Group Blog
 
 
สิงหาคม 2559
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
29 สิงหาคม 2559
 
All Blogs
 
โซ่รักสีรุ้ง บทที่ ๒ - จุดเริ่มต้นของกับดัก










บริสุทธิ์ ใสซื่อ อ่อนต่อโลก...

คือคำจำกัดความที่พนมกรมีให้ผู้หญิงที่เต้นรำกับเขาอยู่ในเวลานี้

เธอไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากรายงานที่เขาได้รับสักเท่าไร

‘นางสาวสายรุ้ง นาฏยรัตน์ ลูกสาวคนเล็กของคุณดิลก นาฏยรัตน์  อายุ 20 ปี เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2536 กำลังศึกษาอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ มีเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งคน เรียนอยู่คณะเดียวกันชื่อเมวลิน ไม่สนิทกับเพื่อนผู้ชายคนไหนเป็นพิเศษ นิสัยเรียบร้อย ขี้อาย หัวอ่อน ไม่สู้คน...’

ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เธอดูสงบเสงี่ยม ค่อนข้างขี้อาย สังเกตได้จากดวงตากลมโตคู่นั้นแทบจะไม่มองสบเขาเลย จะเหลือบขึ้นมาสบก็เฉพาะตอนตอบคำถามเท่านั้น

ดวงตาของเธอดำขลับ ไม่ดุดันเกรี้ยวกราด และมักจะทอดมองคนอื่นๆอย่างมีเมตตา เขายอมรับ...ดวงตาของเธอสวย มันก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความอ่อนโยนและดื้อรั้น เธออาจจะดื้อเงียบ แต่ก็ไม่คณามือเขาหรอก

ผิวของเธอขาวเนียนออกชมพูเล็กน้อย ต่างไปจากในรูปที่เขาเคยเห็น ตอนแรกเขาวาดภาพไว้ว่าเธอน่าจะขาวซีดราวกระดาษจนดูจืดชืดไปเลย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว เธอดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ชุดที่เลือก เหมาะกับเธอดี แต่น่าเสียดาย มันทำให้เธอกลืนไปกับผู้คนจนแทบไร้ตัวตน

ผมดำขลับยาวประบ่าที่ไม่ได้ตกแต่งใดๆ เพียงแต่ไดร์หรือหนีบให้มันตรงสลวย แล้วประดับด้วยที่คาดผมนั้น...ดูเด็กเกินไป ทั้งๆที่เธอก็ยี่สิบแล้ว แต่ยังแต่งตัวราวกับเด็กสิบห้าก็ไม่ปาน สาวๆที่เขารู้จักสมัยนี้ พอเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่หันมาแต่งตัวเซ็กซี่เปิดนู่นเปิดนี่กันเกือบหมดแล้ว สายรุ้งคงเป็นส่วนน้อยที่ไม่ชอบอวดเรือนกายของตนเองให้หนุ่มๆสนใจ

มือของเธอเล็ก เย็นเฉียบ...บอกชัดว่าประหม่า

ผิวของเธอนุ่มเนียนน่าลูบไล้ แม้จะชื้นเหงื่อไปบ้าง แต่เขาก็ยังเพลิดเพลินกับการได้จับมัน

เอวของเธอไม่คอดเล็กอย่างนางแบบหรือดารา เทียบกับสาวเดบูตองส์คนอื่น น่าจะใหญ่กว่าเล็กน้อย

ส่วนสูงที่เขาได้รับรายงานมา...155 cm วาดภาพไว้แล้วว่าเธอต้องเตี้ยมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเตี้ยขนาดนี้ ตอนนี้เขาเหมือนกำลังเต้นกับเด็กสิบอายุสิบห้าอย่างไรอย่างนั้น

พนมกรเก็บเสียงหัวเราะอย่างขบขันกึ่งเอ็นดูของตัวเองไว้อย่างสุดความสามารถ สูดลมหายใจลึก และเอ่ยถามอย่างปรานี

“ถ้าเบื่อเมื่อไรก็บอกผมนะ ผมจะได้พาคุณออกไป”

“ออกไปได้เหรอคะ? ไม่ต้องเต้นจนจบเพลงเหรอคะ

“ไม่ต้องหรอก เขาไม่ได้บังคับนี่นา” ชายหนุ่มเอียงคอมองเธอ ก่อนเอ่ยอย่างรู้ทัน “แสดงว่าอยากออกไปแล้ว”

“ก็...” สายรุ้งกัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนยิ้มแหยๆ ไม่อยากยอมรับกับเขาเลยว่าเธออึดอัดกับงานนี้มากขนาดไหน แต่เธอก็ไม่อยากโกหกเช่นนั้น จึงตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ “นิดหน่อยค่ะ รุ้งชักเมื่อยแล้ว” เธอยิ้มแหยๆก่อนสำทับไปว่า “อยากดื่มน้ำด้วยค่ะ”

“งั้นไปครับ”

เวลานั้น แขกคนอื่นๆเริ่มจับคู่มาเต้นรำกันหลายคู่แล้ว จึงเป็นโอกาสให้พนมกรพาสายรุ้งแยกตัวออกมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เขาจับจูงมือเธอไม่ยอมปล่อย...ใช่ว่าเขาไม่ตั้งใจ แต่มันคือตั้งใจที่ยิ่งกว่าตั้งใจอีก

มือเล็กๆคู่นี้เขาจะจับยึดไว้ไม่ยอมปล่อย...ไม่มีวันปล่อยจนกว่าเขาจะได้ในสิ่งที่ต้องการ!

มือใหญ่กระชับมือเล็ก สอดประสานอย่าสนิทแนบ ทำให้เธอคลายความประหม่า คลายความวิตกกังวล และเหนืออื่นใด...เขาหวังว่าเธอจะรับเขาเป็นเพื่อน เมื่อไรก็ตามที่เธอยอมรับ เมื่อนั้นบันไดแห่งความสำเร็จก็มาจดจ่ออยู่ตรงปลายเท้าของเขาแล้ว!

พนมกรฉวยพันซ์แก้วหนึ่งเมื่อบริกรหนุ่มผู้หนึ่งเดินผ่านมา แล้วจับจูงมือสายรุ้งเดินลัดเลาะออกทางด้านหลังของโรงแรม ผ่านทางเดินอิฐซึ่งทอดตัวสู่สวนหย่อมขนาดใหญ่ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ และอวลกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ สนามหญ้าเขียงชอุ่มชุ่มน้ำค้าง พื้นดินค่อนข้างเฉอะแฉะราวกับคนสวนเพิ่งรดน้ำต้นไม้เสร็จ สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ใส่รองเท้าส้นสูงอย่างเธอ พอเหยียบย่ำลงบนผืนหญ้า ข้อเท้าก็พลิกเกือบจะล้มอย่างหมดท่า แต่พนมกรไวมากพอจึงช่วยพยุงเธอไว้ได้ทัน

จริงๆแค่จับตัวเธอไว้ก็พอแล้ว แต่เพราะเป้าหมายของเขามันมากกว่านั้น ร่างเล็กๆของเธอจึงเซถลาเข้ามาซบบนอกของเขา โดยมีสองแขนของเขาตระกองกอดไว้อย่างแนบแน่น

กลิ่นกายของเธอไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมที่สาวส่วนใหญ่ฉีดพรมจนต้องเบือนหน้าหนี

ไม่ใช่กลิ่นเย้ายวนชวนให้นึกถึงภาพขาขาวๆ อกอิ่มๆ หรือกลีบปากที่เคลือบด้วยลิมสติกสีแดงสด

แต่เขากลับนึกถึงดวงตาใสซื่อ รอยยิ้มสดใส และแก้มยุ้ยๆแดงระเรื่อ

...เป็นความรู้สึกประหลาดที่เขาไม่รู้สึกกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน

“ขะ...ขอบคุณค่ะ”

อ้อมกอดของเขาอาจจะไม่อุ่นพอหรือไม่ก็ร้อนเกินไป เธอจึงรีบผละออกห่างโดยเร็ว ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นอาจจะทำเป็นเอนซบอยู่เช่นนั้นให้นานเท่าที่จะนานได้ หรืออาจจะให้ท่าแล้วไปจบกันที่เตียงในห้องนอนของใครสักคน

“แล้วก็ต้องขอโทษด้วยค่ะ”

“หืม? ขอโทษเรื่องอะไรครับ

“ก็ที่ฉัน...ที่ฉันกอดคุณเมื่อกี้ไงคะ”

เธอพูดผิด...เป็นเขาต่างหากที่กอดเธอ ไม่ใช่เธอกอดเขา

และ...เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษเขาด้วยซ้ำ

พนมกรมองแก้มอันแดงปลั่งของเธอด้วยแววตาเอ็นดูกึ่งขบขัน

“คุณไม่ได้กอดผมนะครับรุ้ง” เขาพูดเจือเสียงหัวเราะ มือยังกุมมือไม่ยอมปล่อย “ผมต่างหากที่กอดคุณ”

มือของเธอขยับยุกยิก คงอยากจะให้เขาปล่อยเต็มทีแล้ว แต่...มือนี้สำคัญกับเขามาก จะให้เขาปล่อยไปได้อย่างไร ยิ่งจับยึดไว้นานเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น

หัวใจที่เสมือนเด็กของเธอจะยิ่งอ่อนไหวและเปิดรับเขาได้เร็วขึ้น เขาชูแก้วพันซ์อันว่างเปล่าขึ้นมาดูแล้วส่ายหน้า

“หกหมดแล้ว ไม่เหลือสักหยดเลย”

“เดี๋ยวรุ้งเข้าไปเอาให้ใหม่นะคะ” เธอเสนอตัว ทำหน้าตาขึงขังจริงจังอีกด้วย เห็นดังนั้นเขาก็ยิ่งยิ้มกว้าง “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมหยิบมาเพราะตั้งใจจะเอาให้คุณต่างหาก...คุณบอกว่าหิวน้ำนี่”

“ไม่เป็นไรค่ะ รุ้งแค่หิวนิดหน่อยน่ะค่ะ” เธอจ้องแก้วในมือเขาแล้วยังถามย้ำอีกครั้ง “ไม่เอาแน่นะคะ”

“แน่สิครับ...พันซ์น่ะสำหรับผู้หญิง มันเบาไปสำหรับผู้ชาย” เขาหลุบสายตาลงมองเท้าของเธอ “ว่าแต่เท้าของคุณเป็นยังไงบ้างครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอขยับเท้าประกอบคำพูดของตนเอง “รุ้งไม่ชินกับรองเท้าส้นสูงน่ะค่ะ ใส่ทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกที”

พนมกรช้อนสายตาขึ้นสบดวงตากลมโตคู่นั้น ดวงตาเป็นประกายระยับเมื่อเขาพูดว่า

“จับมือผมไว้แบบนี้คงไม่เป็นไรหรอกครับ ผมจะช่วยพยุงคุณเอง” แล้วเขาก็จับจูงมือเธอเดินไปที่ศาลาแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางสนาม กลิ่นกุหลาบรวยระรินทำให้คนที่เดินตามหลังอุทานออกมาเบาๆ

“หอมจัง

เมื่อมายืนอยู่ใต้หลังคาศาลาหลังนั้น และแหงนเงยหน้ามอง สายรุ้งจึงได้เห็นกุหลาบสีชมพูจิ๋วกำลังพลิ้วไหวไปตามลม ดูงดงามน่าทะนุถนอมยามแสงจันทร์สาดส่อง

“คุณน่าจะชอบที่สงบๆ ผมเลยพามาที่นี่” เขาเอ่ยพลางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ ยอมปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระเสียที

พนมกรนึกเสียดาย แต่การจะให้จับมือเธอไว้นานๆอาจจะส่อพิรุธเกินไปและอาจทำให้เธอสงสัยในตัวเขาได้

“แต่บางที ผมอาจจะทำผิดไป”

“คะยามเมื่อดวงตากลมโตตวัดมามองสบ เขาก็โปรยยิ้มทรงเสน่ห์ ไหวไหล่น้อย แล้วชี้นิ้วไปที่ตัวเอง

“เพราะคุณอาจจะเปลี่ยนมากลัวผมแทนน่ะสิ”

คนฟังหัวเราะในลำคอ เดินถอยหลังไปพิงเสาศาลาแล้วยกมือกอดอก

“อืม...” เธอหรี่ตาและเอียงคอมองเขา “แล้วคุณน่ากลัวรึเปล่าคะ”

คนถูกถามเพียงแต่ยิ้ม แบสองมือออกข้างลำตัว เป็นทำนองว่าผมก็ตอบไม่ได้ หรือไม่ก็คุณต้องหาคำตอบเอาเอง เป็นเวลาเดียวกับที่นายพัน...คนขับรถประจำครอบครัว วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในสวน พอเห็นคุณหนูคนเล็กก็ถึงกับถอนใจเฮือก

“คุณรุ้ง! มาอยู่ตรงนี้เอง ผมตามหาซะให้ทั่วเลย”

“อ้าว ตามหารุ้งทำไมคะน้าพัน”

“คุณท่านไม่เห็นคุณรุ้งในงาน เป็นห่วงก็เลยให้ผมมาตามครับ”

คนฟังสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย รีบหันมาเอ่ยลาคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้

“รุ้งคงต้องไปแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณที่ช่วยรุ้งนะคะ” เธอไหว้เขาอย่างนอบน้อม แล้วหมุนตัวเดินจากไป พนมกรทอดสายตามองตามร่างเล็กนั้นจนเธอลับตา รอยยิ้มหมายมาดจึงจุดขึ้นตรงมุมปาก

พรุ่งนี้ในหน้าข่าวสังคมน่าจะมีข่าวของเขากับเธอ

‘นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง พนมกร สุริยไพศาล กับลูกสาวคนเล็กของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ ดูท่าจะปิ๊งปั๊งกันเสียแล้ว งานนี้ต้องตามดูกันต่อไปว่าสองครอบครัวจะพัฒนาความสัมพันธ์จนถึงขั้นหลอมรวมเป็นทองแผ่นเดียวกันหรือไม่’

 เมื่อมีข่าวแรก ก็ต้องมีอีกหลายข่าวตามมา และหลังจากนั้น...เขาก็จะหาข้ออ้างโทร.ไปหาเธอ นัดมาคุยกันเพื่อนแก้ข่าวหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะนำไปสู่ความใกล้ชิด

พนมกรลุกขึ้นยืน สาวเท้ามาอิงเสาต้นที่เธอพิงอยู่เมื่อครู่ กลิ่นน้ำหอมของเธอยังกรุ่นกำจาย สร้างความซาบซ่านแปลกๆในหัวใจ แต่เขาไม่คิดค้นหาคำตอบ เพราะมุ่งมั่นอยู่แต่กับจุดหมายของตัวเอง

เธอได้ ‘ถูกเลือก’ มาตั้งแต่ต้นแล้ว

สาวหัวอ่อน เป็นน้องนุชสุดท้อง ขี้อาย และเก็บตัว ช่างเหมาะเจาะกับการล่อหลอกให้ตกหลุมกับดักเหลือเกิน

กับดักนี้จะเรียกว่ารักคงไม่ได้...แต่น่าจะเป็นสะพานที่นำพาเขาไปสู่ความสำเร็จมากกว่า

เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์...นั่นละจุดหมายปลายทางของเขา

...อีกไม่กี่ปี เขาหวังว่าจะปีนขึ้นไปบนจุดนั้นแทนที่เจ้าพ่อคนเก่า!



พนมกรเอนกายพิงพนักโซฟาบุหนังสีดำ มือข้างหนึ่งโยนหนังสือพิมพ์ที่อ่านจบแล้วลงบนโต๊ะ สองตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกสูงจดเพดาน ผ้าม่านสีขาวถูกรวบไว้ด้านหนึ่ง เปิดให้แสงตะวันสาดส่องเข้ามาภายใน ทิวทัศน์เบื้องนอกคือภาพที่เขาเห็นจนชินตา สองปีมาแล้วหลังจากขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเอสพีกรุ๊ปแทนผู้เป็นบิดาซึ่งลาจากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เขามักจะยืนชมวิวตรงหน้าต่างมองภาพตึกรามบ้านช่องซึ่งแออัดยัดเยียดอยู่ท่ามกลางอาคารสูงสิบกว่าชั้น บางอาคารเรียกว่าสูงเสียดฟ้าก็คงได้ เขาอยากจะขึ้นไปสูงแบบนั้น หรือกว่านั้น...บนจุดสูงสุดที่สูงกว่าใครอื่น

เขาทะเยอะทะยานมากเกินไปหรือเปล่า?

เคยถามตัวเองเช่นนั้น แต่คำตอบที่ได้รับก็มีเพียงคำเดียวทุกครั้งไป...ไม่!

มันไม่ใช่ความทะเยอทะยานหรอก เพราะเขามั่นใจว่าเขามีความสามารถมากพอ!

ชายหนุ่มเบือนสายตามามองหนังสือพิมพ์ที่พับอย่างเรียบร้อยอยู่บนโต๊ะ กระนั้นก็ยังจำรูปภาพและข้อความประกอบด้านข้างซึ่งอยู่จัดวางอยู่ด้านล่างของหน้าสังคมได้

‘นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง พนมกร สุริยไพศาล กับลูกสาวคนเล็กของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ ดูท่าจะปิ๊งปั๊งกันเสียแล้ว งานนี้ต้องตามดูกันต่อไปว่าสองครอบครัวจะพัฒนาความสัมพันธ์จนถึงขั้นหลอมรวมเป็นทองแผ่นเดียวกันหรือไม่’

เนื้อความไม่ต่างอะไรจากที่เขาคิดไว้...ก็จะแปลกอะไร ในเมื่อข่าวนี้เขาส่งคนไป...จะพูดว่าอะไรดีละ ‘พูดกรอกหู’ ‘จุดประกาย’ ‘จุดความสนใจ’ ‘โน้มน้าว’ ‘หลอกล่อ’ หรือ ‘สะกดจิต’ นักข่าวของหนังสือพิมพ์ทั้งสามฉบับเอง แค่พูดเปรยๆว่า

‘สองคนนี้เหมาะสมกันดีนะ’

‘ฉันเห็นคุณพนมกรจ้องคุณสายรุ้งตาไม่กะพริบเลย สงสัยจะปิ๊งเสียแล้วมั้ง’

‘มองกันซะตาหวานเยิ้มแบบนี้ สงสัยจะได้คู่รักคู่ใหม่เร็วๆนี้แล้วแหละ’

พร่ำพูดไปครั้งแล้วครั้งเล่า จากความไม่สนใจก็จะกลายเป็นสนใจอย่างง่ายดาย

แล้วเป็นอย่างไรเล่า...ข่าวปิ๊งปั๊งระหว่างเขากับเธอถูกจัดลงในหน้าสังคมจนได้ แม้จะรูปเล็กและอยู่ล่างสุด เสี่ยงต่อการถูกละเลย แต่เขารับรองได้ว่าครอบครัวนาฏยรัตน์ต้องมองเห็นมันอย่างแน่นอน!

พนมกรพรูลมออกจากปาก ยกมุมปากข้างหนึ่งเป็นรอยยิ้ม ก่อนมันจะคลี่ออกกว้างขึ้นทีละน้อยๆ สองตาซึ่งแลจับเพดานมีรอยเต้นระริกแบบที่มีคนสนิทเพียงคนเดียวรู้ว่าผู้เป็นนายกำลัง ‘สนุก’ และ ‘สมหวัง’

“ปก...” หันไปเรียกคนที่ยืนสำรวมอยู่ทางด้านหลัง เขาเป็นชายหนุ่มร่างบึกบึนสมชื่อ...ปกป้อง ผิวค่อนข้างคล้ำ สวมชุดสูทสีดำสนิทเหมือนบอดี้การ์ดที่เห็นตามละครหรือภาพยนตร์สักเรื่อง ผมตัดสั้นแทบจะติดหนังศีรษะ แต่ไม่ได้ทำให้เขาดูแย่ ตรงกันข้ามกลับหล่อเหลาไม่น้อย ยิ่งตอนสวมแว่นกันแดดด้วยแล้ว สาวๆมักจะเหลียวหลังมองตามหลังด้วยซ้ำไป

“หยิบโทรศัพท์บนโต๊ะให้ฉันหน่อย” ชี้นิ้วไปยังไอโฟนซึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานดำมะเมื่อม จากนั้นก็จิบกาแฟรอ ดื่มไปได้สองอึก โทรศัพท์ของเขาก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ชายหนุ่มฉวยมันขึ้นมากดหาเบอร์โทร.ที่บันทึกไว้ตั้งแต่เดือนก่อน

ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่เขาจะหาเบอร์โทร.ของใครสักคน แม้คนคนนั้นจะยังไม่เคยรู้จักกันก็ตาม

พอกดโทร.ออก และรอเสียงสัญญาณอยู่ครู่หนึ่ง ทางปลายสายก็กดรับ เธอส่งเสียงใสๆมาตามสาย เล็กแหลมกว่าเสียงจริง แต่ก็ยังฟังไพเราะอยู่เหมือนเดิม

“สวัสดีค่ะ สายรุ้งพูดค่ะ”

ไม่รู้เพราะเสียงของเธอ หรือชื่อของเธอ จึงทำให้เขาฉีกยิ้มกว้าง

“สวัสดีครับ คุณรุ้ง จำผมได้รึเปล่าครับ” เขาหยอกล้อเธอเล็กน้อย หมายจะสร้างความสนิทสนมให้มากขึ้น รอให้อีกฝ่ายอึกอักอยู่ชั่วขณะหนึ่งจึงเฉลย “พนมกรไงครับ จำได้รึเปล่า”

“คุณกรเหรอคะ! จำได้สิคะ คุณเป็นคนช่วยรุ้งไว้เมื่อวานทำไมรุ้งจะจำไม่ได้ล่ะคะ แต่เอ๊ะ...คุณรู้เบอร์โทร.ของรุ้งได้ยังไงคะเนี่ย”

“ผมขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ แต่ผมกลุ้มใจมาก เลยต้องถามเบอร์คุณจากเพื่อนของคุณ”

“กลุ้มใจเหรอคะ

“เรื่องข่าวไงครับ คุณเห็นรึยัง” ทางปลายสายเงียบไปอึดใจ ชวนให้เขากระวนกระวายแปลกๆ ต่อเมื่อได้ยินเสียงตอบกลับมา พนมกรจึงได้ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

“เห็นแล้วค่ะ ก็แค่ข่าวซุบซิบนินทาเท่านั้นเองค่ะ รุ้งไม่สนใจหรอก”

“แต่ผมไม่สบายใจเลย” ชายหนุ่มขยับกายนั่งโน้มตัวไปข้างหน้า เท้าศอกกับต้นขาของตัวเอง “อยากคุยกับคุณสักหน่อย...ได้ไหมครับ”

“ได้สิคะ พูดมาเลยค่ะ” น้ำเสียงของเธอยังร่าเริง ดูจะไม่ยี่หระกับข่าวซุบซิบนินทานั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“พูดตรงนี้ไม่สะดวก ออกมาเจอผมหน่อยได้ไหมครับ”

พนมกรกลั้นใจรอคอย กระทั่งได้รับคำตอบ เขาจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ตอนนี้คุณอยู่ที่บ้าน หรือที่มหาวิทยาลัย ว่างกี่โมงครับ ผมจะได้ไปรับ”

“คือรุ้งออกมาเที่ยวกับเพื่อนน่ะค่ะ”

“ที่ไหนครับ”

พนมกรเงี่ยหูฟังคำตอบอย่างตั้งใจ เมื่อได้ที่นัดหมายเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยลาและต่างคนก็ต่างกดวาง

เขาโยนไอโฟนลงบนโต๊ะ เม้มปากน้อยๆขณะครุ่นคิด สายรุ้งเฉยชากับเขาเกินไป หนำซ้ำยังไม่หลงเสน่ห์ ไม่สิ...ไม่สนใจเขาเลยสักนิด หัวใจเธอทำด้วยอะไรหนอ? หากเป็นผู้หญิงคนอื่น ถ้าไม่กระโจนเข้ามาเขาเลย ก็มักจะแสดงอาการขวยเขินหรือประหม่าออกมาบ้าง แต่เธอกลับ...

ชายหนุ่มขมวดคิ้วแล้วยักไหล่ ผุดลุกขึ้นยืน ติดกระดุมเสื้อสูทเรียบร้อย จึงก้มดูเวลา พบว่าอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด...นานเกินไปสำหรับคนใจร้อนอย่างเขา

“ไปส่งฉันหน่อย”

หันไปพูดกับปกป้อง...คนสนิทที่ทำงานด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้ว

“ส่งที่ไหนครับนาย”

ผู้เป็นนายกระแอมกระไอเล็กน้อย ยกมือขึ้นมาจัดข้อเสื้อกับเนกไทของตัวเอง แล้วก้าวอาดๆออกจากห้องก่อนส่งเสียงตามหลังมาว่า

“ดรีมเวิลด์

ประธานบริษัทเอสพีกรุ๊ปก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกขัดๆเขินๆ เหมือนตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างไรไม่รู้

ดรีมเวิลด์!...เธอนัดเขาที่นี่เนี่ยนะ! คิดได้ยังไง!

ชายหนุ่มรำพันอยู่ในใจขณะเหลียวซ้ายแลขวาราวกับสถานที่นี้เป็นดินแดนอันแปลกประหลาด ก่อนจะปิดประตู เขาก้มลงสั่งความกับปกป้องว่า

“แกจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ เสร็จธุระเมื่อไรฉันจะโทร.หา”

“ครับนาย”

พูดจบก็ขับรถจากไป ทิ้งให้พนมกรรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้งให้เดียวดายอยู่เพียงลำพังอย่างน่าขัน ชายหนุ่มยืนหันรีหันขวาง หมุนตัวไปมาราวกับไม่รู้จะทำอะไรเป็นอันดับแรก พอเห็นครอบครัวกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาก็รีบเดินตามไปห่างๆ เห็นพวกเขาเหล่านั้นขึ้นรถสองโดยสารรับ-ส่งนักท่องเที่ยงก็ตามขึ้นไป นั่งชั้นบนแถวท้ายสุดของตัวรถ ระหว่างทางก็ก้มมองตัวเอง สลับกับมองคนอื่น รู้สึกจะแต่งตัวเป็นทางการมากไปจึงคลายเนกไท ถอดเสื้อสูทออกมาวางพาดบนตัก ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ด สุดท้ายก็ปลดกระดุมตรงปลายแขนแล้วพับมันขึ้นมาจนถึงข้อศอก

เอาวะ! คิดจะจีบเด็ก ก็ต้องทำตัวเด็กหน่อยละวะ!

บอกตัวเองเสร็จสรรพก็ถอนหายใจเฮือก คิดไม่ตกว่าถ้าพนักงานในบริษัท สาวๆ หรือคนรู้จักของเขามาเห็นเขาในสภาพนี้จะตกตะลึง ช็อค หรือจะเก็บไปหัวเราะเยาะและนินทาเขาในภายหลังกันแน่

ประธานบริษัทเอสพีกรุ๊ปวัยสามสิบสามปีเลือกสถานที่เดทได้น่าทึ่งมาก...ดรีมเวิลด์! สถานที่ยอดนิยมที่คู่รักวัยรุ่น และเด็กๆต่างโปรดปราน!

ถ้านักข่าวบังเอิญมาเห็นแล้วลงข่าวแบบนี้ล่ะ ภาพพจน์เขาจะป่นปี้ขนาดไหน?!

คิดพลางถอนหายใจพลาง จนรถโดยสารหยุดตรงหน้าห้องจำหน่ายบัตร พนมกรลุกขึ้นยืน คว้าสูทพาดบ่าแล้วเดินครอบครัวกลุ่มนั้นลงไป ต่อคิวซื้อบัตรเรียบร้อยก็ยืนคว้าง อย่างไม่รู้จะไปไหนดี ชายหนุ่มจึงตัดสินใจยืนรอให้สายรุ้งโทร.มานัดว่าจะไปเจอกันที่ไหนอยู่ตรงนั้นเอง สูทที่พาดบ่าเขาก็เปลี่ยนมาถือไว้ในมือซ้ายแทน

แดดร้อนอบอ้าวทำให้เขาอยากจะกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดเสียให้รู้แล้วรู้รอด รอประมาณครึ่งชั่วโมงก็ทนไม่ไหว หยิบไอโฟนในกระเป๋าขึ้นมา มีข้อความเข้าแต่เป็นโฆษณาอะไรสักอย่าง ไม่ทันได้อ่านเขาก็ลบทิ้งในทันที จากนั้นจึงโทร.หาเธอ เพียงไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับ

“ผมมารออยู่ที่ดรีมเวิลด์แล้วนะครับ” สายรุ้งยังไม่ทันพูดฮัลโหล เขาก็รีบรายงาน “ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน มาถึงรึยังครับ”

“อีกตั้งครึ่งชั่วโมงนี่คะ”

“ผมชอบมาก่อนเวลาน่ะครับ แต่คุณไม่ต้องรีบหรอกนะ ผมรอได้”

“รุ้งอยู่ที่นี่แล้วค่ะ” ประโยคนั้นทำให้พนมกรทำหน้าเหวอ อ้าปากค้างไปเลยทีเดียว

“อ้าว เหรอครับ คุณอยู่ที่ไหนครับ ผมจะไปหา”

“ทานข้าวกับเพื่อนๆอยู่ค่ะ คุณอยู่ตรงไหนคะ เดี๋ยวรุ้งไปหาเอง”

คนถูกถามคิดคำนวณผลได้ผลเสียดูแล้ว หากเขาให้เธอมารับก็จะเป็นการแสดงความไม่เป็นสุภาพบุรุษและทำให้คะแนนความนิยมลดลงเสียเปล่าๆ แต่จะทำอย่างไรได้ เขาเคยมาที่นี่แค่ครั้งเดียวตอนเปิดใหม่ และตอนนั้นเขาอายุยังไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำไป ถ้าเดินตามหาเธออย่างสะเปะสะปะเช่นนี้คงไม่ดีแน่ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจ

“รบกวนด้วยนะครับ ผมไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว ขืนเดินไปหาคุณเองอีกครึ่งชั่วโมงจะหาเจอรึเปล่าก็ไม่รู้”

สายรุ้งรับคำก่อนวางสายไป ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มและไอศกรีมโคนรสวนิลาในมือ

“ไปค่ะ เข้าไปข้างใน หาที่นั่งคุยกันก่อน” เธอสวมชุดนักศึกษา...เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกระโปรงพลีท สะพายกระเป๋าใบใหญ่ และสวมรองเท้าผ้าใบ ดูเด็ก สดใส และเหมือนจะแก่นแก้วไม่น้อย

ยามอยู่ต่อหน้าบิดาเธอคงจะเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ แต่อยู่กับเพื่อนๆเธอก็น่าจะเป็นเด็กซนอยู่เหมือนกัน

“แล้วเพื่อนๆคุณล่ะ”

“กลับไปแล้วค่ะ”

“อ้าว...เป็นเพราะผมรึเปล่าครับ”

เธอสั่นศีรษะจนผมกระจาย เมื่อคืนผมเธอยังยาวตรงอยู่เลย มาวันนี้เขาจึงได้เห็นว่ามันหยักศกนิดๆจึงดูฟูฟ่องกว่าปกติเล็กน้อย

“เปล่าหรอกค่ะ ก่อนคุณโทร.หารุ้ง เพื่อนๆรุ้งกำลังจะกลับพอดีค่ะ”

เขารับคำในลำคอขณะเดินตามเธอเข้าไปด้านใน จุดหมายปลายทางนั้นก็แล้วแต่ว่าเธอจะพาไป

“คุณกรมีเรื่องอะไรจะคุยกับรุ้งเหรอคะ”

“หาที่นั่งก่อนแล้วค่อยคุยกันดีกว่า”

“คุณทานอะไรมารึยังคะ” สายรุ้งหยุดเดินอย่างกะทันหัน และหมุนตัวหันมามองเขา พนมกรไม่ทันระวัง ขนเธอเข้าอย่างจังจนทำให้ไอศกรีมในมือเธอทิ่มใส่ปากของเธอเต็มแรง

หญิงสายหลับตาปี๋ ส่งเสียงครางอ๋อย...เสียงเธอเล็กราวกับเสียงแมว ทั้งน่าเอ็นดู และน่าขันในเวลาเดียวกัน

“ขอโทษครับ! ขอโทษเขารีบดึงมือเธอลง และคว้าผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดรอยเปื้อนที่เลยไปจนเกือบถึงแก้มให้อย่างรีบร้อน “ผมเดินไม่ระวังเอง ขอโทษครับ”

“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ รุ้งหยุดกะทันหันเอง” เอ่ยพลางปรือตาขึ้นมอง เห็นผ้าเช็ดหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปหมดก็รีบยื้อยุดมือเขาไว้ “ไม่ต้องแล้วค่ะ ใช้ทิชชู่ดีกว่า” จากนั้นก็ล้วงหยิบทิชชู่ในกระเป๋าสะพายขึ้นมาเช็ดอย่างลวกๆ เสร็จแล้วก็คว้าผ้าเช็ดหน้าของเขาไว้ พับเก็บในกระเป๋าเล็กๆข้างกระเป๋า รูดซิปเก็บมิดชิด

“ผ้าเช็ดหน้าคุณเปื้อนแล้ว เดี๋ยวรุ้งเอาไปซักให้นะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เปื้อนนิดหน่อยเอง”

สายรุ้งทำเป็นไม่ได้ยิน เธอกวาดตามองหาถังขยะ เมื่อพบก็ตรงรี่เข้าไปทิ้งทิชชู่ในมือ ส่วนไอศกรีมโคนนั้นเธอก็เอามาทานต่ออย่างนึกเสียดาย พนมกรเดินตามมา เห็นเช่นนั้นก็อดยิ้มไม่ได้

“ผมซื้อไอติมให้ใหม่ไหม”

เจ้าตัวเคี้ยวหมุบหมับๆจนหมด จึงหันมาส่ายหน้า ยิ้มให้เขาจนตายิบหยี

“ไม่ต้องหรอกค่ะ รุ้งอิ่มแล้ว”

ว่าพลางลูบท้องตนเองไปมา...เป็นอากัปกิริยาที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าทำต่อหน้าเขามาก่อน พนมกรจึงมองด้วยแววตาเต้นระริก ทั้งขบขันและ...จะเรียกว่าประทับใจก็คงได้

“ปากคุณเปื้อนน่ะ” ใช่แค่พูดเปล่า ยังเอื้อมมือมาบรรจงเช็ดให้อย่างไม่รังเกียจ นิ้วโป้งของเขาไล้ไปมาตรงมุมปากด้านขวาอย่างแผ่วเบา ชวนให้สายรุ้งใจสั่น ริมฝีปากอิ่มเต็มเผยอเล็กน้อย เพื่อจะบอกเขาว่ายังมีทิชชู่อยู่ในกระเป๋า แต่เสียงของเธอกลับกลืนหายลงไปในลำคอ ทันทีที่นิ้วของเขาสัมผัสกับปากของเธอ

เขามองริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นด้วยความรู้สึก...อยากลิ้มลอง

มันคงทั้งนุ่ม ทั้งหวาน...จนอาจจะทำให้เขาหลงลืมตัวเอง

บ้าจริง! เขาก่นด่าตัวเองเมื่อเห็นท่าทีของคนตรงหน้า

ดวงตาอันตื่นตระหนก และอาการหลบเลี่ยงสายตานั้นทำให้เขาใจหายวูบ

หากเธอเกิดกลัวหรือเกลียดเขาขึ้นมา เขาจะทำอย่างไรเล่า!

“รุ้ง” เอื้อนเอ่ยออกมาได้คำเดียว เธอก็หมุนตัว เดินจ้ำอ้าวนำหน้าเขาไปเสียแล้ว พนมกรแทบอยากจะตบดวงตาทั้งสองข้างของตัวเอง ก็เพราะไอ้สายตา ‘หื่นๆ’ คู่นี้แหละที่มันทำให้เธอเกิดกลัวเขาขึ้นมาจนได้!







Create Date : 29 สิงหาคม 2559
Last Update : 29 สิงหาคม 2559 7:08:41 น. 0 comments
Counter : 377 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อรุณฉายที่ปลายฟ้า
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 19 คน [?]




เขียนไปตามใจฝัน
นามปากกา ศศิภา อรุณฉาย Aylin
ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่า ^_^










: Users Online
Friends' blogs
[Add อรุณฉายที่ปลายฟ้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.