ร้อยฝันเกี่ยวใจ... มาใส่รัก บทที่ 10 เฮ้ย ...เอาที่ไหนมาพูด...!? เพื่อนกันทั้งนั้น

ทรงผมสั้นเต่อจนติดหนังศีรษะเรียกความสนใจจากพนักงานในสำนักงานบริษัท ที่มีกันไม่ถึงสิบคนให้ขบขันและจ้องมองกันเป็นตาเดียว เขาต้องรีบคลำเส้นผมตัวเองพร้อมเอ่ยแก้เขิน


“ตอนอยู่อยุธยา สีทาบ้านกระเด็นใส่น่ะ เลยไถผมออกเสียเลย ฮ่าๆ จะได้กลืนๆ ไปกับพวกเด็กอายุยี่สิบต้นๆ ที่ไปรับปริญญาด้วยกัน”


ทุกคนได้แต่หัวเราะ แล้วแสดงความยินดีกับเขา อรนันท์ยื่นกล่องของขวัญให้ แล้วรายงานเรื่องงานไปพักหนึ่งก่อนยื่นโทรศัพท์คืน “เรื่องงานโอนให้ผู้ช่วยหมดแล้วค่ะ แต่มีสายส่วนตัวสามสี่สาย คุณเดชคงลืมแจ้งเบอร์ใหม่”


เขาเอาโทรศัพท์มาดู เขาไม่ได้แจ้งหมายเลขใหม่แก่ใครสักคน แค่รู้ว่าช่วงรับปริญญาเขาไม่น่าจะสะดวกรับโทรศัพท์ก็ยกหมายเลขสำคัญให้อรนันท์ แต่ทันทีที่เห็นเบอร์โทรศัพท์คนโทรเข้า เขาถามอรนันท์ทันที


“อร นี่คุณขวัญชีวาโทรมาเหรอ”
“ค่ะ แต่วันนั้น คุยไม่ทันจบ สายเธอตัดเสียก่อน”


เขารีบโทรหาขวัญชีวา
ขวัญชีวาก็ถามทันทีที่รับโทรศัพท์ “นี่ๆ ได้ข่าวว่าคุณเพิ่งรับปริญญาไปเหรอ”


“ครับ ผมเรียนตั้งหลายปีกว่าจะจบ ไม่ค่อยว่างไปเรียน บางทีก็ขาดสอบ คนอื่นเขาเรียนปริญาตรีต่อเนื่องกันแค่สองสามปี แต่ผมปาไปห้าปีแน่ะ ฮ่าๆ”
เขาเริ่มสบายใจที่น้ำเสียงเธอดูไม่ผิดปกติ แต่คำถามต่อมาทำเอาต้องคิดใหม่


“ทำไมไม่บอกกันบ้างล่ะ จะได้... เอาดอกไม้ไปให้”


“ไม่เป็นไรครับ ร้อนตับแตก แม่กับดาราเกือบเป็นลมแน่ะ อีกอย่างคือว่า... ผมอายคุณน่ะ”


“อาย... อาย อะไร อายที่เป็นมหาวิทยาลัยเปิดเหรอ เพื่อนขวัญตั้งหลายคนจบที่นั่น”


“ไม่ใช่ครับ” เขาเกาหู “คุณขวัญรู้มั้ยผมจบเอกอะไร”
“ก็... พวกปริญญาตรีสาขาช่าง ?”


“เปล่า ผมเรียนเอกภาษาไทย คุณว่ามันตลกมั้ยล่ะ ที่ผมทำงานแบบนี้แล้วไปเรียนภาษาไทยน่ะ”


“อ้าว... เออ...แล้วไปเรียนภาษาไทยทำไม” เสียงขวัญชีวาก็สงสัย “เอาล่ะๆ แต่จะจบอะไร ยังไงไม่ใช่ประเด็น แค่สงสัยว่าทำไมคุณไม่บอกกันบ้างเท่านั้นเอง มันน่าน้อยใจนะ”



“น้อยใจ ?” เดชทวนคำเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง ทอมสมัยใหม่อาจน้อยใจผู้ชายก็ได้


“ใช่ น้อยใจ นึกว่าเราเป็นเพื่อนกันเสียอีก”
“อ๋อ ก็...”
พอเขาอ้ำอึ้งเสียงเธอเริ่มห้วนๆ “โอ๊ย ต่อไปไม่คุยด้วยแล้ว คุณนี่หมกเม็ด”
“หา... หมกเม็ด...?”
“พอเลยพอ ไม่อยากคุยแล้ว”

เขาจ้องโทรศัพท์งงๆ และสุดท้ายเขาก็ยังไม่รู้ว่าขวัญชีวาโทรหาเขาเพราะธุระอะไร เขาอาจจะแวะไปรอพบเธอที่ร้านอาหารเช้าใกล้ๆ คอนโดนั่น



ขวัญชีวาปลดกุญแจรถ เจ็บใจที่เดชโทรมาแล้วยังไม่รู้สึกว่าการไม่บอกกล่าวกันเป็นเรื่องผิดปกติ ขอโทษก็ไม่ยอมขอโทษ นิสัยเขาอาจเหมือนพ่อเธอก็ได้ เธอเดินกลับเข้าลิฟต์ ถึงห้องพักตัวเองรู้สึกหงุดหงิดจนเหมือนน้ำตาจะไหล เหมือนตอนวัยรุ่นนัดเที่ยวกันแล้วเพื่อนๆ พร้อมใจกันลืมเธอ


ต้นหลิวโทรมาเธอไม่นึกอยากรับเพื่อคุยเล่นกับใครแก้เหงา และอีกไม่กี่นาทีแม่โทรมาจากบ้าน


“เป็นอะไรลูกขวัญของแม่ เสียงไม่ดีเลย”


“ลูกหงุดหงิดอยู่ค่ะแม่ หงุดหงิดเพื่อน เขารับปริญญาแต่ไม่ยอมบอกลูก”
“อ้าว เรื่องดีๆ แบบนี้ทำไมเขาไม่บอกล่ะ หรือเขากลัวลูกไม่ว่าง ?”


“ว่างไม่ว่าง ไม่เกี่ยวนี่แม่ ดอกไม้ช่อเดียวฝากใครไปก็ได้ นี่พอลูกไปถาม เขายังเฉยๆ อีก”


“ขวัญใจเย็นๆ แล้ว... ขวัญแสดงความยินดีกับเขาหรือยัง”
“ทำไมต้องยินดีล่ะแม่ ก็เขาไม่บอกเอง !”


“อ้าว แล้วกัน ก็... ลูกเองที่แคร์เขา เขาไม่บอกเพราะยุ่งและเห็นลูกยุ่งหรือเปล่า อย่าไปน้อยใจเรื่องเล็กๆ กันเลยลูก เสียเพื่อนเปล่าๆ ตอนนี้รู้แล้ว ก็หาของขวัญให้เพื่อนสักกล่อง ซื้อลูกหมีให้สักตัวก็ดี”


“เขาอาจโยนทิ้งก็ได้”


“นั่นมันเรื่องของเขา แล้วเพื่อนคนไหนกันที่เพิ่งเรียนจบ แม่รู้จักมั้ย...? เอ... แต่สุ้มเสียงเหมือนลูกแคร์เขามาก แฟนสาวคนใหม่ลูกหรือเปล่า ลูกทำเหมือนคนขี้งอนแน่ะ”


ขวัญชีวาเริ่มอึ้ง ความคิดเธออาจฟุ้งซ่านเกินไปจนแม่ยังสังเกตได้ สติสาวห้าวจึงเริ่มกลับมา


“เอ่อ ช่างมันเถอะแม่ ลูกบ่นไปงั้นๆ ฮ่าๆ ดีแล้วไม่เปลืองเงิน ว่าแต่แม่โทรมานี่มีอะไร”


“ก็จะคุยเรื่องน้ำพุเทียมที่เดชมาทำให้พวกเราน่ะ ตาไปรู้ว่ามันหลายบาท ตาเขาเกรงใจ ใช้แรงแล้วยังให้เขาออกเงินอีก ลูกเอาเงินไปคืนเดชเขาหน่อย”


ขวัญชีวาจึงต้องวกกลับมาพูดเรื่องเขาอยู่ดี  “โอ๊ย ตานั่นไม่ได้ลำบากยากจนนะแม่ น้ำพุนั่นอาจของเหลือๆ ที่บริษัทก็ได้”


“ลูกขวัญ... นั่นมันคนละเรื่องกันนะลูก เขามีของเหลือ ก็ใช่ว่าจะเอาฟรีๆ ได้ คนเขามีน้ำใจกับเรา ทำไมเราไม่แคร์เขาหน่อยล่ะ”


ขวัญชีวาโพล่งออกไปทันที “ไม่แคร์อะไรล่ะแม่ ก็ตาเดชนี่แหละ รับปริญญาแล้วไม่บอกขวัญ”


“อ้าว เดชเองเหรอ ที่ลูกน้อยใจเขาน่ะ ขวัญ... ตกลงลูกกับเดชคบกันแบบไหน... ?!”


สุ้มเสียงของแม่ที่เหมือนเริ่มตื่นเต้นเพราะเอะใจอะไรบางอย่าง คาดคั้นลูกสาวผ่านโทรศัพท์ทำให้ขวัญชีวาเริ่มรู้ตัวอีกครั้งว่าไม่น่าบ่นเรื่องนี้กับใคร เธอรีบปฏิเสธ


“ก็... ไม่มีอะไร”
แต่แม่ยังไม่เชื่อ “ขวัญ ลูกชอบเดชเหรอ ?!”


“เฮ้ย แม่เอาที่ไหนมาพูด...!? เพื่อนกันทั้งนั้น เอ่อ ลูกขอตัวนะแม่ พอดีมีสาวๆ มาหา”


ขวัญชีวาวางโทรศัพท์ลงแล้วมองเครื่องรับโทรศัพท์ข้างเตียงเหมือนเห็นเชื้อโรคร้าย ไม่คิดว่าแม่เป็นเชื้อโรค แต่คำถามของแม่ชวนให้รู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอะไรผิดปกติจริงๆ หัวใจเธอที่ไม่เคยเต้นถี่ขนาดนี้เริ่มรัวทั้งที่แค่นั่งอยู่เฉยๆ


เสียงแม่ที่อาจสงสัยเล่นๆ เริ่มก้องในหู ‘... ลูก...กับเดชคบกันแบบไหน… ลูกชอบเดช ?’


“แค่เพื่อนกันเอง แม่คิดมาก !” ขวัญชีวาตอบตัวเอง แต่นึกไม่ออกว่าเคยน้อยใจเพื่อนครั้งล่าสุดไปเมื่อไหร่



เดชมายืนรอที่ร้านอาหารเช้าเจ้าประจำของขวัญชีวาอย่างว้าวุ่น หรือเขาจะคิดผิดจริงๆ ที่ไม่ได้บอกเธอเรื่องงานรับปริญญา เขาเกรงใจและเผลอไผลคิดไปเองว่ามันอาจเป็นเรื่องตลก แต่มาคิดดูอีกทีเขาคงทำน่าเกลียดจริงๆ เขาวิ่งตึกๆ เข้าไปประตูรถให้ทันทีที่เธอจอดสนิท


“มารอทำไม มีอะไร ปวดฟันก็ไปจองคิวเอาเอง !?”


“มาทวงของขวัญรับปริญญา”


“ไม่มี ! ไม่รู้ข่าวสักหน่อยจะหาทันได้ไง”


“ขอโทษที่ไม่บอก เกรงใจน่ะ” เขาเดินตามอธิบายเธอขณะเดินไปสั่งอาหาร “ไม่ได้ตั้งใจหมกเม็ด”


“เหรอ... นึกว่ากลัวอีสาวที่ไหนจะเข้าใจผิด”


“ไม่มีสักหน่อย” เขาเริ่มยิ้มและอาสาถือถาดอาหารให้ “แล้ววันก่อนคุณโทรไป มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”


“แม่กับตาฝากถามเรื่องน้ำพุน่ะ เกรงใจเห็นว่าหลายบาท ตาอยากเลี้ยงข้าวคุณและก็เมฆกับหมอกด้วย”


“เรื่องน้ำพุไม่เป็นไร นิดหน่อยเอง แต่เรื่องเลี้ยงข้าวนี่น่าสนครับ”


แต่ก่อนเขาจะพูดอะไรต่อ ก็ต้องหยุดดูขวัญชีวาที่เพิ่งเก๊กเครียดไปแท้ๆ พอเห็นอะไรบางอย่างกลับยิ้มลึกลับให้เขา


“คุณๆ ... ดูที่แปดนาฬิกา ขวัญมีอะไรจะอวด”


“ทำไม สาวไหนมาหลงคุณอีก” เดชพอจะเดาออก


“บ้าสิ ! เดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาแล้ว มีหนุ่มหน้ามนเฝ้าหลายเดือนแล้ว”


เดชจึงยอมทำตามที่เธอบอก พอเห็นหน้าชายหนุ่มคนนั้นเข้าปราดเดียว เขาก็หันกลับมา


“อืม คนนี้ประวัติดี น่าจะสู้หมอยิ่งยศอะไรนั่นของคุณได้สบายครับ”


“หา รู้จักตาคนนี้ด้วยเหรอ ?”


“สถาปนิกจบนอกของบลูเอิร์ธครับ นิสัยดี ผมรู้จักเขา แต่เขาไม่น่ารู้จักผม”


แต่ขวัญชีวายิ้มกว้าง พร้อมส่ายหน้า “อืมๆ ดูเหมือนว่าเขาก็... รู้จักคุณนะ”


เพราะหนุ่มรูปหล่อหน้ามนเดินเข้ามาทักเขา “หวัดดีฮะ พี่เดช พี่ไม่กลับไปที่บลูเอิร์ธเลยนะฮะ คนบ่นคิดถึงกันทั้งนั้น”


“ผม... ไม่ค่อยว่างน่ะครับ คุณปกรณ์”


เดชพอรู้ว่าหนุ่มหล่อคงมีความหวังบางอย่างถึงกับลงทุนแวะทักทาย เขาเลยแกล้งปลอมตัวเป็นญาติหม่อมราชวงศ์ แนะนำให้คนทั้งคู่รู้จักกัน ท่าทางปกรณ์ที่ดูปลื้มอกปลื้มใจน่าดูเมื่อรู้ว่าขวัญชีวาเป็นทันตแพทย์ แต่เดชผิดคาดและตะหงิดๆ ไม่น้อยที่เห็นทอมสาวกลับยิ้มแย้มแจ่มใสและยังรีบให้นามบัตรสถาปนิกหนุ่ม คล้อยหลังหนุ่มหล่อคนนั้นไป เขาถึงเริ่มแซวทั้งที่นึกเสียดายว่าไม่น่าแนะนำให้จระเข้หนุ่มรู้จักเสือสาว แม้เสือจะเป็นทอมก็ตาม



“เฮ่อ... ห้าวแตกก็คราวนี้ละมั้ง คุณหญิงขวัญชีวา !”


แต่ขวัญชีวากลับยักไหล่ ส่ายหน้า “โอย ถ้าขวัญชอบนะ ไม่รอยึกยักเป็นเดือนหรอกมั้ง”


“อ้าว... แล้วให้นามบัตรเขาไปทำไม ?!”
“อ้าว... ก็เพื่อนคุณนี่ เดี๋ยวมาหาว่าหยิ่ง ?”


เขาโล่งใจที่ทอมยังเป็นทอม ยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบอย่างสบายใจ ขณะที่ขวัญชีวายังวิจารณ์หนุ่มคนนั้นต่อ


“หล่อน่ะใช่ แต่ไม่มีอะไรดึงดูดใจ ถ้าขวัญชอบใครนะ ดูที่กระเดือกก่อนเลย ของตาปกรณ์นี่มันเล็กๆ ไงไม่รู้ มันไม่ค่อย...”


ขวัญชีวาพูดไม่จบ แต่เดชที่กำลังดื่มกาแฟกลับขำจนกลั้นหัวเราะไม่ไหว สำลักพุ่งกาแฟออกมาหกเลอะเทอะ พนักงานยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องเอากระดาษทิชชูม้วนหนาๆ มาให้ท่ามกลางความงุนงงของขวัญชีวาที่ยกจานอาหารหนีอย่างรำคาญ


“น่าอายจริงๆ คุณสำลักแบบนี้บ่อยหรือเปล่า ?!”


“ไม่ๆ” เขาโบกมือปฏิเสธทั้งรอยยิ้ม “ฮ่าๆ ผมขำเรื่องลูกกระเดือกน่ะ คุณไปเอามาจากไหน เรื่องให้ดูผู้ชายจากลูกกระเดือก ?”


“ก็ต้นหลิวเคยพูดเรื่องผู้ชายให้ฟัง ต้นหลิวว่าผู้ชายมีเสน่ห์ต้องไหล่กว้าง กล้ามใหญ่ กระเดือกสวย ต้องอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขวัญว่านะ ไอ้ไหล่กว้างกล้ามหนาเนี่ย ผู้หญิงพยายามมากๆ ก็อาจทำได้ แต่กระเดือกนี้เกิดมาไงก็อย่างนั้น กะเทยมี ทอมไม่มี ขวัญเลยเห็นด้วยอย่างเดียวว่าลูกกระเดือกผู้ชายน่ามอง อย่างของคุณเนี่ย...”


ขวัญชีวาชี้มาที่คอเขา แต่เขายกมือกุมปิดคอ ก้มหน้าหัวเราะ “คุณยังอ่านซิลเวียไม่ถึงครึ่งเล่ม... สินะ ?”


“โอ๊ย ได้ร้อยหน้าก็ไม่คิดอ่านต่อแล้วล่ะ แล้วถามทำไม...”


หน้าตางงๆ ของหญิงสาวตรงหน้า ทำเดชหยุดต่อความ นั่งหัวเราะคนเดียว


“เฮ้ย หยุดหัวเราะได้แล้ว แค่ลูกระเดือก ทำไมมันไปสะกิดต่อมเส้นตื้นคุณนักนะ”


ขวัญชีวามองไปรอบๆ โต๊ะ เขาจึงพยายามข่มอารมณ์ขำ พากันเดินออกจากร้าน แล้วตัดสินใจรวบรวมความกล้า ทำหน้าประจบๆ คลำลูกกระเดือกตัวเองอย่างมีความหวัง


“เพื่อเห็นแก่ลูกกระเดือกผม หัวค่ำคุณว่างมั้ยครับ พ่อแม่จะพาจะไปเลี้ยงฉลองปริญญา ผมอยากชวนคุณด้วย ถ้าคุณไป ผมจะดีใจมาก...”


“ดีใจทำไม แล้วคุณทำหน้าแปลกๆ ทำไมเนี่ย” ขวัญชีวาจ้องตาเขาอย่างไม่แน่ใจ


“ก็... ดีใจ... ที่คุณไป”


“โอ๊ย พูดวกวน แล้ววันนี้จะไปไหน แต่งตัวยังกับจะออกไปรบ” เธอดูรองเท้าเขา


“วันนี้ไปทำงานแทนลูกน้องน่ะ งั้น... เดี๋ยว... ตอนเย็นผมไปรับที่คอนโดนะ”


แค่เธอไม่ส่ายหน้าปฏิเสธ เขาก็ยิ้มออก เธอขับรถออกจากร้านไปอย่างเร่งรีบ


เดชรีบวิ่งกลับรถ ดูลูกกระเดือกตัวเองในกระจกรถแล้วคิดถึง ‘ซิลเวีย’ ขึ้นมา คนที่เคยชี้โลกสีชมพูให้เขาเดินเข้าไปหาอย่างหลงใหล...


แล้วเขาก็รีบปัดความคิดทิ้งหัวเราะคนเดียวอีกที



ขวัญชีวาเผลอเกาศีรษะไปหลายรอบ เมื่อต้องคร่ำเคร่งกับการยืนเลือกชุดไปกินงานเลี้ยงฉลองปริญญาธรรมดาๆ เกือบชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่ได้ 


“เฮ่อ เป็นเอามาก”


เธอส่ายหน้าเบื่อตัวเอง คว้าชุดหนึ่งมาแต่ง เธอสบถสาบานกับตัวเองว่าไม่ได้ทำอะไรเพื่อเอาใจบุรุษไหน แค่อยากมีมารยาทตอนไปรับประทานอาหารกับพ่อแม่เพื่อนคนหนึ่งแค่นั้น


แต่จนจะทุ่มหนึ่งแล้วเดชก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะโทรมา เธอหยิบโทรศัพท์มาดูอย่างไม่แน่ใจ และลองโทรไป อย่างน้อยอาจได้ถามว่ามีใครไปบ้าง ร้านแบบไหน แต่โทรศัพท์เขาไร้สัญญาณ ไม่รู้เพราะอยู่ในที่อับสัญญาณหรือเขาปิดโทรศัพท์ อารมณ์ที่ไม่พอใจตอนเขาไม่บอกข่าววันรับปริญญาเริ่มย้อนกลับมาอีก จนกระทั่งโทรศัพท์ในห้องดังขึ้น


“ขอโทษที่มาช้า งานเพิ่งเสร็จ รถก็เสีย ผมมาแท็กซี่ รออยู่ข้างล่าง ขอไปรถคุณนะครับ” เสียงเขายังหอบๆ อยู่


ขวัญชีวาคว้ากล่องของขวัญเล็กๆ ใส่กระเป๋าสะพายไหล่เดินลงไปหา เห็นเขาเข้าแล้วอดขำตัวเองไม่ได้ที่เอาแต่กังวลเรื่องเสื้อผ้า แต่เดชเองกลับมาในสภาพมอมแมมเหมือนลูกหมายักษ์ตกน้ำมา รองเท้าคู่หนาๆ มีแต่รอยเศษดินเศษฝุ่นคอนกรีต หัวไหล่เขาเต็มไปด้วยเศษเลอะๆ


“ไปคลุกโคลนที่ไหนมา มารับสาวแน่เรอะ !” เธอแกล้งยกมืออุดจมูก “รึเห็นว่าเป็นทอม ?!”


“แหม... คุณก็รู้จักผม...รู้จักงานผมนี่”


“แล้วจะไปทั้งอย่างนี้น่ะเร้อ ยกเลิกดีกว่ามั้ง เป็นหนุ่มหน้าบากแล้วยังมอมแมมอีก”


เขาหัวเราะ แต่เห็นด้วยไม่น้อยทีเดียว  “ผมก็อยากยกเลิก โทรไปบอกแม่แล้ว แต่ศิษยาภิบาลสองคนมาด้วย เลยยกเลิกไม่ได้ เฮ่อ รู้งี้เอาร้านธรรมดาก็ดี นี่เขาให้ผมเดินเข้าโรงแรมหรือเปล่าไม่รู้”


“แต่ขวัญไม่มีเสื้อผ้าให้คุณเปลี่ยนนะ”


“ถึงมีก็ไม่ทันแล้วล่ะ คงไปทั้งอย่างนี้แหละ คุณจะปฏิเสธยังได้นา” เขาเข้ามาในรถเธอแล้วถามหวาดๆ “ผมตัวเหม็นหรือเปล่า”


“ทนได้น่า กินฟรีนี่ อิอิ” เธอหยิบผ้าขนหนูสำเร็จรูปแบบเปียกให้เขาทั้งกล่อง แนะนำล้อๆ “เอาๆ เช็ดรองเท้าซะก่อน แล้วก็เช็ดหน้าตามซะด้วย”


รถออกมาพักใหญ่เขาสะอาดขึ้นระดับหนึ่ง ผ้าขนหนูเกือบหมดกล่อง เขาถอดแจ้กเก็ตเลอะๆ ออกไปวางเบาะหลัง ถึงได้สังเกตแล้วชมคนขับรถ เขานึกถึงพวกดาราสาวห้าว เอาใจแฟนคลับที่เป็นวัยรุ่นสาวๆ


“คุณหล่อกว่าผมแล้วล่ะเนี่ย ฮ่าๆ”


“อย่าพูดให้กลัว รู้นะว่าพ่อแม่คุณไม่ชอบพวกผิดเพศ แต่เลือกกระโปรงไม่ถูก ขอแต่งแบบนี้แล้วกัน แล้วคุณชวนเพื่อนๆ มาด้วยหรือเปล่า”


“ไม่ครับ ผมไว้เลี้ยงเพื่อนวันหลัง วันนี้เกรงใจศิษยาภิบาล” แต่แล้วเขาก็หัวเราะ จ้องทรงผมซอยยาวเกือบถึงบ่า แล้วถามเบาๆ “ผมถามจริง... คุณยังคบหาผู้หญิง แบบเมื่อก่อนหรือเปล่า”


ขวัญชีวาไม่ตอบ เอาแต่ตั้งใจขับรถอย่างเดียว ยังอายๆ ที่เคยเผยเขาไปว่าเมื่อก่อนตัวเองเป็นคนแบบไหน ถ้าย้อนเวลาได้ เธอคงไม่กล้าบอกเขา เสียงเขาเงียบไปนานเธอจึงหันไปดู



เขากำลังหลับสนิท... หัวซบเอียงไปไกล้กระจกหน้าต่าง หางคิ้วเขายังมีร่องรอยเศษเลอะๆ เมื่อรถจอดสนิทเพื่อรอสัญญาณไฟ เธอดูรอยแผลเป็นบนดั้งจมูกโด่งๆ นั่นด้วยความอยากรู้ และในสมองเริ่มท่วมท้นด้วยคำถามของแม่


มัวแอบจ้องหน้าคนนั่งข้างที่หลับใหล จนกระทั่งเสียงแตรรถคันหลังไล่แว่วมาเพราะไฟเขียวมาแล้ว


ทั้งคู่ไปถึงห้องวีไอพีสำหรับจัดเลี้ยงเล็กๆ ของภัตตาคารในโรงแรมริมน้ำเกือบสามทุ่ม แม่เขาลุกขึ้นมาเช็ดหน้าลูกชายให้เหมือนเช็ดหน้าเด็กกลับจากโรงเรียนอนุบาล เมื่อนั่งลงทักทายทุกคนได้ครู่เดียว พ่อเขาก็เริ่มนำอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าก่อนอาหาร มันยาวเหยียดจนกระทั่งขวัญชีวาคลายประหม่าและกลายเป็นเริ่มหิวแทน


เมื่อคำว่าเอเมนถูกเอ่ยออกมาจากปากทุกคน การพูดคุยระหว่างอาหารจึงเริ่มขึ้น ศิษยาภิบาลคนหนึ่งเป็นเพื่อนพ่อเขา และอีกคนก็เคือศิษยาภิบาลจักรพงศ์ที่เธอพบที่โบสถ์วันนั้น เขาพาภรรยากำลังท้องหน้าตาน่ารักมาด้วย


“ตอนศิษยาภิบาลจักรพงศ์แต่งงาน ผมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว อิอิ” เขาแอบกระซิบ


แต่ดารายังได้ยิน “ก็พี่เดชเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวมาร้อยงานแล้วค่ะพี่ขวัญ ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคราวตัวเอง อิอิ แล้วพี่ขวัญเคยเป็นเพื่อนเจ้าสาวใครมั้ยคะ”


“ไม่เคยจ้ะ”


ขวัญชีวาอ้อมแอ้มตอบ การเป็นเพื่อนเจ้าสาวคงยากพอๆ กับการเป็นเจ้าสาวเพราะทุกครั้งที่ได้ข่าวเพื่อนจะแต่งงาน เธอก็ค้านสุดฤธิ์เสียทุกราย


อาหารอร่อย แต่เธอกลืนไม่ค่อยลงเมื่อสังเกตไม่ยากว่าหลายคนลอบมองยิ้มๆ รวมทั้งน้องชายฝาแฝดจะหัวเราะล้อเลียนพี่ชายทุกครั้งที่พี่ชายหันมาพูดอะไรกับเธอ แต่เธอคุยกับเขาเสียงเบาเหมือนกระซิบ เพราะเริ่มอายที่คำพูดไม่มีหางเสียง ระหว่างรับประทานอาหารเดชลุกออกไปโทรศัพท์สองครั้ง ดาราได้โอกาสชวนเธอคุยเรื่องเพื่อนชวนไปเล่นดนตรีที่โรงแรม



การรับประทานอาหารดำเนินไปเสร็จสิ้นเดชลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ พ่อแม่ และครอบครัวศิษยาภิบาลอย่างเป็นทางการ จนเธอคิดว่าที่บ้านพวกเขาคงทำอย่างนี้กันบ่อยทีเดียว เพราะดูพวกเขาไม่ขัดเขินที่จะทำอะไรแบบนี้ เมื่อทุกคนบอกลาแยกย้ายกันกลับบ้าน เดชอาสานั่งเป็นเพื่อนไปส่งเธอที่คอนโดอีก


“ดึกแล้ว ผมไม่อยากให้คุณกลับคนเดียว ผมเป็นผู้ชายกลับดึกไม่เป็นไร”


เหตุผลและน้ำเสียงเขาฟังดูธรรมดาเหมือนๆ เดิม แต่ขวัญชีวากลับรู้สึกประหลาดๆ ไม่กล้าสบตา มือเท้าเย็นขึ้นมาอีก


เธอจึงขอตัวเข้าห้องน้ำก่อนกลับ ขณะล้างมือที่อีกของห้องน้ำก็ได้ยินเสียงสาวๆ สี่ห้าคนคุยเรื่องผู้ชายคนหนึ่งที่รู้สึกว่าหมู่นี้ได้ยินคนพูดถึงบ่อยเหลือเกิน เหมือนข่าวเขาตามติดเธอไปทุกที่


“เมื่อกี๊จะเห็นพี่หิ่งห้อยด้วย แต่ไม่กล้าไปทัก แกอยู่ห้องวีไอพี”


“เฮ้ย ห้องไหนยะ ห้องวีไอพีมีหลายห้อง แล้วทำไม่ทักแก... ไปทักสิ แกใจดีจะตาย”


“บ้า... เวลาส่วนตัวครอบครัวเขา ชั้นมีมารยาทว่ะ แกเป็นนักเขียนนะ ไม่ใช่ดาราสักหน่อย แต่พี่แกล้อหล่อ บึ๊กๆ เห็นแล้วอยากเป็นซิลเวียให้แกเชยชม เฮ่อ เมื่อไหร่จะถึงสัปดาห์หนังสือว้า”


“อิอิ มากไปแล้วหล่อน พี่หิ่งห้อยก็พี่หิ่งห้อยย่ะ แกอาจไม่ใช่ทอมมี่”


“อืม นั่นสิ เพราะอ่านกล่อนเล่มหลังแกแล้ว ชักอยากเป็นนังขวัญชีวา ฮ่าๆ”


“ไม่เอาๆ นังขวัญไม่เห็นได้ขี่ทอมมี่ เป็นนังซิลเวียดีกว่า”


“อ้าวแก... แล้วมาว่าชั้น...”


เสียงกรี๊ดกร๊าดทุบตีกันเบาๆ ของสาวๆ ทำเอาขวัญชีวากุมหน้าผาก ทั้งขำทั้งอยากจะร้องไห้กับเยาวชนไทยในปัจจุบัน เธอคิดถูกแล้วที่ไม่ยอมอ่านซิลเวียให้จบ ชะรอยจะเป็นหนังสือที่ทำให้เยาชนใจแตกไม่ยาก


เธอเดินออกจากห้องน้ำ กลับไปที่ทางลงลานจอดรถที่เขารออยู่ ชวนเขาไปดูนักเขียน


“สาวๆ ในห้องน้ำคุยกันว่าตาหิ่งห้อยอยู่ห้องวีไอพี คงใกล้ๆ ห้องเรามั้ง กลับไปดูมั้ย”


“เอ่อ” เขาเกาศีรษะมองซ้ายขวา “อยากเห็นตาหิ่งห้อยจริงอะ ? คุณไม่ชอบเขานี่ ?”


“ไม่ได้ชอบ แต่... อยากเห็นน่ะ สาวๆ ในห้องน้ำเมาท์ว่าอยากให้ตาหิ่งห้อยเชยชม”


“ฮ้า... เขาพูดอย่างนั้นกันจริงเหรอ !?” เขาเสยผมอย่างไม่รู้จะทำสิ่งใด


“ใช่... เลยอยากรู้ว่าคนแบบไหน ที่สาวๆ ถึงกับเอาไปเมาท์แบบนั้น วันก่อนได้ยินสาวๆ พูดถึงที่ร้านขายต้นไม้ด้วย ท่าทางฮอทเหลือเกิ๊น สาวๆ คงชอบตานี่น่าดู”


เดชเลิกหยุดเกาศีรษะ กอดอกบอกอยากมั่นคง พร้อมรอยยิ้มลึกลับ “ผมก็... เคยเห็นเขา แต่อย่าไปดูเลยถ้าคุณไม่ชอบ ไว้คุณชอบเขาเมื่อไหร่ ผมจะพาไปดูหน้าบ้านเอง ผมพอรู้จักอยู่”


“เฮ้ย อย่าบอกนะว่าคุณก็ชอบตานั่น เป็นเกย์ก็บอกมา”


“คุณขวัญ !!!”


“ล้อเล่นๆ มอมแมมอย่างคุณ พวกเกย์ไม่เอาเข้าสถาบันให้เสียชื่อหรอก ฮ่าๆ กลับกันเถอะ”


เดชส่ายหน้าขำๆ แต่ก็ยอมเดินตามหลังทันที


แต่ขวัญชีวาหุบยิ้มเมื่อเจอใครบางคน ที่ลานจอดรถ ผู้ชายที่ทำให้เธอทั้งโกรธและละอายไปถึงก้นบึ้งของหัวใจยืนอยู่ตรงนั้น สามีของต้นหลิวนั่นเอง เขามากับผู้หญิงสวยคนหนึ่ง กำลังมองทางเธอมาตะลึงเล็กน้อย


ขวัญชีวาจ้องหน้าผู้หญิงสวยคนนั้นอย่างเอาเรื่อง


“ต้นหลิวไปไหน ทำไมไม่พามาด้วย !?”


“หลิวแพ้ท้อง มาไม่ได้” ชายคนนั้นตอบเสียงมะนาวไม่มีน้ำ และยังชายตามองเดชด้านหลัง แล้วพูดใส่หน้าเธอ “เจอผู้ชายแท้ๆ เข้า น่าจะหายวิปริตเสียทีซีนะ”


“มีอะไร” เดชปราดมายืนเคียงเธอ


สามีต้นหลิวถอยหลังไปเล็กน้อย “ไม่มีอะไร แค่ทักทายคุณหมอน่ะ ยังไงฝากคุณดูแลคุณหมอนะครับ หายวิปริตผิดเพศแล้วจะกลับไปเป็นเพื่อนเมียชาวบ้าน ชาวบ้านไม่ว่า แต่อย่าทำตัวเป็นทอมปัญญาอ่อนอีกแล้วกัน สูงศักดิ์เสียเปล่า แต่ไม่รู้อะไรควรไม่ควร !!”



“มากไปแล้วมั้งคุณ !?!?” เดชผลักไหล่สามีต้นหลิวที่นึกไม่ถึงว่าจะถูกผลักเอาง่ายๆ


ผู้หญิงที่มากับสามีต้นหลิวเริ่มเกาะแขนแน่น ขวัญชีวาแตะไหล่เตือนเดช


“พอเหอะๆ เราไปดีกว่าคุณเดช ปล่อยให้คนไม่วิปริตและจิตเปี่ยมคุณธรรมมีความสุขกันเถอะ”


เธอลากแขนเสื้อเขากลับไปที่รถ และออกรถแล้วขับไปเงียบผิดปกติ
จนเขาหาเรื่องชวนคุย


"คำคนไม่ดีก็เหมือนฝุ่นสกปรกเกาะรองเท้า ถ้าใส่ใจมัน มันก็เกาะหัวใจเราครับคุณขวัญ”


“ขอบคุณที่ปลอบใจ แต่ขวัญคงวิปริตตามตานั่นว่าจริง เลยไม่อยากมีเรื่องแล้ว เมื่อก่อนเคยทะเลาะกับเขาในร้านอาหาร เฮ่อ” ขวัญชีวาถอนหายใจแล้วหัวเราะเศร้าๆ เล่าเรื่องต้นหลิวเรื่อยเปื่อย “คุณรู้มั้ย ตอนต้นหลิวอยู่กับขวัญ ขวัญดูแลต้นหลิวอย่างดี แต่พอต้นหลิวมาเจอตานี่เข้าก็หลงมันหัวปักหัวปำ แล้วดูสิ ตอนนี้ต้นหลิวท้องแต่เขากลับพาผู้หญิงอื่นมากินข้าวนอกบ้านดึกๆ ดื่นๆ ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายจะทำแบบนั้นลงคอ เฮ่อ... ยังมีหน้าว่าคนอื่นวิปริตอีก”


“คุณไม่วิปริต” เขายืนยัน


แต่ขวัญชีวาก็ยังบ่น “ต้นหลิวรักไอ้นี่มากแต่มันไม่ใส่ใจหรอก เหมือนๆ พ่อขวัญนั่นแหละ ตอนขวัญเป็นเด็กนะ แม่เอาแต่คิดถึงพ่อ อยู่คนเดียวเมื่อไหร่แม่ร้องไห้ทันที คุณอย่ามาว่านะถ้าขวัญเกลียดพ่อน่ะ พ่อเคยใจร้ายกับแม่มาก แล้วมันพาลหมั่นไส้ผู้ชายทั้งโลกน่ะ”


“เราจะเอาอีกคนมาตัดสินอีกคนไม่ได้ แต่... ตอนนี้พ่อกับแม่คุณมาอยู่ด้วยกันแล้วนี่นา”


“นั่นแหละ ยิ่งเจ็บใจ” ขวัญชีวาเอ่ยอย่างเคือง แต่ชมครอบครัวเขา “อืม แต่ครอบครัวคุณน่ารักดีนะ พ่อแม่คุณท่าทางเข้าใจกัน”


“ฮ่าๆ พ่อแม่ผมก็มีปัญหาเหมือนกัน คุณดูดาราสิ สมัยนี้มีคนเป็นโปลิโอกี่คนเอง เพราะตอนดารายังเด็กพ่อเคยเป็นคริสเตียนที่หลงหายจากคำสอนพระเจ้า ไปมีผู้หญิงอื่น แม่ก็ลืมพระเจ้าเพราะโกรธเคืองน้อยใจพ่อ จนดาราไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นที่ถูกต้องตามวัย”


“ว้า... ดาราซวยไปเลย”


แต่เดชกลับหัวเราะ “การเจ็บป่วยของดาราก็เหมือนพรจากพระเจ้า ที่ถูกส่งมาให้พ่อกับแม่หันมารักกันเหมือนเดิม พวกเรารักและเอาใจใส่กันมากขึ้นเมื่อดาราป่วย... และครอบครัวคุณดีกว่าที่ไม่ต้องรอให้ใครป่วย พ่อแม่กลับมารักกันอยู่ด้วยกัน คุณต้องยินดีตาม”


“อาเมน” ขวัญชีวาหัวเราะก๊าก “คุณนี่สุดแสนจะเป็นสุภาพบุรุษ ทำไมยังไม่แต่งงาน ฮึ”


เดชยกมือกอดอก มองออกไปนอกหน้าต่างทีหนึ่ง แล้วเอ่ยยิ้มๆ


“คุณเคยไปงานแต่งคริสเตียนมั้ย พวกเขาต้องสาบานกันต่อหน้าพระเจ้าว่าไม่ว่าชีวิตเป็นเช่นไร พวกเขาจะรักและซื่อสัตย์ต่อกันจนกว่าใครอีกคนจะตายจากกันไป”


“อืม ใช่ ได้ยินบ่อย โรแมนติกดี แต่... คริสเตียนก็... หย่ากันเยอะแยะ”


“นั่นสิ แต่ผมรับไม่ได้หรอกถ้าต้องฝ่าฝืนคำสาบาน กลืนน้ำลายตัวเเองแบบนั้น สำหรับผมการแต่งงานจึงเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก ผมเลยไม่รีบร้อน ฮ่าๆ เดี๋ยวพระเจ้าจะหาผู้หญิงดีๆ ให้เอง”


“ฟังคุณแต่ละที เหมือนตัวเองเต็มไปด้วยบาปยังไงไม่รุ”


แต่เขากลับทำหน้าเจ้าเล่ห์ “จุ๊ๆ เราก็บาปกันทั้งนั้น มนุษย์อ่อนแอ เราถึงต้องการพระเจ้าไง”


“ฮั่นแน่ คุณกำลังหว่านล้อมให้ขวัญเป็นคริสเตียนนี่ ขวัญยังอยากทำงานวันอาทิตย์”


เขาหัวเราะแต่ไม่รับหรือปฏิเสธ จนกระทั่งรถจอดลงหน้าถนนใหญ่ก่อนเลี้ยวเข้าคอนโด


ขวัญชีว่าเอ่ยลา “เอาล่ะ ถึงแล้ว ตรงนี้เรียกแท็กซี่ง่าย ขอบคุณที่นั่งรถมาเป็นเพื่อน”


“พระเจ้าอวยพรครับ” เขาเอื้อมไปหยิบแจ้กเก็ตมอมแมมจากเบาะหลัง และรวบถุงพลาสติกในถังขยะที่เต็มไปด้วยเศษกระดาษทิชชู่ที่เช็ดรอยฝุ่นจากหน้าและรองเท้าเขามาถือ


“เฮ้ย ไม่ต้องเอาไปทิ้งให้หรอก เดี๋ยวขวัญทิ้งเอง”


ขวัญชีวาดึงถุงจากมือเขา แต่เขายื้อกลับพลางหัวเราะพร้อมแกะมือเธออกจากถุง


กลิ่นตัวประหลาดๆ เหมือนตอนอยู่ด้วยกันในเต็นท์ครั้งนั้น และอุ้งมือร้อนๆ ทำให้ขวัญชีวาจ้องมองมือใหญ่ๆ กับเสื้อแจ้กเก็ตเลอะๆ ของเขาอย่างไม่เข้าใจความรู้สึกบางอย่างที่พุ่งพรวดขึ้นมาเหมือนตัวเองกำลังตื่นเต้น


“ไม่เป็นไร ผมทำสกปรก ทำรถคุณเลอะนี่ อิอิ เอามาๆ ผมทิ้งให้ ”


เขามองหน้าเธอขำๆ แต่จู่ๆ เสียงถามที่เบาแสนเบาเหมือนกระซิบหลุดมาจากเธอ


“คุณ... คิดว่าขวัญเป็นคนวิปริตผิดเพศหรือเปล่า”


เขาส่ายหน้าถามกลับเบาพอกัน “ไม่นี่... ทำไมว่าตัวเองอย่างนั้น”


ขวัญชีวาปล่อยให้ถุงขยะไปอยู่ในมือเขา แต่เอ่ยถามต่ออย่างไม่แน่ใจ


“แต่... คุณก็รู้นี่ว่า...ขวัญ...”


เธอพูดไม่ทันจบ ใบหน้าเขาเลื่อนมาชิดใกล้ และ...ทำในสิ่งที่เธอไม่คาดคิด !!!


เขาแตะริมฝีปากลงที่มุมปากเธอ แล้วกระซิบตอบ “คุณเป็นผู้หญิง...!”


เธอควรจะโกรธหรือรีบทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยก็ผงะหน้าหนีหรือฟาดหน้าเขาสักที กว่าขวัญชีวาจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


เขาลงจากรถไปแล้วพร้อมถุงขยะ...! เหลือเพียงถังเล็กๆ ที่สะอาดว่างเปล่า


เสียงแตรรถคันหลังก็ดังไล่ เธอจึงทำได้แค่รีบขับรถต่อเข้าคอนโด ลืมเรื่องของขวัญที่จะให้เขาเสียสนิท ลงจากรถแล้วเดินเข้าหาลิฟต์ มือเย็นเฉียบจนต้องยกกอดอกจ้องดูหน้าตัวเองในกระจกลิฟต์ เธอจ้องรอยเจาะหูเยอะแยะอย่างสับสน กลับถึงห้องเธอรีบไปยืนที่ระเบียงจ้องมองข้างล่าง อยากรู้ว่าเขานั่งแท็กซี่คันไหนกลับไป


รอยสัมผัสที่ริมฝีปากยังค้างคาอยู่แม้แต่ตอนที่เธออาบน้ำชำระกายไปอีกครั้ง เธอเคยจุมพิตดูดดื่มกับต้นหลิวและใบตาล แต่มันแตกต่างลิบลับกับสัมผัสบางเบาของเขา แม้เมื่อหลับไปแล้ว นิทรายังดึงให้นึกไปถึงตอนที่นอนให้เขากอดกลางป่านั่นอีก และ... ความรู้สึกอาย... พร้อมความสับสน ไม่เข้าใจตัวเองก็ตามมา



เธอน่าจะโกรธ แต่กลับยิ่งพาลเลยเถิดไปคิดถึงช่วงเวลาที่อยู่ในเต็นท์กับเขา



to be continued




Create Date : 05 ตุลาคม 2553
Last Update : 5 ตุลาคม 2553 19:19:39 น. 1 comments
Counter : 125 Pageviews.

 


แล้วพบกันที่ โรงเรียนฮอกวอตส์ นะคับ

เวบหลัก http://fws.cc/hogwartsthai/index.php

วิธีเล่น ใช้งาน http://fws.cc/hogwartsthai/index.php?topic=872.0

emotion

สังคมใหม่ เพื่อนเยอะ อบอุ่น น่ารักทุกคน เชิญที่นี่Hogwarts School


โดย: 66 IP: 182.52.6.220 วันที่: 5 ตุลาคม 2553 เวลา:21:27:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปลายเดือน กันยา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นามปากกา ปลายเดือน กันยา
นิเทศศาสตร์ มสธ.

เขียนไปเรื่อยๆ เรื่องจริง เรื่องโกหก เขียนได้หมด
อ่านไปเรื่อยๆ เรื่องชาวบ้าน เรื่องจริง เรื่องโกหก ชอบหมด

อยู่ไปเรื่อยๆ ด้วย
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
5 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปลายเดือน กันยา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.