ร้อยฝันเกี่ยวใจ... มาใส่รัก บทที่ 1

นิยายเรื่องนี้เขียนไว้นานพอควร ยังรีไรท์ไม่ได้เลยลองเอามาลงให้อ่านกัน
***************************************


            ลานทุ่งหญ้าสีน้ำตาลแห้งๆ โบกไหวไปมาตามแรงลมยามบ่ายแก่ สลับพุ่มไม้สีเขียวเตี้ยๆ ดึงดูดสายตาให้ใครบางคนจดจ้องมองหาว่ามีสิ่งมีชีวิตประเภทใดซุกซ่อนอยู่ เสียงจุ๊บจิ๊บทำให้ผู้เฝ้ามองคว้ากล้องส่ายหาที่มา แล้วเคลื่อนกายนอนคว่ำราบลงบนลานหญ้าซึ่งอยู่หลังโรงไม้ร้างที่อาจถูกสร้างไว้เผื่อจุดประสงค์บางอย่างมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกที่สอง ที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพักในป่าลึกบนภูเขาเหนือระดับทะเลเกือบพันเมตร


            นกสีสันฉูดฉาดกระโดดไปมาเหนือพุ่มไม้เรียกรอยยิ้มคลี่ออกรับแดดอ่อนๆ


            แต่ครู่เดียวนกก็กระพือปีกหนีจากไป เพราะเสียงเอะอะตามภาษาถิ่นสลับภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ ของผู้คนที่ห่างไปไม่ถึงห้าร้อยเมตร
            “ไอ้พวกบ้าเอ๊ย ทำงานกันเงียบๆ หน่อยไม่ได้หรือไงว้า หนวกหูตายห่า”


            ขวัญชีวาสบถ เลิกส่องนกพลิกตัวนอนหงายดูฟ้าสีครามเหนือยอดเขาลิบๆ เห็นยอดเขาสีตุ่นๆ สูงเทียมเมฆท้าทายฝีเท้านักปีนเขาให้ไปถึง แล้วเหลือบมองไปทางแคมป์ที่พักชั่วคราว ที่กำลังถูกก่อขึ้นสำหรับคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มคนงานของบริษัทบลูเอิร์ธ บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มาสร้างรีสอร์ท และกลุ่มนักสำรวจธรรมชาติของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยซึ่งสนับสนุนโครงการโดยบลูเอิร์ธเช่นกัน ทั้งสองกลุ่มไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงแต่อาศัยเดินทางมาด้วยกันเพื่อความสะดวกและปลอดภัยท่ามกลางป่าดงบนเทือกเขาคินาบาลูบนเกาะบอร์เนียวของรัฐซาบาห์ของประเทศมาเลเซีย


            “เฮ่อ... ไม่ดูแล้วก็ได้” เธอไม่กล้าบ่นอะไรนักเพราะตนเองแค่คนนอกขอติดตามทีมสำรวจมาพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น จึงยอมเดินกลับไปที่แคมป์เงียบเชียบ


            คนงานก่อสร้างมีกันประมาณสิบกว่าคน จำนวนหนึ่งเริ่มสร้างที่พักสำหรับการอยู่ระยะยาวถึงสองเดือน อีกที่เหลือไปช่วยยกเต็นท์ให้พวกนักสำรวจซึ่งจะอยู่ที่นี่แค่สองสัปดาห์


             ทีมนักสำรวจฯ รวมขวัญชีวาด้วยก็เป็นแปดคนล้วนเชี่ยวชาญในการค้างอ้างแรมตามป่าเขาลำเนาไพรมาไม่น้อย แต่เมื่อคนงานพวกนั้นอาสาจัดการที่พักให้ ก็เลยเตรียมอาหารการกินเป็นการตอบแทน มีเพียงขวัญชีวาคนเดียวที่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรนอกจากนั่งตรวจตราสัมภาระตัวเองและเดินไปมารอบๆ แคมป์ตั้งแต่มาถึง แต่เมื่อเห็นคนอื่นช่วยกันขยันขันแข็งก็จำต้องวางของลง แล้วยื่นมือช่วยเหลืองานอื่น


            “ให้ขวัญช่วยอะไรมั้ย...หมอธเนศ” คำพูดห้วนๆ ไร้หางเสียงใกล้เข้ามาเรียกให้สัตวแพทย์ประจำทีมสำรวจป่าหันมามองเธออย่างเป็นห่วง


            “ไปไหนมา ระวังหน่อยล่ะ เราเป็นผู้หญิงคนเดียวอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้วยังเป็นป่าอีก”


            “ดูนกแถวนี้เอง” ขวัญชีวายักไหล่ “พวกคนงานไม่ฉุดทอมหรอก ฟ้าผ่าตายห่า”
            “ก็ไม่คิดว่าใครจะฉุด แต่กลัวคนงานทุบหัวตายเพราะอิจฉาผู้หญิงหล่อกว่า ฮ่าๆ”
            “พวกคนงานชาติไหนน่ะ คนมาเลย์เองเหรอ ภาษาอังกฤษน่าฟังดี”
            “คนงานอินโดกับเนปาล ไทยด้วย” แต่ธเนศเล่าต่ออย่างตื่นเต้น “แต่โฟร์แมนกับผู้ช่วยน่ะเป็นคนไทย ตาโฟร์แมนมาถึงหายไปดูฟากโน้นตั้งแต่ลงจากรถแน่ะ หน้าโหดมากๆ อย่าไปยุ่งล่ะ”


             “โอ๊ย...  จะหล่อจะโหด ไม่ยุ่งทั้งนั้นล่ะวะ” เธอส่ายหน้าแต่ถามถึง “เออ ท่าทางพูดฝรั่งเก่งนะ เมื่อกี๊ได้ยินสำเนียงภาษาอังกฤษแบบคนไทยคล้ายขวัญอยู่ด้วย ฮ่าๆ”


             “อือ เสียงผู้ช่วยโฟร์แมนชื่อเอนกพูดอังกฤษได้ไม่กี่คำหรอก นั่งเครื่องมาข้างเรา รุ่นน้องมหาวิทยาลัยเราเอง ยังเด็กอยู่เลย จบเกษตรแต่ได้งานก่อสร้างว่ะ แต่ก็ดี... ได้ทำงานบริษัทอินเตอร์”


             “ใช่ๆ ได้ผจญด้วย ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเจอคนไทยเก่งๆ ที่นี่ ถึงจะดูเหมือนแค่งานใช้แรงก็เถอะ ฮ่าๆ”


             ขวัญชีวามองไปที่แคมป์คนงานอย่างภูมิใจ ช่วยหั่นผักเก้ๆ กังๆ ทำได้ไม่กี่นาทีก็มีเสียงเอนกตะโกนบอกธเนศว่าคนงานโดนกระจกบาด ธเนศทิ้งของบนเสื่อพลาสติกวิ่งไปดูก่อนใคร แต่ครู่เดียวก็ตะโกนเรียกเธอ


              พวกคนงานชายเกือบสิบคนหันมาดูขวัญชีวากันเป็นตาเดียว บางคนถึงกับตะลึงเมื่อเห็นชัดๆ ว่าผู้ชายผอมๆ หน้าขาวๆ ที่เดินไปมาเอาแต่ส่องกล้องดูนกตั้งแต่รถจอดนั้นเป็นหมอสาว
              ขวัญชีวาลงนั่งข้างธเนศตรวจตราแผลเลือดอาบตรงขาคนงานชาวอินโดซึ่งมีเพื่อนบอกอาการเธอด้วยภาษาตากาล็อกสลับภาษาอังกฤษสั้นๆ พอเข้าใจ


             เอนกขอคำปรึกษาอย่างกังวลในมือยังถือวิทยุสื่อสาร “คนนำที่รู้จักทางลัดลงไปยังหน่วยพยาบาลได้ก็ยังไม่กลับฮะพี่หมอ เราวิทยุลงข้างล่างแล้ว แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอุทยานใกล้สุดมาถึงนี้ได้พรุ่งนี้เที่ยงครับ พี่ช่วยจัดการให้พ้นคืนนี้ไปก่อนได้มั้ยฮะ ไม่งั้นพวกเราคงต้องเสี่ยงเอารถลงไปเอง...”


              “ไม่มีอะไรต้องห่วงน่า ใกล้มืดแล้วอย่างนี้เสี่ยงเกินไปที่จะขับรถลง” ธเนศบอกเอนกแล้วดูแผลอีกที “แค่ห้ามเลือดหน่อยก็เอาอยู่ล่ะ เอ...หมอขวัญเย็บได้มั้ยฮะ ผมพอมีเครื่องมือ”


              “หมอธเนศเย็บเองเด่ะ หมอน่ะรับหน้าที่หน่วยพยาบาลของทีมด้วยนี่” ขวัญชีวาเกี่ยงโยนภาระคืน “ขวัญไม่เคยมองอะไรมากกว่าปากคนไข้เลยล่ะ”


             “แต่ผมก็ไม่เคยรักษาคนเหมือนกัน ฮ่าๆ”


              คนงานเริ่มมองหน้ากัน และคนเจ็บหน้าซีดกว่าเดิม ธเนศเลยหัวเราะแล้วถามคนเจ็บเป็นภาษาอังกฤษ


             “หมอหมาหรือหมอฟัน ?”


             คนงานเริ่มหัวเราะออกบ้าง แต่คนเจ็บทำหน้ายู่ ส่งภาษามือขอหมอที่รักษาคน ธเนศหัวเราะพลางวิ่งไปเอากล่องเครื่องมือมา ไม่ถึงสองนาทีสัตวแพทย์กลับมาพร้อมข่าวว่ามีทุกอย่าง ยกเว้นยาชา พรุ่งนี้ถึงจะมีคนส่งขึ้นมา


             หมอสาวถึงกับส่ายหน้าก่อนสวมถุงมือแล้วเริ่มสำรวจแผลละเอียด เพื่อหาเศษกระจกที่คาดว่ายังหลงเหลือบนขาคนเจ็บทิ้ง ...แล้วให้เอนกช่วยสังเกตร่องรอยบนกระจกต้นเหตุว่าน่าจะเหลือชิ้นส่วนอื่นๆ ที่อาจค้างอยู่ในแผลได้อีกหรือไม่


            “ไม่น่าเหลือแล้วฮะ” เอนกยืนยันตามรอยเศษกระจก “กระจกแตกเป็นห้าชิ้น นี่ก็ครบแล้ว”


            เธอถามชื่อคนเจ็บจากเอนก “เขาชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เคยฉีดบาดทะยักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”


           “ชื่ออานันฮะ อายุ 25 เรื่องบาดทะยักไม่มีปัญหาฮะ มาทำงานแบบนี้เอเยนต์คนงานจัดการแล้วเรียบร้อย”
            ขวัญชีวาพยักหน้าสบายใจ พอๆ กับอานันที่คลายอาการวิตกลงเมื่อเห็นท่าทางคล่องแคล่วของหมอ
           “อ่อๆ งั้นคงไม่มีอะไร แข็งแรงบึกบึนสมชายขนาดนี้ เย็บแผลนิดๆ แค่นี้ไม่ถึงตายหรอก เจ็บหน่อยนะ” แต่เสียงห้าวๆ ของขวัญชีวาก็อ่อนลงเล็กน้อยเมื่อซับรอยเลือดแดงเถือกอีกครั้ง “เอ่อ... แต่ไม่หน่อยล่ะ จะเจ็บมาก !”


           เอนกกับคนงานสองคนมาช่วยประคองอานัน แสงสว่างลับหายขอบฟ้าหายไป อากาศเริ่มเย็น เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าชั่วคราวยังติดตั้งไม่เสร็จ คนงานอีกคนต้องช่วยกันส่องไฟฉายขนาดใหญ่ให้ขวัญชีวาเย็บแผลพวกนั้น อานันเจ็บจนต้องกัดฟันกรอดๆ เมื่อคนเย็บแผลปาดเหงื่อไปกับแขนเสื้อสองสามครั้งบาดแผลก็เสร็จเรียบร้อย คนเจ็บขอบคุณเสียงอ่อนแรง


           “ไม่เป็นไรๆ โชคดีที่เรามีเครื่องมือพร้อมแม้จะของสัตว์ก็เถอะ ฮ่าๆ” ธเนศหัวเราะตบไหล่อานันเบาๆ แล้วจัดการพันแผลต่อแทนขวัญชีวาที่ไปคุ้ยๆ ยา และอธิบายให้เอนกอธิบายอานันพักหนึ่งว่าต้องกินตัวไหนอย่างไรบ้าง


           ขวัญชีวาเมื่อยคอและหิวเต็มที แต่เห็นอานันนุ่งกางเกงขาสั้นทำงานแล้วนึกอยากเตะใครสักคน
          “แล้วหัวหน้านายหายไปไหน ฮึ เอนก?”


          “ลูกพี่ไปดูฟากโน้นครับ คงกำลังมา... เอ่อ... รอแป๊บนะฮะ” เอนกบอกพลางประคองอานันให้ดื่มน้ำ


           สักครู่หัวหน้าคนงาน ตัวสูงใหญ่กว่าใครๆ ก็วิ่งกระหืดกระหอบมา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนเจือแววตาเคร่งเครียดในมือยังถือกระดาษแปลนกับแผนที่แผ่นใหญ่ยับๆ เขาดูขาห่อผ้าพันแผลของอานันสลับหน้าขวัญชีวางงๆ เขาก็เพิ่งรู้จากปากคนงานที่ไปตามว่ามีหมอผู้หญิงหลงมาในแคมป์


           “ผม... เป็นหัวหน้าคนงานครับ ผมชื่อเดช”


          “คุณสอนให้คนใช้เสื้อผ้าที่เหมาะกับงานหน่อยสิ ใครเขานุ่งขาสั้นแบบนี้กันล่ะ ถ้านุ่งยีนส์ขายาวเหมือนคุณ แผลก็ไม่เหวอะอย่างนี้หรอก นี่ดีนะ... ไม่โดนเส้นเลือดใหญ่”


           ธเนศสะกิดเตือนขวัญชีวาที่บังอาจไปเตือนหัวหน้าคนงานเสียจริงจัง ยิ่งเห็นสันจมูกของเดชมีรอยแผลเป็นโดดเด่นแล้วยิ่งหวั่นใจ


           แต่เดชกลับยอมรับผิดง่ายดาย “ต่อไปจะระวังครับ ขอบคุณคุณหมอทั้งสองครับที่ช่วยคนของผม”
          “ธเนศเป็นสัตวแพทย์ และ... เรา... เป็นหมอฟันนะ พวกเราไม่เคยเย็บแผลแบบนี้กันหรอก !”


           ขวัญชีวาพูดเสร็จก็เดินกลับเต็นท์พร้อมธเนศ ทิ้งให้ใครบางคนเกือบเซ ยกมือกุมแก้มโดยอัตโนมัติเพราะคำว่า ‘หมอฟัน’


           คนงานนั่งกินอาหารมื้อค่ำไปหัวเราะขำไปที่มีคนถูกเย็บด้วยเอ็นเย็บแผลสัตว์ บางคนปลอบใจอานันว่าทันตแพทย์น่าจะดีกว่าสัตวแพทย์ แต่หัวหน้าคนงานกลับใช้ความเคร่งเครียดเรื่องแปลนงานผิดพลาดกลบความกลัวบางอย่าง เขาปวดฟันขึ้นมาตะหงิดๆ จนเกือบกลืนอาหารไม่ลง ไม่รู้เพราะปวดจริงหรือคำว่าหมอฟันกันแน่ คนงานต่างชาติแยกกันเข้าที่พักไปแล้ว คนงานไทยอีกสี่คนยังนั่งคุยเรื่องทันตแพทย์หญิงขวัญชีวากัน เอนกทำหน้าเสียดายกว่าใครเมื่อทุกคนลงเห็นความเห็นว่าหมอสาวเป็นทอมแบบกู่ไม่กลับแน่ๆ


           “เฮ่อ ผมก็ว่าแล้วเชียว ผู้ชายอะไรจะขาวจั๊วะ ผอมเหมือนไม้เสียบผี เฮ่อ เพิ่งรู้ว่าเป็นผู้หญิง”
           “อืม คุณหมอเขาหน้าเด็กนะ ไม่น่าเชื่อว่าแกแก่กว่าพวกเรา เฮ่อ ทำไมเมืองไทยเรามันแปลกขึ้นทุกทีวะ ผู้ชายเป็นตุ๊ด ผู้หญิงก็เป็นทอมเกลื่อนเมือง ที่มาเลเซียนี่ใครข้ามเพศชัดๆ ถึงกะติดคุกแน่ะ”
           “นั่นสิ” เอนกพยักหน้าหงึกหงักพร้อมบ่น “หน้าตาก็น่ารัก ทุกอย่างดีหมด แต่รวมๆ แล้วไม่น่าแตะ ฮ่าๆ”
           “ชายแท้ต้องชายเหนือทอมสิวะ” อีกคนแกล้งยุอย่างหมั่นไส้


           “แหะๆ ผมยกให้ลูกพี่เดชดีกว่า เมื่อกี๊แกบังอาจสอนลูกพี่ด้วย ฮ่าๆ ไปชก เอ๊ย ไปจีบหมอขวัญคืนเลยพี่”


            แต่เดชส่ายหน้าตามอาการห่อไหล่แหยงๆ “รู้จักที่ต่ำที่สูงกันหน่อย หมอเขาเพิ่งมีบุญคุณกับพวกเราไปด้วย”
           “พวกผมพูดไปงั้นๆ แหละลูกพี่” ผู้ช่วยแก้ตัวแต่ยังไปหัวเราะเอาฮากับคนงานคนอื่นๆ อีก
           “หุบปาก คุณหมอเขามานี่แล้ว” เดชสั่งให้ทุกคนเงียบ



            ขวัญชีวาเดินมาหาพวกเขาแล้วถามถึงอานัน “คนเจ็บยังมีเลือดออกมั้ย อย่าเพิ่งให้ดื่มเหล้าดื่มเบียร์ล่ะ”
           “ให้มันนอนแล้วฮะ” เอนกรับคำแทนเดชที่ยังนั่งเงียบกริบ แล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม “ขอบคุณคุณหมออีกทีฮะ อานันมันโชคดีที่เจอคุณหมอชาวไทยน่ารัก”
           “ขอประโยคแรกพอ ประโยคหลังกลัวฟ้าผ่าตายห่า” ขวัญชีวาทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก
           “อิอิ ผมหมายถึงคุณหมอหล่อน่ะ” เอนกหัวเราะเหมือนเด็กแล้วชวนคุยต่อเมื่อเห็นเธอนั่งลงข้างๆ อย่างไม่ถือตัว “คุณหมอฮะ แล้วพวกหมอฟันเขาเรียนเหมือนๆ หมอทั่วไปมั้ยฮะ”


           “ไม่เหมือนสิ หมอฟันจะเหมือนหมอได้ไงเล่า”
           “แล้วหมอฟัน เขา... ทำคลอดได้มั้ยฮะ”
           “ได้สิ ตำรวจจราจรยังทำได้เลย ไม่เคยได้ยินข่าวกันเหรอ คนคลอดในแท็กซี่น่ะ”
           “เออ นั่นสิ” เอนกหัวเราะถูกใจสัมภาษณ์ต่อ “คุณหมอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเหมือนพี่หมอธเนศด้วยแน่ๆ ?”
           “เปล่า...แค่ตามธเนศมาดูนก ปกติก็ชอบเดินป่าปีนเขาอยู่แล้ว มาคินาบาลูหนที่สี่แล้ว”
           “คุณหมอไม่ไปปีนให้ถึงยอดเขาด้วยเหรอฮะ”
           “ไม่ล่ะ หนาวตายห่า ...คงตายก่อนถึงยอดก่อนแน่ๆ เราแค่มาดูนกดูพืชป่าเท่านั้นเอง ไม่ได้ชอบท้าทายความสูงเท่าไหร่ ให้ฝรั่งมันทำหน้าที่ไป”


            เสียงตอบห้วนๆ ไม่ได้ชวนฟังนัก แต่คนงานคนที่นั่งฟังก็หน้าสลอนด้วยความทึ่งต่อท่าทางคล่องแคล่วของทันตแพทย์สาวห้าว แต่เธอนั่งฟังให้คนงานถามต่ออีกนิดเดียวก็จากไป เอนกพึมพำด้วยความชื่นชม


            “อืม แกเหมือนหยิ่งนะ แต่พอคุยด้วยก็ใจดี หรือว่าเพราะพวกกูดูโง่ๆ น่าสงสารก็ไม่รู้ ฮ่าๆ”


           เอนกหัวเราะ คนงานอื่นๆ ก็พลอยหัวเราะตาม ยกเว้นหัวหน้าคนงานที่ได้แต่นั่งกุมแก้ม เขามาอยู่ห่างเมืองไทยตั้งไกล และสูงเหนือระดับน้ำทะเลอีกเกือบเมตร แต่ยังต้องมาพบกับหมอฟัน
           “พี่เดช เป็นอะไร หน้าตาไม่ดีเลย ไม่สบายเหรอพี่ แหม... ทักทายหมอขวัญหน่อยก็ไม่ได้”


           เดชแสร้งไม่ได้ยิน พาลไล่ทุกคนไปนอนแทน “ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องลุยงาน ช้ากว่านี้ได้ยืดเยื้อถึงสามเดือนแน่ๆ”
           “ผมขอไปคุยกับพี่หมอธเนศแป๊บนะพี่เดช” เอนกขออนุญาต


           “อือ ตามสบาย”


            แสงอรุณไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า คนงานบางคนต้องเริ่มต้องออกแรงทำงานในเสื้อกันหนาวเทอะทะท่ามกลางทุ่งหญ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำค้างเพื่อปรับที่รองรับการก่อสร้างอาคาร เดชเดินดูพื้นที่รอบๆ เปรียบเทียบทุกอย่างรอบๆ ตัวกับแผนที่สลับแปลนในมือ คงมีบางอย่างผิดพลาด ไม่เพราะพวกเขาลงผิดที่ก็... แปลนผิด แต่ถ้านักสำรวจฯ ช่วยยืนยันว่าถูกต้องตามที่ทางการรัฐซาบาห์ระบุ ก็คงมีปัญหาที่แปลนที่ได้มา เขาอยากได้สัญญาณโทรศัพท์สักนิดก็ยังดี แต่ไร้ซึ่งความหวัง


          “ถ้าทำตามแปลนนี่ พวกกูไม่ต้องทำลานยื่นออกไปในเวหาหรือไงวะ”


           เดชถามกับหุบเหวข้างหน้าเมื่อเดินเลยมาอีกด้านของไหล่เขา แต่ลืมเครียดชั่วคราวเมื่อเห็นเทือกเขาลิบๆ ตรงหน้ากำลังถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวยามเช้า วิวสวยเหมือนภาพถ่ายช่างฝีมือดี เขาคร่ำเคร่งอยู่กับแสงแดดและอาคารก่อสร้างมานานหลายปีจนเกือบลืมไปว่าอากาศยามพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้านั้นน่าดูชมแค่ไหน เขาสะกดจิตตัวเองจินตนาการว่ากำลังยืนอยู่บนสวรรค์อยู่หลายนาที จนกระทั่งเสียงคนงานตะโกนโหวกเหวกแว่วเข้าโสตประสาท คนพวกนั้นทำงานเงียบๆ ไม่เป็น เขาต้องกลับไปปรามเสียง


          เท้าวาดหันหลังกลับแต่ภาพที่พบเจอทำให้เขารีบแอบหลบหลังพุ่มไม้ ทันตแพทย์หญิงขวัญชีวาในเสื้อยืดหนาแขนยาวสีขาวปิดถึงคอตามด้วยเสื้อกั๊กหนาๆ อีกตัว กางเกงยีนส์ขายาวสีดำ สวมหมวกแก๊บสีน้ำเงินทับผมยาวรุ่ยร่ายระคอเดินแขนขายาวเก้งก้างมือแกว่งกิ่งไม้ยาวเกือบเมตรไปมาพร้อมฮัมเพลงอารมณ์ดีมาทางเขา


         “แมงมุมลายตัวนั้น ฉัน... เห็นมันอยู่บนหลังคา... เอ่อ... แล้วมันร้องต่อว่าไงแน่หว่า”


          เสียงร้องเพลงเด็กผิดเนื้อแว่วเข้าหู ทำเอาเดชลงนั่งคุกเข่าแอบหัวเราะหลังพุ่มไม้ ขบขันที่ผู้คนพากันร้องเพลงนี้ผิดกันเยอะแยะ เขาต้องยอมปล่อยให้คนงานหนวกหูต่อไป ถ้าลุกออกไปตอนนี้คุณหมอคงอาย ที่สำคัญเขาเองก็ไม่ค่อยอยากเผชิญหน้าหมอฟันเท่าไหร่นัก แต่เสียงขวัญชีวาพึมพำต่อมาทำเอาเขาระคายคอ


          “ไอ้เด็กพวกนั้นมันทำงานเหนื่อยไม่พอรึไงวะ ถึงได้ตะโกนให้เจ็บคอกัน ผีป่าตื่นตระหนก นกตกใจ... เฮ่อ... ไอ้หัวหน้าหน้าโหดคงยังไม่ตื่นมาขู่ล่ะสิ”


           เขายกมือลูบหลังสันจมูกเจ้าปัญหาโดยอัตโนมัติแม้ไม่สนใจว่าถูกนินทาว่าหน้าโหดหรือตื่นสาย แต่ชักอยากรู้ว่าเจ้าตัวอายุเท่าไหร่ถึงเรียกลูกน้องเขาว่า ‘ไอ้เด็กพวกนั้น’


           ขวัญชีวายืนชมวิวอยู่ตรงจุดที่เขายืนเมื่อครู่ และจ้องมองไปยังทิศที่เขาประทับใจเช่นกัน แต่เมื่อหมอกจางลง เธอก็เดินต่ำลงไป เขามองตามอย่างเป็นห่วง แต่เสียงลำธารไหลรินทำให้เดาไม่ยากว่าเจ้าตัวคงไปล้างหน้าหรือทำกิจส่วนตัวมากกว่า


           เขาเลยเดินกลับไปขู่คนงานให้เบาเสียงแล้วบ่นกับเอนกเรื่องแปลน และออกไปที่เพิงครัวที่มีคนต้มกาแฟแจก เมื่อวานเขานั่งรถมากับคนงานจึงยังไม่ค่อยได้คุยกับพวกทีมสำรวจนัก เรื่องงานที่นี่ก็เจ้านายใหญ่เป็นคนติดต่อให้มาด้วยกัน และพวกเขาดูจะสนิทกับเอนกมากกว่า แต่ท่าทางคนมีการศึกษาพวกนี้นิสัยดีและมีน้ำใจกันทุกคน


           “หลับดีมั้ยคุณเดช” ธเนศเข้ามาชวนคุย “เมื่อคืนเอนกบอกว่าคุณอยากเข้าเมือง เรื่องแปลนมีปัญหา”


           “ครับ... ผมอยากโทรศัพท์ ผมว่าผมได้แปลนมาผิด คงต้องโทรถามสำนักงานใหญ่ และพอดีก่อนมานี่ลืมธุระส่วนตัวที่เมืองไทยสนิทเลย เรื่องสำคัญด้วย”


          “เดี๋ยวพวกเราลงไปข้างล่างกัน คนขับรถมาแล้ว นี่ยังจะไปถามคุณเลยว่าให้อานันกลับหรือเปล่า ผมกับหมอขวัญว่าน่าจะให้กลับ อยู่ต่อก็ทำงานไม่ได้”


           “ผมก็อยากให้กลับครับ”


           “งั้นผมพาไปส่งในตัวเมืองให้ รถกระบะคุณสำรองไว้ที่นี่ดีกว่า ส่วนคุณเดชเองถ้าแค่โทรศัพท์หรือแฟกซ์ ไปแค่หน่วยอุทยานใกล้ๆ ก็พอ ไม่ต้องเข้าถึงเมืองหรอก เสียเวลาทำงาน”


            เขาก็ไม่อยากทิ้งคนงานวัยคะนองพวกนี้ จึงรีบถาม “ผมก็เห็นในแผนที่ว่ามีหน่วยอุทยานอยู่ใกล้ๆครับ แต่เป็นทางเดินนี่ครับ ไกลโขอยู่”


           “อ่า รถเล็กได้ครับ ไปกะรถหมอขวัญสิ รถเล็ก ขับแยกไปอีกทางได้ แกจะไปดูนกแถวนั้น โน่นไงมาพอดี”


            ขากางเกงยีนส์ขวัญชีวาชุ่มน้ำค้างและเลอะไปด้วยดอกหญ้าไปถึงหัวเข่าแต่เจ้าตัวไม่สนใจ และพยักหน้ารับรู้เมื่อธเนศบอกว่าเดชอยากอาศัยรถไปด้วย เธอถอดหมวกแล้วเสยผมลวกๆ ไปข้างหลัง รินกาแฟใส่แก้วแล้วเดินเข้าเต๊นท์ตัวเอง แต่ครู่หนึ่งก็โผล่กลับมาบอกเขา


           “อีกครึ่งชั่วโมงเจอกัน คุณเดช”



             เจอกันตอนต่อไปครับ/ค่ะ




Create Date : 23 สิงหาคม 2553
Last Update : 23 สิงหาคม 2553 13:02:13 น. 3 comments
Counter : 102 Pageviews.

 
อย่าให้รอนานน๊า.....ตอนต่อไปน่ะ


โดย: an-o IP: 110.49.25.66 วันที่: 23 สิงหาคม 2553 เวลา:14:09:53 น.  

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 23 สิงหาคม 2553 เวลา:15:39:46 น.  

 
interesting ka, come again soon naka.


โดย: Olathe IP: 71.199.69.216 วันที่: 24 สิงหาคม 2553 เวลา:8:43:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปลายเดือน กันยา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นามปากกา ปลายเดือน กันยา
นิเทศศาสตร์ มสธ.

เขียนไปเรื่อยๆ เรื่องจริง เรื่องโกหก เขียนได้หมด
อ่านไปเรื่อยๆ เรื่องชาวบ้าน เรื่องจริง เรื่องโกหก ชอบหมด

อยู่ไปเรื่อยๆ ด้วย
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2553
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
23 สิงหาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปลายเดือน กันยา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.