Group Blog
 
 
มกราคม 2548
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
25 มกราคม 2548
 
All Blogs
 

Angkor Revisitted 10501.09 - 10501.12

[[ บันทึกคร่าว ๆ จากการไปเสียมเรียบเที่ยวล่าสุดเมื่อวันที่ 9 - 12 มกรา... ]]

ไปเขมรคราวนี้ ไม่ได้ตั้งใจไป "เที่ยว & ดู" เหมือนทุกครั้ง เพราะจริง ๆ แล้วมีภารกิจคือการไปร่วมการสัมมนาวิชาการ Contemporary Pre-Angkorian Research ที่จัดโดย Center of Khmer Studies ในตัวเมืองเสียบเรียบ

แต่อย่างฉัน ไปแล้วมีหรือที่จะไม่มีอู้ ... อิอิอิ

ฉันไปกับอาจารย์ (ที่ไม่ค่อยรักแล้วล่ะ ตอนนี้) แค่สองคนค่ะ เราตั้งใจไปให้ถึงที่โน่นก่อนวันเริ่มสัมมนาหนึ่งวัน เพราะว่าจะหาเรื่องไป "เจาะ" บายนกันก่อน (อาจารย์ฉันกำลังมีโปรเจกท์อะไรซักอย่าง.. ทำให้ต้องไปดูอ่ะค่ะ)

สะใจมาก ไปกันสองคน เดินบายนปราสาทเดียวสามชั่วโมง (เดินจริง ๆ แค่สองชั่วโมงกว่านิด ๆ ... แต่ใช้เวลาตามหากันอีกครึ่งชั่วโมง ฮ่า ๆ) จริง ๆ ถ่ายรูปมาเยอะแหละค่ะ แต่มันจะซ้ำ ๆ กัน ... เลยเอาที่อยากอวดละกันนะ

(ที่เห็นเป็นขาวดำ หรือ ซีเปีย... เป็นการปรับด้วย Photoshop ค่ะ .. ไม่รู้เป็นไง ช่วงนี้ฉันชอบทำรูปอารมณ์ประมาณนี้อ่ะ)


มุมหนึ่งที่เตะตา



ไม่รู้เหมือนกันว่าจริง ๆ แล้วคุณลุงคนนี้เป็นใคร
แต่เห็นเขานั่งเสก๊ตช์ภาพบายนระหว่างที่ฉันเดินวนหาอาจารย์ไม่เจอ ... เลยขอเก็บไว้หน่อย


จากนั้นเราก็กลับมาที่ที่พักค่ะ คราวนี้ถือว่ามาแปลก เพราะกี่ครั้ง ๆ ฉันไปเขมรก็ไปพักโรงแรมที่ค่อนข้างดี สิ่งอำนวยความสะดวกพรักพร้อม มีครั้งนี้แหละที่ทาง Center of Khmer Studies เค้าจองให้เป็นเกสท์เฮาส์แถวใกล้ ๆ กับที่ประชุม

ตอนแรกที่เข้าไป แอบถอดใจค่ะ เพราะถนนทางเข้าจะเล็กขนาดที่รถที่ไปรับเราที่สนามบินเกือบจะเข้าไปไม่ได้ แถมเป็นลูกรัง ... น่ากลัวสุด ๆ แต่พอเห็นห้องพักเท่านั้นแหละ ...หลงรักเลย บรรยากาศข้างในก็น่ารักมาก ๆ เจ้าของเป็นคนเขมรที่ไปเรียนหนังสือที่ออสเตรเลียตั้งแต่ช่วงเขมรแดง แล้วเพิ่งกลับมาเปิดเกสท์เฮาส์ที่นี่ได้ไม่ถึงสองปี พนักงานก็ดูแลดีทุกคน ราคาสมคุณภาพ ค่อนข้างถูกด้วยซ้ำ ฉันว่า

ถ้าใครคิดจะไปเสียมเรียบแบบไม่อยากพักโรงแรมหรู ... แนะนำที่นี่นะคะ บ้านแขกกล้วยทอง (Golden Banana Guesthouse) เนี่ยแหละ


ห้องน้ำในห้องพักไม่มีประตูหรอกค่ะ มีแค่ม่านกั้นอย่างนี้แหละ อิอิ
ถ้าไปกับคนรักคงเซ็กซี่น่าดู ส่วนถ้าไปกับเพื่อนก็ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันนิดนึง .. เอิ๊ก



ที่นั่งในสวนค่ะ เย็นสบายมาก ๆ ..
ฉันเอาหนังสือกับโน๊ตบุ๊คไปกางทำงานอยู่หนึ่งบ่ายแล้วทำให้อยากไปอยู่ซักเดือนนึงเลย .. จริง ๆ นะ
น้ำส้มในแก้วนั่นเป็นน้ำส้มเช้งที่คั้นสดจริง ๆ ค่ะ เพราะเมื่อสั่งปั๊บจะได้ยินเสียงเค้าคั้นให้เห็นตรงนั้นแหละ อิอิ


พักซักแป๊บ ฉันกับอาจารย์ก็ออกไปอีกรอบค่ะ คราวนี้เราไป "พนมกรม" ที่เป็นหนึ่งในสามยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณที่เป็นยโสธราปุระนี่.. เป็นอันสุดท้ายที่ฉันยังไม่ได้ไป

มันเป็นทางเดียวกันกับที่จะไปทะเลสาบเขมรอ่ะค่ะ ผิดแต่ครั้งที่แล้วเราไปช่วงน้ำในทะเลสาบเอ่อ แต่คราวนี้น้ำลดหายไปหมดแล้ว เหลือแต่ทุ่งนาเขียวไปปู๊นนนนน

บนพนมกรมก็มีปราสาทพนมกรมค่ะ เป็นปรางค์สามองค์รูปแบบใกล้เคียงกับพนมบก และพนมบาแค็ง แต่อยู่ในสภาพแย่กว่ามาก ๆ คาดว่าอาจจะเป็นเพราะเป็นอันที่อยู่ติดทะเลสาบและต้องรับลมมากกว่าที่อื่น ๆ .. รึเปล่าก็ไม่แน่ใจ (รูปไม่สวย ไม่แปะ อิอิ)


พนมกรมเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกอีกหนึ่งที่
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกที่พนมบาแค็งซะมากจนแทบจะขี่คอกัน
แต่วันนั้นบนพนมกรมมีคนไม่ถึงยี่สิบคนค่ะ ... เราโชคดีที่ฟ้าเปิด สวยมาก ๆ (รูปไม่ได้ครึ่งของของจริงค่ะ ฉันว่า)



วันที่สอง (10) เป็นวันที่ประชุมอยู่ที่วัดตำหนัก ที่ตั้งของ Center of Khmer Studies ทั้งวันค่ะ อันที่จริงนึกอยากควักกล้องออกมาถ่ายหลายครั้งเหมือนกัน อย่างน้อยก็ถ่ายอาหารที่เค้าเลี้ยงตลอดงาน...เป็น French Crusine แท้ ๆ อร่อยมาก ๆ ..

ประชุมวิชาการเกี่ยวกับเขมรที่จัดโดยองค์กรอิสระของฝรั่งนี่ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเข้าประชุมที่เมืองไทยค่ะ เมืองไทย ยังไง ๆ ก็ต้องแต่งตัวดี ๆ ให้ภูมิฐาน (และแก่) ต้องทำท่าเป็นนักวิชาการเต็มตัว ซีเรียส แต่ที่นี่ บางคนใส่แค่เสื้อเชิ๊ตตัวกับยีนส์ก็พอแล้ว อาจจะเพราะว่าส่วนใหญ่คนที่มาประชุมก็ "นักขุด" เป็นนักโบราณคดีกัน ต้องใช้ชีวิตลุย ๆ อยู่แล้ว เค้าไม่ค่อยเรื่องมากเรื่องการแต่งตัวเท่าไหร่ บรรยากาศการประชุมก็จริงจัง แต่ไม่ซีเรียส เหมือนกับทุกคนไปพบปะสังสรรค์กันซะมากกว่า เค้าให้เวลาการประชุมกับการพัก coffee break/lunch break พอ ๆ กันเลย เรียกว่าคุยกันตายไปข้างนึง

นักวิชาการที่ทำเรื่องเขมรส่วนใหญ่ไม่เห็นมีใครถือตัวว่า "ข้าแน่" แล้วไม่ยอมเสวนากับคนที่ด้อยกว่ากันซักคน ฉันเจอลุง Micheal Vickery ที่เคยไปเนาแขมร์กับนิสิต TSSC เมื่อเมษาตั้งสองอาทิตย์อีกครั้ง จริง ๆ แล้วลุง Vickery นี่เค้าเป็นนักวิชาการตัวใหญ่เป้งของวงการ pre-angkorian เลยนะคะ ... แต่แบบว่า สองอาทิตย์เมื่อเมษาทำให้ฉันลืม ๆ ไปแล้วล่ะ ว่าเค้าเก่งโคตรแค่ไหน ฮ่า

เซฯ : *เลียบ ๆ เคียง ๆ ไปหาลุง* Remember me?
Vickery : How could I ever forget such bright eyes?

เข้าใจหยอดนะลุง ... ฮ่า ๆ

วันที่สาม (11) นี่แหละค่ะที่ฉันอู้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากดูตารางแล้วมันมีแต่พูดถึงเรื่องการขุด ๆๆๆๆ ซึ่งฉันไม่ได้อยากจะสนเท่าไหร่ ต่อให้วันนั้นดำเนินรายการโดย Dr.Dougle O'Reiley สุดเท่ที่ฉัน (และเพื่อนตุ๊กตา) แอบทำความสนิทสนมด้วยเมื่อคราวไปพนมเปญคราวที่แล้วก็เถอะ

ถ้าให้เลือก Dougle กับนครวัด ... ฉันก็เลือกนครวัดอยู่ดี ฮ่า

นัดให้รถมารับตั้งแต่เช้ามืดดดดด เพราะอยากไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดค่ะ ไปมาหลายรอบยังไม่เคยตื่นทันซักที แถมครั้งนี้ไม่ได้นำทัวร์ ไปคนเดียว จะไปให้มันนานแค่ไหนก็ได้ อิอิ จริง ๆ ตอนแรกฉันว่าจะจ้างเป็นมอไซค์ แต่คุณพี่เจ้าของเกสท์เฮาส์บอกว่าเอาเป็นสามล้อดีกว่า เค้ามีขาประจำที่ไว้ใจได้ว่าไม่เอาเราไปฆ่าหมกป่า .. เอาวะ สามล้อก็สามล้อ

อากาศเย็น ๆ ตอนที่เดินออกมาจากห้องที่เกสท์เฮาส์นั่นกลายเป็นหนาวจับจิตเลยค่ะตอนที่อยู่บนสามล้อ (เอาเสื้อหนาวไปเขมร แต่ดันทำเก่งไม่เอาไปด้วย - -") แล้วพอไปถึงนครวัดก็ต้องตกใจค่ะ คนมารอดูพระอาทิตย์ขึ้นโคตรเยอะเลย.....

ไปถึงตั้งแต่ตีห้าสี่สิบห้า พอซักหกโมงก็เริ่มมีแสงเรือง ๆ .. ใคร ๆ ก็ยกกล้องค่ะ ฉันนึกเสียดายไม่ได้เอา tripod หรือ monopod ไปซักอัน (ก็ไม่ได้คิดว่าจะไปถ่ายอาทิตย์ขึ้นนี่นา) เลยกดแบบ กลั้นหายใจ.... กว่าจะได้ดั่งใจก็ล่อไปเป็นสิบรูป






นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ พอพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็กลับที่พักไปกินอาหารเช้ากันหมดค่ะ ที่ยังเหลืออยู่ส่วนใหญ่มีแต่ฝรั่งที่ไม่ได้มากับกรุ๊ปทัวร์ (แบบพวก backpacker อ่ะ) ... ข้าง ๆ นครวัดมีคนมาตั้งแผงขายอาหารเช้าด้วย ฉันเลยฉลองศรัทธา นั่งดิ่มโอวัลตินกินบรรยากาศไปด้วย ... ถ้าไปกับใคร ๆ คงไม่มีทางได้ไปทำอะไรอย่างหรอก ฮ่า

หลังจากนั้นฉันก็ไปเดินนครวัดยามเช้าค่ะ ครั้งก่อน ๆ ฉันไปเป็นตอนบ่ายที่คนเยอะโคตร ๆ แล้วทุกครั้ง เลยเพิ่งรู้สึกถึง "เสน่ห์" ที่แท้จริงของมันในตอนที่เดินทอดน่องสบาย ๆ ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องบรรยายให้ใครฟังเนี่ยแหละ






หลังจากนั้น (ฉันเดินอยู่ถึงเก้าโมงครึ่งแน่ะ... แหะ ๆ) ก็กางแผนที่ไปตามปราสาทเล็ก ๆ ที่ยังเก็บไม่หมดค่ะ โชคดีที่ 'คนขับรถ' ของฉันมีความรู้พอประมาณด้วย ก็เลยได้ไปตามเก็บสามสี่ปราสาทเล็ก ๆ ก่อนที่จะไปแวะกินข้าวเพิงข้างทางตรงหน้านาคพัน (น่าเป็นห่วงสวัสดิภาพของกระเพาะน้อย ๆ .. รอดมาได้ไงไม่รู้ ฮ่า)


แล้วฉันก็กางแผนที่ว่าจะไปไหนต่อดี ... ชี้ไปชี้มา คุณคนขับก็ชี้ "บันทายธม" ...


ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยได้ยินชื่อปราสาทนี้เลยค่ะ แม้แต่อาจารย์ก็ไม่เคยพูดถึง ... ฉันถามเค้าให้แน่ใจว่ามันไปได้แน่นะ แล้วเขารู้ทางไปแน่นะ .. คุณภาค (ชื่อคนขับ อิอิ) ก็ตอบอย่างมั่นใจว่าเขาเคยไปกับเพื่อนเขานะ แต่มันไกลหน่อยนะ แต่รับรองว่าไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปถึงแน่ ๆ


เอาวะ เพื่อของแปลก ไปก็ไป


ออกนอกทางหลักไปซักครึ่งชั่วโมงก็ต้องจอดแล้วเอาส่วนรถออก ให้ฉันนั่งซ้อนเฉพาะมอ'ไซค์ของคุณภาคเข้าไปอีกครึ่งชั่วโมง .... แล้วก็ต้องเอามอ'ไซค์ไปจอดฝากไว้บ้านชาวบ้านแถวนั้น... เดินเท้าเข้าไปอีก!! ตอนนั้นบ่ายสองได้แล้วมั้งคะ แดดกำลังงามมาก ... ฮ่า เราต้องเดินตัดทุ่งนาที่เขาเพิ่งเกี่ยวข้าวกันไป มันส์เจรง ๆ เดินได้ซักครึ่งชั่วโมงก็ไปเจอกระต๊อบของเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เฝ้าบันทายธมนี่ ... เขาเดินเข้ามาบอกว่าถ้าจะเข้าต้องให้เขาพาเข้าไปเพราะเราเดินเองไม่ถูกหรอก คนขับบอกฉันเป็นภาษาอังกฤษว่าจริง ๆ เขาไปถูก แต่ให้เจ้าหน้าที่นำก็จะ "ปลอดภัย" กว่า (เอิ๊ก) ... หมายความว่าก็ต้องมีค่านำให้เขานิดหน่อยนั่นเอง


แต่เมื่อไปถึง... มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มค่ะ บันทายธมไม่ใช่ปราสาทเล็ก ๆ ... ดูเผิน ๆ แล้วน่าจะเป็นยุคของชัยวรมันที่เจ็ด แต่พอเข้าไปดูใกล้ ๆ ชักไม่แน่ใจ





สิ่งนึงที่แปลกค่ะ ปกติปราสาทยุคบายน (ชัยวรมันที่เจ็ด) จะมีบรรณาลัยที่สร้างด้วยศิลาแลง .. แต่บรรณาลัยทั้งสองอันของบันทายธมเป็นหินทราย...



ส่วน gallery (ภาษาไทยเค้าเรียกว่าอะไรนะ?) ที่ปกติเป็นผสมหินทรายกับศิลาแลง อันนี้กลับเป็นศิลาแลงล้วน ๆ



ที่น่าสนใจอีกอย่างคือลายแกะสลักประดับทั้งหลาย ... ปกติของบายนจะแกะเป็นลายกนกธรรมดา แต่ที่นี่กลางลายกนกกลับทำเป็นรูปสัตว์ด้วย



นอกจากสัตว์ ยังมีคนในกิริยาต่าง ๆ .. จริง ๆ ตรงนี้จะคล้ายกับยุคบาปวนมากเลย ที่เห็นเป็นสีชมพู ไม่ใช่หินสีชมพูนะคะ แต่เป็นส่วนที่เหลืออยู่ของ "สี" ที่ใช้ระบาย คาดว่าเมื่อก่อนทั้งปราสาทคงทาสีเหมือนกับที่จริง ๆ แล้วอังกอร์วัดก็เคยทาสีแดงทั้งปราสาท



ที่น่าสลดก็คือ .. รูปแกะสลักที่บันทายธมนี่โดน "ปาด" ออกไปเสียเยอะแล้วค่ะ เนื่องจากมันอยู่ไกลหูไกลตา ไม่มีคนเฝ้า เจ้าหน้าที่คนที่พาฉันเข้าไปก็บอกว่ามี "ผู้ใหญ่" เป็นคนเข้ามาตัดเอาไป ที่เห็นนี่คือส่วนที่เขาพยายามจะย้ายก้อนหินออกไปทั้งกระบิ แต่ถ้าเอาตรงนี้ออก มีหวังว่าส่วนบนจพังลงมาด้วยทั้งหมดเหมือนที่ปรางค์องค์กลางพังลงมาแล้ว

หน้ากาลในทับหลังบางอันอยู่ในสภาพที่ "กำลัง" ถูกกระเทาะออก ฉันไม่รู้ว่าถ้าฉันกลับไปอีกคราวหน้ามันจะยังอยู่หรือเปล่า เพราะตอนนี้ส่วนที่สวย ๆ ก็หายไปเกือบหมดแล้ว



อัปสรานางนี้เป็นนางเดียวที่ยังเหลือใบหน้าให้เราเห็นอยู่ในบันทายธมค่ะ นางอื่น ๆ โดนตัดเอาแค่ส่วนหัวออกไปหมดแล้ว ... นางนี้รอดมาได้เพราะส่วนยอดของปรางค์องค์กลางพังลงมาขวางทางที่ใครจะเข้าไปตัดได้ไว้พอดี ... แต่อีกหน่อยก็ไม่แน่

พอวันที่สี่ ฉันก็กลับไปเข้าประชุมเป็นเด็กดีเหมือนเดิมค่ะ ... อย่าฟังรายละเอียดเลยเนอะมันคงน่าเบื่อพิกล แล้วเย็นวันนั้นเมื่อเลิกประชุมฉันก็บินกลับทันที ... ไม่ได้ตามไปเกาะแกร์อย่างที่พวกลุง ๆ (จริง ๆ น่าเรียกว่า "ปู่" กันมากกว่า อิอิ) เค้าจะไปกันหรอกค่ะ

เดี๋ยวก็ไปอีก ฮ่า ๆ (รู้สึกว่าไปซะจนไม่เหมือนไปต่างประเทศแล้วล่ะ ไปเขมรบ่อยกว่าไปเชียงใหม่อีก)




 

Create Date : 25 มกราคม 2548
31 comments
Last Update : 3 มิถุนายน 2550 23:59:00 น.
Counter : 349 Pageviews.

 

แวะมาเยี่ยมค่ะ ภาพสวยมากจริงๆ

 

โดย: prncess 25 มกราคม 2548 1:07:40 น.  

 

can't read thai' na ka

 

โดย: ปุ้ม หญิง 25 มกราคม 2548 2:54:01 น.  

 

^
^
^
อ่านไม่ได้แล้วมาบอกทำไม (วะ) เห็นบอกใคร ๆ ในบ๊อกคนอื่น ๆ ไปหลายรอบแล้ว ... เออ พิลึกคน (ไม่ลบหรอก ปล่อยไว้ให้งงอย่างนี้แหละ)

 

โดย: Seven Of Nine 25 มกราคม 2548 8:07:29 น.  

 

ผงะกับรูปปั้นศีรษะหลังแก้วน้ำส้มเช้งง่ะ
ทำไมพรอพมันคอนทราสท์จังอีหนู ดีนะ พี่ไม่ได้เปิดไฟเบลอๆ แล้วดูตอนเที่ยงคืน กึ๋ยๆๆๆๆๆ

ปล. ช่วงพี่ทำ thesis นั้นจะมีความรู้สึกต่ออาจารย์แบบครึ่งรักครึ่งเกลียดครึ่งเกรงครึ่งรำคาญ...ผสมปนเปกันในอัตราส่วนที่ชวนเวียนหัวมาก ฮ่า
แต่พอทำเสร็จแล้ว บอกได้เต็มปาก "หนูรักอาจานฮ่ะ!"

 

โดย: =p o o k p u i= 25 มกราคม 2548 8:42:30 น.  

 


พูดได้คำเดียว รูปสวยมากค่ะ
อิอิ แอบเข้ามาดู เพราะที่นี่เป็นอีกที่ที่ฝันอยากจะไป แต่ยังไม่เคยได้ไปสะที.. ขอบคุณนะ

 

โดย: สามัญชนผู้น่ารัก 25 มกราคม 2548 9:37:20 น.  

 

รูปสวยมากๆ เลยจ้า

ขรึม ขลัง เศร้า เหงา บอกไม่ถูก รู้สึกว่าคำว่าเศร้า เหงา มันจะดูน้อยไป อืม... 'สะท้อนใจ' อาจจะตรงกว่ามั้ง โดยเฉพาะเรื่องนางอัปสรา...

ภาพสวยแล้วก็เล่าเรื่องได้น่าติดตามมาก (มันแหงอยู่แล้วนิ) แล้วมาเล่าให้ฟังอีกนะ ชอบจังจ้ะ

 

โดย: vee vee' 25 มกราคม 2548 21:21:14 น.  

 

ฉาว่ะ อยากไปมั่ง
หนูเซ เจ๊เบื่อคนว่ะ อยากรู้ว่าเบื่อไร ตามไปดูที่บล๊อก ไม่ก็หลังไมค์มาได้ ฮึ่ย แมร่ม

 

โดย: patsypacky IP: 61.90.13.188 26 มกราคม 2548 0:32:16 น.  

 

หลงทางเข้ามา โอ้ สาระเยอะเดเจรงๆ
ทีแรกเรานึกว่าพี่เซจะเปนนักสำรวจอวกาศ
ตะกลับเปนนักขุดไปได้แฮะ

 

โดย: นู๋เองง่ะ 26 มกราคม 2548 13:24:54 น.  

 

รูปอัปสรา แสงเงาสวยดีค่ะ
ไม่เคยไปขแมร์เลยแฮะ งึงึ

 

โดย: Nutjung 26 มกราคม 2548 23:09:02 น.  

 

รูปสวยมากๆเลยค่ะ

 

โดย: paper wing 28 มกราคม 2548 15:37:52 น.  

 

หุหุ...มาดูรูปงับ ชอบๆ ^ ^

 

โดย: โจ้จ้า (kataay_j ) 28 มกราคม 2548 18:53:56 น.  

 

 
 

กึ่งยิงกึ่งผ่าน say :

เห็นรูปแล้วก็อิจฉา .. อยากได้กล้องอ่ะ งะ่ง่ะง่ะ
 
 
:: go to my BLOG ::

 

โดย: กึ่งยิงกึ่งผ่าน 29 มกราคม 2548 3:20:30 น.  

 

เห็นรูปแล้ว นึกถึงคำพูด
"ภาพ 1 ภาพ สามารถบรรยายได้มากกว่าคำพูด 1000 คำ"
รูปสวยจัง ให้อารมณ์ได้หลากหลายดี

 

โดย: แว่นน้อย@หาดใหญ่ 30 มกราคม 2548 1:15:06 น.  

 

ยินดีที่รู้จักเช่นกันค่ะ ชอบเข้ามาดูรูปที่บลอกคุณ เพราะว่าภาพสวยดีค่ะ และขอบคุณที่แวะไปทักทายกันที่ในบลอกนะคะ

 

โดย: prncess 30 มกราคม 2548 22:25:43 น.  

 



รูปสวยมากๆค่ะ....เล่าเรื่องได้น่าติดตามด้วยหละ

 

โดย: มัชฌิมา 11 กุมภาพันธ์ 2548 20:04:48 น.  

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดด บล็อกสวยๆๆๆ ทำงัยอ่า อยากทำได้มั่ง

 

โดย: patsypacky 12 กุมภาพันธ์ 2548 15:44:03 น.  

 

โห บ๊อกโคตรจ๊าบเลยว่ะ ขอบอก เปรี้ยวเฮี่ยๆ

 

โดย: หมาร่าหมาหรอด 12 กุมภาพันธ์ 2548 18:26:42 น.  

 

กลับมาดูอีกที
โอ,, แม่เจ้าอัปสรา หน้าตาเปี๊ยนไป๋

บ๊อกบรรเจิดมากค่ะ

 

โดย: สามัญชนผู้น่ารัก 12 กุมภาพันธ์ 2548 22:34:34 น.  

 

โอววว บรรยากาศเดิร์นสุดยอดสมชื่อ Seven Of Nine จริงๆ

 

โดย: vee vee' 13 กุมภาพันธ์ 2548 1:19:58 น.  

 

รูปสวยดีครับ เห็นแล้วนึกถึงหนัง In the mood for love (Wong Kar Wai, 2000, A+++++)จังเลย...

"คนสมัยก่อนเวลาเขามีความลับสำคัญที่ไม่อยากให้ใครรู้
พวกเขาจะขึ้นไปบนภูเขา หาต้นไม้สักต้น...เจาะรูบนต้นไม้
และกระซิบบอกความลับทั้งหมดของตัวเองลงไป
เสร็จแล้วก็เอาดินเหนียวอุดไว้
ความลับของเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้"

อ่า...เผื่อคนที่ไม่เคยดูหนัง
คือ In the mood for love เนี่ยมันจะมีฉากหนี่งที่พระเอก (เหลียงเฉาเหว่ย) ไปที่นครวัต แล้วไปเจาะรู้กระซิบใส่ต้นไม้จ้า..

 

โดย: merveillesxx 13 กุมภาพันธ์ 2548 19:21:16 น.  

 

จ๊าบ โครต อ่ะ

 

โดย: แม่สาย 14 กุมภาพันธ์ 2548 1:19:41 น.  

 

โอ้ บล๊อกเจ๋งมากๆ ค่ะ สุดยอดๆ

 

โดย: ฮิปโปปาร์ตี้ 14 กุมภาพันธ์ 2548 16:14:02 น.  

 

ว้าววว...blog สวยมากจริงๆค่ะ ชอบๆ เก่งจังเลย :)

 

โดย: ตะกร้าหวายสีขาว 5 มีนาคม 2548 22:08:37 น.  

 

บ๊อกไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน สวยสุดยอดเลยค่ะ

 

โดย: นุทศรี 7 มีนาคม 2548 10:14:48 น.  

 

มาอีกรอบ ก็ขอโบกว่าสวยมากกกกกกกกกกกกกกก ค่ะ

 

โดย: ถั่วแดงเย็น 7 มีนาคม 2548 14:26:24 น.  

 

แวะมาเยี่ยมจ้า...พี่เพิ่งลองหัดสร้าง เห็นของเซแล้ว
...ไรมันจะหรูเริ่ดอลังการขนาดนี้หาเจ้าน้อง อิอิ

พี่ขอแอ๊ดของเซนะ ^^

 

โดย: Clear Ice 17 มีนาคม 2548 20:16:04 น.  

 

อยากไปมั่งครับ

 

โดย: underdog(พ่อน้องโจ) IP: 203.156.71.101 26 มีนาคม 2548 16:20:38 น.  

 

ชมบ้างนะคะ blog สวย รูปสวย บรรยายสละส(ล)วย

อ่านแล้วนึกถึงตอนที่ไปกับคณะศึกษาศิลปกรรมเขมร คนนำเป็นอาจารย์ผู้หญิง เสียดายจำชื่อท่านไม่ได้
ตอนนั้นก็ไม่ร่วมสัมมนาเช่นกัน มีนักวิชาการหลายคน ไปกันเยอะมากๆ ส่วนเราเป็นขาแจม อยากไปนครวัด
จำได้ว่า ไป 3 วัน เกือบ 40 ปราสาท เดินขึ้นเดินลงเยอะมากๆ
ขาขึ้นไม่เท่าไหร่ ขาลง กลัวความสูงน่ะค่ะ บันไดขั้นนิดเดียวเอง

แต่ที่ประทับใจที่สุดคือเด็กแถวๆ นครวัด เป็นเด็กผู้ชายประมาณ 7 - 10 ขวบ (น้องเค้าตัวเล็กน่ะค่ะ)
น้องเดินมาถามเป็นภาษาอังกฤษ ถูกสำเนียงเป๊ะว่า อยากได้ไกด์มั้ยครับ ผมพาเที่ยวและบอกประวัติได้

เราทำหน้างงๆ อยู่พักนึง น้องคงนึกว่าฟังไม่ออก จึงพูดมาอีก 3 ชุด เป็นภาษาจีน ญี่ปุ่น ไทย
พอดีมีคนต่างชาติคนนึงเห็นน้องท่าทางได้เรื่อง จึงเดินมาถาม น้องก็รับเป็นไกด์ให้ เป็นภาษาฝรั่งเศส

คุณพ่อหันมา แล้วถามว่า "อายเด็กเค้ามั้ยนั่น" และอื่นๆ อีกชุดใหญ่ ... ประทับใจมากค่ะ

 

โดย: cocoa butter 26 มีนาคม 2548 18:31:36 น.  

 

มาอีกที ก็ขอย้ำว่า โคตรบิดามารดาสวยนะคะ

 

โดย: ถั่วแดงเย็น 29 มีนาคม 2548 23:12:14 น.  

 

^
^
คนนี้มาหลายรอบจัง

 

โดย: หมาร่าหมาหรอด 1 เมษายน 2548 18:23:18 น.  

 

023584828

 

โดย: thafhbfd IP: 203.209.125.237 14 กันยายน 2550 20:11:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Seven Of Nine
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




seven of nine tertiary adjunct of unimatrix zero-one เป็นสาวบอร์ก ครึ่งคนครึ่งจักรกล หุ่นสะบึมสุดสวิงริงโก้ ฉลาดเป็นกรดเพราะมี nano เทคโนโลยีติดตัวเป็นของขวัญจากราชินีแห่งบอร์ก ... ปกติจะอยู่กับยาน Voyager แต่ช่วงนี้หลบร้อนมาพักอยู่เมืองไทยชั่วคราวค่ะ (เอิ๊ก)
Friends' blogs
[Add Seven Of Nine's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.