ร้อยฝันเกี่ยวใจ... มาใส่รัก บทที่ 4 ว้า... แย่จัง

แม้ไม่ได้อาบน้ำก่อนนอน แถมใส่กางเกงตัวเดิมติดกันมาเกือบสามวันไม่ชวนสบายตัวนัก แต่ความเหนื่อยทำให้เดชหลับได้ตั้งแต่หัวถึงพื้น บางทีก็พยายามตื่นมางัวเงียรอๆ ว่าเมื่อไหร่ขวัญชีวาจะตามไปนอน แต่คงยังไม่ดึกพอ พวกหมอเขาคงนิยมอ่านหนังสือกันจนดึกดื่นประสาคนเก่งๆ


เขาเลยหลับก่อนและฝันเป็นตุเป็นตะตามเคย คืนนี้เขาฝันต่อจากเมื่อคืน เด็กผู้หญิงถือกิ่งไม้คนเดิมเดินตามหลังเขาต้อยๆ แต่พอเขาหันไปก็แสร้งทำหยุดเดินชมนกชมไม้ พูดจาเอะอะเม่งเทิ่ง
...


ตื่นอีกทีกลางดึกก็เพราะเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมา แสงจากกองไฟยังส่องรำไรมาตรงชายเต็นท์ เขานึกเป็นห่วงขวัญชีวา ดึกเต็มทีแล้วทำไมเธอยังไม่นอน อาจเพราะอายเขาก็ได้ คืนนี้ฝนไม่ตกและอากาศไม่หนาวนัก เขาน่าจะผลัดออกไปนอนข้างนอกให้เธอเข้ามานอนข้างใน เพราะคิดว่าตัวเองนอนสบายเต็มอิ่มแล้ว


เขาดึงเปิดประตูเต็นท์ออกไป ถึงเข้าใจทุกอย่างว่าทำไมนอนเต็มอิ่มได้เร็วนัก เพราะมันเช้าตรู่แล้วนี่เอง... แสงเรืองไรที่เขาเห็นเป็นแสงจากขอบฟ้าไม่ใช่กองไฟที่ตอนนี้เหลือเพียงขี้เถ้ากับท่อนไม้คุอีกน้อยเดียว และที่ทำให้เขาเกือบกระโดดหน้าผาตายด้วยความอับอาย คือ…ร่างของขวัญชีวานอนขดม้วนอยู่ในเสื่อพลาสติกตรงหน้าเต็นท์ ! เพราะชายหนุ่มผู้ร่วมทางวัยฉกรรจ์แข็งแรงแย่งจับจองเต็นท์ของเธอไปนอนสบายใจเฉิบเสียทั้งคืน !


เขาชะโงกดูร่างขดนั้นอย่างไม่แน่ใจ จะปลุกเธอไปนอนในเต็นท์ก็คงเหมือนปลุกให้ตื่น แต่ปล่อยให้นอนต่อก็คง... ตลก


เขายอมตลก จัดการก่อกองไฟขึ้นมาใหม่ สักครู่ไฟก็พรึ่บขึ้นมา เธองัวเงียตื่น ลุกขึ้นนั่ง


“เช้าแล้วเหอ...”
“ทะ... ทำไมไม่ไปนอนข้างใน”
“หาที่แทรกไม่ได้ ตัวคุณจับจองหมดทุกตารางนิ้ว” ขวัญชีวางัวเงียอธิบายถอดไอ้โม่งค้างไว้บนหัว ทำเอาหน้าตาเด็กลงไปสิบปี
“แล้วทำไมไม่ปลุกผมเล่า...”
“ปลุกแล้ว... คุณไม่ตื่น”
“ขอโทษ... คุณจะ... เข้าไปนอนอีกหน่อยมั้ย” เขากุมหน้าผากทั้งอายทั้งกลุ้ม
“ไม่แล้วล่ะ นี่ก็โอเค ไม่ต้องห่วงหรอกน่า หลับดีออก” ขวัญชีวาลุกขึ้นเก็บของ


ทั้งคู่ทำอาหารเช้ากินลวกๆ พอจัดการเสร็จขวัญชีวาชวนออกเดินทันที เดชแบกเป้เดินตามเงียบเชียบ ในใจครุ่งคิดว่าถ้าขวัญชีวาเป็นหญิงรักหญิงเพราะเคยผิดหวังจากผู้ชาย ตอนนี้ก็คงยิ่งหมดหวังเข้าไปอีกเมื่อมาเจอผู้ชายขี้บ่นแถมเอาเปรียบเนียนๆ แบบเขา


ทั้งคู่ยังพอมีโชคอยู่บ้างเมื่อมาถึงลำห้วยเดิม ก็พบเจ้าหน้าที่อุทยานชี้ทางใกล้ที่สุดให้เข้าสำนักงาน โดยให้ไต่ข้ามลำห้วยส่วนที่ตื้นพอที่จะเดินได้ จึงย่นระยะเวลาไปได้หลายชั่วโมงทีเดียว


สำนักงานอุทยานเล็กๆ ไม่ได้ล้าหลังอย่างที่คิดไว้ เพราะเป็นทางขึ้นเดินป่าอีกทางหนึ่งของเทือกเขาแห่งนี้ จึงมีร้านค้าให้บริการโทรศัพท์ แฟกส์ อินเตอร์เนต ที่พักและร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวรวมถึงนักท่องป่า ในห้องพักให้อยู่รวมสำหรับผู้เข้าพักเป็นกลุ่ม มีกลุ่มสาวนักเดินป่าชาวญี่ปุ่นสี่ห้าคนอยู่อีกมุมหนึ่ง ขวัญชีวาจึงเข้าไปจับจองอีกฟาก และจองเตียงติดกันเผื่อเดชที่นั่งหัวหมุนอยู่กับโทรศัพท์ของร้านหนึ่งไปจนถึงตอนเย็น


เดชจัดการธุระเสร็จสรรพรวมทั้งแฟกส์แปลนอันใหม่ได้มาก็วิ่งออกมาจากร้าน พบขวัญชีวายืนดื่มกาแฟเย็นยิ้มกริ่มให้สาวน้อยที่สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ไม่ติดเสียที เดชทั้งชื่นชมและขำแกมรำคาญทอมสาวเจ้าสเน่ห์ เขาแอบยืนดูจนกระทั่งขวัญชีวาช่วยสตาร์ทรถให้แม่สาวคนนั้นไปแล้ว เขาถึงกล้าเดินเข้าไปหา ขวัญชีวาทักเขาทันที


“เป็นอะไรหน้ามุ่ยเชียว ธุระไม่เสร็จหรือไง ถ้าเรื่องแม่คุณน่ะ บอกแล้วว่าเดี๋ยวจะช่วย”


“อ๋อ ครับ เรื่องค่าแรงคนงานบริษัทผมจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องแปลนนี่สิ... ชวนใจหายใจคว่ำ พวกเขาให้มาผิดจริงๆ ครับ”


“เหรอ... คราวหน้าคุณต้องดูดีๆ แล้วล่ะ”


“นั่นสิ แต่ที่จริงมันไม่ใช่หน้าที่สู่รู้พวกโฟร์แมนจบก่อสร้างอย่างผม พวกเรามันพวกใช้แรง เขาให้ไงมาก็สร้างตามนั้น ไม่ใช่วิศวกรหรือสถาปนิก นี่ถ้าผมไม่คุ้นๆ ว่ามันน่าจะผิด ได้พากันสร้างรีสอร์ทหรูบนเขานั่นแทนสำนักงานราชการสามเดือนก็ไม่เสร็จแน่ๆ เฮ่อ แล้วงานไกลปืนเที่ยงแบบนี้พวกปริญญาเขาไม่ค่อยได้ขึ้นไปตรวจด้วย กว่าจะมาก็ใกล้สเร็จนู่น” เขาบ่นยาวจนเกือบลืมไปว่ายังมอมแมมในชุดเก่าคันคะเยอเต็มที


“คุณจบก่อสร้างเหรอ... ที่ไหนล่ะ ภาษาอังกฤษคุณก็ดี๊ดี” ขวัญชีวาชวนคุยระหว่างเดินกลับห้องพัก


“ที่ที่รุ่นพี่รุ่นน้องผมตีกับสถาบันอื่นทุกปีจนคนไทยเบื่อทั้งประเทศนั่นแหละครับ”
“ฮ่าฮ่า ไอ้รอยแผลเป็นบนจมูกคุณก็ของที่ระลึกจากที่นั่นเรอะ” ขวัญชีวาหัวเราะถูกใจ
“ไม่ใช่” เขาส่ายหน้า “แต่ไม่บอกหรอกว่าได้มายังไง”
“ฮ่าฮ่า เดาว่ามันต้องเห่ยๆ จนไม่กล้าเล่า” เสียงเธอหัวเราะหนักเข้าไปอีก
“มันน่าเกลียดมากเลยเหรอ ทำไมผู้คนถึงได้ดูแผลบนจมูกผมนัก”


“ไม่น่าเกลียดหรอกน่า แต่แว่บแรกก็เห็นแล้วแหยงๆ หน่อย” ขวัญชีว่าเล่าตามจริง แต่ก็พูดต่อสบายๆ “ดูไปๆ มันก็ทำให้คนเสียดายจมูกสวยๆ ของคุณ ที่จริงมันชวนมองดีนะ ถ้าขวัญจมูกโด่งเท่าคุณ จะไปทำรอยแผลพาดบนจมูกแบบนี้มั่ง สาวๆ ต้องมองตรึม เท่ๆ”


ตั้งแต่เดชเกิดมาไม่เคยมีใครที่ไหนมายืนจ้องหน้าเขาแล้วชมโต้งๆ ตรงๆ ให้ได้ยินแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ชมเขาอยู่ตรงหน้าจะเป็นพวกหญิงรักหญิง
“เฮ่อ คุณขวัญนี่เป็นหมอที่บ้าเหมือนกันนะ”


 “อ้าว เพิ่งรู้เรอะ แหม... นอนด้วยกันตั้งสองคืนแล้ว ฮ่าๆ” ขวัญชีวาหัวเราะร่าเริง “ก็เหมือนคุณนั่นแหละ ตอนแรกก็นึกว่าจะโหดๆ ไม่พอใจก็ท้าต่อย”
“ใช่ๆ ไม่ควรดูคนจากหน้าตาจริงๆ ด้วย ผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นหมอ แต่เกือบได้ฆ่ากันแน่ะ ผมว่าเขาฉลาดจนเพี้ยน สื่อกับมนุษย์ด้วยกันไม่รู้เรื่อง”
“พอๆ ไม่ต้องเล่า ขี้เกียจซ้ำเติมคนในวงการเดียวกัน” ขวัญชีวายกมือค้านเมื่อเขาพูดถึงพวกวิชาชีพแพทย์


เดชเกาศีรษะ แต่อดดีใจไม่น้อยที่ไม่ต้องเล่าที่มาของแผลบนจมูกที่เกี่ยวข้องกับหมอคนนั้น และไม่รู้เพราะได้อยู่ในที่สบายๆ หรือภาระเขาเสร็จสิ้นเสียทีถึงรู้สึกว่าขวัญชีวากว่าทอมคนไหนๆ ทั้งที่ไม่เคยสนิทกับทอมสักคน


 “อ้าว นี่ห้องรวมเหรอ” เดชรำพึงเมื่อเห็นโรงนอน


“ทำเป็นโฟร์แมนขี้บ่นไปได้ สาวๆ พวกนั้นไม่ปล้ำคุณหรอก ถ้ามันปล้ำมันเลือกขวัญนี่แหละ ดูสายตาแม่คุณทั้งหลายเด่ะ”


เดชคงได้เกาศีรษะจนถลอกปอกเปิดแน่ๆ เมื่อสาวญี่ปุ่นกลุ่มนั้นจ้องขวัญชีวาตาเป็นมันเอาจริงๆ ไม่ชายตามองเขาแม้แต่น้อย “คุณหล่อแตะตาสาวพวกนี้กว่าผมจริงๆ เหรอเนี่ย”


“สาวๆ เคยบอกว่า... ขวัญหน้าตาเหมือนพระเอกหนังการ์ตูนญี่ปุ่นคนหนึ่งน่ะ”


“สักวันมนุษย์เพศผู้อาจสูญพันธุ์” เขารำพึงออกมา เมื่อสาวในกลุ่มนั้นโบกมือทักทายมายังพวกเขา แล้วชี้โว้ชี้เว้บอกใบ้ชวนไปข้างนอกด้วยกัน “ดูเหมือนว่า... เขาชวนคุณคนเดียว !!!”


“น่าๆ อย่ามาอิจฉากัน ยังไงคุณก็ของแท้ !” ขวัญชีวาฟาดไหล่ปลอบใจแต่รอยยิ้มแฝงความเจ้าเล่ห์ภูมิใจเหลือทน


“คืนนี้คุณจะสบายกว่าคืนไหนๆ มีผ้าห่มแห้งๆ หอมๆ ให้ใช้ด้วย ขวัญซื้อนี่... มาให้คุณ แต่กางเกงในไม่มีขายนะ ฮ่าๆ คุณอาบน้ำแล้วถอดชุดเก่าไปจ้างซักร้านโน้น เขามีเครื่องอบ”


ขวัญชีวาโยนเสื้อผ้าที่ขายนักท่องเที่ยวให้บนเตียง แล้วก็นอนเอกเขนกอ่านหนังสือสายตายเหลือบไปยังสาวๆ อีกมุมห้อง เดชไปโรงอาบน้ำแล้วสวมชุดใหม่หอบเสื้อผ้าเก่าไปซัก กลับมาอีกทีขวัญชีวาไปยืนคุยกับสาวญี่ปุ่นกลุ่มนั้นอย่างรื่นเริง แล้วพากันออกไปเดินชมวิวยามค่ำทิ้งเขานั่งดูแปลนคนเดียว ดึกดื่นแล้วเธอก็ยังไม่มีใครกลับ เขานอนดูเตียงติดกันที่มีหนังสือภาษาอังกฤษวางอยู่อย่างเป็นห่วงเจ้าของ


ป่านนี้ผู้คนที่แคมป์จะพากันห่วงเขาหรือขวัญชีวาขนาดก็ไม่รู้ แต่ดูเธอจะไม่สนใจอะไร เกือบห้าทุ่มถึงเธอจะกลับมา เขาแสร้งปิดตาหลับ แต่พอเธอปิดไฟตรงทางเดิน แล้ววิ่งมาขึ้นเตียง เขาหรี่ตาดูท่ามกลางความมืด เห็นขวัญชีวากำลังนั่งขัดสมาธิลำตัวตั้งตรงเหมือนนางแบบ หวีผมช้าๆ ซ้ำไปซ้ำมา เขาจ้องเงามืดนั้นด้วยความรู้สึกปั่นป่วน ท่าทางและผิวพรรณเธอเหมือนหลุดออกมาจากดงผู้ดี แต่ทำไมที่บ้านถึงปล่อยให้มาเดินท่อมๆ กลางป่าต่างบ้านต่างเมือง นอนห้องรวมกับคนแปลกหน้าเสี่ยงอันตรายได้ขนาดนี้ 
 



เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นพวกเขาออกจากสำนักงานด้วยรถเจ้าหน้าที่ลงไปศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยวที่ใหญ่กว่า เขาพาโทรศัพท์ไปซ่อมแล้วตามขวัญชีวาไปหาบริษัทเช่ารถและบอกพิกัดรถจี๊พที่ตกไหล่เขาไป คนพวกนั้นตกใจไม่น้อย แต่ขวัญชีวากลับหัวเราะร้องหารถคันใหม่ เพราะยังต้องกลับไปที่แคมป์ก่อสร้าง เธอคงเป็นลูกค้าที่เก๋ากว่าใครจริงๆ ครู่เดียวก็ได้จี๊พคันใหม่ แต่ทันทีที่พนักงานยื่นกุญแจ เดชยื่นมือรับเอง

“ผมขอขับเองครับ คุณขวัญจะได้ชมดาวชมเดือนสะดวก”


เดชไม่สนใจทางลัดไหนๆ ตามคำแนะนำขวัญชีวาอีก เขาเลือกทางเก่าทางเดียวกับที่รถกระบะขนอุปกรณ์ขับตามทางเจ้าหน้าที่อุทยานขึ้นไปส่งที่แคมป์เมื่อหลายวันก่อน แม้จะช้าแต่ก็ปลอดภัยถึงจุดหมายแน่นอน แต่ขวัญชีวาก็ยังชะเง้อหามองออกหน้าต่างรถไม่เบื่อหน่ายอยู่ดี


กว่าจะถึงแคมป์ก่อสร้าง ก็ปาไปเกือบบ่ายสาม ทุกคนยังทำงานตามปกติ ไม่มีใครรู้ว่าเขากับขวัญชีวาไปทำรถจี๊พตกเขาและตกระกำลำบากกันอยู่ในป่าถึงสองคืนกว่าจะออกมาได้ มีเพียงธเนศที่เข้ามาถามๆ เรื่องรถใหม่ ตัวต้นเหตุอธิบายหน้าแหย


“คันโน้นลงไปนอนแอ้งแม้งในโคลนกลางป่าแล้ว”


“ฮ้า อีกแล้วเหรอหมอขวัญ นี่ขนาดไม่ใช่เมืองไทยนะ !” คำอุทานของธเนศทำเอาเดชส่ายหน้าด้วยความหนักใจ ขวัญชีวาสมบุกสมบันมาขนาดไหนแล้วไม่รู้


แต่เดชกับขวัญชีวาก็ค่อยไม่ได้คุยกันอีก วันต่อๆ มาเขาต้องตามตรวจงานของลูกน้องและต้องปรับเลื่อนการก่อสร้างตามแปลนอันใหม่ซึ่งต่างกันไม่น้อยทีเดียว พวกทีมสำรวจก็ออกไปสองสามวันกลับที ส่วนขวัญชีวาก็หายไปจากแคมป์ตั้งแต่หัวรุ่ง กลับมาอีกทีก็ตอนที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารค่ำแล้ว เขาไม่เล่าใครเรื่องติดอยู่ในเต็นท์เดียวกัน แต่เอนกยังกระซิบกระซาบบ่นด้วยความเป็นห่วง


“แสดงว่าไม่มีใครเตือนคุณหมอแกเลยว่าเดินป่าคนเดียวมันอันตราย ผู้ชายคนเดียวยังไม่ทำกัน ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่ง ผมทุบตายมาหนีเที่ยวแบบนี้”
“คงมีคนเตือนแล้วล่ะ แต่คงไม่ฟัง”


“น่าจะเกิดให้เป็นผู้ชายไปซะเลย”
“ไม่เห็นเหมือนผู้ชายตรงไหน” เดชเริ่มเถียงเอนก
“แขนขากร้องแกร้งเกะกะ อะไรๆ ก็แบนแต๊ดแต๋”
“อืม สวมเสื้อทีนึงสามสี่ชั้นแบบนั้นมึงไปเห็นของเขาเรอะ ?”
“ฮั่นแน่... พี่เห็นตอนสวมชั้นเดียวแล้วรึไง แล้วถามจริง...? ไปไหนกันมาตั้งสามคืน”
“ไปนอนเถอะมึง อย่าให้กูถีบ”


เดชตัดบทไล่ลูกน้องไปนอน ตั้งแต่อานันโดนกระจกบาดวันแรกที่มาถึงเขาริบเหล้าเบียร์ทุกคน เขากลัวใครเมาแล้วออกไปฉี่หรือทำอะไรบ้าๆ ที่ไหล่ทางจนตกเขาตาย ลูกน้องเข้านอนหมดแล้ว เขาหันไปทางหน้าเต็นท์ขวัญชีวาอีกที เจ้าตัวโบกมือทักทายแล้วผลุบหายเข้าเต็นท์ ก่อนออกมาอีกที
“ไปเดินเล่นตรงโน้นมั้ย”
“ตรงไหน ห้ามเกินสองร้อยเมตรนะคุณขวัญ”
“แหม ขี้ขลาดจริงลูกพี่ มาเหอะน่า”


ขวัญชีวาเดินนำไปที่แถวทุ่งหญ้าไหล่เขาที่เดิม ที่เขาเคยแอบฟังเธอฮัมเพลงผิดๆ แสงดาวพร่างพรายเต็มฟ้า ชวนให้ลงนอนนับดาวเล่น แต่พวกเขาแค่ยืนมองไปตามทิวเขาเบื้อหน้า เธอชี้ให้ดูภูเขาไกลๆ


“ตรงนั้นไงที่เราไปบ้ากันอยู่ เฮ่อ คิดแล้วขวัญนี่ปัญญาอ่อนเหมือนกันนะ”
“ไม่หรอก มันก็การพักผ่อนหย่อนใจของคุณน่ะ แต่พวกคนงานมันนินทาว่าถ้าคุณเป็นน้องนุ่ง คงถูกพวกมันตีตายถ้ามาเดินป่าคนเดียวแบบนี้”
“นินทาแค่นั้นเองจริงเรอะ !?”


“มีอีก พวกเขาก็สงสัยตั้งแต่วันแรกว่าทำไมคุณไม่ชอบผู้ชาย”


“อืม นี่ยอมเล่าก็ได้นะเห็นคุณถามตรงๆ ...ก็เป็นทอมเพราะประชดพ่อมั้ง แต่พอวัยรุ่นมีสาวๆ มาหลงเยอะชักได้ใจเลยถลำลึก เข้ามหาวิทยาลัยนี่เตลิดเปิดเปิงแทบจะไปแปลงเพศ ฮ่าๆ พอเรียนจบถึงขั้นจะริมีครอบครัว... อย่างที่บอกนั่นแหละ มีเมียไปแล้วสองคน ตอนนี้มันไปมีผัวเป็นผู้ชายหมดแล้ว”


“คุณเจ๋งกว่าผมมาก” เดชยกมือยอมแพ้
“นี่ชมแน่นา ในใจแอบว่าทุเรศหรือเปล่า”
“ไม่นี่ แค่... สงสัยว่า... ไม่มีชายคนไหนทำให้คุณเปลี่ยนใจบ้างหรือไง พวกหมอหล่อๆ ถมไป”
“มีซี้... แต่ ไม่เห็นว่าผู้ชายน่าสนใจตรงไหนเลย ไร้รสนิยม อวดตัว สำคัญตัวผิด น่าเบื่อน่ารำคาญ และ... งี่เง่าทั้งนั้น”


“เอ่อ...” เดชชูมือขึ้นค้าน “ที่นั่งอยู่นี่ก็... ไม่ใช่ตุ๊ดนะครับ”


“ออๆ โทษที ยกเว้นคุณคนหนึ่ง” ขวัญชีวาบอกอย่างมั่นใจ “ไม่ได้เอาใจนะเนี่ย พูดจริงๆ ผู้ชายที่กล้ายอมรับว่าตัวเองโง่และพูดคำว่าขอโทษเป็นเนี่ยอยู่เหนือความคาดหวังของขวัญชีวามาก”
“ขอบคุณครับ ...แล้วพ่อคุณล่ะ” เขาโพล่งออกไป
“นั่นงี่เง่าหมายเลขหนึ่ง”


“เฮ้ย คุณขวัญนี่ ! ถ้าคุณเป็นน้องชาย ผมถีบหัวคะมำแล้ว” เขาลืมเกรงใจสนิท


“โอ๊ย พ่อขวัญมีเมียร้อยคนได้มั้ง ที่จริงจังมีบ้านมีเรือนให้ก็สิบคนพอดี อย่างนี้ไม่งี่เง่าแล้วเรียกอะไร?”
“ยัง... ยังไม่หยุดอีก !?”


เขาทำท่าขยับขา เจ้าตัวรีบเขยิบหนี แต่ยังก็ยังหัวเราะไม่ถือสา
“มันเรื่องส่วนตัวน่ะ แล้วถามทำไม คนงานคุณแอบหลงรักขวัญเรอะ คนไหนล่ะ จะได้ไปขอ”
“อ้าว... หันมาชอบผู้ชายตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย ?”
“อิอิ ไม่รู้แฮะ แต่วันก่อนคุยกับสาวๆ ที่อุทยานนั่นแล้วเริ่มรู้สึกเบื่อๆ เป็นไปได้ว่าฮอร์โมนเพศชายจางลง สงสัยเพราะอายุมากขึ้น”


“งั้นกลับไปนี่ต้องชะม้อยชะม้ายชายตาให้พวกหมอหนุ่มๆ ด้วยกันบ้างแล้วมั้ง”


“อูย ไม่อยากจะคิดว่าขวัญชีวาทำแล้วจะออกมาอุบาทว์ขนาดไหน”


ขวัญชีวาทำเสียงหวั่นๆ เขานึกอยากบอกว่าเธอไม่ต้องทำอะไรมาก แค่นุ่งกระโปรงแล้วนั่งเฉยๆ เลิกปาวๆ ว่าผู้ชายงี่เง่าก็คงมีผู้ชายสมบูรณ์แบบมาให้เลือกเป็นร้อยแน่ๆ แต่ก็ได้แค่คิด แล้วทอดสายตามมองความมืดสลัวๆ ว่างเปล่าเบื้องหน้า ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมครู่หนึ่ง ฟังเธอบ่นเรื่องกลับไปทำงาน
“คิดถึงโรงพยาบาลแล้วไม่ค่อยอยากกลับเลย เบื่อ... นี่ถ้าเป็นผู้ชายลงไปขอวีซ่าทำงานที่นี่กับคุณดีกว่า”


เขาเหลือบดูแขนยาวๆ มือเรียวๆ ของเธอแล้วอยากแซวว่าน่าจะทำได้แค่ผูกเชือก แต่นึกถึงตอนเธอแบกเป้หนักๆ ปีนเขาจนเขาเดินตามเกือบไม่ทันแล้วเปลี่ยนใจไปแซวเรื่องอื่นแทน


“โอ๊ย ตามองฟ้าแบบคุณทำงานกรรมกรไม่ได้หรอก อิฐหล่นใส่หัวแน่”
“ฮ่าๆ เออว่ะ งั้นเป็นหมอฟันต่อก็ได้ กลับเต็นท์เถอะ คุณต้องตื่นเช้านี่”


เขากลับเข้าที่นอนตัวเองแล้ว แต่ยังคิดถึงเรื่องที่คุยกับเธอที่เป็นทอมเพราะประชดพ่อ เขาว่าตอนนี้เธออาจไม่อยากเป็นทอมแล้วก็ได้ แต่ไม่รู้จะเปลี่ยนตัวเองยังไง เขานอนไม่ค่อยหลับ อีกสองสามอาทิตย์คงมีคนส่งโน้ตบุคขึ้นมาให้ เขาจึงจุดเทียนคว้าสมุดกับปากกานั่งเพ้อฝันจนง่วงตามเคย


ครบสองสัปดาห์ทีมสำรวจธรรมชาติของมหาวิทยาลัยก็เดินทางกลับ เดชเห็นรถขวัญชีวาจ่อท้ายรถของทีมสำรวจแล้วรู้สึกแดดยามเช้ามันร้อนๆ หนาวๆ จนทำให้ตะครั่นตะครอเหมือนจะเป็นไข้ เจ้าตัวเดินมาที่รถโยนเป้ใบเขื่องไปหลังรถ หันมาถามเขาเสียงจริงจัง


“ลงไปข้างล่างด้วยกันมั้ยล่ะ คุณเดชจะได้เช่าคันนี้กลับมาใช้ มันเล็กดีนะ ขึ้นเขาลงห้วยง่าย”
“ไม่ล่ะครับ ผมกลัวคนงานจะหาเรื่องเอาลงข้างล่าง ไปกินเหล้าขับตกเขาตายน่ะ”
“เออ จริงด้วย งั้นขวัญกลับก่อน หวังว่าคงได้เจอกันอีกนะคุณเดช” แล้วเธอก็ตะโกนไปยังกลุ่มคนงาน “กลับนะพรรคพวก มาอยู่ด้วยกันตั้งนานไม่มีใครคิดจีบทันตแพทย์หญิงขวัญชีวาสักคนเลยรึ หน่วยก้านดีนา”


คนงานไทยสี่ห้าคนพากันหัวเราะถูกใจ รวมทั้งธเนศ แต่เดชกลับอยากเคาะกะโหลกเธอสักที


“คุณขวัญ อย่าเที่ยวพูดเล่นกับคนพวกนี้แบบนี้ !” เขาดุแล้ววกไปถามเรื่องค่ารถเสียหาย “เอ่อ แล้วเรื่องรถจี๊พนั่น ผมว่าผมควรช่วยออกค่าใช้จ่ายใช้จ่ายซ่อมแซมนะครับ”


“เฮ่อ มันคงหลายตังค์แน่ๆ ก็อยากให้ช่วยจ่ายอยู่ แต่หาความผิดคุณไม่เจอสักกะนิด รับเงินคุณไม่ลงหรอก ช่างมันเถอะ บ้านขวัญรวยมากนะคุณ” ขวัญชีวาเหมือนจะอวดแต่มือกลับเสยผมอย่างเซ็งๆ มากกว่าภูมิใจ “ว่าแต่คุณเป็นอะไรหน้าซีดๆ อย่าบอกนะว่าเริ่มปวดฟัน”


“ก็นิดหน่อยครับ แต่เดี๋ยวก็หาย”
“ไหน ขอดูหน่อย”
เขาอ้าปากให้ เธอเอียงคอดูแค่นิดเดียวแล้วบ่น
“เฮ่อ อยากจับส่งห้องเอกซเรย์แฮะ เชื่อเถอะน่า คุณไปผ่าออกเสียก่อนที่มันจะอักเสบทรมาน”
“ผมขอบอกอะไรคุณสักอย่างสิ” เดชรวบรวมความกล้า เมื่อเสียงธเนศตะโกนว่าขนของขึ้นรถหมดแล้ว
“อะไร”
“คุณอย่าไปเดินป่าหรือดูนกหรือทำอะไรคนเดียวในที่เปลี่ยวๆ แบบนั้นอีก ถ้าไปคุณรวมกลุ่มหาเพื่อนไปหลายๆ คน คนอื่นน่าเบื่อหน่อย แต่มันปลอดภัยกว่า”


“งั้น... ขอขวัญบอกอะไรคุณสักอย่างสิ”
“บอกอะไร”
“ลูกกระเดือกคุณเท่ดี ขวัญชอบ !!!”
“อะไรนะ !!!” เขาตะลึง


เธอหัวเราะแล้วเดินไปขึ้นรถที่ธเนศขึ้นไปนั่งรออยู่แล้ว เธอเลื่อนรถออกพร้อมโบกมือลาผู้ช่วยเขาที่เพิ่งเดินมาส่ง พวกเขาตะโกนบอกให้ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพ รถพ้นสนามหญ้าไปเอกนกจึงมองเขาอย่างสงสัยใคร่รู้


“พี่สนิทกับหมอขวัญเอาตอนไหน เห็นหัวเราะคิกคักกันมาหลายวันแล้ว แถมยังแงะปากตรวจฟันกันตรงนี้อีก พี่ชอบแกแล้วแน่ๆ”
“เออ ใช่ว่ะ กูว่า... กูชอบหมอขวัญ” เขาคลำลูกกระเดือกมือสั่นๆ
“ว่าแล้วเชียว... หมอขวัญก็ท่าทางชอบพี่นะ ตอนมาวันแรก ผมว่าแกมองพี่เหยียดๆ ยังไงไม่รู้ ผมเห็นแล้วยังเดือดแทน แต่มาวันหลังเหมือนแกประทับใจพี่ สงสัยต่อมสาวเริ่มแตกเพราะเสน่ห์พี่”


“เออ เขาว่ากูฟันสวย จมูกสวย ลูกกระเดือกก็... สวย” เดชพยายามทวนสิ่งที่ทอมชมทิ้งไว้
“ฮ่าๆ งั้นจีบเลยพี่ แปลงเป็นผู้หญิงแล้วเป็นเมียทอมซะเลย”
“มึงรู้มั้ยไอ้หอก ว่ากูจบช่างกล ปริญญาไม่มีสักใบ ส่วนหมอขวัญเป็นหมอ”
“เป็นหมอแล้วไงพี่ พี่ก็เรียนต่ออยู่ใกล้จบแล้วนี่”


“ที่สำคัญ อีกไม่ถึงครึ่งวันแกก็จะขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทยไปแล้ว ส่วนกูยังค้างแหง็กอยู่บนเกาะบอร์เนียวรู้แต่ว่าแกชื่อขวัญชีวา ที่เหลือกูไม่รู้อะไรเลย นามสกุล เบอร์โทร ที่ทำงาน ไม่รู้เพราะกูไม่ขอ หรือแกลืมให้นามบัตรกู” เดชเกาศีรษะมึนๆ ยังงงว่าขวัญชีวาจะหาหมอให้แม่เขาได้ยัง
ไง


“ต๊าย งั้นสิ้นหวังแล้ว” เอนกร้องกรี๊ดเหมือนเด็กสาว “แต่ผมมีเบอร์หมอธเนศ คงติดต่อได้”
“เหรอ” เดชก็ยังมองหน้าลูกน้องอย่างไม่ตื่นเต้นแต่อย่างใด “แล้ว... มึงรู้อีกอย่างมั้ย หมอขวัญ... แกเคย... มีเมียสองคน กูยังไม่เคยเลย”
“ฮ่าๆ อันนี้สิ้นหวังที่สุด เห็นได้ชัดว่าพี่กับหมอขวัญไม่ได้เกิดมาเพื่อกันและกัน เรากลับไปทำงานเถอะพี่”


เอนกหัวเราะลั่นป่าและเดินกลับไปแล้ว แต่เดชยังยืนจ้องรอยยางล้อรถจี๊พคันเล็กของขวัญชีวา เขาภาวนาในใจว่าขออย่าให้เธอขับแยกออกนอกเส้นทางจากคนอื่นๆ อีก นึกเป็นห่วงขึ้นมาจนว้าวุ่น เขาวิ่งไปชะเง้อดูเงารถสองคันที่เพิ่งจากไป ตอนนี้ไต่ไปถึงไหล่ทางต่ำลงไปเล็กน้อย เขารอจนรถสองคันนั้นหายไปจากสาย


หัวใจแห้งแล้งขึ้นมาเฉียบพลัน เขาเดินไปที่รอยเต็นท์เก่าของขวัญชีวา ดั่งอยากเก็บเกี่ยวอะไรบางอย่างไว้ในความทรงจำ เสียงคนงานล้อมาไกลๆ ชวนให้หันหลังกลับไปตะโกนด่า แต่หมวกแก๊ปสีน้ำเงินที่แขวนอยู่ข้างกองไฟทำให้เขายิ้มออก
“อ้าว ลืมหมวกใบเก่งไว้นี่หว่า หมวกย่าง...”
เขาคีบหมวกจึ้นมาแกว่งๆ ดู มันแห้งสนิท เขายกขึ้นมาดม
“ลูกพี่... ทำอะไร” คนงานไทยคนหนึ่งถามเขาด้วยความสงสัย
“เรื่องของกู” เขาไม่อาย แค่ยัดหมวกขวัญชีวาลงกระเป๋าเสื้อแล้วเดินเข้าเต็นท์
เสียงแซวของเอนกกับคนงานอีกตามมา “ไม่ทันได้รักก็อกหักเสียแล้ว”


เดชนอนก่ายหน้าผาก “เฮ่อ นั่นสินะ ไม่ยักเหมือนนิยายแฮะ พระเอกนางเอกติดอยู่ในป่าด้วยกันตั้งสองคืน นางเอกถูกพระเอกขี้ขลาดขโมยจูบก็จริง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะนางเอกไม่รู้ เวลาผ่านไปก็แยกจากกันอย่างไร้เยื่อใย ...เอ่... หรือเป็นเพราะว่านิยายเรื่องนี้มันมีแต่พระเอกสองคนวะ ?”


เขาลุกออกไปทำงาน ฝนตั้งเค้ามาไกลๆ อีก เห็นทีงานนี้พวกเขาจะทำให้ค้างเติ่งอยู่นี่กันถึงสามเดือนแน่ๆ


เช้าวันต่อๆ มาเขาตื่นขึ้นด้วยหัวใจเหงาหงอย เดินออกไปตรงไหล่เขาที่เคยเห็นขวัญชีวาเดินแกว่งกิ่งไม้ไปมาเล่น แล้วกลับมาร่วมวงอาหารเช้ากับคนงาน เขาลงไปข้างล่างเข้าเมืองเฉพาะตอนที่ต้องการติดต่อบริษัทรับเหมาเล็กๆ ของตัวเองหรือสำนักงานใหญ่บลูเอิร์ธเท่านั้น ยกหน้าที่ให้เอนกขับรถลงไปซื้ออาหารและข้าวของเครื่องใช้สัปดาห์ละครั้ง มีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็ปลดปล่อยอยู่กับฝันกลางวัน และหนังสือเรียน กลับไปสอบเทอมปลายที่ปีนี้เขาคงจบปริญญาตรีเสียที แต่จบไปก็เท่านั้นปริญญาตรีกระจอกๆ ที่ไหนจะไปดึงหมอฟันมาเชยชมได้


โปรดติดตามตอนต่อไป




Create Date : 07 กันยายน 2553
Last Update : 7 กันยายน 2553 14:08:33 น. 2 comments
Counter : 97 Pageviews.

 
แวะเข้ามาทักทายครับ



โดย: MaFiaVza วันที่: 7 กันยายน 2553 เวลา:14:20:06 น.  

 
aw, having a degree doesn't prove that you are better than other people; being a nice (and caring) guy is much more important (as can warm your heart).


โดย: Olathe IP: 71.199.69.216 วันที่: 10 กันยายน 2553 เวลา:8:20:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปลายเดือน กันยา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นามปากกา ปลายเดือน กันยา
นิเทศศาสตร์ มสธ.

เขียนไปเรื่อยๆ เรื่องจริง เรื่องโกหก เขียนได้หมด
อ่านไปเรื่อยๆ เรื่องชาวบ้าน เรื่องจริง เรื่องโกหก ชอบหมด

อยู่ไปเรื่อยๆ ด้วย
Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
7 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปลายเดือน กันยา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.