ธันวาคม 2551

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
31
 
 
ไปโบรโมมั๊ยเพ่?

ใกล้ 3 ช.ม. เต็มที... เดาว่า ใกล้ถึง Probollinggo จึงเริ่มเตรียมตัวลงจากรถ

ก่อนหน้านี้อิชั้นได้เจรจากับคนอินโดนีเซียที่นั่งใกล้ๆ แล้วว่า จะไป Bromo
เด็กท้ายรถได้ยินคำว่า "โบรโม" ก็โผล่หน้ามารับรู้ด้วย แม้ว่าอิชั้นจะไม่อยากให้รู้ก็เถอะ
เพราะรู้ว่า หากเด็กท้ายรถรู้ ก็หมายความว่า "มีสิ่งหนึ่งกำลังจะเกิดอะไรขึ้นในไม่ช้านี้"

แล้วจู่ๆ รถก็หยุด เด็กท้ายรถลุกขึ้นมาบอกว่า "จะไป Bromo ให้ลงตรงนี้..."

แต่เราอ่านข้อมูลมาแล้ว เค้าแนะนำให้ไปลงที่สถานีรถบัส เพราะตรงนี้....
มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเป็นห้องๆ คล้ายสำนักงานเล็กๆ โดยรวมก็คล้ายสำนักงานห้องแถวน่ะแหล่ะ... เป็นร้านของนายหน้า ชื่อ "Makohta" ค่ะ...

แค่คิดถึงนายหน้า นายหน้าก็โผล่หน้าดำๆ ขึ้นมาบอกว่า "ถ้าจะไปโบรโมให้ลงตรงนี้"

เราก็บอกเค้าไปว่า "เราจะไป Bus Station อ่ะ ไม่ลงตรงนี้หรอก" แต่รถก็ไม่ยอมออก.. แถมทั้งนายหน้าและเด็กท้ายรถก็ทำหน้าแบบกดดัน "ต้องลงรถตรงนี้แหละ"

"ทำยังไงดีหว่า?" หัวสมองเริ่มทำงานหนักอีกแย้ว
ที่สุดก็คิดได้ "มะเป็นไร เธอไม่ออกรถ แต่เดี๊ยนก็ไม่ลงค้า... จะรอก็รอกันทั้งคันรถเนี่ยแหละ" เอาแบบนั้นเลย

คนอินโดนีเซียที่นั่งข้างๆ หันมามอง ทำสีหน้าเห็นใจ...
ขณะที่ตาลุงคนอินโดนีเซียที่นั่งอยู่หน้าชายหนุ่มคนเดิม หันมามอง และพูดภาษาอังกฤษบอกให้ "ไปลงที่สถานีรถบัสเถอะ" แล้วก็ทำตาดุๆ ไปที่เด็กรถ
ที่สุดเด็กรถก็เลยยอมตะโกนบอกคนขับให้ออกเดินทางต่อ เราจึงรอดตัว พร้อมหันไปขอบคุณชาย 2 คนนั้น ที่ช่วยเจรจา

รถไปอีกนิดเดียวก็ถึงสถานีรถบัส ที่รู้ว่าเป็นสถานี เพราะพอเลี้ยวเข้าไป ก็เห็นรถบัสจอดอยู่เยอะแยะเลย แต่รถคันที่เรามาไม่ได้สุดทางที่นี่ค่ะ แต่ก็มีผู้โดยสารลงประมาณ 4-5 คน อิชั้นเดินไปดูป้ายด้านหน้ารถบอกว่า ไปสุดทางที่ "Jemper"

ซึ่งชายหนุ่มกะแก่ที่ช่วยเราก็ยังไม่ลงเหมือนกัน... ก็เลยร่ำลากันตรงนั้น

พอลากกระเป๋าเข้าไปในชานชลาปุ๊บ...

นายหน้าพุ่งเข้าหาทันที "ไปโบรโมมั๊ยเพ่?"
"เท่าไร?" เราทำใจดีสู้เสือถามทันที

"ถ้าไปรถ Bemo คนละ 25,000 ต้องรอรถเต็ม 20 คนถึงออก"
ตอนนั้นก็ปาเข้าไปบ่ายสองครึ่งแล้ว ข้าวกลางวันก็ยังไม่ได้กิน จึงออกอุบายบอกไปว่า

"มะได้รีบหรอก ต้องกินข้าว และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อน" แกก็ปล่อยเราไปโดยดี ไม่ตามตื้ออีก..




สถานีรถบัสที่ Probolinggo และชานชลา
ที่นี่มีร้านนายหน้าอย่างน้อย 2 ร้าน

แวะทานข้าวที่ร้านอาหารที่อยู่ค่อนไปทางปากทางเข้าสถานี... ทานเสร็จ ก็ถามเด็กในร้านว่า
"จะไป Cemoro Lawang ขึ้นรถได้ที่ไหน?"

ปรากฎว่า เด็กสาวคนนั้นดั๊นไปเรียกนายหน้าที่อยู่แถวๆ นั้นมาแทนซะนี่...

ชายนายหน้าคนนั้น บอกราคารถ Bemo เท่ากับเจ้าเดิม... สงสัยจะเตี๊ยมกันมาดี แต่บอกเพิ่มว่า.. ถ้าอยากออกรถเลยไม่ต้องรอ เค้าคิดราคา 200,000 Rp.

ไอ้หยา ! แพงขนาดนี้ ม่ายไหวน่อ... แกล้งต่อเหลือ 100,000 Rp. อีก็ส่ายหัว...
แต่ให้ 175,000 Rp. ทีนี้เป็นตาอิชั้นส่ายหัวบ้าง

เดินไปถามเจ้าหน้าที่ที่อยู่ป้อมตรงทางเข้าสถานี ซึ่งทำหน้าประกาศบอกรถบัสที่เข้า-ออก สถานี ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะคอยแต่ชี้ให้ไปหานายหน้าอย่างเดียว ไม่เหมือนเจ้าหน้าที่ที่สุราบายาแฮะ

ตอนหลังอิชั้นเริ่มเดาออกว่า ผู้ชายที่เตร็ดเตร่แถวๆ สถานีส่วนใหญ่เป็นนายหน้าทั้งนั้นแหละ เดินไปเข้าห้องน้ำ หรือมุมไหนๆ ก็มีแต่คนเล็งและเร่เข้ามาถาม

"โบรโมมั๊ยเพ่?"

ระหว่างลังเล คาดคะเนอยู่ว่า ตรงไหนมันหน้าสถานีหว่า... เพราะทราบมาว่า สถานที่จอดรถ Bemo อยู่หน้าสถานีรถบัส ก็มีผู้ชาย (ซึ่งน่าจะเป็นนายหน้า) มาบอกว่า
"ถ้าจะไปรถ Bemo ต้องไปรอตรงทางเข้าสถานีนู่น"

สมองเริ่มสับสน.... เพราะโดนรุมจากหลายฝ่าย จึงลากกระเป๋าไปรอตรงป้อมทางเข้าสถานี ให้ห่างๆ จากพวกนายหน้าสักหน่อย จะได้คิดอะไรออกบ้าง

ระหว่างกำลังตัดสินใจว่า จะลากกระเป๋าไปดูที่ถนนใหญ่ด้านนอกดีหรือเปล่าน้อ...
มองไปที่ประตูทางเข้า เห็น "ชาย-หญิงฝรั่งคู่หนึ่ง" เดินเข้ามา ผู้ชายลากกระเป๋า สะพายเป้ อีกมือหนึ่งถือ Surf Board อันใหญ่เบ้อเริ่มมาด้วย... ท่าทางกำลังโมโหจัดทั้งคู่

มีผู้ชายอินโดนีเซียเดินตามมาอีก 2-3 คน พอฝรั่งทั้งสองเดินมาถึงที่เรายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ ก็หยุด ฝ่ายหญิงด่าชายอินโดนีเซียที่เดินตามมาเป็นชุดๆ
"zz!!!!??&%$##??zzzz!!!"

พวกชาวอินโดนีเซียพูดสวนเป็นภาษาอินโดฯ ฟังจากน้ำเสียงน่าจะเป็นการด่าคืน บ้างก็พูดภาษาอังกฤษ

ฝ่ายชายฝรั่งท่าทีโมโหจัดพูดสวนไปว่า
"นี่อย่ามาว่า ภรรยาของเค้าอย่างนี้นะ" แล้วก็จุดบุหรี่สูบ อัดกันใหญ่ทั้งคู่

สักพักพอเห็นอารมณ์ทั้งคู่เริ่มเย็น อิชั้นกับคุณวายเอคู่เดินทาง ก็มองหน้ากัน ส่งสัญญาณว่า ใครจะเริ่มเปิดเจรจาก่อนดี... สุดท้ายก็ช่วยกันเจรจา...
ทั้งคู่เป็นชาวฝรั่งเศส แต่พูดภาษาอังกฤษดีมาก ฝ่ายชายชื่อ "ลูอิส" ฝ่ายหญิงชื่อ "เฟรดเดอริค" กำลังจะเดินทางไป Cemoro Lawang เหมือนกับเราเปี๊ยบ

พวกเค้าหัวเสียพวกนายหน้า ที่ลูกเล่นจัด บอกราคาเท่านี้ ไปเลย เอาเข้าจริง ราคานี้ต้องรอผู้โดยสารอีกนะ เดี๋ยวให้ไปรอตรงนู้น เดี๋ยวย้ายมารอตรงนี้

เฟรดเดอริคบ่นว่า
"ระยะทางแค่นี้ จะเอาเงินตั้งเยอะ... อะไรก็เอาแต่เงินๆ ๆ เค้านั่งรถข้ามเมืองตั้งหลายชั่วโมง เสียเงินแค่ 50,000 เอง..." แล้วก็อัดบุหรี่อีกยกใหญ่

ลูอิสเสริมว่า "ใช่ เราไม่ยอมเสียเงินให้พวกแย่ๆ พวกนี้หรอก"

สุดท้ายลูอิสคงเห็นภรรยาเครียดจัด จึงชวนเราว่า เค้าจะโทรไปที่โรงแรม ให้โรงแรมส่งรถมารับ และแชร์ค่ารถขึ้นไปด้วยกันดีไหม ซึ่งก็เข้าทางเรา ก็เลยโอเค เพราะ 4 หัวย่อมดีกว่า 2 หัว
ทั้งค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า.. และอีกอย่าง คือ ถ้าพวกนั้นตุกติกละก้อ.. ต้องคิดหนักทีเดียว เพราะลูอิสน่ะ เอาเรื่องทีเดียวล่ะ...

ตกลงจ่ายเงินคนละ 50,000 รถจะขึ้นไปส่งถึงโรงแรม... จริงๆ ราคานี้ไม่ถูกหรอก.. แต่คิดว่า มีเพื่อนขึ้นไปด้วยก็ดีเหมือนกัน เพราะนายหน้าแถวนี้ กะล่อนจริงๆ แถมผู้คนแถวนั้นก็ไม่ค่อยช่วยเหลืออีกต่างหาก

แต่ปรากฏว่า... พอรถมารับ.. เราก็ว่า อีตาคนขับเนี่ยหน้าตามันคุ้นๆ น่ะ... ครั้นขึ้นรถได้ ปรากฏว่า มันพาย้อนกลับที่ร้านนายหน้าที่รถบัสจอดครั้งแรกแฮะ.. บอกว่า ต้องมาทำเอกสาร
ซึ่งก็คือ จ่ายเงินนั่นแหละ..... นั่นหมายความว่า โรงแรมก็โทรมาหานายหน้า ให้จัดการนั่นแหละ... หนียังไงก็ไม่พ้นคนกลุ่มนี้แน่นอน เพราะเค้ากินกันเป็นกลุ่มค่าาาาา
ยกเว้นว่า จะยอมรอจนรถ Bemo เต็มแล้วก็โอเค...

สรุปก็คือ อยากแนะนำว่า ถ้าจะมาขึ้นรถไป Cemoro Lawang ที่ Probolinggo อย่ากลัวนายหน้า... เพราะยังไงก็หนีไม่พ้น ให้เจรจาต่อรองไปเลย จะได้ไม่เสียเวลา และเสียอารมณ์ค่ะ ราคารถเหมาขึ้นไปถึง Cemoro Lawang น่าจะอยู่ที่ 150,000-175,000 Rp. รถก็เป็นรถ Bemo นี่ล่ะค่ะ นั่งได้สบายๆ ซัก 8-10 คนมั้ง ที่สำคัญต้องย้ำเสียงขึงขังให้ชัดเจนว่า
"ไม่รับคนระหว่างทาง ไม่หยุดที่ไหนๆ ทั้งสิ้น" ด้วย เดี๋ยวจะรู้ว่าทำไมค่ะ

กว่ารถจะออกจาก Probolinggo ได้ก็สี่โมงกว่า... ก่อนออกรถ นายหน้ามาบอกว่า จะแวะรับผู้โดยสารอีก 2 คนที่สถานีรถบัส พวกเราก็โอเค เพราะทุกคนเริ่มออกอาการเบื่อการรบราล่ะ และอยากไปถึงที่พักเร็วๆ

แล้วผู้โดยสาร 6 คน ก็เริ่มออกเดินทาง อากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อย ระหว่างทางวิวทิวทัศน์สวยงามดีค่ะ เห็นต้นไม้ถูกทาลำต้นเป็นสีขาวมาตลอดทาง ก็สงสัยว่าทำไมต้องทาสีด้วย
คุณวายเอว่า สงสัยจะทาป้องกันแมลงมั้ง
แต่เราดูแล้ว เห็นว่า สีที่ทาน่ะ ทาทั้งต้นเล็ก ต้นใหญ่ และเป็นระดับสายตา น่าจะเป็นสีสะท้อนแสง เพื่อให้ผู้ขับรถตอนกลางคืน ใช้เป็นแนวทางในการขับรถ
เหมือนเสาสะท้อนข้างทางบ้านเรามากกว่า
เออ! ทำแบบนี้ง่ายและประหยัดดีเหมือนกันเนอะ...

ประมาณเกือบชั่วโมง รถมาจอดหน้าโรงแรม Yoshi มีเจ้าหน้าที่มาถามว่า มีใครจะพักที่นี่บ้าง... ไม่มีใครตอบ.. ไม่มีใครพัก รถก็ไม่ยอมออกแฮะ.. แปลกจริงๆ จอดอยู่สัก 10 นาที ครั้นพอไม่มีใครพักจริงๆ รถก็ออกเดินทางต่อ

สักพักก็มาจอดหน้าโรงแรม Cemara Indah คนอ้วนดำออกมาบอกว่า มีห้องพักราคา 250,000 จะพักไหม ก็ไม่มีใครพักอีก อิชั้นเริ่มเบื่อ จะจอดอะไรกันนักหนา จึงเสนอหน้าออกไปนอกหน้าต่าง บอกว่า "พวกเราทุกคนจองที่พักไว้หมดแล้ว..."

คุณวายเอสะกิดอยู่ข้างหลัง ประมาณว่า เรียกให้กลับเข้าที่
ชายอ้วนดำทำหน้า... แบบยายนี่จุ้น...

ก็ทำไมล่ะ... ไม่อยากรอแล้วนี่ นี่ก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย ตาคนขับรถก็แปลก ก็รู้อยู่แล้วว่า... พวกเราทุกคนมีที่พักแล้ว ก็ยังอุตส่าห์จอดอีก สงสัยว่า การแวะจะทำให้ได้เงินเพิ่มขึ้นแหง๋ๆๆ

นี่ไง! เป็นเหตุผลที่อิชั้นบอกว่า สำมะคัญ ต้องย้ำว่า "ห้ามแวะที่ไหน ห้ามรับคน ตรงไปที่โรงแรมเลย"
เฮ้อ ! เจอลูกเล่นสารพัดแบบนี่ ทำเอาเหนื่อยจริงๆ นะเนี่ย...

จากนั้นรถก็แวะไปส่งลูอิส และเฟรดเดอริค กับฝรั่งอีก 2 คนที่ Cafe Lava เราพักที่ Lava View Lodge ซึ่งอยู่สุดขอบถนน ในเขตอุทยานเลยก็ลงเป็นคู่สุดท้าย

ที่หน้าที่พักเห็นผู้คนกำลังชื่นชมกับทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกดินที่โบรโมกันอยู่ เสียดายมาไม่ทัน มัวแต่ไปผจญภัยในยุทธจักรอยู่น่ะ 555555555555




จุดชมวิวหน้าโรงแรม ที่เห็นควันขึ้นมา ไม่ใช่ไฟไหม้ป่านะคะ เป็นภูเขาไฟโบรโมค่ะ
ส่วนภูเขาไฟด้านขวา คือ บาต็อกค่ะ


พอพระอาทิตย์ตกดิน...อากาศก็เย็นเชียวค่ะ
เราต้องเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านอีก เพื่อหารถจิ๊ปไปชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า..
ก็อย่างที่บอก ตอนก่อน ล่ะค่ะว่า... รถจิ๊ปของโรงแรมแพงเกินไป..
และก็ได้ลูอิสกับเฟรดเดอริคนี่เองที่ช่วยเหลือ พาไปหา Reception ของโรงแรม Cafe Lava
ทั้งคู่เป็นฝรั่งที่มีน้ำใจ และน่ารักมาก ช่างเจรจา ร่าเริง...
ทั้งสองยังชวนเรา Trekking ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเลยค่ะ แต่อิชั้นน่ะ ขืนไปกะเค้ามีหวังไปไม่ถึงโบรโมแหง๋
คุยกันว่า.. คงได้ไปเจอกันที่เปนาจากัน แต่ก็ไม่เจอค่ะ... เดาว่า ทั้งคู่อาจจะตื่นไม่ทัน และคงมาชมพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าอีกวันหนึ่งแทน...

จึงไม่ได้เจอกันอีก... แต่ก็รำลึกถึงทั้งสองอยู่ค่ะ......

ติดตามตอนต่อ "ไฮไลท์ของโบรโม" ได้ในตอนหน้านะคะ






Create Date : 25 ธันวาคม 2551
Last Update : 25 ธันวาคม 2551 15:50:32 น.
Counter : 230 Pageviews.

3 comments
  
โดย: แค่ฟ้ามีดาว ^^ วันที่: 25 ธันวาคม 2551 เวลา:16:11:31 น.
  
แย่จัง นักท่องเที่ยวก็ยิ่งรู้สึกแย่ยิ่งกว่า
แต่วิวก็สวยคุ้มค่าค่ะ
โดย: จันทร์ไพลิน วันที่: 25 ธันวาคม 2551 เวลา:17:44:59 น.
  
เฮ้อ กว่าจะถึงก็เหนื่อยแล้วนะคะเนี่ย
โดย: แบแบ วันที่: 28 ธันวาคม 2551 เวลา:9:29:33 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Sea Sand n Star
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]