งาสาร ฤาห่อนเหี้ยน หดคืน คำกล่าว สาธุชนยืน อย่างนั้น
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2558
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
12 สิงหาคม 2558
 
All Blogs
 

อาณาจักร ธนบุรี

อาณาจักรธนบุรี

(พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๒๓๒๕)

                    เมืองธนบุรีเคยเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลที่สำคัญของสยามมาตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ พ.ศ.๒๐๙๑ โดยมีชื่อเมืองในพงศาวดารว่า “เมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร” โดยมีบางกอกหรือบางเกาะเป็นชุมชนอยู่ในเมืองธนบุรีนี้ด้วย

                   หลังพม่าเข้าตีและยึดกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว บ้านเมืองก็ระส่ำระสายเกิดจลาจลวุ่นวายทั่วไป แต่เพราะความสามารถของพระยาตากหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รวบรวมคนไทยต่อสู้เอาชนะพม่าและสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีของไทยต่อจากกรุงศรีอยุธยา โดยใช้เวลาเวลาเพียงประมาณ๗ เดือน ไทยก็กลับเป็นอิสระได้อีกครั้งหนึ่ง

                   ต่อมาพระยาตากประเมินสถานการณ์ว่ากรุงศรีอยุธยาจะต้องเสียแก่พม่าในอีกไม่นาน ดังนั้น ในเดือนยี่ ปีจอ อัฐศก วันที่ ๓มกราคม พ.ศ. ๒๓๐๙ ก่อนกรุงแตกราว ๓ เดือน พระยาตากซึ่งขณะนั้นมีอายุ ๓๒ ปี จึงนำทหารไทยจีน ราว ๕๐๐ คน(บางแห่งว่า๒๐๐ คน) ตีฝ่าพม่าออกจากวัดพิชัย นอกกำแพงกรุงศรีอยุธยา(ปัจจุบันคือวัดพิชัยสงคราม ใกล้สถานีรถไฟอยุธยา ริมแม่น้ำป่าสัก) เส้นทางที่ใช้ในครั้งนี้ผ่านนครนายกปราจีนบุรี วงลงมาฉะเชิงเทราไปทางใต้ เลียบฝั่งทะเลจนเข้าเขตเมืองระยองและที่เมืองระยองนี้เองที่พระยาตากได้ประกาศตั้งตนเป็นเจ้าด้วยความเห็นชอบของบรรดาทหารและผู้คนทั้งปวง

                    กิตติศัพท์การมีชัยชนะเหนือผู้ต่อต้านระหว่างการเดินทางทำให้เจ้าตากมีสมัครพรรคพวกมากขึ้นจนในที่สุดก็สามารถตีได้หัวเมืองชายทะเลตะวันออกทั้งหมด คือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรีและตราด ที่จันทบุรีเจ้าตากได้ทรงแสดงความสามารถในการใช้กำลังทหารเข้าตีป้อมค่ายซึ่งทางเจ้าเมืองต่อต้านอย่างแข็งขันหลังจากได้ชัยชนะแล้วเจ้าตากก็ได้ใช้เป็นฐานรวรวมกำลัง ทหารของพระยาตากคนที่เป็นกำลังสำคัญต่อบ้านเมืองในเวลาต่อมานั้นคือ พระเชียงเงิน พระท้ายน้ำ(ต่อมาเป็นเจ้าเมืองสุโขทัย) หลวงชำนาญไพรสนฑ์พะทำมะรงอิ่ม นายแสง นายอยู่ นายนาค นายทองดี นายบุญรอด แขนอ่อน นายชื่น บ้านค่ายหลวงพิพิธ (ทหารจีนถือง้าว)หลวงพิชัยราชา ขุนจ่าเมือง เสือร้าย หมื่นท่องหลวงพรหมเสนา บุคคลสำคัญที่สุดท่านหนึ่งคือนายสุดจินดา(บุญมา)ซึ่งต่อมาได้เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์และกรมพระราชวังบวรเจ้ามหาสุรสิงหนาท

                    ถึงปลายปี พ.ศ. ๒๓๑๐ หกเดือนหลังจากกรุงแตกพระยาตากได้รวมรวบผู้คนและศาสตราวุธอยู่ที่เมืองจันทบูรณ์(จันทบุรี ) ได้ยกกำลังออกจากเมืองจันทบูรณ์ด้วยเรือประมาณ๑๐๐ ลำเศษ ไพร่พลอีกประมาณ ๕,๐๐๐ คน ผ่านชลบุรี ถึงปากน้ำบางเจ้าพระยาแล้วบุกเข้าตีป้อมวิชัยประสิทธิ์ ที่เมืองธนบุรีเกิดการปะทะกับกองกำลังของนายทองอิน ซึ่งพม่าแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษากรุง นายทองอินถูกจับประหารชีวิต และเดินทางกลางคืนเข้าไปตีค่ายโพธิ์สามต้นของพม่า(อยู่ในอำเภอบางปะหัน ใกล้พะเนียดคล้องช้างทางเหนือของเมืองอยุธยา) กองทัพของพระยาตากเข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้นตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงเที่ยงก็ตีได้สำเร็จสุกี้พระนายกองหัวหน้าทหารพม่าตายในที่รบ ทหารพม่าพากันหนีกลับไปเมืองพม่าอาณาจักรสยามจึงเป็นอิสระภาพจากอำนาจของพม่า เมื่อเวลาบ่ายโมงเศษ ในวันศุกร์ ขึ้น๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๑๒๙ ตรงกับวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๑๐ รวมเวลาที่อาณาจักรสยามยุคกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่สองในวันที่๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ ตกอยู่อำนาจพม่าเป็นเวลา ๗ เดือน เจ้าตากจึงได้อำนาจการปกครองประเทศกลับคืนจากพม่านับแต่วาระนั้นบรรดาเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยตลอดจนผู้คนทั้งปวงจึงได้พร้อมใจอัญเชิญขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ หรือพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๑๐ แต่คนทั่วไปนิยมเรียกพระองค์ตามความเคยชินว่า พระเจ้าตากสิน
                   ในการสร้างบ้านเมืองนั้นพระองค์ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่ที่เสียหายเกินจะซ่อมแซมและห่างไกลจากทะเลจึงทรงให้ย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาสถาปนาเมืองธนบุรีศรีสมุทรเป็นเมืองหลวงเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๑๓ ครั้งนั้นได้ใช้ไม้ทองหลางทั้งต้นล้อมพระนครทั้งสองฟากแม่น้ำ มูลดินทำเป็นเชิงเทินทำค่ายที่มั่นและทรงให้เปลี่ยนชื่อป้อมวิชาเยนทร์เป็นป้อมวิชัยประสิทธิ์ในครั้งนั้นบาทหลวงชาวฝรั่งเศส บันทึกไว้ว่า
“อาหารการกินยังแพงมากเพราะบ้านเมืองไม่เป็นอันทำมาหากินมา ๑๕ ปีแล้ว เพราะเหตุว่าสงครามมิได้หยุดเลย”

                    ภายหลังการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีและกระทำพิธีอภิเษกตามขัตติยราชประเพณีแล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงปูนบำเหน็จแก่แม่ทัพนายกองและไพร่พลโดยถ้วยหน้า

                    สำหรับผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของพระองค์ ๒ ท่าน คือนายบุญมาได้รับการแต่งตั้งเป็น พระมหามนตรี ตำแหน่งเจ้ากรมพระตำรวจในขวา ส่วนหลวงยกกระบัตรราชบุรี(ทองด้วง) พี่ของนายบุญมา ได้รับแต่งตั้งเป็น พระราชวรินทร์

                    ในส่วนอาณาประชาราษฎร์ทั่วไปนั้นพระองค์ได้ทรงดำเนินการปลุกปลอบชักชวนผู้ที่ยังหลบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ให้ออกมาสู่ภูมิลำเนาเดิมและได้ทรงพระเกรุณาแจกจ่ายอาหาร เสื้อผ้า และเงินตราบรรเทาความเดือดร้อนที่กำลังประสบกันอยู่อย่างทั่วถึง

                    การปราบชุมนุมต่างๆ

                   ในระยะที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น มีคนไทยพยายามตั้งตัวเป็นใหญ่โดยการรวบรวมคนตั้งเป็นชุมนุมหรือก๊กต่างๆ ชุมนุมที่สำคัญๆนอกเหนือจากชุมนุมของพระยาตาก (สิน) เองแล้ว ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกชุมนุมเจ้าพิมาย ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชและชุมนุมเจ้าพระฝาง เมื่อทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้เวลาประมาณ ๓ ปี ปราบปรามชุมนุมต่างๆให้อยู่ในอำนาจของกรุงธนบุรีทำให้คนไทยทีเคยแตกแยกกันกลับเข้ามารวมตัวเป็นปีกแผ่นได้ใหม่

                    การฟื้นฟูวัฒนธรรม

                    แม้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการสร้างบ้านเมืองและป้องกันประเทศแต่ก็มิได้ทรงทอดทิ้งงานด้านวัฒนธรรม การฟื้นฟูวัฒนธรรมที่สำคัญในสมัยนี้ ได้แก่

          ด้านศาสนาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ทรงฟื้นฟูพระวินัยและชำระความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ ทรงสร้างและบูรณะวัดหลายแห่งโปรดเกล้าฯ ให้คัดลอกพระไตรปิฎกไว้เป็นฉบับหลวง และมีการอัญเชิญพระแก้วมรกตจากเมืองเวียงจันทร์มาประดิษฐานที่วัดอรุณราชวราราม

           ด้านศิลปะและวรรณกรรม ศิลปะส่วนใหญ่เป็นงานสถาปัตยกรรมปรากฏในงานก่อสร้างพระราชวังเดิม งานบูรณะซ่อมแซมวัดต่างๆทางด้านนาฎศิลป์และดุริยางคศิลป์ก็ยังคงรักษาของเดิมเอาไว้ส่วนทางด้านวรรณกรรมมีผลงานน้อยที่สำคัญได้แก่ พระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์บางตอน และผลงานของหลวงสรวิชิต คือลิลิตเพชรมงกุฎ และอิเหนาคำฉันท์

                     การปกครอง

ลักษณะการปกครองของกรุงธนบุรีดำเนินตามแบบแผนสมัยอยุธยาคือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีอาญาสิทธิ์เด็ดขาดในการรักษาบ้านเมืองแบ่งราชการบริหารดังนี้

                    การปกครองส่วนกลาง มีกรุงธนบุรีเป็นราชธานี มีอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ สมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือนกับ สมุหพระกลาโหม เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร ร่วมเป็นที่ปรึกษาข้อราชกิจของพระมหากษัตริย์การบริหารราชการได้แบ่งออกเป็น 4 กรม ที่เรียกว่า จตุสดมภ์

                    การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น

การปกครองหัวเมืองชั้นใน คือเมืองที่อยู่รายรอบราชธานี เป็นเมืองชั้นจัตวา มีผู้ปกครองเรียกว่า “ผู้รั้ง”การบังคับบัญชาขึ้นต่อเสนาบดีจตุสดมภ์ในราชธานี

การปกครองหัวเมืองภายในราชอาณาจักร เรียกว่า หัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานครเป็นเมืองที่อยู่นอกเขตราชธานีออกไป แบ่งออกเป็นเมืองชั้นเอกโท ตรี พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งข้าราชการผู้ใหญ่ออกไปเป็นเจ้าเมือง

การปกครองหัวเมืองประเทศราช ได้แก่หัวเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไป หรือหัวเมืองที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศอื่น ได้แก่กัมพูชา ลาว เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราชเมืองเหล่านี้ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายตามเวลากำหนด

                      ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

                      ความสัมพันธ์กับพม่า การติดต่อเกี่ยวข้องกับพม่าในสมัยกรุงธนบุรีเป็นไปในลักษณะความขัดแย้งโดยตลอด เริ่มจากการรบครั้งแรกที่ค่ายโพธิ์สามต้น

หลังจากนั้นก็มีการรบครั้งอื่นๆเกิดขึ้นอีกถึง ๙ครั้ง ในช่วง พ.ศ. ๒๓๑๑ ถึง พ.ศ. ๒๓๑๙ ทุกครั้งไทยเป็นฝ่ายชนะครั้งสำคัญได้แก่

                    การรบกับพม่าที่บางกุ้งสมุทรสงคราม พ.ศ. ๒๓๑๑ พม่าเสียอาวุธ เสบียงอาหาร และเรือ เป็นจำนวนมาก

                    พม่าตีเมืองพิชัย พ.ศ. ๒๓๑๖ การรบตั้งนี้ทำให้เกิดวีรกรรม พระยาพิชัยดาบหักขึ้น

                    อะเซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือ พ.ศ. ๒๓๑๘-๒๓๑๙ เป็นสงครามครั้งสำคัญที่สุดสมัยกรุงธนบุรีการรบครั้งนี้พม่าเสียอาวุธเป็นจำนวนมาก ไพร่พลถูกจับเป็นเชลยหลายพันคนและต้องยกทัพกลับไป เพราะทางพม่ามีการผลัดเปลี่ยนกษัตริย์

                    ความสัมพันธ์กับเขมร เมื่อทรงจัดการกรุงธนบุรีเข้าสู่ภาวะปกติแล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระราชสาสน์ถึงเขมร ซึ่งเคยเป็นประเทศราชของ ไทยมาก่อนแล้วแข็งเมืองไปให้กลับมาสวามิภักดิ์ต่อไทยดังเดิม เขมรไม่ยอม จึงโปรดเกล้าฯให้ส่งกองทัพไปตีเขมรเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๒ แต่ยังไม่สำเร็จอีก ๒ปีต่อมาจึงเสด็จยกทัพไปตีเขมรอีกครั้ง และตีได้สำเร็จ

                    ครั้นถึง พ.ศ. ๒๓๒๓ เกิดกบฏในเขมรสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปปราบพอดีเกิดจลาจลวุ่นวายทางกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงต้องยกทัพกลับ

                    ความสัมพันธ์กับลาว กรุงธนบุรีทำศึกกับลาว ๒ ครั้ง ครั้งแรกไทยตีนครจำปาศักดิ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๙ ครั้งที่ ๒ ไทยตีเมืองเวียงจันทน์และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมายังกรุงธนบุรี

                    ความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ทางตะวันออก มีการค้าขายกับจีนและญี่ปุ่นโดยเฉพาะจีนได้คบค้าอย่างใกล้ชิดมาแต่ต้นรัชกาล

                   ส่วนประเทศทางตะวันตกมีบางประเทศเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ ได้แก่ ฮอลันดา อังกฤษและโปรตตุเกส

                   เหตุการณ์ตอนปลายสมัยธนบุรี

                  ในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระสติฟั่นเฟื่อนไปเข้าพระทัยว่าทรงบรรลุโสดาบัน และจะให้พระสงฆ์กราบไหว้พระองค์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์บ้านเมืองจึงเกิดความระส่ำระสายนอกจากนี้ราษฎรทั่วไปยังได้รับความเดือดร้อนจากข้าราชการที่ทุจริต กดขี่เหงหาประโยชน์ส่วนตัวเป็นเหตุให้ราษฎรละทิ้งบ้านเรือนหนีเข้าป่าไปเป็นจำนวนมาก

                   ขณะเดียวกันก็ได้เกิดกบฏขึ้นที่อยุธยาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีรับสั่งให้พระยาสรรค์ขึ้นไปสอบสวนแต่พระยาสรรค์กลับไปเข้ากับพวกกบฏ และยกพวกมาปล้นพระราชวังที่กรุงธนบุรีในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๓๒๔บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชออกผนวชและคุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม แล้วพระยาสรรค์ได้ตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน

                   เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ทราบข่าวการก่อจลาจลในกรุงธนบุรีก็ยกทัพกลับจากการตีเขมร แต่ยังคงกองทัพบางส่วนตั้งมั่นคุมเชิงอยู่และไม่ให้แจ้งข่าวแก่กรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรสของพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งคุมกองทัพอยู่ด้วยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเดินทัพมาทางเมืองปราจีนบุรีซึ่งบรรดาขุนนางผู้ใหญ่มาคอยต้อนรับอยู่แล้ว เสด็จลงเรือข้ามแม่น้ำไปยังพระราชวังกรุงธนบุรีขึ้นประทับบนศาลาลูกขุนมหาดไทยเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเหตุการณ์บ้านเมือง ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรมขุนนางและประชาราษฎร์เดือดร้อนไปทั่ว จึงรับสั่งให้เอาตัวไปประหารชีวิตสำเร็จโทษ บรรดาขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยพ่อค้าและอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงจึงพร้อมกันทูลอัญเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ นั้นเอง

-- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2558
0 comments
Last Update : 12 สิงหาคม 2558 18:14:57 น.
Counter : 344 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


sathit 1
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add sathit 1's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.