การเดินทางที่อ่อนไหวกับเด็กชายออทิสติก
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
7 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 

042 - มืดมนกว่าที่เคย






ถ้าวันหนึ่ง คุณพบว่า ผุ้ปกครองในโรงเรียนพร้อมใจกันลาออกเพราะลูกของคุณ .. คุณจะ

จริงๆหัวข้อควรจะเป็น..

ถ้าวันหนึ่งคุณพบว่า ผู้ปกครองพร้อมใจกันบอกว่าจะขอลาออก
ถ้าหากว่าลูกคุณยังเรียนอยู่ห้องเดียวกับลูกเขา คุณจะ..........

เรื่องนี้เกิดหลายปีแล้ว ผ่านไปนานจนลืมไปแล้ว
จะ post ไปพลางๆก่อน แล้วแม่ก้อยจะมีบทสรุปมาคุยให้ฟัง
ทั้งในมุมมองของข้างเด็กพิเศษ และ ในมุมมองของข้างเด็กปกติ

แต่สรุปได้ที่ตรงนี้ก่อนเลยว่า...

ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าใจ
ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นใจ
และ..ไม่ใช่ใครผิด ไม่ใช่ใครถูกไปเสียทั้งหมด

คำถามหนึ่งมาจากแม่เด็กพิเศษ
"ช่วยด้วยค่ะ ลูกเป็นเด็กพิเศษ ถูกเพื่อนที่เป็นเด็กปกติแกล้งเจ็บๆและล้อเลียนทุกวัน"

คำถามหนึ่งจากแม่เด็กปกติ
"ช่วยด้วยค่ะ ลูกถูกเพื่อนที่เป็นเด็กพิเศษรังแกตลอดเวลาเลย"

ทุกคนมี"ความแตกต่าง"ในตัวเองทั้งสิ้น
ทำอย่างไร จะจัดการควบคุมความแตกต่างในตัวเอง
ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับความแตกต่างของคนอื่นด้วย

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด
ขึ้นอยู่กับ"สมบูรณ์แบบ"สำหรับใคร และ สำหรับอะไร

"ถ้าคุณตัดสินปลาด้วยความสามารถในการปีนต้นไม้ ทั้งชีวิตมันจะคิดว่ามันโง่" -- ไอน์สไตน์
(และคนทั้งโลก ก็จะคิดว่ามันโง่ด้วยเช่นกัน --- แม่ก้อยต่อท้าย)

ดังนั้น
เสียใจได้ค่ะ แต่อย่านาน
เพราะนี่มันแค่โจทย์เริ่มต้น สำหรับการต่อสู้เพื่อลูก ...
เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะพบว่า..นี่มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก
เพราะคุณจะเจอกับเรื่องที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆทุกวัน ทุกวัน

จนกว่า..วันหนึ่ง ..เมื่อความคิดและจิตใจของพ่อแม่อย่างเรา คิดได้จน"ตกผลึก"
เราจะพร้อมที่จะต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างไม่หวั่นไหว

ถ้าวันนี้ ที่เรายังมีชีวิตอยู่..เรายังอ่อนแอ ท้อถอย เสียใจ ท้อแท้
วันข้างหน้า ที่เราไม่อยู่..ลูกจะอยู่ได้อย่างไร

วันนี้..ตั้งเป้าหมายไว้เลยค่ะว่า
เราจะต้องทำทุกๆทาง เพื่อที่จะให้ลูกใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง ภาคภุมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ตัวเองมี..ในวันที่ไม่มีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

วันนี้ของเรา..จะเป็นตัวกำหนดว่า
วันข้างหน้า..ลูกจะเป็นอย่างไร

อย่ารอให้ถึงวันนั้น แล้วมานั่ง"เสียใจ" ว่าทำไมวันนี้ไม่ทำอย่างนี้นู้นนั้น

เป็นกำลังใจให้พ่อแม่เด็กพิเศษทุกคนค่ะ




วันนี้เมื่อห้าปีก่อน.......................

เช้าวันนั้น แม่ก้อยไปส่งลูกที่โรงเรียน ครูใหญ่คนใหม่ที่พึ่งย้ายมาเดินตรงเข้ามาทัก บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย แล้วเชิญแม่ก้อยไปที่ห้องธุรการ ครูใหญ่เริ่มต้นแบบไม่อ้อมค้อมว่า เรื่องที่จะคุยวันนี้ เป็นเรื่องที่ sensitive มาก เกี่ยวกับคุณนนท์

มีผู้ปกครองประมาณ 40 คนมาร้องเรียนกับครูใหญ่ว่า การมีเด็กพิเศษเรียนร่วมในห้องเรียน ทำให้การเรียนของเด็กปกติเรียนไม่ได้เต็มที่ เด็กพิเศษบางคนชอบทำท่าทางแปลกๆ ไม่น่าดู และเหตุผลอีกมากมายที่ผู้ปกครองบอกว่า โรงเรียนต้องมีมาตรการบางอย่างเพื่อแยกเด็กพิเศษออกจากห้องเรียนปกติ ไม่อย่างนั้นจะพากันเอาลูกลาออกจากโรงเรียน

ครูใหญ่บอกว่า แม้มันจะเป็นเหตุผลที่ฟังไม่เข้าท่า แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ และข้อมูลสนับสนุนว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีเด็กนักเรียนหลายสิบคนลาออกด้วยเหตุผลของการมีเด็กพิเศษเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน ระหว่างแม่ก้อยกำลังมึนๆ ครูใหญ่ก็สรุปว่า คณะกรรมการโรงเรียนได้ตัดสินใจแล้วว่า จะแยกชั้นเรียนของเด็กพิเศษออกจากเด็กปกติ โดยจะเริ่มเร็วที่สุด

แม่ก้อยฟังด้วยความ”มึน” อย่างแรง ไม่ได้ตอบอะไรครูใหญ่ แล้วก็เดินออกมาอย่างงงๆ เข้าไปในนั่งรถ แล้วเริ่มคิดว่า มันอะไรกันเนี่ย แต่ไหนแต่ไรมา โรงเรียนไม่เคยมีปัญหากับเด็กพิเศษ ลูกได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งจากครูปกติ และ ครูการศึกษาพิเศษ ผู้ปกครองของเพื่อนลูกก็คุยกันดี ไม่เห็นมีใครมีปัญหากับการที่ลูกเป็นเพื่อนร่วมชั้น

สุดแล้ว แม่ก้อยพบว่า แม่ก้อยคิดไปเอง ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นใจลูก และ ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าใจลูก โชคร้ายหนักเข้าไปอีก เมื่อลูก ออกอาการ”ป่วน”สุดๆ เริ่มด้วย ไม่ยอมเรียน เดินไปเดินมา อารมณ์หงุดหงิดเวลาโดนดุ ทำอะไรให้ตรงกันข้ามไปหมด บอกขวาเธอก็ไปซ้าย บอกให้ทำอันนี้เธอจะทำอันนั้น ไปๆมาๆ เหมือนโดมิโนล้ม เพราะพอลูกป่วน ครูก็เริ่มเครียดไปด้วย ไม่ใช่เครียดเพราะความป่วนของลูก เครียดเพราะกลัวว่า ความ”ป่วน”ของลูก จะกลายเป็น Topic ของการมีเด็กพิเศษในห้อง

หลังจากตั้งตัวกันได้หนึ่งพัก เราตัดสินใจว่า ลูกคงไม่พัฒนาแน่ ถ้าต้องแยกห้องออกมาต่างหาก แม้ว่า การแยกห้องจะสามารถส่งเสริมส่วนที่ดีของลูกให้ดียิ่งขึ้น แต่ เรื่องทักษะทางสังคม คงไม่ได้ เผลอๆจะแย่เข้าไปกันใหญ่ ในช่วงนั้น เราคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ เราย้ายโรงเรียนลูกดีกว่า มันคงมีซักที่สิน่า ที่ต้อนรับเด็กอย่างลูก

แม่ก้อยพาลูกไปทดสอบ IQ ใหม่อีกครั้ง จริงๆแล้วเมื่อปีก่อน นักจิตวิทยาก็ทดสอบไปแล้ว แต่เป็นแบบ non-verbal เพราะตอนนั้นลูกยังสื่อสารไม่ค่อยดี ปีนี้นักจิตวิทยาบอกว่าขอลองอีกครั้ง ด้วยแบบทดสอบปกติ ผลก็ไม่ต่างจากเดิมนัก เพียงแต่เรารู้ว่า ส่วนที่ดีของลูก ลูกทำได้เท่ากับเด็กอายุ 13 ขวบ และ ส่วนที่แย่ ลูกทำได้เพียงแค่เด็ก 4 ขวบเท่านั้นเอง แต่โดยรวมแล้ว คะแนนที่ลูกได้ก็นับว่าไม่เลวนัก ซึ่งเราคิดว่า คงเป็น”ใบเบิกทาง”ที่พอใช้ได้กับการหาโรงเรียนใหม่ให้ลูก




ในช่วงนั้น แม่ก้อย”เดินสาย”คุยกับโรงเรียนนับสิบๆแห่ง จนสุดท้าย เหลือโรงเรียนที่ให้ลูกเข้าไปทดสอบว่าจะเรียนได้ไหมอยู่ 5 แห่ง ที่แรกคือโครงการนานาชาติของโรงเรียนดังในดวงใจของพ่อแม่เด็กพิเศษ วันที่เราพาลูกไป แม้เราจะบอกว่าลูกเป็นออทิสติก คุณครูก็ยืนยันว่า ขอแยกลูกไปคุยในห้องกับกรรมการก่อน เดี๋ยวจะมาตามเราไป แม่ก้อยกับพ่อของลูกอึ้งไปนานด้วยความงงว่า คุณครูหวังจะคุยอะไรกับลูก เพราะธรรมชาติของเด็กออทิสติก ไม่ได้”รับมุก”กับการคุยแบบนี้ จริงดังคาด สิบนาทีผ่านไป คุณครูมาตามให้เข้าไปในห้อง

ทันทีที่เดินเข้าไป เราสองคนยิ่ง งง หนักกว่าเก่า ในห้องนั้นจัดโต๊ะเป็นรูปตัว U รอบตัว U มีครูนั่งอยู่นับได้ 10 คน มีเก้าอี้ชุดหนึ่งอยู่ตรงปลายตัว U สำหรับเด็กและผู้ปกครอง นี่มันยิ่งกว่าสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานเสียอีก แม่ก้อยยังสงสัยว่า อย่าว่าแต่เด็กพิเศษแบบลูกเลย เด็กปกติอายุห้าหกขวบ กี่คน ที่จะ นั่งอยู่ได้คนเดียว และคุยโต้ตอบได้ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้

ไม่ต้องบอกใช่ไหมคะ ว่า ลูก”ไม่ผ่าน”การทดสอบสิบนาทีที่ว่านี้ เป็นครั้งแรก ที่แม่ก้อยไม่เสียใจเลยที่ลูก”ไม่ผ่าน” เพราะเรารู้ทันทีว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับลูก เพราะไม่มีความเข้าใจให้ลูกเลย (แต่กับเด็กคนอื่นแม่ก้อยไม่อาจจะรู้ได้นะคะ)

ถัดไปเป็นที่ที่สอง ซึ่งเป็นโรงเรียนนานาชาติในดวงใจของพ่อแม่เด็กพิเศษอีกเหมือนกัน ที่นี่ดูว่าจะ”พร้อม”กับการเรียนการสอนมากกว่าโรงเรียนปัจจุบันของลูก ในด้านเครื่องไม้เครื่องมือ และอุปกรณ์ ที่นี่ขอให้เราพาลูกมาลองนั่งเรียน ครึ่งวัน แม่ก้อยบอกว่า ขอแม่ก้อยมา”เตี๊ยม”กับครูก่อนได้ไหม ว่าลูกเป็นอย่างไร และ วิธีไหนที่ลูกจะเรียนได้บ้าง ครูบอกว่า ไม่ต้องค่ะ เพราะเราเชี่ยวชาญกับเด็กพิเศษ แม่ก้อยก็วางใจ ส่งลูกไปลองเรียนเลย

เที่ยงวัน แม่ก้อยไปรับ พร้อมกับฟังผลการทดสอบที่บอกว่า “ลูกไม่นิ่ง ไม่สนใจ ลูกเรียนที่นี่ไม่ได้แน่ๆ เพราะเราดูเด็กแบบลูกไม่ได้” แม่ก้อยพึมพำขอบคุณครูเบาๆ แล้วก็พาลูกกลับออกมา ครูพูดถูกค่ะ ลูกไม่นิ่งแน่ๆล้านเปอร์เซนต์ ก็มันเป็นวันแรก แถมไม่ได้เตี๊ยมอีกลูกจะ”รอด”ได้ยังไง

แล้วลูกก็ถูกพาไป”ลองเรียน”อีกในโรงเรียนที่สาม ที่นี่เป็นโรงเรียนเล็กค่ะ โรงเรียนนี้ไม่เคยรับเด็กออทิสติก แต่บอกว่า ให้มาลองดู แม่ก้อยพาลูกมาทำความรู้จัก และ เตี๊ยมกับครูก่อนล่วงหน้า ดูท่าทางจะเริ่มต้นได้สวย เพราะครูกระตือรือล้น และเตรียมที่ทาง รอรับลูกไว้พอสมควร แม่ก้อยส่งลูกไว้ แล้วไปรับกลับตอนบ่ายโมง ครูบอกว่า ลูกเรียนที่นี่ได้ แต่ เราต้องหาผู้ช่วยส่วนตัวของลูกให้ครู ครูว่าลูกฉลาดแต่ครูควบคุมไม่ได้ ลูกจะทำต่อเมื่ออยากทำเท่านั้น เราบอกขอบคุณครู และขอคิดดูก่อน เพราะเราไม่รู้จะหา”ผู้ช่วย”จากที่ไหน

โรงเรียนที่เหลืออีกสองแห่ง บอกว่า น่าจะรับลูกได้ แต่เนื่องจากสองแห่งนี้เป็นโรงเรียนใหญ่ ไม่รับเด็กระหว่างปีการศึกษา ลูกจะต้องรอการทดสอบ และ ถ้าเข้าได้ กว่าจะเริ่มเรียน ต้องเป็นสิงหาคมปีหน้า




ระหว่างนั้น ด้วยความที่กลัวว่าลูกจะป่วนจนไปกันใหญ่ แม่ก้อยขออนุญาต ส่งครูฝึกพัฒนาการของลูก เข้าไปช่วยดูแลในห้องเรียนทั้งวัน ด้วยความที่ลูกฝึกกับครูท่านนี้มานาน อาการป่วนของลูกเริ่มสงบ อะไรๆก็ดูท่าว่าจะดีขึ้น

แต่......ความสงบอยู่ได้ไม่ถึงอาทิตย์ แม่ก้อยก็ได้รับเชิญไปคุยกับครูอีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่เรื่องคุณนนท์ป่วน แต่เป็นเรื่องที่ ครูที่โรงเรียนของลูก คิดว่า การควบคุมของครูฝึกพัฒนาการที่แม่ก้อยส่งไปช่วย “รุนแรง”เกินไป
(“รุนแรง”อย่างไร ขอยกยอดไปบอกตอนหน้าค่ะ)

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อีกสองสามวันถัดมาได้รับจดหมายว่า
ลูกจะต้องถูกย้ายไปเรียนห้องเด็กพิเศษเฉพาะแน่ๆ ทันทีหลังจาก half term break ไม่มีกรณียกเว้นใดๆ
แม้ว่าเราจะขออยู่แค่สิ้นปีนี้ก็ตาม และเราก็พบว่า จากเด็กในโครงการเด็กพิเศษเกือบ 20 คน มีเพียง 5 คนที่จะถูกย้ายไปห้องเด็กพิเศษ

ถามว่าทำไมต้องเป็น 5 คนนี้ คำตอบคือ เพราะเป็นเด็กพิเศษที่ดูแล้วรู้ว่าเป็นเด็กพิเศษ ขณะที่เด็กบางคนซึ่งจัดอยู่ในประเภท Learning disability
น่าจะได้ประโยชน์มากกว่ากับห้องเด็กพิเศษสามารถเรียนร่วมอยู่ในห้องเรียนเด็กปกติได้

ยังไม่รู้จะหาทางออกยังไง ครูที่โรงเรียนทุกคนดีมาก พยายามบอกเราว่า อยู่เถอะ ครูจะช่วยกันสุดๆ
ไม่ว่าลูกจะอยู่ห้องเรียนไหนก็ไม่สำคัญ ครูก็ยังจะรักลูก ช่วยลูกอยู่ดี
ตรงนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่เสียดายมาก เพราะครูแบบนี้คงไม่ได้มีทุกโรงเรียน

อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากอยู่ เพราะนโยบายโรงเรียนเปลี่ยนไป และ ลูกคงไม่สามารถพัฒนาในส่วนที่ขาดได้ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้

อีกมุมหนึ่ง จากการที่ Shopping มาหลายโรงเรียน เราก็เริ่มลังเลว่า โรงเรียนใหม่กับลูกจะเป็นยังไง ดีกว่าก็ดีไป
ถ้าไปแล้วยิ่งแย่ยิ่งไม่อยากนึก




ครูใหญ่ชั้นประถมซึ่งดีกับเรามาก เข้ามากอดแม่ก้อย เราร้องไห้เสียใจด้วยกันอยู่นาน
ไม่ใช่เสียใจกับออทิสติกของลูก แต่เราเสียใจที่เราไม่สามารถซื้อโอกาสให้ลูกได้

แม่ก้อยบอกขอบคุณครูใหญ่และคณะครูของลูก (ซึ่งร้องไห้กันมาหลายยกแล้ว) แม่ก้อยยังคง "look for the bright side of the life" เสมอ แม่ก้อยเชื่อว่า น้องนนท์ยังมีโอกาสอีกมาก

และ คงมีซักที่ที่ให้ลูกอยู่ได้โดยที่ความพิเศษแบบผิดปกติไม่ถูกกีดกัน

คิดไปไกลถึงเด็กคนอื่น อย่าว่าแต่เด็กพิเศษเลย เด็กที่เรียนไม่เก่ง เด็กที่มีปัญหาคนอื่นๆ อีกหน่อยจะมีใครดูแลเอาใจใส่ แล้วเราจะมาสงสัยทำไมว่าเดี๋ยวนี้ปัญหาสังคมเยอะแยะมาจากเด็กๆเพิ่มมากขึ้น

ขนาดเราที่ไม่ขัดสนเงินทอง ทุกคนในครอบครัวสนับสนุน เรายังไม่สามารถหาโอกาสให้ลูกได้เลย ประสาอะไรกับเด็กพิเศษคนอื่นจะมี"หนทาง"มีชีวิตที่มีคุณภาพได้ยังไง

ในชีวิต แม่ก้อยผ่านปัญหาแรงๆมาก็นับได้ว่าแยะพอสมควร
ในแต่ละครั้งแม่ก้อยรู้สึกว่ามันมีเหตุแห่งการเกิดของปัญหา ถ้าเรามองเหตุให้เจอ
แก้ให้ตรงจุดมันก็จะลุล่วงไปได้ แม้บางครั้งการแก้ปัญหาอาจทำให้ต้องเป็นแผล ต้องเจ็บปวด
ที่สุดมันก็จะหาย

ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน มันเป็น"ความจริงที่โหดร้าย"มาก สำหรับเด็กหกขวบตัวเล็กๆ
ที่เกิดมาผิดปกติแบบลูกจริงๆ

แม่ก้อยมานั่งย้อนคิดกลับไป มีเพียงครั้งเดียวตั้งแต่รู้จักออทิสติกของลูกมา
ที่เราร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่ลูกเป็น อาจเป็นเพราะช๊อค ไม่คาดคิด หรือ หวังมากเกินไป
อีกทั้งความไม่รู้จักออทิสติกของลูก ที่เรารู้สึกเสียใจเหมือนโลกถล่มทลายไปต่อหน้าในตอนนั้น

หลังจากนั้น แม้เราจะร้องไห้กันอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่มันก็เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ความเหนื่อย ความล้า
กับ การถดถอยของลูกบ้าง ความป่วนของลูก บ้าง แต่หลังจากนั้นไม่นาน มักจะมีเสียงหัวเราะมาแทนที่
เรามักมีทางออกที่ดีเสมอ

วันนี้เป็นการร้องไห้ครั้งที่สอง ที่แม่ก้อยรู้สึกเหมือนว่าโลกถล่มลงมาอีกครั้ง

รู้สึกว่ามันเป็นโชคร้ายของลูกที่เกิดมาเป็นออทิสติก (หลังจากที่ไม่เคยคิดอย่างนี้เลยตลอดเวลาที่ผ่านมา)

สรุปว่า ตอนนี้ เราดูเหมือนว่า จะไม่มีทางไปเสียแล้ว




การหาโรงเรียนให้ลูกไม่ง่ายอย่างที่คิด การพาลูกไป sit in ช่วงสั้นๆ ไม่ประสบความสำเร็จ
ด้วยข้อจำกัดของลูก นอกจากนี้ หลายๆโรงเรียนก็ไม่รับเข้ากลางปีการศึกษา ต้องรอไปจนถึงสิงหาคมก็มี
บางโรงเรียนที่รับ ก็มีเงือ่นไขมากพอสมควรที่ทำให้ต้องคิดว่าควรจะไปหรือไม่

ถึงวันนี้แม่ก้อยคิดว่า โรงเรียนเดิมของลูก ก็เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูก ทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม
จำนวนนักเรียน ที่สำคัญคือ มีคุณครูที่รักลูกมาก แต่เราก็ยังดิ้นรนที่จะไป
เพราะไม่มั่นใจในนโยบายของโรงเรียน และห้องของลูก
มีผู้ปกครองสองคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีที่ไม่อยากให้ลูกเรียนในห้องเรียนเด็กปกติ

พ่อแม่ของเด็กๆอีกสี่คนที่ย้ายไปอยู่ห้องเด็กพิเศษ แวะมาคุยกับแม่ก้อยบ่อยๆ update ให้ฟังว่า
จริงๆการย้ายลูกไปอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้เลวร้าย ลูกๆได้เรียนเข้มข้นขึ้น ครูเอาใจใส่ดี
เด็กสี่คนมีครูประจำห้องสี่คน มีครูพิเศษแวะเวียนกันมาสอน บางทีครูใหญ่ก็มาสอนด้วย บอกเราว่า อยู่ดีกว่า
อย่างน้อยที่นี่ก็การันตีว่า เราจะอยู่ได้จนลูกจบ year 13

อย่างไรก็ตาม เราก็ยังไม่เปลี่ยนใจ

วันนี้แม่ก้อยไปส่งลูกเสร็จ ขับรถออกมาจนถึงถนนใหญ่ ได้รับโทรศัพท์จากผู้ปกครองที่อยู่ห้องเด็กพิเศษว่า
ให้กลับมาที่โรงเรียนหน่อยมีผู้ปกครองหลายคนอยากคุยด้วย

หัวสมองคิดติ๊กต่อก ลูกเราไปทำอะไรลูกใครอีกล่ะเนี่ย ไม่เห็นมีใครบอกเลยนี่นา
ว่าแล้วก็วนรถกลับไปในโรงเรียน

ผู้ปกครองที่อยากคุยด้วยคือ คุณมาร์คพ่อน้อง Kevin เด็กปกติชั้น Year 5
ที่เป็นคนเขียนจดหมายถึงกรรมการโรงเรียนและครูใหญ่ว่า ไม่เห็นด้วยที่โรงเรียนทำกับเด็กพิเศษอย่างนี้
และเป็นคนที่ช่วยส่งเสียงแทนเด็กพิเศษมาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

คุณมาร์คบอกว่า อย่าเอาลูกออกจากโรงเรียนเลย ที่นี่น่าจะดีที่สุดสำหรับน้องนนท์ คุณมาร์คว่า
ขนาดไม่ใช่เรื่องของลูกตัวเอง คุณมาร์คเดือดร้อนแทน และไม่เข้าใจว่า ทำไมมีผู้ปกครองที่คิดแบบนี้
จริงๆแล้ว การเรียนร่วมเนี่ยให้ประโยชน์ทั้งกับเด็กปกติและเด็กพิเศษ คุณมาร์คไปคุยกับครูใหญ่
ไปคุยกับคณะกรรมการมาแล้ว เล่าให้ฟังว่า ถึงแม้จะไม่ใช่การเริ่มต้นที่ดีและเราเสียความรู้สึกไปแยะ
แต่ตอนนี้โรงเรียนมีการจัดการที่ดี ทุ่มทุนสร้างห้องเด็กพิเศษ และหานักบำบัดมาด้วย ที่สำคัญ

If you walk away, they will win. The point is you do not need to walk away. If you worry about the
parents, I'm a parent who will support you in any way. I can talk to those parents or chase them
away if they still have problems with Nont.

แม่ก้อยถามคุณมาร์คว่า How many supportive parents like you? คุณมาร์คตอบว่า I believe there are a lot
of supportive ones.

ภรรยาคุณมาร์คบอกว่า อย่าไปสนใจเลยพี่ ผู้ปกครองเยอะแยะที่เข้าใจและเห็นใจ เด็กจะแกล้งกันบ้าง
ทะเลาะกันบ้าง ก็เป็นธรรมดาของเด็ก มีผู้ปกครองอีกหลายคนที่ให้กำลังใจแม่ก้อย และบอกว่าอยู่ต่อเถอะ
อย่างน้อยที่นี่ก็เป็นสังคมที่ลูกคุ้นเคย และเรารู้แน่ๆว่า แม้จะมีคนไม่ดี
แต่ก็มีคนดีอีกแยะที่เข้าใจเรา

ก่อนกลับ คุณมาร์คยกมือไหว้แม่ก้อยแล้วบอกว่า Please reconsider. You have me whenever you need.

แม่ก้อยบอกขอบคุณคุณมาร์ค อยากจะบอกความรู้สึกตื้นตันในใจ แต่คิดคำพูดไม่ออก
บอกขอบคุณผู้ปกครองอีกห้าหกคนที่ยืนข้างๆ (ไม่ได้ถามชื่ออีกต่างหาก)




ได้รับe-mail จากคุณมาร์คค่ะ เอามาให้อ่านกัน
จดหมายที่คุณมาร์คเขียนถึงโรงเรียนยาวมากค่ะ อ่านไปน้ำตาไหลไป
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพ่อแม่ที่ลูกไม่ได้เป็นอะไร จะพูดแทนเราได้ดีกว่าเราไปพูดเองเสียอีก
ดีใจแทนลูกและเด็กพิเศษคนอื่นค่ะ หวังว่าจะมีคนอย่างครอบครัวคุณมาร์คอีกบ้างในสังคม

It was a pleasure meeting you today. I sincerely hope that you will reconsider your decision.

My wife and I would love you to keep your child in the school. I hope you can ignore the despicable comments of a few parents who do not deserve any respect because of their actions and words that are beneath contempt.

We will be happy to support you any time you need. Please keep your head high and be proud of your child as any parent should be.

Don’t let bad people win! Your child is so much more important than them.

I enclose the letter I sent to the school in reply to the one sent by the idiots!

With warm regards,

Mark




..เมื่อต้องเขียนจดหมายถึงโรงเรียนขออยู่ร่วมชั้นเรียนปกติถึงสิ้นเทอม
ถ้าหาโรงเรียนใหม่ไม่ได้ ต้องย้ายไปอยู่ห้อง"เด็กพิเศษ" (TLC-The Learning Centre) (SEN-Special Education Needed - เด็กพิเศษ)

....

We have heard that there might be a good sign TLC would gear up to the right direction which we are glad to hear that. During the past years, Nont has improved significantly and definitely the School shared the triumph over his difficulties.

However, we are not comfortable enough to leave him in the environment where some but influencing parents consider him and other SEN children “unwanted” citizen. We do not want him to get any pressure which might be from such heartless parents with prejudicial behaviors. As we all understood, no matter how well he might be benefited from TLC, the opportunity for reintegration with his peers is still blurred as long as there is such a parent in his class.

It is also a shame that a child with both difficulties and giftedness like Nont is not able to stay in a good place of caring from the understanding teachers - the place where it can lessen his difficulties and promote his extraordinary abilities.

Even though we also realized changing the school might create great effects for him. He might need to restart the first step for new school, new friends, new teachers and new environment. Tougher it might have been we have no better choice but to move on.

Definitely, we also realized there might be the same parents everywhere. That’s why we foresee this matter about the philosophies, stand points and policies for the SEN children’s opportunity.

Nobody is perfect and a lesson to be learnt is to accept the differences as the school community simulates the real society. Everyone has an equal chance to be in both advantage and disadvantage situations.

At your request, this letter serves as our confirmation that Nont will be withdrawn from the school by the end of term 1. We understood that should Nont remain in school after December, it would be a requirement that he become part of the TLC and that a trial this system after which time a further discussion would be made regarding his future.

Lastly, we wish the School could secure the strong stand points over SEN children, who are malformed at birth. Not only the SEN children would have their better school lives but we also wish no any SEN children would end up as same as Nont’s choice.




..เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อลูกอยู่ชั้น Year 1
ตอนนี้อีกสองสัปดาห์ลูกก็จะจบชั้น Year 6 แล้ว

เล่าต่อให้จบตอนก็คือ...
สุดท้าย หลังจากที่ขาขวิดหาโรงเรียนนับสิบ พาลูกไป sitin ลองของอีกหลายแห่ง
เราก็พบบทสรุปว่า...ไม่มีที่ไหนเลย ที่ดีเท่ากับ โรงเรียนที่ลูกเรียนอยู่ปัจจุบัน

ที่สุดแล้ว เราก็ตัดสินใจอยู่ที่เดิม
ลูกถูกย้ายไปเข้าชั้นเรียนเด็กพิเศษ มีนักเรียน 5 คน
เป็นเด็กออทิสติก 2 คน ดาวน์ซินโดรม 2 คน และ LD 1 คน
ลูกมีความสุขมาก เพราะไม่เครียดเลย ได้เรียนในวิชาที่ชอบ
มีกิจกรรมมากมาย ห้อง"เด็กพิเศษ"ที่โรงเรียนจัดไว้ให้
เป็นห้องใหญ่ 2 เท่ากับสองห้องเรียนปกติ อุปกรณ์เพียบ

แล้วเราก็พบว่า มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดนี่นา :)
กลายเป็นว่า มีผู้ปกครองเด็กปกติอีกไม่น้อยที่ถามโรงเรียนว่า
ทำยังไง ลูกถึงจะได้ไปเรียนที่ ห้องเด็กพิศษบ้าง
เด็กที่เรียนไม่เก่ง ไม่ทันเพื่อน จะได้มาเรียนที่ห้องนี้บ้างไหม

ถัดจากนั้นอีกไม่นาน..ผุ้ปกครองที่เป็นตัวตั้งตัวตีกลุ่มเดิม
ก็ไปคุยกับโรงเรียนอีก..แต่เป็นเรื่อง
อาหารไม่อร่อย อาหารน้อยเกินไป
ทำไมในห้องไม่มี Smartboard เหมือนโรงเรียนอื่น ที่เขาเก็บค่าเทอมถูกกว่านี้

และอีกหลายๆเรื่อง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเด็กพิเศษแล้ว


และในที่สุด ผู้ปกครองกลุ่มนี้ ก็พาลูกออกจากโรงเรียนไป
แล้วเด็กทุกคนก็ย้ายกลับมาเรียนห้องเรียนปกติ
จากวันที้ย้ายไป และ ย้ายมา กินเวลาแค่ประมาณ 2 เดือน


------------------------------------------------------------------
ส่วนตรงนี้...สำหรับพ่อแม่เด็กพิเศษ...

การมีลูกเป็นเด็กพิเศษมันเป็นเรื่องเศร้าอยู่เหมือนกัน
แต่ในเมื่อมันเป็นไปแล้ว เราก็ต้องหาทางใช้ชีวิตอยุ่ให้ได้อย่างมีความสุข
หรือไม่งั้นก็ให้มีความทุกข์แบบพอดีๆ

เราอย่าไปเรียกร้องขอ"ความเห็นใจ" เลยค่ะ
มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะลูกไม่ได้ต้องการ"ความเห็นใจ"
ลูกต้องการ"โอกาส" ต้องการพื้นที่ที่จะยืนและใช้ชีวิตในสังคมปกติ
ก่อนเราจะเรียกร้อง"โอกาส"นั้นจากสังคม
เราต้องสร้างโอกาสนั้นให้ลูกเสียก่อน

ลูกมีข้อบกพร่อง เราก็หาทางแก้ขอบกพร่องนั้น
สังคมไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกเป็น เราก็หาทางทำให้สังคมเข้าใจ
ตรงไหนที่ทำแล้วไม่สำเร็จ ก็หาวิธีอื่น ต้องคิดนอกกรอบ
เพราะจริงๆแล้ว อะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้าคนเรามีความพยายามมากพอ

แม่ก้อยเอง..กว่าจะถึงวันนี้ที่ความคิด"ตกผลึก"
มันก็ยังมีปัญหามาเรื่อยๆ เพียงแต่ว่า ไม่ได้ทุกข์กับมันมากนัก ก็หาทางแก้ไขมันไปให้ลุล่วง

เส้นทางเดินของเด็กพิเศษมันยาวและไกลไม่รู้กี่เท่าทวีคูณของเด็กปกติ
ที่เจอการ"กีดกัน"แบบนี้ ต้องบอกว่า มันสิวๆ และ chil chil มาก
เหมือนเปิดหนังสือหน้าแรกเท่านั้นเอง

ท่องไว้ค่ะ ลูกไม่ใช่เด็กดาวน์ซินโดรมคนแรกในโลก
ปัญหาของเด็กดาวน์ก็แค่เรืองสติปัญญา คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วเรียนไม่เก่ง มีเยอะแยะไป
คนเรียนเก่งที่ชีวิตล้มเหลวก็เยอะแยะไป..

เลี้ยงเขาให้สุดฝีมือ แล้ววันหนึ่งเขาจะมีหนทางเดินเป็นของตัวเอง...ท่านว.วชิรเมธีบอกไว้




บทสรุปคือ...
คงต้องเข้าใจและเห็นใจด้วยกันทุกฝ่าย
พ่อแม่เด็กพิเศษเอง ก็ต้องเข้าใจ และ มองในมุมมองของพ่อแม่เด็กปกติด้วย
พ่อแม่เด็กปกติก็ลองให้โอกาสเด็กพิเศษดูบ้าง และใช้โอกาสนี้สอนลูกให้เข้าใจความแตกต่างในสังคม และ ความ"ไม่สมบูรณ์"ของคนที่มีไม่เท่ากัน

คนเราไม่ได้สมบูรณ์ไปทุกเรื่อง ไม่ได้อยู่ในฐานะ"เลือกได้"ในทุกเรื่อง
บางเรื่องเราเลือกได้ และ บางเรื่อง เราอาจจะต้องเป็นฝ่าย"ถูกเลือก"

และในฐานะที่ตกที่นั่งแม่เด็กพิเศษ... :)
อยากจะให้กำลังใจทุกฝ่าย ทั้งพิเศษและไม่พิเศษ
เพราะน้องนนท์ก็ทั้งถูกรังแก และ ไอ้ที่ไปรังแกเขาก็มีไม่น้อย

ที่อยู่ได้มาจนทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็คือ การได้รับโอกาส และ ได้รับความเข้าใจ ให้อภัยจากผู้คนในสังคม

อีกส่วนหนึ่งก็คือ การทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด อะไรที่ทำแล้วลูกจะดีขึ้น เราก็ทำให้เต็มที่ เต็มความสามารถ สุดๆกันไป

เป็นกำลังใจให้ทุกๆฝ่ายนะคะ
ภายใต้โลกใบนี้ ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของพ่อแม่
ทำให้ดีที่สุดในทุกๆวัน แล้วคุณจะพบว่า
วันหนึ่งคุณไม่รู้ตัวเลย ว่า สิ่งที่คุณทำ มันได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของคุณและของลูกไปกว่าที่คุณจะคิดได้ทีเดียวเชียว.........




ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ
ส่งผ่านทั้งหมดให้กับแม่น้องเจวี และ พ่อแม่เด็กพิเศษทุกคน

แม่ก้อยอยากจะย้ำอีกครั้งว่า เรื่องการถูก"กีดกัน"โอกาสในสังคมเนี่ย
มันไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกิดเฉพาะเด็กพิเศษ

จริงๆแล้วมันสามารถเกิดได้กับทุกคนในสังคม ที่มีความผิดปกติ หรือ ไม่เข้าพวก
แล้วแต่ว่าจะ"ไม่เข้าพวก"แบบไหน

มันเกิดได้กับ..

เด็กเกเร เด็กเรียนไม่เก่ง ที่โรงเรียนไม่อยากได้
เด็กเรียนเก่ง ที่ก้าวร้าวเกินไป ที่โรงเรียนไม่อยากได้ เพื่อนไม่อยากคบ
คนทำงานที่ทำงานไม่เก่ง ไม่ดี ไม่มีที่ทำงานไหนอยากรับ

ถ้าเพียงแต่..
เรามองหาเส้นทางเดินใหม่
อาจจะมีซักเส้นทาง โรงเรียนแห่งใหม่ ที่ทำงานแห่งใหม่
ที่เหมาะกับเรามากกว่า เราสามารถใช้ศักยภาพที่เรามีได้เต็มที่

เราก็จะกลายเป็นคนที่เป็นที่"ต้องการ"ของสถานที่แห่งนั้น

ถ้าเราเป็นปลา ที่ไปอยู่ที่เขาวัดความสามารถจากการปีนต้นไม้
เราจะไปอยู่ตรงนั้นทำไม สู้ไปอยู่ในน้ำ ที่เราสามารถใช้ครีบ ใช้หางเราว่ายน้ำได้อย่างมีความสุขดีกว่า

หรือ ถ้าเราต้องปีนต้นไม้จริงๆไม่มีทางเลือกอื่น
เราก็ต้องเปลี่ยนตัวเองจากปลาไปเป็นอะไรก็ได้ที่มันจะปีนต้นไม้ได้
ต้องถามตัวเองว่า ด้วยการเป็นปลาแบบนี้ ต้องทำอะไรเพิ่มเพื่อจะให้มันปีนได้
มากกว่าที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วบอกคนรอบข้างว่า ขอโอกาสให้ปลาอย่างฉันอยู่บนกิ่งไม้ และ กินผลไม้บ้าง

แน่นอน อาจจะมีคนบางคน ช่วยดันปลาอย่างเราขึ้นไป
และก็จะมีคนอีกหลายคน ที่อยู่บนต้นไม้ก่อนแล้ว คอยกันไว้ไม่ให้เราปีนไปแย่งผลไม้บนต้นนั้น

เพียงเพราะเราเป็นได้แค่ปลา ที่ปีนต้นไม้ไม่เป็น

ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นอะไร ต่างกับคนอื่นแค่ไหน
เราเลือกทางเดินของเราเองได้ ว่าจะเป็นอะไร เป็นอย่างไร และ ด้วยวิธีใด

สู้ต่อไปทาเคชิ :)

กระทู้ของแม่น้องเจวี โพสต์ไม่ได้แล้ว
แม่ก้อยอยากให้น้องเจวี ได้อ่านกระทู้นี้จัง
อยากจะบอกดังๆว่า .."อย่าได้แคร์" (ภาษาวัยรุ่นมาก 5555)
รีบทำใจให้ได้ไวไว มีงานใหญ่รออยู่อีกแยะค่ะ

แค่คนในครอบครัวเข้าใจ
พร้อมที่จะฝ่าฟันไปด้วยกัน
ลูกรักเรา เรารักลูก

แค่สามข้อข้างบนนี้ มีครอบครัวอีกไม่น้อย ที่ยังไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกที่แสนพิเศษนี้

แม่ก้อยเชื่อว่า ครอบครัวน้องเจวี เป็นอย่างนี้
รู้อย่างนี้แล้ว..จะไปแคร์อะไร

เดินหน้าอย่างเดียวค่ะ หลังชนฝาแล้ว
อย่าไปเสียใจกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลยค่ะ

รายละเอียดของเรื่องนี้มีอีกแยะ
ชวนไปอ่านที่นี่ค่ะ

http://topicstock.pantip.com/family/topicstock/2010/06/N9328575/N9328575.html




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2553
31 comments
Last Update : 7 ธันวาคม 2553 14:57:59 น.
Counter : 9555 Pageviews.

 

หลงทางเข้ามา เลยนั่งอ่านตั้งแต่แรกจนจบ ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ก้อยและครอบครัวอย่างแรง ทึ่งในความแกร่งและแรงใจของคุณแม่ก้อยอย่างมากค่ะ สู้ๆนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้คุณนนท์ด้วยนะคะ

 

โดย: แม่น้องแพท IP: 58.8.21.175 7 ธันวาคม 2553 21:18:20 น.  

 

คุณแม่ก้อยเขียนเล่าได้ละเอียดละออดีจัง อ่านแล้วอบอุ่นในความรักของครอบครัวคุณแม่ก้อยจังค่ะ สนใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การปรับตัวและดูแลเด็กพิเศษ เพราะรู้สึกว่ามีเด็กพิเศษรอบตัวเราเพิ่มมากขึ้น และไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร อยากกอด อยากคุยกับเขา แต่เข้าไม่ถึงเลยค่ะ เปิดอ่านข้อมูลจากหลายที่แล้วยังไม่ค่อยโดนเลย หรือยังเปิดอ่านไม่มากพอก็ไม่แน่ใจ จะเข้ามาติดตามอ่านอีกนะคะ คุณแม่คนเก่ง

 

โดย: ไม่มีโอกาสเป็นแม่ IP: 183.89.97.23 8 ธันวาคม 2553 17:33:42 น.  

 

คุณแม่ก้อยเขียนเล่าได้ละเอียดละออดีจัง อ่านแล้วอบอุ่นในความรักของครอบครัวคุณแม่ก้อยจังค่ะ สนใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การปรับตัวและดูแลเด็กพิเศษ เพราะรู้สึกว่ามีเด็กพิเศษรอบตัวเราเพิ่มมากขึ้น และไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร อยากกอด อยากคุยกับเขา แต่เข้าไม่ถึงเลยค่ะ เปิดอ่านข้อมูลจากหลายที่แล้วยังไม่ค่อยโดนเลย หรือยังเปิดอ่านไม่มากพอก็ไม่แน่ใจ จะเข้ามาติดตามอ่านอีกนะคะ คุณแม่คนเก่ง

 

โดย: ไม่มีโอกาสเป็นแม่ IP: 183.89.97.23 8 ธันวาคม 2553 17:34:00 น.  

 

ขอบคุณแม่ก้อยมากนะค่ะที่สละเวลา เล่าเรื่องราวอันมีค่า และมีประโยชน์ เป็นแนวทางที่ดีมาก สำหรับคนที่เพิ่งรับทราบว่าลูกเป็นออทิสติกเหมือนกัน
ตอนนี้น้องปูน 2 ปี 8 เดือน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแม่จะพยายามดึงตัวเองให้ออกมาจากอีกโลกหนึ่งได้เหมือนแม่ก้อยของพี่นนท์
ขอบคุณจริงๆ อีกครั้งค่ะ

 

โดย: แม่น้องปูน IP: 58.137.128.190 12 มกราคม 2554 11:21:40 น.  

 

ติดตามอ่าน ตั้งบทแรก ขอชื่นชม ความรักที่คุณแม่ก้อย ที่มีต่อลูก อย่างใจจริง เป็นกำลังใจให้นะคะ

 

โดย: แม่น้องพีค IP: 192.168.1.178, 203.121.179.137 20 มกราคม 2554 17:33:20 น.  

 

กำลังทำนิทานเกี่ยวกับเด็กออทิสติกส่งครู เพื่อให้เด็กๆ และคนทั่วไปได้เข้าใจเด็กออทิสติกมากขึ้นค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำได้แค่ไหน แต่จะพยายามค่ะ...ได้อ่านบทความของแม่ก้อยมาทำให้รู้สึกถึงความรักและความอบอุ่นของแม่ก้อยที่มีต่อน้องนนท์มากเลยค่ะ รู้สึกดึจัง ^^ เป็นกำลังใจให้นะคะ

 

โดย: เด็กหลงทาง IP: 58.8.170.145 28 มกราคม 2554 17:06:57 น.  

 

พึ่งได้เดินเข้ามาอ่านเรื่องของแม่ก้อยเป็นครั้งแรก ประทับใจจริงๆ พอดีต้องเขียนบทความเกี่ยวกับเด็กออทิสติกและความจริงที่ได้สัมผัสจากเขาเหล่านั้น จริงๆก่อนได้เข้าใกล้เด็กกลุ่มนี้อกตรงๆว่ากลัวมาก แต่พอเข้าไปใกล้พวกเขากลับได้พบความประทับใจมากมายจริงๆ ขอบคุณเด็กออทิสติกทุกคนที่เรารู้จัก ที่สอนให้เรารู้ว่าพวกเขาน่ารักมากแค่ไหน ขอบคุณจากใจอีกครั้ง

 

โดย: แหม่มค่ะ IP: 124.120.165.89 30 มกราคม 2554 21:38:54 น.  

 

แม่คือแม่อีกหนึ่งคนที่มีลูกเป็นออทิสติก และสติแตกเมื่อรู้ว่าลูกเป็นออทิสติก รับไม่ได้ ไม่ยอมรับ ทำใจไม่ได้ โกรธฟ้าดิน โกรธโชคชะตา แต่ก็พยายามดูแลลูกทุกๆอย่างเพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเขา ดูแลเขาทั้งๆที่ท้อแสนท้อ แต่ก็ไม่หยุดดูแล สลับกับความคิดที่จะตายไปพร้อมกับลูก ในวันที่หมดกำลัง แม่ตัดสินใจพาน้องเฟืองไปอยู่ประจำที่บ้านเรียนชวนชื่น แม่ให้ชวนชื่นดูแลน้องเฟือง แม่ได้ทำงานเต็มที่ แม่มีรายได้เพียงพอที่จะดูแลลูก ชีวิตลงตัวมากขึ้น ชวนชื่นเชี่ยวชาญในการดูแลน้องเฟืองมากว่าแม่ น้องเฟืองมีพัฒนาการดีขึ้นเป็นลำดับ จิตใจของแม่เข้มแข็งขึ้น ปัจจุบันน้องเฟืองอายุ 5 ขวบ เรียนอยู่ชั้น อ.2 โรงเรียนเตรียมนานาชาติอยุธยา เรียนร่วมกับเด็กปกติได้ มีปัญหาที่ต้องปรับและแก้ไขบ้าง จากความรู้สึกที่เหมือนถูกลงโทษ เหมือนกำลังชดใช้กรรม เริ่มมีรอยยิ้ม เริ่มเห็นความน่ารักของลูก ออทิสติกอยู่กับน้องเฟือง แต่น้องเฟืองจะควบคุมมัน และใช้ประโยชน์จากมัน และแม่จะไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา

เป็นกำลังใจให้แม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษค่ะ ตำราหลายๆเล่มมักบอกว่า คนที่จะพัฒนาลูกได้ดีที่สุดก็คือแม่ แต่ถ้าแม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป ก็ไม่จำเป็นต้องอดทนเพื่อจะเป็นแม่ดีเด่นหรอก เรามีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถพึ่งพาได้ การดูแลลูกที่เป็นเด็กพิเศษ มันก็มีความพิเศษจริงๆ

 

โดย: แม่น้องเฟือง IP: 125.26.10.57 27 กุมภาพันธ์ 2554 1:35:13 น.  

 

เนื่องจากน้องไปกระตุ้นพัฒนาการอยู่ที่บ้านอ่นรัก จึงได้มีโอกาสดู DVD ที่คุณแม่ก้อยเคยไป Present มีข้อสงสัยที่จะรบกวนถาม
1.ในเรื่องการตรวจอาหารที่ลูกแพ้ สมมุติว่าตรวจพบว่าลูกแพ้นมวัวแล้วเราเปลี่ยนมาให้ลูกทานนมถั่วเหลืองที่มีนมวัวผสมอยู่ 1% ผลที่ออกมาเซลจะดีกว่าหรือเท่ากินนมวัว 100% ค่ะ
2. คุณแม่ก้อยเคยใช้วิธีการรักษาแบบ โฮมีโอพาธีย์ หรือเปล่าค่ะ หรือรู้จักบ้างไหมค่ะ ถ้ารู้จักมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างค่ะ
3. รู้ว่าลูกเป็นออทิสติกตอน 3 ขวบพอดี (น้องพูดอายุ 1.5 ปี และหยุดพูด มาพูดอีกครั้งตอน 2.10 ปี)คุณหมอบอกว่าเป็นแบบไม่รุนแรงและมีข้อดีอยู่ในตัวเยอะให้ไปฝึกพูดสัปดาห์ละ 1 ครั้งไม่ต้องทำอย่างอื่น เต่เนื่องจากพอค้นหาข้อมูลจากหลาย ๆ ช่องทางเกิดความไม่สบายใจจึงส่งลูกไปกระตุ้นพัฒนาการที่บ้านอุ่นรักค่ะ จะถามคุณแม่ก้อยว่าจะใช้วิธีถ้ากระตุ้นพัฒนาการเพียงอย่างเดียวพอหรือไม่คะ หรือคุณแม่ก้อยมีธีอื่นแนะนำเพิ่มเติมหรือไม่คะ

 

โดย: แม่น้องปลาบปลื้ม IP: 203.118.114.30 1 มีนาคม 2554 11:13:41 น.  

 

หลงเข้ามาอ่านเหมือนกัน เลยอ่านตั้งแต่ต้นจนจบเลย
แม่ก้อยเขียนได้ดีมาก ๆๆ เลยค่ะ อ่านแล้วนั่งร้องไห้ตามเลย
ผู้จัดการหันมาเห็นเรานั่งร้องไห้ งง ใหญ่ ว่าทำงานอะไรนั่งร้องไห้
555 (เลยถูกจับได้เลย)

 

โดย: มนต์ทิพ IP: 192.168.1.93, 124.121.180.29 30 พฤษภาคม 2554 16:47:58 น.  

 

อ่านไปร้องไห้ไป แต่เข้าใจเลยว่าเรื่องจริงๆเครียดกว่าที่เขียนมาเป็นตัวหนังสือเยอะเลย สู้ๆนะคะ

 

โดย: tor_ao IP: 110.169.227.139 6 มิถุนายน 2554 10:20:27 น.  

 

ขอบคุณมากค่ะ ที่เล่าประสบการณ์ให้ฟัง
เนื่องจากยังทำใจไม่ได้เกี่ยวกับลูกเป็นเด็กพิเศษอยู่ค่ะ เพราะทุกอย่างมันเร็วเกินไปที่จะรับทัน ยิ่งได้อ่านข้อความที่คุณ จขบ.ได้ลงไว้ อ่านไปน้ำตาไหลเหมือนกันค่ะ เพราะคนประเภทเดียวกัน

 

โดย: คนไกล IP: 76.88.154.172 21 พฤศจิกายน 2554 16:01:45 น.  

 

คุณก้อย เขียนเล่าเกี่ยวกับครูที่สอนพัฒนาการให้น้อง ที่ว่าเขาสอนรุนแรงไป เป็นยังไงเหรอคะ หาอ่านไม่เจอเลยคะ

 

โดย: ฟ้าใส IP: 125.24.127.22 21 ธันวาคม 2554 1:18:04 น.  

 

ขออนุญาตสอบถามค่ะ คุณแม่ก้อยให้น้องเข้าเรียนที่ไหนค่ะ เพราะตอนนี้หา รร.ให้น้องอยู่ค่ะ รบกวนด้วยนะค่ะ ขอบพระคุณค่ะ vspiceตองz @ gmail.com vspiceตองz @ hotmail.com

 

โดย: แม่cmon IP: 182.52.81.249 20 มกราคม 2555 23:42:48 น.  

 

มีลูกเป็นเด็กหูหนวกทั้งสองคนค่ะ ตามอ่านจนหมดแล้ว นับถือคุณแม่จริงๆค่ะ อ่านแล้วมีกำลังใจดีมากๆค่ะ

 

โดย: แม่น้องแป้ง IP: 223.207.77.27 5 กุมภาพันธ์ 2555 20:41:55 น.  

 

เคยติดตามอ่านเรื่องน้องนนท์ ตอนลูก 3ขวบ ตอนนี้เกือบ 7 ขวบแล้ว เพิ่งเจอปัญหาเรื่องโรงเรียน ไปทดสอบสาธิตแห่งหนึ่งที่มีโครงการเด็กพิเศษ ลูกผ่านข้อเขียน แต่ตกสัมภาษณ์ อารมณ์เดียวกับที่แม่ก้อยเจอใน รร.แรก ที่มากกว่าคือ ต้องไปรอคิวสัมภาษณ์เกือบ 3 ชม. จนลูกงอแง ไม่ยอมตอบ ไม่ยอมทำ ก็ทำใจว่าเค้าคงอยากได้ปลาปีนต้นไม้ค่ะ

 

โดย: ริตา IP: 124.122.112.248 12 กุมภาพันธ์ 2555 10:45:30 น.  

 

เป็นกำลังใจนะคะ เรื่องโรงเรียนลูกเป็นปัญหาสากล :)
และเกิดขึ้นเสมอทุกครั้งที่ต้องเปลี่ยนโรงเรียน

นนท์กำลังจะเปลี่ยนไปมัธยมปลาย แม่ก้อยร่อนใบสมัครแทบจะทุกโรงเรียนที่เป็นไปได้ ยังไม่ผ่านซักโรงเรียน

สุดท้ายต้องร่อนข้ามทวีป ยังลุ้นอยู่เรื่องสัมภาษณ์ทาง Skype ร่อนไป 20 กว่า ตอบรับมา 7 โรงเรียนแต่ต้องดูว่าสัมภาษณ์ผ่าน คุยรู้เรื่องไหม ยังต้องอีกหลายขั้นตอนกระบวนการ

 

โดย: แม่ก้อย 13 กุมภาพันธ์ 2555 16:25:39 น.  

 

แมก้อยให้น้องนนท์เรียนที่ไหนคะ จะขออนุญาติสอบถามชื่อโรงเรียนของพี่นนท์
จะได้มั้ยค่ะ น้อง5ขวบค่ะ กำลังจะขึ้นYear 1 ในเทอมหน้า(สิงหา).
แต่มี่โรงเรียนมีแค่อนุบาลค่ะ ตอนนี้คุณแม่หาโรงเรียนใหม่ให้น้องค่ะ สมัครไป4-5ที่ค่ะแต่คงไม่รับ(บ้านอยู่สุขุมวิท)่ รบกวนด้วยนะคะ
Piyanuty@hotmail.com
ขอบพระคุณค่ะ

 

โดย: แม่พี่กลาง IP: 124.120.48.202 8 พฤษภาคม 2555 22:13:46 น.  

 

น้องภูมิเป็นเด็กPDD-NOSค่ะ ตอนนี้น้อง2ขวบ3เดือน ตรวจเจออาการเมื่อเดือนที่แล้ว หมอบอกว่าน้องเป็นไม่มาก สามารถเรียนได้ในห้องเรียนปกติ แต่ต้องคอยกระตุ็นพัฒนาการสม่ำเสมอ เคยพูดได้คำง่ายๆตอน11-18เดือน แล้วหยุดพูดไปเลย จนถึงเดี๋ยวนี้สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆได้บ้าง แต่ไม่สนใจเด็กวัยเดียวกันเลย วัดระดับพัฒนาการแล้ว ด้านภาษามีพัฒนาการเท่ากับเด็ก1ปี 2เดือน ด้านสังคมเท่ากับเด็ก1ปี 7เดือน เครียดมาก ร้องไห้ตลอด ตอนนี้ก็ต้องไปกระตุ้นพัฒนาการของน้องทุกอาทิตย์ เตรียมพร้อมไปเข้าโรงเรียนในปีหน้า เหนื่อยมาก แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อหวังว่าลูกจะไม่เป็นปัญหาของใครในชั้นเรียน หรือถ้าเป็นขอให้น้อยที่สุดก็แล้วกัน
ขอบคุณแม่ก้อยที่เปิดพื้นที่เล็กๆให้คนหัวอกเดียวกันได้ระบายค่ะ แชร์เรื่องราวดีๆมาอ๊กนะคะ

 

โดย: แม่น้องภูมิ IP: 182.232.203.64 7 สิงหาคม 2555 14:06:15 น.  

 

อ่านเรื่องของแม่ก้อยแล้วน้ำตาคลอ สงสารลูกและน้องที่เกิดมาเป็นเด็กพิเศษ และยิ่งลำบากกว่ากับนหาเช้ากินค่ำที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษไม่มีคนดูแลลูกต้องฝากลูกที่เนิร์สเซอรรีี แล้วครูก็เดินมาบอกว่าคุณแม่ต้องหาพี่เลี้ยงให้น้องแล้วแหละครูเหนื่อยน้องไม่ซนแต่ไม่ฟังคำสั่ง สงสารน้องมากคุณแม่ก็ได้แต่เศร้าไม่รู้จะทำยังไงดี พยายามช่วยลูกให้ดีขึ้นให้ได้มากที่สุดโดยใช้เทคนิคฟลอร์ไทม์ แต่ก็ไม่มีเวลามากพอเพราะต้องทำงาน เหนื่อยและท้อมากที่ไม่มีคนดูแลน้อง อยากหาโรงเรียนที่เข้าใจน้องและช่วยเหลือน้องได้แต่คงยากสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างเรา เศร้าจังค่ะ
แต่อ่านเรื่องของแม่ก้อยแล้วก็รู้สึกว่าทุกอย่างต้องมีทางของมันทำใจได้เยอะเลยค่ะ

 

โดย: แม่น้องOZONE IP: 101.108.18.219 23 กันยายน 2555 11:14:17 น.  

 

อยากได้สถานที่ฝึกค่ะ
ลูกชายอายุ 2ขวบ10เดือนแล้วยังไม่พูดค่ะ
รู้ว่าน้องไม่ปกติตั้งแต่ 2 ขวบ แต่ยังไม่แน่ใจเนื่องจากเขาดูโทรทัศน์เยอะค่ะ ก็หาที่ฝึกไปเรื่อย ๆ ค่ะ และมาเป็นลมชัก เมื่ออายุ 2ขวบ5เดือนค่ะ ตอนนี้คุมชักได้แล้ว แต่ยังไม่พูด มีปัญหาด้านการสื่อสาร และสังคมค่ะ ตอนนี้ฝึกจันทร์ถึงศุกร์ค่ะ แต่อยากได้สถานที่ฝึกพูดค่ะ แม่ก้อยพอจะมีแนะนำมั๊ยคะ รบกวนด้วยค่ะ ฝากไว้ที่ mai_sasi@hotmail.com นะคะ อยากได้เบอร์โทรด้วย แต่แม่ก้อยคงไม่สะดวกแน่ ๆ ทำงานบัญชีเหมือนกันค่ะ เหนื่อยแต่ก็ไม่ถอยค่ะ สู้เพื่อลูกค่ะ อยากเจอแม่ก้อยค่ะ ถ้ามีไปพูดที่ไหนบอกด้วยนะคะ จะไปให้ได้ค่ะ
ขอบคุณแม่ก้อยล่วงหน้าค่ะ

 

โดย: mai IP: 58.11.169.31 18 พฤศจิกายน 2555 4:04:51 น.  

 


แม่ก้อย ร้างลาวงการเรื่องฝึกลูกไปนานหลายปีมากแล้วค่ะ เท่าที่ทราบ เรื่องฝึกพูดคงต้องติดต่อโรงพยาบาล คิวคงจะหายากมาก เพราะส่วนใหญ่มีเข้าไม่มีออกกันทั้งนั้น

ลองติดต่อ สมิติเวชศรีนครินทร์ รพ.กรุงเทพ นนทเวช พญาไท 2 มโนรมย์ มีรัก น่าจะมีครูฝึกพูดมากที่สุดในตอนนี้ ลองจองคิวไว้ก่อนค่ะ เผื่อมีิคิวว่าง

แม่ก้อยว่า ฝึกพูดยังเป็นเรื่องรองนะคะ ลูกควรฟังคำสั่งได้ก่อน และ นิ่งพอสมควร ไม่งั้นก็เสียเวลาไปเปล่าๆ แนะนำให้ลองฝึกฟลอร์ไทม์ ลองหาเวลาไปเข้าฟังที่มหิดลไว้เป็นแนวทางมาฝึกกันเองที่บ้านจะได้ผลในระยะยาวมากกว่า

เอาใจช่วยนะคะ

 

โดย: แม่ก้อย 19 พฤศจิกายน 2555 16:44:20 น.  

 

อ่านเรื่องแม่ก้อยแล้วมีกำลังใจมากขึ้นเลยค่ะ เอาใจช่วยน้องนนท์ให้ได้โรงเรียนเร็วๆนะค่ะ
รบกวนถามแม่ก้อยเรื่องโรงเรียนที่น้องนนท์เรียนตอนนี้ว่าคือโรงเรียนอะไรค่ะ เป็นอินเตอร์ใช่หรือเปล่าค่ะ น้องกำลังมีปัญหาเรื่องหาโรงเรียนให้ลูกชายค่ะ ตอนนี้ 3 ขวบแล้ว รบกวนส่งอีเมล์มาก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะค่ะ
j_shany@hotmail.com

 

โดย: น้อง IP: 27.55.3.115 21 พฤศจิกายน 2555 11:23:56 น.  

 

นนท์ไปอยู่โรงเรียนประจำที่อังกฤษแล้วค่ะ
โรงเรียนเดิมเป็นนานาชาติค่ะ แต่เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนนโยบายการรับเด็กพิเศษไปแล้ว

 

โดย: แม่ก้อย 23 พฤศจิกายน 2555 17:02:35 น.  

 

อยู่ต่างประเทศ กำลังพาลูกมาเยี่ยมคุณตาที่เมืองไทย และจะอยู่เมืองไทยประมาณ 5 อาทิตย์ อยากให้ลูกเรียนว่ายน้ำ (ขอเบอร์ติดต่อครูสอนว่ายน้ำ) มีลูกแฝดค่ะ อายุ7 ขวบ คนหนึ่งปกติ แต่อีกคนเป็นเด็กพิเศษค่ะ มีหลายเรื่องอยากปรึกษาแม่ก้อย หนักใจกับพฤติกรรมและอารมณ์ขึ้นๆลงๆของลูก อยู่ที่ต่างปท. ลูกได้รับ Therapy ด้วย แต่รู้สึก (ของแม่) ยังไม่รู้สึกว่าลูกดีขึ้นเลย รบกวนช่วยติดต่อมาที่ nikki_nok@yahoo.com นะคะ

 

โดย: นก IP: 98.254.72.22 10 มิถุนายน 2556 11:27:50 น.  

 

เข้ามาอ่านตามจากในพันทิปเรื่องอาเค๊กของเด็กภูมิแพ้ค่ะ อ่านไปอ่านมาเจอหน้านี้ อยากบอกว่าน้องนนเป็นลูกที่โชคดีมาค่ะ แม่ก้อยสุดยอดของความอึดฮึดสู้มากเลย จะอึดฮึดตามแม่ก้อยบ้างค่ะ เอ้า ฮึบๆ

 

โดย: แม่น้องปริญ IP: 110.77.215.245 13 มิถุนายน 2556 12:11:45 น.  

 

พอดีกลัวลูกจะเป็น เพราะแกไม่ค่อยส่งเสียง และไม่ค่อยตอบสนองกับการพูดคุย ก็เลยหาข้อมูลก็มาเจอบล๊อคนี้ เป็นประโยชน์มากค่ะ และเป็นกำลังใจให้แม่ก้อยด้วยนะคะ สู้ ๆ

 

โดย: แม่บัว IP: 118.173.223.194 24 กรกฎาคม 2556 12:31:55 น.  

 

น้องแทน 6 ขวบ เรียนอ.3 เป็นออทิสติกสเปกตรัม
เรียนไม่ทันเพื่อน อ่านเขียนยังไม่ได้ น้องไม่นิ่ง การสื่อสารน้องยังไม่ดีเท่าที่ควร คุณแม่พยายามอ่านหนังสือ เพื่อที่จะพัฒนาลูก ฝึกได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็มีปัญหาพฤติกรรมหลายอย่าง โดยเฉพาะ เรื่องอารมณ์ จะเอาแต่ใจมาก ถ้าไม่ได้ตามต้องการ ก็จะโวยววายอาละวาด ขว้างปาสิ่งของ หรือตีคนที่อยู่ใกล้ ๆเช่น พี่หรือแม่ คุณแม่อยากทราบแนวทางในการดูแล ปรับพฤติกรรม อยู่บุรีรัมย์ค่ะ

 

โดย: แม่แอน IP: 171.5.142.178 10 สิงหาคม 2556 17:27:59 น.  

 

หลงเข้ามาอ่าน เพราะคิดว่าลูกชายมีพฤติกรรมคล้านจะเป็นออทิสซึ่ม
ตอนแรกว่าจะแค่เข้ามาอ่านวิธีฝึกลูก ทำไปทำมา อ่านทั้งแต่ต้นจนจบ ยอมรับว่าแม่ก้อยเป็นแม่ที่มีความอดทนและพยายามสูงมากคะ ดีใจที่น้องนนท์ได้มีโอกาสเกิดมาเจอแม่อย่างแม่ก้อย

 

โดย: คุณแม่ปากกาชมพู IP: 101.108.11.3 20 กันยายน 2556 12:09:05 น.  

 

กำลังหาโรงเรียนอนุบาลให้ลูกที่เป็นออทิส เคยเข้าที่นึงแต่แย่ลงๆ ขอคำแนะนำด้วยครับ บ้านอยู่อยุธยา kannaphopd@gmail.com

 

โดย: พ่อน้องไอซ์ IP: 27.55.225.154 9 มีนาคม 2559 13:26:13 น.  

 

อยากทราบชื่อโรงเรียนบ้างค่ะ ตอนนี้น้องเข้า 5 ขวบแล้ว แต่ยังหาโรงเรียนน้องไม่ได้เลย เพราะทางโรงเรียนปฏิเสธตลอด รบกวนด้วยนะคะ nsoetono@hotmail.com

 

โดย: แม่น้องเพิร์ล IP: 171.96.170.222 17 มีนาคม 2559 2:30:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แม่ก้อย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




บันทึกจิปาถะของแม่...
ที่รู้สึกงดงามกับทุกความเป็นไปของลูก
Friends' blogs
[Add แม่ก้อย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.