบความสำเร็จเป็นที่เลื่องลือ จนมีผู้ให้สมญานามท่านว่า “กัลปกะ วินายกะร์” หมายถึง พระพิฆเณศวร์ผู้ประทานสิ่งที่ต้องการได้เหมือนต้นกัลปพฤกษ์

เทวาลัยแห่งนี้มีอายุ 1600 ปี โดยมีศิลาจารึก 14 หลัก ระบุ พ.ศ. 943-1781 เทวาลัยนี้สร้างโดยวิธีสลักโขดหินเป็นเทวาลัย โดยพระราชาราชวงศ์ปาณฑยะยุคต้นๆ เทวรูปก็สลักจากหินเป็นก้อนๆ โดยประติมากรชื่อ เอกัฏฏูร์ กูน เปปุรนัน ได้สลักชื่อเป็นภาษาทมิฬไว้ ซึ่งเป็นอักษรที่ใช้ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 7-10 จึงสันนิษฐานได้ว่า พระพิฆเนศวร์องค์นี้สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 9 สิ่งที่บ่งบอกว่าพระพิฆเนศวร์องค์นี้เก่ามากเนื่องจากว่ามีเพียง 2 กร (นอกจากองค์นี้แล้ว มีอีกองค์หนึ่งอยู่ที่อาฟกานิสถาน) และมีงวงที่งอไปด้านขวาของเทวรูป (ทักษิณาวรรต) นอกจากนั้นพระพิฆเนศวร์องค์นี้หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ


Create Date : 12 กันยายน 2550
Last Update : 12 กันยายน 2550 20:02:14 น. 4 comments
Counter : 2750 Pageviews.

 
เอาที่ หนึ่ง ก่อน ไว้อ่านทีหลัง

คิดถึงจังเยย


โดย: grippini วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:17:32:34 น.  

 
น่าสนใจมากค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ดีมีความรู้


โดย: ฑีรฒ วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:17:55:30 น.  

 
ได้ความรู้ขึ้นเยอะเลยครับ

ที่สำคัญรู้จขบ.ดูดีเลยครับ


โดย: DAN_KRAB วันที่: 16 กันยายน 2550 เวลา:0:37:59 น.  

 


โดย: b@rbOr วันที่: 16 กันยายน 2550 เวลา:1:26:37 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

=SILVER EYE=
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จิตส่งออกนอกเป็น สมุทัย
ผลจากจิตส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ
Friends' blogs
[Add =SILVER EYE='s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.