ข้าน้อยเป็นนักรัก ไม่ใช่นักเขียน แต่ที่ต้องเขียน ก็เพราะว่าใจรัก
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2550
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
19 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 

โลกนี้มีสีชมพูและสีฟ้า

ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ดูก็นี่เลย The Departed ผลงานกำกับของมาติน สะกอเซซี่ (Martin Scorsese) ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รางวัลมากมายเลย ขอบอกเฉพาะออสกาละกัน เพราะน่าจะรู้จักกันดีที่สุดแล้ว ก็มีรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทดัดแปลงยอดเยี่ยม แล้วก็ตัดต่อยอดเยี่ยม แล้วก็ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมด้วย (Mark Wahlberg จาก The Shooter) แต่ก็ไม่ได้รางวัลนี้

ภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของมาติน สกอเซซี่ที่ข้าน้อยได้ดูก็คือ The Aviator เรื่องราวของอภิมหึมามหาเศรษฐีคนหนึ่งนามว่า ฮาเวิร์ด ฮิวจ์ (Howard Hughe) แสดงนำโดยลีโอนาโด ดิคาปริโอเหมือนกับ The Departed เลย คงเข้ากันได้ดีเนอะเลยมาร่วมงานกันอีก

สำหรับ The Aviator ข้าน้อยก็ชอบนะ ดูแล้วมีอะไรน่าคิดดี แล้วก็ให้ข้อคิดอะไรบางอย่างแก่ข้าน้อยด้วยในประเด็นของความสะอาด คือ ประมาณว่าเราไม่สามารถทำให้เราสะอาดที่สุดได้หรอก แต่เราก็ทำดีที่สุดแล้ว ถ้าคนไม่เคยดู The Aviator อาจจะคิดว่าหมายถึงการทำตัวเราให้สะอาดในแง่ของการทำจิตใจให้สะอาด นั่นก็ส่วนย่อยส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วหนังไม่ได้เสนอออกมาให้หมายถึงการทำจิตใจให้สะอาด แต่ข้าน้อยว่ามันหมายถึงการทำร่างกายให้สะอาดนี่แหละ เพราะพระเอกมีอาการทางจิตคืออนามัยจัดอย่างมหากาฬเลย เช่นว่าไม่จับลูกบิดประตู ทานไอศครีมจากกล่อง แทนที่จะใช้ภาชนะบรรจุอย่างถ้วย แต่ก็รู้สึกขัดกันเองเพราะพระเอกก็เอามือไปลูบเครื่องบินที่เพิ่งสร้างเสร็จอย่างไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร เออ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าจะให้ทุกอย่างมันสะอาดสมบูรณ์แบบคงเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่งั้นก็ไม่ต้องอยู่บนโลกนี้แล้ว

ข้าน้อยรู้สึกราวกับว่าตัวละครในหนังน่ะ มันเป็นเพื่อนของข้าน้อยที่ทรยศหักหลังกันเองจนมั่วไปหมด แล้วก็เลยสงสาร แค่นั้น แล้วก็รู้สึกโดยส่วนตัวว่า The Departed มันเหมือนกับนิยายคินดะอิจิ ยอดนักสืบเลย คือ ตอนได้อ่านหรือดูรอบแรกนะ จะโคตรดีเลย ระทึกมาก ลุ้นสุดๆ แต่พอจบแล้ว ทุกอย่างคลี่คลายลง ก็คงไม่เสียเวลามานั่งดูมันอีกรอบหรอก แต่ขอยืนยันเลยว่าดูรอบแรกนะ ดีมากจริงๆ สมแล้วที่เป็นภาพยนตร์ที่ดีสุดของปี 2006 (เพราะได้ออสกาในปี 2006)

ว่ามาถึงนักแสดงดีกว่า สำหรับแจ๊ก นิโคลสัน ข้าน้อยก็ชอบเขานะ เคยดูหนังที่เขาแสดงมาบ้างนิดหน่อย ก็ชอบสายตาของเขาอ่ะ เป็นสายตาที่ทำให้ข้าน้อยรู้สึกว่า อย่าหือกับข้านะ ไม่งั้นตาย คือเหมือนคนที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร

ส่วนMatt Damon ไม่พูดถึงละกัน อคติส่วนตั๊วส่วนตัว ไม่ชอบหน้าอ่ะ เหมือนลิงไม่วิวัฒนาการแล้วเอามากล้อนขนออกเลย ดูจมูกพี่แกดิ ดูตาดิ ดูหน้าผากดิ ไรว้า

แล้วก็Mark Wahlberg ก็ไม่มีไรจะพูดเหมือนกัน เพราะไม่ชอบทรงผมพี่แกใน The Departed อ่ะ เห็นตอนแรกจำไม่ได้เลยว่าเป็น Mark Wahlberg ก็เคยดูหนังที่เขาแสดงมาบ้าง อย่าง The Big Hit , Planet of the Ape , The Shooter ทั้ง 3 เรื่องรับบทเป็นนักฆ่ากับทหาร ทรงผมมันก็เลยเกรียนๆ พอมาเรื่องนี้ทรงผมตำรวจทำไมรุงรังงี้ก็ไม่รู้

มาถึงพระเอกของเราซะที ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ดูหนังของลีโอนาโด ไป 3 เรื่องด้วยกัน คือ The Aviator , Blood Diamond แล้วก็ The Departed นี่แหละ The Aviator ดูมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ได้ดูอีกใน HBO เลยเปิด Blood Diamond ดูไปพร้อมกันเลย เลยกลายเป็นได้เห็นลีโอนาโด ดิคาปริโอ ใน 2 บทบาทพร้อมกัน ข้าน้อยเห็นได้ชัดเจนเลยว่า เขาเป็นคนละคนจริงๆ ใน The Aviator ก็เป็นเศรษฐีหนุ่ม ดูดีมีชาติตระกูล (เพราะมีเงิน) ส่วนในBlood Diamond ก็ดูเป็นคนนอกกฎหมายดี แบบว่ามีความรู้เรื่องสมรภูมิ แต่ก็ไม่ได้ล่ำบึ้กสูงใหญ่ แต่กลับดูอวบๆ เหมือนคนเคยหุ่นดีมากๆ แต่เหลือแค่หุ่นดีพอใช้ เออ นี่แค่รูปลักษณ์ภายนอกนะ

ภาพยนตร์ของ Leonardo DiCaprio ที่ข้าน้อยเคยได้ดูมาก็มีหลายเรื่องนะ นอกจาก 3 เรื่องที่เอ่ยมาแล้ว ก็มี The Man in the Iron Mask (ลีโอนาโด 2 คนแสดงเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 - 16) , Titanic (ชู้รักเรือล่ม รู้จักกันดีแหละมั้ง) , Catch me If you can (แสดงเป็นนักต้มตุ๋น หลอกลวง กะล่อน ตอแหล และอื่นๆ)

จากการนึกทบทวนถึงบทบาทที่ผ่านมาของลีโอนาโด ดีคาปริโอ ก็เลยสังเกตได้อย่างหนึ่ง จากความรู้สึกส่วนตัวของข้าน้อยเอง ก็คือ เขามักได้รับบทที่ต้องเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูง อ่ะ ได้ไล่ให้ดูกัน

เริ่มจาก The Man in the Iron Mask ก็แสดงเป็นกษัตริย์แดนน้ำหอม เป็นกษัตริย์ก็ต้องมีความหยิ่งทระนงและทรงอำนาจ

Titanic ความมั่นใจของแจ๊ก ดอว์สัน ก็เด่นชัดขึ้นมาจากการอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้ดีไฮโซ แต่แจ๊กก็ไม่ได้แยแสอะไรกับความแตกต่างระหว่างชนชั้นนั้น ยังมีจุดยืนที่เด่นชัดเป็นของตนเอง แล้วก็ตอนพอเรือจะจม ก็ยังไม่ตระหนกจนเสียเรื่องอีก สามารถช่วยนางเอกให้รอดปลอดภัยได้

Catch me if you can เรื่องนี้ชัดเลย ถ้าไม่ใช่คนมั่นใจในตัวเอง คงหลอกลวงคนอื่นไม่ได้หรอกว่าตัวเองเป็นทนาย เป็นหมอ เป็นนักบิน และอื่นๆ แถมหลอกสำเร็จด้วยนะ แม้ในตอนท้ายของเรื่อง ความมั่นใจในความปลิ้นปล้อนจะหดหายไป เพราะความอ่อนไหวจากความโดดเดี่ยว แต่ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกคนแหละ พอโกหกแล้วก็ต้องอยู่คนเดียว ใครจะทนได้เนี่ย

The Aviator โอย อันนี้ยิ่งชัดเลย รวยติดอันดับประวัติศาสตร์โลกขนาดนั้น สั่งซื้อสายการบินมูลค่าเป็นสิบล้านๆ ตอนขับเครื่องบินรอบโลกเพื่อทำลายสถิติโลก ถ้าไม่เจ๋งจริง คงทำไม่ได้หรอก แต่คนเราก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบหรอกนะ เพราะงั้นก็ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ก็แล้วกัน (ปี 2006 นิตยสาร Forbe จัดอันดับให้ฮาเวิร์ด ฮิวจ์เป็นคนที่มั่งคั่งที่สุดเป็นอันดับ 12 ของโลก)

Blood Diamond ลีโอนาโดรับบทเป็นคนฉลาดและชำนาญการในอาชีพที่ทำ (ทหารรับจ้างที่มาเอาดีในการค้าของเถื่อน) มั่นใจไม่มั่นใจก็ดูเอาละกัน มีปืนจ่อหัวอยู่ ยังพลิกสถานการณ์ให้ตัวเองเหนือกว่าได้ ทั้งใช้การเจรจา การหลอกลวง แล้วก็ปืน

แต่ใน The Departed ข้าน้อยรู้สึกเอาเองว่าตัวละครที่ลีโอนาโอ ดีคาปริโอรับบท จะแสดงความมั่นใจหรือความทระนงตน หยิ่งผยองออกมาน้อยลงนะ อาจจะเป็นเพราะตัวบทที่ต้องแสดงเป็นลูกน้องมาเฟีย แล้วก็กลัวว่าจะถูกจับได้ว่าเป็นสายตำรวจ แต่ก็ยังรู้สึกได้แหละ เพราะถ้าไม่แน่จริง คงไม่ไปเป็นสายตำรวจหรอก

ใน The Departed ผู้กองควีแนนบอกว่าคนที่จะมาเป็นสายตำรวจจะต้องเป็นคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย แต่ตลอดทั้งเรื่องพระเอกของเรา ก็แสดงอยู่ตลอดเวลาเลยว่าห่วงชีวิตตัวเองมากๆ ว่าถ้าถูกจับได้ว่าเป็นสายตำรวจแล้วจะโดนฆ่า เออ แปลกดีจัง ก็คงหมายถึงว่าคนทุกคนน่ะมีชีวิตจิตใจ มีอะไรที่ต้องห่วงเสมอนั่นแหละนะ เพียงแต่บางจังหวะที่ดูบ้าเลือดจนไม่สนอะไร อาจจะเป็นเพราะขาดการยั้งคิดไปชั่วขณะ แค่นั้นเอง

เออ ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอเอ่ยถึง Blood Diamond หน่อยละกัน เป็นหนังเรื่องที่ 2 ที่ข้าน้อยเคยได้ดู ที่เป็นของผู้กำกับ Edward Zwick อีกเรื่องคือ The Last Samurai ซึ่งก็คงไม่ต้องสาธยายมาก คงรู้จักกันดีแหละ แต่ข้าน้อยรู้สึกว่า Blood Diamond กับ The Last Samurai มีประเด็นนึงที่เหมือนกัน คือ ความต้องการในการคงไว้ซึ่งความเป็นชาติของตน อย่างใน The Last Samurai ซามูไรกลุ่มสุดท้ายนี้ก็ไม่อยากให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบตะวันตกจนลืมวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน (คนไทยน่าจะเอาอย่างนะขอรับ) ส่วนใน Blood Diamond ก็มีประเด็นของกลุ่มกบฏที่อยากปกครองตนเอง และไม่ยอมรับประชาธิปไตยแบบตะวันตก

อีกอย่างใน Blood Diamond ที่ข้าน้อยชอบคือนักแสดงสมทบ ชิมอน ฮอนชู (Djimon Hounsou) นักแสดงผิวหมึก ชาวเบนิน(ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา) โดยส่วนตัว ข้าน้อยชอบนักแสดงคนนี้นะ เพราะรู้สึกว่าเขาแสดงบทที่เป็นตัวแทนของอิสรภาพได้ดีมาก เขาก็แสดงมาหลายเรื่องนะ แต่ที่ข้าน้อยได้รับชมและสังเกตมีอยู่ 3 เรื่อง คือ Amistad , Gladiator , The Island แล้วก็มา Blood Diamond นี่แหละ

อย่างใน Amistad นี่ชัดๆ เลย เพราะเขาแสดงเป็นทาสแอฟริกาที่ถูกเกณฑ์มาขายในยุคล่าอาณานิคม แล้วก็โดนจับขึ้นศาลฐานฆ่าคนที่ทรมานเขาเยี่ยงทาสนรก จนกลายเป็นประเด็นในหนังว่ามนุษย์เรามีอิสรภาพเสมอภาคกันแค่ไหน

ต่อมาใน Gladiator แม้จะไม่ค่อยเด่นชัดนัก แต่เขาก็รับบทเป็นนักสู้ในโคลอสเซี่ยมคนนึง ที่ร่วมต่อสู้กับแม็กซิมัส ตัวเอกของเรื่อง ต้องต่อสู้เพราะถูกจับมาในฐานะทาส (อีกแล้ว)

ดีขึ้นมาหน่อย เพราะใน The Island ชิมอน รับบทเป็นหน่วยตามล่าทาส แต่สุดท้าย พอชิมอนรู้ความจริง (ในหนังนะ) ในตอนท้ายเรื่องว่าคนที่ตนต้องตามล่า เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ และมีสิทธิ์ที่จะมีอิสรภาพเหมือนทุกคน ชิมอนก็เลยเปลี่ยนใจไปช่วยปลดปล่อยโคลนแทน จะๆ เลย 2 ฉาก ที่ชิมอนเลือกที่จะทำลายความริดรอนอิสรภาพนี้ คือ ฉากที่ชิมอนลังเลว่าจะยิงใครดีระหว่างตัวโคลน กับตัวต้นแบบ แม้จะยิงต้นแบบไป เพราะความเข้าใจผิดในตอนนั้น แต่ถ้าชิมอนรู้ความจริงทั้งหมด เชื่อเลยว่าตอนนั้นน่ะ ชิมอนต้องยิงต้นแบบแน่ กับฉากตอนจบ ที่โคลนทุกคนวิ่งออกมาสู่อิสรภาพ ก็มีชิมอนยืนอยู่ท่ามกลางโคลนที่กำลังวิ่งกันอยู่บนเนินเขาที่แสงแดดส่อง แล้วโคลนทุกคนก็ใส่ชุดขาวทั้งตัว แต่ตัวละครของชิมอนใส่ชุดสีเข้ม โคตรเด่นชัดเลยว่าชิมอนเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพในตอนจบ

แล้วใน Blood Diamond ชิมอนก็ถูกจับมาทำงานเป็นทาส(อีกละ?!) ทำงานในเหมืองเพชร แล้วก็ต้องออกตามหาเพชรที่ตัวเองขุดเจอ ซึ่งถ้าวันกันจริงๆ แล้ว ใครเจอคนนั้น ก็ต้องเป็นเจ้าของสิเนอะ แต่โซโลมอน (ชื่อในเรื่อง) ก็ต้องซ่อนมันไว้ แล้วหนีก่อน แล้วค่อยมาตามหามันใหม่ แล้วพอกลับมาตามหา ก็มาตามหาแบบมีเงื่อนไขของอิสรภาพ คือ ถ้าโซโลมอนเจอเพชร เขาก็จะได้พบกับลูกเมียที่ถูกกันโดยพวกทหารอเมริโกย เพชรที่เขาตามหาจึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของอิสรภาพ ชิมอน ฮอนชูใน Blood Diamond ก็เลยได้แสดงเป็นคนที่ตามหาอิสรภาพอีกแล้ว ว้าว เจ๋งจัง ชายคนนี้

อ่านมายาวซะเลย คงงงสินะว่าแล้วมันเกี่ยวกับอะไรกับที่ว่าโลกนี้มีสีชมพูกับสีฟ้า ก้เพราะข้าน้อยเพิ่งดู The Departed มา ในหนังมันเล่นเล่ห์เหลี่ยมกันเหลือเกิน จนข้าน้อยที่ประสบการณ์อ่อนไหวยิ่งนัก อดที่จะรู้สึกสงสารโลกนี้ไม่ได้ แต่โลกนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะหมดหรอกนะ ยังมีความรักอีกมากมาย ไม่งั้นคงไม่มีหนังรักดีๆ ออกมาหรอก สีชมพูข้าน้อยจึงหมายถึงความรัก ส่วนสีฟ้า ข้าน้อยคิดว่ามันคือสิ่งแห่งชีวิต เพราะเป็นสีของน้ำ สิ่งมีชีวิตใดๆ ในโลก ล้วนแล้วแต่ต้องการน้ำทั้งนั้น

โลกนี้มีสีชมพูกับสีฟ้าจึงหมายถึง การมีความรักกับการมีชีวิตต้องเป็นของคู่กัน มีรักแล้วไม่มีชีวิต เป็นไปไม่ได้หรอก ส่วนมีชีวิตแล้วไม่มีรัก ก็คงทรมานน่าดู เพราะงั้นเรามารักกันเถอะ




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2550
5 comments
Last Update : 19 กรกฎาคม 2550 20:22:09 น.
Counter : 1294 Pageviews.

 


" พ่อ กระต่าย เเม่ กระต่าย
*// /ลูก กระต่าย
.. . ชั้นชอบชั้นชอบ 555"

มาเม้นทักทายค่ะ :)

 

โดย: BROSIS ))))) (macron ) 19 กรกฎาคม 2550 21:32:44 น.  

 

ผมชอบ Avaitor มากครับ

 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่แตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) 19 กรกฎาคม 2550 22:37:39 น.  

 

The Departed ไม่ชอบจ้ะ feel bad กับหนังมากๆ

 

โดย: merveillesxx 19 กรกฎาคม 2550 22:45:40 น.  

 

เห็นด้วยกะคุณ merveillesxx ค่ะ เรื่อง The Departed รู้สึกไม่ดีกับอารมณ์ของหนังมากๆ เลย

แต่ว่าในแง่ของภาพรวมของหนัง ชิรินว่าดี เำีำพียงแค่รู้สึกว่าทำไมหักมุมมากมาย และตายกันเกือบหมดทั้งเรื่องเลย เลยรู้สึกไม่ดีกับอารมณ์ของหนัง

ปล. ขอบคุณ คุณ SanJiKick ที่แวะไปเียี่ยมบล็อกนะคะ

 

โดย: ~ ShiriN ~ 9 มิถุนายน 2551 3:51:18 น.  

 

แนะนำเว็บดูหนังซีรีย์เกาหลีฟรี

 

โดย: koreaserie (loveyoupantip ) 6 สิงหาคม 2554 11:55:58 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


SanJiKicK
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add SanJiKicK's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.