ร้อยฝันเกี่ยวใจ... มาใส่รัก บทที่ 8 พระคุณ พระเจ้า... นั้น...แสนชื่นใจ ช่วยได้ คนชั่วอย่างฉัน

“อุว้าว คุณหมอสวยเช้งกระเด๊ะไปเลย ผู้คนต้องหันมาดูคุณกันทั้งโบสถ์แน่ๆ”

“ขอบใจ แต่ชมยังไงก็ไม่เขินหรอก อย่าพยายามเลยคุณ ไม่ได้ตั้งใจสวย อย่างนี้เขาเรียกมารยาทในการเข้าสังคม” ขวัญชีวายืดอกรับคำชมอย่างห้าวหาญ แม้มั่นใจในตัวเองไม่น้อยแต่เห็นใบหน้ายิ้มระรื่นเกินเหตุของคริสเตียนหนุ่มที่ดูจะใกล้หมอยิ่งยศเข้าไปทุกทีก็อดกระแอมดักคอไม่ได้

“อย่ามาทำหน้าทำตาแบบนั้น ยังไงๆ หมอขวัญก็ไม่เคลิ้มจ้ะ กลัวฟ้าผ่าตายมากกว่า”

แต่เดชยังยิ้มไม่หุบ เปิดประตูให้เธอนั่งด้านหลังซึ่งมีแม่กับน้องสาวเขารออยู่แล้ว ตัวเขาเองอ้อมไปนั่งด้านหน้ากับพ่อซึ่งเป็นคนขับรถ เธอทำความเคารพพ่อแม่เขาก่อนแนะนำตัวอีกครั้ง

แม่เขาพูดเสียงประหม่าทีเดียว “ขอโทษนะคะ คุณหมอ ที่พวกเรารีบมารับเร็ว เพราะยายดาต้องไปเตรียมเล่นเปียโนให้ทีมนมัสการน่ะ ต้องซ้อมวงก่อนนิดหน่อย”

“ไม่เป็นไรค่ะ เรียกขวัญเฉยๆ ก็ได้ค่ะ ดาราเล่นเปียโนด้วยเหรอ เก่งจัง”
ดารายิ้มแล้วพยักหน้าอายๆ “คุณหญิงขวัญเคยไปโบสถ์มั้ยคะ”

“เรียกแค่พี่ขวัญก็ได้ พี่เคยไปโบสถ์แคธอลิกเพราะสมัยอยู่มัธยมพี่เรียนคอนแวนท์จ้ะ”
“อ๋อ ก็คล้ายๆ กันค่ะ” ดารายิ้มอายๆ

รถคันเล็กแม้จะแน่นไป แต่ก็ดูอบอุ่นไม่น้อย แม่และดาราแต่งตัวสวยเรียบร้อยเหมือนออกงานพิธีสำคัญ ขนาดตัวเดชยังดูเกลี้ยงเกลาเหมือนหนุ่มน้อยในเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีชมพูอ่อน กางเกงสแล็คสีดำ ส่วนพ่อเขาสวมสูทเลยทีเดียว ที่จอดรถหน้าโบสถ์ถูกจับจองหมดแล้ว เลยต้องจอดมากไกลโข พบน้องชายฝาแฝดเขาซึ่งขับรถกระบะกันมาเองยืนรออยู่หน้าโบสถ์เพื่อมาทำทักทายเธอ

สมาชิกทุกคนบ้านนี้มีฟันเรียงสวยเหมือนเม็ดข้าวโพด จมูกโด่งดึงดูดสายตาผู้พบเห็นและถนัดซ้ายเหมือนกันจนน่าขบขัน ดาราสะพายสมุดโน้ตดนตรีเล่มใหญ่ ลงจากรถถึงก๊อกแก๊กรี่ไปทั้งไม้เท้า พ่อแม่วิ่งตามไป มีแต่เดชที่ตะโกนบอกให้พ่อแม่จองที่นั่งให้ ตัวเองกลับเดินทอดน่องสบาย

“อ้าว แล้วทำไมเราสองคนไม่วิ่งด้วยล่ะ”

“ดาราต้องรีบไปเตรียมเครื่องดนตรี พ่อแม่รับหน้าที่รอรับดูแลคนชรา เมฆกับหมอกช่วยจัดเก้าอี้ ส่วนผมต้องดูแลลูกแกะ”

“หา ? มีฟาร์มแกะแถวนี้เหรอ” เธอหันซ้ายหันขวา

“ก็คุณไง คนใหม่ๆ มาโบสถ์ก็เหมือนลูกแกะตัวน้อยๆ ของพระเจ้า ต้องการพี่เลี้ยงทางวิญญาณ ส่วนผมก็เป็นผู้เลี้ยงแกะประหนึ่งพี่เลี้ยงคุณไง ฮ่าๆ ล้อเล่นน่า มันยังไม่ถึงเวลาเริ่มพิธีเลย เราไปดูคลองน้ำเน่าหลังโบสถ์มั้ย”

“อืม น่าสนใจมาก เหมาะกับเราสองคน ให้หวนนึกถึงเมื่อครั้งติดอยู่ในป่าบ้าบอ นอนไม่อาบน้ำเหม็นหึ่ง”

เขาหัวเราะแล้วเดินนำไปตรงตรอกข้างๆ ซึ่งเป็นช่องทางผ่านระหว่างบ้านหลังใหญ่สองหลังกั้นระหว่างกันด้วยกระถางโป๊ยเซียนและดอกไม้นานาชนิด เธอเดินได้สบายแต่เขาต้องเอียงตัวหนาๆ หนีหนามและกิ่งไม้ที่ยื่นออกมา เสียงสุนัขเห่ามาแว่วๆ เธอชักไม่แน่ใจ

“คุณเดช เราไปไหน จะโดนหมาไล่ฟัดมั้ยเนี่ย”
“ไม่ต้องกลัวหมาไล่ ผมอยู่นี่ทั้งคน”
“ฮ่าๆ คุณจะแบกขวัญ ?”
“เปล่า ผมจะวิ่งนำคุณเอง !”
“แม๊... ตลกตายล่ะ ลืมไปแล้วเรอะ ว่าใครเคยวิ่งนำน่ะ”
“โอ... นั่นสินะ”

เดชเลยหุบปาก ครู่เดียวก็ถึงปลายทางริมคลองซึ่งเป็นลานก่ออิฐ ตอนเช้าไม่มีคน แต่ตอนบ่ายอาจกลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนแถวนี้ น้ำในคลองไม่เน่าเสียทีเดียว แต่ฝั่งตรงข้ามคลองติดกับเขตสวนธารณะ จามจุรีต้นใหญ่สีดำทะมึนแตกกิ่งยื่นโน้มมาเกือบถึงฝั่งที่พวกเขายืนอยู่ เสียงจุ๊บจิ๊บของนกน้อยที่มาลิ้มชิมดอกจามจุรีสีชมพูเรียกสายตาเธอให้จ้องมองหาพวกมัน

“นก... เฮ้ย มันมากระจุกอยู่นี่ได้ไง น่าจะอยู่ฝั่งโน้นที่ติดหนองน้ำ นี่มีต้นไม้ต้นเดียวเอง”

“อิอิ ชอบละเซ้... นกคริสเตียนมาโบสถ์ไง กำลังร้องนมัสการรอบเช้าอยู่ ฮ่าฮ่า” เจ้าถิ่นอวดอย่างภาคภูมิใจและตะโกนถามนก “เป็นไงพวกแก อธิษฐานก่อนดูดน้ำหวานหรือเปล่า”

ขวัญชีวาหัวเราะแล้วมองไปรอบๆ “คุณมาตรงนี้บ่อยแน่ๆ”

“มาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ฟังเทศน์อยู่ในโบสถ์ ผมกับเพื่อนก็มาแอบสูบบุหรี่ ดื่มเบียร์ดื่มเหล้ากันตรงนี้ พอเมาได้ที่เราก็ปานกแข่งกัน นกพวกนั่นเราเคยปาไล่เป็นสิบๆ หน”

“โอ๊ย เด็กผู้ชายนี่” ถ้าขวัญชีวาเป็นต้นหลิว เดชต้องโดนทุบไหล่ค้อนประสาหญิงแล้ว แต่ขวัญชีวาทำได้แค่ยืนเท้าสะเอวจ้องดูน้ำในคลอง ฟังเขาเจื้อยแจ้วต่อ

“เมื่อก่อนมีหิ่งห้อยด้วย เวลานมัสการรอบค่ำ ผมหนีมาดูประจำ ตอนนี้ไม่รู้ยังมีมั้ย”

“ไม่มีแล้วล่ะมั้ง มันกลายเป็นตาหิ่งห้อยนักฝันกลางวันนักเขียนเจ้าชู้แต่งนิยายลามกไปแล้ว ไม่มีแรงมากะพริบแสงกลางคืนให้ใครยลหรอก”

“ระ... รู้ได้ไงว่าเขาเจ้าชู้ลามก ?” เดชเริ่มทำเหมือนร้อนตัว

“เขียนขนาดนั้นยังไม่ลามกอีกเหรอ แล้วพวกนักศึกษาทันตแพทย์เล่าให้ฟังว่าเคยเจอที่งานสัปดาห์หนังสือ ยัยพวกนั้นว่าหล่อด้วยนะ แต่ตานั่นแจกยิ้มไปทั่ว”

เดชเอานิ้วชนกันเหมือนเด็กน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจ “อ้าว เขาก็ต้องยิ้มให้คนที่ซื้อหนังสือสิ ให้หน้าบึ้งรึไง”

“แล้วแก้ตัวให้ทำไม ชอบมันด้วยเรอะ” ขวัญชีวาเท้าสะเอวถาม
“คือ... ผมก็พออ่านๆ อยู่ ...แล้ว คุณขวัญไม่ชอบเขาเหรอครับ ?”
ขวัญชีวาส่ายหัวหนักๆ “บรึ๋ย เขียนแต่ละฉากขนาดนั้น เพลย์บอยแน่ๆ”

“นิยายที่พระเอกเป็นหมอ เป็นนักบิน ไม่ได้หมายความว่านักเขียนเป็นหมอหรือนักบินจริงๆ !!! หรือคุณคิดว่า เจเค โรวลิ่ง ส่งลูกสาวไปเรียนฮอกวอร์ตที่เดียวกับเฮอร์ไมโอนี่จริงๆ”

“เออ ไม่รู้แฮะ งั้นช่างหัวหิ่งห้อยมัน” ขวัญชีวายอมแพ้ แล้วดูเวลา “เฮ้ย ! สายแล้ว มิสเตอร์ปีเตอร์สัน”

“แม่ตีตายแน่ๆ คุณขวัญไปเร็ว”

เดชวิ่งนำปรู๊ด ขวัญชีวาก็ใส่เกียร์สุนัขตามเช่นกัน


มาถึงหน้าประตู เสียงเพลงกระหึ่มไปทั้งห้องแล้ว พ่อแม่เขาจองที่นั่งแถวหน้าๆ ให้เสียด้วย เขาเดินนำขวัญชีวาไปยืนข้างน้องชาย บนเวทีเธอเห็นดาราส่งสายตาล้อๆ มาที่พี่ชาย ทุกคนยืนร้องเพลง เดชพึมพำอธิษฐานอะไรบางอย่างก่อนเริ่มร้องเพลงเหมือนคนอื่น เศษดอกโป๊ยเซียนค้างอยู่บนคอเสื้อเขา จนเธอต้องสะกิดออกให้



ขวัญชีวาได้แต่ยืนฟังอย่างเดียว เพราะไม่รู้จักเพลงนมัสการพวกนี้นัก แต่แอบฟังเสียงเดชกับน้องชายสองคนซึ่งเสียงเพราะทีเดียว ช่วงแรกเป็นเพลงช้าเพื่อการนมัสการ คนนำนมัสการร้องเพลงสลับแทรกคำอธิษฐาน สักพักก็เริ่มเข้าช่วงเพลงสรรเสริญท่วงทำนองเร็วขึ้น เธอเห็นดาราโยกตัวเล่นเปียโนเข้ากับพวกนักร้องประสานเสียงบนเวทีพอๆ กับผู้คนที่ยืนข้างๆ เธอ
มันต่างไปมากทีเดียวกับโบสถ์แคธอลิกที่เธอเคยไป

แล้วการร้องเพลงก็ผ่านพ้น พวกเขานั่งลง พึมพำอธิษฐานเรื่องโน้นเรื่องนี้กัน เสียงอาเมนๆ เอเมนๆ ดังสลับขึ้นเป็นระยะ

“คุณอยากให้ผมอธิษฐานอะไรเผื่อมั้ย”
“ไม่มี... เอ... ไม่รู้แฮะ”
“งั้น... ผมอธิษฐานว่าให้คุณได้มาที่นี่อีก”

“ตามสบายๆ” ขวัญชีวาชอบเสียงพึมพำอธิษฐานนั่น ฟังดูเพลินเพลินและเต็มไปด้วยความคาดหวังเต็มที่และความเชื่อหมดใจ เธอเงี่ยหูฟังว่าขณะเขากอดคอพ่อและซบหัวเข้าหาน้องชายฝาแฝด และคว้ามือเธอไปกุมไว้อธิฐานอะไรกันเร็วปรื๋อ

“ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอพระคุณความรักจากพระองค์ผู้โอบอุ้มพวกเราขึ้นจากความบาปทั้งหลาย ช่วยชี้นำและจัดเตรียมเวลาให้นางสาวขวัญชีวาที่นั่งข้างกระผมตอนนี้ได้มีโอกาสกลับมาร่วมกิจกรรมแห่งความรักและมีประสบการณ์ดีๆ ในชุมชนแห่งนี้อีกนี้เนิ่นนานนิรันดร์กาล อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์ที่รัก เอเมน”

น้องชายฝาแฝดเขาหัวเราะจนหน้าแดง เธอรีบดึงมือกลับมากอดอก ตรงคำว่า ‘เนิ่นนานนิรันดร์กาล’ ดูจะถูกเติมไปมากเกินความจำเป็นเล็กน้อย

แต่ฉับพลัน... เธอนึกเรื่องอธิษฐานออก

“ขออีกอย่างได้มั้ย” เธอกระซิบพร้อมรอยยิ้ม

“ได้สิ ขออะไร ?” เขาถามด้วยความตื่นเต้น

“ขอให้ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างขวัญชีวาเลิกกลัวหมอฟันและตัดสินใจกลับไปถอนอีกสองซี่นั้นทิ้งซะ ในตอนเย็นของวันอังคารที่จะถึงนี้ หมอฟันคนหนึ่งว่างพอดี”


เดชเกาศีรษะ ไล่น้องชายไปนั่งไกลๆ คิดครู่หนึ่งก่อนหลับตาลงอีกครั้ง

“ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ช่วยดูแลสุขภาพฟันของผู้ชายที่กำลังนั่งข้างนางสาวขวัญชีวา ถ้าพระองค์ประสงค์เช่นใดก็ให้จัดการไปตามนั้นเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์ที่รัก เอเมน”

“อ้าว ไหงไม่ระบุให้ละเอียดล่ะ วันอังคารๆ อธิษฐานใหม่สิ” ขวัญชีวาเตือน

“คุณขวัญครับ เราไม่ควรเอาขีดจำกัดของตัวเองไปจำกัดพระเจ้า พระเจ้ารู้ว่าอะไรเหมาะที่สุดสำหรับเรา” เขาให้เหตุผลสวยหรู

“งั้นขวัญหัดอธิษฐานเองเองมั่ง...ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยพานายเดช โทมัส ปีเตอร์สัน ไปถอนฟันวันอังคารนี้ตอนหกโมงเย็น อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน”

“คุณขวัญ !” เขาถึงกับคราง แต่เมื่อเห็นแม่กับพ่อเหล่มายิ้มๆ น้องชายเอานิ้วกุมแก้มล้อๆ เขาจึงเปลี่ยนเป็นทำทีเริ่มพูดชมเธอ “คุณต้องเป็นคริสเตียนที่ดีแน่ๆ เพราะคริสเตียนที่ดีล้วนอธิษฐานเพื่อคนอื่นก่อนตัวเอง”

“แน่นอน แล้วเดี๋ยวทำอะไรต่อ” เธอเห็นผู้คนหยุดอธิษฐานกันแล้ว

“...สารภาพบาปน่ะ อิอิ”

“อ้าว เขาไม่ทำในห้องแคบๆ กับบาทหลวง แล้ว... มีน้ำล้างมือเหรอ ?”

“ฮ่าๆ คุณดูหนังมากไป พวกเราสารภาพบาปต่อพระเจ้าได้เองตลอดเวลา ผมเป็นโปรแตสแตนท์ครับ ไม่ใช่แคธอลิก” ตอนท้ายๆ เขากระซิบบอก เพราะกำลังพูดถึงความเชื่อคนละนิกายกัน

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง สารภาพบาปไปแล้วยังทำบาปกันอีกหรือเปล่า” ขวัญชีวาถามเมื่อเห็นผู้คนพึมพำเสียงเบาผิดลิบลับกับตอนอธิษฐาน

“อย่าถามเสียงดังสิ” เขายกนิ้วจุ๊ปาก “อิอิ อันนี้สารภาพเผื่อไม่ได้นะครับ ของใครของมัน”

แล้วน้องชายฝาแฝดเขาก็ขยับหนีพ่อแม่รวมทั้งพี่ชาย ส่วนเขาก็สารภาพบาปเสียงอยู่แค่ในลำคอ แถมขยับหนีเธอด้วย นานทีเดียวกว่าเขาจะพึมพำเสร็จ กลับมานั่งที่เดิม

“อิอิ สารภาพแป๊บเดียวเองเหรอ สามวันไม่น่าจะพอนะ มิสเตอร์ปีเตอร์สัน”

แต่เขาตอบอย่างภูมิใจ “ผมสารภาพบาปเรื่อยๆ จะได้ไม่เป็นดินพอกหางหมูไว้วันอาทิตย์อย่างเดียว ฮ่าๆ ดูน้องชายผมสิ”

ขวัญชีวาหันไปดูแม่เขาที่เงี่ยหูฟังลูกชายวัยรุ่นด้านหลัง

“อิอิ ตลกจัง แล้วทำไรต่อ”
“พิธีมหาสนิท รับน้ำองุ่น คุณผ่านก็ได้ ถ้ายังไม่รับเชื่อ”

แล้วผู้นำนมัสการบนเวทีก็เริ่มร้องเพลงพิเศษที่พูดถึงพระเยซูสิ้นชีพบนไม้กางเขน เดชร้องเพลงนี้เสียงห้าวแต่หวานทุ้มไพเราะเพราะพริ้งจนเธอขยับไปฟังใกล้กว่าเดิม ถ้าจะมาโบสถ์อีกครั้ง เธอคงมาเพื่อฟังเพลงก่อนสิ่งอื่นใด


แล้วเมื่อพิธีมหาสนิทผ่านพ้น เขาบอกให้เธอไปห้องน้ำ เพื่อรอรับฟังเทศน์ เธอรีบเดินไปตามคำบอก มีแต่คนยิ้มและขยับทางให้เดินอย่างนอบน้อม เธอเข้าห้องน้ำครู่นึง แต่พอจะออกมา ก็ต้องค้างมือไว้ที่กลอนประตู ฟังเสียงเด็กสาวเจื้อยแจ้วข้างนอก

“นี่ๆ พวกเธอเห็นแฟนพี่เดชมั้ย ซ้วยสวย สูงโด่พอกับพี่เดชเลย โคตรเท่ แหม... พี่เดชเรานี่ เห็นทำหงิมๆ หยิบชิ้นปลามัน”

คำว่า ‘ชิ้นปลามัน’ ทำให้ขวัญชีวายกนิ้วเล็บเจียนทื่อๆ ตัวเองขึ้นมาดู แล้วก็ยังฟังต่อ

“หงิมๆ อะไรยะ พี่เดชน่ะเซ็กส์แอพพีลสูงจะตาย พวกสาวๆ ที่นี่แอบชอบแกทั้งนั้น แต่แกทำเป็นไม่รู้”

“เหรอๆ แล้ว... เซ็กส์แอพพีลคืออะไรน่ะ”

เสียงสาวน้อยอีกคนถามด้วยความสงสัย

“เธอนี่เชยจริงๆ วันๆ เอาแต่อ่านไบเบิ้ลกันเหรอยะ เซ็กส์แอพพีลสูงก็แสดงว่ามีเสน่ห์มากๆ ต่อเพศตรงข้ามไงล่ะ อาจจะหล่อหรือไม่หล่อก็ได้แต่ผู้หญิงชอบน่ะ ดาราหญิงที่เซ็กส์แอพพีลสูงก็อย่างมาริลีน มอนโร ดาราชายก็อย่าง... อย่าง... เอ่อ นึกไม่ออกว่ะ แต่ชั้นว่าพี่เดชนี่แหละ ทั้งหล่อทั้งเซ็กส์แอพพีลสูง”

ขวัญชีวาอยากหัวเราะน้ำเสียงแก่แดดของเด็กสาวพวกนั้นใจจะขาด แต่ทำได้แค่อ้าปากค้างไว้ยืนพิงประตูห้องน้ำ ฟังสาวเมาท์กันต่อไปด้วยความขบขัน เพราะเสียงสาวคนหนึ่งเอ่ยค้านศัพท์ใหม่คำนั้น

“มันมีคำว่าเซ็กส์ๆ อยู่ด้วย... น่าเกลียดตาย เชิญบ้าไปคนเดียวเถอะ พวกมาคุยเรื่องแฟนพี่เดชต่อดีกว่า”

ขวัญชีวาต้องดูนิ้วตัวเองต่อ เมื่อเริ่มมีคนสาธยายเรื่องเธออีก

“พี่ดาราว่าเป็นหมอฟันชื่อหมอขวัญ เมื่อก่อนพี่เดชกลัวหมอฟันจะตาย แต่สวยแบบนี้ใครจะกลัวลง ตอนแรกเราก็นึกว่าแค่เพื่อน แต่ยืนบนเวทีมาสิบปีนานพอที่จะรู้ว่า ‘คนสองคนยิ้มใส่ดวงตา’ กันแบบนั้นจะแต่งเร็วๆ นี้”

“อือ น่ารักเนอะ แอบเห็นตั้งแต่ตอนเช้าก็พากันไปจู๋จี๋กันที่ริมคลองจนมาสายแน่ะ นั่งอธิษฐานติดกันจุ๋งจิ๋งสนิทชิดเชื้อเชียว แฟนสวยแบบนี้พี่เดชต้องตามใจเอาใจน่าดู โอ๊ย... เสียดายพี่เดชสุดหล่อของหนู หนูอุตส่าเฝ้ามาตั้งแต่หกเจ็ดขวบ เมื่อก่อนพี่เดชเคยแบกชั้นไปส่งที่รถเป็นประจำเวลาฝนตกนะพวกเธอ หลังพี่เดชน่ะ ชั้นคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก แต่จะยังมีหวังอีกมั้ยวะเนี่ย”

“ฮ่าๆ ช้าไปแล้วย่ะ พี่เดชเป็นคริสเตียนที่ดีพระเจ้าถึงประทานผู้หญิงสวยๆ ให้ ไม่ใช่เด็กขี้เหร่อย่างหล่อน เมื่อกี๊เราอธิษฐานให้พี่เดชกะแฟนรีบๆ แต่งงานกัน หมู่นี้คริสตจักรเราไม่มีงานแต่งเลย”

แล้วสาวๆ ทั้งหมดก็ถูกคนข้างนอกเรียกไปฟังเทศน์ ขวัญชีวาเกาจมูกยิกๆ แม้แอบชอบใจที่สาวๆ พากันชมว่าสวย แต่คำว่า ‘ยิ้มใส่ดวงตากันแบบนั้น’ และมีคนอธิษฐานให้ได้แต่งงานกันทำเอานึกกลัวคำอธิษฐาน เธอหวังว่าพระเจ้าจะชี้แจงให้พวกเขารู้ว่าอะไรจริงไม่จริงในไม่ช้า

ขวัญชีวาเดินกลับตัวลอยๆ มานั่งลงที่เดิม เดชยื่นแก้วน้ำดื่มให้พร้อมรอยยิ้ม เธอรับน้ำมาแล้วต้องรีบหันขวับไปทางสาวๆ นักร้องประสานเพลงนมัสการกลุ่มนั้น ทั้งห้าคนกำลังจ้องเธออยู่จริงๆ ต่างก็รีบหลบสายตาหลบกันพัลวัน แต่ก็ยังพากันหัวเราะคิกคัก

“เป็นอะไร” เดชถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เป็นหมอฟัน !” ขวัญชีวาดื่มน้ำ
“ฮ่าฮ่า” เขาหัวเราะดังจนแม่หันมาส่งสายตาดุ

ขวัญชีวาฟังคำเทศน์จากศิษยาภิบาลที่เป็นเพื่อนเขาไม่รู้เรื่อง เพราะมัวแต่สงสัยว่า ‘ยิ้มใส่ดวงตากันแบบนั้น’ มันเกิดขึ้นตอนไหน คริสเตียนอ่านสายตาคนออกกว่าเจ้าตัวได้อย่างไร เหลือบมองไปทางห้าสาวว่ายังจดจ้องเธออยู่หรือไม่ พร้อมชักอยากรู้ขึ้นมาสาวว่าคนไหนที่ตามเฝ้าเดชมาตั้งแต่เจ็ดขวบ !

กิจกรรมที่คริสตจักรแห่งความรักของเขาเสร็จสิ้นช่วงเช้า มีคนมาทำความรู้จักกับเธอตรงๆ หลายคน เดชคงเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของที่นี่ แต่ถึงบางอ้อเมื่อเขากระซิบว่าห้องโถงที่ขยายออกไปสองด้านนั้นเขาทำเองด้วยสองมือกับพ่อ จนเป็นที่เลื่องลือ และงานบริษัทเขากึ่งหนึ่งให้บริการพี่น้องคริสเตียนที่นี่ แม้กระทั่งศิษยาภิบาลก็มาทักทาย

“ณรงค์เดช คนนี้ใครเอ่ย”

“เพื่อนผมเองครับ คุณขวัญชีวาครับ เป็นหมอฟัน”

“สวัสดี... ค่ะ” ขวัญชีวาพยายามไหว้ให้อ่อนหวานเหมือน ‘หมอ’ ที่สุด

“ยินดีต้อนรับครับ คุณหมอ ผมศิษยาภิบาลจักรพงศ์”

ศิษยาภิบาลจักรพงศ์หน้าตาหล่อเหลา แต่แววตาเต็มไปด้วยคนเปี่ยมคุณธรรมจนผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยบาปอย่างเธอรู้สึกหนาวยะเยือกจนต้องเอามือปิดรอยเจาะหูเธอเป็นแถบๆ เขาถามเรื่องที่ทำงานและสุขภาพฟัน ‘ชาวไทย’ อยู่ครู่หนึ่งก็ขอตัวไปทักทายคนอื่น แล้วเดชก็ได้เวลาอวดประวัติเชื้อฝรั่งตัวเอง

“นี่ๆ ไปดูรูปปู่ผมไหม ปู่เคยเป็นศิษยาภิบาลฝรั่งที่นี่ด้วย พูดไทยคล่องปรื๋อ ผมเป็นหลานคนโปรด ผมเกือบถูกชื่อโธมัสเหมือนปู่แน่ะ ดีที่แม่หาชื่อไทยใส่ให้ก่อน โทมัสเลยเป็นชื่อกลาง”

เขาพาไปห้องคล้ายๆ สำนักงานคริสตจักร แล้วชี้ให้ดูรูปฝรั่งหน้าตาหล่อเฟี๊ยวผมสีทองที่แขวนรวมอยู่บรรดาศิษยาภิบาลเก่าๆ

“น้องแฝดกับดาราเหมือนฝั่งพ่อคุณ คุณเหมือนแม่ แต่กะโหลกกับรูปหน้าคุณก็มีเค้าฝรั่งแฮะ” ขวัญชีวาวิจารณ์

เดชยังชี้ให้ดูรูปสมัยโบสถ์ยังเป็นแค่โรงไม้เล็กๆ ก่อนมาเป็นอาคารสวยๆ อย่างตอนนี้ แล้วทั้งคู่ก็ออกจากห้องนั้นกลับมาก็พบห้าสาวนักร้องเพลงประสานเสียง เดินเกาะติดกันมาเป็นตังเม มองมาทางเธออย่างอยากรู้

“พี่ณรงค์เดชขา พวกเราขอพาพี่ดาราไปเที่ยวนะ ว่างตั้งสองชั่วโมง กว่าจะถึงนมัสการรอบบ่าย พวกเราอยู่ตอนนี้ก็หนวกหูกวนคนอื่น เดี๋ยวพวกเราไปส่งพี่ดาราเอง พี่จะได้... พาแฟนไปเที่ยวไง”

“แก่แดด ไป๊ไกลๆ เลยไป” เขาหยิบถุงใส่แก้วพลาสติกเคาะหัวสาวๆ พวกนั้นคนละทีสองที แต่พวกหล่อนยังหัวเราะและยกมือไหว้ลาเธอ

“สวัสดีค่ะ พี่...หมอ พระเจ้าประทานพรค่ะ”

เธอได้ยิ้มแหยๆ ชะรอยบาปในการผิดเพศเธอถูกล้างหมดแล้ว ถึงได้กลายเป็นสาวเต็มตัวเมื่อมาที่นี่ เธออยากขอตัวกลับเอง เผื่อเขาจะได้เสวนากับผู้คนสะดวกขึ้น แต่เขากลับจะไปส่งเธอ

ทั้งคู่เดินไปลาพ่อแม่ แล้วเดชเดินนำมาที่รถครวญเพลงพระคุณพระเจ้าอย่างอารมณ์ดีมาตลอดทาง

“เมื่อก่อนคุณชื่อณรงค์เดชเหรอ”
“ฮ่าๆ นั่นชื่อเล่นผม”

“เฮ้ย ชื่อเล่นที่ไหนยาวกว่าชื่อจริง”
“ก็ผมนี่แหละ ชื่อเล่นยาว สมัยอยู่ช่างกล เพื่อนเรียกผมณรงค์เดชทั้งนั้น”

“ตลก”
“เขาถึงเรียกมันว่า ‘ชื่อเล่น’ ไงครับ ฮ่าๆ แล้ว... คุณชอบคริสตจักรผมมั้ย”

“ก็เพลงเพราะดี ท่าทางทุกคนรักและเอาใจใส่กันดี”
“ใช่ พวกเรามีกันน้อยแต่ก็รักกันมาก ถ้าคุณมาบ่อยๆ คุณจะยิ่งรัก”

“ใครจะว่างได้ทุกอาทิตย์ล่ะ ขวัญทำงานทุกวัน ไว้รวบลายาวทีเดียว”

“เข้าใจๆ ผมก็พูดไปงั้นแหละ บางทีผมไม่ได้มาโบสถ์เป็นเดือนๆ อีกสองอาทิตย์ผมก็ไม่ว่างอีก มีงานพร้อมกันตั้งหลายงาน หัวหน้าคนงานไม่พอ เจ้าของบริษัทเลยต้องลงเอง ฮ่าๆ ฟังแล้วดูดี ที่จริงผมงกต่างหาก เรื่องอะไรจะจ้างเพิ่ม”

“น่าสนุกแฮะ ต่างจังหวัดอีกเหรอ”

“ใช่ แต่แค่อยุธยาเอง เดือนหนึ่งได้มั้ง ผมไม่เอารถไป คงไปกลับลำบาก”
เธอเหลือบมองเขาทางด้านข้างตอนที่เขาคุยเรื่องงานรับเหมาให้ฟัง เห็นรอยแผลเป็นสีอ่อนที่พาดขวางลงบนจมูกคล้ำแดดเขา แล้วนึกอยากรู้ที่มาอีก

“จมูกคุณโดนอะไรมาน่ะ บอกได้หรือยัง”
“ไม่กล้าบอกหรอก อายคุณ”

“เรื่องเสื่อมศีลธรรมเหรอ” ขวัญชีวากลับถามอย่างตื่นเต้น “แบบยกพวกตีกัน แล้วโดนตำรวจกักตัวซ้อม”

“ไม่ใช่แน่นอนน่า” เขาตอบเสียงแหลม เอามือกุมจมูก “แต่ทำไมคุณยังอยากรู้ล่ะ ไหนว่าไม่น่าเกลียดไง”

“เปล่า” เธอก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากรู้

“งั้นอย่าสนใจแผลผมเลย มาคุยเรื่องทอมดีกว่า วันนี้มีข่าวร้ายล่ะ เพราะมีแต่คนบอกผมว่า... คุณสวย ฮ่าๆ”

“อืม คริสเตียนสายตาดีจริงๆ ด้วยแฮะ อิอิ” แล้วขวัญชีวาก็กอดอก หรี่ตาดูเขาขึ้นๆ ลงทีนึงก่อนตัดสินใจบอกอะไรเขาขำๆ “คริสเตียนปากหวานน่ะ พวกเขาก็ชมคุณเหมือนกันไม่รู้เหรอ”

“ชมอะไร ตอนไหน พวกเขาเห็นผมประจำนี่”

“ก็นักร้องสาวน้อยแอบชมคุณในห้องน้ำว่าคุณเซ็กส์แอพพีลสูงน่ะ หุหุ”

“ฮ้า... ?!  ยายพวกนั่นมันแก่แดดขนาดนั้นเลยเรอะ มันเพิ่งจบ ป.6 ไปกี่วันเอง มารู้เรื่องพวกนี้ได้ไงกันว้า เฮ่อ เจออีกทีจะตบกะโหลก” เขาหมายมั่นปั้นมือ แต่ยังไม่วายย้อนมาถามต่อเสียงเจี๋ยมเจี้ยม “แล้ว... คุณเห็นด้วยมั้ยครับ”


“โอ๊ย จะไปรู้เหรอ คุณก็รู้นี่ว่าขวัญเป็นทอม จะเห็นเซ็กส์แอพพีลในตัวผู้ชายได้ไงกันล่ะ ที่เขาว่าหล่อ ขวัญยังเฉยๆ เลย อย่างมากก็บอกได้ว่าน่าคบ ไม่นาคบแค่นั้นเอง”

“จริงแฮะ คุณเป็นทอม” เดชบอกตัวเองมากกว่า แต่ชักติดลมคุยไร้สาระ “แล้วคุณขวัญชอบผู้หญิงแบบไหน”

“หน้าสวย ตัวเล็ก นมใหญ่ๆ ขี้อ้อนๆ” ขวัญชีวาตอบตรงเหมือนไม้บรรทัด

“เอ่อ มันก็สเป็คเดียวกับผู้ชายทั่ว... ไป... เนอะ” เดชอือออตามเสียงเบาหวิว

“ฮ่าๆ คุณก็ชอบแบบนั้น ?”

“ไม่... ซะทีเดียว แต่... ใหญ่ด้วยก็จะดี... มาก” เดชตอบเกรงๆ อย่างไม่แน่ใจว่าควรเผยธาตุแท้แค่ไหน “แต่ที่จริงมันก็คงไม่ตายตัวมั้ง มันแล้วแต่คน”

ขวัญชีวาเห็นด้วย “ใช่ๆ แล้วคุณว่าคนแบบไหนเซ็กส์แอพพีลสูง แบบมาริลีน มอนโร มั้ย”

“คนนั้นต้องถามปู่ผมครับ ผมเกิดไม่ทัน” แล้วเขาทำท่าจริงจังเกินเหตุขึ้นมาอีกครั้ง “ความจริงผู้หญิงมีเสน่ห์ทางเพศอาจไม่ต้องสวยหรืออะไรใหญ่โตล่อตาล่อใจก็ได้มั้ง ที่สำคัญ... ผู้คนไม่ได้ดำรงชีวิตด้วยเสน่ห์ของคู่ชีวิต ความงามในรูปมันไม่ยั่งยืน แต่เรื่องของนิสัยกับหัวใจนี่สิ”

“โอ้โห นี่มันหลุดจากปากโฟร์แมนหรือศิษยาภิบาลหว่า”

“คุณหมออย่าเพิ่งขัดคอ” เขาปราม แต่ยังเล่าหน้าระรื่น “คุณรู้จักเลน่า มาเรีย ที่พิการมาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า ที่มีขาขวาข้างเดียวน่ะ”

“คุ้นๆ แฮะ ใช่คนที่เอาเท้ามาเท้าคางยิ้มสวยๆ หรือเปล่า บนปกหนังหนังสือทีเราเห็นบ่อยๆ หรือเปล่า”

“ใช่แล้วๆ คนนั้นล่ะ ผมเคยเห็นตัวจริงคุณเลน่า ตอนทำงานที่สิงคโปร์ เคยไปฟังแกเล่าประสบการณ์ชีวิตคริสเตียน ผมพาคนงานไปโบสถ์ด้วย ตอนแรกนึกว่าผมแอบปลื้มอยู่คนเดียว แต่พวกคนงานยังว่าเลน่า มาเรีย สวยและมีเสน่ห์ชวนมอง”

“เหรอ ?”

“ใช่ คุณเลน่าพิการ แต่ความงามจากจิตใจและเชื่อมั่นในในตัวเองมันแสดงออกมาชัดเจน และความงามแบบนั้นจะอยู่ไปตลอดชีวิต แม้แต่วันที่เนื้อหนังเหี่ยวย่น คุณว่าจริงมั้ยล่ะ”

“จริง ! คนสวยๆ บางคนถึงอยากตายตอนสาวๆ เพราะรู้ว่าแก่แล้วไม่มีอะไรเหลือ”

“ฮ่าๆ คุณขวัญสรุปแรงไป ไม่ขนาดนั้นมั้ง”

“แสดงว่าคนที่เป็นแฟนคุณ ต้องเป็นคน... นิสัยดีเหรอ แล้วต้องเซ็กส์แอพพีลสูงด้วยป่ะ”

“ไม่รู้ ไม่แน่ใจ จะว่าไป คำว่าดีไม่ดี มันแล้วแต่ไม้บรรทัดที่ใช้วัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น... ไม่น่าจะเกี่ยวเซ็กส์แอพพีล” เดชชักอยากเปลี่ยนเรื่อง แต่คนฟังตั้งใจฟังเลยต้องคุยต่อ “ผมไม่ชอบคนที่ชอบดูหมิ่นโชคชะตาตัวเอง และรังเกียจคนที่อ้างเรื่องไม่ไดดั่งใจมาโทษพระเจ้าครับ ผมทนคนไม่เชื่อพระเจ้าได้ แต่ถ้าถึงกับหมิ่นพระเจ้าเนี่ย ผมไม่ขอเสวนาด้วย”

“งั้นคุณก็ต้องมีแฟนเป็นคริสเตียน ?”

“พันเปอร์เซ็นต์ !”

“อ้าว... งั้นคุณเกิดไปปิ๊ง ไปชอบคนนอกศาสนาเข้าก็อดน่ะสิ”

“นั่นมันหน้าที่คริสเตียนอย่างผมที่ต้องโน้มน้าวแฟนผมให้คิดเหมือนกัน ฮ่าๆ ชอบครับ มันท้าทายดี”

“แหม... แต่คงไม่ต้องไปโน้มน้าวสาวนอกรีตละมั้ง สาวในโบสถ์เพียบ หุหุ”

“ยายพวกนั้นน่ะเหรอ มันมาขี้แตกที่โบสถ์กี่ครั้ง ภาพยังติดตาผมอยู่เลย คุณไม่ต้องมาชี้กระรอกให้โพรง”

“ฮ่าๆ คุณนี่ตลกดี” ขวัญชีวาชี้ให้เขาแวะเลี้ยวเข้าซอย แต่ยังชวนคุยต่อ “คุยไปคุยมาออกเรื่องแฟนแล้วชักหวั่นเหมือนกัน คุณรู้มั้ยพวกญาติๆ ขวัญน่ะ ยังถูกจับคู่ให้แต่งงานแบบคลุมถุงชนอยู่เลย พี่สาวต่างแม่ขวัญคนหนึ่งถูกย่าจับแต่งกะใครไม่รู้ พอย่าเสีย พี่สาวก็หย่ากะสามีทันที แล้วนี่หนีไปแต่งงานกับฝรั่งเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง”

“แล้ว... จะถึงคราวคุณด้วยหรือเปล่า” เดชถามอย่างเป็นห่วง
“ฝันไปเถอะ ไม่มีทาง !”
“คุณจะค้านสุดฤทธิ์ ?”
“เปล่า ย่าเสียแล้วน่ะ !!!” ขวัญชีวาตอบอย่างสบายใจ

แล้วรถก็ใกล้ถึงบ้านพอดี “นั่นไงรั้วสีขาวต้นไม้เยอะๆ น่ะ บ้านตายายขวัญเอง ข้างในสวยนะ ตาชอบแต่งสวน หลังบ้านมีสวนผลไม้รกๆ ด้วย คุณลงไปดื่มน้ำก่อนมั้ย ท่าทางโม้ซะคอแห้ง”

“ไปครับๆ” เขาหันมายิ้มรับให้ความสนใจเต็มที่ “ผมอยากเห็นบ้านหม่อมราชวงศ์ !”
แต่พอขวัญชีวาชะเง้อไปในบ้านอีกทีเห็นรถพ่ออยู่เธอเปลี่ยนใจบอกตรงๆ “ว้า... ขอโทษด้วยคุณเดช มีคนบางคนอยู่ ขวัญต้องอารมณ์เสียแน่ๆ คุณค่อยมาวันหลังดีกว่า”

“ไม่เป็นไร วันนี้ผมก็ดีใจแล้วที่คุณไปโบสถ์กับครอบครัวผม พระเจ้าคุ้มครองครับ”

“พระเจ้าคุ้มครองเช่นกัน”



ขวัญชีวาลงจากรถแล้วเดินเข้ารั้วบ้านตรงประตูเล็กๆ เดินแกว่งกระเป๋าถือฮัมเพลงพระคุณพระเจ้าสบายใจ แต่ไม่ยอมตรงขึ้นบ้าน กลับหนีไปนั่งที่ศาลานั่งเล่นด้านหลัง นั่งดูตายายกำลังยืนคุยกัน ตายายเป็นคู่รักที่ดี รักและเข้าใจกัน จนเธอเคยคิดว่าตาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก แต่ได้ตัดตำแหน่งนี้ออกไปเมื่อตอนวัยรุ่นเธอขอให้ตาไล่พ่อจากบ้าน แต่ตาไม่ยอมทำ


หลานสาวทักตายายพร้อมสายตาล้อเลียนเต็มที่ “ทำอะไรกันหนุ่มสาว พลอดรักกัน ?”
ยายผมหงอกขาวทั้งหัวแล้ว หันมาหัวเราะ “แหมขวัญ... อารมณ์ดีเชียวนะลูก ไปไหนมา”

“ไปโบสถ์กับเพื่อนมาค่ะ พวกเขาร้องเพลงเพราะมาก เมื่อกี๊เพื่อนที่มาส่งก็คุยกันแหลกลาญ อิอิ นานๆ เจอเพื่อนผู้ชายคุยกันถูกคอ”

“แล้วคุยอะไรกันท่าทางสนุกสนาน”

“คุยเรื่องเซ็กส์แอพพีลค่ะ แล้วสรุปว่าคนพิการอาจมีเซ็กส์แอพพีลสูงก็ได้ และ...ชีวิตคู่ต้องขึ้นกับนิสัย”

“หา ?” ตายายอุทานแล้วมองหน้ากัน “คุยเรื่องนี้ ?”

“ค่ะ จริงๆ ค่ะ คุยเรื่องนี้” ขวัญชีวายืนยันแล้วมองรอบๆ ลานบ้าน “แล้วตายายกำลังทำอะไร”

“ตาว่าจะขุดบ่อเลี้ยงปลาสวยงามตรงนี้ ไปเห็นที่รีสอร์ทมันสวยน่ารักดี เป็นลำธารเทียมมีสะพานข้ามไปมา มีน้ำตก น้ำพุเทียม แล้วกลางคืนมันไหลเสียงดังเหมือนเรานอนใกล้น้ำตกไงลูก”

“ขวัญเห็นด้วยๆ ทำเลยตา” ขวัญชีวาเห็นตาม

“ตาว่าจะซื้ออุปกรณ์มาทำเองได้ ขวัญออกแบบสิ”

“อิอิ ออกแบบเองมีหวังพัง เดี๋ยวไปถามเพื่อนดีกว่า มีเพื่อนเป็นนักแต่งสวนตั้งหลายคน”


ขวัญชีวาเดินเลยไปทุ่งหญ้าหลังบ้านแล้วล้มตัวลงนอนยาวเหยียดลงทั้งกระโปรง ดูท้องฟ้าสีครามยามเที่ยงวัน เสียงนกร้องไล่ตีกันบนซุ้มตะขบเหนือศีรษะชวนให้เขม้นมองหา แต่เธอพาลหลับตานึกถึงทุ่งหญ้าเงียบเชียบบนหน้าผาเล็กๆ ส่วนหนึ่งของคินาบาลู ทำไมเธอยังคิดถึงที่นั่นมากกว่าที่ไหนๆ บนโลกใบนี้นักนะ...? ทั้งที่ทำเอาเธอบัญชีเงินเก็บหายไปไม่น้อยเพราะซุ่มซามจอดรถเช่าไม่ระมัดระวัง

และบรรยากาศที่โบสถ์วันนี้ก็ช่างคล้ายกับส่วนหนึ่งของเทือกเขาคินาบาลู ?




เจ้าหน้าที่ทันตกรรมเยี่ยมรัตน์ นั่งมองหมอฟันสาวห้าวที่นับวันทำตัวแปลกขึ้นทุกทีอย่างไม่เข้าใจ หมู่นี้เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง ไม่เหล่คนไข้สาวอย่างน่าเกลียดไม่เรียกคนไข้ชายด้วยคำศัพท์ที่ชวนถูกฟ้องร้องอย่างเมื่อก่อน และไม่ค่อยพูดจาแรงๆ กับเพื่อนหมอผู้ชายนักแล้ว


“หมอขวัญยังไม่กลับเหรอคะ”


“ว่าจะอยู่รอถอนฟันให้เพื่อนหน่อย นัดไว้หกโมง ป่านนี้ยังไม่มา”


“อีกตั้งครึ่งชั่วโมง งั้นพี่ไปหาอะไรกินแป๊บนะคะ เดี๋ยวกลับมาช่วย”


“ขอบคุณค่ะ นึกว่าต้องทำเองคนเดียวแล้ว นี่วางแผนไว้ว่าถ้ามีปัญหาจะกวนผู้ช่วยหมอสมภพ”


เจ้าหน้าที่หายออกไปครึ่งชั่วโมง กลับมาอีกทีก็ยิ่งงุนงงกับพฤติกรรมทันตแพทย์หญิงขวัญชีวา ที่นั่งร่าเริงคุยสนุกสนานกับผู้ชายตัวใหญ่มีรอยแผลเป็นบนจมูกโด่งๆ ที่นางจำได้ดีว่าชื่อเดชเป็นทั้งเพื่อนและญาติหมอสาว เขากำลังนั่งเท้าแขนชะโงกดูอุปกรณ์ถอนฟันพวกนั้นด้วยใบหน้าหวาดๆ นางยืนฟังหลังฉากกั้น เสียงหมอสาวแนะนำอุปกรณ์ทำฟันขำๆ


“โธ่ จะกลัวอะไร คุณดูสิ เครื่องมือเล็กๆ น่ารักออกเห็นมั้ย”


“อื้อ เหมือนค้อน เหมือนคีมเลย ใช้กับปากแน่นา”


“มันก็หลักการทำงานเดียวกันนี่”


“แล้วถอนยังไง”


“พอฉีดยาชาเสร็จ ขวัญก็เอาลิ่มนี่ทิ่มลงที่ซอกฟันคุณ แล้วใช้ค้อนตอกป๊อกๆ เลือดออกก็ซับออก พอเลือดสาดฟันพอควร ฟันคุณคลอนได้ที่ก็เอาคีมคีบฟันคุณให้แม่นๆ โยกไปโยกมา แล้วก็ถอนขึ้น ตรวจดูว่าฟันขึ้นมาทั้งซี่หรือไม่ ถ้าไม่... เราก็คว้านแรงๆ อีกที... บางประเทศที่ยังล้าหลัง ผู้คนเขาทำฟันกันข้างถนนสบายบรื๋อนะคุณ”


“โอ๊ย น่ากลัว คุณเล่าทำไม”


“แล้วคุณถามทำไม”


“ก็กลัวน่ะ เคยมีคนตายบนเก้าอี้ทำฟันมั้ย”


“เคยสิ”


“จริงเหรอ ?! คุณอย่าพูดเล่นนะ” เดชคิดผิดจริงๆ ที่ตัดสินใจมาถอนฟัน


“อื้อ” หมอสาวทำหน้าลึกลับ “แต่เพราะคนไข้หนุ่มหลงไหลหมอสาวน่ะ คนไข้เลยจีบ”


“หมอสาวเป็นทอมเลยเอามีดปาดคอ !?”


“หมอไม่ทำอย่างนั้นหรอก หมอทุกคนมีวลีประจำใจ  first, do no harm จ้ะ”


“อ้าว... หมอไม่ harm คนไข้ แล้วคนไข้มันตายยังไงครับ”


“ก็เมียของหมอสาวนะสิ เอามีดมาปาดคอคนไข้หนุ่มตาย ฮ่าๆ”


เยี่ยมรัตน์ทนไม่ไหวขำพรืดออกมา “หมอขวัญนี่เล่าอะไรก็ไม่รู้ อย่างนี้คุณเดชไม่ยิ่งกลัวไปเหรอคะ”


“อิอิ พี่เยี่ยมมาพอดี มาๆ ช่วยถอนฟันตานี่กัน เมื่อกี้เพิ่งขูดหินปูนซากโบราณไป”


“อย่าให้เจ็บนักล่ะ” เสียงเขาออดอ้อน


“คราวที่แล้วเจ็บเรอะ พ่อคู้ณ ?”


“เปล่า แต่...”


“งั้นนอนลง อ้าปาก ตัวเท่าช้างแต่กลัวของแค่นี้ เฮ่อ”


คนไข้หนุ่มนอนเงียบเชียบ หลังจากยาชาออกฤทธิ์ หมอขวัญก็เริ่มทำงาน แกล้งพากย์เสียงประกอบ โยกฟันไปทางซ้าย...โยกฟันขวา... หยิบค้อนขึ้นมา...แล้วตอกลงไป... สลับพึมพำเพลงสวดคริสเตียน


เยี่ยมรัตน์ทำงานกับขวัญชีวามานาน นานพอที่จะรู้ว่าขวัญชีวากำลังอารมณ์ดีเมื่ออยู่กับคนไข้หนุ่มคนนี้ แต่ไม่กล้าทักอะไรนัก และคิดอีกทีนางนึกกลัวไปว่าขวัญชีวาอาจกำลังแก้เผ็ดอะไรเขาอยู่ก็ได้ แต่พักนึงนางก็โล่งใจที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขวัญชีวาดูสภาพฟันที่ถอนออกมา แล้วเอ่ยให้สบายใจ


“เสร็จแล้วๆ กลับไปคุณจะดีใจที่ได้ถอนมันออกไป ฟันทำความสะอาดง่ายขึ้น” หมอขวัญถอดถุงมือ “เก็บๆ แล้วกลับกันดีกว่า”


 “เดี๋ยวพี่จัดการเอง หมอขวัญพาคุณเดชไปเอายาสิคะ”             


 “ไปๆ คุณเดช” ขวัญชีวาลากแขนเสื้อเดชที่เดินคลำปากไป           


คงไม่ใช่แต่เยี่ยมรัตน์คนเดียวที่งง หมอสมภพที่ทำงานอยู่ไม่ไกลยังแวะมาถามทั้งทำงานค้างอยู่


“นั่น... หมอขวัญกำลังแกล้งคน หรืออารมณ์ดีกับเขาจริงๆ”


“ไม่ทราบค่ะ แต่เยี่ยมว่า มันแปลกๆ”


แต่เยี่ยมรัตน์ตั้งใจว่าจะค่อยสังเกตุการณ์ต่อไป



“บอกแล้วไม่เจ็บ เห็นมั้ย ถอนแค่เนียะ ยาชาหมดฤทธิ์เร็วด้วย เดี๋ยวก็พูดได้ ไม่เหมือนผ่าหรอก แต่แผลหายช้านะ แผลเป็นหลุมต้องระวังเศษอาหารตกลงไป ของขวัญเนี่ยผ่าออกหมดทั้งสี่ซี่เลย”           


ขวัญชีวาโม้สนั่นรถเมื่อขับรถไปส่งเขาอีก เดชนั่งลูบแก้มอย่างไม่เชื่อตัวเองว่าคนเคยกลัวหมอฟันแบบเขาถอนฟันไปสี่ซี่ภายในหนึ่งเดือน เขาเหลือบดูเจ้าของผลงานกระชากฟันสุดที่รักเขาออกไป แต่สายตาพบปะแปลนงานบางอย่างโผล่ออกมาจากกระเป๋าเธอเสียก่อน จึงชี้โว้ชี้เว้ขอดู


“อ๋อ ดูได้ๆ บ่อปลาสวยงามน่ะ ขอเพื่อนออกแบบให้ มันเลยเอาแบบที่ทำเล่นๆ ไว้มาให้ จะเอาไปให้ตาทำที่บ้าน สวยมั้ยล่ะ”


“เรี่ยมๆ ให้ผมไปทำให้มั้ย ผมชอบ”


“เอาสิๆ สงสารตาเหมือนกัน เจ็ดสิบกว่าแล้ว กลัวล้มทับอิฐ ลองใช้บริษัทคุณก็ดี”


“โอ๊ย ไม่ต้องถึงบริษัทหรอกน่า นี่มันนิดเดียวเอง ผมกับน้องชายไปยืนหายใจทิ้งสามสี่วันก็เสร็จ”


“ไม่เอาหรอก เกรงใจ”


“แสดงว่าคุณไม่เห็นผมเป็นเพื่อน”


“ก็... แหม เวลาเป็นเงินเป็นทองนี่ ค่าทำฟันคุณ ขวัญยังคิดเงินเลย อิอิ”


“น่าๆ ก่อนไปอยุธยาผมว่าง เดี๋ยวอีกสี่วันไปทำให้ คุณบอกให้คุณตาเลือกซื้อของไว้เลย แต่ผมไปได้เฉพาะตอนบ่ายๆ ครับ”


“งั้น... ถอนฟันคุณคราวหน้า ขวัญไม่คิดเงินแล้วกัน ยังไงก็รีบๆ ผุนะ”


“เฮ้ย... คุณขวัญ ! งั้นผมไม่ไปทำให้แล้วล่ะ ขอถอนตัว” เขาโอด


“อิอิ ล้อเล่นๆ อยากทำก็ไปทำเถอะ”


เดชยืนมองรถคันสีขาวที่เจ้าของขับยิ้มๆ ออกไปครู่หนึ่ง ก็เดินเข้ารั้วบ้าน เขาอยากรู้ว่าขวัญชีวาจะยังมีผู้หญิงสาวๆ มาเป็นแฟนอย่างที่เคยได้ยินหรือเปล่า เขานอนลงบนสนามหญ้า คิดถึงเสียงหัวเราะ เมื่อครู่แล้วเลยพ้นไปคิดถึงคืนนั้นที่นอนกอดกันในเต็นท์


“เดชไปไหนมาลูก ไหงนอนยิ้มคนเดียว”


“ไปถอนฟันกรามมาครับแม่”


“อู้หู ถอนฟันมาแต่ยังยิ้มได้แบบนี้ หมอขวัญอีกล่ะสิ”


“ครับแม่”


“ลูกชอบหมอขวัญ ?”


“ครับแม่”


แม่ลงนั่งลูบผมลูกชาย “แม่ว่าแล้วเชียว... เขาเป็นถึงหม่อมราชวงศ์จริงเหรอลูก”


“ครับ ถ้าเป็นแค่หมอฟัน ผมคงกล้าจีบไปแล้ว” เขาขยับหนุนตักแม่ “หมอขวัญน่ารักนะแม่ แกไม่ถือตัวสักหน่อย หรือแกเห็นผมเป็นเพื่อนก็ไม่รู้”


“นั่นสิเดช... แล้วจริงมั้ยลูก ที่ดาราบอกว่าหมอขวัญเป็นพวกหญิงรักหญิง พวกมีความเชื่อคนละแบบกับเราและยังฝืนพระเจ้าสุดโต่งแบบนั้น น่ากลัวนะลูก ไหนจะเป็นผู้ลากมากดีอีก ชีวิตครอบครัวเราคงไปด้วยกันยาก แม่กลัวเดชต้อง... ห่างพระห่างเจ้าทีหลัง”


เดชเลื่อนมือแม่มาวางบนหน้าอก


“แม่ครับ... แม่ดูท้องฟ้าสิ ว่ามันสวยแค่ไหน มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่สร้างมันขึ้นมาให้มนุษย์ด้อยปัญญาอย่างเราได้สัมผัสความงามเหล่านี้ ไม่ว่าสิ่งไหนเกิดขึ้น ผมไม่มีวันห่างพระเจ้าหรอกแม่ ผมเคยหลงห่าง แต่ผมก็กลับมาถูก แม่ก็เห็นนี่ครับ”


“ไม่รู้สิลูก คริสเตียนรุ่นหลังๆ อ่อนแอลง ไม่ถ่อมใจอย่างเมื่อก่อน อะไรๆ ก็โทษพระเจ้า ว่าพระเจ้าไม่มีจริง”


“คนว่าพระเจ้าไม่มีจริงก็ตอนที่พวกเขาไม่ได้ดั่งใจ ตอนที่พวกเขาปล่อยให้ความทุกข์ครอบงำตัวเอง แต่พอยามเขาเป็นสุขกลับละเลยเพิกเฉยต่อการสรรเสริญขอบคุณพระเจ้า พวกเขาดำรงอยู่กับความมืดบอดรังแต่จะเอาพระพรฝ่ายเดียว คนแบบนั้นก็โทษทุกอย่างรอบตัวไม่เคยคิดปรับปรุงตัวเองหรอก”


“ก็จริง... เราเข้าบ้านกันเถอะลูก”


“เดี๋ยวตามไปครับ”


เขาปล่อยให้แม่เดินไป หวนคิดเรื่องตัวเอง บางครั้งเขาเคยสังสัยว่าทำไมเขาถึงกลัวหมอฟัน ด้วยสาเหตุแค่เห็นภาพเพื่อนนอนหงายให้หมอดูฟันที่โรงเรียน แต่คืนนี้เขาเข้าใจขึ้นมา บางทีมันอาจเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่อยากให้เขาพบขวัญชีวาก็ได้


เสียงอธิษฐานยาวเหยียดจึงดังขึ้นกลางสนามหน้าบ้าน ถ้าดวงดาวคือพระเนตรเห็นชายอ่อนแอแต่หัวใจมั่นคง ท้องฟ้าก็ไม่ต่างจากอ้อมพระหัตถ์ให้ความอบอุ่นแก่เนื้อหนังที่บางครั้งก็หลงไปกับมายา


 


 


โปรดติดตามตอนต่อไป




Create Date : 23 กันยายน 2553
Last Update : 23 กันยายน 2553 17:10:46 น. 1 comments
Counter : 85 Pageviews.

 
อยากติดตาม Ka


โดย: O

Rep>> You're welcome :)


555, come again soon and often naka.


โดย: Olathe

Rep... sure i must be here la ;)


โดย: ปลายเดือน กันยา วันที่: 24 กันยายน 2553 เวลา:12:20:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปลายเดือน กันยา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นามปากกา ปลายเดือน กันยา
นิเทศศาสตร์ มสธ.

เขียนไปเรื่อยๆ เรื่องจริง เรื่องโกหก เขียนได้หมด
อ่านไปเรื่อยๆ เรื่องชาวบ้าน เรื่องจริง เรื่องโกหก ชอบหมด

อยู่ไปเรื่อยๆ ด้วย
Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
23 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปลายเดือน กันยา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.