กรกฏาคม 2555

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
13 กรกฏาคม 2555
so Sweet...zerland 2011
ทริปยุโรปนี้เป็นการตะลุยต่างประเทศแบบกึ่ง backpack ทั้งหมด 4 ประเทศ โดยเริ่มจาก สวิส ปารีส อังกฤษ และ สก๊อตแลนด์ เป็นเวลา 23 วัน :) ตั้งแต่วันที่ 29/4 - 22/5 '11

โดยทริปนี้เริ่มจาก จองทริปกับพี่มด (ModX) เป็นคนไทยอยู่ที่สวิสฯ จะเที่ยวในสวิสทั้งหมด 9 วัน ไปทั่วสวิสเลย มาทั้งทีก้อต้องเอาให้คุ้มอ่ะเน๊อะ :)



วันแรก 29/4/2011 เดินทางจากกรุงเทพ - ซูริค  - บานวิว(บ้านพี่มด) - บาเซิล
แวะเอากระเป๋าใบใหญ่มาทิ้งไว้ที่บ้านพี่มด .. บ้านพี่มดน่าอยู่ม๊ากกกกกก  สะดวกครบครันทุกสิ่งอย่าง แถมหลังบ้านยังมีทุ่งเขียวๆดูแล้วสดชื่นมากเลย





จากนั้นเราสองคนเริ่มวางแผนว่าวันนี้จะเที่ยวกันเอง  ว่าแล้วตัดสินใจจะไปเที่ยวเมืองบาเซิลกัน ห่างจากบ้านพี่มดเกือบๆ ชั่วโมง




ไปถึงบาเซิลก็ประมาณเที่ยงละ  เราสองคนตั้งใจว่าจะอยู่บาเซิลถึงเย็นเลยค่อยกลับ  ไคลเเมกซ์ของบาเซิลคือ ตึกสีแดงๆ หรือเป็นอันเข้าใจว่าเป็นศาลากลางของบาเซิลละกัน เราเดินกันมั่วๆแบบไม่มีแผนที่อะไรทั้งสิ้น ถามทางเค้าไปเรื่อยๆ จนพอจะกลับนี่ล่ะ ยืนเก้ๆกังๆอยู่แถวๆสี่แยก ไม่รู้จะไปทิศไหนดี หาสถานีรถไฟก้อไม่เจอ  อยู่ๆก้อมีป้าใจดีขี่จักรยานมาถามว่ามีไรให้ช่วยมั๊ย :)  รอดตายแล้วเรา


ประสบการณ์ backpack วันแรกของเราสองคนทั้งหลงทาง ทั้งเจอผู้คนมีน้ำใจ แถมได้เห็นอะไรสวยๆงาม ซึ่งน่าจะให้เห็นมุมอื่นๆของบาเซิลมากกว่าคนอื่นๆเพราะเราหลง :P แค่วันแรกก้อเริ่มทำให้หลงรักสวิสซะแล้วสิเรา


30/4/2011 เช้าวันที่สองของการเที่ยว ยังคงออก backpack เองเหมือนเดิม ดูพยากรณ์อากาศวันนี้แจ่มใสมากๆ เราสองคนเลยคิดว่าไป trekking เบาๆกันดีกว่าที่ Ballenberg musuem แล้วต่อด้วยล่องเรือทะเลสาบ Brienz ที่เค้าว่ากันว่าสีน้ำเป็นสีเทอคอยซ์ :)  

วันนี้ออกบ้านกันแต่เช้า 6.45น. พร้อมทั้งแพ๊คข้าวกล่อง น้ำเปล่าแบกใส่เป้ไป มาถึงบัลเลนแบรกตอน 9 โมงครึ่ง เราตั้งใจว่าจะเดินเล่นชมธรรมชาติจนถึงบ่ายสองโมง  :)

เราสองคนมี Swisspass เลยเข้าชมได้ฟรี :P บัลเลนแบรกเป็นพิพิธภัณฑ์กลางเเจ้ง ที่ยกเอาบ้านแต่ละภูมิภาคของสวิส อายุแต่ละหลังขึ้นหลักร้อยปี มาตั้งท่ามกลางธรรมชาติ แต่ละบ้านจะแตกต่างกันไป บ้านนี้ช่างไม้ บ้านนี้ช่างทำรองเท้า บ้านนี้ทำชีส บ้านนี้ทอผ้า :)

เดินเล่นๆข้ามเขาเล็กๆสองสามลูกอยู่นานถึง 4 ชั่วโมง ไม่รู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยเลย ภูมิประเทศของสวิสมันสวยงามมากจิงๆ  





พอบ่ายสองโมงเราเดินมารอรถบัส เพื่อที่จะไป Brienz แอบทึ่งความตรงต่อเวลาของคมนาคมสวิส ขนาดรถบัสยังมาถึงเวลาเป๊ะๆเลยแฮะ

นั่งรถบัสมาที่ Brienz ประมาณ 17 นาทีได้  Brienz เป็นเมืองเล็กๆ ติดทะเลสาบ รอเรือจนถึงบ่ายสี่โมง .. ไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าขนาดเรือเองก้อยังมาถึงท่าแบบเวลาเป๊ะมาก มันอะไรกันนี่ประเทศนี้ ตรงต่อเวลาที่สุด :) แล้วเราก้อได้นั่งเรือฟรีอีกแล้ว เพราะเรามี Swisspass แถมได้ upgrade เป็น 1st class  อีกด้วย ซึ่ง 1st class จะได้นั่งเรือชั้นสองซึ่งเป็นดาดฟ้าเรือ หรือจะนั่งห้องกระจกก้อได้ :)

ที่ Brienz ได้เจอคนไทยเยอะมาก  แล้วคนไทยที่มา backpack ที่สวิสที่อ้อเจอ ทุกคนล้วนน่ารักมาก  แบ่งส้มอร่อยๆให้ทานด้วย (แพงมากนะนั่น :P )

ล่องเรือใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งถึง Interlaken ost. ก้อได้เวลาบ๊ายบายพี่ๆคนไทยที่เจอกันบนเรือ  อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว และจาก Interlaken ost นั่งรถไฟกลับบ้านพี่มดอีกสองชั่วโมง  หลับปุ๋ยกันบนรถไฟเลย :)




1/5/2011 วันที่สามของการท่องเที่ยว .. วันนี้พี่มดเริ่มพาเที่ยวละ ดูจากพยากรณ์อากาศแล้วน่าจะขึ้นเขาหิมะซักลูกได้ :0  วันนี้เราจะขึ้น Jungfraujoch ที่ขึ้นชื่อว่า top of Europe ยอมรับเลยว่าตื่นเต้นมากๆ  ให้นั่งรถไฟนานเเค่ไหนก้อไม่ง่วงเลยทีเดียว  เราเปลี่ยนรถไฟหลายต่อมาๆ เราคุยกันว่าจะขึ้นจุงเฟราทางด้าน Grindelwald แล้วตอนขาลง เราจะลงทาง Lauterbrunnen ซึ่งจะมีวิวน้ำตกเป็นสายตกลงมาจากหน้าผาสูง

พอรถไฟถึงสถานีจุงเฟรา...เราต้องเดินช้าๆ เพราะสูงกว่า 3 พันเมตรและอากาศก็น้อยมาก :)  กรุ๊ปเราเริ่มตะลุย Ice palace กันก่อนเลย  เป็นอุโมงค์น้ำแข็งซึ่งจะมีตลอดทั้งปี พอเข้าไปหนาวมากๆ จำไม่ได้ว่าอุณหภูมิเท่าไหร่  หมวกไหมพรมและถุงมือเป็นสิ่งสำคัญขาดไม่ได้นะจ๊ะ  ออกจาก Ice palace เราก้อออกไปจุดชมวิว  ว้า.. อากาศไม่ดีเลย ลมแรง ทุกอย่างขาวไปหมด แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังแต่อย่างใด  สนุกสนานกันไป  หนาวมากๆก้อวิ่งเข้าด้านใน  รวบรวมพลังฮึดออกมาสู้หิมะใหม่ สนุกดี ;)

จากนั้นเราก้อเติมพลังด้วยอาหารที่ภัตตาคาร top of Europe เชียวนะ พออิ่มแล้วเราก้อออกไปสู้หิมะกันอีกรอบที่ฝั่งสฟิงซ์  ที่ฝั่งนี้ไม่มีลมเลยแฮะ เลยทำให้ไม่หนาวมาก เราสองคนถอดเสื้อโค้ทออก ถ่ายรูปกันสนุกสนาน  แล้วอยู่ดีดีก้อมีหิมะโปรยปรายลงมา ซึ่งเป็นไปได้ยากในฤดูนี้  ถือว่าเป็นความโชคดีของเรา ประทับใจจังเลย :)

ถ่ายรูปกันเต็มที่ ได้เวลาซื้อของที่ระลึกและไม่พลาดที่จะส่งไปรษณีย์กลับไทยหาตัวเอง ส่งหาพ่อแม่อ้อและพ่อแม่ป้อม :)




ลงจากจุงเฟรามาก้อบ่ายเย็นๆละ  นั่งรถไฟมาลงที่ Interlaken Ost. เราตัดสินใจกันว่ามื้อเย็นจะหาไรกินจากที่นี่เลยแล้วกัน ระหว่างนั้นก้อเดินชมเมือง Interlaken ก้อเป็นเมืองที่คนไทยนิยมมาพักเหมือนกัน มองไปทางไหนก้อสวยงาม  เราเลือกที่จะนั่งร้านอาหารอิตาเลียน สั่งพิซซ่าถาดนึงแบ่งกันทาน 4 คน และสั่งสปาเกตตี้ 2 จาน  เอ่อ.. จิงๆแล้ว ฝรั่งเค้ากินพิซซ่าคนละถาดเลยนะ  แต่เราแบ่งกันได้ 4 คน ไม่รู้เค้าทำได้ยังไง :P

ทานเสร็จเราก้อเดินเที่ยวๆซักพักก้อไปรอเจอพี่ๆที่เหลือที่ Interlaken West จากนั้นก้อนั่งรถไฟกลับบ้านพี่มดตามเดิม พักผ่อนออมแรงไว้  วันนี้ไม่ลืมกินพารา และ โวลทาเรน  เพราะใช้ร่างกายสมบุกสมบันมาก  ไม่อยากจะมาป่วยที่สวิสอ่ะเน๊อะ



2/5/2011 วันที่สี่ของการเที่ยวเเล้วสินะ  วันนี้พยากรณ์อากาศแจ่มใสมาก  เราเลยจะไปลูเซิร์นกัน  นั่งรถไฟจากบ้านพี่มดไปลูเซิร์นประมาณหนึ่งชั่วโมง  เราก้อพุ่งไปล่องเรือที่ทะเลสาบลูเซิร์นกันเลย  จุดมุ่งหมายจะไปขึ้นที่ท่าเรือ แล้วนั่งรถไฟขึ้นเขาริกิ  ระหว่างล่องเรืออยู่บรรยากาศรอบๆสวยงามมาก  มีภูเขาหิมะเด่นๆสวยๆไกลๆ พี่มดบอกว่าชื่อพิลาทุส  แต่ก่อนเวลาพี่มดทำทริป ก้อมีพาขึ้นพิลาทุส  แต่ช่วงที่อ้อไปมีการก่อสร้างอาคาร  เราเลยเปลี่ยนแผนมาขึ้นเขาริกิแทน



มี Swisspass ทำให้ขึ้นเขาริกิฟรีอีกแล้ว :) เราล่องเรือมาจากลูเซิร์นแล้วขึ้นท่า Vitznau แล้วนั่งรถไฟไต่เขาขึ้นมา เสียดายไม่ได้นั่งริมหน้าต่าง  แต่ก้อไม่เป็นไรพอมองเห็นวิวทะเลสาบลูเซิร์นอยู่บ้าง พอช่วงไหนที่เห็นวิวทะเล คนในโบกี้รถไฟจะทำเสียงฮือ แล้วลุกขึ้นถ่ายภาพกัน  ไม่รู้จะอธิบายความสวยได้อย่างไรเหมือนกัน  บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดมาก :) 

ริกิสูงน้อยกว่าภูเขาหิมะทั่วๆไป สูงประมาณ 1,700 เมตร ในเดือน พ.ค. ที่อ้อไปเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ เลยไม่มีโอกาสได้เห็นหิมะ  แต่ไม่เป็นไร แค่นี้ก้อสวยจะแย่อยู่แล้วเน๊อะ

เวลาเดินชมเขาริกิ จะมีทางเดินทางสองทางมาบรรจบกัน เรียกสั้นๆว่า ทางคนหนุ่ม กับ คนแก่  :P คนส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวจะเลือกขึ้นทางคนหนุ่มทั้งนั้น แต่เราคิดว่าลองกลับกันดูมั๊ย  ลองขึ้นทางคนแก่ดีกว่า เก๋ไปอีกแบบ  ไม่เหนื่อยดีด้วย



ลงจากเขาริกิมา ที่นี้ก้อถึงเวลาที่เราจะเที่ยวชมเมืองลูเซิร์นกันเเล้ว  .. เมื่อตอนเช้ามาถึงลูเซิร์น เรารีบขึ้นเรือทันที เลยไม่ทันได้เดินชมเมือง :) 

เป้าหมายต่อไปคืออนุสรณ์สิงโต  ถ้าให้เล่าประวัติก้อคงยาวพอสมควร งั้นตัดสั้นๆเลยดีกว่าเน๊อะ  สมัยก่อนคนสวิสที่เป็นผู้ชายจะไปทำงานเป็นทหารรับจ้างให้กับฝรั่งเศส แล้วช่วงปฎิวัติฝรั่งเศสทำให้ทหารสวิสล้มตายจำนวนมาก แต่มีทหารผู้หนึ่งเค้าเสียใจมาก เพราะไม่ได้ร่วมรบกับเพื่อนๆ ด้วยเหตุผลอะไรอ้อก้อจำไม่ได้แฮะ  เค้าเลยตั้งใจสร้างให้เป็นอนุสรณ์ให้ทหารสวิสที่ถูกสังหาร  โดยสลักสิงโตตัวนี้ให้ร้องไห้ ถูกหอกปัก โดนมีดแทง และที่สำคัญยังไม่ลืมที่จะกอดโล่ห์ที่เป็นสัญลักษณ์พระเจ้าหลุยส์  แสดงให้เห็นถึงทหารสวิสมีความซื่อสัตย์  นี่เล่าแบบสั้นๆแล้วเหรอ o_o

ตอนที่มาถึงอนุสรณ์สิงโต คนเยอะมาก  ทัวร์จีนทัวร์แขกมาลง  ไอเราก้อกลุ้มใจเพราะหามุมถ่ายรูปไม่ได้เลย แล้วเสียงก้อดังอื้ออึ้งไปหมด  .. พี่มดก้อบอกกับเราว่ารอแป๊บเดียว ไม่ต้องรีบร้อน  เดี๋ยวญาติเราก้อไปกันแล้ว เท่านั้นแหล่ะ ไม่ถึงสิบนาที คณะทัวร์หายเรียบ บรรยากาศสงบคืนกลับมา  ว่าแล้วก้อเป็นอย่างที่พี่มดบอกจิงๆด้วย  นี่เลยเป็นเหตุผลนึงที่อ้อคิดว่าถ้าไปเที่ยวต่างประเทศยังไงก้อจะ backpack เรานั่งเครื่องมาไกลเป็นสิบชั่วโมง  แต่มีเวลาดูสิ่งสวยงามแค่สิบนาที มันแปลกๆไงชอบกลว่ามั๊ย

ออกจากอนุสรณ์สิงโตก้อเดินช๊อปปิ้งไปเรื่อยๆ ก้อมาเจอไคลเเมกซ์ของเมืองนี้คือสะพานไม้ชาเปลนั่นเอง  สะพานนี้เคยถูกไฟไหม้มาแล้ว แต่เค้าก้อบูรณะให้เหมือนเดิม  สะพานไม้นี้ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในยุโรปเลยนะ ประมาณ 600 ปีเห็นจะได้ :)




3/5/2011 วันที่ห้าแล้วสินะ .. วันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตกไปทั่วเลย เลยลงความเห็นว่าเที่ยวชมเมืองแล้วกัน พกร่มสีชมพูแปร๊ดติดตัวไว้ด้วยก้อดี  

วันนี้เราไปเมืองซังก์ กัลเล่น เป็นเมืองที่เข้มแข็งทางศาสนา  เป็นที่ตั้งของโบสถ์ st. Gallen สไตล์บาร็อก  เข้าชมได้ฟรีสวยงามมากๆ ไม่เพียงเท่านี้เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของห้องสมุด Stiftsbibliothek เก็บหนังสือเก่าแก่อายุเป็นร้อยปี มีต้นฉบับที่เป็นลายมือของพระสมัยนั้น แต่น่าเสียดายเค้าห้ามถ่ายรูป เสียค่าเช้าชมอีกตังหาก :P

ซังก์ กัลเลน .. มีของกินเด็ดๆอย่างนึงคือ ไส้กรอกลูกวัว ของร้าน Metzgerei Gemperli อร่อยมากๆ แล้วจะติดใจ :)




เดินเล่นในเมืองซังก์ กัลเลน ซักพัก แล้วเราก้อต่อรถไฟไปซูริค เมืองที่ใครๆต่างคิดว่าเป็นเมืองหลวงแหงๆ จิงๆเรามาซูริคแบบแว้บๆครั้งนึงแล้วจำได้มั๊ย  ก้อวันแรกงัยที่เรานั่งเครื่องมาลงซูริค :)

ซูริคต่างจากเมืองซังก์ กัลเลนมากๆ เมื่อกี้เราเที่ยวเมืองที่สงบเงียบ แต่ซูริคไม่เป็นแบบนั้น เป็นเมืองที่เจริญมากและเต็มไปด้วยแหล่งช๊อปปิ้งแบรนด์เนมมากมาย สถานีรถไฟคึกคักเต็มไปด้วยผู้คน

เราเดินไปเรื่อยๆจนถึงทะเลสาบซูริค  เป็นทะเลสาบที่สวยเหมือนกันนะ ริมทะเลสาบมีนาฬิกาดอกไม้ด้วย  ไม่ต้องไปไกลถึงเจนีวาก้อมีนาฬิกาดอกไม้สวยๆเหมือนกัน

เราเดินข้ามถนนกลับมารอรถบัส .. นั่งรถบัสประมาณ 5นาทีก้อถึงโรงงานช๊อคโกแลตยี่ห้อ Lindt  ชอบตรงที่ช๊อปของโรงงานให้เราชิมช๊อคโกแลตได้ไม่อั้น  ใครชอบกินช๊อคโกแลตถือว่าเป็นสวรรค์เลยล่ะ  จากจุดนี้เราช๊อปช๊อคโกแลตน้ำหนักหลายกิโลเหมือนกัน เอาไปฝากที่ไทย แต่ว่าอ้อยังต้องเดินทางอีกหลายประเทศ  ไม่เป็นไร...อ้อกับป้อมสามารถอยู่แล้ว  ช๊อคโกแลตที่เอาไปฝากผ่านถึง 3 ประเทศเลยน้า  จำได้ว่าด้วยอากาศที่หนาวสิบกว่าองศา  ทำให้ช๊อคโกแลตอยู่ในสภาพดีมาก  แต่พอกลับไทยถึงบ้านชั่วโมงเดียวเท่านั้นเริ่มนิ่ม  เอาเข้าตู้เย็นแทบไม่ทัน :P




4/5/2555 เช้าวันที่หกในสวิส...เราต้องออกจากบ้านพี่มดพร้อมทั้งแพ็คกระเป๋าไปค้างคืนข้างนอกหนึ่งวัน   จุดมุ่งหมายคือเมือง Zermatt หรือแซร์มัท  เป็นเมืองในหุบเขาอากาศหนาวเย็น เป็นเมืองที่ตั้งสถานีกอร์เนอร์กราท  เป็นสถานีสำหรับชมวิว Matterhorn หรือภูเขาหิมะสามเหลี่ยม (เป็นโลโก้ของช๊อคโกแลต  Toblerone)  

ตอนที่ไปแซร์มัท เช้าๆนี่ 0 องศา เลยนะ  เมืองนี้เป็นสวรรค์ของนักเล่นสกี  พอมาถึงแซร์มัท  เราฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟทันที  แล้วก้อนั่งรถไฟขึ้นไปที่สถานีกอร์เนอร์กราท ซึ่งความสูงประมาณ 3,100 เมตร




Matterhorn ฉายาเค้าคือจอมขี้อาย คือบางวันจะไม่เห็นยอดบ้าง  บางวันโดนเมฆบังจนมิดบ้าง แต่สำหรับวันนี้ Matterhorn ไม่ขี้อายเลย น่ารักมาก  ไม่เสียเเรงที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกล :)

จากนั้นก้อเป็นเวลาที่เราจะถอดโค้ทอีกแล้ว เผยให้เห็นธาตุแท้ว่าป้อมเป็นแฟนปืนใหญ่ อาร์เซนอล  ส่วนอ้อแฟนปิศาจแดง แมนยูฯ  

บรรยากาศไม่หนาวเลย  อากาศดีมาก  เพราะว่าไม่มีลม  ลมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อากาศหนาวเย็น  ในเมื่ออากาศดีแบบนี้ เราสองคนจัดเต็ม  ส่วนป้อมโดนยุให้ถอดเสื้อ  ซึ่งก้อยุขึ้นซะด้วย :)  ก้อเป็นอะไรที่เป็นความประทับใจที่สุดของที่สุด  ไม่ว่าจะหันถ่ายรูปไปทางไหนก้อสวยทุกมุมจิงๆ  ฉันรักเธอนะ Matterhorn





แซร์มัท ... เป็นเมืองที่มีคนไทยมาเยอะม๊ากกก ถึงขั้นที่ว่า ที่สถานีรถไฟมีคำว่า  "ยินดีต้อนรับ" ตัวเบ้อเริ่มเลย  เห็นแล้วอมยิ้มได้เลย :)

สำหรับคืนนี้เราพักที่ Youth hostel ซึ่งต้องจองล่วงหน้า  ที่พักต้องเดินขึ้นๆๆและก้อขึ้นเขา  หอบกันแฮกๆ  แถมมาถึงเค้าให้เราเบิกผ้าปู หมอน ผ้าห่มกันเอง แล้วปูผ้าเอง พอตอนเช้าเก็บให้ครบแล้วหอบมาทิ้งไว้ที่หน้าเคาเตอร์  ทุกอย่างบริการตัวเอง

ตั้งแต่มาสวิสยังไม่ได้กินอาหารพื้นเมืองของสวิสเลย เพราะปกติพักบ้านพี่มดจะได้กินอาหารไทยตลอด ซึ่งก้อถูกปากมาก พี่มดทำอาหารอร่อยสุด :) แล้วถ้าเราไม่ได้กินอาหารพื้นเมือง เค้าจะเรียกว่ามาไม่ถึงสวิสรึป่าวนะ  แต่ที่นี่ทำให้เรามาถึงสวิสจิงๆ ถือว่าเป็นโชคดีอีกละ ที่ได้ชิมอาหารพื้นเมือง  พี่มดบอกว่า นานๆเค้าจะทำนะ  โชคดีม๊ากกกก



5/5/2011 วันที่เจ็ด  โอ้โห  อาทิตย์นึงแล้วเหรอเนี่ย  เราออกจากแซร์มัทเพื่อที่จะไป Montreax หรือมองเทรอ 

ด้วยอากาศที่แจ่มใสม๊ากกก  ประกอบกับดอกทิวลิปที่บานเต็มที่ และทะเลสาบเจนีวา และบรรยากาศคล้ายๆฝรั่งเศส ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศที่ยอดฮิตและไฮโซเมืองหนึ่งของสวิสทีเดียว 

มาถึงก้อเที่ยงละ  หิวๆ  พี่มดก้อแนะนำร้านนั้นนี้มากมาย  หนึ่งในร้านที่แนะนำคือร้านขาย เคบับ ... ตอนที่ไปซื้อก้อขอเค้าถ่ายคลิปวิดีโอวิธีการทำ  และลุงคนขายก้อชวนคุยไปเรื่อย  เห็นหน้าอ้อกับป้อมก้อถามว่ามาจาก China ? มาทำไรกัน ?  เอ่อ  ไม่ใช่ค่ะ ไทยเเลนด์ค่ะ มาเที่ยวค่ะ  (คิดในใจ)  คุณลุงคะ  กรุณามองหน้าป้อมนิดนุง  ดวงตาของป้อมกลมโตม๊าก ลุงถามมาจากจีนเร๊อะ มันน่าใช่มั๊ยล่า แถมพอบอกไทยเเลนด์ ลุงแกจะเข้าใจว่าไต้หวันอีก  เพลียกะลุงจิงๆ  แต่เรื่องรสชาดของเคบับ  สุดยอดเลยลุง อร่อยสมคำร่ำลือ :)

อิ่มแล้วเราก้อเดินสำรวจเมืองอีกละ  เดินเข้าซุปเปอร์มาร์เกต สำรวจราคาผลไม้  ขอบอกว่าแพงม๊าก ยกเว้นสตรอเบอรี่  เมืองไทยนี่โชคดีละ ที่มีผลไม้กินตลอดปี ถูกบ้างแพงบ้างเคล้ากันไป

จากนั้นเราก้อมารวมกลุ่มจะนั่งรถบัสไปเที่ยวปราสาทชิยง  ถูกสร้างไว้เป็นที่เก็บส่วย สำหรับเรือที่ผ่านสัญจรไปมา  พอได้มาเห็นปราสาทจิงๆ รู้สึกได้ถึงความขลัง ลึกลับ บอกไม่ถูกแฮะ :)




เต็มอิ่มกับมองเทรอ .. เราก้อนั่งรถไฟต่อไปเมืองเบิร์น ซึ่งเมืองนี้แหล่ะที่เป็นเมืองหลวง เป็นเมืองที่อนุรักษ์ตึกเก่าๆมากมาย




.........



...........



.........

ชมคลิปเที่ยวสวิสเพลินๆ :P




Create Date : 13 กรกฎาคม 2555
Last Update : 19 กรกฎาคม 2555 21:33:02 น.
Counter : 1116 Pageviews.

1 comments
  
แวะมาเยี่ยม รูปสวยจังเลยต่ะ ^^
โดย: Amonamode วันที่: 16 กรกฎาคม 2555 เวลา:12:59:26 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

บังเอิญ..มารักกัน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]