สโลแกน แทนใจ ไว้ให้คิด แม้มิ่งมิตร ผู้อยู่ห่าง กลางความฝัน ไม่เห็นหน้า แต่วาจา พาทีนั้น คละเคล้ากัน ปันสุขทุกข์ ทุกวี่วัน
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
6 กุมภาพันธ์ 2549
 
All Blogs
 
ปฏิบัติธรรม มีความรักได้ไหม


ธรรมสากัจฉา 2 ...ปฏิบัติธรรมยังมีความรักได้ไหม


ได้ แต่ต้องปฏิบัติกันเป็นจริง ๆ ทั้งคู่ จะยิ่งรู้ว่ารักที่รุนแรงทั้งความรู้สึกทางกาย และทางใจเป็นอย่างไร สำคัญคือแต่ละฝ่ายไม่เป็นกันจริง กับแค่ถือศีลห้าก็ไม่เข้าใจแล้วว่าถืออย่างไร ถือไปทำไม อย่าพูดถึงนั่งสมาธิ เอาสมาธิมาเจริญปัญญากัน

เมื่อทั้งคู่รู้จักอริยสัจสี่จริง ๆ เข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ และการดับทุกข์ เห็นซึ้งว่าจะปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร ต่างฝ่ายต่างเป็นกำลังของกัน และกันเมื่ออีกฝ่ายอ่อนแรงลง ฝ่ายหนึ่งขี้เกียจ อีกฝ่ายก็เตือนให้ขยันตั้งสติ ตั้งสมาธิ ฝ่ายหนึ่งเผลอทำผิด อีกฝ่ายก็สะกิดให้ระลึกได้ว่าอย่างนี้เซแล้ว ต้องทรงตัวใหม่แล้ว

การดึงกันปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการสร้างแรงดึงดูด ที่เหนือแรงดึงดูดด้วยกรรมร่วมชนิดอื่นใดทั้งสิ้นทั้งปวง เป็นตัวสร้างความนับถือกัน และกันอย่างสูง เป็นตัวสร้างความสมานฉันท์กลมเกลียว ที่แนบแน่นลึกลงไปถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ

แค่คู่ที่ร่วมกันทำบุญใส่บาตร ร่วมกันช่วยเหลือคน และสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นนิตย์ ก็ประจักษ์แล้วว่าความดีที่ทำร่วมกันเป็นสิ่งลึกลับ เป็นเชือกร้อยรัดที่เหนียวแน่น สร้างความรู้สึกระลึกถึงกันในทางดีงาม เห็นอีกฝ่ายแล้วเกิดความอ่อนโยนในใจ แต่คู่ที่ทำบุญในระดับตั้งใจถือศีลร่วมกัน ปวารณาตัวให้อีกฝ่ายตักเตือนได้เมื่อเห็นตนเขว ทำท่าจะด่างพร้อย จะยิ่งเกิดความคิดถึง ความผูกพันลึกซึ้ง ยิ่งกว่าคู่ที่แค่ทำบุญใส่บาตรร่วมกันไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า

ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถสอนอีกฝ่ายให้ตั้งจิตเป็นสมาธิ สร้างตัวรู้ขึ้นมาได้ หรือเป็นสมาธิด้วยกันทั้งคู่มาก่อน เข้าที่ภาวนา นั่งสมาธิร่วมกันเสมอ จะเข้าใจความรักฉันหญิงชายอีกแบบที่ประหลาดมาก แค่อยู่ด้วยใกล้กันเฉย ๆโดยไม่ต้องทำอะไร ก็เหมือนเป็นแรงเสริมให้อีกฝ่ายเป็นสุขได้อย่างน่าแปลกใจ ยิ่งหากแต่ละฝ่ายรู้คิด รู้จักพูดจา ก็จะมีมิติของสัมพันธภาพที่หลากหลาย เวลาหนึ่งอาจคุยกันได้มากมายสารพัดเรื่อง อีกเวลาหนึ่งอาจรู้จักการอยู่ร่วมกันเงียบ ๆ เพื่อฟังเสียงของใจแต่ละฝ่าย เมื่อคิดอะไรก็เหมือนจะรู้กัน เมื่อขยับนิดหนึ่งก็เหมือนเดาถูกว่าจะทำอะไร

มีคู่รักนักเขียนฝรั่งที่เข้าใจเรื่องการทำสมาธิร่วมกัน เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ออกมาเป็นคุ้งเป็นแคว เรื่องก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมาย คนที่อยู่คู่กันนั้น เป็นแรงทำลาย แรงที่กดให้ใจอีกฝ่ายตกต่ำก็ได้ หรือจะเป็นแรงเสริมกันให้รู้สึกสูงส่ง ให้เกิดความสุขก็ได้ ยิ่งมีกำลังจิตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งให้ผลบวกลบมากขึ้นเท่านั้น ทีนี้ถ้าทำสมาธิถึงระดับที่มีกำลังแรง แถมลากจูงกันไปดี นอกจากเสริมกันในทางบวกแล้ว ยังสื่อใจถึงกันได้ เพราะคลื่นจิตใต้สำนึก และเหนือสำนึกสานกันในที่ใกล้บ่อย ๆ นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจถ้าฝ่ายหนึ่งพบเรื่องน่ายินดีมาก อีกฝ่ายที่อยู่ไกลออกไปก็สามารถสำเหนียกถนัด

ถ้ามองในมุมของผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์จากสังสารวัฏจริง ๆ การอยู่ร่วมกัน และปฏิบัติธรรมร่วมกัน ก็มีผลเสียร้ายกาจอยู่อย่าง นั่นคือถ้าปฏิบัติไปไม่ถึงขั้นปลดขอเกี่ยวให้จิตแยกจากอุปาทานได้แล้ว จะมีความติดเนื้อต้องใจกันชนิดแยกจากกันไม่ได้ เมื่อเย็นร่วมกันถึงที่สุด ก็ร้อนแรงตามครรลองโลกด้วยกันที่สุดเช่นกัน จะสลับขั้วร้อนเย็นเป็นช่วงเป็นพักเหมือนพายเรือในอ่าง หนีไปไหนไม่รอด เสียเวลาในช่วงก่อนแก่ตัวไปกับวิถีโลกเป็นสิบ ๆ ปี หรืออาจชวนกันอธิษฐานขอไปนิพพานกันในชาติอื่นไปเลย

ในมุมมองของผู้เห็นรูปนามเป็นทุกข์ การอยู่ตัวคนเดียว ปฏิบัติธรรมโดยลำพัง เที่ยวไปอย่างสันโดษเอกา นับเป็นความสุขอันประเสริฐแท้ แต่เมื่อยังข้องอยู่ ยังสงสัยอยู่ ยังอยากในรสอยู่ จะเรียนรู้ชีวิตคู่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ตั้งใจไว้ดี ๆ มองหน้าคู่รักเราแล้วอธิษฐานไว้ว่า อยู่ด้วยกันแล้วจะมีทุกข์ใดปรากฏ ก็ขอใช้เป็นบทเรียน ผลักดันให้ปรารถนาดับทุกข์จนสนิท เมื่ออยู่ร่วมกันจริง ๆ แล้วเกิดเหตุการณ์เลวร้าย หรือพลาดพลั้งตกทุกข์สาหัสประการใด จะได้มีภาคหนึ่งระลึกว่าเราเคยเตรียมใจรับเรื่องนี้มาก่อน จะใช้ทุกข์นี้เป็นบทเรียนไปนิพพาน และพยายามแก้ปัญหาด้วยน้ำใจเมตตา ปรารถนาเกื้อกูลกัน ไม่แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปัญหา

การได้คู่ครองที่ประเสริฐ ดึงกันไปดีนั้นยากแสนยาก แต่ถ้าหาได้ก็ควรหา อย่ายึดถือกันที่หน้าตา เพราะหน้าที่ฉาบบังความเลวไว้นั้นนานไปเหม็นได้ แต่ใบหน้าเรียบสงบ ที่อาบด้วยความดีงามนั้นหอมหวนไม่เปลี่ยนแปลงเลย

จากคุณ : ดังตฤณ - [12 ก.พ. 2542 02:18:50]



Photobucket>



สามีภรรยาในอุดมคติ ที่ครองเรือนด้วยกันและปฏิบัติธรรมไปด้วย
พอถึงจุดที่อินทรีย์แก่กล้า ก็พากันออกบวชทำที่สุดแห่งทุกข์
มีตัวอย่างมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล คือท่านปิปผลิ (พระมหากัสสปะ)
กับภรรยาของท่าน
แม้ในยุคนี้ก็มีครับ ศิษย์พี่ของผมกับภรรยาของท่านพากันออกบวช
เดินรอยเดียวกับพระมหากัสสปะเปี๊ยบเลย
ผมกับภรรยาก็กำลังจะเดินรอยเดียวกันนั้นเหมือนกัน

ผมเคยพิจารณาว่า เหตุใดสามีภรรยาจำนวนมาก
ไม่สามารถไปนิพพานด้วยกันได้
ก็เห็นว่า เพราะ ศรัทธา ศีล และทิฏฐิ ไม่เสมอกัน
หากมีคุณธรรมเหล่านี้เสมอกัน หรือใกล้เคียงกัน
โอกาสที่จะประดับประคองกันไปนิพพานนั้น มีความเป็นไปได้สูง
แรก ๆ ที่อินทรีย์ยังอ่อน หรือยังมีภาระ ก็อยู่ด้วยกันไปอย่างมีความสงบสุข
เมื่อใดอินทรีย์แก่กล้า และเงื่อนไขพร้อม ก็พากันออกบวชทำที่สุดแห่งทุกข์

ผู้ใดที่ตั้งความปรารถนาจะเอามรรคผลให้ได้
หรืออยากออกบวช โดยระหว่างนี้ต้องการมีคู่ครอง
ก็พิจารณาหาคนที่มีศรัทธา ศีล และทิฏฐิเสมอกันไว้ครับ
หากคนหนึ่งมีศรัทธา คนหนึ่งไม่มี คนหนึ่งมีศีล คนหนึ่งไม่มี
คนหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ คนหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ก็มักจะเป็นคู่กรรม มากกว่าคู่บุญบารมีกัน
โดยคุณ : สันตินันท์ - [12 ก.พ. 2542 13:44:15]





Photobucket>



เท่าที่ผมพบเห็นคู่ชีวิตมา
ก็แบบพี่สันตินันท์กับพี่นุชนี่แหละครับประเสริฐสุด
แต่กรณีของพี่สันตินันท์เป็นของหายาก
นับแต่ความยากที่จะได้คนปฏิบัติธรรมจริงโคจรมาพบกัน
มาถึงความยากที่ฝ่ายชายรู้แจ้งเห็นจริงระดับนี้
ใครสงสัยเรื่องการครองเรือนในอุดมคติของนักปฏิบัติ
ก็ลองไถ่ถามพี่สันตินันท์ดูเถิด
ถามดูว่าความสุขในชีวิตนั้นลดลงกว่าที่ควรไหม




Photobucket>



ไหน ๆ คุณดังตฤณก็เอ่ยถึงผมกับภรรยาแล้ว
ก็จะขอเป็นพยานกระทู้นี้ ให้คุณดังตฤณเสียเลย
ผมกับภรรยานั้น ถ้าว่าในทางโลกก็นับว่าพอใช้ได้
ทั้งการศึกษาและอาชีพการงาน
ในด้านชีวิตคู่นั้น ก็เป็นคู่หวานแหววที่คนบอกว่าอิจฉาอยู่เสมอ ๆ
แต่น้อยคนที่จะทราบว่า
สิ่งที่ดึงดูดเราไว้ด้วยกัน คือความปรารถนาดีต่อกันในทางธรรม

เรามีความสุขอันเกิดจากความสงบ
กิจกรรมยามว่างของผมคือการเขียนธรรมะ
ส่วนภรรยาจะถักไหมพรมเป็นหมวกถวายพระถวายชีไปเรื่อย ๆ
บางทีก็ช่วยกันพิมพ์ธรรมะของครูบาอาจารย์ ถอดเทปธรรมะ
หรือเตรียมของไปทำบุญ
ในแต่ละวัน จะแบ่งเวลาช่วงหัวค่ำไว้สำหรับการภาวนา
ซึ่งผมจะคอยดูแลให้เธอเดินจงกรม นั่งสมาธิ
เพราะเธอกลัวความเกิด และกลัวว่าหากจะต้องเกิดต่อไป
จะไม่ได้พบกับผมอีกแล้ว
จนตั้งความปรารถนาว่า ชาติหน้าจะขอเกิดเป็นผู้ชาย
และขอให้ได้บวชตั้งแต่เด็กเลย
ส่วนผมเองก็รู้สึกว่า จะต้องพาเธอไปให้ได้
ตามปณิธานที่ตั้งร่วมกันมานานนักหนาแล้ว

ในช่วงวันหยุดยาว ๆ หรือช่วงปลายปี
ก็จะพากันไปอยู่ตามวัดป่า แยกกันอยู่ ต่างคนต่างภาวนา
ถือว่าเป็นเวลาที่มีความสุข และมีคุณค่ามากในชีวิตสมรส
เพราะเป็นเวลาที่เรารู้ว่า คู่ของเรากำลังทำแก่นสารสาระให้กับตนเอง

ทีแรกผมก็เฉย ๆ กับการบวชครับ เพราะเห็นว่าเป็นฆราวาสก็ปฏิบัติได้
แต่วันหนึ่งพาภรรยาไปนมัสการศิษย์พี่ของผม
(ที่เล่าว่าท่านออกบวชทั้งคู่น่ะครับ)
ท่านก็จวกผมเสียยับเยินต่อหน้าภรรยาว่า
สิ่งนั้นก็เห็นอยู่ตรงหน้าใกล้ ๆ แค่เอื้อม เอาก็เอาได้ กลับไม่เอา
จะรอถึงเมื่อใด แบบนี้เขาเรียกว่าคนประมาท
เมื่อไหร่จะออกบวช มาทำที่สุด แล้วช่วยกันสั่งสอนพระเณรต่อไป

พอออกจากที่อยู่ของท่าน ภรรยาของผมก็บอกผมว่า
พี่บวชเถอะ น้องไม่ต้องการถ่วงพี่ไว้ และน้องก็จะบวชด้วย
ผมก็พิจารณาดูว่า ถ้าไม่บวชก็คงเอาดีกว่านี้ยาก
ส่วนภรรยานั้น จิตเธอก็หวุดหวิด ๆ มาหลายคราวแล้ว
หากบวชก็คงผ่านไปได้ไม่ยาก
ก็เลยกลับไปกราบเรียนหลวงพี่ว่า จะพากันออกบวช
เมื่อสิ้นภาระในการเลี้ยงดูพ่อแม่ของผมที่แก่มากอายุ 90 ปีแล้ว

ก็มีเท่านี้แหละครับ ทุกวันนี้ก็อยู่กันอย่างมีความสุขมาก
แต่ก็พร้อมแล้ว ที่จะพากันออกบวชเมื่อสถานการณ์อำนวย
ตอนนี้ก็ทะนุถนอมกันมาก เพราะรู้แล้วว่า
นี้เป็นคราวสุดท้ายแล้วที่จะได้อยู่ด้วยกัน
โดยคุณ : สันตินันท์ - [12 ก.พ. 2542 21:28:41]






Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 27 ตุลาคม 2551 21:23:00 น. 0 comments
Counter : 540 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สาวิกา
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]























Friends' blogs
[Add สาวิกา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.