... มาดูแลสุขภาพกันเถอะ ...
ภาวะไขมันในเลือดสูง...อันตรายแค่ไหน?

ภาวะไขมันในลือดสูงเป็นภาวะที่คนเรากลัวมาก ไม่ว่าจะคนอ้วนหรือผอมเพราะสามารถเกิดได้ทั้งนั้น แต่วัยทีควรระวังและเริ่มป้องกันไว้น่าจะเป็นช่วงวัย 35-40ปี โดยสาเหตุนั้นมีหลายปัจจัยควรรู้และศึกษาไว้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ภาวะไขมันเลือดสูง คือ ภาวะที่ตรวจเลือดพบว่ามีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ

ไขมันในร่างกายมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ไขมันชนิดอันตราย ได้แก่

คลอเลสเตอรอล ( Cholesterol)

ไตรกลีเซอไรด์ ( Triglyceride)

ไขมันชนิดนี้ถ้ามีระดับสูงจะเป็นอันตราย เพราะจะพอกสะสมทำให้มีเส้นเลือดอุดตันในที่สุด

2. ไขมันชนิดดี

คือ เอชดีแอล (HDL) ไขมันชนิดดี ยิ่งมีระดับสูงเท่าไรจะยิ่งดีเพราะไขมันชนิดนี้จะทำหน้าที่ตรงข้ามกับไขมันชนิดอันตราย คือ จะไปลดและป้องกันการพอกตัวของไขมันในเส้นเลือด

ดังนั้นเมื่อท่านเจาะเลือด และพบว่าระดับคลอเลสเตอรอลรวมสูงกว่า 200 มก./ดล. หรือไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 200 มก./ดล. หรือระดับไขมัน HDL ต่ำกว่า 40 มก./ดล. นั้นคือท่านมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดตีบสูงขึ้น

สาเหตุของภาวะไขมันในเลือดสูง

1. เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้มีความบกพร่องในการเผาผลาญไขมันผิดปกติ

2. เป็นผลจากการเป็นโรคอื่นมาก่อน เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ โรคต่อม Thyroid ไม่ทำงาน โรคไต โรคพิษสุราเรื้อรังหรือเป็นผลจากการใช้ยา บางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยาคุมกำเนิด เป็นต้น

3. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันสัตว์ นม เนย ไข่ เครื่องสัตว์ หอยนางรม กุ้ง เป็นต้น

4. ความเครียด และการสูบบุหรี่

การรักษา

1. ควบคุมการรับประทานอาหาร โดยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันสัตว์ นม เนย ไข่

เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ส่วนที่ติดมันทุกชนิด หอยนางรม ปลาหมึก กุ้ง เป็นต้น

ใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันจากสัตว์

ใช้วิธีการนึ่ง ต้ม อบ อาหาร แทนการทอด หรือผัด

ควรเพิ่มอาหารพวกผักต่างๆ และผลไม้ เพื่อให้มีเส้นใยอาหารและกากมากขึ้น เพราะกากใยเหล่านี้จะช่วยให้ดูดซึมไขมันลดน้อยลง

หลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์ เหล้า และขนมหวาน เพราะจะสะสมกลายเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง คือ ออกกำลังกายครั้งละประมาณ 20-30 นาที และอย่างน้อย 3-4 ครั้ง/สัปดาห์

3. งดการสูบบุหรี่ นอกจากจะช่วยรักษาภาวะไขมันผิดปกติในเลือดได้แล้วยังจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วย

4. ลดน้ำหนักตัวหรือควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้อ้วนเกินเกณฑ์ปกติ

5. ถ้าท่านมีโรคประจำตัวที่ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง เช่น โรคเบาหวาน โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง โรคของต่อมไร้ท่อบางอย่าง ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรักษาและปฏิบัติตนที่ถูกต้อง

การป้องกัน

โดยการตรวจสุขภาพเป็นประจำดังนี้ หากท่านมีอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจเลือดเช็คระดับไขมันอย่างซ้ำทุกๆ

1-2 ปี แต่ถ้ามีประประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และสูบบุหรี่มากกว่า 10 มวน/วัน หรือท่านเป็นโรคอื่นร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ควรตรวจเลือดซ้ำทุก 6 เดือน ถ้าท่านต้องการตรวจเลือดเพื่อหาระดับไขมันในเลือดในวันที่เจาะเลือดควรงดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด ยกเว้นน้ำเปล่าก่อนมาเจาะเลือดอย่างน้อย 12 ชม. และในช่วง 1 อาทิตย์ก่อนมาตรวจเลือดควรรับประทานอาหารตามปกติ เพื่อให้ค่าระดับไขมันในเลือดถูกต้องที่สุด

อันตรายของภาวะไขมันในเลือดสูง

เมื่อร่างกายมีไขมันในเลือดสูง เลือดจะมีความหนืดสูงกว่าปกติ และมีการสะสมของไขมันตามหลอดเลือดต่างๆ ได้ง่าย ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง

การไหลเวียนของเลือดที่ผ่านหลอดเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆ จึงไม่สะดวก นานไปหลอดเลือดก็จะตีบลงและอุดตัน โดยเฉพาะถ้าเกิดกับหลอดเลือด

หัวใจจะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน และถ้าเกิดกับหลอดเลือดที่สมองจะทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ดังนั้นถ้าท่านมีระดับไขมันในเลือดสูงและไม่รักษาก็อาจทำให้อายุสั้น และมีโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาอย่างมากมายในที่สุด



อ่านแล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันนะคะ




Create Date : 12 ธันวาคม 2551
Last Update : 18 มกราคม 2552 14:11:27 น.
Counter : 637 Pageviews.

16 comments
  


๙๙
๙๙๙
๙๙๙๙
๙๙๙๙๙
๙๙๙๙๙๙
๙๙๙๙๙๙๙
๙๙๙๙๙๙๙๙
๙๙๙๙๙๙๙๙๙
เจิมค่ะ

โดย: yoja วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:18:23:48 น.
  
แทบจามิอยากทานไอติมเลยค่ะ

โหวตดีกว่าค่ะ...
Best Health Blog : blog เกี่ยวกับสุขภาพ ที่คุณชื่นชอบมากที่สุด+3คะแนนค่ะ
โดย: เจิมแล้วมาโหวตค่ะ (yoja ) วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:18:26:06 น.
  
ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด

ยาคุมกำเนิด ทำให้กระดูกบางลงได้
นำไปสู่ปัญหากระดูกพรุน
เมื่อแก่ตัวลง ดังนั้นหากจำเป็นต้องกินหรือฉีดยาเหล่านี้
ก็อย่าลืมหมั่นกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง
เช่น ผักใบเขียวเข้ม ปลาเล็กปลาน้อย ฯลฯ
หรือทานแคลเซียมเสริมไว้ด้วย.
ที่มา : Canadian Medical Association Journal, October 2001


***



ผู้หญิงชอบดื่มพึงระวัง

คุณผู้หญิงที่ชอบดื่มพึงระวังเพราะร่างกายคุณ
จะซึมซับแอลกอออล์ได้เร็วกว่าผู้ชาย ( เมาเร็วกว่า)
แล้วคุณยังมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม
ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 50%
แถมยังกระดูกเปราะกว่ากันมาก
เพราะเหล้าจะเข้าไปทำลายเนื้อกระดูก( bone mass) ของคุณ.
ที่มา : Rethinking Drinking' Reader's Digest, December 2001


***


นั่งรถตรงไหนปลอดภัยที่สุด

นั่งรถเก๋งที่เบาะหลังตรงกลางปลอดภัยที่สุด
รองลงมาคือ ที่นั่งด้านหลังทางซ้าย (หลังคนนั่งข้างคนขับ)
เพราะตามสถิติอุบัติเหตุจะเกิดทางด้านหน้า และ ด้านคนขับมากกว่า
และหากมีคนนั่งรถไปกับคุณด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
จะลด อันตรายจากอุบัติเหตุการชนด้านหน้ารถลงไปด้วย...
ที่มา : The Seattle Times, November 11, 2001
( ข้อมูลจาก http://www.thaihealth.or.th/th/index_th.php )


***


ทานกะหล่ำปลีดิบมีพิษนะ

ในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน ( Goibrogen)
ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีน
ไปสร้างเป็น ฮอร์โมนไทร๊อกซิน ( Thyroscine) ได้
ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอก
แต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้ โดยการต้ม
จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีสุก
จะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ


***


ถั่วงอกดิบมีโทษครับ

ในผักสดบางชนิดมีสารพิษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ในถั่วงอก
มีสารพิษพวกที่เรียกว่าไฟเตต ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะ
ไปจับแร่ธาตุบางชนิดที่อยู่ในอาหาร
ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุเหล่านั้นเข้าร่างกาย
ร่างกายจะเป็นโรคขาดแร่ธาตุ
สารพิษเหล่านี้สามารถทำลายได้โดยการต้ม
จึงควรรับประทานถั่วงอกสุขดีกว่าถั่วงอกดิบ


***


วิธีป้องกันตะคริว

ตะคริวเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่
การดื่มน้ำและ รับประทานผลไม้สดมากๆ
จึงช่วยลดการเป็นตะคริวได้...
ที่มา : Health& Fitness Column, Detroit News,
August 22, 2001


***


อดนอนบ่อยๆ ระวังเป็นเบาหวาน

ร่างกายที่ไม่ได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
จะใช้อินซูลินได้น้อยลง
คนอดนอนบ่อยๆ จึงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าปกติ...
ที่มา : The Seattle Times, July 22, 2001


***


ตรวจฉี่ด้วยตัวเอง

ร่างกายแต่ละคนต้องการน้ำไม่เท่ากัน
แพทย์แนะนำว่าควรดื่มมาก พอที่จะถ่ายปัสสาวะได้ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง
หากปัสสาวะคุณเป็นสีเหลือง เข้มกว่าปกติ แสดงว่าคุณกำลังขาดน้ำ...
ที่มา : Health & Fitness Column, Detroit News, August 22, 2001


***

เนยแท้ vs เนยเทียม

เนยแท้ๆ ที่ทำมาจากนม อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายกว่าเนยเทียม
หรือมาร์การีนซึ่งไม่มีประโยชน์เลยแถมเป็นพิษต่อร่างกายอีกต่างหาก
แต่ไม่ควรจะบริโภคเนยให้มากนักเพราะมากไป
ก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ และความดันได้ง่าย...


***


วิธีชะลอความแก่ 7 ประการ

เรื่องความชราที่มาเยือนนั้นเป็นไปตามวัยก็จริง
แต่หนุ่มสาวสมัยนี้กลับ ' แก่ก่อนวัย '
ถึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า ' ทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ '
เคล็ดลับเหล่านี้ได้จาก น.พ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์
สูตินารีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
๑.ต้องไม่อยากแก่...
ต้องตั้งใจคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวเอาไว้
และต้องปฏิบัติควบคู่ไปทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ

๒.มีใจเป็นหนุ่มสาว...
คือ รักอิสระ มองโลกในแง่ดีและที่สำคัญมีความหวังเสมอ
หรือการคบเพื่อนที่อายุน้อยกว่าก็เป็นวิธีการที่ดี

๓.ลดความเครียด..
เลิกเอาคิ้วผูกโบได้แล้ว ลองยิ้มให้มากขึ้น
ถ้าไม่รู้จะยิ้มอย่างไรก็ลองยิ้มกับกระจกเงาที่บ้านดูสิ

๔.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ..
ออกกำลังการอย่างน้อย 15 นาทีจะดี

๕.กินอาหารต้านชรา..
พยายามเลือกอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย
เช่น พืชผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ

๖.นอนหลับเพียงพอ..
เราควรจะนอนให้เพียงพอกับร่างกาย
ที่ดีที่สุดควรนอนก่อนสี่ทุ่มจะดีที่สุด

๗.ความรัก..
ความรักเท่านั้นที่จะช่วยให้คนสดชื่น กระชุ่มกระชวย
ทั้งความรักของคนหรือสัตว์ ก็จะช่วยให้เราหัวใจเบิกบาน


***


ขนมเด็กเคลือบยาพิษ Safe Stamp ระวัง !
อันตรายจากอาหารขบเคี้ยว ข้อมูลจากการสำรวจ
ของราชพฤกษ์โพล
คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ซึ่งเก็บตัวอย่างจากขนมหลายประเภท
จากโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษา จำนวน 40 โรงเรียน
ในพื้นที่ 17 เขตของกรุงเทพมหานคร
พบว่าภัยร้ายที่แฝงอยู่ในขนมเด็ก
โดยเฉพาะสารตะกั่วซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย
ขณะเดียวกันก็ยังพบสารอันตรายอื่นๆ
โดยเฉพาะเกลือโซเดียมในปริมาณมากน้อยต่างกันไป
ซึ่งหากบริโภค มากจนตกค้างสะสมในร่างกาย
อาจมีผลให้เส้นเลือดในสมองโป่งพองได้


***


10 อันดับขนมขบเคี้ยวประเภทข้าว แป้ง
ที่พบปริมาณโซเดียมสูงสุดดังนี้

1. ข้าวเกรียบปลาหมึก ตราอาริงาโตป้ง
2. ขนมทอดกรอบตราปูไทย ซองส้มเข้มป้ง
3. ข้าวเกรียบทอด ตราเอสบี รสพริกหยวกี่
4. ข้าวเกรียบกุ้ง ตราฮานามิ รสเม็กซิกันชิลลี่ษ
5. แป้งมันฝรั่งทอดกรอบ ตราโรลเลอร์ โคสเตอร์
รสหัวหอมทรงเครื่อง
6. แป้งข้าวโพดอบกรอบ ตราโจโต้ รสปลาหมึก
7. ข้าวเกรียบกุ้ง ตราคาลบี้ รสต้มยำรสแซบ
8. ข้าวเกรียบปลา ตรามโนห์รา
9. ข้าวเกรียบกุ้ง ตรามโนห์รา
10. ข้าวเกรียบรสมะเขือเทศ


***

โทษของน้ำต้มเดือดหลายๆ ครั้ง

น้ำประปามีแร่ธาตุหลายชนิด
เมื่อต้มเดือดแล้วเดือดอีกหลายๆ ครั้ง
น้ำจำนวนมากจะระเหยกลายเป็นไอ ส่วนที่เหลือ
จึงมีปริมาณแร่ธาตุ ชนิดต่างๆ เข้มข้นขึ้นมาก
และเกินมาตรฐานการบริโภค น้ำที่ต้มเดือดนานๆ
ไอออนของซิลเวอร์ไนเตรทที่อยู่ในน้ำ
จะเปลี่ยนเป็นซิลเวอร์ไนไตรท์
ซึ่งเป็นสารที่ให้โทษแก่ร่างกาย
และแร่ธาตุบางอย่างที่เป็นโทษต่อร่างกาย
จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเพราะการระเหยของน้ำ
และอาจมากจนเกินขีดจำกัด ความสามารถของร่างกาย
ในการกำจัดขับถ่ายออกมา
จึงไม่ควรดื่มน้ำที่ ต้มเดือดแล้วหลาย ๆ ครั้ง ครับ


***


อาหารต้านมะเร็ง 5 ประการเพื่อการป้องกัน

1. รับประทานผักตระกูลกะหล่ำให้มาก
เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอคโคลี่ ฯลฯ
เพื่อป้องกัน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้ส่วนปลาย
กระเพาะอาหาร และอวัยวะระบบทางเดินหายใจ

2. รับประทานอาหารที่มีกากมาก
เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่น ๆ
เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

3. รับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน และไวตามินเอสูง
เช่น ผัก ผลไม้สีเขียว-เหลือง
เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร กล่องเสียง และปอดำ

4. รับประทานอาหารที่มีไวตามินซีสูงเช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ
เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร

5. ควบคุมน้ำหนักตัว..โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง
เช่น มดลูก ถุงน้ำดี เต้านม และลำไส้ใหญ่


***


ผลกระทบของการอดนอน
งานวิจัยเชิงทดลอง โดยอาสาสมัครหนุ่มสาว
ทดลองนอนหลับวันละ 4 ชม. เป็นเวลา 6 คืน เมื่อเจาะตัวอย่างเลือด
พบว่า มีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและควบคุมยาก
ซึ่งเกือบจะเป็นเหมือนโรคเบาหวาน
นักวิจัยยังพบว่าการอดนอนเป็นสาเหตุของโรคอ้วน
โดยเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเร่งการเติบโต
ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตทางกายภาพ
และควบคุมสัดส่วนของไขมันต่อกล้ามเนื้อในร่างกาย
การอดนอนทำให้ฮอร์โมนนี้หลั่งน้อยลง
ร่ายกายรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น
นอกจากนี้ยังส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน
ซึ่งเป็นสารที่สื่อต่อระบบประสาท
ว่า ควรจะอิ่มได้เร็วหรือช้าเท่าใด
ตามความต้องการอาหารของร่างกาย
เมื่อระดับเลปตินลดลงจากการนอนน้อย
ผู้คนจะรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น
แม้จะได้กินอาหารจนได้พลังงานเพียงพอแล้วก็ตาม
การนอนไม่พอยังส่งผลต่อเม็ดเลือดขาว
และกลไกการตอบสนองภูมิคุ้มกันต่างๆ ของร่างกาย
ทำให้เจ็บป่วยง่ายเมื่อเจอเชื้อโรค
การนอนไม่พออาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องวงจรการหลั่งฮอร์โมนแปรปรวน
เนื่องมาจากการอดนอนและ แสงรบกวนในเวลากลางคืน
ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
ฉะนั้น นอกจากเราควรจะนอนให้เพียงพอแล้ว
เรายังไม่ควรเปิดไฟนอนอีกด้วย


***


6 อัศวินช่วยลดไขมันในเส้นเลือด

ร่างกายของคนเราสามารถสร้างคอเลสเตอรอลได้เองอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
ระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด
ก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย
เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน
และหัวใจวายแน่นอน
อาหารบางอย่างมีคุณสมบัติ
ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลได้ เป็นอย่างดีเยี่ยม
6 อัศวินตัวสำคัญนั้นคือ
1. มะเขือต่างๆ..
2. หอมหัวใหญ่..
3. กระเทียม
4. ถั่วเหลือง..
5. แอปเปิล..
6. โยเกิร์ต
วันใดมื้อใดที่คุณมีเมนูอาหารซึ่งอุดมไปด้วยไขมันมากๆ
ก็ควรรับประทานอัศวินตัวหนึ่งตัวใดเพื่อควบคุมไขมัน.


***


อาหารอันตรายเมื่อท้องว่าง

คุณทราบไหมว่าเมื่อท้องของคุณว่างแล้วคุณรับประทานอาหารเข้าไป
อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้ เพราะฉะนั้น
ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ควรเลือกชนิดของอาหารเสียก่อน
อาหารที่ไม่ควรรับประทาน ขณะท้องว่างมีชนิดใดบ้าง
มีบางชนิดที่เราแทบไม่เชื่อเลยล่ะ
กล้วย.. เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วย
ขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น
ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้ง
การทำงานของหลอดเลือดหัวใจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างยิ่ง
กระเทียม .. เพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหาร ได้รับการกระตุ้นเกิด
โรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง
ผัก.. การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง
จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปรกติ
นอกจากนั้น ยังไม่ควรอาบน้ำ และออกกำลังกายด้วยเช่นกัน
เพราะการอาบน้ำและการออกกำลังกาย ในขณะที่ท้องว่าง
จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
นมและนมถั่วเหลือง .. แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน
แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหาร
มีสารอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย
เหล้า .. หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร
ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
น้ำตาลหรืออาหารหวาน. .. ไม่ควรรับประทานอาหารหวาน
หรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง
จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด
และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต
ชา. .. ที่แก่เกินไป ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อย
ในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงาน
ของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ
มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ
ลูกพลับ .. ไม่ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง
เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง
และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้วจะทำให้เจ็บหน้าอก
คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร


***


ไอศกรีม อาหารขยะ
ไอศกรีมบางยี่ห้อ บางผู้ผลิต ใช้ไขมันที่เหลือจากโรงฆ่าสัตว์ แทน
และได้ใส่ส่วนผสมสังเคราะห์ จากสารเคมีต่าง ๆ ดังนี้
1. ไดอิธิลกลูคอล ( diethyl glucol ) .. สารเคมีราคาถูก ใช้ตีไขมัน
ให้กระจาย แทนการใช้ ่ไข่ เป็นสารกันเยือกแข็ง ที่ใช้กันน้ำแข็ง
( anti freeze) และผสมในน้ำยากัดสี
2. อัลดีไฮด์ - ซี 71 ( aldehyde-C71 ) .. ใช้สร้างกลิ่น เชอร์รี่
ให้ไอศกรีมเป็นของเหลวติดไฟง่าย และยังนำไปใช้ทำสีอะนิลีน พลาสติกและยาง
3. ไปเปอร์โอรัล ( piperoral ) .. ใช้แทนวานิลลา เป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าเหาและหมัด
4. อิธิลอะซีเตท ( ethyl acetate ) .. ใช้สร้างกลิ่นรสสับปะรด
ใช้เป็นตัวทำความสะอาดหนังและผ้าทอ กลิ่นของสารเคมีตัวนี้
ทำให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง ตับ และหัวใจผิดปกติ
5. บิวธีรัลดีไฮด์ ( butyraldehyde) ใช้สร้างกลิ่นรสเมล็ดในผล
ไม้เปลือกแข็ง เป็นสารประกอบสำคัญในกาวยาง
6. แอนนิล อะซีเตท ( anyle acetate) ใช้สร้างกลิ่นรสกล้วยหอม
เป็นสารทำลายใช้ล้างไขมัน
7. เบนซิล อะซีเตท( benzyle acetate) ใช้สร้างกลิ่นและรสสตรอเบอร์รี่


***

ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิด ทำให้กระดูกบางลงได้
นำไปสู่ปัญหากระดูกพรุน
เมื่อแก่ตัวลง ดังนั้นหากจำเป็นต้องกินหรือฉีดยาเหล่านี้
ก็อย่าลืมหมั่นกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง
เช่น ผักใบเขียวเข้ม ปลาเล็กปลาน้อย ฯลฯ
หรือทานแคลเซียมเสริมไว้ด้วย.
ที่มา : Canadian Medical Association Journal, October 2001


***


ผู้หญิงชอบดื่มพึงระวัง
คุณผู้หญิงที่ชอบดื่มพึงระวังเพราะร่างกายคุณ
จะซึมซับแอลกอออล์ได้เร็วกว่าผู้ชาย ( เมาเร็วกว่า)
แล้วคุณยังมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม
ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 50%
แถมยังกระดูกเปราะกว่ากันมาก
เพราะเหล้าจะเข้าไปทำลายเนื้อกระดูก( bone mass) ของคุณ.
ที่มา : Rethinking Drinking' Reader's Digest, December 2001


***


นั่งรถตรงไหนปลอดภัยที่สุด
นั่งรถเก๋งที่เบาะหลังตรงกลางปลอดภัยที่สุด
รองลงมาคือ ที่นั่งด้านหลังทางซ้าย (หลังคนนั่งข้างคนขับ)
เพราะตามสถิติอุบัติเหตุจะเกิดทางด้านหน้า และ ด้านคนขับมากกว่า
และหากมีคนนั่งรถไปกับคุณด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
จะลด อันตรายจากอุบัติเหตุการชนด้านหน้ารถลงไปด้วย...
ที่มา : The Seattle Times, November 11, 2001
( ข้อมูลจาก http://www.thaihealth.or.th/th/index_th.php )


***

ทานกะหล่ำปลีดิบมีพิษนะ
ในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน ( Goibrogen)
ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีน
ไปสร้างเป็น ฮอร์โมนไทร๊อกซิน ( Thyroscine) ได้
ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอก
แต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้ โดยการต้ม
จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีสุก
จะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ


***


ถั่วงอกดิบมีโทษครับ
ในผักสดบางชนิดมีสารพิษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ในถั่วงอก
มีสารพิษพวกที่เรียกว่าไฟเตต ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะ
ไปจับแร่ธาตุบางชนิดที่อยู่ในอาหาร
ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุเหล่านั้นเข้าร่างกาย
ร่างกายจะเป็นโรคขาดแร่ธาตุ
สารพิษเหล่านี้สามารถทำลายได้โดยการต้ม
จึงควรรับประทานถั่วงอกสุขดีกว่าถั่วงอกดิบ


***

วิธีป้องกันตะคริว
ตะคริวเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่
การดื่มน้ำและ รับประทานผลไม้สดมากๆ
จึงช่วยลดการเป็นตะคริวได้...
ที่มา : Health& Fitness Column, Detroit News,
August 22, 2001


***


อดนอนบ่อยๆ ระวังเป็นเบาหวาน
ร่างกายที่ไม่ได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
จะใช้อินซูลินได้น้อยลง
คนอดนอนบ่อยๆ จึงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าปกติ...
ที่มา : The Seattle Times, July 22, 2001


***


ตรวจฉี่ด้วยตัวเอง
ร่างกายแต่ละคนต้องการน้ำไม่เท่ากัน
แพทย์แนะนำว่าควรดื่มมาก พอที่จะถ่ายปัสสาวะได้ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง
หากปัสสาวะคุณเป็นสีเหลือง เข้มกว่าปกติ แสดงว่าคุณกำลังขาดน้ำ...
ที่มา : Health & Fitness Column, Detroit News, August 22, 2001


***


เนยแท้ vs เนยเทียม
เนยแท้ๆ ที่ทำมาจากนม อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายกว่าเนยเทียม
หรือมาร์การีนซึ่งไม่มีประโยชน์เลยแถมเป็นพิษต่อร่างกายอีกต่างหาก
แต่ไม่ควรจะบริโภคเนยให้มากนักเพราะมากไป
ก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ และความดันได้ง่าย...


***


วิธีชะลอความแก่ 7 ประการ
เรื่องความชราที่มาเยือนนั้นเป็นไปตามวัยก็จริง
แต่หนุ่มสาวสมัยนี้กลับ ' แก่ก่อนวัย '
ถึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า ' ทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ '
เคล็ดลับเหล่านี้ได้จาก น.พ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์
สูตินารีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
๑.ต้องไม่อยากแก่...
ต้องตั้งใจคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวเอาไว้
และต้องปฏิบัติควบคู่ไปทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
๒.มีใจเป็นหนุ่มสาว...
คือ รักอิสระ มองโลกในแง่ดีและที่สำคัญมีความหวังเสมอ
หรือการคบเพื่อนที่อายุน้อยกว่าก็เป็นวิธีการที่ดี
๓.ลดความเครียด..
เลิกเอาคิ้วผูกโบได้แล้ว ลองยิ้มให้มากขึ้น
ถ้าไม่รู้จะยิ้มอย่างไรก็ลองยิ้มกับกระจกเงาที่บ้านดูสิ
๔.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ..
ออกกำลังการอย่างน้อย 15 นาทีจะดี
๕.กินอาหารต้านชรา..
พยายามเลือกอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย
เช่น พืชผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
๖.นอนหลับเพียงพอ..
เราควรจะนอนให้เพียงพอกับร่างกาย
ที่ดีที่สุดควรนอนก่อนสี่ทุ่มจะดีที่สุด
๗.ความรัก..
ความรักเท่านั้นที่จะช่วยให้คนสดชื่น กระชุ่มกระชวย
ทั้งความรักของคนหรือสัตว์ ก็จะช่วยให้เราหัวใจเบิกบาน


***

ขนมเด็กเคลือบยาพิษ Safe Stamp ระวัง !
อันตรายจากอาหารขบเคี้ยว ข้อมูลจากการสำรวจ
ของราชพฤกษ์โพล
คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ซึ่งเก็บตัวอย่างจากขนมหลายประเภท
จากโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษา จำนวน 40 โรงเรียน
ในพื้นที่ 17 เขตของกรุงเทพมหานคร
พบว่าภัยร้ายที่แฝงอยู่ในขนมเด็ก
โดยเฉพาะสารตะกั่วซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย
ขณะเดียวกันก็ยังพบสารอันตรายอื่นๆ
โดยเฉพาะเกลือโซเดียมในปริมาณมากน้อยต่างกันไป
ซึ่งหากบริโภค มากจนตกค้างสะสมในร่างกาย
อาจมีผลให้เส้นเลือดในสมองโป่งพองได้
10 อันดับขนมขบเคี้ยวประเภทข้าว แป้ง
ที่พบปริมาณโซเดียมสูงสุดดังนี้
1. ข้าวเกรียบปลาหมึก ตราอาริงาโตป้ง
2. ขนมทอดกรอบตราปูไทย ซองส้มเข้มป้ง
3. ข้าวเกรียบทอด ตราเอสบี รสพริกหยวกี่
4. ข้าวเกรียบกุ้ง ตราฮานามิ รสเม็กซิกันชิลลี่ษ
5. แป้งมันฝรั่งทอดกรอบ ตราโรลเลอร์ โคสเตอร์
รสหัวหอมทรงเครื่อง
6. แป้งข้าวโพดอบกรอบ ตราโจโต้ รสปลาหมึก
7. ข้าวเกรียบกุ้ง ตราคาลบี้ รสต้มยำรสแซบ
8. ข้าวเกรียบปลา ตรามโนห์รา
9. ข้าวเกรียบกุ้ง ตรามโนห์รา
10. ข้าวเกรียบรสมะเขือเทศ


***
โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:18:27:27 น.
  

โทษของน้ำต้มเดือดหลายๆ ครั้ง

น้ำประปามีแร่ธาตุหลายชนิด
เมื่อต้มเดือดแล้วเดือดอีกหลายๆ ครั้ง
น้ำจำนวนมากจะระเหยกลายเป็นไอ ส่วนที่เหลือ
จึงมีปริมาณแร่ธาตุ ชนิดต่างๆ เข้มข้นขึ้นมาก
และเกินมาตรฐานการบริโภค น้ำที่ต้มเดือดนานๆ
ไอออนของซิลเวอร์ไนเตรทที่อยู่ในน้ำ
จะเปลี่ยนเป็นซิลเวอร์ไนไตรท์
ซึ่งเป็นสารที่ให้โทษแก่ร่างกาย
และแร่ธาตุบางอย่างที่เป็นโทษต่อร่างกาย
จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเพราะการระเหยของน้ำ
และอาจมากจนเกินขีดจำกัด ความสามารถของร่างกาย
ในการกำจัดขับถ่ายออกมา
จึงไม่ควรดื่มน้ำที่ ต้มเดือดแล้วหลาย ๆ ครั้ง ครับ


***


อาหารต้านมะเร็ง 5 ประการเพื่อการป้องกัน

1. รับประทานผักตระกูลกะหล่ำให้มาก
เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอคโคลี่ ฯลฯ
เพื่อป้องกัน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้ส่วนปลาย
กระเพาะอาหาร และอวัยวะระบบทางเดินหายใจ

2. รับประทานอาหารที่มีกากมาก
เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่น ๆ
เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

3. รับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน และไวตามินเอสูง
เช่น ผัก ผลไม้สีเขียว-เหลือง
เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร กล่องเสียง และปอดำ

4. รับประทานอาหารที่มีไวตามินซีสูงเช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ
เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร

5. ควบคุมน้ำหนักตัว..โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง เช่น มดลูก ถุงน้ำดี เต้านม และลำไส้ใหญ่


***


ผลกระทบของการอดนอน

งานวิจัยเชิงทดลอง โดยอาสาสมัครหนุ่มสาว
ทดลองนอนหลับวันละ 4 ชม. เป็นเวลา 6 คืน เมื่อเจาะตัวอย่างเลือด
พบว่า มีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและควบคุมยาก
ซึ่งเกือบจะเป็นเหมือนโรคเบาหวาน
นักวิจัยยังพบว่าการอดนอนเป็นสาเหตุของโรคอ้วน
โดยเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเร่งการเติบโต
ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตทางกายภาพ
และควบคุมสัดส่วนของไขมันต่อกล้ามเนื้อในร่างกาย
การอดนอนทำให้ฮอร์โมนนี้หลั่งน้อยลง
ร่ายกายรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น
นอกจากนี้ยังส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน
ซึ่งเป็นสารที่สื่อต่อระบบประสาท
ว่า ควรจะอิ่มได้เร็วหรือช้าเท่าใด
ตามความต้องการอาหารของร่างกาย
เมื่อระดับเลปตินลดลงจากการนอนน้อย
ผู้คนจะรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น
แม้จะได้กินอาหารจนได้พลังงานเพียงพอแล้วก็ตาม
การนอนไม่พอยังส่งผลต่อเม็ดเลือดขาว
และกลไกการตอบสนองภูมิคุ้มกันต่างๆ ของร่างกาย
ทำให้เจ็บป่วยง่ายเมื่อเจอเชื้อโรค
การนอนไม่พออาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องวงจรการหลั่งฮอร์โมนแปรปรวน
เนื่องมาจากการอดนอนและ แสงรบกวนในเวลากลางคืน
ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
ฉะนั้น นอกจากเราควรจะนอนให้เพียงพอแล้ว
เรายังไม่ควรเปิดไฟนอนอีกด้วย


***

6 อัศวินช่วยลดไขมันในเส้นเลือด

ร่างกายของคนเราสามารถสร้างคอเลสเตอรอลได้เองอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
ระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด
ก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย
เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน
และหัวใจวายแน่นอน
อาหารบางอย่างมีคุณสมบัติ
ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลได้ เป็นอย่างดีเยี่ยม

6 อัศวินตัวสำคัญนั้นคือ

1. มะเขือต่างๆ..
2. หอมหัวใหญ่..
3. กระเทียม
4. ถั่วเหลือง..
5. แอปเปิล..
6. โยเกิร์ต

วันใดมื้อใดที่คุณมีเมนูอาหารซึ่งอุดมไปด้วยไขมันมากๆ
ก็ควรรับประทานอัศวินตัวหนึ่งตัวใดเพื่อควบคุมไขมัน.


***


อาหารอันตรายเมื่อท้องว่าง

คุณทราบไหมว่าเมื่อท้องของคุณว่างแล้วคุณรับประทานอาหารเข้าไป
อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้ เพราะฉะนั้น
ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ควรเลือกชนิดของอาหารเสียก่อน
อาหารที่ไม่ควรรับประทาน ขณะท้องว่างมีชนิดใดบ้าง
มีบางชนิดที่เราแทบไม่เชื่อเลยล่ะ
กล้วย.. เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วย
ขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น
ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้ง
การทำงานของหลอดเลือดหัวใจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างยิ่ง
กระเทียม .. เพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหาร ได้รับการกระตุ้นเกิด
โรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง
ผัก.. การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง
จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปรกติ
นอกจากนั้น ยังไม่ควรอาบน้ำ และออกกำลังกายด้วยเช่นกัน
เพราะการอาบน้ำและการออกกำลังกาย ในขณะที่ท้องว่าง
จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
นมและนมถั่วเหลือง .. แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน
แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหาร
มีสารอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย
เหล้า .. หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร
ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
น้ำตาลหรืออาหารหวาน. .. ไม่ควรรับประทานอาหารหวาน
หรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง
จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด
และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต
ชา. .. ที่แก่เกินไป ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อย
ในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงาน
ของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ
มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ
ลูกพลับ .. ไม่ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง
เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง
และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้วจะทำให้เจ็บหน้าอก
คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร


***


ไอศกรีม อาหารขยะ
ไอศกรีมบางยี่ห้อ บางผู้ผลิต ใช้ไขมันที่เหลือจากโรงฆ่าสัตว์ แทน
และได้ใส่ส่วนผสมสังเคราะห์ จากสารเคมีต่าง ๆ ดังนี้

1. ไดอิธิลกลูคอล ( diethyl glucol ) .. สารเคมีราคาถูก ใช้ตีไขมัน
ให้กระจาย แทนการใช้ ่ไข่ เป็นสารกันเยือกแข็ง ที่ใช้กันน้ำแข็ง
( anti freeze) และผสมในน้ำยากัดสี

2. อัลดีไฮด์ - ซี 71 ( aldehyde-C71 ) .. ใช้สร้างกลิ่น เชอร์รี่
ให้ไอศกรีมเป็นของเหลวติดไฟง่าย และยังนำไปใช้ทำสีอะนิลีน พลาสติกและยาง

3. ไปเปอร์โอรัล ( piperoral ) .. ใช้แทนวานิลลา เป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าเหาและหมัด

4. อิธิลอะซีเตท ( ethyl acetate ) .. ใช้สร้างกลิ่นรสสับปะรด
ใช้เป็นตัวทำความสะอาดหนังและผ้าทอ กลิ่นของสารเคมีตัวนี้
ทำให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง ตับ และหัวใจผิดปกติ

5. บิวธีรัลดีไฮด์ ( butyraldehyde) ใช้สร้างกลิ่นรสเมล็ดในผล
ไม้เปลือกแข็ง เป็นสารประกอบสำคัญในกาวยาง

6. แอนนิล อะซีเตท ( anyle acetate) ใช้สร้างกลิ่นรสกล้วยหอม
เป็นสารทำลายใช้ล้างไขมัน

7. เบนซิล อะซีเตท( benzyle acetate) ใช้สร้างกลิ่นและรสสตรอเบอร์รี่

***
โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:18:31:19 น.
  
สรรพคุณของพืชผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไรไว้ในหนังสือชื่อ ' ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ ' เช่น

1. ปวดหัว กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด
น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง จ ะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง

2. แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ ให้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว

3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมัน ไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด

4. โรคนอนไม่หลับ ดื่มน้ำผึ้ง เป็น ประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี

5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง

6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ( ปลาโอ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป๋อง ) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง

7. ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก และขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป

8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให้ กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี ( ไม้เมืองหนาว) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้

9. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้

10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้

11. ความจำเสื่อม แก้ไขโดย กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี

12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

13. ไอ จาม กินพริกแดง สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง

14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี โดยเฉพาะรำข้าวกะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศ หญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อสำคัญอย่ากินไก่มาก เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต

15. มะเร็งปอด กิน ส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเอ อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน

16 แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้

17. โรคท้องร่วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก
ช่วยให้อาการปั่นป่วน ในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง

18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี ' โมโรอันแซตเทอเรต ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว ' คลอเลสเตอรอล ' ได้

19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง

20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้ พืชผักที่กินเป็นอาหารประจำวันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกายช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่างๆได้ถ้าได้เรียนรู้ที่จะร ู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง

คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน
ไทยขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติที่จ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของเราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นำมาศึกษา ค้นคว้า และคิดค้นตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้เพื่อนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป.

อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง

3. มะเร็งรังไข่ อาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการ ปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย)
อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก
หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน


10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที
มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวด เร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ

**** ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคือ อาการของริดสีดวงทวาร แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย

15. มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่างขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma) คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ

ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล

ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิด สำหรับมะเร็งจะหายภายใน 6 วัน วิธีรักษา - ไปที่ร้านย าจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1 ตำลึง ก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม จากนั้นให้ดื่มจนหมดชาม

สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้วควรดื่มน้ำตามมาก ๆ
นำส่วนที่เหลือมารับประทาน
ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ต้องตกใจ
เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ

*** ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็น เงินค่ารักษา และขออย่าได้เก็บไว้เป็นส่วนตัวโดยเด็ดขาด
หากท่านผู้อื่นรับทราบด้วยใจศรัทธาและกุศลจิตของท่าน
ท่านและครอบครัวจะประสบแต่ความสุข ความสมหวังทุกประการ
โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:18:49:59 น.
  
ความรู้จากแพทย์จีน
อาจารย์ท่านแนะนำเคล็ดลับไว้ 12 ข้อดังต่อไปนี้...
1. หวีผมบ่อยๆ:
หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรง เบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ:
ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ

บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ:
ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ

โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ:
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม)
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี

ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันเบาๆ บ่อยๆ

ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ:
การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น

ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:
การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8. หมั่นขับของเสีย:
หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ
ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น
การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ
(กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ:
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ:
การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ:
การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ

ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ


12. ถูผิวหนังบ่อยๆ:
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให เลือดและพลังไหลเวียนดี

เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไปนานๆ ครับ.....



โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:18:55:28 น.
  



Good to Know‏

1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์
เซลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ (อืมม….มิน่า กินน้ำน้อย รู้สึกโง่ๆ)



2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน
ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดีที่ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น



3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที
เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน)



4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประส! บความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน



5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ



6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา ฯลฯเพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอนเดอร์ฟินและโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์



7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเองเป็นการลดภาระของสมอง



8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ
ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข ฯลฯ เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์



9. ฝึกหายใจลึกๆ
! สมองใช้ออกซิเจน 20-25 เปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์

โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:18:58:20 น.
  
กินอาหารเฉพาะโรค

ปวดเข่า (ไม่ใช่โรคเกาต์) ควรกินอาหารที่ทำด้วยขิงจะช่วยลดอาการอักเสบ เช่น หมูผัดขิง ต้มส้มปลากระบอก ปลาเจี๋ยน น้ำพริกขิง เมี่ยงคำ เมี่ยงปลาทู

ท้องผูก ควรกินอาหารที่มีเส้นใยสูง ข้าวกล้อง น้ำพริกผักจิ้ม แกงส้มดอกแค แกงเลียงตำลึงหัวปลี สะเดาลวกน้ำปลาหวาน แกงเลียงชะอมปลาย่าง ยำมะเขือพวง แกงป่าขี้เหล็กหมูย่าง

คอเลสเตอรอลสูง ควรกินอาหารที่มีเส้นใยสูง หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ อาหารทะเล กุ้ง หอย ปู หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด หลีกเลี่ยงไขมันสัตว์

เบาหวาน ควรลดอาหารหวาน มัน เค็มจัด หันกินข้าวกล้อง กินผักใบ เช่น น้ำพริกจิ้มผักบุ้งต้ม หัวปลีต้ม ดอกแค ยอดแคต้ม มะระขี้นกต้ม กินปลา กุ้ง กินอาหารประเภทยำ เช่น ยำใบบัวบก ยำผักกูด ยำยอดกระถิน แกงส้มผักบุ้ง แกงส้มผักกระเฉด ต้มยำหัวปลี (กินอาหารที่มีเส้นใยสูง ไขมันต่ำ รสไม่หวาน)

ความดันสูง จำกัดอาหารไขมัน อาหารหวาน อาหารรสเค็ม ควรกินข้าวกล้อง ลดอาหารที่ใส่กะทิใช้ผักที่มีเส้นใยสูงทำอาหาร เช่น มะเขือพวง มะระขี้นก สะเดา กระเฉด ชะอม หัวปลี ใบบัวบก กระถิน โดยกินวันละประมาณ 200 กรัม และทำอาหารใส่กระเทียมให้มากกว่าปกติ

โรคเกาต์ งดเครื่องในสัตว์ทุกชนิด กินปลาเป็นหลัก ใช้ผักใบทำอาหารเอายอดออก เอาเมล็ดออก ผักประเภทหน่อ เมล็ด ยอด จะเพิ่มความปวดให้มากขึ้น แตงกวากินแต่เปลือก ตำลึงเด็ดยอดออก ถั่วงอกเอาหัวออก เป็นต้น) ดื่มน้ำตะไคร้ และดื่มน้ำวันละประมาณ 8-10 แก้ว

นอนไม่หลับ กินข้าวกล้องเป็นประจำ กินผักสดผลไม้สดมากใน 1 วัน เช่นกินผักรวมกัน (ใน 1 วัน ประมาณ 200 กรัม ผลไม้ ส้ม 1 ลูก มะละกอ 1 จาน 8 คำ สับปะรด 1 จาน 8 คำ) ใช้ใบขี้เหล็กลวกจิ้มน้ำพริก หรือใช้ใบขี้เหล็กแกงกับปลาย่าง

ท้องผูก กินข้าวกล้อง กินผักที่มีเส้นใยสูง เช่น มะระขี้นก สะเดา มะเขือพวง ใช้ต้มจิ้มน้ำพริกหรือทำน้ำพริกมะเขือพวง ผัดมะระขี้นกกับไข่ กินผักพื้นบ้านที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย เช่น ยอดขี้เหล็ก กินมะละกอสุกเป็นประจำ ต้มน้ำมะขามเปียกดื่มเป็นเครื่องดื่มประจำ

ท้องอืด ควรกินผักพื้นบ้านที่มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร เช่น กินตำลึงจิ้มน้ำพริก แกงเลียง แกงจืด จะช่วยย่อยอาหารประเภทแป้ง กินสับปะรดเป็นอาหารหวานหลังกินข้าว สับปะรดช่วยย่อยอาหารประเภทเนื้อสัตว์ กินเนื้อสัตว์ควบคู่กับผักที่เป็นสมุนไพรช่วยย่อยเช่น กระชาย ตะไคร้ กะเพรา พริกไทย

...ที่มา เดลินิวส์...
โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:19:00:21 น.
  
มีคนส่วนมากปวดหัวไมเกรนแล้วไปหาหมอทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องกล้ามเนื้อมาอย่างละเอียดเอียดแล้วละก็ ผู้ป่วยจะได้รับคำตอบว่า ไมเกรนเป็นโรคที่ไม่รู้สาเหตุ และรักษาไม่ได้ ได้แค่กินยาและ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นการปวดไมเกรน ท่านลองหาในเน็ทดูก็ได้ ส่วนมากบอกกันแบบนี้ น้อยนักที่จะบอกให้รักษาโดยใช้ Stretching or Yoga ท่านเหล่านั้น เมื่อได้พูดคุยกับ นักกีฬา หรือนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ได้เคยฝึก การยืดเหยียดหรือโยคะมาแล้ว และได้รับคำแนะนำจากนักกีฬาหรือนักวิทยาศาสตร์การกีฬาไป ก็ไม่เคยจะเชื่อเลย แถมบอกอีกว่าไปหาหมอมาแล้ว หมอบอกว่ารักษาไม่ได้ และ ไม่รู้สาเหตุ ท่านเหล่านั้นไม่เคยเชื่อสิ่งอื่นๆอีกเลย แม้ว่าสิ่งที่บอกไปไม่มีผลเสียที่จะนำไปปฎิบัติ ก็ตาม ก็ยังคงรักการกินยาอยู่อย่างนั้น ซึ่งผมเจอเยอะมาเลย

ตอนหลังๆมามาได้ใช้วิธีนวดและยืดกล้ามเนื้อให้น้องๆที่รู้จักกัน อาการไมเกรนนั้นหายทันที เนื่องจากเค้าเป็นมาไม่นาน หากคนที่เป็นมาเป็นปี การยืดกล้ามเนื้อและนวดครั้งแรกอาจช่วยได้ไม่มาก ต้องใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ และรักษากล้ามเนื้ออักเสบด้วย

อย่างไรก็ตาม หากกล้ามเนื้อที่เป็นจุดสาเหตุ ถูกใช้งานอีกก็จะเป็นได้อีก วิธีการ ก็คือ ทำให้กล้ามเนื้อยืออกอีก และ สร้างกล้ามเนื้อให้เกิดพลังด้วย จึงจะเป็นการรักษาถาวรครับ

อีกอย่าง คนที่เป็นไมเกรนหรือเลือดลมวิ่งได้ไม่ดีแล้วละก็ จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มากขึ้น และรุนแรงขึ้นด้วย ภูมิแพ้คือ คนที่มีภูมิของร่างกายทำงานไวเกินไปนั้นเอง เชื้อโรคหรือสิ่งเร้าเล็กน้อยก็ ตอบโต้จนร่างกายบาดเจ็บ

ทำตามคำแนะนำนี้บ่อยๆสม่ำเสมอนะครับ แล้วท่านจะดีขึ้นจากโรคปวดหัวข้างเดียวอย่างไม่น่าเชื่อครับ ยิ่งท่านออกกำลังกายบ่อยๆ ท่านก็เป็นไมเกรนได้บ่อยขึ้น หรือไม่ออกกำลังกายเลยก็เป็นไมเกรนบ่อยเช่นกัน ดังนั้น ป้องกันไมเกรนได้โดย การยืดเหยียดให้ถูกวิธี ให้ตรงกับกล้ามเนื้อมัดที่เป็นสาเหตุด้วย จึงจะหายได้ การยืดเหยียด ป้องกันโรคไหลติด ( frozen shoulder ) ได้ด้วยครับ แต่ต้องให้ตรงกับกล้ามเนื้อนั้นๆด้วยนะครับ อันนี้สำคัญ เดี๋ยวจะมาบอกว่าทำแล้วไม่เห็นหายเลยครับ ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอก็ได้ครับ ฝึกเองได้ ไม่ต้องกินยา ไม่เสียตังค์ เสียเวลาเท่านั้น ครับ




๏~* สาเหตุของโรคไมเกรน *~๏‏

บรรดาคนวัยทำงานที่อยู่ในภาวะคร่ำเคร่งกับการทำงาน นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน และขาดการบริหารกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ

ทราบหรือไม่ว่า นี่เป็นสัญญาณอันตรายที่จะบ่งบอกให้รู้ว่าบุคคลเหล่านี้กำลังมีโอกาสเสี่ยงกับการเป็นโรคยอดฮิตติดชีวิตคนเมือง นั่นก็คือ โรคปวดศีรษะเรื้อรัง หรือ อาการปวดศีรษะ “ไมเกรน” นั่นเอง

แพทย์อายุรเวทวิภาพร สายศรี แพทย์อายุรเวทแผนไทยประยุกต์ จากคลินิกรักษาไมเกรน ดอกเตอร์แคร์ อธิบายว่า สาเหตุของอาการปวดศีรษะไมเกรนเกิดจาก การเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อ 4 ส่วน หลัก คือ Splenius, Suboccipitals, Sternocleidomastoid, และ Trapezius ซึ่งทำให้เกิด Trigger Point กดทับ เส้นเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงบริเวณศีรษะ ทำให้มีปริมาณเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะได้น้อย โดยอาการ จะเริ่มจากการปวดบริเวณท้ายทอย ขมับ และหน้าผาก เป็นประจำ ซึ่งเป็นอาการของ Tension Headache และ เมื่อกล้ามเนื้อมีการเกร็งสะสมเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ป่วยไวต่อปัจจัยกระตุ้นบางชนิด เช่น แสงแดด ความร้อน กลิ่นบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้อมีการเกร็งตัวเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลันเมื่อเผชิญกับปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริเวณ ศีรษะขาดเลือด หัวใจจึงปั๊มเลือดที่มีแรงดันเกินปกติ เมื่อเส้นเลือดบริเวณศีรษะได้รับแรงดันเลือดที่สูงจึงมีการ ขยายตัวผิดปกติ และทำให้เกิดการปวดศีรษะข้างเดียว โดยปวดตุ๊บๆ ตามการเต้นของหัวใจ หรือเรียกว่าการ ปวดศีรษะแบบไมเกรน


รูปแสดงถึงตำแหน่ง Trigger Point ที่อยู่บริเวณคอ โดย Trigger Point ที่ตำแหน่ง ดังกล่าวจะกดทับเส้นเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงบริเวณ ศีรษะ ทำให้บริเวณศีรษะขาดเลือดและออกซิเจน นอกจากนี้ การอักเสบของ Trigger Point จะทำให้ เกิดอาการปวดในบริเวณสีแดง คือบริเวณหลัง ศีรษะ กลางศีรษะ ขมับ และกระบอกตา


“หลายคนมองว่า อาการปวดศีรษะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อรู้สึกปวดแล้วทานยาแล้วพักผ่อน อาการก็หายไปเอง แต่สำหรับผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรัง ที่ปวดศีรษะมากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน โดยปวดติดต่อกันหลาย ชั่วโมง มีอาการตาพร่ามัว คลื่นไส้ และอาเจียนร่วมด้วย ซึ่งอาการดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยได้รับความทรมาน และ ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ การใช้ยาแก้ปวดไม่สามารถรักษาอาการไมเกรนได้ เพียงแค่บรรเทาอาการปวด เพียงชั่วคราวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลเสียต่อตับและไตของผู้ป่วย”


สำหรับการดูแลเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนนั้น แพทยอายุรเวทวิภาพร กล่าวว่า เนื่องจากอาการไมเกรนเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อซึ่งไปกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณศีรษะ ร่วมกับปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เช่นฮอร์โมน ความเครียด ความร้อน ฯลฯ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไมเกรน เราควรที่จะ

1. บริหารโดยการยืดกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอที่ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ
2. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อนานๆ เช่นการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆ การนั่งทำงานต่อเนื่อง การใช้กล้ามเนื้อซ้ำๆ
3. การฝึกสมาธิเพื่อลดความเครียดของจิตใจ (ซึ่งมีผลต่อการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ)

แต่ในกรณีที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนเกิดขึ้น เพื่อที่จะบรรเทาอาการปวดให้น้อยลง และมีระยะเวลา การปวดที่สั้นที่สุด เมื่อรู้สึกตัวว่าจะเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยควร หยุดกิจกรรมที่มีการใช้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอทั้งหมด, พักผ่อนทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ, ทำให้กล้ามเนื้อมีการคลายตัว โดยการยืดกล้ามเนื้อ และ ทำจิตใจให้มีสมาธิ เพื่อบังคับให้กล้ามเนื้อคลายตัวออก

ในส่วนการรักษาของคลินิกรักษาไมเกรน ดอกเตอร์แคร์ ได้คิดค้นและพัฒนาวิธีการรักษาไมเกรน ซึ่งเป็นการ รักษาแบบ ผสมผสานความรู้ทางด้านกายวิภาค ร่วมกับการกดจุด การยืดกล้ามเนื้อ และการสลาย Trigger Point ที่กดทับเส้นเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงบริเวณศีรษะ โดยเป็นเทคนิคการรักษาที่ทางคลินิกได้พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคไมเกรนโดยเฉพาะ

“ผู้ป่วยที่เข้ามารักษาที่คลินิก เป็นผู้หญิงมากกว่าร้อยละ 75 การที่ผู้หญิงเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ชาย อาจมีสาเหตุมาจากโครงสร้างของกล้ามเนื้อที่ไวต่อการเกร็งตัวมากกว่ากล้ามเนื้อของผู้ชาย และฮอร์โมนเพศ หญิงซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนหลังการรักษาแล้วอาการไมเกรนจะกลับมาอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการทำงาน และการ บริหารร่างกายของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอเกร็งตัว และบริหารกล้ามเนื้อที่ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยก็สามารถห่างไกลจากอาการไมเกรนที่สร้างความทุกข์ ทรมานได้”

เพื่อศึกษาข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับโรคไมเกรน ผู้สนใจสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.drcareclinic.com


คลินิกแพทย์การแพทย์แผนไทยประยุกต์ Doctorcare
ชั้น 2 อาคารไลฟ์เซ็นเตอร์ คิวเฮ้าส์ลุมพินี ถนนสาธร โทร 02 6777 552-3
ชั้น 1 อาคารฟอร์ล่าวิลล์ ถนนพัฒนาการ โทร 02 3200 013

โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:19:02:47 น.
  

หยุดความแก่ไว้แค่ที่ 20 เราทำได้!!


ออกกำลังกายเตรียมพร้อมก่อนแก่


มักมีคำถามเสมอว่า ‘รู้ไหมคนเราเริ่มแก่ตอนอายุเท่าไหร่’ ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ก็ตั้งแต่เกิดนั่นแหละ!! แต่นั่นดูเหมือนจะถูกขัดใจอยู่สักหน่อย ดังนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรวัฒน์จึงให้คำตอบในทางหลักการว่า คนเราจะเริ่มแก่เมื่ออายุ 20 ปี อันเนื่องด้วยพลังหนุ่มสาว ฮอร์โมนต่างๆ เริ่มทำงานน้อยลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ จุดสังเกตสัญญาณของความแก่มีหลายประการด้วยกัน เช่น สมองเริ่มทำงานช้าลง ความจำสั้นขึ้น นอนนานแต่นอนไม่อิ่ม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ริ้วรอยของความแก่อาจยังไม่เห็นเด่นชัดนัก กระทั่งเมื่อก้าวเข้าสู่อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มของภูมิร่างกายที่ต่ำลง ร่องรอยของความแก่ก็จะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น


หยุดวัยหนุ่มสาวโดยไม่ต้องพึ่งครีมแพงๆ



ปรากฏการณ์เหล่านี้เรียกว่า แก่จากภายใน และชราจากอณูเซลล์

คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วอะไรคือสาเหตุของความแก่ โลกที่กำลังหมุนไปหรือก็ใช่ อนุมูลอิสระหรือก็ใช่ ลักษณะนิสัยที่ชอบกินของอ้วนของมันและไม่ออกกำลังกายหรือก็ใช่ สภาพแวดล้อมหรือก็ใช่ แต่บทสรุปอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรา ‘แก่’ ก็คือ ‘ใจ’ นั่นเอง
เมื่อรู้เช่นนี้ คำถามที่จะเกิดขึ้นในลำดับถัดมาก็คือทำอย่างไรจึงจะหยุดความแก่ไว้แค่ 20 และนำหัวใจที่สดใสแบบ young heart กลับคืนมา



นพ.กฤษดา ศิรามพุช



** เตรียมกายพร้อมแก่
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะนำบรรดาผู้สนใจศาสตร์การพิชิตความชราว่า หากต้องการหยุดความแก่ไว้ที่ 20 ไม่ใช่เรื่องยากหากแต่ต้องเข้าใจว่า ชราก่อนวัยนั้นมีต้นเหตุจากอะไรบ้าง ในแนวทางพระพุทธศาสนาถือว่าความแก่เกิดจาก อวิชชา ซึ่งคือความไม่รู้ ไม่รู้จึงเครียด นอนดึก หรือหลงอยู่กับอบายมุข และสิ่งอโคจรทั้งหลาย ในทางวิทยาศาสตร์ถือว่าสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นก่อให้เกิด “สนิมแก่” หรือ “อนุมูลอิสระ” อันเป็นเหตุให้ความชรามาก่อนวัยอันควร

“การต้านความชราของร่างกายภายนอกต้องเริ่มจากภายใน จิตใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าครีมบำรุงกระปุกแพงหรืออาหารเสริม 108 ชนิด ถ้าสังเกตจะเห็นว่าคนถือศีลไม่ว่าศาสนาใดจะผิวพรรณดี เพราะธาตุหนุ่มสาวจะทำงานตลอด”

อย่างไรก็ตามหนทางที่จะหยุดวัยหนุ่มวัยสาวไว้ไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว เช่น บางคนเน้นแต่เพียงอาหารอย่างเดียว ซึ่งนพ.กฤษดา บอกว่า การเลือกรับประทานอาหารเป็นวิธีการที่ดี แต่อย่าตระหนกจนคิดไปว่า อะไรก็กินไม่ได้ โดยแนะนำว่าอย่าสุดโต่งทางใดทางหนึ่งเท่านั้น และอย่าเกาะกระแสแม้ไม่มีกำลัง เช่น แม้ว่าจะมีคนบอกว่าอาหารเมดิเตอร์เรเนียนคืออาหารสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก แต่สำหรับคนไทย อาหารไทยก็ยังเป็นอาหารสุขภาพที่ดีที่สุดเช่นกัน

“มะเขือเทศจะให้เบตาแคโรทีนเยอะมาก อาหารเสริมที่นิยมกินกันนั้นไม่ใช่ไม่ดี แต่ถ้าจะกินก็อย่าลืมอาหารสดด้วย ปลาทู ปลาซาดีน หรือผักใบเขียวจัดเหล่านี้ล้วนกินแล้วมีประโยชน์ทั้งสิ้น” นพ.กฤษดา แจกแจง



ปลาทูที่พร้อมสำหรับทุกเมนูสุขภาพ



** อย่า 3 อย่างทำให้ได้
ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ข้อคิด 3 อย่าสำหรับผู้ที่ต้องการต้านแก่ และเตรียมร่างกายไม่ให้ทรุดโทรมตามตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของอายุว่า อย่าแรกคือ อย่าอ้วน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณผู้หญิง โดยเฉพาะข้อที่บอกว่างดแป้งและน้ำตาลซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้อ้วน เพราะนอกจากจะเป็นต้นตอของหลายโรคเรื้อรังแล้ว ยังทำให้แก่เร็วอีกด้วย

ข้อสำคัญคือ แม้จะงดแป้งและน้ำตาลได้ในระดับหนึ่งแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะจะทำให้ร่างกายแข็งแรง หัวใจและปอดได้ทำงานเต็มที่ ธาตุหนุ่มสาวก็กลับคืนมาอีกครั้ง โดยต้องออกกำลังกายอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงหรือประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ การออกกำลังกายแบบต้านความชรานั้น ต้องออกกำลังแบบสลับช่วงจะได้ผลดีที่สุด เช่น ถ้าเราชอบวิ่งก็ให้วิ่งเร็วเต็มที่ 2 นาที ช้า 2 นาที หรือว่ายน้ำก็ได้



ฝึกฝนจิตใจให้สดชื่นสมวัยด้วยการนั่งสมาธิ


“การออกกำลังกายแบบสลับช่วงจะช่วยให้ปอดกับหัวใจออกกำลังโดยตรง ซึ่งทำให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) หลั่งออกมา ทำให้สามารถย้อนนาฬิกาชีวิตให้กับตัวเอง”

อย่าที่สอง คือ อย่ากินอิ่มมาก อาการที่เรียกว่ามากคือ ‘อิ่มแปล้’ ที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ในแง่การเผาผลาญพลังงานแล้ว ยังไปจำกัดการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) อีกด้วย ดังนั้น ควรกินแต่พอดีและปล่อยให้หิวนิดๆ เพื่อให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตหลั่ง ซึ่งจะเพิ่มธาตุหนุ่มสาว และสมองก็จะทำงานได้ดีด้วย

อย่าสุดท้าย คือ อย่างุ่ยๆ (อยู่ง่ายๆ) คือ ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ทำใจให้สบายและปล่อยวาง โดยนอกจากออกกำลังกายแล้วควรจะออกกำลังใจด้วย เช่น ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ ใช้ประสาทสัมผัสที่ไม่ค่อยได้ใช้จะทำให้สมองทั้งสองซีกทำงานได้ดี อาทิ ใช้มือซ้ายหวีผม เขียนหนังสือ คีบตะเกียบ หรี่เสียงวิทยุให้เบาๆ แล้วใช้สมาธิตั้งใจฟัง หรือฝึกใช้จินตนาการ

“การออกกำลังใจเท่ากับฝึกใจให้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ง่ายๆ ซึ่งจะรวมทั้งการกิน การคิด และการใช้ชีวิตประจำวัน ใช้ทุกวันให้คุ้มค่า เท่านี้ก็ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยชราอย่างเป็นสุขได้ หัวใจเราก็จะหนุ่มกระชุ่มกระชวยตลอดเวลา” นพ.กฤษดาสรุป


แทนคุณ จิตต์อิสระ


** เตรียมจิตพิชิตชรา
ด้าน แทนคุณ จิตต์อิสระ พิธีกรรายการโทรทัศน์ ในฐานะเป็นผู้สนใจศิลปะและศาสนา ให้เคล็ดลับการอยู่อย่างสง่า ชราอย่างสบาย และตายอย่างสงบว่า ก่อนอื่นใดต้องเข้าใจว่าเรื่องวัยนั้นเป็นสภาวะธรรมชาติ ทุกคนต้องแก่และต้องตาย ดังนั้นจะแก่อย่างไรให้มีคุณค่า ซึ่งจากสิ่งที่เขาเคยปฏิบัติและได้ผลด้านจิตใจโดยส่งต่อมายังร่างกายด้วยนั้นคือ การให้อภัย

“คนที่ให้อภัยคนอื่นจะไม่แก่เลย เพราะจะไม่มีเรื่องให้ทุกข์ใจ ไม่เครียด และอยู่กับปัจจุบัน นอกจากนี้ก็ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ การไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นจะทำให้เราอายุยืน”

ไม่เพียงเท่านี้ พิธีกรรายการโทรทัศน์ ยังบอกอีกว่า การหมั่นช่วยเหลือคนอื่นด้วยการมีกิจกรรมทางสังคมสม่ำเสมอเท่ากับได้ขยับกายออกกำลัง และได้ออกกำลังใจด้วย เขาถือว่าเป็นการอยู่กับโลกอย่างอ่อนโยนซึ่งจะทำให้เราดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา

“ถ้ารู้สึกว่าสมองเราเริ่มตื้อบ่อยๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก และอ่อนเพลีย ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณหนึ่งของความแก่ที่มองไม่เห็นสิ่งที่ผมทำแล้วได้ผลคือ ฝึกหายใจเข้าออก หายใจให้ยาวและลึก มีคนแนะนำให้หายใจออกก่อน แล้วค่อยสูดลมหายใจเข้าปรากฏว่าลมหายใจเข้าจะสดชื่นมาก เรียกความกระปรี้กระเปร่าได้ดี อีกอย่างที่ทำคือ นั่งสมาธิ ซึ่งยิ่งนั่งบ่อยก็ยิ่งดี นั่งให้ใจสงบอาจจะไม่ต้องวิปัสสนากรรมฐาน แต่นั่งสงบจิต การนั่งสมาธิทำให้เราได้ไอเดียดีๆ ก็มี แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องฝึกบ่อยๆ หรือทำให้เป็นนิสัยก็ยิ่งดี” แทนคุณให้เคล็ดลับ

โดยสรุปทั้ง นพ.กฤษดา และ แทนคุณ เห็นพ้องกันว่าวัยชราที่คืบคลานเข้าหาแต่ละคนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครห้ามได้ตราบใดที่โลกยังหมุน แต่สิ่งที่ทำได้คือ การชะลอความแก่ของอณูเซลล์ได้ด้วยวิถีปฏิบัติภายนอก เช่น เลือกอาหารและออกกำลัง ถ้าใครอยากจะใช้ครีมหรือเสริมอาหารก็ไม่ว่ากันแล้วแต่กรรมวิธี แต่สำหรับการหยุดความแก่ไว้แค่ 20 นั้นทำได้ด้วยการฝึกจิตใจ และอย่าลืมความเป็นเด็กในแต่ละคน

อย่าตระหนกแต่จงตระหนัก “เห็นตัวแก่ ดีกว่าเห็นแก่ตัว” ว่าอย่างนั้นไหม?
โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:21:21:33 น.
  
อ่านแล้วได้ความรู้จังเลยค่ะ
โดย: UnderSunShine* วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:21:53:04 น.
  
มีประโยขน์มากๆครับคุณทิวา
แต่ต้องทยอยๆอ่านยาวมากๆ

เรื่องคลอเลสเตอรอล ( Cholesterol) กับ
ไตรกลีเซอไรด์ ( Triglyceride) นี่ก็ควบคุมอยู่ ตรวจเลือดครั้งหลังสุดอยู่ในเกณฑ์ปกติดี

แล้วจะมาอ่านต่อครับ
โดย: ลุงแอ๊ด วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:22:04:53 น.
  

ฉลาดทำใจในยามมีสุข


ใคร ๆ ก็ต้องการความสุข และคิดว่าความสุขจะได้มาก็เมื่อมีทรัพย์ ได้โชค มีสุขภาพดี มีงานการดี หรือสมหวังในความรัก เป็นต้น แต่ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนนั้นมิได้อยู่ที่ว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเรามากมายเพียงใด แต่อยู่ที่เราวางใจหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นอย่างฉลาดหรื อไม่ หากวางใจไม่เป็น ความสุขก็ผ่านเข้ามาในชีวิตเพียงชั่วประเดี๋ยว และอาจตามมาด้วยความทุกข์แสนสาหัส

ฉลาดทำใจเป็นสิ่งจำเป็นแม้ในยามมีสุขหรือสมหวัง เพราะในสุขนั้นมีทุกข์แฝงด้วยเสมอ เช่นเดียวกับคุณและโทษมักจะมาด้วยกัน หากวางใจอย่างฉลาด ความทุกข์หรือโทษย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ขณะเดียวกันก็สามารถเข้าถึงความสุข รักษาให้ยั่งยืน และสร้างคุณประโยชน์ให้แพร่หลายกว้างขวาง ไม่ว่าทรัพย์ สุขภาพ ความสำเร็จ ชื่อเสียง สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เพิ่มพูนได้หากรู้จักใช้ด้วยใจที่ ฉลาด
สุขภาพดี แข็งแรง

การมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัย นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่คนไม่ค่อยตระหนัก เพราะใจไปจดจ่ออยู่กับอย่างอื่นที่ยังมาไม่ถึงหรือยังไม่มี เช่น ความมั่งคั่ง ชื่อเสียง อำนาจ สถานะ คู่ครอง ต่อเมื่อล้มป่วย หรือทุพพลภาพ จึงมาได้คิดว่าครั้งหนึ่งความสุขเคยอยู่กับตัวแท้ ๆ แต่กลับมองข้ามไป บางคนมาได้คิดเมื่อสายไปเสียแล้ว เพราะร่างกายไม่มีวันดีเหมือนเดิม ดังนั้นถ้าวันนี้คุณยังมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ก็ควรพอใจแล้ว อย่าไปมัวแต่เศร้าโศกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาที่ไม่สมหวังในเรื ่องต่าง ๆ อย่าลืมว่า มีผู้คนนับไม่ถ้วนที่อยากมีสุขภาพอย่างคุณ แต่ก็ทำไม่ได้ทั้ง ๆ ที่มีเงินมากมายมหาศาล ทั้งนี้เพราะสุขภาพมิอาจซื้อได้ด้วยเงิน

ขอให้ถนอมรักษาสุขภาพของคุณเอาไว้ ด้วยการกินอาหาร ออกกำลังกาย รักษาใจและใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม อย่าคิดว่าสุขภาพดีนั้นเกิดขึ้นเอง หรือได้มาโดยคุณไม่ต้องทำอะไร การคิดเช่นนั้นจัดว่าเป็นความประมาทอย่างหนึ่ง เพราะหากคุณปล่อยตัวปล่อยใจ กิน เสพ เที่ยว อย่างไม่ระมัดระวัง ใหม่ ๆ อาจไม่เป็นไร แต่พอคุณเริ่มมีอายุ ผลร้ายจะแสดงตัวอย่างชัดเจน ถึงตอนนั้นอาจสายเกินกว่าที่คุณจะแก้ไขให้ดีเหมือนเดิมได้

แต่ถึงจะดูแลรักษาสุขภาพอย่างไร ก็ควรตระหนักว่า สุขภาพเป็นของไม่เที่ยง ความเจ็บความป่วยเป็นของธรรมดาที่ไม่มีใครหนีพ้น แท้ที่จริงความเจ็บป่วยนั้นแทรกซึมอยู่ในทุกขณะที่ยังดูเหมือนป กติ เพียงแต่ยังไม่แสดงตัวเท่านั้น ดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความตายมีอยู่ในชีวิต ความเจ็บป่วยมีอยู่ในความไม่มีโรค” เพราะฉะนั้นจึงควรเตรียมใจไว้เสมอว่าสักวันหนึ่งคุณจะต้องเจ็บป ่วย จะได้ไม่ทุกข์หรือก่นด่าชะตากรรมว่า “ทำไมถึงต้องเป็นฉัน?” เมื่อวันนั้นมาถึง

เนื่องจากสักวันหนึ่ง ร่างกายของคุณก็จะต้องผันแปรไป ไม่อาจทำสิ่งต่าง ๆได้เหมือนเดิม ดังนั้นในขณะที่ยังมีสุขภาพดี ยังมีเรี่ยวแรง ไปไหนมาไหนได้สะดวก คุณจึงควรใช้โอกาสนี้ทำสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งต่อคุณเอง ต่อครอบครัว และต่อส่วนรวมให้ได้มากที่สุด อย่าทิ้งโอกาสดี ๆ ไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือใช้เรี่ยวแรงเพื่อตักตวงความสนุกสนานหรือความเพลิดเพลินชั่ วครู่ชั่วยาม เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่อาจช่วยคุณได้หากคุณล้มป่วยหรืออ่อนแรงลง ถึงตอนนั้นแม้คุณอยากทำสิ่งดี ๆ ที่มีประโยชน์ ก็อาจทำไม่ได้แล้ว เพราะสังขารไม่อำนวย
ประสบความสำเร็จ

ใคร ๆ ก็ชอบความสำเร็จ เพราะนอกจากจะหมายความว่าน้ำพักน้ำแรงที่เขาทุ่มเทไปไม่สูญเปล่ าแล้ว ยังอาจได้รับคำสรรเสริญหรือรางวัลอีกด้วย แต่หากคุณไปคาดหวังคำสรรเสริญหรือรางวัล คุณอาจเป็นทุกข์ได้ง่าย ๆ อันที่จริงความสำเร็จก็เป็นรางวัลอยู่แล้วในตัวเอง คือเป็นรางวัลแห่งความพากเพียรพยายาม ซึ่งคุณควรภาคภูมิใจ แม้นไม่มีใครสรรเสริญเลยก็ตาม ยิ่งงานที่คุณทำนั้นเป็นประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น รอยยิ้มของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะนำความสุขใจมาให้คุณ ความสุขอย่างนี้มีค่ามากกว่าคำสรรเสริญหรือรางวัลที่คนอื่นให้เ สียอีก

จะว่าไปแล้วถึงคุณทำงานไม่สำเร็จ แต่หากพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ก็ควรภาคภูมิใจที่ได้ทำ โดยเฉพาะเมื่องานนั้นเป็นสิ่งดีงามหรือถูกต้อง การทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามแม้ไม่สำเร็จ ย่อมมีคุณค่ามากกว่าการประสบความสำเร็จในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อ ง

ความสำเร็จนั้นมิใช่เป็นของที่ได้มาง่าย ๆ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมีเหตุปัจจัยต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย งานแต่ละชิ้นที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีหลายคนและหลายสิ่งมาช่วยสนับสนุนให้บังเกิดผลที่มุ่งหวั ง ความสำเร็จจึงเหมือนภูเขาน้ำแข็ง ที่มีส่วนพ้นผิวน้ำเพียงส่วนเดียว แต่อีก ๑๐ ส่วนอยู่ใต้น้ำซึ่งไม่มีใครมองเห็น ดังนั้นเมื่อประสบความสำเร็จ คุณควรตระหนักว่ามีผู้คนมากมายที่ช่วยหนุนส่งให้ความพยายามของค ุณสัมฤทธิผลจนปรากฏเด่นเห็นชัดดังยอดภูเขาน้ำแข็ง อย่างน้อยคุณก็ได้อาศัยความรู้และประสบการณ์ของเขามาประยุกต์ใช ้ คุณจึงควรขอบคุณบุคคลเหล่านั้น และตระหนักว่าความสำเร็จดังกล่าวมิใช่เป็นของคุณคนเดียว แต่เป็นของผู้คนอีกมากมายด้วย

การมอบความสำเร็จให้ผู้อื่นมีส่วนเป็นเจ้าของด้วยนั้น เป็นการตระหนักถึงความจริงที่ช่วยลดอัตตาของคุณมิให้พองโต และจะดีกว่านั้นหากคุณยกความสำเร็จนั้นให้เป็นของ “ธรรมชาติ” อันได้แก่เหตุปัจจัยต่าง ๆ อีกมากมายที่ช่วยให้งานของคุณสัมฤทธิผล โดยคุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสแห่งเหตุปัจจัยดังกล่าว การทำเช่นนั้นจะช่วยให้คุณยึดติดในความสำเร็จดังกล่าวน้อยลง ไม่เป็นเจ้าเข้าเจ้าของจนใครมาแตะต้องหรือวิจารณ์ไม่ได้ เมื่อยกผลงานและความสำเร็จให้เป็นของธรรมชาติ คุณจะรับฟังคำวิจารณ์ด้วยใจที่เปิดกว้างและปล่อยวางได้มากขึ้น ไม่รู้สึกว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นมากระทบ “ตัวกู ของกู” จนต้องปกป้อง แก้ตัว หรือกราดเกรี้ยว

กับดักประการหนึ่งของความสำเร็จคือ ทำให้เราหลงตัวได้ง่าย และเกิดความประมาท ไม่คิดเรียนรู้หรือปรับปรุงตัวเอง เพราะคิดว่าวันนี้สำเร็จแล้ว พรุ่งนี้ก็จะสำเร็จเช่นกัน แต่ความเป็นจริงไม่ได้หยุดนิ่งหรือแน่นอนตายตัว ไม่ว่างานการและความสำเร็จจะยิ่งใหญ่แปลกใหม่เพียงใดก็ตาม สักวันหนึ่งก็จะกลายเป็นของธรรมดาและล้าสมัยไป ขืนทำซ้ำก็จะไม่ให้ผลเหมือนเดิม กลับจะกลายเป็นปัญหาและนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด บางคนจึงกล่าวว่า ความสำเร็จคือจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว หรือเป็นความล้มเหลวที่ยังไม่ปรากฏ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงควรที่คุณจะตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่ยึดติดหรือประมาทในความสำเร็จ หากพร้อมจะปรับเปลี่ยนหรือเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อพาตัวเองออกจากกับดักดังกล่าว

ขณะเดียวกันก็ไม่ควรหลงใหลได้ปลื้มกับความสำเร็จ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องเศร้าโศกเสียใจเมื่อประสบกับความล้มเหลว อย่าลืมว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ตลอด แม้แต่นักกีฬาที่เก่งที่สุดก็ยังต้องประสบกับความพ่ายแพ้ สำเร็จกับล้มเหลว แพ้กับชนะ เป็นของคู่กันที่ต้องเกิดกับคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณไม่สามารถเลือกอย่างหนึ่ง และปฏิเสธอีกอย่างได้ ถ้าไม่อยากทุกข์ยามล้มเหลว ก็อย่าปล่อยใจเป็นสุขมากเมื่อได้รับความสำเร็จ

โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 14 ธันวาคม 2551 เวลา:10:49:59 น.
  
คุณทิวาไม่ได้ตั้งบล็อกนี้เป็นหน้าหลักหรือครับ
มีประโยชน์มากๆแต่คงต้องค่อยๆอ่าน
โดย: ลุงแอ๊ด วันที่: 14 ธันวาคม 2551 เวลา:22:38:42 น.
  
สวัสดีค่ะ

เนื้อหาสาระดีๆ

อาหารปัจจุบัน ไขมันสูงนะคะ
หน้างี้ อูมเชียวค่ะ

มีความสุขมากๆ
ดูแลรักษาสุขภาพนะคะ
โดย: MicroMirror วันที่: 17 ธันวาคม 2551 เวลา:19:25:47 น.
  




ใครอยากสมองไบรท์ฟังทางนี้ เรามี 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์มาบอก...



1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็
เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผล
ให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดี
ไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มี
ไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ
ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่ง
สมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำ
ให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้
ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็
ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้า
หมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น
ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโด
รฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่น
ไปเรื่อย ๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิด
ขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วม
งานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็น
โดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ
เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัย
ตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระ
ของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life
every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี
ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมอง
คิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้าง
สรรค์

9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย
การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่
ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่
สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลก
ที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดี
ตาม

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีสมองไบร์ท ลองนำไปฝึกกันได้
โดย: ทิวาจรดราตรี วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:17:05:29 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ทิวาจรดราตรี
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ธรรมเป็นโอสถ ... แก้ทุกข์ทางใจ

" สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น
สิ่งนั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ
สิ่งนั้นย่อมดับได้
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในเบื่องต้น
ตั้งอยู่ในท่ามกลางและดับไปในที่สุด "
















ธันวาคม 2551

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31