Group Blog
 
<<
มกราคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
27 มกราคม 2555
 
All Blogs
 
"เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" กับคำชี้แจงเรื่อง ม.112

.


กิจกรรมการเปิดตัว "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112" (ครก.112) เพื่อการระดมชื่อประชาชน

อย่างน้อยหนึ่งหมื่นชื่อ เพื่อเสนอกฎหมายเข้าสู่รัฐสภา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555 ยังมีความสับสนในบางประเด็น

สื่อหลายสำนัก ยังเข้าใจผิดคิดว่า “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” คือผู้เข้าชื่อร่วมผลักกันแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งวันนั้นมีการเปิดเผย 112 รายชื่อแรก ส่วนใหญ่เป็น "บิ๊กเนม" ในสังคม ทำเอาสื่อให้ความสนใจกันยกใหญ่

ส่วน "ครก.112" ตัวจริงนั้นเป็นเครือข่ายนักวิชาการ และกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ที่เคยสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือเป็น "แนวร่วม" ของ นปช.

ได้แก่ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, สันติประชาธรรม, คณะนักเขียนแสงสำนึก, กวีราษฎร์, อาร์ติเคิล 112

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.), กลุ่มมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน, กลุ่มประชาคมศิลปากรเพื่อประชาชน, กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์, แนวร่วมนักเรียนนิสิตนักศึกษาเสรีชนล้านนา

กลุ่มแดงสยาม, กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย, เพื่อนนักโทษการเมืองไทย และ กลุ่ม SOUND OF SILENCE
สำหรับ "คณะนิติราษฎร์" ก็เป็นหนึ่งในหลายสิบองค์กรที่ก่อรูปเป็น "ครก.112"!

ด้านผู้เข้าร่วมลงชื่อ 112 รายชื่อแรกนั้น ก็ไม่ใช่ "ครก.112" หากแต่เป็นผู้เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเท่านั้น
เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้มีรายชื่ออยู่ในบัญชี 112 รายชื่อ ได้ขอพื้นที่ชี้แจงดังนี้

000

เรียนมิตรสหายและผู้ห่วงใยบ้านเมืองที่รักทุกท่าน
ตามที่มีข่าวปรากฏว่าผมได้ร่วมลงนามสนับสนุน การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในบางวงการนั้น ผมเกรงว่าสภาพดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดการเข้าใจผิดกันโดยง่าย จึงขอเรียนชี้แจงจุดยืนของตัวเองให้กระจ่างชัดดังต่อไปนี้

ประการแรก ผมได้อนุญาตให้มีการใช้ชื่อผมในฐานะผู้สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวจริง เนื่องจากถูกขอร้องโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ และผมเองก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในกรอบของการปฏิรูปกฎหมาย มีเนื้อหากลางๆ ออกไปในแนวมนุษยธรรม และที่สำคัญคือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ

ประการต่อมา ผมไม่ใช่แกนนำในการรณรงค์แก้ไข ม.112 และมองการร่วมลงนามของตนว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดสาธารณะ เพื่อให้สังคมร่วมพิจารณา ส่วนสังคมจะมีมติอย่างไรก็แล้วแต่ความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ ผมไม่ได้มีความคิดจะร่วมผลักดันเคลื่อนไหวทางการเมืองในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความขัดแย้งและอยากจะใช้วัยชราของตนอย่างสงบสันโดษมากกว่า

ประการสุดท้าย แม้ว่าข้อเสนอแก้ไข ม.112 จะมีที่มาจากความเห็นของคณะนิติราษฎร์ แต่ผมต้องขอยืนยันว่าผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนักวิชาการกลุ่มนี้ และยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อเสนอในประเด็นอื่นๆ ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง ผมรับรู้เรื่องปฏิรูป ม.112 จากนักวิชาการอาวุโสกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ใช่คณะนิติราษฎร์ และได้รับการติดต่อเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

จึงขออนุญาตเรียนมาให้ผู้ที่สนใจและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ทราบ โดยหวังว่าท่านทั้งหลายจะตั้งมั่นอยู่ในการเจริญสติและมีความเมตตาต่อกัน

000

คำชี้แจงของ "เสกสรรค์" จำแนกให้เห็นชัดว่า "ความเห็นทางวิชาการ" กับ "การเคลื่อนไหวทางการเมือง" นั้นเป็นคนละเรื่องในกรณีแก้ไขมาตรา 112

ดุจเดียวกับ "ครก.112" กับ "ผู้ร่วมลงชื่อ 112 รายชื่อ" ก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกันเสียไปหมดทุกเรื่อง

"ลัทธิเหมารวม" มิควรเกิดขึ้นในสองขั้วความคิดการเมืองที่ขัดแย้งกันอยู่ในเวลานี้!


โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


Create Date : 27 มกราคม 2555
Last Update : 27 มกราคม 2555 19:45:17 น. 2 comments
Counter : Pageviews.
Add to Share/Save/BookmarkShare/Save/BookmarkShare/Save/Bookmark

 
ไม่ได้เป็นศิษย์เก่าทำมะสาด แต่ศึกษาประวัติ เสกสรรค์ ซื้อหนังสือทุกเล่ม นิตยสารทุกเล่ม ที่มีงานเขียนของเขา ชอบงามเขียนภาษาของเขา เขาคือคนต้นแบบที่เรานิยม แต่วันนี้ เดี่ยวนี้ฉันเสียใจ เสียดายเงินที่ได้ซื้อหนังสือ งานเขียนของเขา ฉันเผามันทิ้งทั้งหมด 20 กว่าปี นี่ฉันหลงชื่นชมพวกนี้ได้อย่างไรกัน


โดย: เคยชอบ เคยรัก IP: 223.207.133.66 วันที่: 27 มกราคม 2555 เวลา:12:10:25 น.  

 



เสกสรรค์ คือคนที่เคยต่อสู้ในวัยที่ควรต่อสู้...คือวัยนักศึกษาที่ยังไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ...มันย่อมเป็นความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง..


เพียงแต่สังคมไทยยังไม่อยู่ในสภาพที่สุกงอมแบบ จีน สมัยซูสีไทเฮา หรือ รัสเซียสมัย ซาร์นิโคลัสที่ 2 เท่านั้น...การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมจึงล้มเหลว


อีกทั้งยุคสมัยนั้น 2508-2523 การวิเคราะห์สังคมไทยเพื่อเป็นธงในการขับเคลื่อนขบวนการปฏิวัตินั้นมีความ "ผิดพลาดและไม่สอดรับกับเป็นจริงที่เป็นอยู่" รวมทั้งส่วนการนำของ พคท.อนุรักษ์และอยู่ใต้การครอบงำของ พคจ. มากเกินไป ...และไม่มีความโดดเด่นในตัวผู้นำเช่น เหมา เลนิน หรือ โฮจิมินต์ ของเวียดนาม


กับขบวนการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมเวลานี้...คิดช้าไปหน่อยไหม ? ...ตอนกระแสสังคมไม่ขึ้นทำไมถึงเงียบเป็นเป่าสาก ? เรียนจบมาตั้งนาน ทำงานมาตั้งนานในประเด็นข้อกฎหมาย - มันผ่านหูผ่านตาผ่านใจมาได้อย่างไรตั้งหลายปี ?

แม้ว่าข้อเสนอเป็นสิ่งที่สอดรับกับเหตุผลและสิ่งที่ควรต้องเป็นไปเช่นนั้นก็ตาม

การรอให้มี"กระแส"เสียก่อนแล้วจึงค่อย"โหนกระแส" มันแสดงถึงการขาดความกล้าหาญทางวิชาการอยู่สักหน่อย

มันแสดงให้เห็นว่าคนในสังคมนี้มีสันดานที่หวาดกลัวต่อ เงิน และอำนาจ อยู่อย่างยากจะเปลี่ยนแปลงได้


สุดท้าย
ในโลกนี้ "คนต้นแบบ" มีไว้สำหรับให้กลุ่มที่มีภาวะ"ศรัทธาจริต"สูง เกาะเกี่ยวใจไว้เท่านั้น...

สำหรับกลุ่มที่มีภาวะ"พุทธจริต" แล้ว "คนต้นแบบ" นั้นไม่เคยอยู่ในความคิด



โดย: สดายุ... วันที่: 27 มกราคม 2555 เวลา:15:35:22 น.  
สดายุ...
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember






O เมื่อดาวลอยดวง .. O






O เรื่อยรี้คีตะกานท์ .. ค่อยผ่านแว่ว
เมื่อลมแผ่วผ่านริ้ว .. น้ำพลิ้วผืน
กรุ่นกลิ่นแก้วอบร่ำ .. รอค่ำคืน-
คลี่ลงโอบกอดคลื่น .. ที่ตื่นฟอง

O เจื้อยแจ้วเสียงสูงต่ำ .. คล้ายรำพัน-
กล่อมดวงขวัญทอนโศกแห่งโลกผอง
มีจังหวะใจย้ำเร่งทำนอง-
เสียงพร่ำพร้องแห่งชู้ .. ให้รู้นัย

O ร้างเดือนดาวกลางพลบ, หรือ-หลบซ่อน-
จากแววตาออดอ้อน .. แสนอ่อนไหว
รื่นเย็นลมร่ำหา, แววตาใคร-
ก็ช่างแสนร่ำไร .. ล้อใจคน

O แม้น-เหมือนจันทร์ซ่อนแสงจากแหล่งที่
ทั้งราศีดาวช่วง .. ลับห้วงหน
หากแววตาหวั่นสะทก .. ยังวก-วน-
ทอดทอแสงอำพน .. เข้าดลใจ

O โบกโบยลมเย็นรื่น .. ล้อมผืนน้ำ
เมื่อคืนค่ำปรากฏความสดใส
โดยความซึ้งซ่านล้ำ, แก้มก่ำใคร-
ก็เรื่อสีแต้มใส่ .. ทุกนัยน์ตา

O ระริกสายน้ำตื่นพลิ้วผืนระลอก-
เข้ายั่วหยอกโลมหลั่ง .. ริมฝั่งท่า
รูปละม่อมเนียนแก้มยั่วแย้มมา
ปรารถนาอาวรณ์ – ฤๅถอนพ้น ?

O อ้อยอิ่งเสียงสังคีตแว่วหวีดผ่าน
พาหอมหวานทั้งปวงให้ร่วงหล่น-
ลงสู่ห้วงคำนึง .. ของหนึ่งคน-
เลื่อนระดับเอ่อล้นท่วมท้นใจ

O รูปนามเอย .. เผยลักษณ์มาดักขวาง-
หรือเพื่อรอก้าวย่างทุกย่างให้-
ย่ำเหยียบลงกลางบ่วง .. ความห่วงใย-
แล้วอาลัยเสน่หา .. ไม่ล้าเลือน ?

O พร่างพรายน้ำเหลื่อมรับอยู่วับไหว
เมื่อหัวใจคำนึง .. ซาบซึ้งเหมือน-
ว่า .. รูปนามตามติด .. คอยพิศเบือน-
สายตาเลื่อนแววชู้ .. ให้รู้การณ์

O สูงต่ำแห่งสังคีตแว่วหวีดเสียง
ยังแว่วเพียงขับกล่อมพาหอมหวาน-
เข้าโอบไล้โลมสิ้นจิตวิญญาณ
ให้สะท้านสะเทื้อนอยู่ .. แต่ผู้เดียว

O วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ด
ดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยว
สรวงย่อมมืดหม่นครัน .. เพราะจันทร์เรียว-
เร้นส่วนเสี้ยวเลื่อนดวงจนล่วงรอย

O ป่านฉะนี้ .. รูปแพงจักแฝงร่าง-
ในท่ามกลางเย็นเยียบและเงียบหงอย
หรือ .. หัวใจพร่ำพ้อเฝ้ารอคอย-
อกแขนอ้อยสร้อยโอบให้แอบอิง ?

O คิดถึงกันมากไหม .. หัวใจนั่น
แล้ว .. ไหวสั่นเพียงไหนหนอ .. ใจหญิง ?
แทน-เตียงนุ่ม .. เนื้ออ่อนเจ้าผ่อนพิง-
หมาย .. เกลือกกลิ้งก่ายร่างที่กลางทรวง

O รอคอยเถิด .. รูปละม่อมในอ้อมแขน-
จักโอบรูปไว้แน่น .. อย่างแหนหวง-
เพียงเพื่อแววหวามไหวที่ในดวง-
ตาคู่ช่วงโชนความออกล่ามพัน !

O แม้นจันทร์แรมเร้นดวง .. เลือนช่วงแสง
หากที่แฝงฝากช่วงในห้วงฝัน-
กลับเจิดจ้าโชนช่วงเยี่ยงดวงวัน-
เมื่อแรกผันเรือนรุ้งทาบคุ้งฟ้า

O เก็บงำแวววับวามแห่งยามเช้า-
พร้อมเหลื่อมเงาสายน้ำที่หลามบ่า
ก่อรูปนามพร่างพรายในสายตา
ให้แต่ปรารมภ์ชู้ .. ไม่รู้แล้ว

O ค่ำนี้ .. แววตาระยับเกินขับข่ม
แก้วกรุ่นกลิ่นรื่นฉม, สายลมแผ่ว-
ก็รำบัดรำบายปัดป่ายแนว
ลูบโลมความผ่องแผ้ว .. ล้อมแววตา

O ฟากฟ้า .. เมฆหม่นดำ, เสียงคำรน-
ก้องกาหลครึกโครม, ลมโหมหา
บนโลกต่ำ-รูปนาม .. ก็ล่ามคา-
ปรารถนาอาลัย .. ที่ในตน

O มีใจ .. พร้อมรูปเงา-รุมเร้าอยู่-
เมื่อรอบชู้โหมช่วง, กลางห้วงหน-
สายวิชชุเฟื้อยเส้น .. แล้วเต้น .. วน
แข่งใจคนรัวเต้นไม่เว้นยาม

O ถวิลถึง .. รูปสล้างที่กลางหมอน-
จักทอดถอนใจทราบ - รสวาบหวาม
อ้อมแขน .. อกอุ่นเอื้อ .. นิ่มเนื้องาม-
หรืออาจห้ามใจข่ม .. การสมยอม ?

O ลมลูบน้ำกระเพื่อมผิวเป็นริ้วตื่น
เสียงโอดอื้นพร่ำพ้อ .. ร่ำรอ-ถนอม-
ก็แผ่วผ่านตอกย้ำ .. ให้ด่ำดอม-
รสหวานหอมรูปนามแห่งยามนั้น

O เรื่อยรี้ .. คีตะกานท์ยังผ่านแว่ว-
ก็เมื่อแววในตา .. ค่อยพร่าสั่น
ระทึก .. ระทวยใจ .. ของใครกัน-
คงแว่วอยู่เช่นนั้น .. เสียง-สั่นเครือ

O คงแว่วอยู่ในโสต .. เสียงโอดอื้น
รัญจวนตื่น .. ในยามก็งามเหลือ
ร้างเหน็บหนาวทุกรอย .. จะคอยเจือ-
จางช่วงเชื้ออุ่นร้อน .. ให้ผ่อนแรง

O ราวเสียงแผ่วไกลลิบ .. กระซิบกระซาบ
ก่อนนัยน์ตาสบทราบ .. แล้ววาบแสง
ออดอ้อนผ่านรูปคำ .. ก็สำแดง-
นัยฝากแฝงอาวรณ์ .. อันร้อนรน

O วูบวับความอ่อนไหว .. ผ่านนัยน์ตา
ที่เหมือนว่าไหวสั่นนับพันหน-
จากอาวรณ์สั่นสะทก .. ในอกคน-
ผู้วกวนเวียนหอมไม่ยอมร้าง

O คะเนนึก .. รูปพรรณในบรรจถรณ์-
จักออดอ้อนแวดล้อมไม่ยอมห่าง
ช่วงแขนเรียว, ดวงขวัญ, รูปสรรพางค์-
จักร่วมวางชาติภพบรรจบลง

O คะเนนึก .. เนื้อนวลคร่ำครวญถวิล
เมื่อกรุ่นกลิ่นหอมระรุม .. ให้ลุ่มหลง-
ค่อยผ่านรสรื่นล้ำ .. ร่วมจำนง-
การรับส่งหวานหอม .. รายล้อมใจ

O เรื่อยรี้คีตาพร้องทำนองประณีต
ดังแว่วหวีดโลมรุกผ่านยุคสมัย
เสียงสั่นเครือคร่ำครวญ, เนื้อนวลใย-
ค่อยพลิ้วไหวตอบรู้ .. แรงชู้นั้น

O พร้อมคีตาพร่ำพร้องทำนองประณีต
เสียงแว่วหวีดก้องรัว, เนื้อตัวสั่น-
ก็เผยผ่านแขนเรียว .. โอบเหนี่ยวพัน-
ธนา-ความใฝ่ฝัน .. บัดนั้นเอง !












free counters





Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.