Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
25 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
คลังข่าวและสัมมนา 5

*สุดยอดรายการเสวนาสำหรับผู้บริหารไอซีที แห่งปี 2008ในหัวข้อ “Top 10 – ICT Trend 2008” กับการปรับตัวขององค์กรในยุคเศรษฐกิจพอเพียง
พบกับสุดยอดรายการเสวนาสำหรับผู้บริหารไอซีที แห่งปี 2008
ในหัวข้อ “Top 10 – ICT Trend 2008” กับการปรับตัวขององค์กรในยุคเศรษฐกิจพอเพียง
พร้อมกับจับเข่าคุยกับผู้บริหารกลุ่ม CIO Program รุ่นที่ 1
ในประเด็น 'องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการบริหารงานในองค์กร เพื่อเพิ่มคุณภาพในงานบริการ และสร้างความได้เปรียบในการทำธุรกิจ'
@@ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงาน @@

กลุ่มเป้าหมาย: ผู้บริหารไอซีที, ผู้บริหารงานในองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 300 ท่าน
วันและเวลา: วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ระหว่างเวลา 13.00-16.30 น.
สถานที่: ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี

วัตถุประสงค์:
เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและวิสัยทัศน์ ของนักวิชาการ และผู้บริหารด้านไอซีทีจากองค์กรชั้นนำของประเทศ เพื่อให้เกิดแนวคิดในการปรับปรุงองค์กรให้รองรับการ
เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่สวนทางกับการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ละท่านจะต้องใช้วิทยายุทธ์เพื่อฝ่าด่านเศรษฐกิจอย่างไร ในยุคที่ต้องรัดเข็มขัด แต่ขณะเดียวกัน
ต้องสร้างองค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
เนื้อหาในงานสัมมนา:
นำเสนอ Top Ten ด้าน ICT Trend 2008 ที่มีการศึกษา ค้นคว้าวิจัยจาก Research House ชั้นนำของโลก เช่น Gartner, IDC, SANS
นำเสนอการปรับตัวของหลักสูตรในการพัฒนาบุคลากรด้านไอซีที ที่ไทยเราถูกกดดันจากแรงงานต่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย
และสถาบันฝึกอบรม
บทบาทขององค์กรต่างๆ ในการช่วยตนเองในการเพิ่มความสามารถของบุคลากร ICT ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพ
ถ่ายทอดกลยุทธ์จากประสบการณ์ตรงของหน่วยงานชั้นนำจากภาค Critical Infrastructure กับการนำพาองค์กรก้าวไปข้างหน้าภายใต้เงื่อนไขภาวะ
เศรษฐกิจที่ซบเซา
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกับแนวทางประยุกต์ใช้ ภายใต้การไล่ล่าของเทคโนโลยี
กำหนดการสัมมนา:
12.30 - 13.00 ลงทะเบียน
13.00 - 13.15 กล่าวต้อนรับและเปิดงาน
โดย...คุณสุวิภา วรรณสาธพ
ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย
13.15 - 15.00 เสวนาในหัวข้อ 'TOP ICT 10 2008 กับการปรับตัวขององค์กรในยุคเศรษฐกิจพอเพียง' ร่วมเสวนาโดย
ดร.วัชรา จันทาทับ Director, IT in Business Operation Center, Faculty of Commerce and Accountancy, Chulalongkorn University
คุณจิระวรรณ เจียสกุล Director, Products and services Information systems Department, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
คุณดอน นิกันติ, Managing Director, GoIPNow Co., Ltd.
อ.ปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด
ดำเนินรายการโดย ...
อ.กำพล ศรธนะรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
15.00 - 15.15 พักรับประทานอาหารว่าง

15.15 - 16.15 จับเข่าคุย กับผู้บริหารที่เข้าร่วมโครงการ Strategic IT Governance and Information Security Mangement for Executives รุ่นที่ 1
ซึ่งจะร่วมเสวนาในประเด็น 'องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการบริหารงานในองค์กร เพื่อเพิ่มคุณภาพในงานบริการ และสร้างความได้เปรียบในการทำธุรกิจ'
อ.กำพล ศรธนะรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
อ.ปริญญา หอมอเนก ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด
นายแพทย์ สุธี ทุวิรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายสารสนเทศ โรงพยาบาลรามคำแหง
คุณสุพร เตไชยา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมทางหลวงชนบท
16.15 - 16.30 ถาม-ตอบ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย
โทร. 02 583 9992 ต่อ 1423 http://www.swpark.or.th email: training@swpark.or.th




*ส. ศิวรักษ์ ฟ้องศาลปกครองกลาง ทวงคืน ‘ค่อนศตวรรษ ประชาธิปไตยไทยฯ’ / ประชาไทโพสท์ 15/1/2551
อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้เขียนหนังสือ ‘ค่อนศตวรรษประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม’ จะยื่นฟ้อง พลตำรวจตรี สมบัติ ศุภชีวะ ในฐานะเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และพลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในวันที่ 16 ม.ค. นี้ เวลา 15.00 น.
ทั้งนี้ เพื่อเพิกถอนคำสั่งของพลตำรวจตรีสมบัติ ศุภชีวะ ที่มีคำสั่งห้ามขายหรือจ่ายแจก และยึดหนังสือ “ค่อนศตวรรษประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม” ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2550
โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 พลตำรวจตรีสมบัติ ศุภชีวะ ผู้บังคับการ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ในฐานะเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งที่ 5/2550 เรื่องห้ามการขายหรือจ่ายแจกและให้ยึดสิ่งพิมพ์ คือหนังสือชื่อ “ค่อนศตวรรษประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม” ที่เขียนโดยอ. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ซึ่งเขียนวิพากษ์วิจารณ์ประชาธิปไตยไทยที่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด 80 ปี หนังสือดังกล่าวจัดพิมพ์และเผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลเพียงสั้นๆ ว่า หนังสือดังกล่าว ได้ลงโฆษณาข้อความอันอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พร้อมทั้งได้ยึดหนังสือดังกล่าวไปเป็นจำนวนมาก
อ.สุลักษณ์ ได้อุทธรณ์คำสั่งของสันติบาลไปยัง พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2550 จนถึงเวลานี้ก็ล่วงเลยมากว่า 90 วันแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด ดังนั้นอ.สุลักษณ์ จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 1,094,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.50 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป
อ.สุลักษณ์ระบุไว้ในคำฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้ออกคำสั่งยึดหนังสือ “ค่อนศตวรรษประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม” โดยไม่ชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่แจ้งแสดงเหตุผลและข้อเท็จจริงใดๆ เลยว่ามีข้อความใดในหนังสือหนาขนาด 272 หน้าดังกล่าว ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างไร ทั้งไม่ให้โอกาสแก่ อาจารย์ ส. สิวรักษ์ ได้ชี้แจงก่อนจะออกคำสั่งด้วย
การอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 9 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลเพื่อห้ามขาย จ่ายแจก และยึด หนังสือ “ค่อนศตวรรษประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม” เป็นการอ้างและใช้อำนาจกฎหมายที่ล้าหลัง ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์และการโฆษณา ซึ่งเป็นหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 45 อ.สุลักษณ์จึงขอให้ศาลปกครองกลางส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในประเด็นดังกล่าว




*โครงการ 'เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ' ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2551
'พุทธปัญญาชมรม' ในกลุ่มบมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น ขอเรียนเชิญร่วมปฏิบัติธรรมครบวงจรสไตล์ ซี.พี. กับ โครงการ 'เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ' (ปีที่ 12) ทุกเที่ยงวันศุกร์ ณ อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ ชั้น 11 ถนนสีลม
โดยมีรายการดังต่อไปนี้
1 ก.พ. 51 การเปลี่ยนแปลงของชีวิต โดยพระครูนันทชัยคุณ เจ้าอาวาสวัดรัชดา จ.น่าน
15 ก.พ. 51 จริยธรรมที่น่ารู้จัก โดยคุณทวี บุตรสุนทร ประธานกรรมการ ธนาคารไทยธนาคาร
22 ก.พ. 51 เมื่อโลกนี้มีความรัก โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ
29 ก.พ. 51 รู้ลึกเรื่องปฏิบัติ โดย พระครูวินัยฑรจรูญวราโภ เจ้าอาวาสวัดดอนพุทธ จ. สระบุรี

กำหนดการ
11.30 น. เครื่องดื่ม+อาหารว่าง
12.05 น. ทำวัตรสวดมนต์+นั่งสมาธิ
12.25 น. ฟังธรรมบรรยาย+ซักถามปัญหา
13.25 น. แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล
หมายเหตุ :
-ท่านสามารถรับชมเทปบันทึกภาพโครงการดังกล่าวได้ในรายการ 'พุทธปัญญาภิรมย์' ทุกวันอาทิตย์ 07.05 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 16.05 น. และซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ถัดไป เวลา 07.05 น. ณ ช่อง TRUE VISIONS TNN 24 (UBC7)
-ขอเชิญร่วมสวดมนต์กับรายการ 'ทำวัตรเช้า' ออกอากาศทุกวัน เวลา 05.30-06.00 น. ณ ช่อง TRUE VISIONS TNN 24 (UBC7)
-ห้องประชุมใหญ่ชั้น 11 อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ (สีลม) ได้รับการอนุมัติเป็นสนามสอบธรรมศึกษาจากแม่กองธรรมสนามหลวง ท่านใดสนใจสมัครเรียนและสอบธรรมศึกษา ติดต่อได้ที่พุทธปัญญาชมรม 0-2677-1901 (จันทร์-ศุกร์ 09.00-17.00 น.)
สอบถามรายละเอียดได้ที่ :
อัมภาพันธุ์ พยัคฆ์แสง
สำนักสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์
บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น
โทร. 0-2677-1921, 089-488-1400


*ขอองค์กรอิสระดู‘สปส.’ - โพสต์ พับลิชชิง จำกัด
เมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนยินดี และมั่นใจว่าจะมีการกวาดล้างทุจริตในโครงการต่างๆ ที่มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดที่แล้วทำให้เกิดความเสียหาย หลายโครงการยังไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวน โดยเฉพาะโครงการทุจริตของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่มีการสั่งสอบสวนถึง 9 โครงการ คิดเป็นวงเงินเหยียบหมื่นล้านบาท
สำหรับ 9 โครงการฉาวของ สปส. ประกอบด้วย
1.โครงการจัดซื้อที่ดินและอาคารวัฏจักร จำนวน 500 ล้านบาท
2.โครงการเช่าระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ OS/390
3.โครงการจัดทำบัตร ส่วนลดซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า จำนวน 25 ล้านบาท
4.โครงการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ กรณีคลอดบุตรและทำฟัน
5.โครงการติดตั้งระบบสารสนเทศด้านแรงงาน 2.8 พันล้านบาท
6.โครงการนำเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุนในต่างประเทศ
7.ซื้อหุ้นธนาคารไทยธนาคาร 63 ล้านหุ้น
8.โครงการบ้าน 1506 และ
9.โครงการเดินทางไปต่างประเทศของคณะกรรมการประกันสังคม

โครงการทั้งหมด ผลการสอบสวนออกมามีความคืบหน้าน้อยมาก ซึ่งผิดจากความคาดหวังของผู้ใช้แรงงานผู้เป็นเจ้าของเงินกองทุนประกันสังคม ที่ยอมอดออมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามกฎหมาย เพราะหวังว่าจะได้รับเงินคืนหรือได้รับสวัสดิการที่ดีจากการทำประกันสังคม
ในช่วงแรกผู้ใช้แรงงานดีใจ หลังจากที่ รมว.แรงงาน จากรัฐบาลชั่วคราว ได้สั่งให้ทบทวนหลายโครงการที่คณะกรรมการ สปส.อนุมัติไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการเต็มที่เพราะเกิดมีปัญหามาก่อน เท่ากับเป็นการระงับความเสียหายที่กองทุนประกันสังคมจะได้รับ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปการสอบสวนต่างๆ คล้ายจะเป็นมวยล้มต้มคนดู เพราะดูแนวโน้มแล้วว่าอาจจะไม่สามารถหาคนผิดมาลงโทษได้เลยสักโครงการ ทั้งที่บางโครงการได้สร้างความเสียหายแก่กองทุนประกันสังคมไปแล้ว
เมื่อเงินที่สมทบเริ่มมากขึ้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินกองทุนประกันสังคมเป็นเป้าหมายของฝ่ายการเมือง ที่จ้องจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์ โดยไม่ได้สนใจว่าวัตถุประสงค์ของกองทุนตั้งขึ้นมาเพื่อใคร และเพื่ออะไร ควรหรือไม่ที่จะทำให้กองทุนได้รับความเสียหาย
กองทุนประกันสังคมนั้น มีสถานะไม่แตกต่างจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) โครงสร้างของการบริหารงานก็เหมือนกัน มีการคานอำนาจกันในกรรมการ แต่เมื่อนานวัน สปส.กลับมีแต่ข่าวไม่ดีออกมา ในเรื่องการถูกแทรกแซงและการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองและข้าราชการรู้เห็นเป็นใจ
ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เสนอผลการศึกษาให้โยก สปส.ไปอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรอิสระ เมื่อไม่นานมานี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าจะนำมาทบทวนดูอีกครั้ง หากยังปล่อยให้ สปส.อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงแรงงาน ก็อาจจะหนีไม่พ้นการแทรกแซงและแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบเดิมๆ
แม้เรื่องนี้ทางกระทรวงแรงงานคัดค้านเต็มที่ จนเรื่องไม่เดินหน้าไปถึงไหน แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรนำขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง หากต้องการให้ สปส.หลุดพ้นจากวังวนของการแสวงหาประโยชน์ซึ่งจะมาสร้างความเสียหายให้กองทุนประกันสังคมในอนาคต
อย่างไรก็ดี หากต้องการให้แยก สปส.ออกมาเป็นอิสระ อาจจะต้องให้ผู้ใช้แรงงานทั้งหมด ซึ่งเป็นเจ้าของเงินแสดงความจำนงและกดดันให้รัฐบาลหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังถึงผลดีและผลเสีย หากรอให้รัฐบาลหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาฝ่ายเดียวคงจะไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการเสนอเปลี่ยนโครงสร้างของคณะกรรมการใหม่ เพื่อให้มีการคานอำนาจกันเองให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการร่วมตรวจสอบการบริหารงานให้โปร่งใส เชิญฟังบรรยาย นัดพิเศษสุดเรื่อง 'กลยุทธ์ในการบริหารชีวิตและธุรกิจ' โดย 2 ผู้บริหารระดับสูงของประเทศ 'ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ และ 'ทวี บุตรสุนทร' ประธานกรรมการ ธนาคารไทยธนาคาร ในวันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2551 เวลา 14.00-16.30 น. ที่ชั้น 11 อาคารซีพี ทาวเวอร์ ถ.สีลม จัดโดย Executive Go Club ผู้สนใจเข้าฟังฟรี สำรองที่นั่งได้ที่ คุณสุจารี หงส์จินดาพงศ์ 02-677-9035 (จำนวนจำกัด)



*การทำหมันสตรีพิการทางสติปัญญาในประเทศไทย
Sterilization of girls with intellectual disabilities in Thailand
การทำหมันสตรีพิการทางสติปัญญาในประเทศไทย
By Nagase Osamu
Council Member
Inclusion International

โดย นายนากาเซ่ ซามุ (สมาชิกสภาของ Inclusion International)
I have learnt about this very disturbing practice during my recent assignment as a Japan International Cooperation Agency (JICA) expert for Asia Pacific Development Center on Disability (APCD), based in Bangkok, Thailand from mid-November to mid -December 2007. I worked on the promotion of self-advocacy and family-advocacy in Cambodia, Lao and Vietnam.
ผมได้ทราบเรื่องนี้ตอนที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เชี่ยวชาญของ JICA ให้กับศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD) ในกรุงเทพ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2550 ผมทำงานเกี่ยวกับการส่งเสริมเรื่องพิทักษ์สิทธิ์ทั้งของคนพิการและครอบครัวในกัมพูชา ลาวและเวียดนาม

This sterilization issue is particularly surprising since Thailand was a very positive and progressive participant of the negotiations of the United Nations Convention on the Rights of Persons with Disabilities. The Convention was adopted December 2006 and Thailand was one of the first countries to sign the Convention on 30 March 2007. The article 23 of the Convention, on home and family life, stipulates that “persons with disabilities, including children, retain their fertility on an equal basis with others” and prohibits “discrimination against persons with disabilities in all matters relating to marriage, family, parenthood” and guarantees the right to marriage, reproductive and family planning education. Female sterilization is one of the common means of family planning in Thailand but if it is done widely for girls with intellectual disability based on their intellectual disability, it is considered as a violation of the Convention.
ปัญหาการทำหมันนี้เป็นเรื่องน่าแปลกใจมากสำหรับประเทศไทย ซึ่งให้ความร่วมมือในการร่างอนุสัญญา (สนธิสัญญา) ว่าด้วยสิทธิของคนพิการแห่งองค์การสหประชาชาติ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ลงนามอนุสัญญานี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2550 ในมาตราที่ 23 ของอนุสัญญานั้นกล่าวไว้ว่า “คนพิการรวมทั้งเด็กพิการ มีสิทธิ์ในการมีบุตรอย่างเท่าเทียมกับบุคคลอื่น ๆ และห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตสมรส ครอบครัวและการเป็นบิดามารดา และต้องมีมาตรการในรับรองสิทธิของคนพิการในการมีชีวิตสมรส การสืบพันธ์และการวางแผนครอบครัว การทำหมันในเพศหญิงนั้นเป็นวิธีการวางแผนครอบครัวในประเทศไทยอย่างหนึ่ง แต่ถ้าหากนำมาใช้กับสตรีที่ความพิการทางสติปัญญา ต้องถือว่าเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญา

Many persons with intellectual disabilities around the world do get married, form a family and have children, with or without proper support. It is a real tragedy if their potential is denied because of their intellectual disability early in their adolescence. It is true women with intellectual disabilities often have been victims of sexual abuses. Semi-automatic sterilization of girls with intellectual disabilities, however, is taken to be a serious human rights violation. It is encouraging to note there are Thai voices that consider this practice as a discrimination. Inclusion International is prepared to work with those who respect the reproductive rights of persons with intellectual disabilities in and outside of Thailand, which is a beautiful country คนพิการทางสติปัญญาหลายคนในโลกนี้แต่งงาน มีครอบครัวและมีลูก ไม่ว่าจะได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมหรือไม่ คงเป็นเรื่องน่าเศร้าทีเดียวหากพวกเขาต้องถูกปฏิเสธไม่ให้มีสิทธิเช่นนี้เพียงเพราะมีความพิการทางสติปัญญาในช่วงวัยหนุ่มสาว เป็นความจริงที่ว่าสตรีที่มีความพิการทางสติปัญญามักเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตาม การทำหมันกึ่งอัตโนมัติ (Semi-automatic sterilization) ของสตรีพิการทางสติปัญญา ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง มีคนไทยหลายคนที่เห็นว่ากระทำนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ องค์กร Inclusion International เตรียมการแผนการที่จะทำงานกับหน่วยงานที่ให้ความเคารพต่อสิทธิในการสืบพันธ์ของคนพิการทางสติปัญญาทั้งในและนอกประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่สวยงาม




*FBI เสนอให้ใช้ฐานข้อมูลเก็บข้อมูลบุคคลในสหราชอาณาจักร - IT NEWS - Pantip.com 17 มกราคม 2551
ตำรวจในสหราชอาณาจักรได้มีการปรึกษาหารือกับทาง FBI ในการสร้างฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลแบบสากลที่ใช้อ้างอิงได้ทั่วโลก เพื่อใช้ติดตามอาชญากร และผู้ก่อการร้ายข้ามประเทศ
โดยระบบฐานข้อมูลนี้มีชื่อเรียกว่า server in the sky ซึ่งจะใช้เก็บข้อมูลประเภทลายนิ้วมือ และรูปแบบม่านตาของอาชญากร และผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งหนังสือพิมพ์ The Washington Post ได้รายงานข่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า ทาง FBI ได้ใช้งบประมาณจำนวนเงินถึง 1พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการสร้างฐานข้อมูลบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทาง FBI ได้เสนอให้มีการใช้ฐานข้อมูลนี้ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, นิวซีแลนด์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยตัวแทนจากองค์กรพัฒนาความมั่นคงของสหราชอาณาจักร หรือ NPIA ได้กล่าวว่า ได้รับทราบถึงข้อเสนอที่ทาง FBI ได้เสนอไว้ ซึ่งมีบางส่วนที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับกฎหมายที่ใช้อยู่ได้ อาทิ ฐานข้อมูล Ident1 ที่เก็บข้อมูลอาชญากรกว่า 7 ล้านชิ้น โดยในตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา


*ทุกครั้งที่ท่าน รับ-ส่ง อีเมล์ กรุณาใช้วิจารณญาณ
เรียนท่านผู้ใช้ อีเมล์ และ อินเทอร์เน็ต ที่เคารพทุกท่าน ทุกครั้งที่ท่าน รับ-ส่ง อีเมล์ กรุณาใช้วิจารณญาณด้วยว่า ข้อความ หรือ ภาพ นั้น จะเท็จ จะจริง หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่

1. อาจก่อความเสียหายให้ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่
2. อาจสร้างความตื่นตระหนก ตกใจกลัว แก่คนทั่วไปหรือไม่
3. อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สถาบัน หรือเป็นความผิดด้านการก่อการร้าย หรือไม่ 4. มีเนื้อหา ภาพ อันเป็นลามก หรือไม่

หากท่านคิดว่าใช่ แต่ก็ยัง เผยแพร่ ส่งต่อ (Forward) ยังไปพรรคพวก เพื่อนฝูง ญาติมิตร ด้วยกลัวว่า บุคคลเหล่านั้น อาจตกข่าว และท่านเองอาจคิด ภูมิใจ ไปว่าเป็นคนแรกๆที่รู้ข่าว และเอื้อเฟื้อต่อ ญาติมิตร หรือท่านอาจนำ ข้อความ หรือ ภาพ ที่ได้รับมานั้น นำไปเผยแพร่ลงใน เว็บบอร์ด ในเว็บไซต์ต่างๆ นั้น
ท่านทราบหรือไม่ว่า ท่านอาจทำผิดกฎหมาย โดยรู้เท่าไม่ถึงการ และด้วยความไม่รู้ทางเทคนิค อาจนำภัย ไปสู่ พรรคพวก เพื่อนฝูง ที่ได้ส่งข้อความ ภาพ นั้น มายังท่านด้วย เพราะสามารถตรวจสอบได้ว่าง่ายว่า ใครส่งต่อไปหาใคร ใครได้รับ แล้วส่งต่อไปหาใครต่อ.... อาจต้องรับโทษ จำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะ ตามกฎหมายใหม่ ' พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ ' ได้กำหนดโทษเกี่ยวกับ การนำเข้า/เผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม ไว้ดังนี้
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ
อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก
และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)

สรุป

ดังนั้น ทุกครั้งที่ท่านได้รับ อีเมล์ ข่าว เนื้อความ หรือ ภาพ มาจากอินเทอร์เน็ต ก่อนที่ท่าน จะ เผยแพร่ ส่งต่อ(Forward) ยังไปพรรคพวก เพื่อนฝูง ญาติมิตร หรือท่านจะนำ ข้อความ หรือ ภาพ ที่ได้รับมานั้น ไปเผยแพร่ลงใน เว็บบอร์ด ในเว็บไซต์ต่างๆ นั้น กรุณาใช้วิจารณญาณ ก่อนด้วยว่า ไม่ว่า ข้อความ/ ภาพ นั้น จะเท็จ จะจริง หรือไม่อย่างไรก็ตาม

1. อาจก่อความเสียหายให้ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่
2. อาจสร้างความตื่นตระหนก ตกใจกลัว แก่คนทั่วไปหรือไม่
3. อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สถาบัน หรือเป็นความผิดด้านการก่อการร้าย หรือไม่ 4. มี เนื้อหา/ภาพ อันเป็นลามก หรือไม่
ถ้าคิดแล้ว เห็นท่าจะไม่ค่อยดี ก็อย่า Forward ไปเลยครับ ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านและพรรคพวก เพื่อนฝูง ของท่าน อาจกระทำความผิดโดย รู้เท่าไม่ถึงการ ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา 14 (5)
ด้วยความเคารพ
พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน
ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI กระทรวงยุติธรรม


*iTunes ทำส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า RealPlayer แล้ว - Pantip IT News 01/02/2008
มีการสำรวจพบว่าส่วนแบ่งตลาดซอฟท์แวร์ประเภท media player นั้น iTunes ของ Apple มียอดส่วนแบ่งตลาดที่สูงกว่า RealPlayer ได้แล้วเป็นครั้งแรก
จากผลสำรวจของ Nielsen ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเปิดเผยว่าซอฟท์แวร์ iTunes ของ Apple นั้นมียอดจำนวนผู้ใช้ 35.7ล้านราย ขณะที่ RealPlayer มียอดผู้ใช้ 27.6ล้านราย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ iTunes มีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า RealPlayer ทำให้ iTunes กลายเป็นซอฟท์แวร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากเป็นอันดับ 2รองจาก Windows Media Player ของ Microsoft แล้ว โดย Windows Media Player นั้นมีผู้ใช้ 75.9ล้านราย ซึ่งในช่วงจากเดือนธันวาคมปี 2006 ถึงธันวาคมปี 2007 นั้น iTunes มียอดใช้งานสูงขึ้น 26.8เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ RealPlayer นั้นลดลงไป 17.5เปอร์เซ็นต์ ส่วน Windows Media Player นั้นยอดค่อนข้างจะคงที่เปลี่ยนแปลงลงเพียง 1เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่ Quicktime ของ Apple เองนั้นจำนวนผู้ใช้ก็ลดลงไป 8.6เปอร์เซ็นต์ในช่วงเดียวกันเช่นกัน

*ออกหมายจับ ผช.ผู้ใหญ่บ้านฝ่ายคัดค้านโรงถลุงเหล็ก แกนนำชี้บริษัทเร่งถมดินกลัวอีไอเอไม่ผ่าน - ประชาไท
เมื่อวันที่ 26 ม.ค.51 ความคืบหน้ากรณีกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงที่คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กของบริษัทสหวิริยาสตีล กรุ๊ป จำกัด ปะทะกับกลุ่มผู้สนับสนุนและคนงานของบริษัทในพื้นที่ก่อสร้าง หมู่ 1 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา จนเป็นสาเหตุให้มีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 1 รายคือนายรักศักดิ์ คงตระกูล อายุ 36 ปี อยู่ บ้านเลขที่ 48 หมู่ 7 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน ถูกยิงด้วยปืน .38 เข้าที่หน้าอก
ล่าสุด พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิ์วงษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ได้เดินทางไปควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ด้วยตนเอง พร้อมตั้งกองอำนวยการร่วมขึ้นที่โรงเรียนบ้านดอนสำราญ อ.บางสะพาน และสั่งระดมกำลังเข้าพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อจัดชุดออกบลาดตระเวนและตั้งจุดตรวจจุดสกัดป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นอีกขณะเดียวกันก็ได้ประสานให้ทั้งสองฝ่ายมาพบปะเจรจากันเพื่อยุติปัญหา แต่ไม่มีฝ่ายใดตอบรับ
ส่วนคดีที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตนั้น พล.ต.ต.โสภณ กล่าวว่า ล่าสุดทราบชื่อผู้ต้องสงสัยแล้วโดยเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์เผชิญหน้า จึงสั่งการไปยัง ผกก.สภ.บางสะพาน เร่งสอบปากคำพยานต่างๆ ให้รอบคอบที่สุดก่อนจะขออนุมัติหมายจับจากศาลต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายธวัชชัย ดิษยนันทน์ นายอำเภอบางสะพาน เปิดเผยว่า ทราบว่าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อนุมัติออกหมายจับนายบำรุง สุดสวาท อายุ 33 ปี ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน ในข้อหาฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และยิงปืนในที่สาธารณะ ซึ่งหากได้รับรายงานทางคดีจากตำรวจ ก็จะสั่งปลดจากตำแหน่งทันที
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นายบำรุง มีพฤติกรรมอยู่ในกลุ่มที่คัดค้านการก่อสร้างโครงการของสหวิริยา ซึ่งก่อนหน้านี้หลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2551 ตนพยายามติดต่อประสานงานให้นายบำรุง มาเพื่อขอทราบข้อมูลเบื้องต้น ก่อนที่ตำรวจจะออกหมายจับ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ คาดว่าน่าจะหลบหนีออกจากพื้นที่ไปแล้ว
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานจากแหล่งข่าวระดับสูง ระบุว่า ตำรวจ สภ.บางสะพาน ได้จับกุมตัว นายบำรุง สุดสวาท ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ผู้ต้องหาในคดียิงชาวบ้านกลุ่มสนับสนุนโครงการฯแล้ว จากนั้นได้นำตัวมาสอบปากคำที่เซฟเฮาท์แห่งหนึ่ง เพื่อป้องกันปัญหาการประท้วงล้อมโรงพักเพื่อกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่
ด้านนายวิทูรย์ บัวโรย ประธานกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุตนไม่พบนายบำรุงเข้าไปทำกิจกรรมคัดค้าน และล่าสุดหลังเกิดเหตุนายบำรุงไม่ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมการคัดค้านที่ศาลาเอนกประสงค์ หมู่ 1 บ้านดอนสำราญ แต่ก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 วัน นายบำรุงได้เดินทางมาพุดคุยกับชาวบ้าน ส่วนตัวยังไม่ปักใจเชื่อว่านายบำรุงจะเป็นผู้ยิงกลุ่มผู้สนับสนุน เพราะจากการร่วมทำกิจกรรมไม่เคยเห็นนายบำรุงมีพฤติกรรมก้าวร้าว และหลังจากเกิดเหตุการยิงมีผู้เสียชีวิต ขณะนี้มีชาวบ้านที่เป็นแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้หายไป 7 คน เบื้องต้นทราบว่าออกนอกพื้นที่ เนื่องจากถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลข่มขู่เอาชีวิต
นายวิทูรย์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวยอมรับว่ามีความกลัวเพราะมีผู้เสียผลประโยชน์จากการถมดินและขุดคลองระบายน้ำหลายพันล้านบาท แต่การต่อสู้ก็จะดำเนินต่อไปให้ถึงที่สุดอย่างมีเหตุผล
แกนนำม๊อบแม่รำพึงจี้เครือสหวิริยา อบจ.ชี้แจงกรณีเช่าที่ดินในพื้นที่แก้มลิง
นายสุพจน์ ส่งเสียง แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง เปิดเผยว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่สหวิริยาอ้างว่าการขุดร่องระบายน้ำจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบางสะพาน เป็นเพียงข้ออ้างที่บริษัทฯ ต้องการเดินหน้าสร้างโรงถลุงโดยไม่รอผลการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ อีไอเอ. เพราะหากมีการประกาศขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ การถมหรือขุดร่องน้ำในที่ดินบริเวณดังกล่าวจะส่งผลให้ป่าชุ่มน้ำแม่รำพึงเสื่อมสภาพ อีไอเอ.จะผ่านการพิจารณายาก บริษัทต้องเร่งถมดินก่อนและจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 5 เดือนเพื่อหนีน้ำท่วมเพราะพื้นที่ที่ถมคือพื้นที่แก้มลิงก่อนจะระบายน้ำออกทะเลทางคลองแม่รำพึง
'หากเครือสหวิริยาต้องการให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาน้ำท่วมบางสะพานอย่างจริงใจ ในเบื้องต้นขอเรียกร้องให้เครือสหวิริยา,องค์การบริหารส่วนจังหวัด ( อบจ.) ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกันชี้แจง เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดต่อสาธารณะว่า มีการอนุญาตให้นำพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติซึ่งอยู่ในความดูแลของ อบจ.ประจวบฯ กว่า1,000ไร่ ในเขตตำบลแม่รำพึง ไปให้เอกชนเช่าใช้เพื่อให้เอกชนแสวงหากำไรในธุรกิจ จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแลงสภาพทำลายพื้นที่แก้มลิง สร้างปัญหาน้ำท่วมบางสะพานอย่างซ้ำซาก มีข้อเท็จจริงอย่างไร เราได้ทำจดหมายเปิดผนึกผ่านสื่อมวลชนขอให้มีการชี้แจงเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ และคงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง หากองค์กรท้องถิ่นจะนำที่ดินสาธารณะซึ่งเป็นของส่วนรวมต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันไปให้เอกชนเช่าใช้เพียงรายเดียว แต่ชาวบ้านต้องเจอปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเศรษฐกิจเสียหายอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบที่ผ่านมา 'นายสุพจน์ กล่าว
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพื้นที่ป่าพรุแม่รำพึงร่วมกับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ( กสม.) พบว่ามีความหลายหลายทางระบบนิเวศวิทยาสูงมาก เป็นแก้มลิงธรรมชาติส่วนกรณีที่บริษัทต้องการเร่งถมดินเนื่องจากตาม พรบ.ถมดินไม่ได้ระบุว่าจะต้องรอให้ อีไอเอ.ผ่านความเห็นชอบ เพียงแต่เอกชนเสนอความเห็นไปยัง อบต.และขอให้ผู้ควบคุมทำรายงานผลกระทบไม่ให้มีปัญหากับชุมชนใกล้เคียง ซึ่งผลจากการรถมดินหรือปรับสภาพพื้นที่ก็จะทำให้สภาพความเป็นธรรมชาติเสียความสมดุลย์ทันที
ขณะที่นายวิชิต กงภูเวช ตัวแทนบริษัทประจวบพัฒนา ดีวีลอบเมนท์ จำกัด เครือสหวิริยา เปิดเผยว่า ตนพร้อมเสนอข้อมูลในเวทีสาธารณะเพื่อตอบข้อข้องใจของนางสุนีย์ ไชยรส นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ รวมทั้งแกนนำกลุ่มคัดค้าน ในประเด็นที่ระบุว่ายังไม่ควรดำเนินขุดคลองในที่ดินที่บริษัทซื้อเอกสารสิทธิ์ และ ควรรอให้ อีไอเอ.ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากคณะกรรมการผู้ชำนาญงาน ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่มีผู้ใดมีอำนาจเข้าไปแทรกแซงหรือมีการชี้นำการตัดสินใจ ซึ่งตนต้องการทราบว่าหาก อีไอเอ.ผ่านการประเมินกลุ่มที่คัดค้านและผู้เกี่ยวข้อง จะหยุดการเคลื่อนไหวทันทีหรือไม่ หรือจะมีประเด็นใหม่เพิ่มเติม เพราะบริษัทมั่นใจในกระบวนการลงทุนและการนำเสนอใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม
' ผมถามว่าหากบริษัทลงทุนถมดิน แล้ว อีไอเอ.ไม่ผ่านใครจะเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นระบบการควบคุมหรือการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และมี มาตรฐานยืนยันว่ามาตรการที่กำหนดในรายงานอีไอเอ.จะไม่ส่งผลกระทบกับการดำเนินโครงการ สำหรับการเริ่มต้นขุดคลองแต่ถูกต่อต้าน ต้องชี้แจงว่าเป็นโครงการป้องกันน้ำท่วมอำเภอบางสะพาน ใช้เวลาขุด 2 เดือนและขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการถมดินตามที่บางฝ่ายพยายามเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อน”นายวิชิตกล่าว
รมว.กระทรวงทรัพฯ ชี้สหวิริยาต้องรออีไอเอผ่าน
นางยงยุทธ ยุทธวงศ์ รักการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า เชื่อว่าฝ่ายที่สูญเสียอาจกำลังเตรียมการแก้แค้นหรือทวงคืน ซึ่งถ้าเป็ฯอย่างนั้นความขัดแย้งก็จะบานปลาย เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่างคนในชุมชนเดียวกัน ส่วนบริษัทสหวิริยาฯ ที่ถือเป็นคนนอกชุมชน แต่ต้องกระทำประโยชน์ให้กับสังคมนั้น ก็ควรคำนึงถึงผลกระทบจากโรงงานที่มีต่อชุมชนและวิถีชีวิตของผู้คนด้วย ไม่ใช่แต่อ้างความชอบธรรมตามกฎหมายอย่างเดียว
'สหวิริยาฯ จะอ้างแต่เอกสารอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรอการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติจากสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม' นายยงยุทธ กล่าว
สหวิริยายันมีหลักฐานวีดิโอมัดมือปืน
ด้านนายไพโรจน์ มกร์ดารา ผู้อำนวยการโครงการพิเศษ บริษัทสหวิริยาสตีล กรุ๊ป จำกัด ได้เปิดแถลงข่าวโดยระบุว่า เมื่อวันที่ 24 ม.ค.กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงได้รวมตัวกันกว่า 100 คน บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของบริษัท และได้ยั่วยุจนเกิดการโต้เถียงกับกลุ่มคนงาน จากนั้นจึงมีการใช้อาวุธ เริ่มจากปาก้อนหิน ยิงหนังสติ๊กด้วยลูกตะกั่วตอบโต้กันไปมาและรุนแรงขึ้นสุดท้ายก็ถึงขั้นยิงปืนเข้าใส่กลุ่มคนงานถึง 20 นัด ทำให้นายรักศักดิ์ คงตระกูล อายุ 36 ปี คนงานของบริษัทถูกกระสุนปืนเสียชีวิต
'เหตุการณ์ดังกล่าวบริษัทฯ ได้บันทึกภาพเอาไว้ด้วยกล้องวิดีโอ และได้นำส่งเป็นหลักฐานให้ตำรวจแล้ว คาดว่าจะสามรถออกหมายจับผู้ต้องหาได้ภายใน 1-2 วัน ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยิงกันเองของกลุ่มคนงาน เพราะไม่มีสาเหตุ' นายไพโรจน์ กล่าว และย้ำว่าบริษัทฯ ได้ยื่นเรื่องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมกับ ทส.ไปแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ฉะนั้นจะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนอย่างแน่นอน
ตรวจค้นบ้านผู้ต้องหายึดปืนมีทะเบียน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าต่อมา ในเวลา 09.00 น. พ.ต.ต.วิเชษฐ์ สำเภามาตา สารวัตรสืบสวนบางสะพาน พร้อมชุดตรวจค้นกว่า20 นาย เดินทางไปยังบ้านนายบำรุง สุดสวาท อายุ 32 ปีบ้านเลขที่ 76 หมู่ 1 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมกับหมายค้นที่ ค 30/2551 และหมายจับ ที่ จ.59/2551 ซึ่งออกโดยศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2551 โดยหมายจับได้ระบุว่า นายบำรุง สุดสวาท ข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา โดยมีนางสุภาพ สุดสวาท มารดาเซ็นรับทราบหมายดังกล่าว


*กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดสัมมนาระดมความคิดเห็น “ร่างกฎหมายลิขสิทธิ์เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์”
สถานที่จัดกิจกรรม
ห้องประชุม ชั้น 3/2 (30314) ชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมสัมมนาระดมความคิดเห็น “ร่างกฎหมายลิขสิทธิ์เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์” เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และสิทธินักแสดง และรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับใหม่จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ โดยมี นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธาน และมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย บริษัทจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ครูเพลง ผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และนักวิชาการ อาทิ เศรษฐา ศิระฉายา , จิตรดา เฮงยศมาก ผู้แทนจากแกรมมี่ , สุทธิศักดิ์ ประศาสน์ครุการ ผู้แทนจากอาร์เอส , ศรีสุภางค์ อินไทร นายกสมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทย , ลมพจน์ สิงห์สุวรรณ เลขาธิการสมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทย , ครูนคร ถนอมทรัพย์ และ กริส โทมัส

ในวันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551
เวลา 09.00 น.
ณ ห้องประชุม ชั้น 3/2 (30314) ชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์


รายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรมฯ อินทิรา ใจอ่อนน้อม
โทร. 02-547-4696 เอกภพ พันธุรัตน์
บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส จำกัด (มหาชน)
โทร. 0-2662-2266


*อบรมฟรี!!!.. สัมมนาหัวข้อ : website ทางออกของธุรกิจแห่งอนาคต
เว็บไซด์ทางออกของธุรกิจแห่งอนาคต เว็บไซต์ช่วยอะไรกับธุรกิจของคุณได้บ้าง
ทำไมคุณถึงต้องมีเว็บไซด์

สามารถเปิดหน้าร้านได้ 24 ชั่วโมง
ลูกค้าสามารถเข้ามาชมสินค้าคุณได้จากทั่วโลก
ลดต้นทุนในการประชาสัมพันธ์
ลดต้นทุนในการติดต่อสื่อสารค่าโทรศัพท์และค่า FAX
เสริมอาวุธให้เว็บไซด์คุณ
การโฆษณาประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ของคุณ
ทำให้เว็บไซด์คุณชำระเงินอิเล็กทรอนิกได้ (E-Payment)
เข้าใจเรื่องความปลอดภัยในการทำระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment)
การขนส่งสินค้าและสิ่งที่ควรรู้
สุดท้าย
แนะนำเครื่องมือในการนำไปสู่การมีเว็บไซด์โดยไม่ต้องพัฒนาเอง ลดต้นทุนในการจ้างพัฒนาและเวลาในการจัดจ้าง (เครื่องมือ http://www.smewell.com)
พิเศษ สำหรับท่านที่มาร่วมสัมนา ช่วงท้ายการสัมนามีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล Package SMEWELL business Plan มูลค่า 3,990 ฟรี ..

สัมนาวันที่ : เสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551
เวลา 9.00-12.00 น.
สถานที่ :ตึกช้างอาคารบีชั้น 21 บริษัทเอเชียมิเดียซอฟท์
ติดต่อสอบถาม : 02-9373790 , 02-9432436
ลงทะเบียนฟรี (กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน)

ตารางหัวข้อการสัมมนา
หัวข้อ
เว็บไซต์คืออะไร / ประเภทของเว็บไซต์
แบ่งตามคุณลักษณะ (Static website / Dynamic website)
แบ่งตามธุรกรรม (B2B, B2C, C2C, B2G, G2G)
แบ่งตามชนิดของเว็บไซต์ (HTML-DHTML, ASP-ASP.net, PHP, Flash, JAVA, etc.)

เว็บไซต์ช่วยอะไรกับธุรกิจของคุณได้บ้าง (ประโยชน์ของเว็บไซต์)
ประยุกค์ใช้เว็บไซต์กับองค์กรของท่าน (Concept)
ส่วนประกอบที่สำคัญในการทำเว็บไซต์

การเลือกชื่อโดเมนเนมที่ดี + การเลือก Web Server
6 ขั้นตอนการวางแผนสร้างเว็บไซต์
การโฆษณาประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ (Internet Marketing)
Search Engine Optimization (SEO)
Display Marketing
E-Mail Marketing
Affiliate Marketing
Interactive Advertising
Blog Marketing
Viral Marketing
แนะนำระบบเว็บไซต์สำเร็จรูป ที่ง่ายและหลากความสามารถจาก SMEWELL ผู้ให้บริการเว็บสำเร็จรูปที่คุ้มค่าที่สุด
ปัญหาคาใจภาคบ่าย


*กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จัดสัมมนา “การเจรจาความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา”
สถานที่จัดกิจกรรม : ห้องพลาซ่า 1-3 ชั้น 4 โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล แกรนด์ ลาดพร้าว

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ขอเชิญสื่อมวลชนเข้ารับฟังการสัมมนา“การเจรจาความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา”
เพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับนักประดิษฐ์ นักวิจัยผู้ประกอบการไทย รวมถึงผู้ประกอบการวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา
หน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป ให้สามารถเตรียมคำขอ และยื่นคำขอรับสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยระบบ PCT เป็นไปอย่างถูกต้อง
และมีประสิทธิภาพ บรรยายโดย ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) และ เปิดงานโดย นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ในวันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551
เวลา 09.30 น. – 16.30 น.

ณ ห้องพลาซ่า 1-3 ชั้น 4 โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล แกรนด์ ลาดพร้าว

รายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ อินทิรา ใจอ่อนน้อม
กรมทรัพย์สินทางปัญญา คชภพ สงวนวงศ์
โทร. 0-2547-4649 บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส จำกัด (มหาชน)
โทร. 02-662-2266


*ความในใจ'เอไอเอส' กรณีนำ'ไอโฟน'เจาะสาวกไทย
ด้วยความแรงกระแสไอโฟน โทรศัพท์มือถืออัจฉริยะจากค่ายแอปเปิ้ล ที่ผนวกฟีเจอร์เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลไอพ็อตและความสามารถในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตลงไปด้วยนั้น กำลังจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ซึ่งก็เป็นไปตามที่ สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอของแอปเปิล คาดเอาไว้ว่าจะเป็นที่นิยมไม่แพ้ เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลไอพ็อด เนื่องจากไอโฟนของแอปเปิ้ล จะมีจุดดีในเรื่องของการเป็นเครื่องเสียงเคลื่อนที่ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มีหน่วยความจำถึง 4GB และ 8GB แถมยังมีกล้องดิจิตอล 2 ล้านพิกเซล และเช็กอีเมล์ ได้อีก
ดังนั้นตลาดของแอปเปิลจึงเป็นอีกหนึ่งช่องว่างที่หลายค่ายมองไม่เห็นมาก่อน เพราะภายหลังวางจำหน่ายในยุโรป และ สหรัฐอเมริกายังไม่ถึงปี (เปิดตัว 29 มิถุนายน 2550) ทางแอปเปิ้ลอ้างตัวเลขว่าสามารถทำยอดขายได้แล้วถึง 2ล้านเครื่องจากเหล่าสาวกที่หวังเป็นเจ้าของเจ้าไอโฟนตัวนี้ รวมถึงสาวกในประเทศไทยมีการประเมินกันว่ายอดขายเครื่องหิ้ว ไอโฟน ที่ร้านค้าบนห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง แม้ว่าจะมีราคาไม่ย่อมเยานัก แต่ก็สามารถทำตัวเลขได้ถึง55,000 เครื่อง ซึ่งเป็นรายได้ก้อนโตที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นต้องอิจฉา
จากความแรงของไอโฟนในตลาดเมืองไทยนี้เอง มีกระแสข่าวไหลมาจากค่ายเอไอเอส หรือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ว่าทางเอไอเอสกำลังเจรจากับค่ายแอปเปิ้ล เพื่อนำไอโฟน เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้วเพราะ เอไอเอส เชื่อว่าเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ
งานนี้สำหรับเอไอเอสแล้ว ดูเหมือนจะหวังว่ามือถือไอโฟนจะช่วยดันช่วยต่อยอดธุรกิจเพิ่ม เพราะฟีเจอร์และความสามารถของไอโฟนที่ครบครัน อาจทำให้คนติดใจเพิ่มดีกรีความเป็นสาวกมากขึ้น 'และผู้ที่จะให้คำตอบที่มาที่ไปของกระแสข่าวดังกล่าวได้ดีที่สุด คือ 'สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล' หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาดของค่ายเอไอเอส
แน่นอนว่าความนิยมของไอโฟนทำให้เราสนใจ ส่วนการเป็นพันธมิตรระหว่างเอไอเอสกับแอปเปิ้ลในกรณีการนำมือถือไอโฟนเข้ามาวางตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการนั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ส่วนข้อสรุปจะได้หรือไม่ได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง'
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ 'สรรค์ชัย' ยืนยันว่ายังไม่บรรลุข้อตกลง เพราะแอปเปิ้ล ยังไม่มีนโยบายชัดเจนและอีกอย่างตลาดในเมืองไทยกับประเทศยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เหมือนกันที่สำคัญ แอปเปิ้ล ได้กำหนดโมเดลสินค้าต้องขายผูกติดกับค่าแอร์ไทม์ (ค่าโทรรายนาที) โดยเครื่องไอโฟน ขายในราคา 399 ดอลล่าร์หรือประมาณ 13,965 บาท (เปรียบเทียบ 1 ดอลล่าร์เท่ากับ 35 บาท) บวกกับค่าแอร์ไทม์ปีละ 150 ดอลล่าร์หรือประมาณ 5,250 บาทหากรวมราคาทั้งหมดอยู่ประมาณ 23,000 บาท
นอกจากนี้ยังมีในเรื่องโมเดลธุรกิจ ซึ่งหากการเจรจาเป็นผลสำเร็จ ทางแอปเปิ้ลต้องปรับรูปแบบการทำธุรกิจ ไม่ใช่เป็นการเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้จากค่าโทรศัพท์อย่างที่เคยเสนอมา เพราผู้ให้บริการมือถือแต่ละรายในไทย ต่างก็ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้คู่สัญญาสัมปทานเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการแบ่งส่วนแบ่งรายได้แก่ไอโฟน จึงไม่น่าใช่รูปแบบธุรกิจที่เป็นไปได้
ทำไมถึงสนใจ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาดของค่ายเอไอเอส กล่าวตอบว่า เพราะไอโฟนเป็นเทรนด์ของโลก ทราบว่าขณะนี้ผู้ประกอบการเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายทั่วโลกพยายามติดต่อกับทางแอปเปิล เพื่อนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายเพราะ มือถือไอโฟน ถือว่าเป็นความก้าวล้ำเหนือคู่แข่งไปอีกก้าวหนึ่งในปีนี้ ที่ใครๆ ก็อยากนำสินค้าเข้ามาจำหน่าย เพราะนั้นหมายได้ขุมรายได้ก้อนใหญ่ ที่จะสร้างรายได้ให้กับโอเปอเรเตอร์
มองตลาดในประเทศไทยอย่างไร หากได้ไอโฟนมาวางตลาดอย่างเป็นทางการ 'สรรค์ชัย'บอกว่า ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น ความง่ายในการใช้งาน เชื่อว่าไอโฟน จะกระตุ้นผู้บริโภคหันมาใช้ไอโฟนมากขึ้น ดังนั้นประเด็นหลักๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องการตั้งราคา การทำตลาด เท่าที่เห็นขณะนี้มีไอโฟน หิ้วเข้ามาขายบนห้างมาบุญครองกันแล้วร่วม50,000เครื่อง โดยถอดซิมการ์ดของ AT&T ออก แล้วขายเฉพาะเครื่องเปล่า 20,000 บาทต่อเครื่อง ลูกค้าส่วนใหญ่ของ ไอโฟน ที่ขายได้ส่วนใหญ่เป็นสาวกของไอพ๊อด


H O M E



Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 22 กรกฎาคม 2551 23:05:36 น. 131 comments
Counter : Pageviews.

 
*สัมมนาเรื่อง "สิทธิความเป็นคนของผู้หญิง : พันธกรณีระหว่างประเทศ กฎหมายและข้อถกเถียง"
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 9:00 น. - 12:30 น.
สถานที่จัดกิจกรรม
ห้องประชุม 501 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ


คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สัมมนาเรื่อง "สิทธิความเป็นคนของผู้หญิง : พันธกรณีระหว่างประเทศ กฎหมายและข้อถกเถียง" ณ ห้องประชุม 501 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ 26 ก.พ.51 เวลา 09.00 - 12.30 น.

วิทยากร
รศ.มาลี พฤกษ์พงศาวลี
ผู้อำนวยการโครงการสตรีและเยาวชนศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดร.จุรี วิจิตรวาทการ
อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ

นายสุจิตต์ ไตรพิทักษ์
นักพัฒนาสังคม 9 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

รศ.วิมลศิริ ชำนาญเวช
คณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนจอห์น

ดำเนินรายการโดย
นางเมทินี พงษ์เวช ผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ


*EMC-Information Infrastructure Solution for Financial Service Industry Seminar 2008

สถานที่จัดกิจกรรม
ห้องบอลรูม ซี ชั้น 23 โรงแรมเซนทารา แกรนด์


ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าบรรดาองค์กรที่ดำเนินการให้บริการธุรกรรมทางการเงินในภูมิภาคนี้ ต่างแข่งขันกันภายใต้กระแส ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและไม่หยุดนิ่ง การผสานหน่วยธุรกิจต่างๆ เข้าด้วยกันและเงื่อนไขของโลกาภิวัฒน์ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ งบดุลรายได้ขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน หลายองค์กรต่างจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับโอกาสทางธุรกิจมหาศาลที่กำลังเกิดขึ้นจากการขยายตัวของตลาดการค้าที่ร้อนแรง เช่น จีน และอินเดีย ฯลฯ
ภายใต้แรงกดดันแห่งการแข่งขัน องค์กรมืออาชีพต้องมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมองหาวิธีการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอันที่จะชดเชยรายได้ที่หดหาย และขณะเดียวกันรู้จักเตรียมรับมือกับภาระความรับผิดชอบที่เกิดจากการนำกฎระเบียบใหม่ๆ มาใช้ซึ่งจะทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
ดังนั้น อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น (NYSE: EMC) เป็นผู้นำระดับโลกในด้านการพัฒนาและจัดหาโซลูชั่นและเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงได้จัดงานสัมมนาสัมมนาฟรีขึ้น ในหัวข้อ EMC-Information Infrastructure Solution for Financial Service Industry Seminar 2008

วันที่: ในวันอังคารที่ 4 มีนาคม 2551
เวลา: 8.30 น. –16.45 น.
สถานที่: ณ ห้องบอลรูม ซี ชั้น 23 โรงแรมเซนทารา แกรนด์

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หารในอุตสาหกรรมการเงินและธนาคาร ผู้บริหารด้านไอที ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และวอฟต์แวร์เข้าร่วมกันค้นหาว่า โซลูชั่นต่างๆ ที่นำเสนอโดย “Enterprise Content Management” ของ EMC ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านของท่านได้อย่างไรบ้าง http://www.faq-seminar.com/emc_th/
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพื่อยืนยันการเข้าร่วมงานสัมมนาได้ที่ คุณสุธิสา บุญนิรันดร์ โทร 02 971 3700 ต่อ 15 แฟกซ์ 02 971 3739 E-mail: register@faq.co.th

*ฝ่ายวิชาการ วิชาบูรณาการ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาวิชาการของนิสิต
ฝ่ายวิชาการ วิชาบูรณาการ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาวิชาการของนิสิต เรื่อง "สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ด้วยการเข้าสู่โลกของความจริง" ประจำปีการศึกษา 2/2550 ในวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 08.00-17.00 น. ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โทร.0-2649-5000 ต่อ 5311


* กระเบื้องซีแพค ในเครือซิเมนต์ไทย รับสมัครพนักงานจำนวนมาก


*คนพิการ” ยัน“จับจมูก” แทนชื่อ “หมัก” ​นานแล้ว - ปราม พปช.อย่าแทรกแซงภาษามือ
ประธานสภาคนพิการเผยคนพปช. ขอเปลี่ยนสัญลักษณ์“มือขยุ้มจมูก”แทนชื่อ“สมัคร” แต่ยืนยันเปลี่ยนไม่ได้ เหตุใช้มานานจนเป็นที่เข้าใจกันดี​ชี้หากเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่น​ต้องจัดสัมมนาใหญ่ ซึ่งอาจจะไม่คุ้มปราม“พลังแม้ว” อย่าแทรกแซงภาษามือ

จากกรณีที่ล่ามแปลภาษามือ​ได้ใช้สัญลักษณ์ “มือขยุ้มจมูก” ​แทนชื่อนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนในระหว่างการถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี​ เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา นายวิริยะนามศิริพงษ์พันธุ์​สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ​ (สนช.) ในฐานะประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย​ เปิดเผยว่าหลังจากที่พรรคพลังประชาชนเห็นว่าคนหูหนวกใช้ท่านี้แทนชื่อนายสมัครแล้ว​คนรู้จักที่อยู่ใน​พรรคพลังประชาชนได้​โทรศัพท์มาหาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนท่า ตนจึงอธิบายว่าการใช้สัญลักษณ์นี้ไม่ใช่การดูถูกนายสมัคร​แต่คนหูหนวกได้ใช้ท่านี้แทนนายสมัครมานานหลายสิบปีแล้ว​เพราะเป็นนักการเมืองเก่าแก่​ ถ้าใช้แบบอื่นจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ​แต่หากไม่ต้องการให้ใช้สัญลักษณ์นี้ต้องจัดการสัมมนา​ซึ่งมีค่าใช้จ่าย​เพื่อเชิญผู้เกี่ยวข้องเป็นร้อยคนมาทำความเข้าใจกัน​และหาข้อตกลงร่วมกันว่าจะใช้สัญลักษณ์อื่น​ แต่ทั้งนี้จะคุ้มหรือไม่กับการจัดสัมมนาใหญ่เพื่อคนๆเดียว
นายวิริยะกล่าวว่า​การสื่อสารด้วยภาษามือมี 2 ลักษณะคือ 1.เป็น​ไปโดยธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหยิบเอาจุดเด่นของบุคคลมากำหนด​เป็นสัญลักษณ์ เช่น กรณีของนายสมัครที่ล่ามทำท่าขยุ้มจมูก 2.สื่อสารด้วยการทำนิ้วมือเป็นตัวสะกดซึ่งในกรณีของนายสมัคร หากต้องสะกดทีละตัวอาจจะไม่ทัน และคนหูหนวกจำนวนหนึ่งก็สะกดคำไม่ได้​และยากต่อการเข้าใจของเขา
อย่างไรก็ตามนายวิริยะ​ยืนยันว่าการใช้ภาษามืออย่างนี้ ไม่ได้เป็นการดูถูก​หรือดูหมิ่นใดๆ ทั้งสิ้น​แต่เป็นการหยิบเอาสิ่งที่เข้าใจตรงกันมากำหนดเป็น​ภาษามือเท่านั้น​ดังนั้นการเข้ามาแทรกแซงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่อยาก​ให้พรรคพลังประชาชนคิดมากในเรื่องนี้​ เพราะประเทศชาติมีเรื่องอื่นที่จะทำ​อีกมาก​ทั้งนี้หากต้องการสร้างมาตรฐานในภาษาของคนพิการ ควรจะจัดตั้งสถาบันล่ามแห่งชาติขึ้นมา​เพื่อบัญญัติศัพท์ของคนพิการเช่นเดียวกับราชบัณฑิตยสภา
From: http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000012514



*สัมมนา รัฐบาลใหม่: ข้อเสนอเชิงนโยบายจากแรงงานหญิง
โดย : คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เมื่อ : 20/02/2008 06:45 PM
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ร่วมกับกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี และมูลนิธิเฟดริค เอแบร์ทฯ จัดสัมมนาเรื่อง "นโยบายแรงงานของรัฐบาลใหม่ : แรงงานหญิง?" ในวันอาทิตย์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค ดินแดง กรุงเทพฯ (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย) ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งก่อนวันสตรีสากล ๘ มีนาคม ๒๕๕๑


กำหนดการสัมมนา เรื่อง
รัฐบาลใหม่: ข้อเสนอเชิงนโยบายจากแรงงานหญิง

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค ดินแดง กรุงเทพฯ



๐๘.๓๐-๐๙.๐๐ ลงทะเบียน
๐๙.๐๐-๐๙.๓๐ กล่าวต้อนรับ โดย เพลินพิศ ศรีศิริ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี
ผู้อำนวยการมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท
กล่าวเปิดงาน โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน*
๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ แถลงข่าว ข้อเสนอจากผู้ใช้แรงงานหญิงต่อรัฐบาลใหม่
โดย คณะทำงานวันสตรีสากล ๒-๓ คน
แรงงานหญิงผู้ประสบปัญหาศูนย์เลี้ยงเด็ก
ดำเนินรายการโดย สุนี ไชยรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑๐.๓๐-๑๐.๔๕ พักกาแฟ
๑๐.๔๕-๑๑.๔๕ อภิปรายหัวข้อ "ศูนย์เลี้ยงเด็ก – คืบหน้าไปถึงไหนและ
ควรปรับแนวทางรณรงค์อย่างไร"
- ผู้แทนกระทรวงที่ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MoU)
เรื่อง ศูนย์เลี้ยงเด็ก*
- ดำเนินรายการโดย สุนี ไชยรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑๑.๔๕-๑๒.๓๐ อภิปรายทั่วไป
๑๒.๓๐-๑๓.๓๐ อาหารกลางวัน
๑๓.๓๐-๑๕.๐๐ แรงงานหญิง – บทบาทในไตรภาคี และแนวทางส่งเสริม
- ธนพร วิจันทร์ กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง
- รศ.มาลี พฤกษ์พงศาวลี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์
ดำเนินรายการโดย ศุภมาส เสนะเวส สื่อมวลชน
๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ อภิปรายทั่วไปและสรุป


* กำลังติดต่อ
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)
Thai Labour Solidarity Committee (TLSC.)
สำนักงานประสานงาน ๕๐๓/๒๐ ถนนนิคมรถไฟ มักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐
โทรศัพท์/โทรสาร ๐-๒๖๕๔-๗๖๘๘ อีเมล solidarity@uni-tlsc.org Website : http://www.unithailand.org , Webblog :http://solidarity.blogth.com

แจ้งชื่อสัมมนาฯ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค ดินแดง กรุงเทพฯ

สุวิมล เชื้อชาญวงศ์
62/44 ถนน/แขวง บางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
โทร 08 3986 8084


*สัมมนาที่น่าสนใจ

1 การสัมมนา เรื่อง "โครงการโขง-ชี-มูล : บทเรียน ผลกระทบ และทางออก"...ถ่ายทอดสดทาง http://www.nesac.go.th/ (ตลอดการสัมมนา) 3 มี.ค. 2551 เวลา 08.00-16.30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 27 สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ คทง.วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
2 การสัมมนา (Focus Group) เรื่อง "การปลูกพืชเชิงเดี่ยวกับฐานความหลากหลายทางชีวภาพ กรณี ยูคาลิปตัส"...ถ่ายทอดสดทาง http://www.nesac.go.th/ (ตลอดการสัมมนา) 29 ก.พ. 2551 เวลา 08.00-16.30 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 27 สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ คทง.วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
3 การสัมมนาเวทีสาธารณะ เรื่อง "พลังงานนิวเคลียร์" 27 ก.พ. 2551 เวลา 09.00-16.30 น. ณ ห้องประชุมโรงแรมเรดิสัน ห้วยขวาง กรุงเทพฯ คทง.โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคมและพลังงาน
4 การสัมมนารับฟังความเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ...ถ่ายทอดสดทาง http://www.nesac.go.th/ (ตลอดการสัมมนา) 26 ก.พ. 2551 เวลา 08.30-16.30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 27 สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ คทง.ศึกษานโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา
5 การสัมมนา เรื่อง "นโยบายส่งเสริมศาสนาในการพัฒนาสังคม" ...(ถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ http://www.nesac.go.th) 25 ก.พ. 2551 เวลา 08.30-16.00 น. ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คทง.การศึกษา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม พลศึกษาและการกีฬา



*คอนเสิร์ต: ถักทอประชาธิปไตย สายใยไทย-พม่า
โดย : องค์กรร่วมจัด: เมื่อ : 14/02/2008 01:56 PM
ขอเชิญชมคอนเสิร์ตการกุศล
“ถักทอประชาธิปไตย สายใยไทย-พม่า”
เพื่อร่วมกันจุดแสงแห่งสันติภาพ ด้วยหัวใจคนละดวง ณ MCC Hall เดอะมอลล์บางกะปิ
วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 18.00-23.00 น.

เพื่อบริจาคเงินรายได้ให้กับศูนย์พัฒนาเด็ก พญ.ซินเธีย มาวด์ แพทย์หญิงชาวกะเหรี่ยงรางวัลเด็กโลกเพื่อสิทธิเด็ก ปี 2550
คลินิกแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ร่วมกันจุดแสงแห่งสันติภาพ ด้วยหัวใจคนละดวง เพื่อถักทอประชาธิปไตย เชื่อมร้อยสายใยไทย – พม่า ให้เกิดสันติภาพในเร็ววัน พบกับคอนเสิร์ตจากศิลปินเพลงเพื่อชีวิต หงา และหว่องคาราวาน ,โฮป แฟมิลี่,ซู ซู, ลานนา คัมมินส์ , ทอดด์ ทองดี ,เสก ศักดิ์สิทธิ์, ไก่ แมลงสาป, นิด กรรมาชน และโครงการเรียนรู้กู้บ้านเกิด โรงเรียนสุนทรวิทยา, ขวัญจิตร ศรีประจัน, วสันต์ สิทธิ์เขตต์, นุภาพ สวันตรัจน์, เอ้ นิติกุล , ตั้ว ศรันยู และน้องต้นกล้า
สนใจซื้อบัตรคอนเสิร์ตได้ที่ ร้านน้องท่าพระจันทร์ 02-221-4421 หรือ 081-723-2374
บัตรราคา 300,500,1,000และ 2,000 บาท
องค์กรร่วมจัด: ศูนย์พัฒนาเด็ก พญ.ซินเธีย มาวด์ ,สถาบันเพื่อการพัฒนาประชาคม,กลุ่มเพื่อนประชาชน,เครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.),คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) และ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน




โดย: jenifaae วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:16:50:58 น.  

 
*ภัทราวดีเธียเตอร์ จัดงานเปิดเทศกาล 8th Bangkok Fringe Festival
ภัทราวดีเธียเตอร์ ศิลปะสถานเพื่อการละคร ได้จัด 8th Bangkok Fringe Festival (เทศกาลศิลปะการแสดงนานาชาติ ณ บางกอก ครั้งที่ 8) บนพื้นที่ 3 ไร่ บริเวณรอบภัทราวดีเธียเตอร์ ในทุกวันสุดสัปดาห์ตลอดช่วงเทศกาลฤดูหนาว ระห่วางเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ (5-6 สัปดาห์) ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ สนับสนุน แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย และเพิ่มพื้นที่ทางด้านศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยในชุมชน อีกทั้งยังช่วยเผยแพร่ผลงานด้านศิลปะของผู้สร้างสรรค์ไปสู่สาธารณชนในวงกว้าง และสู่สายตาชาวต่างชาติ โดยกำหนดให้เปิดเทศกาล 8th Bangkok Fringe Festival (เทศกาลศิลปะการแสดงนานาชาติ ณ บางกอก ครั้งที่ 8) ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม – 17 กุมภาพันธ์ 2551 ภายในงานจะจัดกิจกรรมเป็นหมวดหมู่ ตามสถานที่ต่างๆ ของโรงละคร อาทิ การแสดง – โรงละครกลางสวน ,ละครหุ่น และหนังสั้น – Studio 1 , ดนตรี – ลานครู , ผลงานศิลปะ - แกลลอรี่ และตลาดนัดศิลปะ – บริเวณโดยรอบโรงละคร ผลงานกว่า 15 ประเทศทั่วโลก กว่า 20 ชุดการแสดง โดยจัดให้มีกิจกรรมในทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ณ ภัทราวดีเธียเตอร์ จำหน่ายบัตรที่ ภัทราวดีเธียเตอร์ และจุดจำหน่ายบัตร True Coffee/ True Life Shop, True Shop / True Move Shop ทุกสาขา ผ่านระบบ True Money บนถือ True Move และ http://www.weloveshopping.com (รายได้จากการจัดงานหลังหักค่าใช้จ่าย จะร่วมสมทบ “กองทุนเพื่อการศึกษาศิลป”) การนี้ ภัทราวดีเธียเตอร์ ใคร่ขอเรียนเชิญท่านสื่อมวลชนเข้าร่วมเปิดเทศกาล 8th Bangkok Fringe Festival ในวันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2551 เวลา 18.00 น. ณ ภัทราวดีเธียเตอร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่โรงละครและนักแสดง และขอฝากประชาสัมพันธ์การแสดงดังกล่าว เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนสืบไป
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณรัก โทร.08-1843-1598 ขอความกรุณาตอบรับการสำรองที่นั่ง ล่วงหน้า 4 วัน ก่อนวันงาน


*คุยกับหนัง โดย...อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์
ร่วมกับ ศูนย์บริการสื่อการศึกษา สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญชมภาพยนตร์หลากรสหลายแนว คัดสรรโดยอาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ และร่วมกันเสวนากับอาจารย์ทรงยศ เช่นเคย ชมฟรี...ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 - 28 กุมภาพันธ์ 2551 ณ ห้องกิจกรรมเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน2 (U2) หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


*สำนักข่าวตปท. — ที่ประชุมทรัพยากรน้ำเผยหิมาลัยละลายเร็วกว่าปกติเพราะโลกร้อน
จี้ร่วมมือ แก้ต่อหลังจบสนธิสัญญาเกียวโต ที่ประชุมสุดยอดด้านทรัพยากรน้ำในเอเชีย-แปซิฟิก ที่ญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่า สภาวะโลกร้อนในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้หิมะที่ปกคลุมเทือกเขาหิมาลัยละลาย อย่างรวดเร็วในระดับที่น่าเป็นห่วงต่อการเข้าถึงทรัพยากรน้ำของประชากรหลายล้านคนในเอเชีย
ที่ประชุมย้ำว่า สาเหตุสำคัญของปัญหาน้ำในเอเชียมาจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งประชากรในเอเชีย-แปซิฟิก อย่างน้อย 700 ล้านคน จากทั้งหมด 3.7 พันล้านคนยังไม่สามารถเข้าถึงน้ำที่สะอาดและเพียงพอได้ ขณะที่อีกกว่า 1.9 พันล้านคนยังไม่มีสุขอนามัยด้านน้ำที่เพียงพอ
“สภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อทรัพยากรน้ำในโลก และเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศต้องมีข้อตกลงเรื่องโลกร้อนร่วมกัน ภายหลังจากสนธิสัญญาเกียวโต” มกุฎราชกุมาร วิลเลม อเล็กซานเดอร์ แห่งเดนมาร์ก ตรัสในฐานะกรรมการที่ปรึกษาด้านทรัพยากรน้ำและสุขอนามัยของ สหประชาชาติ
วันเดียวกัน องค์กรเพื่อการกุศล ออกซ์แฟม เปิดเผยว่า กลุ่มประเทศร่ำรวยจำเป็นต้องเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศยากจนมากกว่านี้ เพื่อให้สามารถต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนได้ เนื่องจากเงินบริจาคของประเทศร่ำรวยในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่น้อยมากจนเรียกได้ว่าเป็นการดูถูกประเทศยากจน
ออกซ์แฟม ระบุว่า ขณะนี้ประเทศร่ำรวยบริจาคเงินเพียง 67 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2 พันล้านบาท) แก่กองทุนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จากที่ควรบริจาคจริง 1-2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3-6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินที่ชาวอเมริกันจ่ายเป็นค่าโลชันกันแดดในแต่ละเดือน



โดย: jenifaae วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:16:52:23 น.  

 
*สวัสดิการขั้นพื้นฐาน บนเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ย้อนไปสักสิบปีก่อน คำว่ารัฐสวัสดิการ ไม่ค่อยมีใครสักกี่คนพูดถึง 'คนไทยไม่ให้ความสำคัญ' แต่ปัจจุบันคนไทยมีความสนใจในหัวข้อรัฐสวัสดิการและสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
ในการประชุมวิชาการประจำปีของทีดีอาร์โอ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) เมื่อวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2550 ได้ยกหัวข้อรัฐสวัสดิการ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานเป็นประเด็น เพราะว่ามีนัยสำคัญต่อภาครัฐ ต่อการคลังของประเทศ และต่อนโยบายของพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงแบบประชานิยม ก่อนจะเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม
ขอนำบรรยากาศการประชุมและหัวข้อการอภิปรายมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ หัวข้อสัมมนาตั้งชื่อไว้หรูหราว่า 'จะแก้ปัญหาความยากจนกันอย่างไร? แข่งขัน แจกจ่าย หรือสวัสดิการ?'
มีข้อคิดและหนทางเลือกของนโยบายหลายทาง คำว่าแข่งขันคงจะหมายถึงการอิงระบบตลาดแบบแข่งขันเสรีเพื่อช่วยคนจน ส่วนแจกจ่ายน่าจะหมายถึงนโยบายประชานิยมที่พรรคการเมืองใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงในขณะนี้ ส่วนสวัสดิการนั้นหมายถึงการจัดให้มีสวัสดิการสังคมในรูปใดรูปหนึ่ง
'รัฐสวัสดิการ' (welfare state) เป็นตัวแบบหนึ่งที่มีตัวอย่างในแถบยุโรปหลายประเทศ หรือว่า 'สวัสดิการขั้นพื้นฐาน' ให้กับประชาชนที่ขาดแคลนยากไร้และโชคไม่ดีเหมือนคนอื่นๆ เช่น พิการทางร่างกายหรือจิตใจ บทความของ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ตั้งโจทย์การวิจัยว่า ถ้าหากรัฐไทยตั้งเป้าหมายทำให้เป็นรัฐสวัสดิการตามแบบกลุ่มประเทศโออีซีดี รายจ่ายภาครัฐก็จะสูง-ขั้นต่ำๆ ก็จะต้องจ่ายงบประมาณประมาณ 4 แสนล้านบาทสำหรับรายจ่ายสวัสดิการ (หลายประเภทรวมกัน)
รายจ่ายนี้ในท้ายที่สุดก็มาจากภาษีอากร (ไม่ใช่ว่ารัฐบาลเป็นคนจ่ายสตางค์-เพราะความจริง 'รัฐบาลไม่มีสตางค์' ทุกบาททุกสตางค์ต้องล้วงกระเป๋าของผู้เสียภาษีทั้งสิ้น ตามคำบรรยายของท่านอาจารย์ ดร.อัมมาร สยามวาลา ประธานทีดีอาร์ไอ) แต่ถ้าหากไม่ตั้งเป้าหมายทะเยอทะยานมากนัก รัฐให้การช่วยเหลือแบบสงเคราะห์สำหรับคนจนซึ่งมีจำนวนลดลงจาก 9 ล้านคนเมื่อห้าปีก่อนถึงในปัจจุบันจำนวน 6 ล้านคน (targeting for the poors) ก็จะสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินไม่มากนัก เป็นหลักหลายพันล้านบาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่จะจ่าย สมมุติว่า 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ประมาณว่าเท่ากับเส้นยากจน ก็จะตกเป็นเงิน 6-7 พันล้านบาทต่อเดือน)
การวิจัยของ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ยังได้รวบรวมข้อมูลรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมตามสภาพเป็นจริง (ปี 2549) รวมเบี้ยผู้สูงอายุ ผู้พิการ รายจ่ายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เงินสงเคราะห์ต่างๆ รวมกันเท่ากับ 180,038 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.3 ของจีดีพี (GDP) ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศอื่น แปลเป็นคำพูดได้ว่า รัฐไทยยังห่างไกลจากความเป็นรัฐสวัสดิการมากนัก
งานวิจัยของ ดร.วรวรรณ ยังชี้ความจริงที่ว่า สวัสดิการให้ผู้สูงอายุนั้น ส่วนใหญ่ให้กับข้าราชการเกษียณอายุ (เป็นเงิน 60,484 ล้านบาท เปรียบเทียบกับสวัสดิการให้ผู้สูงอายุทั้งหมดมูลค่า 68,635 ล้านบาท) ที่จุดนี้มีข้ออภิปรายเพิ่มเติมว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นดูเหมือนว่ามาก แต่ความจริงนั้นเงินช่วยเหลือส่วนใหญ่ตกกับ 'ข้าราชการบำนาญ' ส่วนน้อยถึงมือประชาชน สะท้อนถึงอภิสิทธิ์ชนของชนชั้นข้าราชการ ซึ่งเป็นประเด็นที่สามารถจะอภิปรายกันได้ว่า เป็นธรรมหรือไม่? ถ้าหากประชาชนขอใช้สิทธิประชาชนบ้าง (ไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินบำนาญของราชการ) จะได้หรือไม่
ประชาชนมีสิทธิไหม? ในการประชุมครั้งนี้ได้แจกแฟ้มบทความประกอบด้วยบทความดีๆ เป็นเพชรเม็ดงามของการวิจัยหลายชิ้นที่น่าอ่าน ได้ความรู้ ให้ข้อมูลที่สะท้อนความลึกซึ้ง จึงเชิญชวนให้ผู้สนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการที่สนใจนโยบายสาธารณะไม่ควรจะพลาด ในงานนี้ยังได้เรียนเชิญปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เช่น ครูชบ ยอดแก้ว จากสงขลา คุณสามารถ พุทธา จากลำปาง คุณสงกรานต์ จากวัดโพธิ์ทอง จันทบุรี ซึ่งล้วนเป็นผู้นำชุมชน เป็นผู้บริหารกองทุนสัจจะออมทรัพย์และสวัสดิการภาคประชาชนจำนวนหลายคน
(ในจำนวนนี้บางท่านผมรู้จักและได้เคยไปเยี่ยมชมกิจการ ขอไปเป็นนักเรียนเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการของกลุ่มและเกิดความประทับใจไม่รู้ลืม) โดยภาพรวม ผู้เขียนชอบและประทับใจการจัดประชุมวิชาการประจำปี 2550 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยมาก แต่ถ้าถามว่ามีอะไรไม่ชอบหรือไม่ หรือรู้สึกว่าไม่จุใจก็มี
ประเด็นที่รู้สึกว่าขาดแคลนหรือมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน คือนักวิจัยและนักวิชาการมองระบบสวัสดิการในเรื่องของการจ่ายเงินสวัสดิการของรัฐ ณ ปลายทาง คือให้กับผู้สูงอายุ ให้คนพิการ ให้คนจน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งเป็น ex post risk management แต่เสนอบทวิเคราะห์ที่เสนอหลักประกันความเสี่ยงก่อนจะเกิดเหตุการณ์ ex ante risk management ยังน้อยไปหน่อย และใช้มุมมองแบบ 'บนลงล่าง' คือรัฐและนักวิชาการมองลงไปถึงประชาชนและกลุ่มต่างๆ อย่างไร
ณ จุดนี้ขอถือโอกาส 'แจมดนตรี' ด้วย กล่าวคือ หยิบยกงานวิจัยนโยบายสาธารณะ 'การคลังเพื่อสังคมและสุขภาพภาวะ' ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการ ภายใต้ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนับสนุนโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ถ้าหากใช้วิธีวิเคราะห์กลับทางกัน คือ มองจากล่างขึ้นบน โดยศึกษาการออมและการจัดสวัสดิการของภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง ศึกษาจุดแข็งและความสำเร็จของกองทุนที่สามารถระดมเงินออมได้เป็นเงินนับสิบนับร้อยล้านบาท รวมทั้งทั่วประเทศอาจจะเป็นหลักหมื่นล้านบาท รวมกองทุนบำนาญตามกลุ่มอาชีพในภาคเมืองซึ่งประกอบแรงงานรับจ้าง รับจ้างทำของ
ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะวิเคราะห์ 'จุดอ่อน' ของกองทุนเหล่านี้ ซึ่งอาจจะเปราะบาง ไม่มีการบันทึกข้อมูลอย่างดีพอ ไม่สามารถจะกระจายเงินทุนและหาผลตอบแทนที่สูงนัก ยิ่งไปกว่านั้นมีความเสี่ยงที่อาจจะล้มครืนก็ได้ในอนาคต
(มีการวิเคราะห์ข้อมูลของ ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา และของผู้เขียนที่เก็บข้อมูลสมาชิกของกองทุนบางพื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งพบปัญหาต่างๆ เช่น 'ความไม่สมดุลระหว่างสมาชิกวัยทำงาน-กับวัยสูงอายุ และวัยใกล้แก่' ขณะนี้ไม่เป็นปัญหา-แต่อนาคตค่อนข้างแน่ใจว่าจะมีปัญหาหรือไม่ ไม่เชื่อลองทดสอบด้วยตัวของท่านเอง ปัญหาของความไม่สมดุลของ 'เงินออมสัจจะวันละบาท' กับผลตอบแทนที่เป็นสัญญาว่าสมาชิกจะได้รับในอนาคต แต่ที่ไม่เป็นปัญหาในวันนี้ เพราะว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงาน แต่เมื่อวันหนึ่งเป็น 'สว' (สูงวัย) ก็จะเกิดการถ่ายโอนจากคนทำงานให้ 'สว' ภายใต้ระบบนี้เรียกว่า 'เก็บเงินไปจ่ายไป' (Pay-as-you-go) ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะไม่ยั่งยืน ล้มได้ง่ายถ้าหากว่าเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ)
ในทางกลับกันเรา (อย่างน้อยก็กลุ่มเพื่อนผู้เขียนหลายคน รวมทั้ง ดร.วรเวศม์) ต้องการให้กองทุนสัจจะออมทรัพย์และสวัสดิการภาคประชาชน มีความเข้มแข็ง ยั่งยืน มีสมาชิกทุกวัย รวมวัยเด็ก-วัยทำงาน-วัยใกล้แก่-และ 'สว' มี ผลงานวิจัยที่ได้นำเสนอไปแล้วในที่ประชุมของนักเศรษฐศาสตร์ไทยประจำปี 2550 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2550 ที่วิเคราะห์ว่ากองทุนภาคประชาชนอาจจะเผชิญปัญหาไม่ยั่งยืนทางการเงิน เมื่อสมาชิกเข้าสู่วัยสูงอายุ (เกิน 60 ปีและเริ่มจะ 'กินบำนาญ' ของกองทุน) มีข้อเสนอเชิงนโยบายการคลังที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างจริงจัง ใช้ฐานข้อมูลครัวเรือนและข้อสมมุติบางประการ พร้อมกันนี้มีข้อเสนอว่าภาครัฐไทย สามารถจะช่วย 'เพิ่มพลัง' และ 'กระตุ้นการออมภาคบังคับ' ในกลุ่มคนที่ไม่ใช่ภาคทางการคือเกษตรกร แรงงานรับจ้าง รับจ้างทำของ ทั้งในเขตเมืองและชนบท
ทางที่หนึ่ง คือ การออมพันธมิตร (partnership-ผู้สนใจโปรดอ่านหนังสือของศาสตราจารย์ Julian le Grand)หมายถึง ภาครัฐช่วยเติมการออมให้ประชาชน (บัญชีที่สอง) ตามผลคำนวณอัตรา 1 ต่อ 0.8 ก็พอ ชาวบ้านออมหนึ่งบาท รัฐช่วยเหลือ 80 สตางค์ (ความจริงเงินนี้ท้ายที่สุดก็มาจากภาษีอากร)
ทางที่สอง ถ้าหากรัฐจะช่วยกลุ่มออมทรัพย์ ออกพันธบัตรรุ่น 'สัจจะออมทรัพย์พัฒนา' ที่ให้ดอกเบี้ยสูง (สูงกว่าอัตราตลาด) หมายเหตุ พันธบัตรนี้ขายให้เฉพาะกลุ่ม ไม่เปิดขายทั่วไป เพื่อเพิ่มช่องทางลงทุนให้กับกลุ่มกองทุนสัจจะฯมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น นี่ก็เป็นอีกมาตรการการคลังอีกด้านหนึ่งที่คิดแบบ 'กลับทิศ' กัน ดังนั้น กองทุนแทนที่จะได้รับผลตอบแทน 3-4% อาจจะได้รับผลตอบแทน 7-8% จริงอยู่รัฐขาดทุนเล็กน้อย แต่ว่ากำไรเกิดขึ้นกับกลุ่มออมทรัพย์และสวัสดิการภาคประชาชน เป็นกำไรให้ประชาชน ถือเสียว่าเป็นค่าจ้างรัฐจ่ายให้กับ 'ระบบสวัสดิการมือที่สาม' (ซึ่งไม่ใช่เป็นแบบธุรกิจเอกชน และไม่ใช่เป็นแบบราชการ) ทางที่สามกองทุนเหล่านี้อย่าไปทึกทักว่าเป็นของรัฐ เพราะเขาก่อร่างสร้างตัวมาก็ดีแล้ว รัฐช่วยเติมพลังให้โดยใช้ภาษีอากร สวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นสิ่งจำเป็น ผู้เขียนไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นรัฐสวัสดิการ และก็ไม่อยากจะเห็นการบิดเบือนเชิงนโยบายว่า กำลังสร้างยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า 'รัฐสวัสดิการ' พร้อมกับหาจุดตำหนิว่ารัฐสวัสดิการจะทำให้บ้านเมืองทำให้ฐานะการคลังล่มจม คนรวยจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น ความจริง ก็คือ
ไทยยังห่างไกลจากความเป็นรัฐสวัสดิการมากนัก เปรียบเป็นตัวเลขว่า 100% เป็นรัฐสวัสดิการ ระยะทางยังยาวไกล ในระยะ 100 กิโลเมตรที่จะก้าวไปนี้ ขณะนี้ของประเทศไทยยังก้าวไปไม่ถึงหลักกิโลเมตรที่ 10 เลย ไม่ใช่เป็นความผิดของประชาชนหรอกที่เรียกร้องและต้องการให้มีสวัสดิการสังคมเพื่อประชาชน เพราะว่าระบบดั้งเดิมของเราไม่เป็นธรรม เรามีแต่สวัสดิการข้าราชการ มีสวัสดิการสำหรับแรงงานในประกันสังคม ถ้าจะมีข้อเสนอให้มีสวัสดิการพื้นฐานสำหรับประชาชน มันจะผิดตรงไหน
และก็ไม่ใช่เป็นความผิดของพรรคการเมืองที่จะทำนโยบายประชานิยม เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะทำและเป็นการเมืองแบบใหม่ที่ต้อง 'ชูนโยบาย' ให้สัญญาประชาคมว่าเลือกไปแล้ว พรรคการเมืองจะไปทำงานผลักดันนโยบายสาธารณะให้ประชาชน เพียงแต่เราควรระมัดระวังมิให้เกิดปัญหาวิกฤตการคลัง ไม่เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว หมายถึงพรรคการเมืองในยุคใหม่ต้องมีข้อมูล ควรมีนักวิจัยทำงานวิเคราะห์นโยบายสาธารณะอย่างเอาจริงเอาจัง รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาของประชาชน เพราะว่ามาจากการเลือกตั้ง (ถ้ามาจากการปฏิวัติรัฐประหารก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งในแบบหลังนี้ รู้สึกชิงชังมาโดยตลอด ไม่เคยมีสักวินาทีเดียวที่เห็นด้วยกับรัฐบาลปฏิวัติ)
สังคมไทยเรายังคงจะไม่เดินไปถึงเส้นทางรัฐสวัสดิการหรอก แต่ก็เห็นด้วยว่าถึงเวลาที่จะต้องยกเครื่องสวัสดิการขั้นพื้นฐานกันอย่างขนานใหญ่ ไม่สามารถจะปล่อยให้กำหนดข้าราชการที่ทำงานแบบ 'เช้าชามเย็นชาม' อย่างแน่นอน พรรคการเมืองและฝ่ายวิชาการต้องช่วยคิดเรื่องสวัสดิการสังคมด้วย จำข้อเขียนของ ศ.ยุพา วงศ์ไชย ได้ในหนังสือ นโยบายสวัสดิการสังคม ตีพิมพ์ในปี 2545 ความตอนหนึ่งว่า 'ในระบบสวัสดิการสังคมของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เรามีปัญหาที่งานเราไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ต้องการ เมื่อเทียบกับระบบสวัสดิการสังคมของประเทศอื่น ทั้งที่คนของเราก็มีศักยภาพเช่นเดียวกับคนของประเทศอื่น มีคนที่ทำงานด้านนโยบายไม่มากพอ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมากและการสังคมสงเคราะห์ในประเทศที่มุ่งเน้นบทบาทในการเป็นผู้ให้บริการเป็นส่วนใหญ่ และละเลยเรื่องอื่นๆ ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาตนเองและวิชาชีพของตน' (หน้า 31)
ศ.ยุพา วงศ์ไชย ทำงานด้านสวัสดิการสังคมมานานในยุคที่คนไม่ค่อยสนใจ จนกระทั่งท่านเกษียณจากราชการ ท่านอาจจะมีความรู้สึกท้อแท้ใจอยู่บ้าง หวังว่าในช่วงเกษียณจากราชการ ศ.ยุพา วงศ์ไชย คงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสวัสดิการสังคมในทางที่ดีขึ้น เกิดความรู้สึกว่ามีกำลังใจ สิ่งที่เคยต่อสู้เรียกร้องในยุคที่ไม่มีใครฟัง เริ่มจะมีคนฟังและให้ความสนใจกันมากขึ้น ความจริง ยังมีแนวคิดรัฐสวัสดิการที่เป็นเพชรเม็ดงามอีกชิ้นหนึ่ง คือ ข้อเขียน 'จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน' ของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อ่านเมื่อใดก็ประจำใจ อมตะจริงๆ



*พบผู้พิการในถิ่นห่างไกล ติดต่อทันที ผู้ใจบุญทำให้ฟรี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สำนักงานคณบดี
คณะวิศวกรรมศาสตร์ 126 ถนน ประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
มือถือ : 08-1809-4631, 08- 3913-3504

KING MONGKUT'S UNIVERSITY OF TECHNOLOGY THONBURI
OFFICE OF THE DEAN, FACULTY OF ENGINEERING
126 Prachautit Rd. , Bangmod, Tungkru, Bangkok 10140 Thailand
Mobile: 08-1809-4631, 08- 3913-3504
เรียน พี่ๆ น้องๆ และ เพื่อนที่เคารพ
ได้ทราบจากคุณวุฒิวงศ์ผู้เป็นเจ้าของ บริษัท วงศ์ธนาวุฒิ จำกัดว่าได้ ร่วมกับ เพื่อนๆ ประดิษฐ์ขาเทียมสำหรับผู้พิการขาขาดตั้งแต่ เหนือ เข่า โดยเป็นเพียงรายเดียวที่สามารถประดิษฐ์ขาเทียมให้ผู้ที่สวมสามารถงอขาน ั่งพับเพียบและเดินได้เช่นคนปกติ ทําให้ผู้ พิการทุกคน ที่ต้องการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการนี้
คุณวุฒิวงศ์ไม่ต้องการรับเงินบริจาคแต่อย่างใดเพียงแต่ ต้องการความช่วยเหลือ โดยหากท่านพบ ผู้พิการในถิ่นห่างไกลที่ต้องการขาเทียม โปรดช่วยจดชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของเขาให้แก่คุณวุฒิวงศ์โดยตรงที่ โทรศัพท์ 081-847 - 9374


*เริ่ม1มีค.2551ค่ารถเมล์ ขึ้นอีก'50สต.'/ ปอ.1บาท - วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2551 ข่าวสดรายวัน
จ๊ากค่ารถเมล์ ขึ้นอีก'50สต.'
เริ่ม1มีค.ปอ.1บาท อ้างน้ำมัน
คนกรุงร้องจ๊าก บอร์ดขสมก.ไฟเขียวขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ทุกประเภท รถร้อนครีมแดงปรับขึ้น 50 ส.ต. จาก 7 เป็น 7.50 บาท รถร่วมขสมก. จาก 8 บาท เป็น 8.50 บาท ส่วนรถปรับอากาศเพิ่มขึ้นช่วงละ 1 บาท เริ่ม 1 มี.ค.นี้ อ้างน้ำมันแพง ช่วงชะลอการขึ้นราคา 3 เดือนที่ผ่านมา ขาดทุนกว่า 100 ล้าน ผู้บริหารขสมก.เตรียมปรับแผน ขอเช่ารถเอกชนมาวิ่งแทน รวมทั้งเปลี่ยนเครื่องยนต์จากใช้น้ำมันดีเซลมาเป็นก๊าซธรรมชาติแทน
เมื่อวันที่ 25 ม.ค. พล.อ.อธิคม ตันเลิศ ประธานคณะกรรมการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการขสมก.ว่า คณะกรรมการมีมติให้ชะลอการขึ้นค่าโดยสารออกไปอีก หลังจากคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางมีมติให้ขสมก.ขึ้นราคาค่าโดยสารไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2550 เนื่องจากขสมก.ไม่ต้องการให้ค่าโดยสารเป็นภาระของประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยการชะลอขึ้นค่าโดยสารครั้งนี้กำหนดถึง 29 ก.พ.2551 เท่านั้น และในวันที่ 1 มี.ค. ขสมก.จะ ปรับขึ้นราคาค่าโดยสารตามมติของคณะกรรมการขนส่างทางบกกลางที่ออกมาก่อนหน้านั้น สำหรับราคาค่าโดยสารที่จะปรับเพิ่มขึ้นนั้น รถร้อนจะปรับเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ จาก 7 บาท เป็น 7.50 บาท ส่วนรถปรับอากาศเพิ่มขึ้นระยะละ 1 บาท โดยรถสีน้ำเงินปรับอากาศ จาก 11 บาท เป็น 12 บาท ส่วนรถยูโร ทู ราคาเริ่มต้นจาก 12 บาท เป็น 13 บาท ซึ่งขสมก. สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางอีก
ทั้งนี้ จากการที่ขสมก.ชะลอการขึ้นค่าโดยสารออกไปจาก 3 เดือน ส่งผลให้องค์กรต้องแบกรับภาระต้นทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าน้ำมันถึง 36 ล้านบาทต่อเดือน รวมแล้ว 3 เดือนเศษ มีผลขาดทุนแล้วกว่า 100 ล้านบาท เพื่อให้ขสมก.ลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนในการเดินรถ ขสมก.จึงต้องเร่งดำเนินการตามแผนฟื้นฟูฐานะทางการเงิน ซึ่งครม.เห็นชอบแผนดังกล่าวไปแล้ว โดยขสมก.มีแผนจะเช่ารถจากเอกชนมาวิ่งให้บริการ รวมถึงการเปลี่ยนเครื่องยนต์ จากเดิมที่ใช้น้ำมันดีเซล มาเป็นก๊าซธรรมชาติ จะทำให้ขสมก. ประหยัดค่าใช้จ่ายน้ำมันได้มาก
ด้านว่าที่พ.ต.ฉัตรแก้ว โพธิ์ทองนาค ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายรถร่วมเอกชน ขสมก. กล่าวว่า การที่ขสมก.จะปรับขึ้นค่าโดยสารในวันที่ 1 มี.ค.นี้ จะไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถร่วมเอกชน เพราะที่ผ่านมา รถร่วมเอกชนปรับค่าโดยสารไปก่อนหน้านี้แล้ว และคาดว่าการขึ้นค่าโดยสารจะไม่ทำให้ปริมาณผู้โดยสารลดลง เพราะค่าโดยสารในปัจจุบันยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่นๆ
นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม กล่าวว่า มติของคณะกรรมการขสมก.ที่ชะลอการปรับขึ้นค่าโดยสารถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งจนถึงวันที่ 29 ก.พ.นี้ เชื่อว่าจะสามารถแบ่งเบาภาระของประชาชนได้ ส่วนในอนาคตหากราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง หรือลดลง ขสมก.คงจะพิจารณาอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมต่อไป
'ขสมก.ชะลอการปรับค่าโดยสารก็ดีแล้ว เพราะขสมก.เองต้องแบกรับภาระการขาดทุน ส่วนในอนาคตจะต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน หากมีแนวโน้มลดลง ผู้ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาอัตราค่าโดยสารอีกครั้ง' นายสรรเสริญกล่าว
ด้านนายพิเนศวร์ พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการขสมก.กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขสมก. เตรียมเสนอรัฐบาลเร่งรัดให้ขสมก.ดำเนินการตามแผนการฟื้นฟูองค์กรเพื่อเปลี่ยนการใช้พลังงานจากน้ำมันเป็นก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ขสมก.ลดต้นทุนการเดินรถได้มาก อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปจะต้องมีการติดตามราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด หากพบว่าราคาน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทั้งขึ้นหรือลดลงก็จะมีการเปลี่ยนแปลงมติที่ประชุม ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าหากราคาน้ำมันก้าวกระโดดเกิน 30 บาทขึ้นไป ราคาค่าโดยสารที่ปรับขึ้นตามมติเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2550 อาจจะปรับขึ้นมากกว่าอัตราที่มีมติไป หรือหากราคาน้ำมันลดลงอย่างมาก และทางคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางมีมติไม่ให้ขึ้นราคาค่าโดยสาร ทางขสมก.ก็พร้อมจะดำเนินการตาม
นายบุญชัย รุ่งเรืองไพศาลสุข ประธานเครือข่ายคัดค้านการขึ้นค่าโดยสาร กล่าวว่า การที่ขสมก.ขึ้นค่าโดยสารรถโดยสารประจำทางครั้งล่าสุดกำหนดในวันที่ 1 มี.ค.2551 เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเป็นการเอาเปรียบประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้บริการของขสมก. เนื่องจากขสมก.ควรมีวิธีการที่ดีกว่านี้ในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง เช่น ลดต้นทุนการเดินรถด้วยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติแทนน้ำมันดีเซลก่อนที่จะปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร เพราะที่ผ่านมาเห็นได้ว่ารถร่วมขสมก. สามารถเปลี่ยนเครื่องยนต์เพื่อใช้ก๊าซธรรมชาติได้ แต่เหตุใดรถยนต์ของขสมก.จึงไม่สามารถทำได้ อาจเป็นเพราะขสมก.เป็นหน่วยงานที่มีปัญหามาโดยตลอด ทำให้ไม่สามารถดำเนินการลดต้นทุนการเดินรถได้ ส่วนแผนการฟื้นฟูองค์กรที่เสนอเข้าที่ประชุมครม.แล้วนั้น แม้ว่าครม.จะเห็นชอบในหลักการ แต่หลังจากคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้ว พบว่าแผนการฟื้นฟูของขสมก.จะเน้นการนำเงินภาษีของประชาชนไปชดใช้หนี้ ทำให้ต้องตีกลับแผนดังกล่าวมายังกระทรวงคมนาคมอีกครั้ง เพื่อให้ขสมก.ทบทวนและนำเสนอกลับเข้าไปให้ครม. และสภาพัฒน์พิจารณาอีกครั้ง
'เอกชนที่เดินรถเหมือนกับขสมก.เปลี่ยนเครื่อง ยนต์มาใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เอกชนสามารถอยู่ได้และลดต้นทุนการเดินรถ ขณะที่ขสมก. เดินมาหลายปีแต่ไม่สามารถลดต้นทุนได้ แถมยังเก็บเงินค่าโดยสารจากประชาชนเพิ่ม เมื่อขาดทุนยังขอเงินภาษีจากประชาชนไปโปะหนี้อีก ดังนั้น จะนำเสนอต่อรมว.คมนาคมคนใหม่ให้ทบทวนการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารอีกครั้งอย่างแน่นอน' นายบุญชัย กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการขนส่งทางบกกลางที่มีนายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน มีการประชุมคณกรรมการ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2550 โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติให้รถของขสมก. รถร่วมขสมก. และรถ มินิบัส ปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นได้อีก 50 สตางค์/ คน/เที่ยววิ่ง ส่วนรถปรับอากาศ ให้ปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกช่วงละ 1 บาท/คน/เที่ยววิ่ง สำหรับบริษัท ขนส่ง จำกัด (บ.ข.ส.) และรถร่วมบ.ข.ส. ให้ปรับราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้น 3 สตางค์/กิโลเมตร ทั้งนี้ การปรับราคาค่าโดยสารดังกล่าวนั้นให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2550 เป็นต้นไป
สำหรับราคาค่าโดยสารที่อนุมัติให้ปรับขึ้น เป็นดังนี้ รถร่วมขสมก.ธรรมดา จาก 8 บาท/คน/เที่ยววิ่ง เป็น 8.50 บาท รถร้อนขสมก. ครีมแดง จากราคา 7 บาท/คน/เที่ยววิ่ง เป็น 7.50 บาท/คน/เที่ยววิ่ง รถมินิบัส จาก 6.50 บาท/คน/เที่ยววิ่ง เป็น 7 บาท/คน/เที่ยววิ่ง ส่วนรถสองแถว จะให้ปรับได้ไม่เกิน 6.50 บาท/คน/เที่ยววิ่ง สำหรับรถร่วมขสมก. ปรับอากาศ ปรับเพิ่มขึ้นช่วงละ 1 บาท
อย่างไรก็ตาม การอนุมัติให้ขึ้นค่าโดยสารดังกล่าวนั้น ในส่วนของขสมก.และบ.ข.ส. คณะกรรม การทั้งสองหน่วยงานชะลอการขึ้นค่าโดยสารไว้ 3 เดือน และกำหนดจะปรับขึ้นตามราคาดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 ม.ค.2551 แต่หลังจากครบ 3 เดือนแล้ว รมว. คมนาคมขอให้ตรึงราคาเดิมต่อไป กระทั่งเมื่อวันที่ 17 ม.ค. คณะกรรมการบ.ข.ส.มีมติให้บ.ข.ส.ปรับ ขึ้นค่าโดยสาร 3 สตางค์/กิโลเมตร เริ่มวันที่ 15 ก.พ. นี้ และล่าสุดขสมก.มีมติให้ขึ้นค่าโดยสาร 1 มี.ค.นี้




โดย: jenifaae วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:17:32:33 น.  

 
*ดีแทค ทดสอบระบบ HSDPA มุ่งสู่ บริการไร้สายเต็มตัว [25 ม.ค. 51/ไทยรัฐ
นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคได้ร่วมมือกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด ในการทดสอบระบบโมบายล์ อินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ผ่านโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่คลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ด้วยเทคโนโลยีเอชเอสดีพีเอ (HSDPA: High-Speed Downlink Packet Access) ระหว่างเดือน ก.ย.-พ.ย.2550 บริเวณ 3 พื้นที่ได้แก่ สยามสแควร์ อาคารชัย ถนนวิภาวดี-รังสิต และล่าสุดในครั้งนี้ที่ โรงเรียนบ้านแพง อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม กับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทั้งนี้ ผลการทดสอบออกมาได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซีอีโอ ดีแทค กล่าวต่อว่า สำหรับการทดสอบระบบ HSDPA บนความถี่ 850 MHz ไม่ได้ส่งผลดีกับดีแทคในเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อประเทศไทยในด้านการเพิ่มจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ดีแทคได้หารือกับ กสท มาพอสมควรเนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายมีจุดยืนเดียวกัน ไทยล้าหลังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมานาน ดีแทค มองว่าการเพิ่มจำนวนของผู้ใช้งานบรอดแบนด์ จะมีลักษณะเหมือนกับการเพิ่มจำนวนผู้ใช้มือถือ
แม้ที่ผ่านมาการผลักดันให้เกิดมือถือ 3G ในเมืองไทยจะมีอุปสรรคค่อนข้างมาก แต่ด้วยความร่วมมือของเอกชน ภาครัฐ และผู้ใช้งานประชาชนทั่วไป
นายซิคเว่ กล่าวถึงสาเหตุที่เลือกทดลองในความถี่ 850 MHz ว่า การที่เลือกใช้ความถี่ 850 MHz เพราะว่าเป็นความถี่ที่ดีแทคมีให้บริการกับลูกค้าประมาณ 1 แสนรายอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนกับระบบใหม่มาก อีกทั้งขึ้นระบบใหม่ได้เร็ว หากจะทำก็ลงทุนกับทั้ง 1,600 สถานีฐานทั่วประเทศ ลงทุนสถานีฐานละ 3 ล้านบาท ส่วนการคิดค่าบริการหากจะทำเชิงพาณิชย์ ก็จะอยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ คือ ประมาณเดือนละ 500 บาท ขณะที่ความเร็วของแบนด์วิธจะได้ที่ 1 Mbps เต็มที่ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ตลาดบรอดแบนด์เกิดการแข่งขัน เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคชาวไทย
ซีอีโอ ดีแทค กล่าวอีกว่า ดีแทค และ กสท ที่เป็นคู่สัญญาร่วมการงาน กำลังพิจารณาหารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม เพื่อเสนอสู่คณะกรรมการ กสท และคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาต่อไป เพราะหากจะใช้สัญญาสัมปทานเดิมก็อาจทำได้ แต่ดีแทคอาจต้องมีส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้ กสท เพิ่มขึ้น อันจะกระทบต่อต้นทุนการให้บริการ จะทำให้ประชาชนใช้อินเทอร์เน็ตแพงขึ้น ทั้งนี้หมดจากงานส่วนนี้ ก็เหลือแต่แค่การพิจารณาของทางคณะผู้บริหารของ กสท และการที่ กทช.จะอนุมัติให้ใบอนุญาตประกอบกิจการมือถือ 3G นี้เท่านั้น หากมองในแง่ร้ายที่สุด ถ้าไม่มีการอนุมัติให้ทำบนความถี่ 850 MHz แล้วต้องรอให้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) อนุญาตใช้ความถี่ 2.1 GHz ถึงเวลานั้นจะมียักษ์โทรคมนาคมข้ามชาติเข้ามาทำ แน่นอนว่าต้องมีการยื่นประมูลโครงการในวงเงินที่สูงมาก ก็ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงตาม ค่าบริการต้องแพงขึ้น ทำให้บริการโมบาย อินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ไม่เกิด แต่เชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้วก็จะเริ่มมีการเข้ามาแก้ไขสัญญาสัมปทาน ที่หลายฝ่านยกำลังหาทางออกให้กับการทำธุรกิจ ที่มีผลกระทบต่อการให้บริการแก่ประชาชนได้ ดังนั้นหากไม่อาจแก้ไขเรื่องที่กล่ามาได้ ก็จะเป็นเหมือนกับแง่ร้ายที่กล่าวไปก่อนหน้านี้' นายซิคเว่ กล่าว
ด้านนายฮุย เว็ง ชอง รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า ธุรกิจ SMEs นั้นเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศพบว่าผลประกอบการของ SMEs มีความสำคัญกับมูลค่าการผลิตโดยรวมของประเทศ โดยประเทศไทยในขณะนี้จำนวนผู้ประกอบการ SMEs มีมากกว่า 2.2 ล้านราย และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเอไอเอสในฐานะผู้ให้บริการสื่อสารไร้สาย จึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของ SMEs ภายใต้แนวคิด AIS Smart SMEs ทุกธุรกิจจัดการได้ ที่จะเน้นการสนับสนุน SMEs อย่างครบวงจร
รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ ฯ กล่าวต่อว่า การส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการจัดรูปแบบค่าโทรในราคาถูกเท่านั้น ควรต้องทำตัวเป็นคู่คิด คู่ค้า และพันธมิตร ที่จะร่วมหาโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน แนวคิด AIS Smart SMEs จึงเป็นศูนย์รวมสิ่งที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs อย่างครบวงจร
ด้านนางสาวอรุณภรณ์ ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการส่วนงานตลาด SMEs บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าใจถึงความต้องการของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs คือ มุ่งเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมองหาโอกาสใหม่ๆเพิ่มขึ้น จึงเป็นที่มาของ 6 เครื่องมือที่ AIS Smart SMEs ตั้งใจพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ประกอบด้วย เครื่องมือชิ้นแรก การบริการเพื่อเพิ่มโอกาสทาง โดยจับมือกับTarade.com ในการสร้างชุมชนผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นการเชื่อมโยงธุรกิจของผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน การดูข้อมูลของผู้ประกอบการผ่านทางโมบายไลฟ์ พลาซาบนมือถือ รวมถึงเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านทาง SMS Marketing
ผอ.ส่วนงานตลาด SMEs บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ฯ กล่าวต่อว่า เครื่องมือชิ้นที่ 2 การบริการการสื่อสารเพื่อธุรกิจ ผสมผสานรูปแบบการใช้งานของ Postpaid, Prepaid และ Non Voice รวมถึงรูปแบบราคาพิเศษ หากมีการใช้ในปริมาณมาก (Discount Volume) เครื่องมือชิ้นที่ 3 การบริการจาก AIS Smart Solutions นำเสนอวิธีประยุกต์ใช้ Solutions เทคโนโลยีไร้สายจาก AIS Smart Solutions เข้ากับธุรกิจ ที่จะช่วยต่อยอดการทำธุรกิจให้เดินหน้าและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือชิ้นที่ 4 การบริการด้านข้อมูลข่าวสารผ่าน Hot Line 1149 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการของเอไอเอส และบริการข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจ ตารางกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะ
นางสาวอรุณภรณ์ กล่าวด้วยว่า เครื่องมือชิ้นที่ 5 การบริการหลังการขาย จัดทำค่าใช้จ่ายขององค์กรแบบรวมหรือแยกบิล จัดทำหมายเลข หรือชื่อพิเศษ เพื่อแต่ละองค์กรโดยเฉพาะ สร้าง Web Site ในลักษณะของ E-Service ทำให้การบริหารจัดการองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือชิ้นสุดท้าย สิทธิพิเศษจากพันธมิตรของเอไอเอส ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และ Office Mate รวมถึงสิทธิพิเศษ จาก AIS Plus จากนี้ไปเชื่อว่า AIS Smart SMEs จะสามารถเป็นผู้ช่วยกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเดินหน้าแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพแน่นอน



*ขอเชิญเพื่อนพ้องน้องพี่ ร่วมพูดความจริงกรณี 6 ตุลา (อีกครั้งหนึ่ง)
ร่วมพูดความจริงกรณี 6 ตุลา (อีกครั้งหนึ่ง)
โดย : คณะกรรมการญาติวีรชน 6 ตุลา - คณะกรรมการญาติวีรชน 6 ตุลา และเครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนตุลา

ในวันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13.00 น. ที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและตอบโต้การเจตนาบิดเบือนประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 6 ตุลา ของนายสมัคร




โดย: jenifaae วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:17:33:18 น.  

 

*เมื่อสังคมละเลย…ขอทานเด็กก็กลับมา โดย : เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข

"เด็กขอทาน" ประติมากรรมด้านมืดของสังคม ที่แสดงถึงความตกต่ำของจิตใจมนุษย์ในการนำเด็กมาแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด เมื่อสังคมเริ่มตั้งคำถามต่อหน่วยงานภาครัฐในการจัดการและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภาพของเด็กขอทานที่นั่งอยู่ตามข้างถนนก็บางตาลง แต่เมื่อใดที่รัฐละเลย...ประติมากรรมเหล่านั้น ก็กลับมา

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา หนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกาะติดปัญหานี้ ขอนำเสนอข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ

เด็กขอทานมาจากไหน???

หากพิจารณาจากพื้นที่ภูมิศาสตร์ทำเลทองในการขอทาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาจกล่าวได้ว่า กว่า 90 % คือขอทานที่มาจากประเทศกัมพูชา
ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลนักเพียงสองร้อยกว่ากิโลเมตร จากชายแดนด้านอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เข้ามาถึงเมืองหลวงของประเทศไทย คงมิใช่เรื่องยากที่ขบวนการค้ามนุษย์จะลำเลียง "เด็ก" เพื่อมาเป็นแรงงานทาสในธุรกิจขอทาน...
"เด็ก" ที่ถูกนำมาเป็นขอทานมีอายุตั้งแต่แรกเกิด จนถึงประมาณ 10 ปี หากโตเกินกว่านั้นแล้ว ย่อมหมดความน่าสงสาร ไม่อาจทำรายได้ให้แก่ธุรกิจขอทานแต่อย่างใด
เกือบทุกครั้ง เรามักเห็นว่า "เด็กขอทาน" มีหญิงขอทานที่กล่าวอ้างตัวเองว่าเป็น "แม่" คอยนั่งอยู่ใกล้ๆ หรือ นั่งขอทานห่างไปอีกสักมุมสะพานลอยอยู่เสมอ นั่นอาจเป็นแม่ของเด็กขอทานหรือมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเด็กคนนั้นจริงๆ แต่อีกส่วนหนึ่งเราพบว่าหญิงและเด็กที่นั่งอยู่ด้วยกันนั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด และเด็กถูกนำมาขอทานด้วยวิธีการที่ไม่ต่างจากสินค้า คือ การเช่า และซื้อ มาจากครอบครัวของเด็กเอง!!! แต่ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าเด็กจะมาจากวิธีการก็ตาม พวกเขาต้องได้รับการการคุ้มครองสิทธิความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันกับเด็กทั่วโลก และชีวิตของพวกเขาไม่ควรเรียนรู้โลกกว้างจากข้างถนนโดยเด็ดขาด!!!

วิธีการในการนำเข้าเด็กขอทาน

เส้นทางในการนำเด็กและขบวนการขอทานเข้าสู่ประเทศไทย ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนหรือยุ่งยากแต่อย่างใด เพราะมีวิธีนำพาเด็กมุ่งเข้าสู่ เมืองหลวงของประเทศไทย ได้หลากหลายวิธี ทางรถยนต์
เป็นวิธีการยอดนิยม อีกวิธีการหนึ่งที่ขบวนการค้าคน จะขนส่งสินค้ามนุษย์เข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย โดยสนนราคาที่ 1,500-3,000 บาทต่อหญิงและเด็ก 1 คู่ ซึ่งหากพิจารณาถึงสภาพการตรวจตราที่เข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในเส้นทางจากตลาดโรงเกลือถึงจังหวัดปราจีนบุรีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีขบวนการขนคนรอดสายตาไปได้... แต่ยุทธวิธี "กองทัพมด" ที่จอดรถเดินเท้าอ้อมผ่านด่านตรวจ ก็ยังคงเป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้ และใช้ได้เสมออย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน

ทางรถไฟ

เป็นอีกหนึ่งวิธีการ ที่จะสามารถขนคนเข้ามายังกรุงเทพมหานคร ได้อย่างสะดวก ทั้งๆ ที่บนขบวนรถไฟมีเจ้าหน้าที่รถไฟ และตำรวจรถไฟ คอยตรวจตราอย่างเข้มงวด
หญิงขอทานคนหนึ่ง เธอเปิดเผยว่า "สามารถซื้อตั๋วรถไฟจากช่องจำหน่ายตั๋วได้ด้วยตัวเอง" สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟอรัญประเทศที่กล่าวว่า"ใครมีเงินมาซื้อ ก็ขายทั้งนั้น"
หญิงขอทานคนดังกล่าว ยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า เธอต้องเตรียมเงินจำนวนหนึ่งไว้จ่ายค่าผ่านทางบนรถไฟ????

รถโดยสาร
รถโดยสารประจำทางที่แล่นจากอรัญประเทศเข้ากรุงเทพมหานคร ต้องหยุดตรวจค้นและแสดงบัตรประชาชนของผู้โดยสารทุกครั้ง แต่มีรถโดยสารประเภทหนึ่งที่วิ่งรับนักท่องเที่ยวจากบ่อนคาสิโนเข้ามายังกรุงเทพฯ ที่ไม่ต้องหยุดตรวจ และรถโดยสารดังกล่าวไม่เฉพาะนักเล่นการพนันเท่านั้นที่สามารถขึ้นได้ แต่ทุกคนที่มีเงินจ่ายค่าโดยสาร ก็สามารถเดินทางมากับรถโดยสารคันนี้ได้ทั้งนั้น ทุกอย่างเหมือนรถโดยสารประจำทาง แต่สิ่งที่ต่างกันคือ รถโดยสารเหล่านี้ไม่ต้องหยุดตรวจที่ด่านตรวจ

*"เด็ก" เครื่องมือในการขอทาน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหากเมื่อใดก็ตามที่ท่านพบเห็นเด็กขอทานนั่งหน้าตาใสซื่อ หรืออยู่ในอ้อมกอดของคนที่พาเขามาขอทาน ความสงสารและความเห็นใจจะคืบคลานเข้าสู่สามัญสำนึกของเราๆ ท่านๆ และหลังจากนั้น คงต้องถึงเวลาตัดสินใจว่า จะยอมใจแข็งเดินจากไป หรือ ควักเศษเงินตอบแทนความน่าสงสารเบื้องหน้า...
ด้วยความน่าสงสารและน่าเห็นใจนี่เอง ที่ทำให้เด็ก ต้องกลายมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ และการขอทาน ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำเงินให้แก่ ผู้อยู่เบื้องหลังได้ไม่น้อยทีเดียว
ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ได้ลงพื้นที่ติดตามขบวนการต่างๆ ที่นำเด็กมาขอทาน พบว่า เด็กบางรายต้องออกมาขอทานตั้งแต่ 7 โมงเช้า จนกระทั่งเวลา 5 ทุ่ม กว่าจะได้กลับบ้านพักผ่อน ระยะเวลาในการขอทานช่างเนินนานนัก เมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิตแบบข้างถนนที่เด็กไม่สมควรจะได้รับ ซ้ำร้ายเด็กเหล่านี้ขาดโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่เริ่มแรก ดังนั้น เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ทางเลือกในการประกอบอาชีพเลี้ยงตัวก็ลดน้อยลง ผลักดันให้เด็กกลุ่มนี้อาจเติบโตในภาวะของเด็กเร่ร่อนและอาจก่ออาชญากรรมเพื่อประทังชีวิตในอนาคต
ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม หากคนในสังคมยังมองภาพการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กอย่างตื้นเขิน ไม่ตั้งคำถามถึงที่มาที่ไป หรือ สงสัยต่อคุณภาพชีวิตที่เด็กทุกคนควรจะมีและควรได้รับการปกป้องคุ้มครอง "เด็กขอทาน" ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ขายได้ และเป็นจะภาพชินตาของคนในสังคมต่อไป

คนในสังคมจะช่วยกันได้อย่างไร

หากย้อนมองดูพฤติกรรมที่ผ่านมาของตัวเอง เราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนธุรกิจเด็กขอทานก็เป็นไปได้ หากการตัดความรำคาญหรือความสงสาร เป็นเพียงการหยิบยื่นเศษเงินให้เด็กขอทาน แล้วคิดในใจว่าได้ช่วยเหลือพวกเขาตามหน้าที่ของเพื่อนมนุษย์แล้ว ลองคิดในมุมกลับกันว่า เหตุใดเด็กคนนี้ยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเลย ทั้งๆ ที่มีคนบริจาคเงินให้เด็กขอทานเป็นจำนวนมาก เงินเหล่านั้นหายไปไหนและใครเป็นคนได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ เราเคยตั้งข้อสังเกตกันมั้ยว่า เหตุใดเด็กขอทานจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน??? คำตอบนั้นอาจอยู่ที่ความเป็นเด็ก "ขายได้" และ "ขายดี" เสียด้วย
ลองเปลี่ยนทัศนคติ และเปลี่ยนจากเศษเงินที่จะหยิบยื่นให้เด็กขอทาน เป็นค่าโทรศัพท์ในการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปให้ความช่วยเหลือเด็กขอทานคนนั้นจะดีกว่ามั้ย???
เศษเงินของคุณคงจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เพราะนั่นเป็นการช่วยเหลือเด็กอย่างถูกวิธี...และหยั่งยืนที่สุด

บทบาทรัฐในการแก้ไขปัญหา

"รัฐ" คงมิอาจบ่ายเบี่ยงและปฏิเสธความรับผิดชอบในปัญหาเด็กขอทานไปได้ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กสัญชาติใดก็ตาม เพราะรัฐมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองเด็กทุกคนที่อยู่บนพื้นแผ่นดินไทย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คงต้องยืดอกออกมาร่วมรับผิดชอบในฐานะเจ้าภาพอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์และการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เสียงปรบมือที่มีต่อกระทรวงฯ เคยดังก้องสมัยที่เอาจริงเอาจังในการช่วยเหลือเด็กขอทานและปราบปรามขบวนการค้ามนุษ์ที่นำเด็กมาขอทาน เมื่อสักประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันหน่วยงานรัฐที่คอยจับชีพจรปัญหาของสังคมกระทรวงนี้ อาจว่างเว้นและละเลยต่อปัญหาการนำเด็กมาขอทาน จึงทำให้ เด็กขอทาน เริ่มถูกนำกลับมาแสวงหาผลประโยชน์และผุดเต็มทั่วทุกพื้นที่อีกครั้ง
บทบาทสำคัญของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการเปิดศูนย์ฮอทไลน์ ชื่อว่า "ศูนย์ประชาบดี" คอยทำหน้าที่รับแจ้งปัญหาสังคมต่างๆ รวมทั้งเรื่องเด็กขอทาน ควรมีบทบาทเชิงรุกมากกว่าการรับแจ้งเพื่อประสานงานไปยังตำรวจท้องที่เกิดเหตุอีกต่อหนึ่ง ซึ่งนั่นแทบเป็นการโยนข้อมูลของพลเมืองดีทิ้งลงถังขยะจนแทบไม่มีประโยชน์ ที่ต้องกล่าวเช่นนั้นเพราะว่า กระบวนการของตำรวจท้องที่เมื่อได้รับแจ้งจากศูนย์ประชาบดี ส่วนใหญ่จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบและไล่ให้เด็กไปนั่งขอทานที่อื่นนอกพื้นที่รับผิดชอบของตนหรือบ่อยครั้งที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูที่เกิดเหตุเลย ซึ่งลักษณะการดำเนินการแบบนี้แทบไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย การปราบปรามขบวนการขอทานจำเป็นต้องทำการสืบสวนเก็บข้อมูลมาขยายผลเพื่อเชื่อมโยงคนบงการใหญ่ มิใช่เพียงไล่เด็กให้พ้นหูพ้นตาแล้วนั่งภูมิใจว่าไม่มีขอทานในพื้นที่ของตน
ท้ายสุดแล้ว การจัดการปัญหาเด็กขอทาน เป็นภารกิจและหน้าที่ของทุกคน ที่จะช่วยกันปกป้องเด็กของสังคมมิให้ต้องตกเป็นเครื่องมือของผู้ใหญ่ใจร้ายที่คอยแต่จะกัดกินผลประโยชน์จากชีวิตน้อยๆ อยู่ร่ำไป...และต้องร่วมกันหยุดสร้างบุญในธุรกิจบาป

เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข
ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์
มูลนิธิกระจกเงา




*รฟม. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ( รฟม.) จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ในวันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 นาย ประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันบริษัทที่ปรึกษาได้ศึกษาเรื่องแนวทางการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการฯ การออกแบบ และการจัดทำเอกสารประกวดราคาโครงการสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ แล้วเสร็จ รฟม. จึงจะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ในวันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ราชนาวิกสภา กรมอู่ทหารเรือ โดยจะเชิญผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง ผู้แทนหน่วยราชการ องค์กรธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ร่วมประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดของโครงการ และรับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้เพื่อเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องชี้แจงข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนเริ่มดำเนินโครงการเพื่อรวบรวมความคิดเห็นต่างๆ ไปดำเนินการต่อไป สำหรับแผนดำเนินงานในขณะนี้ได้กำหนดประกวดราคางานโยธาและงานระบบรถไฟฟ้าในเดือนมิถุนายน 2551 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ก่อสร้างงานโยธาและติดตั้งงานระบบรถไฟฟ้าเดือนมิถุนายน 2552 ถึงเดือนเมษายน 2557 ทดสอบระบบและทดลองเดินรถเดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนมิถุนายน 2558 และเปิดบริการเดือนกรกฎาคม 2558

กองประชาสัมพันธ์ โทร. 0 2612 2444 ต่อ 115,116,120,121,139 และ 550 โทรสาร 0 2612 2436
e-mail : pr@mrta.co.th


โดย: jenifaae วันที่: 13 มีนาคม 2551 เวลา:17:01:07 น.  

 
*ขอให้ตรวจสอบรายการทรัพย์สินของ ปตท. ที่จะต้องโอนคืนแผ่นดิน - มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ที่มพบ. 035 /2551 - 18 มกราคม 2551

เรื่อง ขอให้ตรวจสอบรายการทรัพย์สินของ ปตท. ที่จะต้องโอนคืนแผ่นดิน
เรียน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
สิ่งที่ส่งมาด้วย บัญชีรายการทรัพย์สินเบื้องต้นและข้อเสนอภาคประชาชน
ตามที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อมวลชนว่า รัฐมนตรีว่าการพลังงานจะรีบเร่งในการนำเสนอรายชื่อคณะกรรมการประกอบกิจการพลังงานให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งในวันอังคารที่จะถึงนี้ นับว่า เป็นพฤติกรรมที่รวบรัด รีบเร่งอย่างผิดสังเกต
โดยที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้มีการแบ่งแยกทรัพย์สินให้แล้วเสร็จก่อนการตั้งคณะกรรมการประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งตามกฎหมายระบุให้มีการตั้งคณะกรรมการในกำหนด 120 วัน จึงมีเวลาเพียงพอในการจัดทำรายการทรัพย์สินและตรวจสอบอย่างรอบคอบ แต่การเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เท่ากับเป็นการอาศัยคำพิพากษาของศาลเพื่อเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับให้กระทรวงการคลัง ต้องรีบพิจารณาแบ่งแยกทรัพย์สินและกำหนดค่าเช่าโดยขาดความรอบคอบและอาจเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ
ในปัจจุบันการแบ่งแยกทรัพย์สินดังกล่าว ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องจำนวนรายการทรัพย์สินที่จะต้องโอนคืนให้กับกระทรวงการคลัง และยังไม่มีการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน การแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบกิจการพลังาน จะเป็นการเร่งรัด และทำให้สตง. ไม่มีเวลาเพียงพอในการตรวจสอบอย่างรอบคอบ
ดังนั้นมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและผู้ฟ้องคดีทั้งหมด จึงใคร่ขอยื่นรายการทรัพย์สินเบื้องต้นที่มีข้อมูลอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้สตง. ได้พิจารณาตรวจสอบ และตีมูลค่าทรัพย์สินตามมูลค่าบัญชีพร้อมเสนอกระทรวงการคลังในการเรียกคืนทรัพย์สินเหล่านั้นกลับคืนสู่แผ่นดินต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง
กรรมการผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค


*เงาสะท้อนจากผลการเลือกตั้ง /วันจันทร์ที่ 31 เดือนธันวาคม พศ. 2550/มติชน? โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในที่สุด ผลการเลือกตั้งก็ออกมาแล้ว ในขณะที่ความสนใจมุ่งไปสู่อนาคตอันใกล้ทางการเมือง เช่น ใครจะได้ฟอร์มรัฐบาล, ร่วมกับพรรคใดบ้าง, และจะทำให้เกิดความสงบทางการเมืองได้หรือไม่ ฯลฯ
แต่ยังมีอนาคตทางการเมืองของไทยในระยะยาว ที่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอยู่ด้วย และส่วนนี้แหละที่ผมอยากชวนท่านผู้อ่านคุย
ผมมีประเด็นที่อยากชวนคุยดังนี้
1/ การออกมาใช้สิทธิค่อนข้างหนาตาในการเลือกตั้ง และชัยชนะถล่มทลายของ พปช.และ ปชป.ชี้ให้เห็นว่า เงินซื้อเสียงอย่างเดียวอธิบายผลไม่ได้ แม้ว่าการซื้อเสียงมีแพร่หลายไม่ต่างจากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา เงินหนาๆ ของนายทุนพรรคซึ่งได้รับชัยชนะอย่างเดียว ไม่พอจะอธิบายคะแนนเสียงที่ได้รับจากการเลือกตั้ง อย่าลืมว่าแม้แต่ผู้สมัครระดับหัวหน้าพรรค และระดับนำพรรคหลายพรรคยังสอบตก ทั้งๆ ที่ไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนแต่อย่างใด
ยิ่งกว่านี้ ทั้ง กกต., มหาดไทย และฝ่ายทหารในบางพื้นที่ ยังได้ทุ่มเทความพยายามในการสกัดกั้นหัวคะแนนระดับต่างๆ มิให้จ่ายเงินซื้อเสียงได้สะดวก แม้ว่าเงินทุนสำหรับซื้อเสียงไม่เป็นปัญหาแก่พรรคต่างๆ หลายพรรค แต่ช่องทางที่จะกระจายเงินนี้ให้ถึงมือผู้เลือกตั้ง ทำไม่ได้ง่ายนัก
ฉะนั้นจึงไม่น่าผิดที่จะพูดว่าส่วนใหญ่ของคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกด้วยการไตร่ตรองใคร่ครวญมาแล้ว ส่วนจะไตร่ตรองและใคร่ครวญผิดหรือถูกเป็นคนละเรื่อง (และเกินสติปัญญาของใครจะตัดสินได้ในขณะนี้)
ความต่างระหว่างคะแนนเสียงของเมือง-ชนบท, ภาคเหนือและอีสาน-ภาคใต้, รวย-จน, มีการศึกษาสูง-มีการศึกษาต่ำ, คนชั้นกลาง-คนระดับล่าง ฯลฯ สะท้อนความแตกแยกที่ลึกขึ้นของประเทศ ทั้งหมดนี้อาจถูกรวบรัดให้เป็นระหว่างเอาและไม่เอาทักษิณ แต่หากรวบรัดเช่นนี้ คำว่าทักษิณน่าจะมีความหมายมากกว่าบุคคลที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, มากกว่านโยบายประชานิยม, มากกว่าใครกุมอำนาจรัฐ, และมากกว่า 'ระบอบทักษิณ' ฯลฯ หากเป็นผลมาจากความแตกแยกเชิงโครงสร้างซึ่งมีมานานในสังคมไทย ด้วยเหตุดังนั้น ถ้าเรามุ่งมองไปยังความสมานฉันท์ จำเป็นที่เราต้องมองให้กว้างกว่าปัจจัยเฉพาะหน้าเพียงบางประเด็น
2/ งานศึกษาอิทธิพลท้องถิ่นของอาจารย์เวียงรัตน์ เนติโพธิ์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ให้เห็นว่า อิทธิพลนอกกฎหมายและปริ่มกฎหมายในสมัยก่อน ได้ขยับตัวเองเข้าสู่กลไกการปกครองท้องถิ่น หลังนโยบายกระจายอำนาจได้เริ่มขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้วมา ฉะนั้นจึงกระทบต่อเครือข่ายหัวคะแนนในการเลือกตั้งด้วย เพราะเครือข่ายดังกล่าวกลายเป็นผู้ดำรงตำแหน่งใน อปท.ต่างๆ พรรค ทรท.เดิมประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นใน อปท.มากที่สุด เพราะอันที่จริงแล้ว ทรท.คือที่ประชุมของอิทธิพลท้องถิ่นกว้างขวางที่สุดมาตั้งแต่ต้นจนอวสาน จึงไม่แปลกที่พรรค พปช.ซึ่งสืบทอดจาก ทรท.จะได้รับเลือกตั้งเหนือพรรคอื่นๆ อย่างมากมายเช่นนี้
และด้วยเหตุดังนั้น ผู้สมัครที่ได้รับเลือกจึงมักเป็นผู้สมัครที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ อปท.ระดับต่างๆ ปรากฏการณ์ประหลาดๆ เช่น ผู้สมัคร ปชป.ได้รับเลือกในบางจังหวัดของภาคอีสานอย่างท่วมท้น หรือผู้สมัครของ พปช.ได้รับเลือกในปัตตานี เป็นต้น นอกจากนี้น่าสังเกตว่าอดีต ส.ว.สอบตกจำนวนมาก ยกเว้นผู้ที่มีสายสัมพันธ์กับ อปท.มาแต่เดิมแล้วเท่านั้นที่สอบผ่าน ทั้งหมดนี้แสดงว่าอิทธิพลท้องถิ่นต่างหากที่สำคัญกว่าอื่นใด ในความสำเร็จของการเลือกตั้ง
อปท.กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการเมืองระดับชาติ ในแง่หนึ่งก็ดี เพราะท้องถิ่นจะได้รับความสำคัญจากรัฐบาลกลางมากขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจไม่ดีนัก เพราะพลังอิสระที่จะตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลท้องถิ่นอาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะอำนาจรัฐส่วนกลางซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐบาลท้องถิ่นย่อมขัดขวางไว้เป็นธรรมดา
3/ ที่น่าสนใจในอีกแง่หนึ่งก็คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอิทธิพลท้องถิ่นทั้งที่อยู่และไม่อยู่ใน อปท. เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอิทธิพลระดับชาติ มากบ้างน้อยบ้างอย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้แต่การใช้วิธีการปริ่มกฎหมายในท้องถิ่น ก็เกิดขึ้นได้เพราะกลไกรัฐส่วนกลางเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย (เช่น การฟันกำไรในธุรกิจรับเหมาของ อปท.เกิดขึ้นได้เพราะอำนาจส่วนกลางหลิ่วตาเสีย) อันที่จริงท้องถิ่นในประเทศไทยมีผลประโยชน์ที่เป็นอิสระจากรัฐส่วนกลางอยู่ด้วย แต่คนที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เหล่านี้อยู่คือประชาชนธรรมดาที่ไม่มีอิทธิพล ฉะนั้นจึงยากที่จะผลักดันให้ผลประโยชน์ของตนเข้าไปสู่นโยบายระดับชาติได้ (เช่น ขายก๋วยเตี๋ยววันหนึ่งไม่เกินร้อยชาม ไม่ต้องเสียภาษี)
นี่คือกลุ่มคนที่กำลังถูกทอดทิ้งไปเรื่อยๆ ทั้งจากรัฐบาลท้องถิ่นและจากรัฐบาลกลาง เขาคือผู้ที่โหยหาความเอาใจใส่จากใครก็ได้ แจกจ่ายบริการให้ถึงมือเขาบ้าง จะจ่ายด้วยความจริงใจหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว เขาก็ไม่แคร์
การเลือกตั้งครั้งนี้ อิทธิพลท้องถิ่นยังสามารถเชื่อมโยงกับคนกลุ่มนี้ได้ (ด้วยเหตุผลใดก็ตามที) และทำให้สามารถเทคะแนนให้แก่พรรค พปช.ได้ตามเป้าหมาย เมื่อใดก็ตามที่อิทธิพลท้องถิ่น โดยเฉพาะที่อยู่ใน อปท.ขัดแย้งผลประโยชน์กับคนกลุ่มนี้ในท้องถิ่น อิทธิพลท้องถิ่นก็จะกำหนดผลการเลือกตั้งในท้องถิ่นได้น้อยลง และทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนไปอีก
4/ อิทธิพลท้องถิ่น -ทั้งที่อยู่และไม่อยู่ใน อปท.- ประสานกำลังกันผลักดันให้ พปช.ได้คะแนนเสียงท่วมท้น ขนาดที่จะกีดกันมิให้ พปท.เป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลได้ยาก ในนามของนโยบายประชานิยม หรือในนามของความผูกพันที่มีตัวคุณทักษิณ ชินวัตร ก็ตาม ทำให้คนชนบทตั้งรัฐบาลได้ แต่คนในเมืองยากที่จะล้มรัฐบาลได้อย่างง่ายๆ อีกแล้ว (แม้แต่ใช้การรัฐประหาร) ถ้าสภาวะการเมืองไทยในอดีตเคยเป็น 'สองนคราประชาธิปไตย' จริง สภาวะนั้นได้เปลี่ยนหรืออย่างน้อยเริ่มเปลี่ยนไปเสียแล้ว
คนชั้นกลางไทยอาจไม่ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยนัก แต่หวงแหนและอยากปกป้องระบอบเลือกตั้งเอาไว้ เพราะในระบอบเลือกตั้งเท่านั้น ที่คนชั้นกลางสามารถต่อรองและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะได้ อีกทั้งปกป้องตนเองจากการใช้อำนาจรัฐอย่างฉ้อฉลได้ดีที่สุด แต่ระบอบเลือกตั้งไม่เป็นหลักประกันผลประโยชน์ทางการเมืองของคนชั้นกลางอีกแล้ว รัฐบาลทักษิณพิสูจน์ให้เห็นว่าโดยไม่ต้องฟังเสียงคนชั้นกลาง รัฐบาลก็อยู่ได้อย่างมั่นคงในระบอบเลือกตั้ง แม้แต่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ระบอบเลือกตั้งก็ยังอยู่ฝ่ายคุณทักษิณ ซึ่งทำให้น่ากลัวกว่าสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก เพราะคุณทักษิณสั่งได้ตามใจชอบ แต่ไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองอีกต่อไป
การเมืองของคนชั้นกลางกำลังเดินมาถึงทางตันแล้ว ไม่เอาระบอบเลือกตั้งเลยก็จะสูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองของตนในระยะยาว (คณะรัฐประหารอาจเอาใจคนชั้นกลางในระยะแรก แต่คนชั้นกลางไม่สามารถคุมคณะรัฐประหารที่ได้รับอนุญาตให้ฝังรากลึกทางอำนาจได้) ใช้ระบอบเลือกตั้ง ก็แน่ใจได้เลยว่าจะไม่มีทางตั้งรัฐบาลซึ่งตัว 'คุม' ได้อีกต่อไป
ทำอย่างไร จึงจะรักษาระบอบเลือกตั้งเอาไว้ แต่ถ่วงดุลให้คนชั้นกลางซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามีเสียงดังกว่าคนชั้นล่างได้ รัฐธรรมนูญปี 50 ตอบโจทย์นี้ไว้ว่า ครึ่งหนึ่งของ ส.ว.ต้องมาจากการแต่งตั้ง แต่แค่นี้จะพอหรือไม่สำหรับรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองของคนชั้นกลาง อนาคตจะตอบให้เรารู้ (ถ้า รธน.ฉบับนี้ไม่ถูกฉีกหรือแก้ไขไปเสียก่อน)
5/ อันที่จริงผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของคนชั้นกลาง และคนชั้นล่างหาได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด อุดมการณ์การพัฒนาต่างหากที่หลอกให้คนชั้นกลางเชื่อว่า คนชั้นล่างคือตัวถ่วงการพัฒนา เพราะต้องพึ่งพิงผู้อื่นเสมอไปจนกว่าจะถีบตัวขึ้นมาเป็นคนชั้นกลางได้ แท้จริงแล้วผลประโยชน์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของสองฝ่ายอาจประสานสอดคล้องกันอย่างยิ่ง
เช่น หากมีการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง ปลดปล่อยที่ดินซึ่งกระจุกอยู่ในมือคนส่วนน้อยให้หลุดเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นธรรม คนชั้นล่างได้ประโยชน์แน่ แต่คนชั้นกลางเองก็ได้ประโยชน์ด้วย นับตั้งแต่ไม่ต้องเป็นหนี้ทั้งชีวิตเพื่อมีบ้านของตนเอง ไปจนถึงการลงทุนในภาคการผลิตสมัยใหม่ต่างๆ ไม่ต้องสูญเสียไปกับการซื้อที่ดิน ทำให้การลงทุนเป็นไปได้สะดวกขึ้น เกิดการจ้างงานมากขึ้น รายได้ของคนชั้นกลางเองก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย นโยบายพลังงานอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้เบียดเบียนชีวิตความเป็นอยู่ของคนชั้นล่างด้วยไอพิษของโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงเกินความจำเป็น อีกทั้งต้องนำเข้าพลังงานและ/หรือเชื้อเพลิงไม่มีที่สิ้นสุด การร่วมกับคนชั้นล่างกดดันให้ลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นและอย่างจริงจัง จะปลดปล่อยลูกหลานทั้งของคนชั้นล่างและคนชั้นกลางให้หลุดจากการเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มมาเฟียพลังงานในปัจจุบันนี้ได้
อย่าลืมว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของคนชั้นกลาง (ซึ่งคือกว่า 90% ของตลาดสื่อในปัจจุบัน) ไม่ได้ถือหุ้นของ ปตท. และไม่ได้ถือหุ้นของบริษัทมหาชนใดๆ สักบริษัทเดียว
ฉะนั้น แทนที่จะมองคะแนนเสียงจากชนบทด้วยความเหยียดหยาม (ว่าจนจึงขายเสียง, ว่าโง่จึงถูกหลอก ฯลฯ) อย่างเป็นปฏิปักษ์ ไม่ดีกว่าหรือที่จะหาทางประสานผลประโยชน์ระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันให้มากขึ้น ปลดปล่อยตนเองจากการโฆษณาชวนเชื่อของอุดมการณ์การพัฒนา แล้วศึกษาเพื่อใช้วิจารณญาณของตนเอง ร่วมกับคนระดับล่างสร้างทางเลือกใหม่ของการเมืองไทยที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
น่าเสียดายที่การเลือกตั้งในครั้งนี้ หรือครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมา ไม่มีพรรคการเมืองใดสักพรรคเดียวที่เป็นทางเลือกใหม่เช่นนี้ ทั้งคนชั้นกลางและคนชั้นล่าง จึงต่างถูกหลอกเท่าๆ กันต่อไป


โดย: jenifaae วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:22:32:38 น.  

 
* ฟื้นชีวิต “คนริมคลอง” ตลาดน้ำคลองลัดมะยม-วัดสะพาน โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2551
เขตตลิ่งชัน ฝั่งธนบุรี วันนี้ หากมองจากมุมสูง จะเห็นทิวมะพร้าว ลำคลอง สลับกับที่พักอาศัยสมัยใหม่ จากเดิมที่เคยใช้เรือสัญจรไปมาหาสู่ แต่เมื่อมีการตัดถนนบรมราชชนนี เชื่อมโยงกับอีกหลายเส้นทาง ทำให้ชาวบ้านคว่ำเรือเก็บไว้หลังบ้าน และหันมาใช้รถมากขึ้น
เมื่อเรือถูกละทิ้ง วิถีชาวสวน ชุมชนริมน้ำก็เริ่มห่างหาย การทำการเกษตรแบบดั้งเดิมค่อยๆ ห่างหาย ดังนั้น จึงมีกำเนิด “โครงการชุมชนท่องเที่ยวยั่งยืน ตลิ่งชัน” ที่เป็นการสำรวจศึกษาหาชุมชนที่มีการพัฒนาจากภายใน เพื่อให้ชุมชนชาวสวนเข้มแข็ง อยู่ได้อย่างยั่งยืนและมีชีวิตชีวา
ลุงชวน ชูจันทร์
**ใช้เท่าที่มี 3 ปีที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม

ลุงชวน ชูจันทร์ ประธานประชาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม เล่าย้อนให้ฟังถึงอดีตสมัยที่แขวงบางระมาด ยังมีคลองใส เช้าๆ มีเสียงโขลกน้ำพริกให้ได้ยิน สายๆ คนหนุ่มคนสาวออกไปทำนา ทว่า ที่นาผืนสุดท้ายสิ้นสุดลงเมื่อปี 2519 สาเหตุหลักมาจากน้ำท่วม ทำให้ชาวนาระอาใจ บ้างก็ขายที่ทิ้ง บ้างก็ยกที่ทำเป็นสวน ละจากผืนนาลุงชวนก็หันหน้าเข้าทำงานเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ กระทั่งปี 2538 จึงกลับมาทำสวนอีกครั้ง แต่สิ่งที่ลุงชวนพบ ก็คือ ชุมชนก็ใกล้ล่มสลาย ขยะและสวะลอยริมคลองเต็มไปหมด
“ตอนที่กลับบ้านมาอีกที ก็เห็นว่า ชุมชนริมน้ำกำลังย่ำแย่ จึงเริ่มจากการเก็บขยะเท่าที่จะทำได้ เริ่มทำมาเรื่อยๆ โดยชวนเด็กนักเรียนมาพายเรือเก็บขยะ ทำเอกสารแจกชาวบ้าน และขอความร่วมมือจากชุมชน เพื่อรณรงค์รักษาน้ำริมคลองให้สะอาดและคงอยู่นานๆ แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องเงิน และชุมชนที่หายไปมาก ทำให้การฟื้นฟูนั้นยากลำบากขึ้น แต่เราก็รวบรวมเท่าที่ได้”
เมื่อชาวบ้านพบว่า เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น บางคนที่ปล่อยที่ดินให้รกร้างเนิ่นนาน ก็เริ่มยกสวน และเล็งเห็นความสำคัญของท้องถิ่นมากขึ้น แต่กระนั้นการยกสวนก็ยังเสี่ยงต่อน้ำท่วมอยู่ดี วิธีแก้ไขจึงขุดคูเล็กๆ พอกั้นน้ำไว้ได้โดยมี “สวนเจียมตน” ของลุงชวนเป็นต้นแบบและเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในชุมชนเวลาผ่านไปชุมชนเริ่มฟื้นฟูตัวเอง มีผัก ผลไม้ หยูกยา ที่หาได้ในบ้าน แต่ชาวบ้านก็ยังขาดแหล่งที่จะขาย ลุงชวนจึงเริ่มชักชวนพี่ๆ น้องๆ ก่อตั้งตลาดน้ำคลองลัดมะยมเมื่อปี 2547 โดยมีจุดประสงค์เพื่ออนุรักษ์ริมคลองและธรรมชาติ เป็นตลาดของชาวสวนในละแวกนั้น ตลอดจนนำกิจกรรมชุมชนให้กลับมาอีกครั้งปี 2550 จากจุดเล็กๆ ที่ตั้งใจจะรักษาคลอง ชุมชนริมน้ำ ขยายวงกว้างไปสู่องค์กรต่างๆ ให้ความสนใจ และเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ กับคนในท้องที่มากขึ้น ทำให้ตลาดน้ำคลองลัดมะยมมีทิศทางในการเติบโตที่ดีขึ้น
“เมื่อก่อตั้งตลาดแรกๆ เราใช้ไม้ไผ่มาทำสะพาน ทำเป็นตลาดเล็กๆ ให้คนในชุมชนเอาของที่เขามีในสวนมาขายในวันเสาร์ อาทิตย์ วันธรรมดา ก็ทำสวน แต่ว่าทำไปสัก 2 ปี ตลาดเริ่มซบเซา สิ่งก่อสร้างที่ทำขึ้นก็ผุพัง จนมหาวิทยาลัยศิลปากรเข้ามาให้คำแนะนำ แม้เราจะกลัวและลังเลอยู่ว่าตลาดเราจะอยู่รอดได้จริงหรือ แต่คณะทำงานเขาก็อธิบายถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ และเสนอทิศทางที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมควรเดินต่อไป จึงทำให้เราขยายตลาด เพิ่มกิจกรรมระหว่างชุมชน กับลูกค้า และปรับปรุงภูมิทัศน์ ชีวิตชีวาจึงเริ่มกลับมาสู่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เมื่อ 5-6 เดือนมานี้เอง”
ลุงชวน บอกว่า คนที่เข้ามาเที่ยวชมที่ชุมชนคลองลัดมะยมนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนเมืองที่ไม่เคยได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวสวน บ้างก็ชอบบรรยากาศที่เงียบสงบของชีวิตริมคลอง แต่ก็มีหลายคนที่พูดให้ได้ยินว่า ไม่เห็นมีอะไรให้ดูนอกจากต้นไม้รกๆ ที่สุดแล้วลุงชวนจึงบอกทิ้งท้ายให้ได้คิดว่า...
“สิ่งที่ท่านเห็น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่อยากจะเห็น แต่เป็นสิ่งที่เรามี เราทำเท่าที่เรามี ซึ่งในชุมชนก็พยายามที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในท้องที่ให้มีความสุขตามวิถีชาวสวนให้มากที่สุดอย่างที่เราควรจะมี แม้วันนี้จะยังมีปัญหาให้แก้ไขอีกมาก แต่ไม่เป็นไร เพราะปัญหานั้นจะทำให้เราก้าวหน้า” ลุงชวน กล่าวด้วยใบหน้าอิ่มสุข
พ.ต.ท.สิทธิชน อังศุศาสตร์
**คืนวิถีชาวสวนสู่วัดสะพาน

ตลาดน้ำน้องใหม่ในกรุงเทพฯ อายุ 2 ปีเศษ คือ “ตลาดน้ำวัดสะพาน” ในเขตแขวงบางพรม ที่ก่อตั้งโดยคนที่ไม่ได้อยู่ในชุมชน แต่มีความตั้งใจอยากจะเห็นวิถีชาวสวนกลับมาสู่ชาววัดสะพานอีกครั้ง
พ.ต.ท.สิทธิชน อังศุศาสตร์ นายตำรวจที่เคยทำงานรับใช้ชุมชนซึ่งวันนี้อยู่ในฐานะประธานประชาคมตลาดน้ำวัดสะพาน เล่าว่า เดิมชุมชนนี้มีบรรยากาศดี มีพระพุทธรูปเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่มีกิจกรรมอะไรที่จะทำให้วัด และชาวบ้านเกิดรายได้ จึงเริ่มก่อตั้งตลาดน้ำวัดสะพานขึ้น โดย 95% ของพ่อค้าแม่ขาย เป็นชาวสวนที่ทำสวนเตย สวนมะพร้าวในแถบวัดสะพาน
“ตอนที่ผมรับราชการอยู่ที่นี่ อยากเพิ่มรายได้ให้วัดและชาวบ้าน จึงริเริ่มจากเข้ามาคุยกับเจ้าอาวาสถึงปัญหาของชุมชน จากนั้นก็เรียกประชุมชาวบ้าน สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการตั้งตลาดน้ำในวัด ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หลายเสียงบอกว่าสภาพของชุมชน และเป็นซอยลึก และตัน ไม่สะดวกต่อการเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยก็เริ่มเอาสินค้ามาขาย ในช่วงแรกลูกค้าเป็นคนในชุมชน แต่ตอนนี้มีคนเริ่มรู้จักมากขึ้น”
ความตั้งใจต่อไปของนายตำรวจผู้นี้ คือ อยากเห็นวิถีชีวิตชาวคลองของคนวัดสะพานกลับมา เกือบทุกบ้านมีเรือจอดเทียบท่า มีสวนเตย สวนมะพร้าวเป็นของตัวเอง สภาพแม่น้ำลำคลองก็ยังสะอาดใส ภูมิทัศน์ที่ร่มรื่นนี้น่าจะนำการดำรงอยู่แบบดั้งเดิมกลับมาได้ไม่ยากนัก
“ผมไปศึกษาดูงานตลาดน้ำต้นแบบที่ท่าคา สมุทรสงครามซึ่งเป็นธรรมชาติมาก วิถีชีวิตดั้งเดิมของเขายังอยู่ มีพระพายเรือออกบิณฑบาตในตอนเช้า และเราเห็นว่าศักยภาพของวัดสะพานสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำ สิ่งที่คาดหวังต่อไป คือ อยากเห็นชาวบ้านอยู่แบบพอเพียง ทำการเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ และมีลานแสดงธรรม ซึ่งความฝันของผมจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับชาวบ้านในชุมชนแทบทั้งสิ้น” ผู้บุกเบิกตลาดน้ำวัดสะพานบอกด้วยสีหน้าจริงจัง
ตลาดน้ำคลองลัดมะยม
**หนึ่งมุม จากที่มอง 2 ตลาด
รศ.สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์ อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร หนึ่งในบุคคลที่เข้ามาให้ความรู้แก่ผู้นำตลาดน้ำทั้ง 2 แห่ง ให้ความคิดเห็นว่า กรณีชุมชนคลองลัดมะยมนั้นมีผู้นำที่เป็นคนในท้องถิ่น และมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลง ประกอบกับการรวบรวมชาวบ้านง่ายกว่า ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้ ดังนั้นการเข้ามาของคณะศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงไม่ยากนัก
“ลุงชวนเป็นผู้นำที่สุขุม มีศักยภาพพร้อมในการพัฒนา ดังนั้น ในระยะ 5 เดือนที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมมีการเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางที่ดีขึ้น สิ่งที่โครงการชุมชนท่องเที่ยวยั่งยืน ตลิ่งชันเข้ามาช่วยเหลือมีเพียงการปรับปรุงภูมิทัศน์ ติดป้ายให้คนสัญจรเข้ามายังตลาดได้ง่ายขึ้น ตลอดจนเพิ่มกิจกรรมให้ชาวบ้านกับลูกค้าที่มาตลาดมีอะไรทำร่วมกัน เช่น การพายเรือชมวิถีชีวิตริมคลอง และเข้าชมสวนแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ของชมชน”
แต่สำหรับตลาดน้ำวัดสะพาน อุปสรรคสำคัญ คือ ทัศนคติของคนในท้องที่ที่มีต่อผู้บุกเบิกตลาดที่เป็นคนนอกอย่างพ.ต.ท.สิทธิชน แม้ว่าหลายคนจะเข้าใจในเจตนาที่ดี ทว่าการร่วมมือสอดคล้องเป็นไปได้ยากกว่าชุมชนคลองลัดมะยมของลุงชวนมาก
“ทัศนคติของแม่ค้าในตอนแรกไม่ยอมรับว่าชุมชนวัดสะพานจะพัฒนาให้มีนักท่องเที่ยวได้ แต่เมื่อไปศึกษาตลาดน้ำท่าคาด้วยกันแล้ว บรรดาแม่ค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เข้าใจผู้นำมากขึ้น รวมถึงเข้าใจว่าชุมชนจะต้องพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งเสียก่อน สร้างจุด
เด่น และของดีของตัวเองให้ได้ แล้วเรื่องการสัญจรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” รศ.สุภาภรณ์ ทิ้งท้าย
เท่าที่ได้เห็นความเป็นไป คลองที่คดเคี้ยวเชื่อมโยงกับเจ้าพระยาวันนี้ คลองสองฝั่งที่มีเรือนยื่นชานออกมาริมน้ำยังคงความสมบูรณ์ไว้ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้เกือบจะล่มสลาย แต่เวลานี้สัญญาณที่ดีของวิถีชาวสวนเริ่มกลับมามีชีวิตอีกคราแล้ว...


โดย: jenifaae วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:22:32:55 น.  

 
*โครงการบริการวิชาการแฟชั่นเพื่อชุมชน
-โครงการบริการวิชาการแฟชั่นเพื่อชุมชน (ฝึกอบรม)

หลักสูตรระยะสั้นเพื่อพัฒนาบุคลากรในธุรกิจแฟชั่น
รูปแบบการฝึกอบรม ประกอบด้วย
การบรรยายจากคณาจารย์และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
การฝึกปฏิบัติ

โครงสร้างหลักสูตร ที่เปิดอบรม
เครื่องนุ่งห่ม ( Fashion Sketching , Advance Fashion Sketching , Basic Draping , Fabric Design )
เครื่องประดับ ( Jewelry Sketching , Advance Jewelry Sketching , Basic Jewelry Making , Beading )
เครื่องหนัง (กระเป๋า) ( Bags Sketching And Design , Bags Mock Up , Bags prototype , Bags Packaging )
เครื่องหนัง (รองเท้า) ( Shoes Sketching , Shoes Mock Up , Shoes Prototype , Shoes Packaging)


คุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรม
ประชาชนทั่วไปที่สนใจทางด้านแฟชั่น โดยไม่จำกัดพื้นฐานการศึกษาสามารถเข้าร่วมกิจกรรมโครงการตามที่กำหนดได้

หลักฐานการสมัคร
หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษาขั้นต่ำระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 1 รูป
ค่าใช้จ่ายในการอบรม ฟรี! ( เพียงแค่จ่ายชำระมัดจำจำนวน 2000 บาท ) สมัครด่วน ( รับจำนวนจำกัด )

ผู้สนใจเข้ารับการอบรม
สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
อาคารวิจัยและการศึกษาต่อเนื่องฯ ชั้น 2
โทร. 02-259-2525 , 02-259-5511

เรียนเจ้าหน้าที่โครงการบริการวิชาการฯ
ขอทราบรายละเอียด ตารางอบรม หลักสูตรต่างๆ พ.ศ. 2551 พร้อมใบสมัครเพื่อสมัครเข้ารับการอบรมฯ
นางสาวสุวิมล เชื้อชาญวงศ์
ตำแหน่ง ข้าราชการบำนาญ
62/44 ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
โทร 08 3986 8084

*สสวท. เชิญชวนครู เยาวชนและผู้สนใจรับจดหมายข่าวทางอินเทอร์เน็ตฟรี
นางสาวนารี วงศ์สิโรจน์กุล รองผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า สสวท. ได้จัดทำจดหมายข่าว "ก้าวไกลกับ สสวท." เป็นจดหมายข่าวราย 3 เดือน เริ่มตั้งแต่ฉบับเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2550 นี้ เนื้อหาประกอบ ด้วยองค์ความรู้ที่น่าสนใจทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี แนะนำสื่อการจัดการเรียนรู้ เจาะลึกสื่อ อุปกรณ์กิจกรรมที่น่าสนใจ แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เกม แนะนำเว็บไซต์ และข่าวคราวความเคลื่อนไหวจาก สสวท. ทั้งนี้ สสวท. จะเริ่มเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.ipst.ac.th ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 นี้เป็นต้นไป นอกจากนั้นยังได้เปิดรับสมัครให้ครู เยาวชน และผู้สนใจทั่วไปไม่จำกัดเพศ วัย อายุ การศึกษา อาชีพ เป็นสมาชิกจดหมายข่าวทางอีเมล์ได้โดยไม่จำกัดจำนวนสมาชิก
ผู้สนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิกจดหมายข่าวทางอีเมล์ โดยส่งชื่อ ที่อยู่ และอีเมล์ของท่านไปที่ sineenart_thaubugkan@hotmail.com โดยใช้หัวข้ออีเมล์ว่า "สมัครสมาชิกจดหมายข่าว ก้าวไกล กับ สสวท." แล้วท่านจะได้รับจดหมายข่าว "ก้าวไกลกับ สสวท." โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

นางสาวสุวิมล เชื้อชาญวงศ์
62/44 ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
E-mail:chun1951@gmail.com


โดย: jenifaae วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:22:33:14 น.  

 
*การสัมมนากลุ่มย่อยเรื่อง “นโยบายส่งเสริมศาสนาในการพัฒนาสังคม”
วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น.
ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
จัดโดย คณะทำงานการศึกษา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม พลศึกษาและการกีฬา
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

การสัมมนา เรื่อง "โอกาสพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนด้านตะวันตกของประเทศ" วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 08.30-15.00 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 27 สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

การสัมมนาระดมความคิดเห็น
เรื่อง “ชะตากรรมเศรษฐกิจและสังคมไทย...ภายใต้นโยบายรัฐบาลใหม่!”
วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ตั้งแต่เวลา 13.30-16.30 น.
ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
จัดโดย คณะทำงานสื่อสารกับสังคม สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


*โครงการปริญญาโท สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - เปิดรับนักศึกษาเข้าศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสตรีศึกษา รุ่น 6
โครงการปริญญาโท สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เปิดรับนักศึกษาเข้าศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสตรีศึกษา รุ่น 6

(Master of Arts Program in Women's Studies)

สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม - 9 มีนาคม 2551

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

สำนักงานหลักสูตรปริญญาโทสตรีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ
อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทร. (02) 613 - 2860 - 1 โทรสาร (02) 613 - 3609
เสาร์ - อาทิตย์ โทร. (086) 004 - 3636, (02) 613 - 3605
website : http://www.ci.tu.ac.th
email : women@tu.ac.th , women_tu@yahoo.com

หรือ

โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาคารสำนักหอสมุด (เดิม) ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทร. (02) 613 - 3150 - 1 โทรสาร (02) 224 - 9420
website : http://www.tu.ac.th/org/wysp
email : wysp@tu.ac.th

"เปิดมุมมองโลกใหม่ เรียนรู้ผู้ชาย เข้าใจผู้หญิง"


โดย: jenifaae วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:22:33:32 น.  

 
*“สมัคร” สะดุด 3 รายชื่อ รมว.หน้าใหม่ ถาม “หมอเลี้ยบ” เปลี่ยนได้ไหม - โพสต์ทูเดย์
"‘สมัคร’ขอเปลี่ยน3รมว."เสนอโยกเด็กเถ้าแก่พ้นกระทรวงศึกษาฯ-คมนาคม-พลังงาน

— นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ติดใจ 3 รัฐมนตรีว่าการ ในโผรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค นำมาเสนอ ได้แก่ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รมว.ศึกษาธิการ และนาย ศรีเมือง เจริญศิริ รมว.พลังงาน
“เมื่อนายสมัครเห็นโผรายชื่อคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรคพลังประชาชน นายสมัครได้เอ่ยปากถาม นพ.สุรพงษ์ว่า รายชื่อ 3 คนนี้ถ้าเป็นไปได้เปลี่ยนให้ไปดูแลกระทรวงอื่นได้หรือไม่ ซึ่ง นพ. สุรพงษ์ ชี้แจงว่า โผนี้ยังไม่สิ้นสุด ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ บริหารพรรคก่อน” แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การจัดสรรเก้าอี้ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ นั้น ที่ยังไม่ลงตัวคือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ยืนกรานว่าจะให้ พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ เป็น รมว.พลังงาน ขณะที่พรรคพลังประชาชนได้เสนอให้เป็นไป รมว.สาธารณสุข
สำหรับพรรคเพื่อแผ่นดินนั้นลงตัวแล้ว โดยจะให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค ควบ 2 เก้าอี้คือ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ไอซีที นายจิรายุทธ์ วสุรัตน์ รมว.อุตสาหกรรม นายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง และนายสิทธิชัย โคว สุรัตน์ รมช.มหาดไทย
พรรคชาติไทย มีความชัดเจนขึ้น โดยนายนพดล พลเสน เป็น รมช.คมนาคม นายกมล จิระพันธุ์วาณิช รมช.เกษตรฯ
ขณะที่พรรคมัชิมาธิปไตย นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม พ.ต.ท.บรรณยิน ตั้งภากร เป็น รมช.พาณิชย์ พรรคประชาราช นายเสนาะ เทียนทอง เป็น รมว.แรงงาน
ทั้งนี้ นายสมัคร ได้กล่าวภายหลังรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ว่า ขอให้ทุกคนโปรดสนับสนุนรัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นรัฐบาลผสม ถึงแม้จะชั่วดีถี่ห่าง ก็เป็นคนไทยด้วยกัน มาจากพรรคการเมืองที่ตั้งใจด้วยกัน 6 พรรค จะแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง



*สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดเสวนาวิชาการ "บทเรียนจากการเลือกตั้ง ๒๓ ธ.ค.๕๐"
สถานที่จัดกิจกรรม
ห้องประชุม 10201 ชั้น2 ตึกอำนวยการ(อาคาร10) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ด้วยคณะทำงานเลือกตั้งใสสะอาด ในคณะกรรมาธิการมีส่วนร่วมของประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กำหนดให้มีการเสวนาวิชาการ "บทเรียนจากการเลือกตั้ง ๒๓ ธ.ค.๕๐" เพื่อสรุปบทเรียนที่ได้จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พร้อมทั้งระดมความคิด เพื่อกำหนดทิศทางและบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประชาธิปไตยให้ดีขึ้น
คณะทำงานฯ จึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมทำข่าวการเสวนาครั้งนี้ เพื่อมีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์ ให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 10201 ชั้น2 ตึกอำนวยการ(อาคาร10) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจึงเรียนเชิญมาเพื่อเข้าร่วมทำข่าวตามกำหนดการที่ได้แนบมา คณะทำงานฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงได้รับ ความร่วมมือจากท่านเป็นอย่างดี และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้
วันวิสาข์ วสุกาญจน์ (เก่ง)
Media Relations Supervisor
บริษัท อินทิเกรเต็ด คอมมูนิเคชั่น จำกัด
465/1-467 ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม 10400
โทร. 02 354-3588 ต่อ 119 แฟกซ์ 02- 354-3589-90
E-mail : wanwisa@incom.co.th



*องค์การเรือนกระจกขายมีเทนเครดิต นักลงทุนญี่ปุ่น-ยุโรปชักแถวซื้อเพียบ /มติชน วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
เมื่อวันที่ 31 มกราคม กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดสัมมนา "15 ปี กรมควบคุมมลพิษ ก้าวต่อไปในการจัดการมลพิษ" โดยนายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ปาฐกถาพิเศษเรื่อง มลพิษไทย จากจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ปัญหามลพิษโดยเฉพาะน้ำเสียและขยะ ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะมีการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการเหล่านี้ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โครงการระบบน้ำเสียเกิดความล้มเหลวเช่น กรณีคลองด่านสมุทรปราการ ที่สร้างแล้วเสร็จถึง 98% แต่ไม่สามารถเดินระบบได้ทำให้ถึงปัจจุบันพื้นที่สมุทรปราการรวมทั้ง กทม.ยังคงมีปัญหาน้ำเสียถึง 500,000 คิวต่อวัน
นายศิริธัญญ์กล่าวว่า สำหรับปัญหาหลุมฝังกลบขยะมากกว่า 500 ตัน ที่กระจายตามเมืองใหญ่ๆ รวมทั้งที่ จ.นนทบุรี และพื้นที่อ่อนนุชใช้ประโยชน์จากก๊าซมีเทนจากหลุมขยะไปใช้เป็นเครดิตลดก๊าซเรือนกระจกในโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม) ได้ ซึ่งมีการศึกษาว่า มีเทน 1 ตัน เท่ากับ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 21 ตัน และ มีราคาขายตันละ 7-12 เหรียญสหรัฐ ถึงเวลาที่จะพลิกวิกฤตขยะเป็นโอกาสด้วยการนำเอามีเทนไปขายเป็นเครดิต เริ่มมีกลุ่มนักลงทุนจากแถบยุโรป,ญี่ปุ่นให้ความสนใจติดต่อผ่านมาที่องค์การในรูปของการลงทุน และจะชวนท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการนี้ต่อไป ในส่วนของธนาคารและสถาบันการเงินก็ตื่นตัวเข้ามาลงทุนในโครงการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในลักษณะของการเป็นนายหน้าซื้อขายคาร์บอนเครดิต และในรูปของการให้เงินกู้กับเอกชนที่สนใจจะลงทุน คาดว่าเอกชนเข้าโครงการซีดีเอ็มเพิ่มอีก 40 แห่ง โดยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มของเสียจากอุตสาหกรรม พวกเชื้อเพลิงชีวภาพ


โดย: jenifaae วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:22:33:47 น.  

 
*อำลา...ปีหมู ต้อนรับ..หนูแอ๊บแบ๊ว 10 เรื่องหนูๆ ที่ไม่ควรพลาด...โดย เชตวัน เตือประโคน
เริ่มต้นปีใหม่ เปิดมาหน้า 'ประชาชื่น' ชื่นมื่นกันถ้วนหน้า พอกันทีปี 'หมูบ้า' ที่เพิ่งผ่านพ้น ในวันปีใหม่อย่างนี้ หลายคนกำลังเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ว่ากันว่า 'เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง' สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังวุ่นวายในขณะนี้ ก็อยากให้เริ่มต้น จับเข่าคุยกัน พูดจาทำความเข้าใจ เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้
ตลอดหนึ่งปี 'สุญญากาศ' ไม่ว่าจะการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงอีกหลายๆ อย่าง บอบช้ำมามากพอแล้ว อีกไม่นาน เราคงได้ต้อนรับรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง
ยินดีต้อนรับผู้แทนของประชาชน...ยินดีต้อนรับ 'ปีหนู'
อาจจะเป็น 'หนูร้าย' หฤโหดตามตำราโหราจารย์ทั้งหลายที่เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับมือ แต่สำหรับเริ่มต้นปีอย่างนี้ พบกันเรื่องราวใสๆ กันบ้างท่าจะดี จากหนูร้ายของปี ขอเป็น 'หนูแอ๊บแบ๊ว' ก็แล้วกัน 'ประชาชื่น' วันแรกของปีอย่างนี้ มี 9 เรื่อง 'หนูๆ' ในหลากรูปแบบ มานำเสนอแฟนแฟน...
1.หนู : สัตว์ตัวเล็กหัวใจโต๊โต
ตัวเล็ก หูตั้ง หางยาว ขนฟู ฟันคู่หน้ายื่นยาว...ที่กล่าวมา คือ ลักษณะเด่นของ 'หนู' (Rats)
หนู เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายสกุล (Species) ในวงศ์ (Family) Muridae มีฟันแทะ คือ มีฟันคู่หน้าทั้งบนและล่าง 2 คู่ ซึ่งมีความคมและแข็งแรงเป็นพิเศษ โดยจะมีลักษณะโค้งยื่นยาวออกมาจากปากหนูจนเห็นได้เด่นชัด ไว้ใช้สำหรับกัดหรือแทะสิ่งของต่างๆ นั่นเพื่อให้ฟันหน้าที่สามารถเจริญยาวได้ตลอดชีวิตของมันนี้ มีขนาดสั้นพอเหมาะและคมอยู่เสมอ สัตว์ฟันแทะอย่างหนู มักอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน รวมถึงในธรรมชาติ ก็มีอยู่หลายชนิด เช่น 'หนูพุกใหญ่' ที่สามารถปรุงเป็นอาหารรสเลิศได้ หนูบางชนิดเป็นพาหะนำโรค ประกอบกับการที่มันสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหนูบางชนิด อายุเพียง 4 เดือน ก็ผสมพันธุ์และให้ลูกได้แล้ว โดยสามารถผสมพันธุ์ได้ถึง 2 ครั้งต่อปี ตกลูกครั้งละ 8-14 ตัว เลยทำให้โรคระบาดหลายโรคแพร่ไปได้อย่างรวดเร็ว และเหตุที่เป็นสัตว์ชอบ 'แทะ' เพื่อลับฟันอยู่ตลอดเวลานี่เอง ทำให้หนูกลายเป็นปัญหาสำคัญในด้านการเกษตร หากเป็นหนูในบ้านเรือน ก็กัดทำลายข้าวของ เช่น สายไฟ สายโทรศัพท์ สายคอมพิวเตอร์ ผ้าม่าน ท่อน้ำ สบู่ ฯลฯ หากจะเรียกว่า 'กัด-แทะ ไม่เลือก' ก็เห็นทีจะไม่ผิดเท่าไหร่นัก
ครั้งหนึ่ง เคยมีข่าวพาดหัวตัวไม้ 'หนูบุกศิริราช กัดเฝือกคนไข้'หลายครั้ง ก็เคยได้ยินข่าว 'หนูบุกเมือง' เพราะหลังจากสถานการณ์น้ำท่วม คือ เมื่อน้ำเริ่มลดแล้ว หนูก็จะออกมากินซากสิ่งสกปรกที่หมักหมม ดังเช่นข่าวนี้...
'กองทัพหนูนับพันยึดตลาดบางรัก รุมทึ้งหมูเป็นตัว' ว่ากันว่า ขนาดแมวยังไม่กล้าหือ ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ เผลอๆ แมวอาจโดนหนูขย้ำเข้าให้ด้วย จะว่ามีแต่ด้านไม่ดีก็เห็นทีจะไม่ใช่... เพราะชีวิตคนเมืองที่อาศัยอยู่ตามคอนโดมิเนียม 'หนูแฮมสเตอร์' ตัวเล็ก น่ารัก ดูเหมือนจะเป็นสัตว์เลี้ยงเพียงชนิดเดียวที่สามารถเลี้ยงไว้คลายเหงาได้ดีนักแล
2.ฉี่หนู : โรคระบาดในประเทศเขตร้อน
'เลปโตสไปโรซีส (Leptospirosis)' คือ ชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษ ชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาไทยเรียก 'โรคฉี่หนู' แต่ถ้าเป็นชาวบ้าน เขาเอิ้น (เรียก) กันว่า 'โรคเยี่ยวหนู' โดยโรคนี้มีเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า 'เลปโตสไปร่า (Leptospira)' เป็นตัวการสำคัญ โรคฉี่หนูพบได้ทั้งในคนและสัตว์ โดยสัตว์ที่เป็นพาหะ อาทิ หนู วัว ควาย หมู หมา แมว แต่ที่พบบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นหนูนั่นเอง จึงเป็นที่มาของ 'โรคฉี่หนู' กระบวนเกิดโรคเริ่มต้นจาก หนูที่มีเชื้อฉี่ทิ้งไว้ในที่มีน้ำขัง หรือ ตามใบไม้ ใบหญ้า เมื่อคนที่มีบาดแผลเดินผ่าน หรือเหยียบย่ำ เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกาย ทางบาดแผลนั้น รวมถึงทางเยื่อบุตา เยื่อบุจมูก และเยื่อบุภายในปาก หรือติดต่อโดยการกินอาหารดิบ โดยเฉพาะ เครื่องในสัตว์ และพืชผัก ที่ปนเปื้อนฉี่หนู ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะกระจายไป เจริญเติบโตในกระแสเลือด และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะ อวัยวะสำคัญ เช่น หลอดเลือด ตับ ไต ปอด และกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ผู้ได้รับเชื้อบางราย อาจมีโรคแทรกซ้อนที่ตับและไต ทำให้เสียชีวิตได้' โรคฉี่หนู เคยระบาดหนักในภาคอีสาน และภาคกลาง
ซึ่งเป็นแหล่งทำการเกษตรสำคัญ บางจังหวัด เคยตั้งรางวัล 'ล่าค่าหาง' เพื่อป้องกันการระบาดของโรคนี้ สำหรับข้อแนะนำ เพื่อป้องกันอันตรายจากโรค คือ พยายามหลีกเลี่ยงการลงไปแช่น้ำ หรือว่ายน้ำในขณะที่มีน้ำท่วมจนถึงช่วงน้ำลด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีโรคนี้ระบาด คนมีแผล ควรปิดปากแผล สวมรองเท้าบู๊ตป้องกันน้ำ
3.หนูทดลอง : ทำไมต้องเป็นเรา จี๊ด จี๊ด... ลองอ่านพาดหัวข่าว และโปรยข่าว ต่อไปนี้...
หนู ปลอดมะเร็ง : นักวิจัยสหรัฐประสบความสำเร็จในการตัดต่อพันธุวิศวกรรมหนูทดลอง จนได้ 'ไมตี้เมาส์' สุดยอดหนูจอมอึดที่มะเร็งทุกชนิดไม่สามารถคุกคามได้ เชื่อเทคนิคนี้จะเป็นความหวังในการรักษามะเร็งในมนุษย์ โดยไม่ส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพ'
อีกข่าวหนึ่ง...เพิ่มพลังความคิดด้วยแรงแม่เหล็ก ทดสอบกับหนูทดลองได้ผลดีเลิศ : มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งกรุงนิวยอร์ก ได้ศึกษาพบว่า แม่เหล็กมีอานุภาพเพิ่มพูนพลังความคิดและแก้ไขปัญหาความยุ่งยากเกี่ยวกับความจำได้...รายงานว่า นักวิจัยของมหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการใช้ขดลวดแม่เหล็กสร้างให้เซลล์สมองของหนูเกิดเพิ่มขึ้น...'
สังเกตไหมว่า การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ มักเลือกสัตว์ทดลองเป็น หนู นั่นเป็นเพราะว่า หนูเป็นสัตว์เลือดอุ่นเหมือนมนุษย์ หาได้ง่ายเพราะมีปริมาณมากมาย อีกทั้งวงจรชีวิตของเจ้าพวกสัตว์ จี๊ด จี๊ด นี้ก็ไม่ยาวมาก สามารถรอ 'ลุ้น' ผลการทดลองในระยะเวลาเพียงชั่วอายุ (ของผู้ทดลอง) ได้เลย ในปีที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับ 'หนูทดลอง' 10 ตัว ที่ได้เดินทางท่องอวกาศ โดยสำนักงานอวกาศรัสเซีย ส่งหนูเจอร์บิล 10 ตัว ไปท่องอวกาศ 12 วัน เพื่อศึกษาข้อมูล สำหรับการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารในอนาคต ซึ่งหนูที่ส่งไปเป็นชนิดที่เหมาะสมที่สุด เพราะ 'เจอร์บิล' เป็นหนูทะเลทราย ร่างกายเก็บน้ำและของเหลวได้มาก และปล่อยของเสียออกมาน้อย โดยปกติแล้ว สามารถอยู่ได้เป็นเดือนโดยไม่ต้องกินน้ำ ทีมนักวิทยาศาสตร์จัดให้หนูชุดนี้อยู่ในกรงพิเศษที่ให้อาหารเป็นถั่วและธัญพืชไว้ และมีเครื่องมือพิเศษที่ทำความชื้นภายในกรงไว้ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของหนู...ไม่แน่ หากมีหนูบางตัวทราบข่าวอาจพึมพำอยู่ในใจว่า 'ทำไมต้องเป็นหนู จี๊ด จี๊ด...'
4.'มิกกี้เมาส์': การ์ตูนหนูน่ารักของเด็กๆ
ปีหนูทั้งที จะให้ลืมนึกถึงตัวการ์ตูนชื่อดังระดับเวิร์ลด์คลาสอย่าง 'มิคกี้ เมาส์' ก็คงจะเป็นการพลาดอย่างมหันต์ ว่ากันถึงความเป็นมา...ย้อนไปเมื่อราว 80 ปีก่อน 'วอลท์ ดิสนีย์' ชายหนุ่มผู้หนึ่ง กำลังกลัดกลุ้มใจกับกรณีที่ถูกเพื่อนคดโกง จนทำให้เขาต้องสูญเสียลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนที่ชื่อ 'ออสวอลด์ เดอะ ลัคกี้ แรบบิท' เขานั่งเครียดอยู่บนรถไฟ เดินทางอย่างหมดอาลัยตายอยาก และในระหว่างนั้นเอง ก็เกิดปิ๊งไอเดียเรื่องตัวการ์ตูนตัวใหม่ขึ้นมา เพราะสิ่งที่เขาเห็นระหว่างเดินทางด้วยรถไฟ คือ 'หนู'' (ไม่ทราบว่าเป็นเพราะความสกปรกของรถไฟขบวนที่ดิสนีย์โดยสารมาหรือเปล่า) เขานั่งรถไฟไป มองดูหนูไป หัวก็คิดสานต่อจินตนาการ จนกระทั่งได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวการ์ตูน 'มิกกี้ เมาส์' เจ้าตัวการ์ตูนหนูที่มีใบหูใหญ่ๆ สวมใส่เอี๊ยมสีแดง ถุงมือสีขาว รองเท้าสีเหลืองนั่นยังไง เจ้าหนูมหัศจรรย์อย่าง มิกกี้ เมาส์ ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในการ์ตูนเรื่อง 'สตีมโบท วิลลี' ในปี พ.ศ.2471 ต่อจากนั้นก็เล่นหนังการ์ตูนอีกหลายร้อยเรื่อง ซึ่งถ้าจะจัดอันดับนักแสดงที่แสดงหนัง (การ์ตูน) มาก
ความชื่นชอบไม่ใช่มีเฉพาะกับเด็กๆ เท่านั้น...มิคกี้ เมาส์ เป็นหนึ่งในตัวละครในไม่กี่ตัวที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้คนทุกเพศทุกวัย แทบจะทั่วทั้งโลก ผู้ใหญ่หลายคนชื่นชอบเจ้าหนูตัวนี้ นั่นเพราะ เคยติดใจสมัยตนเองยังเด็ก และเมื่อเติบโตขึ้น ตัวการ์ตูนนี้ก็ยังคงเป็นขวัญใจของตนอยู่ เรียกว่า 'มิกกี้ เมาส์' เป็นขวัญใจตลอดกาลของใครหลายคนก็ว่าได้
5.หนูไฟ : ศาสตร์แห่งโหรทำนายดวงเมืองปีหนู
หนังสือ 'ศาสตร์แห่งโหร ๒๕๕๑'โดยสำนักพิมพ์ 'มติชน' ที่รวบรวมคำทำนายของโหรชื่อดัง ได้ทำนายอนาคตของเมืองไทยในปีหนูไว้อย่างน่าคิด 'โสรัจจะ นวลอยู่'เจ้าของฉายา 'นอสตราดามุสเมืองไทย' ทำนายไว้ว่า ดาวพระเสาร์ยังสถิตอยู่ในราศีสิงห์ตลอดปี และราหูย้ายจากราศีกุมภ์ เข้าสู่ราศีมังกร ทำมุมตั้งฉากกับลัคนาเมือง ในวันที่ 17 เมษายน 2551 และยังอยู่ต่อเนื่องไปทั้งปี ลัคนาประเทศถูกสาปเคราะห์จตุโกณกากบาททุกจุด จึงทำให้ชาติบ้านเมืองเข้าสู่ทางคับขันตลอดเวลา เช่น เกิดสงคราม ประกาศกฎอัยการศึก สงครามกลางเมือง'
ดาวอันควรบ่งถึงคุณลักษณะ บ่งถึงบุคคลในเครื่องแบบผู้ถืออาวุธที่ไม่อยู่ในศีลธรรม จะต้องเข้ามามีบทบาท แทรกเป็นยาดำในคณะรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ดาวมฤตยูกับวันเสาร์ เล็งกันลอยอยู่เหนือขอบฟ้า ดาวคู่นี้หมายถึงการถูกปล่อยเกาะอย่างโดดเดี่ยว การถูกลอยแพ บ่งถึงว่าเมืองไทยตกอยู่ในภาวะคับขันรอบด้าน ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนแห่ถอนเงิน รัฐบาลจะล้มลุกคลุกคลานเพราะเจออุปสรรคยุ่งยากเหลือประมาณ หุ้นตก แบบท้องร่วง กรุงเทพฯจะถูกก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ สถานทูตและตึกรามบ้านช่องถูกทำลาย โดยเฉพาะปลายเดือนเมษายนจะเกิดการจราจลรัฐประหาร เกิดการนองเลือด ผู้คนล้มตายเป็นเบือ...' โสรัจจะ ทำนายไว้อย่างน่าสนใจ
บางคนว่าคำทำนายก็คือการคาดเดา แต่ต้องไม่ลืมว่าหมอดูผู้นี้ สร้างความฮือฮาด้วย การทำนายเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ไว้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับการทำนายเหตุการณ์ 9-11 เมื่อ 6 ปีก่อน รวมถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ครบถ้วน สมบูรณ์ ถูกต้อง แม่นยำ เทียบสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ กับคำทำนายของโสรัจจะในปี 'หนูไฟ' จึงยิ่งน่าฟังอย่างที่สุด
6.คนปีหนู : กับคำทำนาย
คำที่บรรยายลักษณะเด่นของคนที่เกิดในปีหนูก็คือคำว่า 'เสน่ห์' อันที่จริงคนที่เกลียดหนูหรือรู้สึกไม่ค่อยดีกับสัตว์ประเภทนี้ ควรรู้ไว้สักนิดว่า คำว่า 'หนู' ในภาษาจีนนั้นหมายรวมไปถึงสัตว์ตัวเล็กๆ ที่มีขนรูปร่างคล้ายหนูทุกชนิด รวมทั้งตัวตุ่นด้วย คนปีชวด หรือ คนปีหนูนี้ เป็นคนที่ปรับตัวเก่งและมีความคิดสร้างสรรค์ มีไหวพริบดี หรือชอบประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ด้วยปัญญาอันไว ฉลาดและเข้าสังคมเก่ง หนูก็มักชอบโอ้อวดแสดงตนต่อหน้าผู้คน และเอ่ยอ้างชื่อคนดังในสังคมว่ารู้จักกันดี เพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือใช้เป็นทางลัดพาตัวเองไต่เต้าจากฐานะยากจนไปสู่ฐานะที่ดีกว่าสูงกว่าอีกด้วย แน่นอน ในความที่เป็นคนเข้าสังคมเก่ง บุคลิกภายนอกของคนปีชวดจะดูน่าสนใจและมีเสน่ห์ แต่มองลึกลงไปผ่านพื้นผิวนั้นแล้ว มักจะพบกับลักษณะของคนเจ้าอุบาย ร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม และความเป็นนักฉวยโอกาสซ่อนอยู่ เป็นผู้ซึ่งชอบ 'ใช้' มิตรสหายเป็นเครื่องมือ ก่อนที่จะสูญเสียหรือละทิ้งเพื่อนเหล่านั้นไปในที่สุดไม่ด้วยเหตุผลใดก็เหตุผลหนึ่ง
ในเรื่องการเงิน คนปีชวดไม่มีนโยบายที่แน่นอน จะประหยัด ตัดค่าใช้จ่าย และจัดสรรงบประมาณอย่างรอบคอบในยามที่หาเงินได้น้อย แต่จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยสบายมือ แทนที่จะเก็บออมในยามยากที่มีเงินมาก ด้วยบุคลิกที่สดใสหลักแหลมและชอบอยู่ในสังคมคนหมู่มาก มีรสนิยมชอบซุบซิบนินทาเรื่องของชาวบ้าน
เป็นพวกชอบ 'เม้าธ์' นั่นเอง ความสามารถอันหลากหลายทางสติปัญญาของคนปีหนู อาจไม่ปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนในทันทีเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนูนั้นเชี่ยวชาญเก่งเป็นพิเศษในเรื่องของความคิดที่เป็นนามธรรม อย่างเช่น ตัวเลข และในสถานการณ์ธุรกิจ พวกเขาเป็นนักวางแผนที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะเมื่อเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับรายละเอียดและการคำนวณที่ซับซ้อน คนเกิดปีหนูหลายๆ คน อ่านจบแล้ว คิดเห็นเป็นประการใด...
7.'น้องหนู' : ธุรกิจในซอกมืดที่มาแรง
อยู่เคียงคู่กับสังคมไทยมาช้านาน สำหรับอาชีพ 'ค้าประเวณี' หรือ 'หญิงขายบริการ' (แม้ทุกวันนี้จะเริ่มมี 'ชายขายบริการ' ฯลฯ แล้วก็ตาม) เมื่อก่อน ถือเป็นช่องทางทำกินสำหรับคนที่ต้องดิ้นรน ปากกัดตีนถีบ คงเคยอ่านข่าวพบบ่อยครั้ง สำหรับสาวๆ ที่ยอมเอาเรือนร่างเข้าแลก เพื่อหาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ที่บ้าน ส่งเสียตัวเองให้ได้ร่ำเรียนเพื่อยกระดับฐานะ หรืออย่างสาวเหนือที่พ่อแม่จำยอมต้องส่งลูกมาขายเพราะปัญหาความยากจน แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว! อาชีพนี้ไม่ได้สงวนไว้สำหรับคนยากจน ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ หรือไม่มีทางเลือกอีกต่อไป เพราะมีไม่น้อยทีเดียว สำหรับลูกคนพอมีอันจะกิน ที่ออกมาหารายได้ในลักษณะนี้ และที่น่าตกใจ ยิ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำไปไกลเท่าไหร่ รูปแบบของธุรกิจขายบริการทางเพศ ก็ยิ่งซับซ้อนพัฒนาตามเทคโนโลยี แต่ทว่า มันกลับสวนทาง กับอายุของ 'ผู้ให้บริการ' ที่มีแต่จะลดลงเรื่อยๆ เด็กมัธยมต้น อายุ 12-13 ปี สลัดชุดคอซองออกมาประดับประดา แต่งองค์ทรงเครื่อง ให้บริการลูกค้าอายุรุ่นราวคราวพ่อ คราวปู่ ก็มีอยู่มากมาย
ว่ากันว่า เมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ผู้คนตกงาน โดนลอยแพ ทำให้ธุรกิจขายบริการในรูปแบบนี้ 'บูม' มาแล้วรอบหนึ่ง แต่ว่า นั่นคือความจำเป็น...หากแต่ปัจจุบัน ที่เห็นและเป็นอยู่ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ (แม้จะร่อแร่อยู่ก็ตาม) แต่กลับเป็นค่านิยมใหม่ของกลุ่มเยาวชนไทย ในสังคมทุนนิยมที่ต้องแข่งขัน การบริโภคเพื่อแสดงตัวตน เป็นเสมือนจุดหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ มั่นใจว่าจะมีที่ 'ยืน' โทรศัพท์มือถือ การแต่งตัวตามแฟชั่น การเที่ยวกลางคืน สิ่งเหล่านี้ใช่ว่าพวกเขาจะ 'ไม่มี' หากแต่กลับกลายเป็นว่า 'มี แต่ไม่เหมือนเพื่อน' ไม่เทียมเท่า ไม่เหนือกว่า ก็เท่านั้น
ปัญหานี้อยู่ที่วิธีคิด และในเมื่ออาชีพนี้ทำง่าย รายได้ดี บางรายหาเงินได้เป็นเลขหลักแสนต่อเดือน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็น 'ธุรกิจน้องหนู' ได้รับความนิยมขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะลดดีกรีความแรงลงได้เลย
8.หนูนา : กัญจนา ศิลปอาชา
ออกมาโต้แทนพ่อทันที ในกรณีที่ 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์'รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ขอเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ระบบสัดส่วนอันดับหนึ่ง สำหรับ 'หนูนา-กัญจนา ศิลปอาชา' รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ลูกสาวคนโตของ 'บรรหาร ศิลปอาชา'ทำให้ ในการเลือกตั้งระดับประเทศที่เพิ่งผ่านพ้นมา 'เสี่ยอ่าง' ชวดการลงสมัครแข่งขันไป
'หนูนา' สำเร็จการศึกษาสถิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันนอกจากจะเตรียมตัวเดินสู่สภาด้วยตำแหน่ง ส.ส.แล้ว เธอยังพ่วงด้วยอีกหนึ่งตำแหน่งคือ คุณแม่ยังโสดของ 'น้องแคท' เด็กหญิงพิการวัย 12 ปี ที่กัญจนารับอนุเคราะห์เป็นบุตรบุญธรรม 'หนูนา' เคยให้สำภาษณ์ 'อาทิตย์สุขสรรค์' หนังสือพิมพ์ 'มติชน' ว่า หลังวางมือทางการเมือง คิดอยากที่จะเขียนหนังสือ เป็นคนชอบท่องเที่ยวไปในที่แปลกๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะเขียน คงเขียนถึงสิ่งที่เราไปเจอ สนุก สะท้อนความเป็นตัวของเรา คงไม่เป็นอะไรที่เป็นวิชาการ ยังคิดไปไกลกว่าการเขียนหนังสืออีก คือคิดที่จะทำรายการโทรทัศน์ เป็นรายการนำเที่ยวแบบลงลึก ไม่ฉาบฉวยอย่างที่ใครๆ ก็ทำได้ จะทำลึก หาข้อมูลจริง สืบค้นข้อมูลในที่ที่ไปอย่างเข้มข้น นี่เป็นสิ่งที่ฝันไว้ อนาคตอันใกล้อาจยังทำไม่ได้ เพราะยังต้องทำหน้าที่บนเส้นทางการเมืองอยู่ ถึงจะสันทัดหรือไม่สันทัด ชอบหรือไม่ชอบ มันก็เป็นความรับผิดชอบที่มาเดินบนถนนสายนี้แล้ว' หนูนากล่าว
และด้วยความที่ยังโสด คำถามเรื่อง เนื้อคู่ การแต่งงาน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้สื่อข่าวสนใจ...'เรื่องเนื้อคู่ ถ้าเขาลิขิตมาให้เราต้องมี ก็คงได้เจอ แต่ถ้าไม่ได้ทำเรื่องนี้มา ต้องอยู่เป็นโสดก็คงไม่ได้เจอ เรื่องนี้จะไม่ขวนขวาย แล้วแต่บุพเพสันนิวาสว่าจะมีไหม' คิดเรื่องแต่งงานไหม?' ผู้สื่อข่าวถาม เธอว่า 'แต่ก่อน ตอนสาวๆ เคยคิด แต่ตอนนี้ไม่แล้ว...การแต่งงานมีความเสี่ยง เป็นที่ชัดเจนมาก เห็นหลายคู่ แต่งงานเป็นข่าวใหญ่โต ไม่นานก็มีข่าวหย่าร้าง คนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทนกัน ไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่ที่อดทน อยู่กันยืดยาว เดี๋ยวนี้ไม่สบอารมณ์กันนิดหนึ่งก็เลิกรากันแล้ว พบครอบครัวแตกแยกมากขึ้น พบเด็กที่ต้องมีแต่พ่อ หรือมีแต่แม่ลำพังมากขึ้น ถึงได้บอกว่าชีวิตคู่ทุกวันนี้เสี่ยงมากกว่าแต่ก่อน
บางคนแต่งงานกับผู้ชาย ที่วันหนึ่งสามีเปลี่ยนไปชอบผู้ชายด้วยกัน ความเสี่ยงอย่างนี้มันมีมากขึ้น แต่สำหรับดิฉัน ไม่ได้ตั้งตนว่าจะต้องอยู่เป็นโสด หากเจอเนื้อคู่ก็คงได้แต่งงาน' นี่คือ 'หนูนา' ลูกสาวสุด 'เลิฟ' ของพ่อ 'เติ้ง'
9.หนูกับสมัคร : ว่าที่นายกฯผู้รักแมว
วันที่ออกช่วยลูกพรรค ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดสดโพธิ์ชัย เขตเทศบาลเมืองหนองคาย 'สมัคร สุนทรเวช' หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวทักทาย และพูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายในตลาดยามเช้าอย่างสบายอารมณ์ โดยไม่ลืมที่จะ 'ชิมไป บ่นไป' ตามที่ถนัด ระหว่างนั้นเอง ที่เขาเหลือบไปเห็นแมวของแม่ค้าขายไข่ ด้วยความที่เป็นคนรักแมวอย่างเป็นชีวิตจิตใจ สมัครจึงอยากจะขอ 'อุ้มหน่อยนะ' แมวตัวนั้น อุ้มไปก็พูดจาปราศรัย ถามไถ่กันไป 'แมวตัวนี้ชื่ออะไร?' สมัครถาม 'หนู...' แม่ค้าว่า 'แมวชื่อ..หนู'
สมัครทำท่าทางแปลงใจ ก่อนจะหัวเราะ แล้วว่า 'แมวอะไรชื่อหนู' 'สมัคร สุนทรเวช' หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยคนนี้ ถามใครก็รู้ว่า เป็นคนที่รักแมวมาก เขาเลี้ยงแมวมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ปัจจุบันมีแมวอาศัยอยู่เต็มบ้าน อะไรที่เกี่ยวกับแมว สมัครจึงรู้ดี...
'แมวไม่เอาใจเรา เราต้องเอาใจแมว ฝึกให้เรารู้จักเอาใจคน ปกติไม่มีใครเอาใจผม ผมเอาใจคนมากกว่า แมวไม่เหมือนหมา หมาเจอคนกระดิกหางดีใจเจอคน แต่แมวเจอเจ้าของมันก็เฉย แต่เมื่อมันหิวจะกระดิกหางเข้ามาคลอเคลีย แมวรักอิสระ ผมไม่ได้รักอิสระ แต่ผมต้องเอาใจมันเหมือนกับเอาใจคนอื่น เอาใจแมวง่ายกว่าเอาใจคน คนไม่ได้ชอบเราทุกคน ถ้าเขาเข้าใจเราก็ทำงานสำเร็จ ทำให้เขาเข้าใจเรา ผมชอบแมว แต่ก็เลี้ยงหมาด้วยตัวหนึ่งชื่อ 'ฉลุย' มันก็อยู่กับแมว 11 ตัวได้ มันเป็นหมาตัวเดียวในบ้าน
สมัคร สุนทรเวช เกิดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2478 ที่กรุงเทพมหานคร บิดาคือ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) มารดาคือ คุณหญิง บำรุงราชบริพาร (อำพัน-สกุลเดิม จิตรกร) เรียนจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ เขียนบทความแสดงความคิดเห็นทางการเมืองใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐ, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุง ตั้งแต่ปี 2500 จนถึงปี 2516 ก่อนที่ชีวิตจะหันเหเข้าสู่แวดวงการเมือง และมาโดดเด่นที่สุดเมื่อครั้ง เป็นคนปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังขบวนการนักศึกษา จนเกิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519
ฉายาหนึ่งของสมัคร สุนทรเวช คือ 'แมวเก้าชีวิต' เรื่องของสมัคร เหมือนจะไม่เกี่ยวกับ 'หนู' แต่นี่แหละ 'แมวเก้าชีวิต' ที่หนูๆ 'มวยคนละชั้น' ต้องระวังให้ดี
10.'หนูหิ่น อินเตอร์' : เด็กสาวอีสานบ้านโนนหินแห่
เป็นผลงานการ์ตูนยอดฮิตในหนังสือการ์ตูน มหาสนุก ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2538 กระทั่งมีการนำมารวมเล่มแล้วติดอันดับเบสต์ เซลเลอร์ ฝีมือของนักวาดการ์ตูนคนไทย ผดุง ไกรศรี หรือ 'เอ๊าะ' โด่งดังจนกระทั่งมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ชื่อ 'หนูหิ่น เดอะ มูฟวี่' ฝีมือกำกับฯโดย เอส-คมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับหนังดังอย่าง 'เพื่อนสนิท'
'หนูหิ่น' เป็นเด็กสาวชาวอีสานวัย 16 ย่าง 17 จากบ้านโนนหินแห่ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เข้ามาหางานทำในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากความแร้นแค้นที่บ้านเกิด เธอได้ทำงานเป็นคนรับใช้ ในบ้านของ 'คุณมิลค์' และ 'คุณส้มโอ' สองพี่น้องบ้านตระกูลผู้ดีเก่า ซึ่งพ่อแม่ไม่ค่อยอยู่บ้านเพราะมีธุรกิจอยู่ต่างประเทศ หนูหิ่นเป็นเด็กนิสัยตลกๆ มักทำเรื่องเปิ่นๆ ฮาๆ ในบ้านอยู่เสมอ เป็นที่มาของเรื่องราวต่างๆ ในการ์ตูนชุดนี้ จึงเป็นอีกหนึ่ง 'หนู' ที่คนอดคิดถึงไม่ได้หากพูดถึงเรื่องของหนูๆ
และทั้งหมดคือเรื่องราวเกี่ยวกับ 'หนู' ที่นำเสนอเพื่อต้อนรับกับปีหนูที่มาถึง
บอกลาอีกครั้งกับปี 'หมูบ้า' สวัสดีปีใหม่อีกหนทุกๆ คุณผู้อ่าน และยินดีต้อนรับปีหนู ที่เวียนมาบรรจบครบรอบเริ่มนักษัตรที่หนึ่งใหม่
โปรดอย่าถือสา... ที่บอกว่าเป็น 'หนูแอ๊บแบ๊ว'


โดย: jenifaae วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:22:34:06 น.  

 
*กำหนดการสัมมนา เรื่อง รัฐบาลใหม่...ความท้าทายใหม่!

ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น ๓ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

วันศุกร์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ นาฬิกา

*********************************

เวลา ๐๘.๓๐ - ๐๙.๐๐ นาฬิกา ลงทะเบียนรับเอกสาร

เวลา ๐๙.๐๐- ๐๙.๑๐ นาฬิกา พิธีเปิดการสัมมนา

- กล่าวรายงานโดย ประธานคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา

(รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์)

- เปิดการสัมมนาโดย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือผู้แทน

เวลา ๐๙.๑๐- ๐๙.๔๐ นาฬิกา กล่าวปาฐกถา เรื่อง รัฐบาลใหม่...ความท้าทายใหม่ !

โดย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือผู้แทน

เวลา ๐๙.๔๐ -๑๒.๓๐ นาฬิกา ภาคเช้า เรื่อง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ กับ ความท้าทายใหม่

วิทยากรผู้เข้าร่วมอภิปราย

๑. รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์

ประธานคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

๒. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

๓. รศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการโดย นายเทพสิทธิ์ ประวาหะนาวิน

ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร

และสถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ/

กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอริทซ์ พับบลิซิตี้ จำกัด

เวลา ๑๒.๓๐ - ๑๓.๓๐ นาฬิกา พักรับประทานอาหารกลางวัน

เวลา ๑๓.๓๐ - ๑๖.๓๐ นาฬิกา ภาคบ่าย เรื่อง รัฐบาลใหม่ กับ ความท้าทายทางการเมือง ?

วิทยากรผู้เข้าร่วมอภิปราย

๑. นายจักรภพ เพ็ญแข

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

๒. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

๓. รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา

เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ปิดการสัมมนา


โดย: jenifaae วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:22:34:21 น.  

 
*Action Ball 2 เกมทำลายบล็อกสุดโหด

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10962

*Action Ball 2 เกมทำลายบล็อกสุดโหด

คอลัมน์ เกมโซน โดย แอสโตรบอย astroboy2521@gmail.com

คาดว่าคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านต้องรู้จักเกม "อาร์คานอยด์" ที่เป็นเกมแนวชิ่งลูกบอลทำลายบล็อกแน่นอนเลยใช่ไหมครับ และอาจจะมีหลายท่านชอบเล่นเกมแนวนี้เพื่อเป็นการฆ่าเวลารวมทั้งเล่นเพื่อความสนุกสนานหรือตั้งใจเล่นแบบจริงๆ จังๆ ก็น่าจะมีไม่น้อย โดยอาร์คานอยด์นำรูปแบบและแนวคิดของเกมมาจากต้นตำรับอย่างเกม "เบรกเอาท์" ซึ่งเป็นเกมตู้อาร์เคดของค่ายอาตาริที่ออกมาเมื่อราวทศวรรษที่ 1970 แต่ค่ายไทโตะได้นำมาดัดแปลงลงเครื่องแฟมิคอมเมื่อราวกว่า 20 ปีที่แล้วจนประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างสูงและมีอีกหลายภาคตามออกมา จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิตและพัฒนาเกมสร้างเกมแนวนี้ตามออก มาอย่างมากมาย โดยเกมแนวทำลายบล็อกในยุคหลังจะมีการสร้างภาพกราฟิคให้ดูสวยงามตระการตามากขึ้นรวมทั้งมีการเพิ่มไอเทม หรืออุปสรรคแบบต่างๆ เข้าไปอีกมากมาย วันนี้จะขอแนะนำเกมแนวทำลายบล็อกที่เพิ่งออกมาล่าสุดคือ Action Ball 2 ซึ่งพัฒนาโดยค่าย Rionix สามารถเข้าไปดาวน์โหลดเดโมได้ที่ http://www.download.com/Action-Ball-2/3000-2099_4-10783840.html

*แม้เนื้อเรื่องจะไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญของเกมแนวนี้แต่เกมนี้มีเนื้อเรื่องอยู่ว่า กัปตันลิฟซี ทหารผ่านศึกผู้มากประสบการณ์ในการทำสงครามกับอาณาจักรหุ่นยนต์ได้ถูกอาณาจักรหุ่นยนต์ลักพาตัวแมวจักรกลสัตว์เลี้ยงของกัปตันลิฟซีไปยังดาวอังคาร กัปตันจึงต้องขับยานคู่ใจออกรบอีกครั้งเพื่อไปช่วยสัตว์เลี้ยงสุดที่รักและกำจัดศัตรูตัวฉกาจ

วิธีเล่นเกมนั้นก็ตามแบบฉบับของเกมทำลายบล็อกทั่วๆ ไปแค่บังคับยานที่มีกันชน (หรือไม้ตีลูกบอล) อยู่ข้างหน้าเลื่อนซ้ายขวาคอยสะท้อนลูกบอลให้ทำลายบล็อกในฉากให้หมดโดยต้องระวังไม่ไห้ลูกบอลหล่นลงไปพ้นขอบฉากด้านล่าง เก็บไอเทมที่ออกมาจากบล็อกที่พังและต้องหลบหลีกการโจมตีของศัตรูไปด้วย ส่วนปุ่มเม้าส์ข้างซ้ายใช้ในการปล่อยลูกบอลและยิงปืนชนิดต่างๆ ซึ่งจะใช้ได้เมื่อเก็บไอเทมดังกล่าวได้

ส่วนศัตรูในเกมนี้จะมีอยู่ 4 แบบคือ ประเภทสร้างบล็อกขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ แทนบล็อกที่เราทำลายไปแล้ว ซ่อมบล็อกที่เสียหาย ยิงปืนหรือจรวดใส่ยานของเรา และพุ่งเข้าชน โดยมีไอเทมแบบต่างๆ ให้เก็บประมาณ 30 กว่าชนิดมีทั้งไอเทมที่เก็บแล้วทำให้สามารถยิงปืนได้ เพิ่มชีวิต ทำให้ขนาดของกันชนใหญ่ขึ้น เพิ่มจำนวนลูกบอล เปลี่ยนรูปแบบหรือขนาดของลูกบอล ป้องกันลูกบอลหล่นไปจากขอบฉาก ทำลายบล็อกหรือศัตรูในฉาก ทำให้ศัตรูหยุดการเคลื่อนไหว เพิ่มคะแนน ฯลฯ เป็นต้น โดยเมื่อเล่นได้ถึงระดับคะแนนที่กำหนดจะสามารถอัพเกรดหรือพัฒนายานของเราได้ทั้งเพิ่มขนาดของกันชน เพิ่มพลังทำลายบล็อก เพิ่มจำนวนกระสุนปืนและเพิ่มพลังป้องกัน

*นอกจากนี้ ยังมีศัตรูระดับบอสที่พอผ่านได้หลายๆ ฉากแล้วจะเจอสักครั้งหนึ่งซึ่งบอสของเกมนี้จะมีการโจมตีคล้ายๆ กับศัตรูทั่วไปทั้งยิงปืนหรือยิงจรวดใส่เราหรือไม่ก็พุ่งชน ซึ่งฉากหลังๆ มาแบบรุม 2 เลยก็มี

เกมนี้มีความยากให้เลือก 3 ระดับซึ่งถ้าเลือกแบบง่ายสุดก็พอจะเล่นได้เพลินๆ เป็นการผ่อนคลายฆ่าเวลา แต่ถ้าเลือกระดับธรรมดาหรือยากมากก็อาจจะทำให้หงุดหงิดได้เนื่องจากเกมนี้จัดว่าเป็นเกมแนวทำลายบล็อกที่ค่อนข้างยากทีเดียวถ้าเทียบกับเกมอื่นๆ ที่ผู้เขียนเคยเล่นมาอย่างเช่นบล็อกเบรกเกอร์หรือแอดเวนเจอร์บอล โดยเฉพาะฉากที่มีบอสรุมเรา 2 ตัว (แต่ไม่ถึงขนาดยากเกินความสามารถของมนุษย์เล่น)

ข้อดีของเกมแนวนี้คือนอกจากจะเป็นการฝึกความคล่องแคล่วในการใช้เม้าส์ไปในตัวแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิอย่างดีอีกด้วยครับ

หน้า 17

*อินเทอร์เน็ตผ่านสายไฟมาแล้ว 'กสท'ชิงธงเปิดบริการต้นปีหน้า
'กสท' ซุ่มเตรียมพร้อมเปิดบริการ 'อินเทอร์เน็ตผ่านสายไฟ' เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบภายในไตรมาส 1 ปี 2551 เล็งเจาะตลาด 'อาคารสำนักงาน-คอนโด และหมู่บ้านจัดสรร' เปิดใหม่ เดินหน้าเจรจา 'การไฟฟ้าฯ' เช่าใช้โครงข่ายสายไฟเพื่อเปิดให้บริการ คาดเบื้องต้นมีอาคารอย่างน้อย 10 แห่ง อ้าแขนรับเทคโนโลยีใหม่ มั่นใจเป็นธุรกิจใหม่สร้างรายได้ในอนาคต และเปิดทางเข้าถึงลูกค้าตามบ้าน
นายสมศักดิ์ พึ่งธรรมเกิดผล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดสื่อสารข้อมูล บมจ. กสท โทรคมนาคม เปิดเผย 'ประชาชาติธุรกิจ' ว่า อยู่ระหว่าง การทดลองให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่าน สายไฟฟ้า หรือ broadband over powerline (BPL) ในเชิงพาณิชย์ โดยได้เริ่มให้บริการในอาคาร Parkland Residence ของบริษัท นารายณ์ พร็อพเพอตี้ จำกัด ไปแล้วตั้งแต่ 1 พ.ย. 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่า กสท จะเริ่มเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2551 อย่างแน่นอน และกำลังพิจารณาหาชื่อที่เหมาะสมสำหรับบริการดังกล่าวด้วย เดิม กสท มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ใช้ชื่อว่า Hi-Net ซึ่งใช้เทคโนโลยี ADSL ซึ่งต้องลากสายทองแดงไปถึงลูกค้าทำให้ต้นทุนสูง ดังนั้นโครงการบรอดแบนด์พาวเวอร์ไลน์จึงเป็น จุดเริ่มต้นที่จะให้บริการที่เป็น last miles สำหรับ กสท ได้มากขึ้น โดยระหว่างนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเสนอค่าเช่าใช้โครงข่ายสายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง และกับเจ้าของตึกต่างๆ อยู่ ดังนั้น ในไตรมาสแรกปีหน้า กสท จะเปิดบริการนี้อย่างเป็นทางการได้อย่างน้อย 10 ตึก ซึ่งจะเป็น BPL ready
หรือพร้อมใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสายไฟฟ้าได้
สำหรับการเช่าใช้สายไฟฟ้าสำหรับให้บริการ ดังกล่าว มีอยู่ 2 ส่วน คือ 1.ภายในอาคาร หรือคอนโดฯต่างๆ เพราะสายไฟฟ้าภายในอาคารถือเป็นทรัพย์สินของเจ้าของอาคาร เป็นพื้นที่ปิด ที่ต้องเจรจาเช่าใช้จากเจ้าของอาคาร และ 2.พื้นที่ ในหมู่บ้านต่างๆ เพราะสายไฟฟ้าเป็นทรัพย์สินของการไฟฟ้าฯจึงจะต้องเช่าใช้จากการไฟฟ้าฯ และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในระดับนโยบายแล้ว
ส่วนการให้บริการไปถึงลูกค้าคอนซูเมอร์ในแต่ ละบ้านนั้น กสท จะประเมินจากความต้องการในการใช้งานในแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เพราะสัญญาณอินเทอร์เน็ตจะมีพื้นที่ให้บริการในรัศมี 200 เมตรจากอุปกรณ์ทวนสัญญาณ ดังนั้นหากจะให้มีพื้นที่บริการที่ครอบคลุมต้องมี การลงทุนอุปกรณ์ทบทวน สัญญาณเป็นจำนวนมหาศาลจึงจะเลือกลงทุนในพื้นที่ที่คาดว่าจะมีจำนวนผู้ใช้บริการมากพอและคุ้มที่จะลงทุน ทั้งนี้ ในระยะแรกจะเน้นพื้นที่ให้บริการในกรุงเทพฯก่อนเนื่อง จากมีอาคารใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างจำนวนมาก รวมทั้งสะดวกในการควบคุมคุณภาพการให้บริการอีกด้วย
ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เราทดลองให้บริการอยู่ในขณะนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วที่ลูกค้าต้องการ แต่มีจุดเด่นคือลูกค้าได้ความเร็วเต็มจำนวน เช่น แพ็กเกจ 1 Mbps ก็จะได้ความเร็ว 1Mbps จริงๆ เพราะลากสายไฟเบอร์ออปติกไปจนถึงตึกนั้นแล้วเชื่อมต่อกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณผ่านสายไฟฟ้า ลูกค้าเมื่อต้องการใช้งานก็เสียบอุปกรณ์แปลงสัญญาณปลายทางแล้วเชื่อมต่อเข้าอินเทอร์เน็ต ได้ทันที
นายสมศักดิ์ยังกล่าวถึงอัตราค่าบริการว่าจะคำนวณจากต้นทุนค่าเช่าสายไฟฟ้า, ต้นทุนการวางโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก รวมทั้งส่วนแบ่งที่ต้องจ่ายให้เจ้าของอาคาร ซึ่งต้นทุนของการใช้โครงข่ายสายไฟฟ้าจะต่ำกว่าผ่านสายโทรศัพท์ แต่ทั้งนี้ กสทฯจะพยายามตั้งราคาให้ได้ใกล้เคียงกับผู้ให้ บริการรายอื่นๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ เช่น ช่วงทดลองจะเก็บค่าบริการจากเจ้าของตึกในอัตราต่ำกว่าราคาที่เก็บกับคนใช้ เพื่อให้เจ้าของตึกค่าบริการจากผู้อยู่อาศัยได้ในราคา 590 บาท/ เดือน
กสทฯ หวังว่าการให้บริการดังกล่าวจะเป็นธุรกิจใหม่ที่จะสร้างรายได้ในอนาคต รวมทั้งลดข้อจำกัดในเรื่องของความครอบคลุมของพื้นที่บริการ ทำให้มีโครงข่าย last miles เป็นของตนเอง ในส่วนของภาพรวมนั้นทราบว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ ก็กำลังซุ่มทดลองให้บริการเช่นกัน ดังนั้นน่าจะทำให้ตลาดบรอดแบนด์โดยรวมมีการให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น'


*สสวท. เชิญชวนครู เยาวชนและผู้สนใจรับจดหมายข่าวทางอินเทอร์เน็ตฟรี
นางสาวนารี วงศ์สิโรจน์กุล รองผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า สสวท. ได้จัดทำจดหมายข่าว "ก้าวไกลกับ สสวท." เป็นจดหมายข่าวราย 3 เดือน เริ่มตั้งแต่ฉบับเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2550 นี้ เนื้อหาประกอบ ด้วยองค์ความรู้ที่น่าสนใจทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี แนะนำสื่อการจัดการเรียนรู้ เจาะลึกสื่อ อุปกรณ์กิจกรรมที่น่าสนใจ แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เกม แนะนำเว็บไซต์ และข่าวคราวความเคลื่อนไหวจาก สสวท. ทั้งนี้ สสวท. จะเริ่มเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.ipst.ac.th ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 นี้เป็นต้นไป นอกจากนั้นยังได้เปิดรับสมัครให้ครู เยาวชน และผู้สนใจทั่วไปไม่จำกัดเพศ วัย อายุ การศึกษา อาชีพ เป็นสมาชิกจดหมายข่าวทางอีเมล์ได้โดยไม่จำกัดจำนวนสมาชิก
ผู้สนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิกจดหมายข่าวทางอีเมล์ โดยส่งชื่อ ที่อยู่ และอีเมล์ของท่านไปที่ sineenart_thaubugkan@hotmail.com โดยใช้หัวข้ออีเมล์ว่า "สมัครสมาชิกจดหมายข่าว ก้าวไกล กับ สสวท." แล้วท่านจะได้รับจดหมายข่าว "ก้าวไกลกับ สสวท." โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

นางสาวสุวิมล เชื้อชาญวงศ์
62/44 ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
E-mail:chun1951@gmail.com


โดย: jenifaae วันที่: 6 เมษายน 2551 เวลา:21:12:22 น.  

 
*สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง 'การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา'

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอเชิญสื่อมวลชนร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง 'การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา'
เปิดการสัมมนาโดย พันตำรวจโท บรรยิน ตั้งภากรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

บรรยายพิเศษ นโยบายและมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดย นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา บรรยายพิเศษแนวทางการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของ
กองบัญชาการตำรวจนครบาลโดย : ผู้บัญชาการดำรวจนครบาล

การบรรยายและอภิปรายกฎหมายและขั้นตอนในการดำเนินคดีทรัพย์สินทางปัญญาโดย : ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
โดย: อธิบดีอัยการฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด

การบรรยาย และอภิปรายปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และแนวทางในการตรวจสอบสินค้าของจริง และของปลอม
โดย ผู้แทนสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2551 เวลา 08.30 น.
ณ ห้องจูปีเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี

กำหนดการสัมมนาเรื่อง 'การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา' กรมทรัพย์สินทางปัญญา
วันพุธที่ 26 มีนาคม 2551 เวลา 08.30 น.
ณ ห้องจูปีเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

08.30-09.00 ลงทะเบียน
09.00 -09.30 พิธีเปิดการสัมมนา
โดย : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พันตำรวจโทบรรยิน ตั้งภากรณ์)
กล่าวรายงาน
โดย: นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
09.30 – 10.30 บรรยายพิเศษ นโยบายและมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย
โดย : นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
10.30 -10.45 พักรับประทานอาหารว่าง
10.45-12.00 บรรยายพิเศษ แนวทางการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของ
กองบัญชาการตำรวจนครบาล
โดย : ผู้บัญชาการดำรวจนครบาล
12.00 -13.00 รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 -14.30 การบรรยายและอภิปราย กฎหมายและขั้นตอนในการดำเนินคดีทรัพย์สิน
ทางปัญญา
โดย: ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
และเทคโนโลยี
โดย: อธิบดีอัยการฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ
สำนักงานอัยการสูงสุด
14.30 -14.45 พักรับประทานอาหารว่าง
14.45 -16.30 การบรรยาย และอภิปราย ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และแนวทาง
ในการตรวจสอบสินค้าของจริง และของปลอม
โดย: ผู้แทนสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา
: ผู้แทนบริษัท ซีเล็คทีฟ เทรดมาร์ค ยูเนี่ยน (ไทยแลนด์) จำกัด
ด้านเครื่องหมายการค้า
รายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
อินทิรา ใจอ่อนน้อม/นินนาท สินไชย/คชภพ สงวนวงศ์/เอกภพ พันธุรัตน์
บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส จำกัด (มหาชน) โทร. 0-2662-2266
e-mail: eakkapop@124comm.com


โดย: jenifaae วันที่: 6 เมษายน 2551 เวลา:21:12:43 น.  

 
*ขอเชิญสมานฉันท์แบ่งปันความรู้ ร่องรอยของเวลา : เครือญาติ ชาติพันธุ์ สุวรรณภูมิ

สถาบันศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

ร่วมกับ สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย, สโมสรมิตรภาพวัฒนธรรมสากลและ สโมสรนักเขียนภาคอีสาน

ขอเชิญสมานฉันท์แบ่งปันความรู้

ร่องรอยของเวลา : เครือญาติ ชาติพันธุ์ สุวรรณภูมิ



วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2551 เริ่มเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

•สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรยายเสวนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เมืองพิมาย ที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดียุคกรุงธนบุรี เรื่องท้าวปาจิตต์ ต้นแบบฉันทลักษณ์กลอนสุนทรภู่ ฯลฯ

•อ่านบทกวีโดยศิลปินแห่งชาติ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ โชติช่วง นาดอน,ไพศาล เปลี่ยนบ้างช้าง,รักษ์ มนัญญา,ดุสิต คร่ำสุข และอโศก ศรีวิชัย วันอังคารที่ 25 มีนาคม 2551 เริ่มตั้งเวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

•นำชมบริเวณพิพิธภัณฑ์พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์และนมัสการ หลวงพ่อพระชีว์ หรือ ปะจี พระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง พระคู่บ้านคู่เมืองสุรินทร์

•นายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวเปิดกิจกรรม

•ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวขอบคุณองค์กรร่วมจัด นำถวายผ้าป่าหนังสือ พระราชวรคุณ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธ) กล่าวอนุโมทนา

•สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรยายเสวนาเรื่อง ลุ่มน้ำมูล 3,000 ปี ราชวงศ์มหิธร บรรพบุรุษกษัตริย์กัมพูชา ผู้สถาปนานครวัด – นครธม และปราสาทเขาพระวิหาร

•อ่านบทกวีโดยศิลปินแห่งชาติ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีร่วมสมัย นำโดย ยุทธ โตอดิเทพย์ นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย โชคชัย บัณฑิต’ กวีซีไรต์,ขุน รำยอง,สุขุมพจน์ คำสุขุม,นฤมิตร ประพันธ์,สนั่น ชูสกุล,ฟอน ฝ่าฟาง,สุมาลี โพธิพยัฆค์,ไชยา วรรณศรี และ นายทิวา

วาดภาพประกอบการอ่านบทกวี เสงี่ยม พวงคำและสุรศักดิ์ สืบสหการ

ขับร้องเพลงจากบทกวี กรเอก เผื่อนผัน

อำนวยการเพลงโดย อานันท์ นาคคง วงกอไผ่

•สักวากลอนสดหัวข้อ “สยามประเทศไทย พ.ศ.2551” โดย สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย

•ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้และขับร้องเพลง เจรียง กันตรึม จากเทคโนโลยีสุรินทรศึกษา ควบคุมวงโดย อ.คธาศักดิ์ โสวภาค

งานบุญ งานฟรี ไม่ต้องมีบัตร

สูจิบัตร เครือญาติ ชาติพันธุ์ สุวรรณภูมิ แจกฟรี
สอบถามรายละเอียดได้ที่ 085-1666473 ,085-9937755


โดย: jenifaae วันที่: 6 เมษายน 2551 เวลา:21:13:00 น.  

 
*'ต้นจูเฮียว' หรือ 'ต้นไม้น้ำแข็ง' เหี่ยวจากมลพิษจีน

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6346 ข่าวสดรายวัน


มลพิษทางอากาศในจีนสร้างผลกระทบต่อญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น นางคาซูมิ ฟูรุกาว่า นักเล่นสกีที่ภูเขาซาโอะพาไปดู 'ต้นจูเฮียว' หรือ 'ต้นไม้น้ำแข็ง' ภาพแปลกตาที่ชาวญี่ปุ่นชอบไปดู เนื่องจากต้นไม้ชนิดนี้เมื่อถูกน้ำแข็งเกาะแล้ว มันจะมีลักษณะคล้ายปีศาจเนื่องจากความบิดเบี้ยวของลำต้น

ผศ.ฟูมิตากะ ยานากิซาวะ จากมหาวิทยาลัยยามางาตะ เตือนว่า มลพิษจากอุตสาหกรรมของจีนนำกรดเข้ามาเหนือน่านฟ้าญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อต้นจูเฮียว จากการศึกษาพบว่า กรดนี้มีส่วนผสมของซัลเฟอร์ซึ่งเกิดขึ้นจากโรงงานในมณฑลชานสี 'ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายให้เด็กๆ ฟังถึงมลพิษนี้ เด็กๆ ถามผมว่า จะแก้ไขได้อย่างไร แต่ผมไม่มีคำตอบที่ดีสำหรับเด็กๆ เพราะมลพิษเกิดนอกญี่ปุ่น เราจึงทำอะไรไม่ได้'

นอกจากมลพิษทางอากาศเหนือภูเขาซาโอะแล้ว บางครั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว เมื่อมลพิษจากสารเคมีและฝุ่นเหลืองจากทะเลทรายโกบีของจีนลอยเข้ามา

ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันโอลิมปิก จีนมีมาตรการลดมลพิษทางอากาศเพื่อป้องกันความขายหน้าระหว่างการเป็นเจ้าภาพ หลังจากที่คณะกรรมการการแข่งขันฯ เตือนจีนว่า ต้องลดมลพิษให้ได้

หน้า 28




*อิทธิพลของอินเตอร์เน็ตที่มีต่ออัตราการฆ่าตัวตาย เว็บพวกนี้จ้องแต่จะเอาผู้เคราะห์ร้ายและมีจิตใจอ่อนแอ

เว็บนรกยุคนฆ่าตัวตายผุดเกลื่อน ข่มเหงผู้เคราะห์ร้ายเป็นการซ้ำเติม [14 เม.ย. 51 - 00:03]

วารสารการแพทย์อังกฤษร้องโวยวายว่า ค้นพบเว็บพิเรนทร์ ยุให้คนฆ่าตัวตาย ผุดขึ้นหลายต่อหลายแห่ง องค์การส่งเสริมสุขภาพจิตถล่มซ้ำว่า เว็บนรกเหล่านี้ จ้องจะข่มเหงผู้เคราะห์ร้ายเป็นการซ้ำเติม
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตัล ออกซฟอร์ด และแมนเชสเตอร์ได้ระดมแรงกันช่วยค้นหา ได้พบเป็นจำนวนเรือนร้อยเว็บ ที่มีเป้าหมายในเรื่องการฆ่าตัวตาย แต่ก็มีอยู่หลายแห่งที่มีเจตนา ช่วยป้องกันและเกลี้ยกล่อมให้เลิกล้มความพยายามลงเสีย
หัวหน้าคณะนักวิจัยนางงลี่ บิดเดิล กล่าวว่า “ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เป็นของง่ายมากที่จะหาความรู้เพื่อจะทำลายชีวิตของตนเอง” ในขณะที่ผู้บริหารองค์การกุศลส่งเสริมสุขภาพจิต ก็เห็นด้วยอย่างเต็มที่ ที่ควรจะมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับพวกเว็บส่งเสริมให้คนคิดสั้นเหล่านี้ “เรารู้สึกวิตกกับอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตที่มีต่ออัตราการฆ่าตัวตาย เว็บพวกนี้จ้องแต่จะเอาผู้เคราะห์ร้ายและมีจิตใจอ่อนแอ


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:40:06 น.  

 
*รหัสลับปรับร่างกายสำหรับวัย 50 อัพ
ผู้จัดการออนไลน์ 13 เมษายน 2551 13:20 น.

*เวลาผ่านไปเร็วมากๆ เหมือนยังรู้สึกว่าฉลองปีใหม่มาไม่นานนี้เอง มาถึงเดือนเมษายนซะแล้ว ทุกวันที่ 13 เมษาของทุกปี นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์ ยังถูกกำหนดให้เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย ถ้าใครที่อายุเริ่มก้าวเข้าสู่เลข 5 ต้องเริ่มปรับตัวเองให้เข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณภายนอก ฮอร์โมนต่างๆ ภายในร่างกาย หรือแม้แต่เรื่องของจิตใจ ต้องเริ่มฝึกปล่อยวางทั้งเรื่องหน้าที่การงานและเรื่องครอบครัว

ปัจจัยเหล่านี้หากผู้มีวัย 50 อัพ ยังไม่เตรียมพร้อมรับมือแล้วละก็ ปัญหามากมายทั้งเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพใจต้องเข้ามารุมเร้าอย่างปฏิเสธไม่ได้แน่นอน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ มี 7 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ปรับตัวเองตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากกิจวัตรประจำวันของคุณเองดังต่อไปนี้

1.ตั้งสติก่อนลุกจากเตียง เมื่อตื่นขึ้นมา อันดับแรกห้ามเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอนทันทีเด็ดขาด เสี่ยงมากต่อการปวดหลังปวดคอ ควรชันเข้าขึ้นมาฝึกหายใจเข้าช้าท้องป่อง หายใจออกยาวๆ ท้องแฟบ สัก 4-5 ครั้ง ตั้งเข่าไว้ บิดเข่าไปซ้ายให้สุด ไปขวาให้สุด ให้ตึงๆ สบายๆ บริเวณก้นและหลังเป็นการซ้อมกล้ามเนื้อและข้อต่อเมื่อลุกขึ้นมานั่ง

*2.ขยับร่างกายให้เลือดลมไหลเวียน นั่งข้างเตียง เหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะทั้ง 2 ข้างเหยียดไปด้านหลังด้านซ้ายและด้านขวา สัก 2-3 ครั้งแล้วค่อยลุกขึ้นเดิน เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการขยับร่างกายนิดหน่อยเลือดลมจะได้ไหลเวียนดี ข้อก็มีความยืดหยุ่นดีพร้อมที่เคลื่อนไหวโดยไม่มีปวดเมื่อย ให้ระบบอวัยวะภายในได้เคลื่อนไหวจะได้มีการขับถ่าย เพราะปกติของร่างกายต้องมีการขับถ่ายทุกวัน

3.ดื่มน้ำสะอาดสัก 1 แก้ว แล้วขยับแข้งขาด้วยการเดินช้าๆ รอบบ้านสัก 2-3 รอบให้เหนื่อยนิดหนึ่ง มีเหงื่อนิดๆ ก็ถือเป็นการบริหารทั้งระบบกล้ามหัวใจและหลอดเลือดแล้ว แต่ควรระวังหน่อยไม่ควรวิ่ง เพราะวัยนี้แล้วเสี่ยงต่อภาวะเข่าเสื่อม ให้เดินเร็วๆ หรือวิ่งเยาะๆ ก็ดี เลือกรองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี คลุมได้ทั้งเท้าเพื่อเป็นการกระจายน้ำหนักตัวที่ดี

4.ไม่เน้นแป้งหรือเนื้อสัตว์ พักสักนิดหน่อย แล้วค่อยทานอาหาร ต้องเป็นอาหารมื้อหนักแต่ไม่เน้นแป้งหรือเนื้อสัตว์ วัยนี้ร่างกายจะดึงเอาไขมันหรือแป้งที่สะสมอยู่มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนเพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องทานเนื้อสัตว์ อาจได้โปรตีนจากถั่ว และงา ข้าวซ้อมมือแทนจะดีมากๆ เน้นผักสดๆ ที่มีตามฤดูกาล ไม่ต้องผ่านความร้อน อันนี้คงคุณค่าทางโภชนาการแบบสุดๆ

5.จัดเวลาขจัดความเครียด หากยังต้องทำงานก็ต้องรู้จักจัดการเวลาให้เหมาะสม ให้เวลากับตัวเองมากๆ ไม่ควรเก็บงานมาเครียดให้มากเกินไป บอกตัวเองเสมอว่าถ้าหนักเกินไป ตัวเราไม่ไหวศักยภาพในการทำงานย่อมน้อยลง และก็ไม่คุ้มกันหากวันหนึ่งเราใช้ร่างกายมากเกิน จนอวัยวะบางอย่างเสียหรือเสื่อมลง จะได้เงินมามากขนาดไหนหากเป็นไปแล้วยากเหลือเกินที่จะทำให้กลับมาได้สภาพเดิม เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา ทังสุขภาพจิตและสุขภาพกาย

6.ต้องมีสติอยู่ตลอดทุกลมหายใจ ไม่ว่าจะคิดจะทำอะไรก็ต้องรู้เท่าทันตัวเอง ทำงานจิตใจก็อยู่กับงาน จะยืนก็ยืนอย่างมีสติ ไม่หลังค่อมไม่แอ่นพุง นั่งตัวตรง เดินอย่างมีสติ ก็เป็นการระวังตัวเองจากอุบัติเหตุทั้งเล็กน้อยและใหญ่เพราะหากพลาดไปนิดวัยนี้กระดูกก็จะเริ่มเปาะเสี่ยงต่อหลายเรื่อง เพราะ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ร่างกายทรุดตามอายุเราชอบเข้าใจว่าร่างกายต้องเป็นไปตามวัย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ทั้งหมดหากเราดูแลตัวเองดีๆ ร่างกายยังคงโครงสร้างที่สมดุลไว้แน่นอน ตรงกันข้ามหากปล่อยร่างกายให้ทรุดไปตามตัวเลขของอายุก็จะทำให้โรคภัยจู่โจมได้หลายโรค ความเสื่อมของร่างกายก็จะทรุดลงเรื่อยๆ และเร็วด้วย

7.เวลาดี 4 ทุ่ม – ตี 4 วัยนี้ต้องพักผ่อนให้มาก ไม่นั้นสิ่งที่จะมีผลก็คือเรื่องของระบบต่างๆ ของร่างกายจะแปรปรวน ทั้งฮอร์โมน เลือดลม ฯลฯ เวลาที่เป็นเวลาพักของร่างกายจริงๆก็อยู่ที่ช่วง 4 ทุ่ม-ตี 4 เพราะฉะนั้นต้องเข้านอนให้เร็วแล้วตื่นเช้าๆ มารับอากาศให้ปอดได้อากาศดีๆ ได้พลังชีวิต

แค่นี้เองกับการมีสุขภาพดี แต่ไม่ใช่แค่ออกกำลังกายอย่างเดียว กำลังจิตก็สำคัญยิ่ง ขอวันละสัก 5-10 นาทีในการฝึกตามรู้จิตของตัวเอง อาจจะเป็นก่อนนอน หรือเช้าตรู่ก็ได้เป็นการเพิ่มพลังให้กับชีวิต ไม่จำเป็นต้องรอไปเข้าวัด ต้องทำให้เป็นเสมือนกิจวัตรอย่างหนึ่ง เพื่อการมีสุขภาพที่ดีที่แข็งแรงทั้ง ร่างกายและจิตวิญญาณ




*“บัวบาน+สะเดาหวาน” ชีวิตหลังความขมขื่นของผู้ป่วยเอดส์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 เมษายน 2551 06:48 น.

*สถานการณ์ผู้ป่วยเอดส์ระดับประเทศ ข้อมูลตั้งแต่เมื่อครั้งที่เอดส์เข้ามาในเมืองไทยประมาณปี 2527 จนถึงสิ้นปี 2550 กรมควบคุมโรคได้รับรายงานผู้ป่วยเอดส์รวมทั้งสิ้น 324,790 ราย มีผู้เสียชีวิต 90,440 ราย

ผู้ป่วยเอดส์รายแรกติดเชื้อจากการรับเลือด กลายเป็นข่าวดังและทำให้คนทั่วไปตื่นกลัวมาก สำหรับสมัยนั้น คำว่า PHA (People living with HIV and AIDS.) ซึ่งเป็นคำนิยามสากลที่แปลว่า ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ก็เกิดขึ้นเพื่อเรียกผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์

การเปิดเผยตัวต่อสังคมว่าตัวเองเป็น PHA นั้นนับเป็นเรื่องยากเย็น เมื่อต้องเจอกับแววตาเดียดฉันท์ และวาจาทิ่มแทงที่ผู้คนรอบตัวมอบให้ แม้ว่าหลายภาคส่วนจะรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้อย่างต่อเนื่อง และคนส่วนใหญ่ก็มีท่าทีเหมือนว่าจะยอมรับการอยู่ร่วมกับกลุ่ม PHA ได้ก็ตาม

สำหรับภาคอีสานตอนบนอย่างอุบลราชธานี จากการสำรวจสถานการณ์โรคเอดส์ตั้งแต่ปี 2531-2548 มีผู้ป่วย 3,663 ราย และมีผู้ติดเชื้อมีอาการ 1,095 ราย เกษตรกร และผู้รับจ้างเป็นกลุ่มที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุด อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่ยอมเปิดเผยตัวและคนส่วนมากก็ยังไม่มีความรู้เรื่องเอดส์มากนัก

ให้ความรู้ ฟื้นฟูผู้ป่วย

จากคำบอกเล่าของประธานกลุ่มบัวบานต้านภัยเอดส์ “ประเสริฐ โสรส” ทำให้ทราบว่า หลังจากพบว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิตในหมู่บ้าน 3-4 รายราว 10 ปีก่อน ทำให้กลุ่มแกนนำอสม.ห้วยขะยุงรวมตัวกัน จากนั้นก็ทำงานรณรงค์เรื่องโรคเอดส์เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2546 รพ.วารินชำราบ และองค์การแชร์ (ประเทศไทย) ซึ่งทำงานระหว่างประเทศยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ และทำหน้าที่คัดเลือกอาสาสมัคร เพื่อจัดบริการให้ความรู้สัญจรในหมู่บ้านแต่ละชุมชน

“กลุ่มบัวบานจะเป็นการรวมตัวกันของ PHA และคนปกติ โดยอาสาสมัครทุกคนมีหน้าที่ให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์กับชุมชน ตลอดจนหาอาชีพให้กับผู้ป่วยที่ยอมเปิดเผยตัว เพื่อให้เขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างคนทั่วไป ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือด้านเงินทุน เช่น องค์การแชร์ฯ กำลังสนับสนุนด้านกิจกรรมจากอบต. และความช่วยเหลือจากแพทย์ชุมชนจัดตั้งกองทุนและระดมทุนช่วยเหลือ”

แต่ใช่ว่าเมื่อมีผู้ช่วยเหลือแล้วจะมีผู้ป่วยยอมเปิดเผยตัว เพราะในห้วยขะยุงนั้นมีผู้ติดเชื้อที่ยอมเปิดเผยตัวเพียง 32 คนเท่านั้น การเข้าหาและการสื่อสารกับชุมชนที่ต้องใช้ความอดทนและความจริงใจเข้าสู้ บางรายกว่าจะยอมเปิดใจและเข้ากลุ่มก็ต้องใช้เวลานานร่วม 2 ปี หรือบางรายก็เลือกที่จะเปิดตัวในกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มสะเดาหวานของรพ.วารินชำราบซึ่งทำงานด้านโรคเอดส์เช่นเดียวกัน

สำหรับวิธีสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้ติดเชื้อว่าเขาไม่ได้เป็นที่รังเกียจเช่นที่ผ่านมาคือ ให้สมาชิกที่เป็น PHA กับสมาชิกที่ไม่ติดเชื้อสื่อสารทำความเข้าใจกัน ให้ความรู้เรื่องยา ให้ความเอื้ออาทรและติดตามผลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีการให้เบี้ยยังชีพโดยงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลเมื่อเขาเปิดตัว ซึ่งข้อมูลของสมาชิกจะเป็นความลับและการยินยอมเปิดเผยตัวนั้นต้องเป็นไปตามความสมัครใจ

“ไม่ว่า PHA จะเปิดตัวกับกลุ่มไหนก็ย่อมเป็นผลดีต่อเขามากอยู่แล้ว เราไม่ได้หวังว่าผู้ติดเชื้อจะต้องเปิดตัวกับเรา เพียงแต่อยากให้เขาเปิดตัวและเข้ารับการช่วยเหลือ” พ่อเสริฐของ PHA กล่าว

ผลดีจากคนนอก(ประเทศ)

ด้านมนูญ ประสาน กำนัน ต.ห้วยขะยุง หนึ่งในสมาชิกกลุ่มบัวบานที่ไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อ กล่าวว่า เมื่อองค์การแชร์ฯลงมาให้ความรู้กับชุมชน ทำให้ผู้นำชุมชนให้การสนับสนุนมากขึ้น อีกทั้งญาติและผู้ป่วยก็ยอมเปิดใจมากขึ้น ทั้งนี้คงเป็นเพราะคติที่ยังว่าคนนอก(ประเทศ) มีความน่าเชื่อถือกว่าคนในนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผลดีของคนนอก คือ ผู้ป่วยยอมเปิดตัวมากขึ้น และหมอชุมชนก็ยอมให้ความร่วมมือในการรักษาและช่วยเหลือจริงจังมากตามไปด้วย

“ตามธรรมดาที่เราจะเชื่อคนต่างชาติในเวลาอันรวดเร็วมากกว่าการต่อสู้โดยลำพังของผู้ป่วย เพราะจะว่าไปก่อนหน้านี้ผู้ติดเชื้อที่เปิดเผยตัวบางคนเขาโดนกีดกัน และรังเกียจจากสังคม ก็เลยทำให้ผู้ป่วยคนอื่นไม่ยอมเปิดตัว เมื่อมีเพื่อนและเห็นแล้วว่าได้รับการช่วยเหลือจริง ความร่วมมือทั้งจากชุมชนและผู้ป่วยจึงค่อยๆ เกิดขึ้น”

จุดเปลี่ยนของความขมขื่น

สังข์ รู้ตัวว่าในตัวเองมีเอชไอวีอาศัยอยู่ก็ต่อเมื่อสามีได้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ในปี 2538 ต่อเมื่อ 2542 จึงตัดสินใจเปิดเผยตัว กระนั้นก็ไม่พ้นคำครหา คำก่นด่าอย่างไร้ปรานี แน่นอนว่าสังคมรอบข้างไม่มียอมรับ มิหนำซ้ำยังถูกตราหน้าอีกว่ามีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งเป็นชนวนสำคัญในการตัดสินในร่วมเป็นแกนนำกลุ่มสะเดาหวานของ รพ.วารินชำราบ

“ชื่อสะเดาหวานมีความหมายว่าคนที่ผ่านชีวิตขมขื่นมาก่อน สะเดาปกติจะขม แต่เราหวังว่าต่อไปมันจะหวาน” สังข์ให้ข้อคิด

ผ่านมากว่า 7 ปีแล้ว PHA อย่างสังข์ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกับเอชไอวีได้อย่างเข้มแข็ง และสามารถก่อประโยชน์ให้สังคมได้อย่างต่อเนื่องด้วยการเป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มผู้ติดเชื้อ นอกจากนี้ กรณีของเธอยังเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญของความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคนี้ในชุมชนได้เป็นอย่างดี

พรรณธิดา มุลประดับ พยาบาลวิชาชีพ รพ.วารินชำราบ ให้ข้อมูลว่า ในการเปิดเผยตัวของผู้ป่วยเอดส์นั้น ก่อนจะทำการตรวจเลือดให้กับผู้ที่สงสัยจะได้รับเชื้อนั้น ก่อนที่คนไข้จะทราบผลพยาบาลจะพูด ทำความเข้าใจ และมีข้อตกลงก่อนว่า หากรู้ผลว่ามีเชื้อ คนไข้จะทำอย่างไร แล้วมีการเตรียมการในชีวิตอย่างไร ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้หมอได้เข้าถึงคนไข้ โดยในช่วงแรกคนไข้จะปฏิเสธทั้งหมอและโรคภัย ไม่อยากเปิดเผยตัว ต่อเมื่อได้รับข้อมูลและทำความเข้าใจ ก็จะเริ่มเปิดตัวในกลุ่มแต่บางรายยังไม่พร้อมจะเปิดเผยต่อชุมชน แต่โดยภาพรวมมีผู้ป่วยเข้ารับบริการเพิ่มขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงการรักษามากขึ้น

“ตัวเลขการเข้ารับการรักษามากขึ้น หรือมีผู้เปิดตัวมากขึ้นนั้น ไม่ได้บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อในภาคอีสานเพิ่มขึ้น เนื่องจากการติดเชื้อเอชไอวีเป็นปัจจัยที่ควบคุมยาก” พรรณธิดา กล่าว

สิ่งที่แกนนำกลุ่มสะเดาหวานและกลุ่มบัวบานเกรงว่าจะเป็นปัญหาในระยะยาว คือ ความยั่งยืนของกลุ่ม และแกนนำ เนื่องจากแกนนำส่วนหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ และการพัฒนาขีดความสามารถของกลุ่มการทำงานยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร อีกทั้งยังต้องเร่งสร้างทำความเข้าใจให้กับเยาวชน เพื่อสร้างให้เป็นแกนนำระดับโรงเรียนและวัยรุ่น เพื่อสร้างรากฐานความเข้าใจเรื่องโรคเอดส์และการทำงานร่วมกับชุมชนให้ได้ตั้งแต่ระดับต้น


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:40:32 น.  

 
*ทุนการศึกษารัฐบาลมณฑลยูนนาน ประจําปี 2551 – 2552 เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก

กรมการศึกษามณฑลยูนนาน (Yunnan Provincial Department of Education ) ได้เปิดรับสมัครนักเรียนและนักศึกษา จากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ที่สนใจขอรับทุนการศึกษารัฐบาลมณฑลยูนนาน ประจําปี 2551 – 2552 เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรือหลักสูตรฝึกอบรม ณ มหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยในมณฑลยูนนาน ที่เข้าร่วมโครงการจํานวน 13 แห่ง โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2551

ขั้นตอนการสมัคร
1. ผู้สมัคร ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมใบสมัครขอรับทุน (เอกสารแนบ) ไปยังมหาวิทยาลัย หรือ วิทยาลัยในมณฑลยูนนานที่เข้าร่วมโครงการ ไม่เกิน 2 แห่งโดยตรง ภายในวันที่ 30 เมษายน 25 5 1
2. มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยจะแจ้งผลให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทางโทรศัพท์ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 และ จะจัดส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้นักศึกษาโดยตรงภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2551

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.mfa.go.th/web/ 2178.php?id= 3887

รายชื่อมหาวิทยาลัยในมณฑลยูนนาน

University
Website
E-mail

Yunnan University
http://www.ynu.edu.cn
zjsheng@ynu.edu.cn

Kunming Science- Technology University
http://www.kmust.edu.cn
peterguo@kmust.edu.cn

ietc@kmust.edu.cn

Yunnan Normal University
http://www.ynnu.edu.cn http://www.icis.cn
admission@icis.cn

Yunnan Agriculture University
http://www.icedynau.net
yuyang136@yeah.net

Kunming Medical College
http://www.kmmc.edu.cn
faokmc@public.km.yn.cn

Yunnan Institute of Traditional Chinese Medicine
http://www.yntm.edu.cn
yutcmwu@sina.com

zsramethyst@163.com

Yunnan University of Nationalities
http://www.ynni.edu.cn
lidanhe@yahoo.com

Yunnan Finance-

Economy

University
http://www.yufe.net
yufe@public.km.yn.cn

yangang68@sina.com

Dali

Institute
http://www.dali.edu.cn
leeminfrancis@.chinese.com

Yunnan Education Department
http://www.ynedu.net.cn
International-affairs@ mail.ynedu.net.cn


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:40:49 น.  

 
*ไฟร์วอล (Firewall FAQ)

http://www.oknation.net/blog/admin-aristotle/2008/04/02/entry-4

ไฟร์วอลคืออะไร ?
ไฟร์วอลคือระบบหรือกลุ่มของระบบที่บังคับใช้ นโยบายควบคุมการเข้าถึง (access control policy) ระหว่างเน็ตเวิร์คสองเน็ตเวิร์ค ไฟร์วอลมีหน้าที่กว้าง แต่โดยหลัก ๆ แล้วอาจแบ่งกลไกการทำงานได้เป็นสองส่วนคือ ส่วนที่ทำหน้าที่ ขวางกั้นnetwork traffic และส่วนที่อนุญาตให้ network traffic ผ่านไปได้ ไฟร์วอลบางชนิดจะเน้นที่การขวางกั้น traffic แต่ไฟล์วอลแบบอื่น ๆ จะเน้นการให้ traffic ผ่านไปได้ แต่สิ่งที่ควรจำไว้คือไฟล์วอลจะนำ access control policy ไปดำเนินการ ถ้าคุณไม่ทราบจริง ๆ
ว่าการเข้าถึงชนิดไหนที่ควรอนุญาตหรือปฏิเสธ ก็ควรให้บุคคลที่หน้าที่ดูแลไฟร์วอลเซ็ตทำการเซ็ตไฟร์วอล แล้วมันจะทำการสร้างนโยบาย (policy) สำหรับองค์การของ คุณทั้งหมด

ไฟร์วอลใช้ป้องกันอะไรได้บ้าง ?
ไฟร์วอลบางชนิดจะยอมให้การติดต่อแบบอีเมลล์เท่านั้นที่ผ่านไปมาได้ ดังนั้นมันจึงป้องกันเน็ตเวิร์คจากการโจมตีใด ๆ ที่ไม่ใช่การโจมตีระบบอีเมลล์ ส่วนไฟร์วอลแบบอื่น ๆ จะให้การป้องกันที่เข้มงวดน้อยกว่า และจะขวางกั้นเฉพาะเซอร์วิสที่รู้กันดีว่ามีปัญหาโดยทั่วไปไฟล์วอลจะถูกเซ็ตให้ป้องกันการล๊อกอินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากภายนอกเน็ตเวิร์ค จึงช่วยป้องกัน ไม่ให้ผู้ที่มุ่งร้ายสามารถล๊อกอินเข้าสู่เครื่องในเน็ตเวิร์คได้ ไฟล์วอลจะขวางกั้นการติดต่อจากภายนอกที่จะเข้าสู่ภายในอย่างรัดกุม
แต่ผู้ใช้ที่อยู่ภายในเน็ตเวิร์คที่ได้รับการอนุญาตสามารถที่จะติดต่อกับภายนอกเน็ตเวิร์คได้อย่างอิสระ ไฟล์วอลสามารถป้องกันคุณการโจมตีทางเน็ตเวิร์คได้ทุกชนิดคุณเพียงแต่ไม่ติดต่อกับมัน
ไฟร์วอลสำคัญมากเนื่องจากมันสามารถทำหน้าที่เหมือนลิ้นปิดเปิด(choke point) ที่ซึ่งความปลอดภัยและระบบการตรวจสอบที่สามารถกำหนดทำงานได้ สถานการณ์ที่ระบบคอมพิวเตอร์ถูกโจมตีโดยผู้ที่โทรเข้ามาโดยใช้โมเด็ม ไฟร์วอลทำตัวเหมือนตัวดักฟังโทรศัพท์(phone tap) และเครื่องมือในการแกะรอย(tracing tool) ไฟร์วอลสามารถทำหน้าที่บัททึกการติดต่อ(logging) และการตรวจสอบ(audit) ได้ ซึ่งจะให้ข้อมูลสรุป เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารที่ผ่านไปมา(traffic) และความพยายามที่จะเจาะระบบเข้ามาแก่ผู้บริหารระบบ

ไวรัสล่ะ ?
ไฟร์วอลไม่สามารถป้องกันโปรแกรมอย่างไวรัสได้ มีหลายหลายวิธีที่จะเข้ารหัสไบนารีไฟล์สำหรับการส่งผ่านเน็ตเวิร์ค
มีหลากหลายสถาปัตยกรรมและไวรัสมากมายที่เกินกว่าจะค้นหาได้หมด อีกนัยหนึ่งไฟร์วอลไม่สามารถมาแทนที่ จิตสำนึกในการรักษาความปลอดภัยในส่วนของผู้ใช้งานได้ โดยทั่วไปไฟร์วอลไม่สามารถป้องกันการโจมตี แบบ data-driven หรือการโจมตีโดยการเมลล์ไฟล์หรือการก๊อปปี้ไฟล์ไปยังโฮสต์ภายในที่ซึ่งไฟล์นั้นจะถูกเอ็กซีคิวต์ รูปแบบการโจมตีชนิดนี้เคยเกิดขึ้นในอดีตกับ sendmail และ ghostscript โปรแกรมสำหรับดูไฟล์ postscript องค์กรซึ่งเป็นห่วงเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ควรจะนำมาตรการควบคุมไวรัสสำหรับทั้งองค์กรไปดำเนินการ มากกว่าที่จะพยายามหาไวรัสที่ไฟร์วอล ควรมีซอฟแวร์สำหรับสแกนหาไวรัสที่รันทุก ๆ ครั้งที่บูตเครื่องสำหรับ เดสทอปคอมพิวเตอร์ที่มีความเสี่ยง ป้องกันเน็ตเวิร์คด้วยโปรแกรมสแกนหาไวรัสจะป้องกันไวรัสที่มากับ ฟลอปปี้ดิสก์ โมเด็ม และอินเตอร์เน็ต การพยายามป้องกันไวรัสที่ไฟร์วอลสามารถป้องกันไวรัสจากอินเทอร์เน็ต เท่านั้น แต่ไวรัสส่วนมากที่ค้นพบจะมากับฟลอปปี้ดิสก์ อย่างไรก็ตาม มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นของผู้ขายที่เสนอไฟร์วอลที่สามารถตรวจจับไวรัสได้ บางทีอาจจะมี ประโยชน์สำหรับผู้ใช้วินโดวส์(Windows-on-Intel)ที่มีการแลกเปลี่ยนโปรแกรมและเอกสารที่สามารถรันมาโคร ที่มุ่งร้ายได้(malicious-macro-capable application documents)เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ควรหวังอะไร กับการป้องกันจากผู้โจมตีโดยอาศัยลักษณะเด่นนี้

เเล้วคุณหละใช่ไฟล์วอล์ของอะไร?
เเล้วการป้องกันดีพอเเล้วหรอ?
คุณเเน่ใจว่าข้อมูลของคุณจะไม่รั่วใหลออกสู่ภายนอก?





*โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน D.E.N.

ถ้าคุณมีความกล้าแสดงออก มั่นใจ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี พร้อมที่จะเป็นตัวแทนของยุวชนไทย ไปศึกษาต่อในต่างแดน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม เรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เเละหาประสบการณ์ในต่างแดน

Dynamic Education Network (D.E.N.) ได้รับโควต้าพิเศษจากองค์กรสหรัฐอเมริกาในการคัดเลือกนักเรียนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับมัธยมศึกษาไปศึกษาต่อเป็นระยะเวลา 10 เดือน ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดน โดยเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนรัฐบาลและอาศัยกับครอบครัวอาสาสมัครชาวอเมริกัน
โครงการนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของทบวงข่าวสารแห่งสหรัฐ USIA
ซึ่งจัดตั้งโครงการเพื่อให้เยาวชนประเทศต่างๆมีโอกาศได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่
เเละการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างถูกกฎหมาย

โดยทางสถานฑูตสหรัฐจะทำการออกวีซ่าประเภท J-1 สำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนเป็น เวลา 1ปี ทางองค์กรจะเป็นผู้ดูแลคัดเลือกครอบครัวอาสาสมัคร จัดหาเเละสมัครเรียนจัดเตรียมเอกสารในการขอวีซ่า เเละทำการขอวีซ่า จัดการปฐมนิเทศเเละให้ความช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาโครงการโดย D.E.N. จะประสานงานกับองค์กรเเละทำการคัดเลือกนักเรียนที่มีคุณสมบัติ พร้อมเป็นตัวแทนเผยแพร่วัฒนธรรมไทยเเละทำการอบรม เตรียมความพร้อมให้นักเรียนก่อนการเดินทาง

คุณสมบัติผู้สมัคร
1. ศึกษาชั้น มัธยมศึกษา
2. อายุ 15-18 ภายในเดือนกรกฎาคม 2551 (ผู้ที่เกิดระหว่าง 31 มี.ค. 2533 - 1 ส.ค. 2536)
3. ผลการเรียนเกรด 2.2 ขึ้นไป และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี
4. ความประพฤติดี มีความมั่นใจในตนเอง กล้าแสดงออก และพร้อมที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมไทย

หลักฐานในการสมัครสอบ
1. ผลการเรียนปีล่าสุด
2. รูปถ่าย 1 นิ้ว 3 รูป
3. ค่าสมัคร 250 บาท
4. สำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรนักเรียน

การสอบคัดเลือก โดยการสอบข้อเขียน และสัมภาษณ์ นักเรียนที่ทางโครงการต้องการคือ ทัศนคติและความพร้อมในการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนฯ มีความพร้อมทางด้านภาษา กล้าแสดงออก ร่าเริงแจ่มใส มีความเป็นผู้ใหญ่ มั่นใจในตนเอง ถ้ามีความสามารถพิเศษจะมีส่วนในการพิจารณา
วัน เเละเวลาในการสอบ ให้นักเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการโทรศัพท์นัดวันเวลา เเละขอรับใบสมัครได้ที่

D.E.N TEL.0-2272 7107-8
http://www.dynamiceducation.net


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:41:12 น.  

 
*'จารุณี' ปราชญ์ขอนแก่น จากผู้ด้อยโอกาสเติบโตกลายเป็นผู้ให้

http://www.matichon.co.th/ วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10994

ในยามที่ชีวิตเหนื่อยล้า แล้วมีมือมือหนึ่งเข้ามาช่วยประคับประคองชีวิตให้ลุกขึ้น และก้าวเดินไปได้อย่างเข้มแข็ง เหมือนเป็น 'น้ำทิพย์' หลั่งมาชโลมกายและใจ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง!!

ดั่งเช่นเธอ 'ต้อย' จารุณี สุตะชา อายุ 47 ปี หญิงสู้ชีวิตชาวขอนแก่น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานชุมชนบ่ะขาม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น และได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็น 'ปราชญ์ชาวบ้าน' ด้านงานประดิษฐ์

เธอ...ผู้ที่ไม่ยึดติดกับเงินทองหล่อเลี้ยงชีวิต หากหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยการ 'หยิบยื่น' โอกาสให้คนอื่น โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียว คือ คนด้อยโอกาสย่อมเข้าใจหัวอกคนด้อยโอกาสด้วยกัน

จารุณีเล่าว่า เคยเป็นคนด้อยโอกาสมาก่อน ทำงานมาแล้วทุกอาชีพ ตั้งแต่กระเป๋ารถเมล์ นายท่า นายตรวจ เสมียน สาวเสิร์ฟ คนล้างจาน แม่ครัว ช่างเสริมสวย รับจ้างทั่วไป แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว และรับซักรีดเสื้อผ้า ซึ่งเป็นงานสุดท้ายที่เธอทำก่อนจะมีอาการมดลูกอักเสบ ส่งผลให้ต้องเลิกทำ เพื่อรักษาร่างกาย

'ตอนนั้นแต่งงานแล้ว มีลูก 2 คน พอดิฉันหยุดทำงานสามีก็ต้องทำงานคนเดียว รายได้ไม่พอจุนเจือครอบครัว ต้องอดมื้อกินมื้อ ตัวเองลำบากไม่เท่าไหร่ แต่เห็นลูกลำบากแล้วสงสารลูก นอนร้องไห้ทุกวัน'

แต่เหมือนสวรรค์ยังปรานี เมื่อ มูลนิธิศุภนิมิตร ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเธอและครอบครัวทุกด้านทั้งส่งเสริมอาชีพ การศึกษาของลูกทั้ง 2 คน จากชีวิตที่ 'ด้อยโอกาส' ในทุกๆ เรื่องจึงค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

'คนเรายามลำบากถึงที่สุด แล้วมีคนเข้ามาช่วยเหลือ ความรู้สึกเหมือนเขาเป็นเทวดา เหมือนน้ำฝนที่รดต้นไม้แห้งเหี่ยว ครอบครัวของดิฉันลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งก็เพราะมีคนเห็นคุณค่าคนด้อยโอกาสและหยิบยื่นโอกาสให้'

จากผู้ด้อยที่ได้รับโอกาส 'ต้นไม้จารุณี' ที่เริ่มเจริญเติบโตก็ 'เผื่อแผ่ร่มเงา' ไปสู่ผู้ด้อยโอกาสคนอื่นๆ

*'ดิฉันใช้ตัวเองเป็นตัววัดว่าตอนเราแย่เรามืดแปดด้านต้องการคนช่วยเหลือ แล้วเวลาคนอื่นแย่ก็คงเหมือนดิฉัน เมื่อดิฉันได้รับโอกาสดีๆ แล้ว ทำไมดิฉันจึงไม่เผื่อแผ่โอกาสดีๆ ให้คนอื่นบ้าง เพราะดิฉันเชื่อว่ายิ่งให้ยิ่งได้'

หลังจากนั้น จารุณีก็เริ่มต้นทำงานด้วยการประสานให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตรเข้ามาช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ปี 2542 เธอก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานหมู่บ้าน เหมือนหน้าที่มาตอกย้ำความรับผิดชอบ จารุณีทำงานหนักยิ่งขึ้น โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ทั้งจัดตั้งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนขึ้นในชุมชน ตั้งโรงงานไบโอดีเซล ผลิตน้ำมันจากน้ำมันทอดซ้ำ ตั้งตลาดชุมชน ส่งเสริมรายได้ให้คนในชุมชน ถ่ายทอดวิชาทำอาหาร ปาท่องโก๋-น้ำเต้าหู้ งานประดิษฐ์ให้กับกลุ่มแม่บ้านเพื่อนำไปประกอบอาชีพชนิดหมดเปลือกไม่มีหวงวิชา พร้อมกับเดินสายสอนงานฝีมือต่างๆ ให้นักเรียนในโรงเรียน จ.ขอนแก่น จนในปี 2545 เธอก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านงานฝีมือประจำปีนั้น

เธอทุ่มเททำงานทั้งที่ครอบครัวยึดอาชีพทำกินแบบเช้าชามเย็นชาม

'ดิฉันความรู้น้อย ก็ต้องทำงานตามความรู้ รับจ้างทั่วไป รับจ้างทำงานประดิษฐ์ต่างๆ มีเงินใช้ไปวันๆ แค่พออยู่พอกินตามอัตภาพไม่ให้อดเท่านั้น ในชีวิตไม่เคยคิดอยากมีเงินทองมากมาย เพราะตายก็เอาไปไม่ได้ ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ทำงานมา สิ่งมีคุณค่าที่สุดคือการช่วยเหลือสังคม ช่วยคนด้อยโอกาส เพราะการพัฒนาคนเป็นทุนทางสังคมที่จะติดตัวเขาไปตลอด แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาด พอเห็นคนที่เราช่วยเหลือเขามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้เลี้ยงครอบครัว มีเงินส่งลูกเรียนจบปริญญา แค่นี้ชีวิตก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว'

สำหรับคนคนหนึ่ง เงินทองก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าความสุข

หน้า 25




*พาณิชย์ดัน'Trustmark' เสริมความเชื่อมั่นอีคอมเมิร์ซไทย
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 เมษายน 2551 19:37 น.

ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าหรือใช้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตก็เหมือนกับการเสี่ยงโชคดีๆ นี่เอง เกิดโชคร้ายมีโอกาสได้ของไม่ตรงกับความต้องการหรือบางข้อมูลที่เราลงทะเบียนไว้ก็อาจจะถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จนทำให้ผู้บริโภคหลายท่านเข็ดขยาดไปตามๆ กัน

แต่ปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะวันนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำโครงการ 'เครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์' หรือ Trustmark ขึ้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการได้รับความคุ้มครองของผู้บริโภค โดยเว็บไซต์ที่ผ่านการตรวจสอบ และรับรองคุณภาพจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะได้รับอนุญาตให้นำเครื่องหมายที่มีสัญลักษณ์คำว่า 'Verified' ไปแสดงไว้บนหน้าเว็บไซต์ของตนเอง ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับเครื่องหมายรับรองที่ใช้ในระดับสากล เสมือนเป็นอีกขั้นหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยให้เป็นที่ยอมรับ และสามารถขยายโอกาสไปสู่ตลาดต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น

* ทั้งนี้ เครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้น เป็นเครื่องหมายที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การรับรองว่าเว็บไซต์นั้นได้ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบ และสามารถเชื่อถือได้ โดยยึดแนวทางจากองค์กรการออกเครื่องหมายรับรองในระดับสากลมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ พันธมิตรองค์กรการออกเครื่องหมายรับรองฯ แห่งเอเชีย หรือ Asia Pacific Trustmark Alliance (ATA) ซึ่งเป็นความร่วมมือของประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และ เม็กซิโก อีกทั้งเร็วๆ นี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ยังมีโครงการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับองค์กรนี้ด้วย เพื่อให้เครื่องหมาย Trustmark ของไทย เป็นที่ยอมรับในระดับโลก

นายวรวิทย์ กัมมารพัฒน์ ผู้ให้บริการเว็บไซต์ http://www.thaibabymart.com จำหน่ายหนังสือสำหรับเด็ก หนึ่งในผู้ให้บริการเว็บไซต์ที่ได้รับมอบเครื่องหมาย Trustmark กล่าวถึงประโยชน์ของเครื่องหมาย Trustmark ว่า ก่อนหน้าที่จะมีเครื่องหมาย Trustmark ธุรกิจที่ทำอยู่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่หลังจากที่ได้รับเครื่องหมายมาไว้บนหน้าเว็บไซต์แล้ว ปรากฏว่ามีคนสนใจเข้าดู และสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เคยมีโอกาสได้คุยกับลูกค้าหลายท่าน ส่วนใหญ่ให้เหตุผลที่เลือกใช้บริการผ่านทางเว็บไซต์ของเรา เพราะเห็นเครื่องหมาย Trustmark ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ทำให้มีส่วนในการตัดสินใจซื้อสินค้าและมั่นใจมากขึ้น ในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และมาตรฐานในการให้บริการจัดส่งสินค้าได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

ด้านนายเยล สุวรรณยั่งยืน ผู้ให้บริการเว็บไซต์ http://www.shop4thai.com จำหน่ายอุปกรณ์ไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้า หนึ่งในผู้ให้บริการเว็บไซต์ที่ได้รับมอบเครื่องหมาย Trustmark กล่าวถึงประโยชน์ของเครื่องหมาย Trustmark ว่า บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 และก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ของการดำเนินการธุรกิจในปีนี้ ซึ่งการได้รับมอบเครื่องหมาย Trustmark จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในครั้งนี้ บริษัทรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และมั่นใจว่าการมีเครื่องหมาย Trustmark นั้นจะเป็นประโยชน์ทั้งผู้ประกอบการ คือแสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์นั้นๆ มีความน่าเชื่อถือ มีแนวปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจที่ดี ผ่านการรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค คือ สามารถเลือกซื้อบริการและสินค้าจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ ทำให้ผู้บริโภคกล้าตัดสินใจซื้อและทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น สะดวก และ ประหยัดเวลา รวมทั้งหากมีข้อพิพาท หรือประสบปัญหา สามารถติดต่อหรือร้องเรียนไปยังกรมฯ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้

ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ Trustmark ได้ ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.trustmarkthai.com โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงผู้สมัครอัปโหลดเอกสารประกอบการสมัครผ่านหน้าเว็บ จากนั้นจะสามารถทราบผลการสมัครทางอีเมล์ภายใน 20 วันทำการ หากเว็บไซต์นั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนจะได้รับเครื่องหมายที่มีสัญลักษณ์ 'Verified' เพื่อนำไปแสดงบนหน้าเว็บไซต์ และผู้สมัครจะต้องทำการต่ออายุเครื่องหมายทุกๆ 1 ปี


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:41:40 น.  

 
*เตรียมเสนอกฏหมายคุมก๊าซโลกร้อน
“ยงยุทธ” แนะออกกฎหมายควบคุมก๊าซเรือนกระจก ชี้ไทยปล่อยต่อหัวแซงจีน พร้อมชง เสนอรัฐบาลใหม่สานต่อแผนลดโลกร้อนรวมผนึกทุกกระทรวงเป็นแผนแห่งชาติ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รก.รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เผยภายหลัง การประ ชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2551 ซึ่งถือเป็น การประชุมนัดแรก ว่า ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทนพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ใน ฐานะประธานคณะกรรมการชุดนี้ โดยมีข้อสรุปเรื่องการบูรณาการร่างแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการ จัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2551-2555 ซึ่งมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณ สุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มานำเสนอ แผนงานของกระทรวงที่จัดทำไว้ เพื่อเตรียมผนวกเข้าเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติฉบับเดียว
ส่วน กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวง การคลัง เพราะในอนาคต การแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนต้องใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์และระบบภาษีเข้ามาบริหารจัดการ
ด้วย รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศจะเร่งเชิญมาหารือเพื่อให้ข้อสรุปร่างแผนแห่งชาติทันเสนอในคณะ รัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้
ศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นจะสรุปความคืบหน้าเสนอนายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้า ส่วนการ แปลงร่างยุทธศาสตร์ฉบับนี้ เป็นแผนปฏิบัติการนั้นคงต้องขึ้นกับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อ โดย
ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลปัญหาภาวะโลกร้อน คงได้รับความสนใจเป็นลำดับแรก เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบทั้งในระดับชาติและระดับโลก แม้บางเรื่องที่อาจเกี่ยวข้องกับ ประชาชนโดยตรง ก็ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ด้วย
* “ขณะนี้มีแนวคิดให้ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)ศึกษาว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีเพียงพอในการควบคุมก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ เพราะขณะนี้ประเทศพัฒนาแล้ว
เริ่มใช้กฎ หมายควบคุมก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแม้จะไม่ใช่สารมลพิษอย่างเฉียบพลันแบบก๊าซมลพิษ ประเภทอื่นๆก็ตาม จึงต้องดูความเป็นไปได้ สำหรับอนาคตด้วย เพราะปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซ เรือนกระจกเป็นอันดับที่ 31 ของโลกและอัน ดับที่ 4 ของอาเซียน และถ้าเทียบอัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ต่อหัวประชากรเฉลี่ยคนไทยปล่อย 5.1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าจีน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการพัฒนาอุตสาหกรรม และภาคพลังงานที่ยังไม่มีการควบคุมการปล่อย แต่ก็ยัง เป็นห่วงว่าถ้าออกเป็นกฎหมายแล้วอาจจะกระทบกับการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งอาจจะถูกใช้เป็น เงื่อนไขในการถูกกดดันจากสิ่งที่เราพยายามคิดหรือไม่ จึงต้องคิดอย่างรอบคอบก่อน”รก.รมว.ทส. กล่าว
ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัด ทส.กล่าวว่า เนื่องในสัปดาห์วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของ ชาติ ระหว่างวันที่ 8-14 ม.ค.นี้ กรมป่าไม้ จัดกิจกรรมส่วนกลางที่สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ต.บางกระเจ้า
อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยมีการจัดนิทรรศการหัวข้อครอบครักษัตริย์นักพัฒนากับการป่าไม้ ของไทย อีกทั้งเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็น องค์ประธานเปิดโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ โครงการสวนกลางมหานครได้ทรงเน้นย้ำให้ช่วยกันปลูก ต้นไม้พื้นที่โครงการ โดยการปลูกเสริมและปลูกฟื้นฟู ไม่ให้ตัดไม้ในพื้นที่เดิมเพื่อปลูกป่า แต่ให้คง สภาพเดิมไว้และช่วยกันปลูกไม้ผลเสริมในที่รกร้าง เพื่อรักษาความสมดุล และความหลากหลายทาง ชีวภาพ โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันยังทราบว่าชุมชนท้องถิ่นที่นี่มีความเข้มแข็งและมี จิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรระดับสูงมาก โดยมีชุมชนนอ.พระประแดงได้ยื่นขอจัดตั้งป่าชุมชนมากกว่า 20 ชุมชน รวมพื้นที่กว่า 200 ไร่ โดยอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามระเบียบของกรม ป่าไม้ด้วย โดยถือเป็นพื้นที่แรกๆในเขตกทม.และปริมณฑลที่จัดตั้งป่าชุมชน




*เชิญฟังรายการวิทยุธรรมะภาคภาษาอังกฤษ โดยอาจารย์ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

เชิงเทียน


ขอเชิญฟังรายการธรรมะภาคภาษาอังกฤษ โดยอาจารย์ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

_______________

ผู้บริหารสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ได้มอบเวลาให้พระเดชพระคุณพระศรีญาณโสภณและอาจารย์ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ สลับกันดำเนินรายการบรรยายธรรมะภาคภาษาอังกฤษ ทุกๆ วันอาทิตย์ เวลา 08:00-08:30 นาที ทางคลื่นความถี่ FM 88, FM 95.5, FM 107 และ AM 918 Mhz ขอเชิญพุทธศาสนิกชนที่สนใจติดตามรับฟังได้

พระศรีญาณโสภณ (พระมหาสุวิทย์ ปิยวิชฺโช)สำเร็จเปรียญ ๙ ประโยค จากวัดบวรนิเวศวิหาร, ศาสนศาสตรบัณฑิต วิชาเอกภาษาและวรรณคดีอังกฤษ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หลังจากนั้น ได้รับพระราชทานทุนไปศึกษาต่อจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต พระบรมราชินีนาถไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโท สาขาพุทธศาสนศึกษาจากวิทยาลัยบูรพศึกษาและอาฟริกาศึกษา (School of Oriental and African Studies) มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันพำนักที่วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก.


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:42:02 น.  

 
*ร่วมไว้อาลัยให้กับการเสียชีวิตของแรงงานข้ามชาติจากพม่า 54 ศพ

โดย : องค์กรด้านแรงงานและแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย

และเรียนเชิญสื่อมวลชนร่วมรับฟังการแถลงข่าว
เรียกร้องให้รัฐบาลไทยสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิด รวมทั้งแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติอย่างบูรณาการและเร่งด่วน

อังคารที่ 22 เมษายน 2551
9 โมงเช้า หน้าทำเนียบรัฐบาลไทย

จัดโดยองค์กรด้านแรงงานและแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย

09.00 น. พร้อมกันหน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งประตู กพ.

09.00 น. – 10.30 น. ปราศรัยเรียกร้องโดยองค์กรต่างๆ
วิไลวรรณ แซ่เตีย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
เพลินพิศ ศรีศิริ กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี
อดิศร เกิดมงคล Migrants Working Group (MWG)
สมชาย หอมละออ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เครือข่ายโครงการฟ้ามิตร(Phamit)
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.)
International Transport Workers' Federation (ITF)
สหพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิค แห่งประเทศไทย
กลุ่มสหภาพแรงงานย่านอ้อมน้อย - อ้อมใหญ่
กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง
สหพันธ์สหภาพแรงงานพม่า (FTUB)
ศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (CAR)
มูลนิธิผู้หญิง
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HOMENET)
มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP)
มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (Peaceway Foundation)
โครงการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ
โครงการประสานชาติพันธุ์อันดามัน
โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย (TLC)
เครือข่ายสามพรานต้านการค้ามนุษย์
เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ( Labour Rights Promotion Network: LPN)
เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (Action Network for Migrants: ANM)
เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network: MMN)
เครือข่ายสิทธิของเหยื่อจากอุบัติเหตุจากการทำงานแห่งเอเชีย(ANROAV)

10.30-10.50 น. พิธีไว้อาลัยให้กับแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิต 54 ศพ

11.00 น. การแถลงข่าวโดยผู้แทนจากองค์กรด้านแรงงานและแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ณ บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลไทย

(1) ประณามการละเมิดต่อชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงานข้ามชาติ
(2) เรียกร้องให้รัฐบาลสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิด
(3) เรียกร้องให้แก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติอย่างบูรณาการและเร่งด่วน

11.30 น. ยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
วิไลวรรณ แซ่เตีย 081 1787489
เสถียร ทันพรม 086 7524593


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:42:26 น.  

 
*เชิญชมนิทรรศการภาพสีน้ำและสีพาสเทล อิ่มสี (Saturated Colors) 25-27 เมษายน 2551 ของ ธีรยุทธ บุญมี

อิ่มสี (Saturated Colors)

ของ ธีรยุทธ บุญมี


25-27 เมษายน 2551 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์

เลขที่ 65/1 ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท 55


กำหนดการ วันที่ 25 เมษายน 2551

17.00 น. การบรรยาย “จากฉากลิเก สู่ศิลปินชายขอบ” โดยธีรยุทธ บุญมี

18.00 น. อานันท์ ปันยารชุน ประธานในพิธีเปิดงาน





*ใครอยากรวย เปิดสูตร...รวย กับ มกค.โดย ผู้จัดการออนไลน์
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2551 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้จับกระแสธุรกิจ เปิดสูตร…รวย จัดเสวนาเรื่อง “ลงทุนให้รวยอย่างยั่งยืน” ขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมครบรอบ 45 ปีของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยได้วิทยากรที่มีประสบการณ์ และความรู้ความสามารถด้านธุรกิจมาชี้แนะแนวทางไปสู่ความสำเร็จให้กับเหล่านักศึกษา และบุคคลทั่วไปได้ฟังกัน
เทพ รุ่งธนาภิรมย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหุ้น และเจ้าของหนังสือกลยุทธ์ห่านทองคำ กล่าวถึงการลงทุนในการซื้อขายหุ้นว่า การลงทุนมันคือการเสี่ยง การเล่นหุ้นก็มีห่านบางตัวโต บางตัวเจ็บ ฉะนั้นนักลงทุนควรมีการศึกษาเทคนิคการลงทุนที่ถูกต้อง โดยเฉพาะข้อมูลที่นำมาใช้ แหล่งที่มาต้องเชื่อถือได้ และนักลงทุนควรจะมีความรู้ไม่ใช่ฟังจากคำบอกเล่าของคนอื่นเพียงอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสี่ยงสูง
เทพกล่าวต่อไปว่า ควรเลือกหุ้นที่มีคุณภาพจากข้อมูลที่เปิดเผย เช่นข้อมูลจากในโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ เพราะจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนมากกว่า ต้องรู้จักประเมินมูลค่าของหุ้นซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องใจเย็นในการซื้อขายหุ้นไม่ควรด่วนตัดสินใจ การติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างน้อยไตรมาศละครั้ง ต้องนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ไม่ควรโลภจนเกินไปอาจจะเจ็บได้ ต้องลงทุนด้วยสติ “ความมั่งคั่งเกิดได้กับทุกคน เทคนิคการสร้างความมั่งคั่งก็ไม่ยากเพียงแค่เมื่อเรามีรายได้จากการทำงานก็นำมาใช้จ่ายไม่เกิน 90% ที่เหลืออีก 10% ให้นำมาออมไว้ แต่การออมไม่ใช่แค่เก็บเงินไว้เฉยๆ ควรเอามาลงทุน แต่ต้องลงทุนอย่างถูกต้อง มีความรู้ จากนั้นเราก็จะได้ดอกผลกลับมาในมูลค่าที่มากกว่า ทำอย่างนี้เป็นวัฎจักรไม่ช้าเร็วเราก็จะ “รวย” อย่างแน่นอน”เทพกล่าว
ด้านคชาภูมิ ศิริชนะชัย นายกสมาคมผู้ค้าไทยระหว่างประเทศ และที่ปรึกษากระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการลงทุนอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดว่า ในการเริ่มต้นธุรกิจนั้นไม่ควรใช้อารมณ์ ความรู้สึกในการตัดสินใจ แต่ต้องนึกถึงความเป็นไปได้เอาข้อเท็จจริงมาใช้ในการพิจารณา การวิเคราะห์คู่แข่งก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะขณะนี้ทุกๆ ธุรกิจมีคู่แข่งมาก สินค้าก็เหมือนหรือใกล้เคียงกันทางด้านกายภาพ ฉะนั้นเราต้องสร้างความแตกต่าง โดยอาศัยหลักการทางจิตวิทยามาช่วย เป็นการสร้างความรู้สึก สร้างแรงกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจสินค้าของเรา
คชาภูมิกล่าวถึงปัจจัยที่สร้างอุปสรรคต่อธุรกิจว่า ปัญหาสำคัญในตอนนี้คือราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เพราะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการบริหารงาน และการผลิตที่แพงขึ้นด้วย การแข่งขันในการแย่งชิงลูกค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็สูงขึ้น อีกทั้งยังมีปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ปัญหาทางการเมือง รายได้ของประชาชน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคที่ทำให้ธุรกิจมีผลกำไรน้อยลงทั้งสิ้น จนอาจต้องปิดกิจการได้ “ถ้าไม่อยากล้มเหลวก็ควรเตรียมตัวรับมือกับปัญหาเหล่านี้ โดยตัวผู้ประกอบการเองควรจะมีองค์ความรู้และความชำนาญ ศึกษาข้อมูลให้มากขึ้น เปลี่ยนจากแต่เดิมที่ธุรกิจมักจะมองสินค้าตัวเองเป็นหลัก มาเป็นการมองลูกค้าเป็นหลัก เอาความต้องการของผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง แล้วอย่าคิดว่าสินค้าของเราดีที่สุด ต้องให้ลูกค้าเป็นคนตัดสินจากสินค้าทั้งหมดที่มีในตลาดแล้วนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น”คชาภูมิกล่าว
“ถึงแม้ว่าตัวเจ้าของจะเก่งแค่ไหน แต่พนักงานขาดความรู้ความเข้าใจในการทำงาน ธุรกิจก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะการทำงานต้องอาศัยความร่วมมือกัน จึงต้องฝึกอบรมให้ความรู้แก่พนักงานอยู่เสมอ ควรเปลี่ยนจากการซื้อทรัพย์สิน มาเป็นการเช่าทรัพย์สินแทน เพราะจะเป็นการช่วยลดต้นทุนไปได้มากและยังคุ้มค่ากว่าอีกด้วย”....


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:42:43 น.  

 
*ไฟโอลิมปิกระอุในไทย 'จอน' ประท้วง 'จีน' หน้ายูเอ็น
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 เมษายน 2551 18:33 น.

ผู้จัดการออนไลน์ – 'จอน อึ๊งภากรณ์' นำทีมต้อนรับไฟโอลิมปิก นัดชุมนุมประท้วงจีนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวทิเบต ในพิธีวิ่งคบเพลิงโอลิมปิก ที่บริเวณหน้าสหประชาชาติ เวลา 15.00 น.วันที่ 19 เม.ย.นี้

นายจอน อึ๊งภากรณ์ ตัวแทนองค์กรร่วมจัดชุมนุมประท้วงรัฐบาลจีนกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในทิเบตในโอกาสที่มีการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกผ่านประเทศไทย แจ้งว่า องค์กรเครือข่ายผู้ร่วมประท้วงได้นัดหมายชุมนุมเวลา 15.00 น.ที่หน้าสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ด้วยเหตุที่ว่า โอลิมปิก คือ กีฬาแห่งสันติภาพของมนุษยชาติ แต่จีนเป็นประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นการกดขี่ชนชั้นแรงงาน การปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน การใช้ความรุนแรงปราบปรามฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ไปจนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทิเบต และการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการในประเทศซูดาน การชุมนุมครั้งนี้จึงถือเป็นการรวมพลังนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนร่วมกันเรียกร้องความจริงใจจากรัฐบาลจีนในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนประเด็นต่างๆ

ทางด้าน นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) ชี้แจงถึงกรณีการจัดชุมนุมดังกล่าว ว่า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนเคารพสิทธิการแสดงออกและสิทธิการชุมนุมอย่างสันติ รวมถึงการเคารพกับหลักการโอลิมปิกที่ว่า 'เสรีภาพ ความเท่าเทียม และความสมานฉันท์'

* พร้อมกันนั้น ยังเรียกร้องให้มีคณะตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเข้าไปตรวจสอบโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เพื่อสนับสนุนการเจรจาระหว่างรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่น และรัฐบาลจีน รวมถึงเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยบริษัทผลิตสินค้าโอลิมปิกกับแรงงาน และแสดงความสมานฉันท์กับประชาชนทิเบตที่ได้ถูกสังหาร คุมขัง และทรมานหลังจากออกมาเรียกร้องสันติภาพและสิทธิมนุษยชนในเดือนที่แล้วในทิเบต

การจัดชุมนุมครั้งนี้ นายเมธา ยืนยันว่า ไม่ได้จัดกิจกรรมชุมุนุมประท้วงเพื่อก่อความไม่สงบตามที่โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการชุมนุมอย่างสันติตามสิทธิแห่งรัฐธรรมนูญ รวมถึงกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้โลกสนใจประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศจีน โดยจะมีกิจกรรมการอ่านแถลงการณ์ร่วมของเครือข่าย การแจกเอกสารรณรงค์ และละครล้อเลียน ระหว่างที่คบเพลิงวิ่งมาถนนราชดำเนิน เราไม่ได้ขัดขวางการวิ่งคบเพลิงแต่อย่างใด

อนึ่ง องค์กรที่ร่วมจัดชุมนุม ประกอบด้วย เครือข่ายทิเบตเสรี ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (ศยป.) คณะกรรมการประสานงานองค์การพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) คณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย กลุ่มสังคมวิจารณ์ จุฬาฯ กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มจัดตั้งชมรมนักสิทธิมนุษยชนรุ่นใหม่แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




*'แฟนรายการ'

เรียน ทุกท่าน

ผมมีบทความที่น่าสนใจ อยากให้ลองอ่าน และร่วมกันแสดงความคิดเห็นกันครับ
*********************************************************************************************

'แฟนรายการ'


เมื่อวานนี้ (18 เม.ย. 51) ทีมงานได้รับโทรศัพท์จากแฟนรายการ (ที่เพิ่งเคยดูรายการเป็นครั้งแรก) พี่จันบอกกับเราว่าดูรายการ 'จับข่าวมาคุย ตะลุยสิบทิศ' ของวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา แล้วสนใจอยากทราบว่าคลินิกที่ทำกายภาพบำบัดนั้นอยู่ที่ไหนเพราะว่าแกมักจะปวดตามข้ออยู่บ่อยๆ หลังจากแจ้งข้อมูลแล้ว เราก็ได้คุยกันพักใหญ่ จนรู้ว่าพี่จันก็มีลูกพี่ลูกน้องที่พิการด้วย เธอเคยเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ แต่เมื่อหลายปีก่อน เส้นเลือดสมองแตก จึงทำให้กล้ามเนื้อซีกซ้ายตายทั้งแถบ ได้ทราบว่าเธอยังเดินได้ แต่ขาดกำลังใจเหลือเกิน หากพี่จันโทรไปหาก็มักจะเอาแต่ร้องไห้อยู่ร่ำไป

พี่จันจึงไม่อยากให้น้องสาวเศร้าไปมากกว่านี้จึงไม่ค่อยได้โทรหาเธอ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

หลังจากที่คุณแม่ของเธอเสียไปเมื่อ 2 ปีก่อน คุณพ่อที่เคยดูแลเธอเพียงผู้เดียวก็มีภรรยาใหม่ พี่จันคิดว่านี่ยิ่งน่าจะทำให้เธอท้อแท้และคิดว่าตนเองหมดสิ้นทุกอย่าง ทุกวันนี้เธออยู่ไปวันๆ อย่างสิ้นหวัง

พี่จันบอกกับเราว่าจะแนะนำให้น้องสาวของเธอดูรายการ ก่อนที่จะพูดคุยเรื่องราวในด้านอื่นๆ ต่อไป เราจึงขอบคุณพี่จัน ไม่ใช่ด้วยเหตุที่ว่าจะได้แฟนรายการเพิ่มขึ้นหรอก แต่ขอบคุณที่ยังมีคนเห็นว่ารายการเราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนพิการอีกคนเข้าใจตนเองขึ้นมาก็ได้ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้เธอได้ซึมซับภาพชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลพิการคนอื่นๆ ให้เธอเห็นว่าเธอไม่ได้เป็นคนพิการคนเดียวในโลก ยังมีเพื่อนคนพิการอีกมากมายที่ใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไป และพวกเขายังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างภาคภูมิใจ

การจะฟื้นฟูคนพิการที่ขาดกำลังใจและยังไม่เห็นคุณค่าตนเองคงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่ก็สามารถทำได้ไม่ยาก ขอเพียงเปิดใจ เพื่อค้นพบศักยภาพที่มีอยู่ และวันนั้นจะเป็นวันของคุณ เพราะไม่ว่าใคร (ผู้พิการคนไหนๆ) ต่างก็เคยต้องผ่านเรื่องราวทำนองนี้...ด้วยกันทั้งนั้น

แพรเพียว PWD-MEDIA

**************************************************************************************************************************************

ทุกท่าน สามารถร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ได้ทางลิงค์กระทู้นี้ครับ
http://www.pwdmedia.com/home/boardque.php?bod_id=3336


ขอขอบคุณครับ ที่ทุกท่านได้เสียสละเวลาอ่านบทความนี้ และ ขออภัยครับ หากจดหมายฉบับนี้เป็นการรบกวนท่าน

ขอแสดงความนับถือ
นายภัทร ตันติวงศ์เจริญ
เจ้าหน้าที่ดูแลเว็บไซต์
http://www.pwdmedia.com

mobile : 086 3774470
e-mail : info@pwdmedia.com
media@pwdmedia.com


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:43:02 น.  

 
*เวลาที่สำคัญที่สุดคือ ปัจจุบัน...คำสอนท่านติช นัท ฮันต์

จงจำไว้ว่า
มีเวลาที่สำคัญที่สุดเวลาเดียว คือ ปัจจุบัน
ช่วงขณะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นเวลาที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่เรากำลังติดต่ออยู่ คนที่อยู่ต่อหน้าเรา
เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตเราจะมีโอกาสได้ติดต่อกับใครอีกหรือไม่
และ ภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือ
การทำให้คนที่อยู่กับเราขณะนั้นๆมีความสุข
เพราะนั่นเป็นภารกิจอย่างเดียวของชีวิต

เราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับคนรอบข้างเรา
ช่วยลดความทุกข์และเพิ่มความสุขแห่งชีวิตเหล่านั้น
คำตอบก็คือ เราจะต้องฝึกสติ

ท่าน ติช นัท ฮันต์
จากหนังสือ ปาฎิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ




*มหกรรมดนตรีสร้างสุข 'ให้' @ สวนลุมพินี

โดย : สสส.

ด้วยเครือข่ายดนตรีสร้างสุข และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร จะได้จัดงานมหกรรมดนตรีสร้างสุข 'ให้' ปลูกเพลงกลางสวน สร้างสุขกลางใจ ณ สวนลุมพินี ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 26 – 27 เมษายน 2551 โดยมีวัตถุ-ประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมกิจกรรมดนตรีสร้างสุขสำหรับเยาวชน ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้คุณค่าของการให้และแบ่งปันผ่านบทเพลงและเสียงดนตรี สานสัมพันธ์ครอบครัว ร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะที่ยั่งยืน

กิจกรรมในงานมหกรรมดนตรีสร้างสุข 'ให้' ณ สวนลุมพินีประกอบไปด้วย

โซน 1 เวทีเพลงสร้างสุข พบกับการแสดงของกลุ่มเยาวชนดนตรีสร้างสุขนับร้อยชีวิต โอเปร่านิทาน พิณเปี๊ยะ สะล้อซอซึง ผสานดนตรีคลาสสิคจากลุ่มคีตะนาฏการล้านนา คอนเสิร์ตของ ลานนา คัมมินส์ - สุนทรี เวชานนท์ และ วงฟองน้ำ

โซน 2 หมู่บ้านดนตรี ร่วมกิจกรรม สวนสนุกดนตรี เครื่องเล่นชิงช้า กระดานหก สร้างเสียงเพลง ดนตรีทำมือ ดีดสีตีเป่ากับเครื่องดนตรีจากทั่วโลก สำหรับครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันสร้างสรรค์เสียงเพลงบรรเลงสุข

โซน 3 จากรากสู่ผล ตลาดนัดดนตรีไม่มีจำกัดสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซุ้มเวิร์คชอปเครื่องดนตรีต่างๆ สอนร้องเพลง แต่งเพลง พิเศษสุด ห้องบันทึกเสียงกลางสวน ยกวงมาบรรเลงอัดเพลงกลับบ้านได้เลย

โซน 4 ศิลปะสร้างสุขสัญจร ละครเร่ ดนตรีไร้พรมแดน ให้ผู้ร่วมงานได้เสพศิลป์สร้างสุขตลอดบริเวณสวนลุมพินี

โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ติดต่อรายละเอียด กลุ่มดินสอสี
0-2623-2838-9 (พีท)
086-510-7300 (เอ๋)





โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:43:17 น.  

 
*ดร.มั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีผู้เป็นหนี้ 5 พันล้านบาท

ประชาชาติ/วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3993 (3193)

เคยยอมรับว่าการเข้ามาเป็น รัฐมนตรี โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในรัฐบาลสมัคร เพราะอานิสงส์ของคนชื่อ 'วัฒนา อัศวเหม' ในฐานะมือขวา ของเจ้าพ่อวังปากน้ำ หรือตำนานงูเห่า อันลือลั่น

*ดร.มั่น พัธโนทัย โควตาเก้าอี้จาก พรรคเพื่อแผ่นดิน ยังยอมรับอีกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นไปแบบ 'ไม่อี๋อ๋อ'

ถึงกระนั้น แม้แผลใจในอดีตจะไม่จำเป็นต้องเยียวยา แต่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ดร.มั่นเองก็ชมนายสมัครว่าเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา เรื่องไหนดีก็บอกดี เรื่องไหนไม่ดีก็บอกว่าไม่ดี

รวมไปถึงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ที่แม้ว่า ดร.มั่นจะจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็ออกตัวแบบเอาเสียง ข้างมากเข้าว่า

'มติพรรคเพื่อแผ่นดินคือ ให้ดูทั้งฉบับ ให้ดูว่าอันไหนที่เป็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ให้แก้ไข ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาดู ก็ยังต้องใช้เวลา'

แต่วิกฤตการเมืองในอนาคตอันใกล้ เมื่อรวมกับชนวนความขัดแย้งในตัวประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ

ดร.มั่นเปิดใจแบบวงในจากคณะรัฐมนตรีว่า การเมืองในระบบรัฐสภาเป็นธรรมดา ทุกคนมีเสียงมีสิทธิ สามารถที่จะใช้เสียงอย่างไรก็ได้

'นายสมัครในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ก็เคยพูดกับ ครม.ว่าไม่ต้องห่วง ให้ทำงานไป ท่านเองก็ยอมรับว่าท่านไม่ค่อยเข้ามาใกล้ชิดกับรัฐมนตรี ต่อไปท่านจะปรับท่าที อาจจะมีการทานข้าวกัน มีปัญหาอะไรก็ให้สายตรงได้ คณะบุคคลที่บริหารประเทศควรจะมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน และมีความเข้าใจในการทำงาน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย'

'หากรัฐมนตรีแตกแยก มีความเห็นไปคนละทางแล้ว ก็อาจจะทำให้ประชาชนสับสน อย่างน้อยถ้าตั้งใจกันดี สามัคคี ประชาชนก็จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ดี'

เมื่อมั่นใจว่ารัฐมนตรีแต่ละคนตั้งใจทำงาน แต่ที่ผ่านมากว่า 2 เดือนรัฐบาลสมัครยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ในขณะที่เศรษฐกิจก็แย่ลง ที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ อาจทำให้หลายคนมองว่ารัฐมนตรีไม่ทำงาน

ดร.มั่นหัวเราะอย่างชอบใจ ยืนยันว่าที่ผ่านมาทุกคนต่างก็ทำงานของตนในส่วนที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการเข้ามาทำงานในกระทรวงไอซีทีที่ถือว่าเป็นกระทรวงที่สำคัญในการพัฒนาประเทศไทย

'การเข้ามาเป็นรัฐมนตรีกระทรวง ไอซีที หากช้าไปจะทำให้ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน ที่เมื่อก่อนอาจจะมีการรบรา ฆ่าฟันกัน แต่เมื่อสงบมีระบบการเมืองที่มั่นคง มีเสถียรภาพ เศรษฐกิจเดี๋ยวนี้ ไม่ได้วัดว่าใครมีเงินดอลลาร์มาก ใครมีทองคำมาก แต่มันวัดด้วยความสามารถในการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี กระทรวงไอซีทีสำคัญมาก หากเราล้าหลังเขาก็จะทำให้ความจูงใจที่จะทำให้ต่างประเทศเข้ามาชะงัก และอีกหน่อย เราจะสู้เขาไม่ได้ อย่างประเทศ เวียดนามที่เดี๋ยวนี้ล้ำหน้าเราไปหลาย อย่างแล้ว'

อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จ.สมุทรปราการยังกล่าวอีกว่า ผลงานเท่านั้นที่จะตัดสินว่าใครเหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรี หลังจากมีหลายคนวิเคราะห์ว่า ดร.มั่นจะสามารถยืนหยัดอยู่เป็นรัฐมนตรีได้ในรัฐบาลสมัคร เพราะ 'คอนเน็กชั่น' และท่อน้ำเลี้ยงจากนายวัฒนา

'ทุกอย่างทำตามนโยบาย หลายข้อหลายนโยบายของเราสอดคล้องกับพรรคไทยรักไทยเดิม อย่างเช่น กองทุนหมู่บ้าน ของนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งในอีกไม่นาน จะมีการตั้งสำนักงานสถิติ ตั้งสารสนเทศแห่งชาติ เพื่อเก็บสถิติของผู้ผลิตให้มากที่สุด เอากองทุนหมู่บ้านเป็นหลักแล้วลงรายละเอียด เช่น ไร่ของคุณปลูกอะไรได้ เท่าไร สถิติจะเป็นตัวเลขแน่นอนไม่ใช่ คาดเดา'

ทั้งนี้ เมื่อย้อนถามถึงบัญชีทรัพย์สิน ซึ่ง ดร.มั่นเป็นผู้ที่มีหนี้สินทะลุเป้ากว่า 5 พันล้านบาท ก็หาทำให้มือขวาของ นายวัฒนาสะทกสะท้านกับตัวเลข ดังกล่าว

'ผมกับคุณวัฒนาคบหากันมา 30 กว่าปี อยู่ด้วยกันมาตลอดทั้งยามทุกข์และยามสุข ผมทำกิจการน้ำมันอย่างที่รู้กันอยู่ เป็นคนไทยยุคแรกๆ ที่มีบริษัทค้าน้ำมันสู้กับยักษ์ใหญ่เป็นสิบๆ ปี รวมเอาการตลาดได้ 15-16 เปอร์เซ็นต์ อย่างปั๊ม SUSCO ที่เป็นของคนไทยแท้ๆ'

ดร.มั่นกล่าวว่า การที่ยอดหนี้สินทะลุ 5 พันล้านบาทนั้น มาจากผลกระทบตั้งแต่วิกฤตฟองสบู่ปี 2540 ที่ทำให้ค่าเงินบาทลอยตัว หนี้สินจาก 1 พันล้านบาทก็เพิ่มขึ้นทีเดียวเป็น 5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการเอาสินทรัพย์ไป ค้ำประกัน ธุรกิจ น้ำมัน

'หนี้สินทั้งหมดเป็นเรื่องของบริษัทมากกว่าส่วนตัว กับคุณวัฒนา ตอนนี้ท่านก็อายุ 75 ปีแล้ว เป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจนักเลง คนมาหา น้องมาหาก็ช่วยเหลือ เงินมีไม่มากหรอก แต่น้ำใจมี'

เป็น 30 กว่าปีอันดื่มด่ำในความสัมพันธ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยน้ำใจ ที่ ดร.มั่นส่งถึงนายวัฒนา

และเป็นน้ำใจจากนายวัฒนาที่ทำให้ ดร.มั่นขึ้นสู่เก้าอี้รัฐมนตรี ในรัฐบาลสมัครอย่างไม่ยากเย็น

กับตัวเลขแค่ 5 พันล้านบาท

หน้า 32





*'ความดีที่ไม่สิ้นสุด คือการอุทิศอวัยวะเมื่อยามสิ้นสูญ'
วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10994

ปัจจุบันการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยชุบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยที่หมดหนทางในการรักษา และการได้มาซึ่ง 'อวัยวะ' จากการบริจาคของผู้มีจิตเมตตาที่ได้แสดงความจำนงไว้ก่อนเสียชีวิตนั้น ยังมีข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะทัศนคติบางอย่างอันเกี่ยวเนื่องกับการบริจาคอวัยวะ ทั้งวงการแพทย์และ สาธารณชนทั่วไป และปัญหาในการประสานงานระหว่างสถาบันต่างๆ ที่มีผู้บริจาคอวัยวะ ซึ่งล้วนแต่นำไปสู่ การซื้อขายอวัยวะได้ในที่สุด

สภากาชาดไทย ได้ริเริ่มเสนอโครงการ จัดตั้งศูนย์รับบริจาคอวัยวะแห่งสภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2531 กระทั่งปี 2536 เป็นปีครบรอบร้อยปีสภากาชาดไทย จึงได้จัดตั้งศูนย์รับบริจาคอวัยวะ และได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะขึ้น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 อยู่ที่ตึกกองอาสากาชาด

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ตั้งขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน เพื่อรณรงค์ให้มีการบริจาคอวัยวะให้มากเพียงพอต่อการปลูกถ่าย โดยจัดสรรอวัยวะที่ได้รับบริจาคอย่างเป็นธรรม เสมอภาค ถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ และประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะกับสถาบันต่างๆ

ในการทำงานของศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ เป็นงานที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างยิ่ง ในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ อาทิ ความเชื่อส่วนบุคคลที่เชื่อว่าการบริจาคอวัยวะทำให้ชาติหน้าเกิดมาไม่ครบ 32 ต้องอาศัยความร่วมมือกับญาติผู้เสียชีวิตที่ต้องทำความเข้าใจถึงความจำเป็นของการนำอวัยวะไปเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังรอความหวังจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาคอวัยวะให้แก่พวกเขาเหล่านั้น ซึ่งการนำอวัยวะของผู้เสียชีวิตไปนั้น ต้องได้รับการลงนามยินยอมจากญาติให้นำอวัยวะออกไปจัดสรรปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยที่รอรับอวัยวะอยู่

*แม้ผู้เสียชีวิตได้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะแล้วนั้น ปัญหาความไม่เข้าใจของญาติยังต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ ความเข้าใจ สร้างกระแสแห่งความศรัทธาในการบริจาคอวัยวะซึ่งเป็นการสร้างกุศลอย่างแรง ที่ไม่ต้องใช้เงินทองใดๆ เลยในการบริจาค เพื่อทำความเข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาการขาดแคลน 'อวัยวะ' เพราะถ้าคนไม่ทราบข้อมูลว่าผู้ที่เสียชีวิตด้วยภาวะ 'สมองตาย' เป็นเช่นใด

ปัจจุบันโรคไต หัวใจ และตับ เป็นโรคที่พบบ่อย และเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขของทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ยาก อีกทั้งมีค่าใช้จายสูงมาก และต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ หรือเสียชีวิต เช่นค่าใช้จ่ายในการล้างไต เมื่อเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน

ขณะที่วิทยาการความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ ได้ยอมรับการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นการรักษาเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยในระยะสุดท้ายที่อวัยวะของร่างกาย อาทิ หัวใจ ปอด ตับ ตับอ่อน ไต ฯลฯ ล้มเหลว ให้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

ตอนนี้มีผู้ป่วยที่ลงทะเบียนรอรับบริจาคอวัยวะกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยถึง 2,198 ราย คิดเป็น ไต 2,003 ราย หัวใจ 8 ราย หัวใจ-ปอด 23 ราย ปอด 5 ราย ตับ 149 ราย ไต-ตับ 5 ราย ไต-ตับอ่อน 5 ราย ที่กำลังทนทุกข์ทรมาน และรอเพียงความหวังจากผู้มีจิตศรัทธาแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะเท่านั้น

หากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริจาคอวัยวะ ก่อให้เกิดการขาดแคลนอวัยวะ และในที่สุดผู้ป่วยที่รอคอยความหวังอาจต้องเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้รับอวัยวะมาปลูกถ่าย

ดังนั้น การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องภาวะ 'สมองตาย' และการบริจาคอวัยวะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ในการช่วยให้ประชาชนร่วมกันทำบุญด้วยการบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ ความเดือดร้อนของผู้ป่วย และครอบครัว รวมถึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยของประเทศด้วย เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการขยายบริการทดแทนไต เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั่วประเทศ

จากข้อมูลสถิติผู้ป่วยไตวายเรื้อรังของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ปลายปี 2548 พบว่ามี 15,736 ราย และจากการศึกษาของหน่วยงานวิชาการ พบว่าอัตราการเกิดภาวะไตวายเรื้อรังขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันคาดว่าจะมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมากกว่า 20,000 ราย ถ้าคิดเป็นตัวเลข รัฐต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นภาระต่อรัฐบาลไม่น้อย ดังนั้น การบริจาคอวัยวะ เป็นบทบาทของทุกคน ทุกหน่วยงาน ร่วมสนับสนุนให้คนมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องการขาดแคลนอวัยวะ และสามารถเข้าถึงการบริการ การรับบริจาคอวัยวะได้อย่างสะดวก

โอกาสครบรอบ 14 ปี 'วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย' ประจำปี 2551 ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ จะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตที่ได้บริจาคอวัยวะ ในวันที่ 29 เมษายน เวลา 08.30-13.00 น. ณ ตึกศักรินทรภักดี วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย สำหรับผู้ที่ต้องการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวรฯ ชั้น 5 ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร.0-2256-4045-6

'ความดีที่ไม่สิ้นสุด คือการอุทิศอวัยวะเมื่อยามสิ้นสูญ'

หน้า 26


โดย: jenifaae วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:2:43:45 น.  

 
*อบรมเชิงปฏิบัติการ - กิจกรรมและการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยแรกเกิดถึงปฐมวัย

โดย : มูลนิธิสิกขาเอเซีย เมื่อ : 21/04/2008 02:48 PM

มูลนิธิสิกขาเอเซีย ร่วมกับคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและพัฒนาการเด็ก และด้านหนังสือภาพ กลุ่มโอซาก้าไม่เป็นไร จากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ท่าน จะได้จัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “กิจกรรมและการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยแรกเกิดถึงปฐมวัย” ขึ้นในระหว่างวันที่ 23 – 25 พฤษภาคม 2551 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะอบรมในหัวข้อ

1. พัฒนาการเด็กอายุ 0-2 ขวบ
2. พัฒนาการเด็กอายุ 3-5 ขวบ
3. พัฒนาการเด็กปฐมวัย
4. อบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ

4.1 การทำของเล่นจากวัสดุเหลือใช้
4.2 วิธีการเล่นกับเด็ก
4.3 สนุกกับหนังสือภาพ
4.4 วิธีการวิเคราะห์หนังสือภาพ
4.5 การทำหนังสือทำมือ
4.6 การเล่านิทานหนังสือทำมือ

โดยสามารถรับได้จำนวนจำกัดเพียง 60 คน พิจารณาเฉพาะผู้ที่ทำงานหรือมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กแรกเกิดถึงระดับปฐมวัยเท่านั้น โดยจะรับองค์กรละไม่เกิน 2 ท่าน จบการอบรมมีประกาศนียบัตรให้ โดยมีอาหารกลางวันและอาหารว่างระหว่างอบรมด้วย

สนใจติดต่อกรอกใบสมัครส่งมาได้ที่ มูลนิธิสิกขาเอเซีย 100/14-20 เคหะคลองเตย 4 แขวง/เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 โทร.02-2497567-8 แฟ็กซ์ 02-2490055

e-mail : sikkhaasia@yahoo.comหรือ info@sikkha.or.th

ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2551 ส่งใบสมัครและคุณสมบัติตรงก่อนมีสิทธิก่อน





*การประกวดสร้างภาพเคลื่อนไหว AACP Thailand Animation Contest 2008

นายวิลฟ์ แบล็คเบิร์น กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา อลิอัลซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (เอเอซีพี) กล่าวว่า ขณะนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สำหรับประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ เช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสำรวจพบว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุกว่า 7 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของประชากรทั้งประเทศ

กก.ผจก. เอเอซีพี กล่าวต่อว่า มีการคาดการณ์ว่าในอีก10 ปีข้างหน้านี้ สัดส่วนของผู้สูงอายุจะเพิ่มมากขึ้น โดยคิดเป็น 11% หรือประมาณ 17 ล้านคน และจะมีแนวโน้มสูงขึ้นตามลำดับ อัตราอายุค่าเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในแถบเอเชียเพิ่มสูงมาก สาเหตุปัจจัยสำคัญมีด้วยกัน 2 ประการคือ สมัยนี้คนเรามีบุตรน้อยลงและการมีอายุเฉลี่ยมากขึ้น เพราะระบบสาธารณสุขดีขึ้น มีการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง และมีความรู้กันมากขึ้น ของไทยอัตราการพึ่งพาของผู้สูงอายุ มีอัตราที่เติบโตมากกว่าประเทศอื่นๆ อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างมากตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมาลดลงจนถึง ขณะนี้ เหลือ 1.4%
นายแบล็คเบิร์น กล่าวอีกว่า ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาอัตราการเกิดของเด็กลดลงต่อเนื่อง จาก 6.4 คนเหลือ 1.9 เท่านั้น คาดว่าประชากรไทยที่มีอายุเกิน 60 ปีจะมากกว่า 20%ของประชากรทั้งหมด ผลกระทบจากการเข้าสู่วัยชราของคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ จะทำให้เกิดภาวะพึ่งพาของผู้สูงอายุ ที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ เกิดภาวะทุพพลภาพทางสังคม รวมทั้งปัญหาสุขภาพที่จะมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การออมทรัพย์เป็นจุดที่ทำให้มีสินทรัพย์ในการออมมากขึ้น การคาดการณ์ของบริษัทฯ สัดส่วนของการออมจะมากขึ้นถึง 9% มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นถึง 18% ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิต สัดส่วนของเงินออมในไทยเพิ่มมากขึ้นถึง 20%
กก.ผจก. เอเอซีพี กล่าวด้วยว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนไทย ตระหนักถึงผลกระทบจากภาวะสังคมผู้สูงวัย เอเอซีพีจึงได้ร่วมกับ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช และเนคเทค จัดโครงการประกวดการสร้างภาพเคลื่อนไหว AACP Thailand Animation Contest 2008 ในหัวข้อ “เยาวชนไทยกับสังคมผู้สูงวัย” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทุนการศึกษาและการเดินทางไปดูงานด้านแอนิเมชัน ที่ประเทศเยอรมนี 1 สัปดาห์ พร้อมรับมอบกรมธรรม์ประกันภัย ให้ความคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุเป็นเวลา 1 ปี

ด้าน นางสุภา โภคาชัยพัฒน์ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการสื่อสารองค์กร เอเอซีพีกล่าวว่า การจัดการประกวดแอนิเมชันโครงการ ภาพเคลื่อนไหว AACP Thailand Animation Contest 2008 ในปีนี้เป็นหัวข้อเรื่อง ”เยาวชนไทยกับสังคมผู้สูงอายุ” ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความสามารถทางด้านการทำแอนิเมชันของเยาวชนไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ในการที่จะช่วยรณรงค์ปัญาภาวะสังคมผู้สูงอายุ และเพื่อให้บุคคลที่ยังอยู่ในวัยทำงาน ได้มีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเข้าสู่วัยของการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ โดยมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ยาวนานที่สุด รวมทั้งทำให้หลายๆ ฝ่ายตระหนัก และเห็นความสำคัญของปัญหาภาวะสังคมผู้สูงอายุมากขึ้นอีกด้วย
ส่วน นายกว้าน สัตะธนี รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า ในตลาดความต้องการบุคลากรในด้านนี้ยังมีมาก เนคเทคมีทีมงานที่คอยให้คำปรึกษาและทักษะด้านไอทีแก่เยาวชนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง การประกวดสร้างภาพเคลื่อนไหวถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเร่งพัฒนาทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ในด้านนี้ ให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประทศ และระดับโลก
รายงานข่าวแจ้งว่า การประกวดสร้างภาพเคลื่อนไหว AACP Thailand Animation Contest 2008 ในหัวข้อ “เยาวชนไทยกับสังคมผู้สูงวัย” แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ระดับ สำหรับเยาวชนระดับมัธยม และระดับอุดมศึกษา ผู้สนใจสามารถสมัครทีมละ 3 คนได้ตั้งแต่ วันนี้ – 30 มิ.ย.2551 โดยผลงานแอนิเมชันที่ส่งเข้าประกวดจะเป็น 2 มิติ หรือ 3 มิติก็ได้ ไม่จำกัดเทคนิคที่ใช้ ความยาวไม่เกิน 3 นาที สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการสื่อสารองค์กร บริษัท อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โทรศัพท์ 02-305-7000 หรือ http://www.aacpthailandanimationcontest.com


โดย: jenifaae วันที่: 18 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:55:33 น.  

 
* รับสมัครเจ้าหน้าที่ เพื่อทำงานโครงการด้านแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย

โดย : องค์การ PATH เมื่อ : 21/04/2008 02:58 PM

คุณสมบัติ

1. จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านสังคมศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. มีความสนใจการทำงานช่วยเหลือด้านสุขภาพในกลุ่มประชากรข้ามชาติ
3. มีความสามารถประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งส่วนราชการและเอกชนได้
4. สามารถเดินทางเพื่อทำงานในต่างจังหวัดเป็นเวลาติดต่อกันหลายวันได้

ผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานกับกลุ่มประชากรข้ามชาติ และงานด้านเอชไอวีเอดส์ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

บทบาทรับผิดชอบ
เป็นผู้ช่วยโครงการ (Project assistant) เพื่อช่วยงานในโครงการด้านสุขภาพและเอดส์กับประชากรข้ามชาติในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดอื่นๆ ในกลุ่มเป้าหมายของโครงการ ทำหน้าที่ช่วยประสานงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ช่วยพัฒนาหลักสูตรอบรมต่างๆ ช่วยฝึกอบรมด้านสุขภาพและเอดส์ สิทธิ และนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการประสานงานเพื่อพัฒนาสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

สถานที่ทำงาน
ประจำอยู่ที่สำนักงานองค์กรในกรุงเทพมหานคร โดยมีการเดินทางไปเพื่อทำงาน ประชุม หรือติดตามงานในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดเป้าหมายของโครงการประมาณ 40-60 % ของเวลาทำงานทั้งหมด

ค่าตอบแทน
ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติที่สอดคล้องกับตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และความสามารถ

ผู้ที่สนใจสามารถส่งประวัติการศึกษาและการทำงาน (เป็นภาษาไทย หรือ อังกฤษ)
มาทางอีเมลได้ที่ stheplib@path.orgหรือทางแฟ็กซ์ 02-653-7568

ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับการติดต่อเพื่อสัมภาษณ์โดยองค์กร ภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551

-----------------------------------------------------------------
องค์การ PATH: เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศที่ทำงานด้านวิชาการสาธารณสุขในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2527




*นักวิจัย มช. ส่งโปรแกรมแปลอักษรเบรลล์ช่วยนักเรียนสายตาพิการ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 มีนาคม 2551 18:19 น.

หวังเห็นผู้พิการทางสายตาได้รับการศึกษาเท่าเทียมคนตาดี อาจารย์ มช. เลยใช้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์พัฒนาโปรแกรมแปลภาษาเขียนไทยให้เป็นอักษรเบรลล์ สำหรับผลิตสื่อการเรียนการสอนได้รวดเร็วทันใจ 10 วินาทีแปลได้ 200 หน้า ลดพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ เตรียมต่อยอดแปลสูตรคณิตศาสตร์ เพิ่มโปรแกรมพิมพ์ภาพนูน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับโรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดเชียงใหม่ พัฒนาซอฟต์แวร์แปลภาษาเขียนไทยให้เป็นอักษรเบรลล์ ซีเอ็มยูเบรลล์ทรานส์เลชัน' (Cmu Braille Translation) โดยอาศัยหลักวิเคราะห์ไวยากรณ์ของภาษา เพื่อย่นระยะเวลาผลิตสื่อการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนผู้พิการทางสายตา โดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) เครือข่ายภาคเหนือ เตรียมจดสิทธิบัตรพร้อมเผยแพร่และพัฒนาต่อยอด แปลสูตรคณิตศาสตร์เป็นอักษรเบรลล์

ดร.รัฐสิทธิ์ สุขะหุต ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ หัวหน้าโครงการ 'การวิเคราะห์โครงสร้างไวยาการณ์อักษรเบรลล์เพื่อการแปลภาษา' เปิดเผยว่า ปัจจุบันสื่อการเรียนการสอนของผู้พิการทางสายตายังมีไม่มาก ทำให้พวกเขาเหล่านี้ขาดโอกาสทางการศึกษา อีกทั้งซอฟต์แวร์แปลภาษาเขียนให้เป็นภาษาเบรลล์ที่มีอยู่เดิมก็ค่อนข้างซับซ้อน ต้องใช้หลายโปรแกรมร่วมกัน และต้องดำเนินการโดยผู้ที่รู้อักษรเบรลล์เท่านั้น

'เริ่มแรกก็คุยกับทางโรงเรียนว่าใช้งานซอฟต์แวร์ใดอยู่แล้วบ้าง หรือมีความต้องการพัฒนาในจุดใด ซึ่งเดิมทีการแปลภาษาเขียนไทยให้เป็นอักษรเบรลล์ต้องให้เจ้าหน้าที่หรือคุณครูที่รู้อักษรเบรลล์อ่านหนังสือแล้วแปลเป็นภาษาเบรลล์ จากนั้นจึงพิมพ์ออกมาเป็นอักสอนเบรลล์ ซึ่งใช้เวลานาน ต้องซื้อเครื่องมือราคาแพงจากต่างประเทศ และอาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ จึงคิดว่าถ้าหากพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาเองน่าจะมีต้นทุนต่ำกว่าและตรงกับวัตถุประสงค์มากกว่าด้วย' ดร.รัฐสิทธิ์ เผย

'โจทย์ของเราคือทำอย่างไรจึงจะพัฒนาซอฟต์แวร์แปลอักษรไทยปกติที่คนตาดีพิมพ์เข้าไปอยู่ในรูปของดิจิทัล และสามารถแปลหรือแปลงออกมาให้อยู่ในรูปอักษรเบรลล์ โดยใช้เวลาไม่นาน มีความถูกต้องสูง เพื่อที่จะสามารถผลิตสื่อการเรียนการสอนปกติหรือจากสื่อต่างๆ ให้ผู้พิการทางสายตาได้เรียนเท่าเทียมกับคนตาดีทั่วไป ตลอดจนพิมพ์ข้อมูลข่าวสารจากหน้าหนังสือพิมพ์ให้พวกเขาได้รับรู้ข่าวความเคลื่อนไหวต่างๆ เช่นคนทั่วไป' ดร.รัฐสิทธิ์ กล่าว

ดร.รัฐสิทธิ์ อธิบายว่า เริ่มต้นต้องศึกษาเกี่ยวกับไวยากรณ์ภาษาไทยและไวยากรณ์อักษรเบรลล์ว่ามีตัวสระ พยัญชนะ และการจัดเรียงอักษรเป็นอย่างไร จากนั้นไปพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์ โดยอาศัยหลักการนำเอาเทคนิคจากการประมวลผลของภาษาธรรมชาติมาช่วยในการวิเคราะห์ เริ่มจากการตัดคำ การวิเคราะห์โครงสร้างของไวยากรณ์ไทย ซึ่งค่อนข้างมีความซับซ้อนอยู่ในตัว เพราะภาษาไทยเราเขียนติดกันยาวต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงเว้นวรรค เราก็ต้องมีการตัดคำว่าตรงไหนเป็นประโยค ตรงไหนเป็นคำ วิเคราะห์คำนั้นว่ามีสระหรือพยัญชนะใดแฝงอยู่ในคำนั้นบ้าง ที่เรียกว่า การถอดรูปสระ และเรียงอักษรใหม่ เพราะอักษรเบรลล์จะต้องให้พยัญชณะอยู่หน้าสระ เช่น คำว่า 'เรา' ในอักษรเบรลล์จะเป็น ร และตามด้วยสระ เ-า ดังนั้นขนาดของอักษรเบรลล์อาจสั้นหรือยาวกว่าต้นฉบับก็ได้

'สำหรับการใช้งาน ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ภาษาเบรลล์เลยแม้แต่น้อย เพียงรู้แค่ภาษาไทยหรือเนื้อหาในวิชานั้นๆ แล้วก็พิมพ์เหมือนพิมพ์เอกสารตามปกติในไมโครซอฟต์เวิร์ดหรือเทกซ์ไฟล์ แล้วนำมาเปิดในโปรแกรม Cmu Braille Translation จากนั้นก็ให้โปรแกรมทำหน้าที่แปลเป็นภาษาเบรลล์ หรืออาจต้องปรับแต่งนิดหน่อยก็สั่งพิมพ์ออกมาเป็นอักษรเบรลล์ได้เลย จากการทดสอบพบว่าโปรแกรมนี้สามารถแปลเนื้อหาในหนังสือภาษาไทยขนาด 200 หน้า ให้เป็นภาษาเบรลล์ได้ในเวลาเพียง 10 วินาที โดยมีความถูกต้องแม่นยำ 80-90% ' ดร.รัฐสิทธิ์ เผย ซึ่งโครงการนี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2546 ขณะนี้ทดลองใช้งานที่โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือมาแล้ว 7 เดือน ให้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี โปรแกรม Cmu Braille Translation นี้สามารถรองรับได้เพียงไมโครซอฟต์เวิร์ด 2003 ลงมาเท่านั้น หากสูงกว่านี้ต้องแปลงให้เป็นนามสกุล RFT เสียก่อนจึงจะแปลเป็นอักษรเบรลล์ได้

อีกปัญหาหนึ่งคือรูปแบบของตัวเอกสาร ดร.รัฐสิทธิ์ บอกว่าถ้าเขียนติดต่อกันไม่ค่อยพบปัญหานอกเสียจากสะกดผิด มีอักขระพิเศษหรือสูตรคณิตศาสตร์แทรกอยู่ แต่ถ้าเอกสารมีการจัดรูปแบบที่ต่างออกไป เช่น ข้อสอบแบบตัวเลือก เอกสารที่มีรูปภาพแทรกอยู่ เป็นต้น จะเป็นปัญหาในการแปล ซึ่งนักวิจัยก็กำลังพัฒนาต่อว่าทำอย่างไรให้โปรแกรมจำได้ว่ามีการเว้นวรรค มีช่องไฟ หรือมีรูปภาพแทรกตรงจุดไหน

เป้าหมายต่อไป ดร.รัฐสิทธิ์ เตียมพัฒนาต่อยอดให้โปรแกรมสามารถแปลสูตรคณิตศาสตร์ให้เป็นอักษรเบรลล์ เพราะขณะนี้ผลิตสื่อได้เพียงวิชาบรรยายเท่านั้น แต่วิชาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ที่มีการใช้สูตรคำนวณต่างๆ มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก และอาจพัฒนาโปรแกรมสำหรับแปลงรูปภาพสำหรับทำภาพนูนต่ำ ทดแทนการวาดภาพลงบนกระดาษคาร์บอนที่ทางโรงเรียนใช้อยู่ปัจจุบัน

สำหรับโปรแกรม Cmu Braille Translation ทาง สวทช. จะดำเนินการจดสิทธิบัตรและเผยแพร่สู่โรงเรียนสอนคนตาบอดต่อไป


โดย: jenifaae วันที่: 18 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:55:56 น.  

 
*งานรำลึกครบรอบ 16 ปีพฤษภา '35



โดย : คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา '35

สืบเนื่องจากวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันพฤษภาประชาธรรม คณะกรรมญาติวีรชนพฤษภา '35 และเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน จึงได้จัดให้มีพิธีการรำลึก 16 ปีพฤษภาประชาธรรมขึ้น

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา '35 ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมพิธีการรำลึก 16 ปีพฤษภาประชาธรรม ประจำปี 2551 ในวันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2551 เวลา 9.00-11.30 น. ณ สวนสันติพร (ด้านข้างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล) ถนนราชดำเนินกลาง และกิจกรรมวิชาการ,วัฒนธรรม เวลา 13.30-19.00 ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)

กำหนดการงานรำลึก 16 ปี พฤษภาประชาธรรม

17 พฤษภาคม 2551
ณ บริเวณก่อสร้างสวนสันติพร (ข้างสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาล) ถนนราชดำเนินกลาง

09.00 - 10.00 น. วางพวงมาลา

10.00 - 11.00 น. พิธีกรรมทางศาสนา

11.00 - 11.30 น. ถวายภัตตาหารเพล

ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

13.30 - 14.00 น. ลงทะเบียน

14.00 - 14.30 น. กวี ขับขาน บรรสานดนตรี โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ ป่อง ต้นกล้า

14.30 - 17.00 น. สันติเสวนา "ฤาการเมืองไทยไร้ทางออก" นำโดย พระไพศาล วิสาโล/ เสรี พงศ์พิศ / วินัย สะมะอุน / ผู้ดำเนินการโดย ปริญญา เทวานฤมิตกุล

17.00 - 19.00 น. ร่วมอารมณ์สุนทรีย์กับดนตรี หงา – คาราวานและเพื่อน


คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา '35
โทรศัพท์ 084-772-3997
โทรสาร 02-970-7034




*ชวนทำบุญ

สวัสดีครับ
วันนี้มีเรื่องที่เชิญชวนเพื่อนมาร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้
1 วันที่ 11 พฤษภาคม นี้หลายคนทราบคงทราบแล้วนะว่าเป็นวันปรีดี (เป็นวันคล้ายวันถึงแก่กรรมของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษที่แท้จริง) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์นะครับ ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับสถาบันปรีดีพนมยงค์ จัดงานขึ้นที่หอประชุมใหญ่ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ตั้งแต่เช้าจนเย็น
2 วันที่ 17 พฤษภาคม 2551 นี้ ผมและคณะประกอบด้วยเจ้านายใหญ่ของผม (สุเทพ สุริยะมงคล) คุณทวีศักดิ์จะจัดผ้าป่าไปทอดที่วัดม่วงบุญศิริ ตำบลป่าตาล อำเภอขุนตาล เชียงราย หลายคนคงจะสงสัยว่าทำไหมผมถึงถ่อไปถวายผ้าป่าถึงที่นั่น จริงแล้ว เมื่อปี 2539 ผมได้มีการประสานงานกับสหายจากเขตเชียงราย (8) ชื่อสหายสิงหา ไปร่วมกันขุดกระดูกเพื่อนและสหายที่เสียสละ(หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา)ที่เขียงรายแล้วนำมาเผาเพื่อคืนแก่ญาติพี่น้อง สหายสิงหาเป็นคนหมู่บ้านปาดตาล ตำบลป่าตาลนี้ และพี่ชายของสหายที่เสียสละก็เป็นผู้ใหญ่บ้านที่นี่ ดังนั้นเราจึงมาทำพิธีสวดกระดูกและเผาที่นี่ ชาวบ้านและทางวัดให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ มาทำเลี้ยงต้อนรับพวกสหายที่มาร่วมงาน ทั้งเปิดบ้านให้พัก เมื่อเสร็จงาน ผมก็ยังไม่เคยไปทำบุญที่นั่นอีกเลย ทางเจ้านายและคุณทวีศักดิ์ต่างมีความร่วมใจอยากจะทำบุญก็เลยให้ผมติดต่อเพื่อทอดผ้าป่าที่วัดนี้
จากการคุยโทรศัพท์กับผู้ใหญ่บ้านป่าตาล ก็พอทราบว่าทางวัดมีความต้องการสร้างพระเจดีย์เพื่อใช้ในการศาสนกิจ และผมก็อยากมอบเงินทำบุญนี้ส่วนหนึ่งให้กับโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างเยาวชน ทางคณะกรรมการวัดก็เห็นด้วย ซึ่งก็คือโรงเรียนอนุบาลขุนตาล
ดังนั้นผมขอถือโอกาสบอกบุญแก่เพื่อน ๆ พี่ๆ น้องในการทำบุญทอดผ้าป่าครั้งนี้ โดยขอให้ท่านที่ต้องการทำบุญโทรมาติดต่อผมได้ และผมจะได้นำชื่อลงพิมพ์ในฎีกา และให้เลขบัญชีในการโอนเงินด้วย
ขอขอบคุณ
จิว




*เวป ชมรมสมาชิกรัฐสภาสตรีไทย

คลิกเพื่อเข้าชมเวป



โดย: jenifaae วันที่: 18 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:56:21 น.  

 
*สป. จัดสัมมนา “ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ประเทศไทยจะไปทางไหน”

คณะทำงานการกระจายรายได้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.)

ขอเชิญสื่อมวลชนที่สนใจเข้าร่วมประชุมสัมมนา เรื่อง “ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ประเทศไทยจะไปทางไหน”

กล่าวต้อนรับ โดย นายธีรพันธ์ นาทีกาญจนลาภ สมาชิกคณะทำงานการกระจายรายได้
บรรยายนำเรื่อง “ยุทธศาสตร์สร้างสมดุลพืชพลังงานและพืชอาหาร” โดย รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานการกระจายรายได้
อภิปรายเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ประเทศไทยจะไปทางไหน” อภิปรายโดย

คุณเดชา ศิริภัทร - ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ
คุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล - รองกรรมการผู้จัดการเครือเจริญโภคภัณฑ์
คุณอุบล อยู่หว้า - ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรทางเลือก
คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร - ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
คุณแซมดิน เลิศบุศย์ - ประธานชุมชนสันติอโศก เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

***ดำเนินรายการโดย นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ สมาชิกคณะทำงานการกระจายรายได้

****พักรับประทานอาหารกลางวัน

การแลกเปลี่ยนความคิดห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนา
***ดำเนินรายการโดย นายธีรพันธ์ นาทีกาญจนลาภ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สรุปผลและกล่าวปิดการสัมมนา
ในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2551 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30 น.
ณ ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย เขตราชเทวี กรุงเทพฯ





*ร่วมให้กำลังใจ “นายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน”

กรณีถูกตั้งข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี”

สืบเนื่องจากกรณีนายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน ได้ถูกนายนวมินทร์ วิทยากุล ทำร้ายร่างกายและแจ้งความว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”) เนื่องจากทั้งคู่ไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี” เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2550
จนเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2551 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งว่าทั้งสองมีความผิดฐาน หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยนัดหมายให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาวันอังคารที่ 22 เมษายน 2551 เวลา 13.30 ณ สน.ปทุมวัน
พวกเราที่มีรายนามข้างล่างมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวดังต่อไปนี้
1. เราขอให้กำลังใจนายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อนในการต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด
/2. เราไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาปิดกั้นการแสดงออกของปัจเจกบุคคล ประหนึ่งว่าคนเหล่านั้นเป็น อาชญากร ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
3. เราไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่มีความคิดเห็น/อุดมการณ์ทางการเมือง ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าความคิด/อุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะเราเชื่อว่า ความคิดเห็น/อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันไม่ใช่อาชญากรรม แต่เป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องรักษาไว้

ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม

Support Petition to “Chotisak and his friend”
On the case of being charged with Lese Majeste for expressing
freedom of expression by sitting down during “Royal Anthem”

This is relating to the incident which Mr. Chotisak Oonsoong and his friend was harassed and charge under the article 112 of the criminal code regarding lese majeste. The article says “anyone insults or expresses vengeance to the King, the Queen, the crown prince and princesses will be persecuted with three to fifteen years imprisonment”. This is after the express their freedom of expression by sitting during the “Royal Anthem”, which happened on 20 September 2007.
On 5 April 2008, the related police department informed them of being charged of the lese majeste law and appoints them to listen to the charge on Tuesday 22 April 2008 at 1.30 pm at Pathumwan Precinct.
We, the undersigned, would like to express regarding this case:
1. We fully support Mr. Chotisak and his friend to fight this case until the end.
2. We disagree with the use of lese majeste law to prohibit the individual’s freedom of expression, as if they are criminals as is happening now.
3. We disagree with the use of violence and harassment on those with different thoughts/ political ideologies, not matter what they think. The beauty of democracy is that people can have the rights to think differently, which should be respected and preserved.

Those do not stand are not criminals. Thinking differently is not a crime.

Sincerely,

The Undersigned


โดย: jenifaae วันที่: 18 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:56:40 น.  

 
*ทุนนิยมสามานย์ ... แน่หรือ ?

คอลัมน์ ระดมสมอง

โดย ไสว บุญมา sboonma@msn.com

บ่อยครั้งในระหว่างที่มีการถกเถียงกันทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ระบบทุนนิยมถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของความเลวร้าย จนได้สมญาว่าเป็น 'ทุนนิยมสามานย์' อย่างไรก็ตามหากถามผู้เปล่งคำนั้นออกมา เขามักจะตอบอย่างแจ้งชัดไม่ได้ว่า ระบบทุนนิยมคืออะไร และทำไมมันจึงชั่วช้าจนเข้าขั้นสามานย์ จึงขอนำประวัติของระบบทุนนิยมมาเล่าคร่าวๆ เพื่อเป็นฐานสำหรับการพิจารณาแบบใช้ปัญญาว่า ระบบนั้นสามานย์จริงหรือไม่

'ทุนนิยม' หมายถึง ระบบสังคมและเศรษฐกิจที่ปัจจัยในการผลิตส่วนใหญ่เป็นของเอกชน ซึ่งมุ่งแสวงหากำไรโดยใช้ตลาดเป็นตัวชี้นำเรื่องการลงทุน การผลิต การจำหน่าย พร้อมทั้งการตั้งราคาสินค้าและบริการ บุคคลและนิติบุคคลมีสิทธิ์และอิสระที่จะขายที่ดิน แรงงาน สินค้าและบริการโดยผ่านการใช้เงิน ส่วนประกอบต่างๆ ของระบบทุนนิยมมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลและเริ่มค่อยๆ ได้รับการรวมหลอมให้เป็นระบบเศรษฐกิจขึ้นในประเทศอังกฤษ เมื่อราว 500 ปีที่ผ่านมา เมื่อระบบศักดินาค่อยๆ เสื่อมลงในสังคมตะวันตก หลังจากนั้นระบบทุนนิยมก็ค่อยๆ แพร่ขยายออกไปในยุโรปและส่วนอื่นของโลก มันเป็นระบบที่สังคมส่วนใหญ่ใช้ในระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อราว 240 ปีที่แล้ว

ในช่วงเวลาราว 500 ปีที่กล่าวถึงนั้น แนวคิดเรื่องทุนนิยมพัฒนาอยู่ตลอดเวลาและวิวัฒน์มาเป็นฐานของระบบที่เรียกกันว่า 'เศรษฐกิจแบบผสม' ในปัจจุบัน นั่นคือสังคมต่างๆ นำส่วนประกอบของระบบเศรษฐกิจหลายระบบมาผสมกันตามที่เห็นว่ามันเหมาะสมกับสังคมของตน โดยเฉพาะการให้รัฐมีบทบาทในการเป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบสังคมนิยม ระบบทุนนิยมวิวัฒน์ไปตามแนวคิดของปราชญ์ในประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ ในจำนวนนี้ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในตอนต้นๆ ได้แก่ อะดัม สมิธ ผู้รวมแนวคิดของเขาไว้ในหนังสือชื่อ The Wealth of Nations ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2319 แนวคิดของเขาวางอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นในการมีประสิทธิภาพของระบบนายทุนแบบตลาดเสรี ฉะนั้นรัฐควรจะมีบทบาทน้อยที่สุด

ระบบทุนนิยมถูกกล่าวหาว่าก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและจะนำไปสู่การต่อสู้กันระหว่างคนสองชนชั้นคือ ชั้นนายทุนและชั้นกรรมกรซึ่งถูกนายทุนเอาเปรียบ จนในที่สุดสังคมจะล่มสลาย ในความเห็นของคาร์ล มาร์กซ์ เพื่อแก้ปัญหานี้ ระบบทุนนิยมจะต้องถูกแทนที่ด้วยระบบคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับระบบทุนนิยมเข้าไปแทนที่ระบบศักดินา เขารวมแนวคิดของเขาพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือชื่อ Communist Manifesto เมื่อปี 2391 ในระบบคอมมิวนิสต์ เอกชนไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการ สิ่งเหล่านั้นเป็นของรัฐซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งว่า สังคมจะผลิตอะไร อย่างไร มากน้อยแค่ไหน และเพื่อใคร สังคมแรกที่นำระบบนี้มาใช้คือ รัสเซีย หลังการปฏิวัติล้มระบบกษัตริย์เมื่อปี 2460 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้กันของโลกที่มีแนวคิด 2 ขั้วใหญ่

ต่อมาระบบทุนนิยมตามแนวคิดในขั้วของอะดัม สมิธ ถูกกล่าวหาว่าไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้หมดไปได้ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับการว่างงานและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตามความเห็นของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐจะต้องมีบทบาทมากขึ้นในระบบทุนนิยม เช่น ลดภาษีและทำงบประมาณขาดดุลในระหว่างที่เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะถดถอย เขารวมแนวคิดของเขาพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ The General Theory of Employment, Interest, and Money เมื่อปี 2479

แม้แนวคิดของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ จะถูกท้าทายจากปราชญ์ทางเศรษฐศาสตร์อยู่เรื่อยๆ แต่ในปัจจุบันนี้มันเป็นฐานของการบริหารจัดการเศรษฐกิจทั่วโลก ยกเว้นในกรณีของเกาหลีเหนือและคิวบา เนื่องจากโลกกำลังเผชิญกับปัญหาหนักหนาสาหัส ระบบทุนนิยมจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ การกล่าวหาเช่นนี้ไม่ใช่ของใหม่และเป็นไปในแนวของคาร์ล มาร์กซ์ และพรรคพวกซึ่งเสนอทางแก้ไขไว้แล้วอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตามผู้นำระบบนั้นไปใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งประเทศมหาอำนาจ เช่น สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ตรงข้ามมันกลับทำให้ปัญหาหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นจนสหภาพโซเวียตแตกสลาย

ผู้ที่ยังคิดว่าระบบคอมมิวนิสต์จะแก้ปัญหาของโลกได้คงต้องไปอยู่ในเกาหลีเหนือและคิวบาสักพักใหญ่ๆ บางทีความอดอยากจะทำให้พวกเขามองเห็นต้นตอของปัญหาของระบบนั้น ซึ่งได้แก่การขาดอิสรภาพอันเป็นความต้องการสูงสุดของมนุษยชาติอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นในระหว่างที่ถูกนำไปใช้ ระบบคอมมิวนิสต์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดแล้วว่า มันไม่สามารถลบล้างความแตกต่างของชนชั้นได้ นั่นคือประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นแรงงานที่ไม่มีอิสรภาพ กับชนชั้นปกครองซึ่งมีอภิสิทธิ์ในเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ต่างกับนายทุนที่ร่ำรวยในระบบทุนนิยมในปัจจุบัน

เนื่องจากอะดัม สมิธ เป็นต้นตำรับในการรวมหลอมแนวคิดของเศรษฐกิจทุนนิยม จึงขอย้อนกลับไปดูว่ายังมีอะไรซึ่งคนทั่วไปอาจไม่ค่อยรู้ รวมทั้งผู้ที่กล่าวหาว่าทุนนิยมนั้นชั่วช้าถึงขั้นสามานย์ด้วย ผู้ที่ย้อนไปดูแนวคิดและการปฏิบัติตัวของอะดัม สมิธ อาจพบ 3 สิ่ง คือ (1) 17 ปีก่อนที่เขาจะเขียน The Wealth of Nations เขาได้เขียนหนังสือชื่อ The Theory of Moral Sentiments ขึ้น หนังสือเล่มนี้เป็นกรอบแนวคิดด้านจริยธรรมซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อข้อเสนอในระบบทุนนิยมของเขา (2) อะดัม สมิธ วิตกเรื่องการบูชาเงิน การผูกขาดและการฮั้วกัน เพราะมันจะสร้างความเลวร้ายให้ระบบทุนนิยม และ (3) เขามีความกตัญญูและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ มีความซื่อตรง และดำเนินชีวิตตามหลักของความพอประมาณ ซึ่งวิวัฒน์ต่อมาเป็นฐานของแนวเศรษฐกิจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

หากนำเอาความจริง แนวคิด และวิวัฒนาการด้านต่างๆ ดังที่กล่าวถึงมารวมกัน มันคงบ่งอย่างแจ้งชัดว่า ถ้าผู้ใช้ระบบทุนนิยมทำไปตามหลักที่อะดัม สมิธ คิดไว้ โดยมีการปรับเปลี่ยนบ้างตามความจำเป็น ยึดกฎเกณฑ์ของมันอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตัวตามที่เขาเองทำ ระบบทุนนิยมจะไม่ก่อให้เกิดความชั่วร้ายจนได้สมญาว่าเป็นระบบที่สามานย์เลย แต่ความชั่วช้าสามานย์อยู่ที่คนต่างหาก ทั้งนี้เพราะจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่มักไม่ทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมและปฏิบัติตัวแบบอะดัม สมิธ เรื่องนี้ถ้าจะให้ขยายความคงต้องเน้นความชั่วร้ายของชนชั้นปกครองที่ฉ้อฉล มีผลประโยชน์ทับซ้อน และรวมหัวกันฮั้วกับฝ่ายเอกชนเพื่อปล้นสังคมที่คนส่วนใหญ่ตามไม่ทันพวกเขา ฉะนั้นถ้าผู้กล่าวหาสามารถแก้ความชั่วช้าสามานย์ของคนเหล่านั้นได้ ระบบทุนนิยมจะไม่มีความสามานย์เหลืออยู่อย่างแน่นอน ในทางกลับกันหากคนยังสามานย์ ระบบอะไรก็ย่อมสามานย์ แม้แต่ศาสนาที่ว่าแสนประเสริฐก็จะสามานย์ เรื่องนี้เห็นกันอยู่โต้งๆ แล้วมิใช่หรือ ?

หน้า 38




*เปิดเว็บไซต์ฟรีกับ http://www.dbdmart.com โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดให้บริการตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้ชื่อ http://www.dbdmart.com สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการทำการทำการค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อเพิ่มช่องทางทางการตลาดให้กับสินค้า/บริการของท่าน ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น โดยท่านสามารถสมัครสมาชิกเพื่อขอใช้บริการในระบบต่างๆ ได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหน้าร้านอิเล็กทรอนิกส์ , Webboard โดยระบบจะมี

- Template ของหน้าร้านอิเล็กทรอนิกส์ให้เลือก 10 แบบ

- สามารถสร้าง Product Catalog ได้แบบไม่จำกัดจำนวนสินค้า

- มีระบบ Matching เมื่อผู้ซื้อ-ผู้ขายได้ลงประกาศซื้อ - ขายไว้บน กระดานซื้อ-ขาย เมื่อมีความต้องการสินค้าใดตรงกันระหว่างผู้ซื้อ - ผู้ขายสินค้านั้น ระบบจะทำการจับคู่ผู้ซื้อ-ผู้ขาย และแจ้ง และแจ้งเตือนไปยัง e-mail ของผู้ซื้อ และผู้ขายทันที

- มีระบบ Directory ร้านค้าและสินค้า

- สามารถเชื่อมข้อมูลไปยังฐานข้อมูลการจดทะเบียนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

- สามารถเชื่อมข้อมูลไปยัง Homepage การขอใช้เครื่องหมาย Trustmark

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 547-5959-61 หรือ e-commerce@dbd.go.th


โดย: jenifaae วันที่: 18 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:56:57 น.  

 


เมื่อ 28 พ.ค. หนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ รายงานว่า เกิดกระแสประท้วงต่อต้านชารอน สโตน นักแสดงสาวใหญ่ชาวอเมริกัน เจ้าของภาพลักษณ์ดาราเซ็กซี่แถวหน้าของฮอลลีวู้ด หลังจากชารอนไปให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมงานภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า จีนประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ถือว่าเป็นผลกรรมจากการที่รัฐบาลจีนดำเนินนโยบายทำร้ายชาวทิเบตผู้เรียกร้องเอกราช

ชารอนกล่าวด้วยว่า องค์ทะไล ลามะ ผู้นำรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นทรงเป็นมิตรที่ดีของตน ที่ผ่านมารัฐบาลจีนปฏิบัติเรื่องเลวร้ายกับพระองค์ไว้มาก เมื่อจีนได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในปีนี้ จึงอยากขอให้บุคคลผู้มีส่วนร่วมคิดถึงเรื่องความเหมาะสมกันให้มากๆ ยิ่งไม่นานมานี้เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในประเทศจีน ตนเชื่อว่าเป็นเพราะถูกกรรมสนองโทษฐานเคยทำร้ายคนทิเบต
ท่วมซ้ำ- เมืองอันชุน มณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน จมอยู่ในน้ำเพราะพายุฝนตกหนักหลายพื้นที่ทางภาคใต้ ขณะที่ชาวจีนก่อกระแสคว่ำบาตร "ชารอน สโตน" (ภาพเล็ก) ดาราเซ็กซี่รุ่นใหญ่ของสหรัฐ ฐานพูดว่าเหตุแผ่นดินไหวถล่มจีนเมื่อ 12 พ.ค. เป็นกรรมเก่าจากการทำร้ายชาวทิเบต (เอเอฟพี)


คลิปคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของชารอนแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทูบไปทั่วโลก ทำให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงชาวจีนในฮ่องกงไม่พอใจชารอนอย่างรุนแรง มีการปลุกระดมให้ธุรกิจภาพยนตร์ยุติการฉายหนังที่ชารอนร่วมแสดง ซึ่งมีเครือข่ายโรงภาพยนตร์รายใหญ่บางส่วนเริ่มปฏิบัติตามเสียงเรียกร้องแล้ว เช่น เครือยูเอ็มอีซีเนเพล็กซ์ นอกจากนั้นร้านขายเครื่องสำอางแบรนด์เนม "คริสเตียนดิออร์" ยังสั่งปลดโปสเตอร์โฆษณาสินค้าทุกชิ้นที่ชารอนเป็นพรีเซ็นเตอร์ออกให้หมดเพื่อลดกระแสต่อต้าน

ด้านสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพิ่มเป็น 68,109 ราย สูญหาย 19,851 ราย ขณะที่การกู้ภัยในบริเวณติดทะเลสาบที่ก่อตัวขึ้นจากเหตุแผ่นดินไหวยังดำเนินต่อไปอย่างรีบเร่ง มีการอพยพชาวบ้านแล้วกว่า 158,000 ราย เนื่องจากเกรงว่า น้ำในทะเลสาบจะล้นทะลักใส่พื้นที่ผู้ประสบภัย

วันเดียวกัน ยอดผู้เสียชีวิตฝนตกหนักทางตอนใต้ของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 53 คน และคาดว่าฝนจะตกหนักต่อเนื่องไปอีก 3 วัน พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมเฉียบพลัน คือ มณฑลกุ้ยโจว มณฑลหูเป่ย มณฑลหูหนาน และเขตปกครองตนเองกว่างซี

(ข่าวสดออนไลน์)


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2551 เวลา:23:34:43 น.  

 
บทกวีจากจิระนันท์ พิตรปรีชา ที่มอบให้แก่พี่น้องพันธมิตรฯ

Posted by jonathan_seagull - http://www.oknation.net/blog/seagull/2008/05/30/entry-1

ค่ำคืนหนึ่งบนถนนราชดำเนิน บันทึกภาพ 27/05/51



โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2551 เวลา:23:35:05 น.  

 
*ตำนานของเทพเฮอร์เมส(ดาวเมอคิวรี่)

ที่มา : นาราด้า - http://www.oknation.net/blog/tarot/2007/11/23/entry-2

สวัสดีค่ะ...วันนี้ได้ไปงานหนังสือที่ สยามพาราก้อนชั้น 5 ก็บังเอิญไปพบหนังสือเกี่ยวกับเครื่องรางต่างๆ พอดีรู้สึกว่า สัญลักษณ์นี้หรือที่เรียกว่า คาดูเซอุส หรือที่ อย. ใช้เป็นสัญลักษณ์ทุกวันนี้นั่นแหละค่ะ



Mercury ผลงานของ Giambattista Tiepolo ภาพวาดในช่วงศตวรรษที่ 18


ประวัติความเป็นมาก็มีอยู่ว่า เทพเมอคิวรี่หรือเฮอร์เมส Hermes เป็นเทพแห่งการสื่อสารและการพูดของเทพตำนานกรีก เป็นบุตรของเทพซีอุส (Zeus) กับ มายา (Maia) เขาชอบสวมหมวกปีกว้าง และสวมรองเท้าที่มีปีก ถือไม้เท้าที่มีงูพัน เป็นผู้ประดิษฐ์พิณขึ้นเป็นคนแรก โดยใช้เอ็นวัวขึงกับกระดองเต่า และไปมอบให้กับเทพอะพอลโล (Apollo) และเป็นคนแรกที่จุดไฟได้โดยเอาไม้สองท่อนมาสีกัน มีภรรยาถึง 12 คน เช่นเดียวกับที่เขามีลูกหลายคนด้วย



เมอคิวรี่เป็นโอรสของเซอุส หรือ จูปีเตอร์ เทพบิดา (ดาวพฤหัสบดี) น้องของอพอลโล กล่าวว่า พระองค์ถือกำเนิดตอนรุ่งอรุณ พระองค์เกิดได้เพียงวันเดียวก็ไปขโมยฝูงวัวของอพอลโล สุริยเทพผู้พี่ชายเสียแล้ว (เทวดาฝรั่ง อุบัติขึ้นเป็นโอปปาติกะ คือ โตขึ้นทันที) จึงแสดงนิสัยมักได้ออกมาทันที เซอุสหรือจูปีเตอร์ผู้บิดาต้องบังคับให้เมอคิวรี่คืนฝูงวัวอพอลโลไป แล้วยังสั่งให้เมอคิวรี่มอบพิณทำด้วยกระดองเต่าซึ่งเมอคิวรี่ได้ประดิษฐ์ขึ้งเองมอบเป็นของขัวญให้แก่อพอลโลไปด้วย

เมอคิวรี่เคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเทวดาองค์อื่น เพราะมีของวิเศษประจำตน คือ หมวกวิเศษ ไม้เท้าวิเศษ กับข้อเท้าติดปีกทั้ง 3 แห่ง ปีกนั้นทำด้วยไม้จันทร์ พระองค์จึงเสด็จไปมาอย่างรวดเร็วแบบลัดนิ้วมือเดียว มารดาของเมอคิวรี่(ดาวพุธ) มีพระนามว่า มายา เป็นธิดาของแอตลาสผู้มีพละกำลังและมีหน้าที่แบกโลกอยู่

เทพเมอคิวรี่นี้มีรูปร่างงามสง่า เช่นเดียวกับอพอลโล ชาวกรีกและโรมัน ถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการค้าขาย และเป็นเทพผู้ปกปักรักษา บรรดานายพาณิชย์ทั้งปวง อีกหน้าที่หนึ่งคือ ทรงเป็นผู้นำทางเฮรัลด์ ผู้นำวิญญาณมนุษย์ไปสู่ยมโลก อาณาจักรแห่งความตาย

เทพเมอคิวรี่ มีชื่ออีกนามว่า เฮอร์เมส เทพเฮอร์เมสมีพรรณนาไว้ในคัมภีร์ของฝรั่งว่า ทรงมีปีกที่ข้อเท้าสองข้าง ทำให้สามารถไปไหนมาไหนได้รวดเร็ว และยังมีความสามารถทางการฑูตอีกด้วย

อย่างเมื่อคราวที่พลูโต ยมเทพ ลักพาพระนางเปอซิโฟน ธิดาสาวของเจ้าแม่โพสพ(คือเดมิเตอร์) เอาลงไปอยู่ด้วยกันยังใต้พิภพ

พระนางเดมิเตอร์ทรงเสียใจ ไม่ยอมทำอะไรนอกจากกระเซอะกระเซิงไปตามที่ต่างๆ เพื่อหาบุตรสาวของนางจนทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารในโลกให้เหี่ยวเฉา พืชที่ปลูกไม่ขึ้น สัตว์เลี้ยงก็ล้มตายด้วยการขาดอาหาร มนุษย์เดือนร้อนมาก ความทราบถึงเทพเซอุส จึงทรงส่งใครต่อใครไปปลอบโยน

พระนางเดมิเตอร์ทรงตรัสว่า พระองค์จะไม่ดูแลพืชผลของโลกอีกต่อไป ถ้าไม่ได้พบกับธิดาของพระองค์ ไม่มีใครทำสำเร็จ ที่สุดเทพเซอุส จึงส่งเฮอร์เมส ลงไปใต้พิภพ เพื่อขอเจรจากับพลูโต พลูโตต้องปฏิบัติตามคำสั่งเซอุส โดยส่งเปอซิโฟนกลับขึ้นไป แต่มีข้อแม้ว่าพระนางจะต้องผลัดเวียนอยู่กับมารดาและยมโลกทุกๆ ปี

เฮอร์เมส นำ เปอซิโฟน ขึ้นรถม้าสีดำ รีบพากลับคืนสู่สำนักของเดมิเตอร์ทันที เมื่อพระนางเดมิเตอร์ดีใจที่ได้พบธิดา ต่อมาพืชพันธุ์ธัญญาหารในโลกก็กลับอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง

และในปีหนึ่งๆ เมื่อเปอซิโฟน ต้องกลับไปสู่ยมโลกเป็นเวลา 4 เดือน อันเป็นฤดูหนาว พืชพันธุ์บนโลกก็จะเหี่ยวแห้งในระยะนั้น

เฮอร์เมส ดังประวัติกล่าวไว้แล้วว่า เมื่อเกิดขึ้นมาวันแรกก็ไปขโมยฝูงวัวของอพอลโลผู้พี่ชายทันที ดังนี้พระองค์ในสมัยต่อมาได้รับฉายาว่าเป็น "เจ้าแห่งโจร" และขณะเดียวกันก็นิยมยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการค้าขาย และยังเป็นเทพเจ้าแห่งตลาด ทรงมีหน้าที่คุ้มครองพ่อค้าโดยตรง

พระองค์เป็นเทพเจ้าแห่งสวรรค์ภูเขาโอลิมปัส ซึ่งก็เช่นเดียวกับเทพเจ้า 12 พระองค์อันเป็นพี่น้องกัน

ติดตามเรื่องของเทพเจ้าต่อไปได้อีกนะคะ ขอบคุณมากค่ะ




*เครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขงแจงรัฐบิดข้อเท็จจริงผันน้ำ-สร้างเขื่อนน้ำโขง

สืบเนื่องจากการที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันการตัดสินใจของรัฐบาลไทย ที่จะดำเนินโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขง และการสร้างเขื่อน 3 แห่งบนแม่น้ำโขง เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผ่านทางรายการ "สนทนาประสาสมัคร" และมีการผลักดันให้ประเด็นการผันน้ำเข้าครม. มาตั้งแต่วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้เกิดเป็นกระแสข่าวโดยทั่วไปอยู่นั้น เครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขงกว่า 100 รายนาม เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช เรื่อง ขอทักท้วง และเรียกร้องความโปร่งใส และธรรรมาภิบาลในกระบวนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง ส่งถึงนายกรัฐมนตรี โดยสำเนาถึงสมาชิกคณะรัฐมนตรี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน และผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เลย อุบลราชธานี นครพนม มุกดาหาร

โดยมีเนื้อความในจดหมายดังนี้

409 ซอยโรหิตสุข ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ

ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320

โทร. 02-6910718-20


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:47:02 น.  

 
*เผยร่างกม.ประชามติ ใช้สิทธิไม่ถึงครึ่งถือว่า 'ไม่เห็นชอบ'

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง และการออกเสียงประชามติ กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2550 ว่า คณะกรรมการฝ่ายกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติซึ่งมีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน ได้พิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งจะนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ในวันนี้ (29 พ.ค.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นจะส่งให้สภาฯ พิจารณาภายในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้ "ที่จริงเราร่างเสร็จมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้นัดหมายให้คณะกรรมการฝ่ายกิจการพรรคการเมืองไปพิจารณาเท่านั้น โดยจะให้คณะกรรมการฯ ดูทั้งข้อกฎหมาย และวิธีปฏิบัติ ทั้งนี้ ส่วนรายละเอียดของ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะไม่แตกต่างจาก พ.ร.บ. ออกเสียงประชามติ ฉบับ พ.ศ. 2541 มากนัก แต่ในส่วนของวิธีปฏิบัติอาจแตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน" นางสดศรี กล่าว

นางสดศรี กล่าว เมื่อส่งให้ฝ่ายรัฐสภาฯ แล้วเรื่องทุกอย่างขึ้นอยู่กับสภาฯ ว่าจะพิจารณาได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะกรอบการพิจารณาของสภาฯ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะต้องใช้เวลาพิจารณาในส่วนของ ส.ส. 120 วัน ในส่วนของ วุฒิสภาอีก 90 วัน จึงอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

ดังนั้น หากมีการประชุมร่วมกัน แล้วแปรญัตติ 3 วาระรวด ก็จะทำให้การพิจารณาเร็วขึ้น แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับประธานสภาฯ ว่าจะพิจารณาอย่างไร และเมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ผ่านสภาฯ และมีผลบังคับใช้แล้ว กกต.ก็มีหน้าที่ต่อไปคือ ต้องทำประชามติให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองของ กกต.ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน ได้มีการประชุมพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... โดยเห็นชอบเนื้อหาสาระที่คณะกรรมการยกร่างเสนอมา และจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมกกต.ในวันที่ 29 พ.ค. ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 42 มาตรา เนื้อหาสาระเป็นการผสมผสานระหว่าง พ.ร.บ.ว่า ด้วยการออกเสียงประชามติ ปี 2541 ประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2550 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อย ในการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 รวมทั้งมีการนำบางมาตรา ในกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.-ส.ว. มาใส่ไว้ด้วย

ทั้งนี้ เนื้อหาสาระสำคัญในการออกเสียงประชามติ พ.ศ....ประกอบไปด้วยมาตรา 5 ในกรณีที่จะมีการดำเนินการจัดทำประชามติ ตามมาตรา 165 ( 1) ของรัฐธรรมนูญ ให้มีการออกประกาศของนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะต้องมีรายละเอียด

1 . กำหนดเรื่องในการจัดทำประชามติ ซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอ ที่จะขอคำปรึกษาจากผู้มีสิทธิอกเสียงว่า จะลงคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่จะจัดทำประชามติ

2. กำหนดว่าการจัดให้มีการออกเสียง ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้มีข้อยุติ โดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงหรือ เป็นไปเพื่อให้คำปรึกษาแก่ ครม. มาตรา 6 เมื่อมีประกาศของนายกรัฐมนตรีให้มีการออกเสียงประชามติแล้วภายใน 7 วัน ให้ กกต.ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในราชกิจจานุเบกษา โดยวันออกเสียง ต้องไม่ก่อน 45 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 90 วัน นับแต่วันประกาศกำหนดวันออกเสียงในราชกิจจานุเบกษา และ การออกเสียงประชามติต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอานาจักร หรือวันเดียวกันทั้งเขต ออกเสียง แล้วแต่กรณี

มาตรา 7 การออกเสียงให้ใช้วิธีการการออกเสียงลงคะแนนโดยตรง และลับ มาตรา 8 ผลการออกเสียงกรณีที่เป็นการออกเสียง เพื่อให้มีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทำประชามติ แต่ถ้ามีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง และปรากฏว่าผู้ออกเสียงโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบ ให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น

มาตรา 10 เมื่อมีประกาศกำหนดการออกเสียงแล้ว ให้กกต.หรือผู้ซึ่งกกต.มอบหมายดำเนินการให้ข้อมูลและจัดให้มีกาเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับเรื่องที่จัดทำประชามติ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงทราบ รวมทั้งจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ และเท่าเทียมกันทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทำประชามติ มาตรา 20 การลงคะแนนในบัตรออกเสียงประชามติ ให้ผู้ออกเสียงทำเครื่องหมายกากบาท ในช่องทำเครื่องหมายใต้ข้อความแสดงความคิดเห็นที่ผู้ออกเสียงเลือก มาตรา 21 ในวันออกเสียงประชามติ ให้เปิดการลงคะแนนออกเสียงตั้งแต่เวลา 08.00 น.ถึง 15.00 น.

มาตรา 24 กรณีที่การออกเสียงประชามติ กระทำทั่วราชอาณาจักรผู้มีสิทธิออกเสียงผู้ใดอยู่ในจังหวัดอื่น นอกจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันเป็นเวลาน้อยกว่า 90 วัน หากประสงค์จะใช้สิทธิออกเสียงในจังหวัดที่ตนเองอยู่ต้องมาลงทะเบียนขอใช้สิทธิอกเสียงนอกเขตจังหวัดก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 30 วัน มาตรา 33 เมื่อได้ผลการออกเสียงประชามติจากที่ออกเสียงทุกแห่งแล้วให้กกต.ประกาศผลการออกเสียงและจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงและหากเป็นการใช้สิทธิออกเสียงประชามติตามมาตรา 165 ( 1 ) ของรัฐธรรมนูญ ให้ประกาศในราชกิจานุเบกษาโดยเร็วและแจ้งผลไปยังนายกรัฐมนตรีหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทราบ

มาตรา 34 เมื่อสิ้นสุดการลงคะแนนออกเสียง หากผู้มาใช้สิทธิจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มาใช้สิทธิในหน่วยออกเสียงใดเห็นว่า การออกเสียงในหน่วยนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านพร้อมแสดงหลักฐานว่า การออกเสียงนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อกกต.ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงสิ้นสุดลง

มาตรา 35 เมื่อกกต.ได้รับคำร้องคัดค้านแล้วก็ให้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยพลัน ถ้าเห็นว่าการลงคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรมให้มีคำสั่งให้ดำเนินการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น เว้นแต่จะไม่ทำให้ผลการออกเสียงเปลี่ยนแปลงไปให้กกต.มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้าน

ส่วนในเรื่องของบทลงโทษที่เริ่มจาก มาตรา 36-42 นั้น เป็นการนำบทโทษที่เคยกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาใส่ไว้ทั้งหมด อาทิ

ผู้ใดกระทำการในระหว่างการลงคะแนนออกเสียง เช่น ใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรออกเสียงมาลงคะแนนออกเสียง ก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรต่อการออกเสียง หรือเล่นการพนันขันต่อ อันมีผลจูงใจให้ผู้มีสิทธิอกเสียงไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่าง เรียกรับทรัพย์สินประโยชน์ ก็มีโทษทั้งจำทั้งปรับ เริ่มตั้งแต่ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ และอาจถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วย

แต่ได้มีการเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับทรัพย์ หรือประโยชน์ เพื่อให้ไปใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ไปออกเสียง ถ้าได้มีการแจ้งถึงการกระทำดังกล่าวต่อ กกต.หรือผู้ที่ กกต.มอบหมายก่อนหรือ ในวันออกเสียงผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ พร้อมกับขยายเวลาห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับการออกเสียงเป็นช่วง 7 วัน ก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดวันออกเสียง จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 3 วัน ก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการอกเสียง
--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 29/5/2551


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:47:26 น.  

 
*ผัน 'น้ำโขง' กระเทือนถึง 15 ค่ำเดือน 11 'บั้งไฟพญานาค' อาจหายไป

นพ.มนัส กนกศิลป์ นักวิจัยและผู้ศึกษาปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค กล่าวว่า หากรัฐบาลเดินหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากแม่น้ำโขงฝั่งลาวเข้ามาบริเวณน้ำงึม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ข้ามไปยังหนองหาน กุมภวาปี จ.อุดรธานี ใน ลุ่มแม่น้ำชี เพื่อนำไปเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำ ลำปาว จ.กาฬสินธุ์ จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในลุ่มน้ำโขง รวมถึงจะมีผลทำให้การเกิดปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ลดลง หรืออาจหมดไป

ทั้งนี้ เนื่องจากองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดบั้งไฟพญานาค ประกอบด้วย การตก ตะกอนของสารอินทรีย์ การไหลของกระแสน้ำ การเข้าใกล้และไกลโลกของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ปรากฏการณ์น้ำขึ้น น้ำลง ฯลฯ ฉะนั้น หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป อาจจะมีผลกับการเกิดของบั้งไฟพญานาคได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนของกระแสน้ำ

นพ.มนัส กล่าวว่า อยากให้มีการถามประชาชนว่าหากการสูญสิ้น หรือหมดไปของบั้งไฟพญานาคที่ จ.หนองคาย แลกมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินอีสานได้จริงแล้ว คนอีสานต้องการหรือไม่

ขณะที่เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขงและเครือข่าย ภาคประชาสังคม จำนวน 95 องค์กร ร่วมกับกลุ่มนักวิชาการ อาทิ นายประภาส ปิ่นตบแต่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นายบุญเลิศ วิเศษปรีชา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทักท้วงการสร้างเขื่อน บนแม่น้ำโขง โดยแสดงความเป็นห่วง ผลกระทบจากโครงการผันน้ำต่อระบบนิเวศน์

ด้านนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ในวันที่ 9 มิ.ย. คณะกรรมการจัดการทรัพยากรน้ำและการชลประทานจะนำข้อมูลโครงการดังกล่าวเสนอนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ขณะนี้จึงยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเลือกแนวเส้นทางใดผันน้ำ ซึ่ง ทส.และนายกรัฐมนตรีพร้อมรับฟังข้อมูลจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง

นางอนงค์วรรณ กล่าวด้วยว่า โครงการนี้ในระยะแรกและระยะที่ 2 จะผันน้ำจากฝายทดน้ำที่ปากน้ำงึม ผ่าน อุโมงค์ผันน้ำลอดใต้แม่น้ำโขง เพื่อนำน้ำมาสู่ห้วยหลวงและกระจายน้ำตามระยะแรก โดยโครงการนี้ทำได้ทันที ใช้งบประมาณ 32,108 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี และไม่ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพราะไม่เข้าข่ายที่จะต้องทำ

ที่มา : โพสต์ทูเดย์
--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 29/5/2551




*มะกันลดทำงานเหลือ4วัน/สัปดาห์

หน่วยงานรัฐ-เอกชน ในสหรัฐ เริ่มนำมาตรการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์มาใช้มากขึ้น หนีปัญหาน้ำมันแพง ลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง ขณะที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกวิกฤต ลอยแพพนักงานอื้อ ลดเที่ยวบิน

เอเอฟพีรายงานว่า จากการที่ราคาน้ำมันแพงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในขณะนี้ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนทั่วสหรัฐอเมริกา หันมาให้ความสนใจในการลดเวลาทำงานต่อสัปดาห์ลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเลือกที่จะลดวันทำงานต่อสัปดาห์ลงเหลือ 4 วัน ต่อสัปดาห์แต่ขยายเวลาทำงานต่อวันเพิ่มเป็น 10 ชั่วโมง อาทิ ในเมืองเบอร์มิงแฮม รัฐอลาบามา เจ้าหน้าที่ของเมือง 2,400 คน จะเริ่มทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ เริ่มต้นวันที่ 1 กรฎกาคมเป็นต้นไป จากนั้นในช่วงปลายปีเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานดับเพลิงอีก 1,000 คน ของเมืองก็จะลดเวลาทำงานลงเช่นกัน

นางเอพริล โอดอม ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของสำนักงานนายกเทศมนตรีเมืองเบอร์มิงแฮม กล่าวว่า นอกจากจะช่วยให้ลูกจ้างประหยัดค่าใช้จ่ายการเดินทางแล้ว ยังช่วยให้บรรดาพ่อแม่ประหยัดค่าจ้างสถานรับดูแลเด็กและมีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น

รายงานข่าวเปิดเผยว่า โรงเรียนในเมืองเมย์นาร์ด รัฐมินนิโซตา ก็จะเริ่มเปิดการเรียนการสอนเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ แต่เพิ่มเวลาเป็นวันละ 10 ชั่วโมง ซึ่งเด็กนักเรียนเห็นด้วยกับความคิดนี้

ขณะเดียวกันผลสำรวจพบว่า บริษัทอเมริกัน 38% นำระบบการทำงาน 4 วันมาใช้ ขณะที่ 44% ของผู้ทำงานที่เป็นมืออาชีพระบุว่า ราคาน้ำมันแพงส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทำให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง ตั้งแต่ใช้รถประหยัดพลังงาน ใช้รถร่วมกับเพื่อนบ้าน (คาร์พูล) มากขึ้น หรือไม่ก็ทำงานอยู่ที่บ้านโดยใช้อุปกรณ์สื่อสารแทน ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐอนุญาตมาหลายปีแล้วให้ลูกจ้างของรัฐทำงานแบบบีบอัดจำนวนวันต่อสัปดาห์ลงได้ ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นของหลายรัฐก็กำลังพิจารณาทางเลือกนี้หลังจากน้ำมันแพงเป็นประวัติการณ์

ทางด้านอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ได้รับผลกระทบในขั้นวิกฤตจากปัญหาน้ำมันแพง โดยจนถึงขณะนี้อุตสาหกรรมการบินนำโดยสายการบินในสหรัฐได้ลดคนงานไปแล้วเกือบ 2.2 หมื่นราย พร้อมกับลดจำนวนเที่ยวบินและเครื่องบินลง ทำให้สายการบินในภูมิภาคอื่นทั้งออสเตรเลีย เอเชีย ยุโรป ต่างแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยนักวิเคราะห์บางคนระบุว่า สายการบินหลายแห่งในยุโรปจะต้องเลิกกิจการเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว

วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11048
หน้า 18


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:47:42 น.  

 
*สุวิทย์ถกมิ่งขวัญ ควบ2หน่วยงาน ตั้งกระทรวงใหม่

สุวิทย์ถกมิ่งขวัญ ค วบ2หน่วยงาน ตั้งกระทรวงใหม่


9 มิถุนายน 2551 กองบรรณาธิการ

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า มีแนวคิดให้รัฐบาลควบรวมกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงเดียวกัน เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น


ภายใต้ชื่อกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (เมติ) เพื่อส่งเสริมภาคการผลิต การตลาด และการค้าระหว่างประเทศแบบครบวงจร เนื่องจากปัจจุบันทั้งสองกระทรวงต่างแยกดำเนินจนหลายโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนแต่มีงานที่คาบเกี่ยวกันไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะหน้าที่กระทรวงอุตฯ ส่งเสริมภาคการผลิต แต่การขายสินค้าหรือการตลาดเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสร้างความสับสนแก่ผู้ประกอบ รวมถึงงานหลายอย่างของข้าราชการแต่ละกระทรวงมีความซับซ้อนเช่นกัน

"ยังไม่ได้หารือกับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ แต่หากจะควบรวมกัน ซึ่งตนก็ไม่ขัดข้องว่ากระทรวงใดจะเป็นตัวหลัก เพราะมั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติได้มากกว่าแยกกระทรวงเหมือนกับปัจจุบัน" นายสุวิทย์กล่าว

ส่วนกรณีความคืบหน้าในการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คนใหม่ แทนนางจิตราภรณ์ เตชาชาญ ที่จะหมดวาระลงนั้น ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาแล้ว พร้อมทั้งให้พิจารณากรณีที่นางจิตราภรณ์ถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สอบสวนการใช้งบประมาณขององค์กรที่ผ่านมา ว่าคนปัจจุบันสามารถสมัครเข้ามาเป็นผู้อำนวยการอีกสมัยได้หรือไม่.


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:48:42 น.  

 
*เปิดตัวสัญลักษณ์มือ “โอลิมปิก สู้สู้!!”

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 มิถุนายน 2551 10:21 น.

ซินหัวเน็ต - สำนักงานวัฒนธรรมแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ รวมกับกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการจัดงานโอลิมปิกปักกิ่ง และสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศจีน (ซีซีทีวี) ร่วมกันจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สัญลักษณ์มือ “โอลิมปิก สู้สู้...จีน สู้สู้” สำหรับใช้เชียร์ในสนามแข่งขันโอลิมปิกปักกิ่ง เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกสนุกสนานไปกับการเชียร์ และเชียร์อย่างมีวัฒนธรรมด้วย นอกจากนี้ การปรบมือนั้นเป็นกิริยาอาการที่บ่งชี้ถึงการต้อนรับ ขอบคุณ ชื่นชม และให้กำลังใจ ซึ่งนับเป็นวิธีการเชียร์ที่มีความหมายยิ่ง


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:49:01 น.  

 
*ขอเชิญร่วมกิจกรรม "พุทธทาสบุ๊คคลับ" (Buddhadasa Book Club)

โดย : มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เมื่อ : 18/06/2008 05:22 PM พุทธทาสบุ๊คคลับ : ศิลปะกับธรรมรวมเป็นหนึ่ง ภาพปริศนาธรรมชิ้นเอก หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ"
ร่วมจัดโดย : สำนักพิมพ์มติชน เครือข่ายธรรมโฆษณ์ฯ เครือข่ายพุทธิกา และ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

หัวข้อ "ศิลปะกับธรรมรวมเป็นหนึ่ง ภาพปริศนาธรรมชิ้นเอก หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ"

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 13.30 -15.30 น.
ณ ชั้น 1 ลานกิจกรรม อาคารไทยแลนบุ๊คทาวเวอร์ สาทร 12

กิจกรรมพุทธทาสบุ๊คคลับ เชิญผู้ที่สนใจในคำสอนและหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาส มาร่วมพูดคุย ถกเถียงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ธรรมจากผลงานหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาส ในบรรยากาศสบายๆ กับวิทยากรที่ได้รับอิทธิพลจากการอ่านงานของท่านอาจารย์มาเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ของการนำธรรมจากหนังสือไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณนิวัติ กองเพียร คอลัมนิสต์ชื่อดัง มาเป็นวิทยากร บอกเล่าประสบการณ์ธรรมของท่านจากการอ่านศึกษาหนังสือ "ภาพปริศนาธรรม หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ"" ของท่านอาจารย์พุทธทาส ดำเนินรายการ โดย นายแพทย์บัญชา พงษ์พาณิช ในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 13.30-15.30 น. ณ ชั้น 1 ลานกิจกรรม อาคารไทยแลนบุ๊คทาวเวอร์ สาทร 12

ท่านที่สนใจ : กรุณาติดต่อกลับเพื่อสำรองที่นั่ง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณโอม : 089-7662719 หรือที่ omechinn@hotmail.com , omechinn@gmail.com

หมายเหตุ : การเข้าร่วมกิจกรรม ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และจะได้รับแจกหนังสือของท่านพุทธทาสจากมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส

****หากอ่านหนังสือที่ใช้ในกิจกรรมเสวนามาก่อนจะดียิ่ง****




*ขอเชิญสมาชิกและผู้สนใจเขียนงานเขียนกันเข้ามาร่วมสนุก

โดย : สำนักพิมพ์คมบาง เมื่อ : 5/06/2008 10:12 AM นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะมีการเล่นเกมผ่านเว็บไซต์ของเรากันนะคะ
อ่า.. แต่ ไม่ใช่ทายปัญหาง่ายๆ กันหรอกนา.. ต้องสำแดงฝีมือกันหน่อยค่ะ

สำหรับเดือนมิถุนายนนี้ เป็นเดือนสำคัญของคมบางค่ะ เพราะเป็นเดือนของวันเกิด ของคุณชมัยภร แสงกระจ่าง (5 มิถุนายน) เข้าเดือนมิถุนายน เราก็เลยขอตั้งหัวข้อให้สมาชิกและผู้สนใจเขียนงานเขียนกันเข้ามาค่ะ

หัวข้อ วันเกิดของใครไม่รู้...

เขียนเรื่องอะไรก็ได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับคุณชมัยภรนะคะ แต่ให้อยู่ในหัวข้อ วันเกิดของใครไม่รู้ ค่ะ

ครั้งแรก ไม่กำหนดประเภทงานเขียนค่ะ จะเขียนเป็น เรื่องสั้น บทกวี ความเรียง ได้หมดทุกอย่างเลย ความยาวก็ไม่กำหนดค่ะ ส่งงานเขียนของคุณมาที่ combangweb@yahoo.com

วันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน

เราจะนำข้อเขียนของคุณมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ของเรา และจะมอบรางวัลแก่งานเขียนที่เข้าตากรรมการ 5 รางวัล เป็นหนังสือเล่มใหม่ของคุณชมัยภร แสงกระจ่าง เรื่อง อยากจะเขียนแทบตาย (จริงๆ) นะ ค่ะ รีบส่งกันมานะคะ

http://www.combangweb.com/columnread.php?id=82


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:49:38 น.  

 
*เสวนาเรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ และเปิดตัวหนังสือ

มูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย
ร่วมกับ ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จัดเสวนา เรื่อง

"สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ"
เนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ "คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์"

วันที่ 27 มิถุนายน 2551 เวลา 13.00 - 17.00 น.
ห้อง 222 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

13.00 - 13.30 น. ลงทะเบียน
13.30 น.- 13. 45 น. เปิดการเสวนาโดยคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
13.45 น. - 14. 00 น. แนะนำหนังสือ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์
โดยรองศาสตราจารย์ สมยศ เชื้อไทย
14. 00 น. - 17. 00 น. เสวนา เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ


วิทยากร
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ณัฐพล ใจจริง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
ดำเนินรายการโดย

จันทจิรา เอี่ยมมยุรา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 27 มิถุนายน 2551 เวลา 13.00 - 17.00 น.
ห้อง 222 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




*เปิดตัว มูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย

กำหนดการเปิดตัว
มูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ณ ห้องธาราทิพย์ 1-3 โรงแรมอิมพิเรียลธารา ถ.สุขุมวิท 26

********************************************

12.00 น. ลงทะเบียน

13.00 น. – 13.15 น. ประธานมูลนิธิกล่าวเปิดงาน

13.15 น. – 14.15 น. ปาฐกถาหัวข้อ “การสร้างประชาธิปไตยในทัศนะของคนรุ่นใหม่”
โดยหม่อมหลวงณัฎฐกรณ์ เทวกุล

14.15 น.- 14.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง

14.30 น.- 15.30 น. เสวนาหัวข้อ “องค์ความรู้ประชาธิปไตยของสังคมไทย”

นำเสวนาโดย - ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

15.30 น. – 17.00 น. ร่วมแสดงความคิดเห็น

17.00 น. จบรายการ


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:49:51 น.  

 
*การสัมมนาเผยแพร่ผลงานวิจัยพัฒนาสู่อุตสาหกรรม

Technical Textiles : Presenting R&D results II
ในโครงการ “สนับสนุนการวิจัยพัฒนา Technical Textiles”

วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 เวลา 08.30 – 16.30 น.
ณ. ห้องแกรนบอลลูม โรงแรมเซนจูรี่ปาร์ค กรุงเทพฯ
(สัมมนาฟรี!!)
----------------------------------------------------------------------------------

หัวข้อการสัมมนา

- การศึกษาการผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนจากผ้าใยประดิษฐ์ เพื่อนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ระยะที่ 1
ศึกษาเส้นใยและโครงสร้างที่เหมาะสมในการผลิตเสื้อเกราะกันกระสุน

โดย ผศ.ดร.สมประสงค์ ภาษาประเทศ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

- การพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นใยกล้วยในเชิงอุตสาหกรรม

โดย ผศ.บุษรา สร้อยระย้า คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
และ บริษัท ทีทีแอล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)

- การพัฒนา Nonwoven ยับยั้งเชื้อโรค และการพัฒนา Bio Degradable Nonwoven (PLA)

โดย บริษัท อนามัยภัณฑ์ จำกัด และ ทีมที่ปรึกษา จาก ม.เทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ

- การผลิตอนุภาคนาโนเซริซิน และไฟโบรอินเพื่อนำไปใช้ในการตกแต่งบนเสื้อผ้ากีฬา

โดย ผศ.ดร.อภิชาติ สนธิสมบัติ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์
ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

- การพัฒนาแผ่นเส้นใยอิเลคโตรสปัน ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคจากสารสกัดจากมังคุด

โดย รศ.ดร.พิชญ์ ศุภผล วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


download ใบสมัครได้ที่: http://www.thaitextile.org/temp/app879.doc

ฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 02-713-5492-9 ต่อ 404, 405 คุณศิรชัย, คุณอลงกรณ์
โทรสาร 02-712-4526




*เสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยกับโครงการแม่น้ำโขง : ความจริงที่ต้องรู้”

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2551

สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน สะพานหัวช้าง

เครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขง ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ ผู้มีความห่วงใยในประเด็นการพัฒนาแม่น้ำโขง โดยเฉพาะโครงการที่มีความเกี่ยวข้องตรงกับประเทศไทย จัดการเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยกับโครงการแม่น้ำโขง : ความจริงที่ต้องรู้” ดังมีกำหนดการดังนี้


10.00 – 10.30 น. แนะนำ เครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขง

และฉายวิซีดี เรื่อง "เขื่อนบนแม่น้ำโขง" โดยโครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต

และเรื่อง "สีพันดอน บนเส้นทางชีวิตแม่น้ำโขง"

โดยโครงการฟื้นฟู นิเวศวิทยาในภูมิภาคในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า (TERRA)


10.30 – 12.30 น. นำเสวนา“ประเทศไทยกับโครงการแม่น้ำโขง: ความจริงที่ต้องรู้” โดย

รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการ

ดร.กนกวรรณ มโนรมย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

คุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิก สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

คุณมนตรี จันทวงศ์ โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในอินโดจีนและพม่า


ดำเนินรายการโดย เพียรพร ดีเทศน์


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:50:06 น.  

 
*แรงงานไทใหญ่อุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนระเบียบประกันสังคม


นางหนุ่ม ไหมแสง (ซ้าย) แรงงานข้ามชาติชาวไทใหญ่ผู้พิการจากอุบัติเหตุในการก่อสร้างและเพื่อนแรงงานข้ามชาติชาวไทใหญ่ ประกอบอาชีพช่างก่อสร้างอีก 2 คน และนายสุมิตรชัย หัตถสาร (ขวา) ทนายความ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จ.เชียงใหม่ ให้มีการเพิกถอนหนังสือเวียนของสำนักงานประกันสังคมเลขที่ รส.0711/ว 751 ลงวันที่ 25 ต.ค. 2544 เมื่อ 11 เม.ย. 51 ที่ผ่านมา

วันนี้ (28 พ.ค.) นางหนุ่ม ไหมแสง แรงงานก่อสร้างหญิงชาวไทยใหญ่ วัย 36 ปี ผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน และแรงงานชาวไทยใหญ่อีกสองรายได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเนื่องจากศาลปกครองเชียงใหม่ไม่รับพิจารณาคำฟ้องที่แรงงานข้ามชาติทั้ง 3 คนได้ยื่นในวันที่ 11 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา เพื่อให้มีการเพิกถอนระเบียบที่เลือกปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคมซึ่งกีดกันไม่ให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทน


ศาล ปค.เชียงใหม่ไม่รับพิจารณคำฟ้องระบุไม่อยู่ในอำนาจ

โดยเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับพิจารณาคำฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยให้เหตุผลว่ากรณีนี้เป็นข้อพิพาทภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลแรงงาน จึงไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลปกครอง แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวกับระเบียบและการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่คดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแรงงาน จึงเป็นอำนาจของศาลปกครองที่จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนระเบียบดังกล่าวได้

การต่อสู้ทางกฎหมายในครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อเดือน ก.ค. 2550 เมื่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ออกหนังสือปฏิเสธการเข้าถึงสิทธิในกองทุนเงินทดแทนของนางหนุ่ม ผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน ณ เขตพื้นที่ก่อสร้างโรงแรม แชงกรี-ลา ในวันที่ 4 ธ.ค. 2549 ซึ่งเป็นผลทำให้นางหนุ่มต้องเป็นผู้พิการอัมพาตครึ่งล่างตลอดชีพ แม้ว่าการเรียกร้องเงินทดแทนของนางหนุ่มจะประสบความสำเร็จ โดยนายจ้างได้จ่ายค่าทดแทนคราวเดียวให้แก่นางหนุ่มตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงินเดือนละ 2,418 บาท เป็นเวลา 15 ปี รวมไปถึงการตกลงประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 13 พ.ค. 2551 รวมทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวน 584,896 บาท แต่สำหรับการพัฒนาระบบคุ้มครองแรงงานข้ามชาตินั้น การที่แรงงานข้ามชาติยังไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนโดยตรงจากกองทุนเงินทดแทน ถือว่ากรณีนี้ยังไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควร


หนังสือเวียนของสำนักงานประกันสังคม เลขที่ รส.0711/ว751

มสพ.ชี้นโยบายประกันสังคม กีดกันแรงงานข้ามชาติเข้าถึงเงินทดแทน

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) ผู้สนับสนุนทางกฎหมายแก่นางหนุ่มใช้ประสบการณ์การเรียกร้องเงินทดแทนจากอุบัติเหตุจากการทำงานของนางหนุ่มเป็นกรณีศึกษาเพื่อให้เกิดการพัฒนาของระบบคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ทำให้นโยบายของสำนักงานประกันสังคม (หนังสือเวียน เลขที่ รส 0711/ ว 751 ลงวันที่ 25 ต.ค. 2544) ถูกเปิดเผยออกมา ซึ่งนโยบายดังกล่าวกำหนดถึงคุณสมบัติและหลักฐานที่แรงงานข้ามชาติจะรับเงินทดแทนเนื่องจากอุบัติเหตุในการทำงานจากกองทุนเงินทดแทนได้จะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้

หนึ่ง มีการจดทะเบียนและมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่ทางราชการออกให้มาแสดงประกอบกับหนังสือเดินทาง (Passport) หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ซึ่งแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยกว่าสองล้านคนไม่มีหนังสือเดินทางและใบสำคัญคนต่างด้าว

สอง นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ ทั้งนี้แรงงานข้ามชาติต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทย

กรณีแรงงานข้ามชาติที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานไม่สามารถแสดงหลักฐานข้างต้นได้นายจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างเอง

'สมชาย หอมลออ' ชี้อุทธรณ์เพื่อคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ 2 ล้านคน

นายสมชาย หอมลออ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) กล่าวว่า "การอุทธรณ์ในครั้งนี้ของนางหนุ่มและเพื่อนแรงงานอีกสองคนต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นการอุทธรณ์เพื่อต่อสู้และเรียกร้องในฐานะตัวแทนของแรงงานข้ามชาติกว่า 2 ล้านคนในประเทศไทยที่ทำงานในสถานประกอบการที่สกปรกและอันตราย

ทั้งนี้แรงงานข้ามชาติที่ประสบอุบัติเหตุและเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมีอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้มีนโยบายซึ่งก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติและทำให้แรงงานข้ามชาติถูกทอดทิ้งกลายเป็นบุคคลชายขอบที่ไม่ได้รับความสนใจ นโยบายดังกล่าวนอกจากจะสร้างความไม่เป็นธรรมต่อแรงงานข้ามชาติอย่างมากแล้ว ยังเป็นการผลักภาระความรับผิดชอบของกองทุนเงินทดแทนให้แก่นายจ้างด้วย ทางมูลนิธิมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าการที่กองทุนเงินทดแทนผลักภาระการจ่ายเงินทดแทนไปให้นายจ้างแทนที่จะให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้นายจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐมักปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนเมื่อแรงงานข้ามชาติบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน โดยอ้างเหตุผลด้านสัญชาติและการขาดเอกสารยืนยันของแรงงานข้ามชาติเหล่านั้น "

นายสมชายกล่าวว่า "รัฐไทยควรที่จะให้การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ เพราะแรงงานเหล่านี้ทำคุณประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทย และการทำให้แรงงานมีความมั่งคงในชีวิตนั้น เป็นเครื่องหมายของการพัฒนาสังคม และสังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขได้ เราหวังว่าการอุทธรณ์ครั้งนี้ศาลปกครองสูงสุดจะรับพิจารณาคำฟ้องและมีความเห็นตรงกับเราว่าในปัจจุบันแรงงานข้ามชาติตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายหากต้องบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเช่นเดียวกับนางหนุ่ม สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทรวงแรงงานจะละเลยแรงงานข้ามชาติทุกคนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งยังเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาเหล่านั้น"

ข่าวประชาไทย้อนหลัง

ประสานเสียงร้องประกันสังคมห้ามเบี้ยวเงินทดแทน กรณีแรงงานพม่าปูนหล่นทับอัมพาต, ประชาไท, 3/11/50

'หนุ่ม ไหมแสง' ร้องศาลปกครอง ชม. ถอนคำสั่งประกันสังคมไม่จ่ายเงินทดแทน อ้างเข้าเมืองผิดกม., ประชาไท, 13/4/50

--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 29/5/2551






*วันเกิดอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2459-2542) บุคคลที่ซื่อสัตย์พอที่จะเรียกร้องให้ผู้อื่นซื่อสัตย์ตามได้

9 มีนาคม 2459 วันเกิดอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2459-2542) บุคคลที่ซื่อสัตย์พอที่จะเรียกร้องให้ผู้อื่นซื่อสัตย์ตามได้ สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ชื่อว่าปลอดจากการเมืองมาแทรกแซง เพราะนักการเมืองต่างให้ความเชื่อถือในฝีมือการบริหาร ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน และความซื่อสัตย์ของเขา มหาวิทยาธรรมศาสตร์ก็เชิญให้รับตำแหน่งคณบดี และในปี พ.ศ. 2508 ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ปี 2510 เขาได้ร่วมกับกลุ่มกัลยาณมิตรตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นองค์การพัฒนาชนบทองค์กรแรก เพราะ อ.ป๋วยมีความเห็นว่า การพัฒนาชนบท และคุณภาพชีวิตของคนยากไร้ เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ...

วาระวาร ที่ ควร ตระเตรียมงานใหญ่ ของ มหาบุรุษสามัญชนที่ยิ่งใหญ่ สองวาระวาร แห่ง อาจารย์ป๋วย คือ

2558 ครบ 50 ปี แม๊กไซไซ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ข้าราชการคนแรกที่ได้รับรางวัล สาขาการบริการสาธารณะ ...
2559 ครบ 100 ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คนดีที่สังคมไทยไม่ต้องการ และลืมเลือน แต่ ทรงคุณค่าต่อเศรษฐกิจโลกยิ่งนัก ควร เตรียมการ เสนอชื่อให้ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็น บุคคลสำคัญของโลก

สองงานที่ ควรใช้เวลาตระเตรียม ไว้ก่อนล่วงหน้า เสียแต่บัดนี้

หาก รัฐบาลนี้ จะเป็นโต้โผ ยื่นเรื่องขอเสนอเพื่อให้ ยูเนสโก รับพิจารณา ประกาศ ให้ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นบุคคลสำคัญของโลก ผมว่า ก็ จะดูเข้าทีไม่น้อย เพื่อย้ำเจตนาประชาธิปไตยชัดเจน คุณสมัคร สุนทรเวช เอง ในฐานะ นายกรัฐมนตรี และ อดีตศิษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็น่าจะมีความชอบธรรม หากเป็นผู้เสนอชื่อ และ เป็นต้นเรื่องนี้ เสียเลย

สังคม และคนไทย จะได้รู้ว่า ผู้บริหารประเทศ อย่าง คุณสมัคร รู้จัก ยิน ยอม หยุด เย็น และ เลือก มวลชน คนดีของไทย มากกว่า เรื่องส่วนตัว

เชื่อผม เถอะ ...คุ้ม

โดย : อิสรชน ฅนเดินทาง (124.121.236.7) เมื่อ : 7/06/2008 04:48 PM


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:50:21 น.  

 
*เตรียมจัดรำลึก 3 ปีความไม่คืบหน้า ‘คดีสังหารพระสุพจน์’

สืบเนื่องจากคดีที่พระสุพจน์ สุวโจถูกสังหาร ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายกัลยาณมิตรพระสุพจน์ สุวโจ เปิดเผยว่า แม้เวลาจะล่วงเลยมาเนิ่นนาน จนจะครบรอบ 3 ปี ที่พระสุพจน์ถูกสังหาร ในวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่จะถึงนี้อยู่แล้ว แต่คดีฆาตกรรมซึ่งเคยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติคดีนี้ก็ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใดๆ อย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าคดีจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และผ่านการดูแลมาแล้วถึง 3 รัฐบาลแล้วก็ตาม กล่าวคือ คณะทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัย และไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐาน ให้เพียงพอต่อการระบุบุคคลผู้กระทำผิด หรือระบุสาเหตุการสังหารได้แน่ชัด เพื่อขอหมายจับ หรือดำเนินคดีต่อผู้ใดได้เลย

นอกจากนั้น ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ยังกล่าวด้วยว่า ในระยะที่ผ่านมา เป็นเวลากว่า 8 เดือนแล้ว คือนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 ถึงปัจจุบัน แม้แต่การจัดกำลังเจ้าหน้าที่มาคุ้มครองพยาน ที่ประกอบด้วยตนเอง และพระมหาเชิดชัย กฺวิวํโส พระร่วมสถานปฏิบัติธรรมกับพระสุพจน์ สุวโจ ก็ถูกยกเลิกไป เมื่อสอบถามไปยังสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิ์ กระทรวงยุติธรรม ก็ได้รับแจ้งว่า เมื่อคดีอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคุ้มครองพยานก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ต้องปล่อยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการไปตามที่เห็นสมควร

“อาตมาสอบถามไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักนายกรัฐมนตรี แต่คำตอบที่ได้รับ ก็มีเพียงแจ้งว่า ได้ส่งเรื่องกลับไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ให้รอฟังผลการดำเนินการ” พระกิตติศักดิ์กล่าวและว่า

“ในระยะที่ผ่านมาอาตมาถูกปองร้ายหลายต่อหลายครั้ง ทั้งการใช้รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ขับติดตามรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์อย่างกระชั้นชิด แสดงเจตนาจะขับชนบนเส้นทาง ระหว่างอำเภอเชียงดาวมายังอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ หรือการลอบเข้ามายิงปืนในบริเวณสถานปฏิบัติธรรม สวนเมตตาธรรม และการที่มีรถยนต์ซึ่งขับโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ชนรถจักรยานยนต์ของคนงานของสถานปฏิบัติธรรม หลังจากคนงานรายนั้นให้ปากคำต่อคณะทำงานของสภาทนายความเป็นต้น แต่นั่นก็ไม่ได้รับการใส่ใจ จากผู้รับผิดชอบในกรมสอบสวนคดีพิเศษแต่อย่างใด”

จากเหตุความไม่คืบหน้าของคดีดังกล่าว และการดำเนินการที่ล่าช้าของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เครือข่ายกัลยณมิตรของพระสุพจน์ สุวโจ จึงร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรชาวบ้าน เช่น กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ตลอดจนองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เช่น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) และคณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน รวมถึงเครือข่ายพระนักพัฒนาภาคเหนือ เป็นต้น ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของพระสุพจน์ สุวโจ และร่วมกันเรียกร้องความเป็นธรรม ขึ้น ระหว่างวันที่ 15 - 17 มิถุนายน 2551 ที่กำลังจะถึงนี้ ณ สถานปฏิบัติธรรม “สวนเมตตาธรรม” หมู่ 5 บ้านห้วยงูใน ตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

โดยมีกิจกรรม อาทิ การสรุปสถานการณ์ด้านการใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย การสรุปความไม่คืบหน้าของคดีพระสุพจน์ และการเสวนาในรูปแบบเวทีชาวบ้าน หัวข้อ “สิทธิชาวบ้านกับการเข้าถึงความยุติธรรม” โดยนักเคลื่อนไหวทางสังคมชั้นนำ เช่น น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ นายไพโรจน์ พลเพชร จากสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน (สสส.) นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีต สว.อุบลราชธานี และนางกรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยานายเจริญ วัดอักษร ตลอดจน นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นต้น

“กิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการสรุปบทเรียนครั้งสำคัญ ของการปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ว่าความเสียหาย และการบาดเจ็บล้มตายที่เกิดขึ้น ภาคประชาชน ตลอดจนเครือข่ายองค์กรที่เกี่ยวข้อง จะกำหนดท่าทีและแนวทางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างไรต่อไป ในขณะที่ภาครัฐ หรือกระบวนการยุติธรรม ไม่สามารถอำนวยความยุติะรรมให้เกิดขึ้นได้ นอกจากนั้น งานนี้ยังมีการจัดผ้าป่าสามัคคี เพื่อระดมทุนก่อตั้งมูลนิธิพระสุพจน์ สุวโจ เพื่อเป็นองค์กรดำเนินงาน เพื่อสรุปบทเรียนและปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนรายอื่นๆ ต่อไป” พระกิตติศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 7/6/2551




*พรบ. การค้ามนุษย์ : กฎหมายไทย-เอาใจอเมริกา - สิบข้อ ความห่วงใย

โดย : จันทวิภา อภิสุข
เมื่อ : 3/06/2008 07:56 PM
หนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับวันที่ 22 พค 2551 รายงานว่า วันที่ 5 มิถุนายน 2551 นี้ ประเทศไทยจะประกาศใช้ พรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พศ. 2551 เมื่อ พรบ. นี้มีผลบังคับใช้ กฎหมายอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปตรวจค้นสถานที่ใดก็ได้ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ โดยไม่ต้องมีหมายศาล และสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข้อมูล ภาพ เสียง ของผู้เสียหายกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนั้น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) มีแผนก่อสร้างบ้านพักเพื่อฟื้นฟูรองรับผู้กระทำผิด เพิ่มขึ้น อีก 33 แห่ง จากเดิมมีอยู่ 43 แห่ง เป็น 76 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

**ประการที่หนึ่ง**

สังคมได้เห็นภาพ เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบที่สง่างามและน่าเกรงขาม ติดอาวุธเต็มที่ปฎิบัติการ จับกุมเด็กไร้เดียงสา และบุกเข้าปราบปรามรวมตัวผู้หญิง บางภาพผู้ต้องหาหญิงไม่ได้สวมเสื้อผ้า เด็กและผู้หญิง ไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน ไม่กล้าแม้จะคิดวิ่งหนี ไม่มีอาวุธร้ายอยู่ในมือแม้แต่ครั้งเดียว เหตุการณ์เช่นนี้ มีมานานก่อนที่จะมีการใช้กฎหมาย การค้ามนุษย์

**ประการที่สอง**

เมื่อได้ผู้ต้องหามาแล้ว ได้มีการสืบสวนสอบสวน จำนวนหนึ่งที่ได้เผยแพร่สู่สาธารณะชน สังคมได้เพียงแค่รับรู้ภาพต่างๆ ที่เห็น ซึ่งมักเป็นภาพที่เคียงคู่กันมากับผู้ใจบุญหรือผู้แสดงเมตตาจิต ที่ได้เข้ามา "ช่วยชีวิต" ไว้ แต่สังคมไม่ได้ทราบว่าหลังจากภาพที่เห็นผ่านไปแล้ว ได้มีการฟื้นฟูความช่วยเหลือตามสิทธิเด็กและสิทธิความเป็นมนุษย์ เป็นอย่างไร

**ประการที่สาม**

ประเทศไทย เคยมีปัญหาเรื่อง "โรงงานนรก" ที่ใช้แรงงานเด็กและผู้หญิงอย่างไม่มีมนุษยธรรม หลังจากเจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าทลายโรงงานนรกแล้ว ผู้เสียหาย ที่เป็นเด็กและผู้หญิง ที่อายุไม่ถึง 18 ปี ได้รับการเยียวยา ตามกฎหมายแรงงาน ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย ได้รับการรักษาพยาบาลทั้งร่างกายและจิตใจ ได้รับทุนการศึกษา และ ได้รับความเข้าใจจากสังคม ในเรื่องสิทธิความเท่าเทียมอันพึงได้ตามกฎหมาย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นายจ้าง หรือ เอเย่นต์ ถูกจับมาลงโทษตามกฎหมายแรงงาน กฎหมายอาญาของแผ่นดิน

ที่ผ่านมา กรณีการบังคับใช้กฎหมายการกระทำความผิด พรบ.ปรามการค้าประเวณี พรบ.การค้าหญิงและเด็ก อนุสัญญาว่าด้วยฯ ต่างๆ รวมถึงอนุสัญญาต่อต้านการค้ามนุษย์ เมื่อได้ผู้เสียหายแล้ว ก็ไม่ปรากฏชัดเจนถึงการจับกุมผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษ และไม่มีรายงานเปิดเผยต่อสังคม ถึงการชดใช้ค่าเสียหาย หรือการเยียวยารักษาร่างกาย และจิตใจ หรือให้ทุนการศึกษาหรือทุนประกอบอาชีพ สังคมยังเข้าใจว่า "ผู้เสียหาย" คือ "ผู้กระทำความผิด"

**ประการที่สี่**

เมื่อผู้เสียหายมีความเกี่ยวข้องกับความผิดตาม พรบ. การค้ามนุษย์ ต้องถูกส่งเข้าสถานสงเคราะห์ หรือเรียกใหม่ว่า สถานฟื้นฟูบำบัด ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หากพบว่าเป็นคนหลบหนีเข้าประเทศก็ให้กองตรวจคนเข้าเมือง "เนรเทศ" กลับประเทศเดิม ตามอนุสัญญาข้อตกลง "ส่งผู้ร้ายข้ามแดน" หรืออาจหมายถึงมีความผิดอีกกระทงหนึ่งตามกฎหมายต่างด้าวเข้าเมือง (immigration)

**ประการที่ห้า**

จากกรณีที่สี่ กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน แท้จริงได้มีการปฎิบัติกันมายาวนานแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจ พรบ. การค้ามนุษย์ เนื่องจากได้มีการใช้กฏหมายลงโทษผู้กระทำความผิดกรณีหลบหนีเข้าเมือง เมื่อจับได้ ก็มีการส่งกลับในหลายวิธีการ ซึ่งขึ้นอยู่กับการประสานงานระหว่างสถานทูต เพื่อการส่งกลับตามระเบียบราชการและวิธีการ "รับ-ผู้กระทำผิดกับบ้าน" ซึ่งมักใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน และบางรายใช้เวลา 18 เดือน และบางกรณีไม่มีกระบวนการทูต ซึ่งเรียกว่าส่งด้วยวิธี "ผลักดันข้ามชายแดน" ซึ่งจะเป็นวิธีส่งกลับที่รวดเร็วและนิยมทำมากที่สุด

**ประการที่หก**

การค้ามนุษย์ เป็นกฎหมายที่ปรับปรุงมาจาก พรบ. การค้าหญิงและเด็ก หรือ "Trafficking in Women and Children" ซึ่ง เป็นอนุสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศ และ ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น "Trafficking in Person" ปัจจุบัน คือ Human Trafficking หรือ พรบ.การค้ามนุษย์

นัยยะสำคัญของกฎหมายต้นตอเดิมนั้น ได้มุ่งแก้ปัญหาที่ต้องการขจัดการค้าหญิงและเด็ก โดยเฉพาะผู้ถูกกระทำทางเพศ หรือ "Trafficking for Sexual Exploitation"

กฎหมายการค้ามนุษย์ที่ได้ประกาศใช้แล้วในประเทศอื่นๆ จึงมุ่งค้นหา จับกุมผู้หญิง และเด็ก เช่นในประเทศ เขมร เมื่อกลางเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมาได้มีการบุกเข้าตรวจจับผู้คนในสถานบริการ ส่วนมาก ผู้ถูกจับเป็นผู้หญิง และคนอายุไม่ถึง 18 ปี

**ประการที่เจ็ด**

สำหรับประเทศไทย พรบ. การค้ามนุษย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงเรื่องความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ "Anti Human Trafficking" มาหลายปีแล้ว การต่อต้านการค้ามนุษย์นี้ประเทศไทยหมายรวมถึง ผู้เสียหาย ทุกเพศ ทุกวัย และ ทุกอาชีพ ปฎิบัติการความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ ได้มีการรายงานในหนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่น ว่า .... วันที่ 6 สิงหาคม 2547 ได้มีพิธีการส่งมอบผู้กระทำผิด ตามอนุสัญญา "ส่งผู้ร้ายข้ามแดน" นายกทักษิณ ชินวัตร แห่งประเทศไทย นำหญิงพม่า 20 คน ไปส่งที่ชายแดนไทย-พม่า โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายพม่าติดอาวุธครบมือ มารับที่ชายแดน หญิงทั้งหมดมีความผิดตามกฎหมายปราบการค้าประเวณี และถูกส่งกลับตามอนุสัญญาข้อตกลงการค้ามนุษย์ ?.

**ประการที่แปด**

ความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ เป็นนโยบายโดยตรงที่ประธานาธิบดี บุช เชิญชวนให้ประเทศพันธมิตร กับสหรัฐอเมริกาจับมือกันเพื่อช่วยกันต่อต้าน "การก่อการร้ายข้ามชาติ" โดยให้ประเทศพันธมิตรช่วยสอดส่องการเดินทาง เข้าเมืองผิดกฎหมาย และช่วยสกัดกั้นไม่ให้ "แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย" เข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายระหว่างประเทศพันธมิตรด้วย

**ประการที่เก้า**

สำนักงานประธานาธิบดี บุช ได้มีการทำสรุปรายงานออกมาทุกๆ ปี เพื่อแสดงผลงานของประเทศพันธมิตร และตรวจสอบความก้าวหน้า ความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ รายงานนั้นเรียกว่า TIP (Trafficking In Person) ในรายงานนั้นจะประเมินผลงานของประเทศพันธมิตร ที่ดำเนินการกรณีต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างไรบ้าง และจะจัดลำดับเปรียบเทียบผลงาน เป็น 3 ระดับของความร่วมมือ คือ

ระดับที่ 1 ดำเนินงานเข้มงวด ดีมาก
ระดับที่ 2 ดำเนินงาน พอใช้ได้ ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่านี้
ระดับที่ 3 ดำเนินงาน ล้มเหลว

สำหรับประเทศไทย รายงานประจำปี 2550 ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 2 และมีข้อท้วงติงที่น่าสนใจ ข้อหนึ่งคือ รัฐบาลยังไม่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนเรื่อง การใช้บังคับกฎหมายที่เข้มงวดกับการขจัดปัญหา แรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมาย

**ประการที่สิบ**

วันที่ 5 มิถุนายน 2551 นี้เป็นต้นไปประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้ พรบ.การค้ามนุษย์ ซึ่งมีผลถึงการค้นหาผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักร การลงโทษผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้อง ที่น่าเป็นห่วงคือ

1. อำนาจหน้าที่นี้ อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็กและเยาวชน การบังคับใช้กฎหมายนี้จะหมายความถึงกลุ่มเป้าหมายผู้กระทำผิด กลุ่มใดบ้าง

2. มีอำนาจการตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นจากศาล อาจเป็นช่องทางให้เกิดการใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ เพื่อกลั่นแกล้ง หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้องได้

3. สื่อมวลชน เป็นผู้เกี่ยวข้องที่ถูกระบุ ความผิด มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ อาจทำให้สังคมหมดโอกาสได้รับข้อเท็จจริงถึงความยุติธรรมได้อีกต่อไป

4. มีการเตรียมเพิ่มสถานฟื้นฟูเพื่อรองรับ จำนวนผู้ต้องหามากขึ้นทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 33 จากเดิม 43 แห่ง เป็น 76 แห่ง (85%) หรือเป็นนัยยะแสดงให้เห็นว่าจะพบผู้กระทำความผิดตามกฎหมายการค้ามนุษย์ เพิ่มมากขึ้น ถึงร้อยละ 85 จากที่เป็นอยู่

ขณะนี้ใกล้เวลาที่จะถึงรอบการทำรายงาน TIP Report ประจำปี 2551 แล้ว...... กรณีจับรถคอนเทนเนอร์ ที่จังหวัดระนอง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2551 กรณี จับผู้หญิงไทยที่อังกฤษ กรณีจับผู้หญิงไทยที่มาเลเซีย จับวัยรุ่นชาย คนลาวที่โรงพักชนะสงคราม และ กรณีอื่นๆ ที่จะตามมา จะเป็นตัวชี้วัดทำให้ประเทศไทยได้รับการประเมินผลงาน เป็นประเทศพันธมิตรติดอันดับยอดเยี่ยม ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ ที่ได้รับการปรับเกรดขึ้นจากระดับ 2 พอใช้ได้ ขึ้นเป็น ระดับที่ 1 เกรดดีมาก จากสำนักประธานาธิบดี บุชแห่งสหรัฐอเมริกา.....อย่างแน่นอน


การรณรงค์ให้คนสนใจพระราชบัญญัติ รวมทั้งการจะถกกันเรื่องจุดแข็งจุดด้อย ย่อมเป็นสิ่งที่ดีแต่ควรทำอย่างเป็นวิชาการและให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นเหตุเป็นผลไม่ใช่ประชดประชัน เพราะจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ เพราะข้อมูลที่ให้ก็ขัดกันเอง เช่น เรื่องภาพของเหยื่อ (ไม่ใช่อาชญากร) ที่เผยแพร่ออกไปโดยสื่อซึ่งจะมีความผิดได้ตามข้อเป็นห่วงที่ 3 เป็นต้น ยังนึกไม่ออกเหมือนกันในการพยายามโยงว่าพรบ ค้ามนุษย์เป็นการเอาใจอเมริกา และโดยส่วนตัวก็ไม่เคยใช้ tier ใน Tip Report เป็นสรณะ กระบวนทัศน์เรื่องการมองผู้ถูกค้าเป็นเหยื่อมากกว่าเป็นอาชญากรหรือโสเภณีหรือผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายโดยให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นที่รับรู้กันเป็นวงกว้างในประเทศไทยจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนานแล้วนะคะ ประเทศไทยโดยเฉพาะมูลนิธิผู้หญิงได้ทำอะไรต่ออะไรมากเหลือเกิน โดยส่วนตัวกลับมองว่าคนคาดคั้นเอากับประเทศสหรัฐที่เกลียดพม่านักหนา (แต่มีสถาณฑูตในประเทศเขา - กิ้วๆ) เรียกร้อง รวมทั้งโดยส่วนตัวก็ไม่เห็นด้วยกับการ sanction ทางเศรษฐกิจ แต่ควรมีภาคส่วนที่อาจจะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปให้ความช่วยเหลือโดยตรงกับประชาชนให้เขาพัฒนาอย่างพอเพียงและยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมากกว่าค่ะ
ขอแก้เรื่องวันที่ของรถคอนเทนเนอร์ผิด และเคยเห็นเขียนกันว่า trafficking in persons ...ปลายทางเช่นประเทศไทยในการปกป้องสิทธิมนุษยชน ในขณะที่ผู้ค้ามนุษย์ที่แท้จริงคือประเทศต้นทางอย่างพม่าต่างหาก ที่ไม่มีใครแม้แต่ประเทศ

โดย : ผู้หญิงยิงฟัน (202.41.167.246) เมื่อ : 3/06/2008 09:24 PM


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:50:39 น.  

 
*เจ้าสัวซีพี'ชี้ไทยกำลังหนีจุด'มืด'สู่ที่'สว่าง'แนะทางรอดรบ.เลิกคุมราคาสินค้าเพิ่มเงินเดือนขรก.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 มิถุนายน ที่โรงแรมดุสิตธานี นสพ.มติชน นสพ.ประชาชาติธุรกิจ และนสพ.ข่าวสด ได้ร่วมกันจัดสัมมนา "ทางเลือกสุดท้าย ทางรอดประเทศไทย" โดยผู้ร่วมสัมมนาประกอบด้วย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีผู้เข้าร่วมการสัมมนา 700 คน ทั้งนี้ ได้มีรัฐมนตรีและนักการเมืองหลายคนเข้าร่วมฟังการสัมมนาครั้งนี้ อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสมชาย สุนทรวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายพิมล ศรีกรม์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
นพ.สุรพงษ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในภาวะวิกฤติอาหารโลก ตอนหนึ่งถึงนโยบายรัฐบาลต่อคนสามกลุ่มภายใต้ปัญหาราคาสินค้าและพลังงานที่แพงขึ้น คือเกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไป โดยในส่วนเกษตรกร ควรได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น ฉะนั้นรัฐบาลไม่มีนโยบายจำกัดการส่งออก ขณะเดียวกันจะลดต้นทุนทั้งปุ๋ย เมล็ดพันธ์ และเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก ส่วนผุ้บริโภค ที่เจอปัญหาเงินเฟ้อสูงขึ้น ควรได้รับการดูแลให้มีค่าตอบแทนที่เพียงพอ โดยเฉพาะข้าราชการ ส่วนคนจนในเมือง กระทรวงการคลังจะเน้นเรื่องการสร้างรายได้ การปรับลดค่าใช้จ่ายเพื่อลดผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเปลี่ยนระบบขนส่งมวลชนให้มาใช้พลังงานทดแทน สนับสนุนการใช้เครื่องยนต์อี 85 เป็นต้น
นายอำพน กล่าวในหัวข้อ "ยุคทองสินค้าเกษตรไทยจริงหรือ" ว่า ภาคเกษตรของไทยเป็นทวิลักษ์ คือมีทั้งกลุ่มเกษตรก้าวหน้าและเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยแม้จะเป็นยุคทอง แต่ไม่ใช่ทองที่เจิดจ้า เพราะมีความเสี่ยงที่ต้องดูแลให้ก้าวเป็นเกษตรก้าวหน้า ที่พึ่งเทคโนโลยี มีทุน มีกลไกรับความเสี่ยงต่าง ๆ และอยู่ได้โดยมีความสุข ซึ่งแนวทางจัดการเกษตรกรรายย่อยนี้ คือการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้แนวคิด ทฤษฎีใหม่เพื่อจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

ด้านนายธนินท์ ปาฐกาถา เรื่อง "ทฤษฎีสองสูง ทางเลือกสุดท้าย ทางรอดของประเทศ" โดยระบุว่า มีหลายคนห่วงเรื่องราคาข้าวจะลง เมื่อสูงแล้วราคาจะลง ซึ่งเรื่องจริง หากราคาข้าวจะลง ราคาน้ำมันจะลงก่อน และที่ถูกอาหารมนุษย์จะถูกกว่าอาหารเครื่องจักรได้อย่างไร เพราะหากเป็นอย่างนี้ผู้บริหารประเทศมีปัญหา จึงอยากฝากเรื่องนี้ถึงผู้บริหารประเทศ
ผมอยากยกย่องข้าราชการ ที่วันนี้แม้เกษตรกรจะยากจนแต่ประเทศไทยพัฒนาประเทศไปได้ไม่น้อยกว่าประเทศฟิลิปปินส์ , อินโดนีเวีย ,เขมร , ลาว ผมถือว่า ยังดีกว่าหากรัฐบาลเข้าใจว่า สินค้าเกษตรกร คือทรัพย์สมบติของชาติ หรือพืชที่ปลูกบนดิน เป็นน้ำมนบนดิน
ผมอยากชี้ให้เห็นว่า พวกเรามีหน้าที่ตอบแทนบุญคุณ ชาวนาที่เลี้ยงเราเติบโต โดยเฉพาะชาวนาปลูกขาว หากไม่มีน้ำมัน อยู่ได้แต่หากไม่มีข้าวอยู่ได้อย่างไร
มีบางท่าน หวังดีต่อชาวนา ห่วงว่า ถ้าวันนี้ราคาแพงทุกคนหันไปปลูกข้าว มากขึ้น เหมือนในประวัติศาสตร์ ห่วงว่าข้าวจะขายไม่ได้ ผมขอโอกาสนี้กราบเรียน ให้ข้อมูลสั้นๆ ว่า ทำไมข้าว จะไม่ลงราคายกเว้นราคาน้ำมัน ลง หรือยกเว้น ผู้บริหาร ๆ ผิดพลาด

เหตุที่ผมเชื่อว่าราคาข้าวไม่มีวันลงเพราะพื้นที่ข้าวเหมาะกับปลูกปาล์ม มันสำปะหลัง ราคาล้วนแล้วแต่แพงกว่าข้าวทั้งนั้น แต่พื้นที่ปลูกมัน ข้าวโพด จะมาปลูกข้าวไม่ขึ้น
จากตรงนี้จะเห็นว่า การที่ข้าวจะถูกลงมีอีกทฤษฎี คือในโลกนี้มีการบริโภคข้าว ประมาณ 400 กว่าล้านตัน ประเทศส่งออกทำได้แค่ 5 หรือ 6% ไทยส่งออกประมาณ 9 ล้านตันเท่านั้น และผู้บรบริโภคเพิ่มขึ้นทุกปีแต่ผลผลิตๆ ไม่ทัน

"ผมขอฝากว่า ในโลก ประเทศที่เจริญแล้ว ไม่แทรกแซงสินค้าเกษตรให้ถูกลง มีแต่ เอาเงินไปแทรกแซงให้สูงขึ้น"
หากแทรกแซงให้ถูกลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเกษตรกรไม่มีเงินไปจับจ่าย เมื่อไม่มีเงินไปจับจ่าย ธุรกิจอุตสาหกรรม บริการ ทุกอย่าง ไม่หมุนสุดท้ายโรงงานต้องปิด แม่ค้าหาบเร่ มีปัญหา
หากคนส่วนใหญ่มีเงินไปจับจ่ายสิ่งที่จะเกิดขึ้นธุรกิจทุกอย่างเกิดขึ้น รวมทั้งไปจับจ่ายอย่างอื่นที่ผลิตในไทย รัฐบาลจะได้ภาษีทวีคุณ หากรัฐบาลทำให้สินค้าเกษตราสูงขึ้นผมเชื่อว่าทุกสินค้ากระเตื้องหมดจะทำให้ภาค ท่องที่ยว บริการ ได้ประโยชน์ ทำให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนซึ่งหากเป็นแบบนี้เกษตรกรจะยิ่งรวย
ทำไมเราไม่ดูมาตรการต่างๆ ของโลกว่า ทำไมเขาลด ทำไมรัฐบาลประเทศญีปุ่น ซึ่งจนที่สุดในโลก พูดอย่างนี้อาจตกใจเพราะเขามีหนี้มากที่สุด แต่หนี้รัฐบาลเป็นหนี้ของประชาชน เพราะเขาฉลาดให้สินค้าและเงินเดือนสูง แต่หากลบกลบแล้วมีรายได้มากกว่าคนอเมริกา
อเมริการายได้ต่อหัว น้อยกว่า สินค้าถูกว่า
ทำไมญีปุ่นทำ2 สูงเพราะเมื่อราคาสินค้าแพง รัฐบาล ก็เอาสินค้าไปขาย ได้กำไรกลับมาลงทุน เมื่อประชาชนมีเงินเดือน ให้ของแพงไม่เป็นไรเพราะมีเงินในกระเป๋า แต่คนสงสารเงิน เห็นเงินมีค่า จึงไม่อยากใช้ รัฐก็กู้เงินจากประชาชนด้วยดอกเบี้ยต่ำให้รัฐตระหนักว่า เงินมาจากกู้จากประชาชน เวลาจะใช้อะไร ต้องมีประสิทธิภาพจึงบอกว่า รัฐบาลญีปุ่นฉลาดบางอย่างเราต้องเรียนรู้จากเขา
อยากฝากรองนายกฯว่า หากขึ้นเงินต้องคิดถึงข้าราชการที่เกษียณไปแล้วด้วย ต้องยกย่อง ข้าราชการที่ช่วยพยุงประเทศให้เจริญ
ไทยโชคดี มีน้ำมันบนดินจึงอยากฝากท่านรองนายก ฯว่าเราน่าจะปล่อยให้เกษตรตัดต่อยีนส์ให้ก้าวไปอีกก้าวหนึ่ง ไม่ใช่ใช้วิธีแบบเก่า อย่างอเมริกา ตัดต่อยีนส์มานาน แล้ว
ผมอยากเล่าเรื่องตัดต่อยีนส์ให้ฟัง เรื่อง ตัดต่อยีนส์ฝ้ายกลัวว่า จะทำให้ฝีเสื้อในโลกตายหมดเพราะผีเสื้อไปกินฝ้าย ทีแรกผมเชื่อ แต่พอคิดอีกทีตัดต่อยีนส์ถูกต้องเพราะผีเสื้อ ต้องบินมากินฝ้ายจึงจะตายแต่หากใช้ยาพ่น ผีเสื้อก็ตายหมด

เรื่องข้าว ผมมองว่า เป็นโอกาสทอง ยกเว้นว่า น้ำมันจะลงราคา แต่เราถือโอกาสนี้ทำกำไรและนำมาพัฒนา
"ผมดีใจที่รองนายกฯบอกว่า จะลงทุนสามแสนล้านบาท ทำเรื่องชลประทาน ผมมองว่าคุ้มชาวนาไม่มีความเสี่ยง ผมห่วงที่สุดเรื่องข้าราชการ ประจำ ซึ่งมีรีบทบาทกับประเทศมาก แต่ห่วงเรื่องกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีใครไม่เคยทำผิด แต่ราชการผิดไม่ได้ แล้วต้องถูกฟ้อง ต้องแก้ หากเป็นอย่างนี้ ใครจะกล้ารับราชการ คนจะคิดว่า ทำมากผิดมาก แล้วจะหาคนเก่งๆ มารับราชการได้อย่างไร "
คนส่วนใหญ่ยังมองว่า เป็นไปไม่ได้ ยังไม่ได้ทำแล้วบอกว่า เป็นไปไม่ได้ แต่จริงๆ เกษตรกร ของไทย หากมีผู้นำที่ดีรับรับรองว่า เกษตรกรเราไม่แพ้ใคร และนยันว่าเกษตรกรไทย ไม่ขี้เกียจ และเชื่อฟัง ทำตามทุกอย่าง แต่เราขาดผู้นำ
เรื่องที่มองว่า ซีพีผูกขาดเพราะทำก่อน ล่วงหน้า แต่ไม่ได้ หมายความว่า ทำก่อนล่วงหน้า ไม่มีใครทำ พอคนอื่นเห็นทำสำเร็จ คนอื่นทำ เมื่อก่อนเราเป็นที่หนึ่ง ตอนหลังเราเป็นที่สองเพราะสหฟาร์มเข้ามา แล้วผูกขาดอย่างไร

ลองย้อนกลับไป ซีพีคิดว่า เราถอยไปหาข้างนอกดีกว่า ถอยจาก 10 เปอร์เซ็นไปหา 100 เปอร์เซ็นดีกว่า นโยบายของเราไม่ได้แกล้งให้คู่แข่งให้ล้มละลายแต่คิดว่า หากมีการแแข่งขันจะไปหาตลาดอื่นไปสู้กับตลาดต่างประเทศ
นโยบายของซีพี ไปประเทศไหน คิดเรื่องสามประโยชน์ ประเทศ ประชาชน และซีพี ต้องได้ประโยชน์ ซึ่งคาถาสามตัวนี้ดีมากเพราะไปประเทศไหนถูกยกย่องว่า มาช่วยประเทศนั้นฃ พัฒนา ในเรื่องสัตว์น้ำ สัตว์ปีก พืช
นายธนินท์ กล่าวว่า อย่าห่วงเรื่องผลิตพันธ์ข้าว ซีพี เพิ่งเริ่มผลิตไม่กี่ปี หากจะผลิตให้ได้ 20%ของพื้นที่เพาะปลูกข้าว ในพื้นที่ 25 ล้านไร่ ต้องใช้เวลาอีก 10 ปี เพราะเรื่องพันธุ์ข้าว ไม่ใช่เสกคาถา จะได้ เมื่อได้เทคโนโลยี ต้องไปขยายพันธ์ ดึงนั้นยินดีชักชวนทุกคนที่มีกำลัง และรัฐบาลน่าจะมีงบประมาราณมาช่วยค้นคว้า
"ผมคิดว่า น่าจะตัดต่อยีนส์ อย่างข้าวหอมมะลิ ตัดต่อเข้าไปทำให้ข้าวหอมขึ้น หากมาพัฒนา พันธุ์ที่ให้ผลผลิต 400กิโลกรีม หรือ 800กิโลกรัมต้องใช้เวลานาน หากใช้เทคโนโลยี จะเร็ว "
อย่างยกตัวอย่าง เศรษฐี ไต้หวัน ทำอิเลคทรอนิคส์ คนตกใจ มาทำดอกไม้ สุดท้าย ร่ำรวยกว่าทำอิเลคทรอนิคส์ เพราะใช้ตัดต่อยีนส์ ทำให้ดอกไม้ ผสมอย่างไรไม่เปลี่ยนสี เลยกลายเป็นโลกนี้ทำได้แต่ผูเดียว ขายได้แพงด้วย ไม่ต้องใช้ยาศัตรูพืช ขายไปได้ทั่วโลก

สรุป สองสูงมีประโยชนย์อย่างยิ่ง จะทำให้ผลผลิตสูงขึ้นอย่างแน่นอนเหมือนไก่ ทั้งไก่ไข่ และไก่เนื้อ ที่แพงขึ้นมาและคนเลี้ยงมีกำไร เพราะใช้วิธีสองสูง ลงทุนสูงประสิทธิภาพสูงทำให้ต้นทุนถูก ทำให้ประชาชนบริโภคไก่ และไข่ ถูกและแข่งขันกับทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นประเทศที่กีดกันอย่างอเมริกา ไม่ยอมให้เข้า หากปล่อยให้เข้าเราสู้ได้
หรือยุโรป ที่ให้เข้าส่วนหนึ่งเข้าส่วนหนึ่งหากต่างคนต่างปล่อย ผมคิดว่าประเทศไทย ได้เปรียบเพราะการเลึ้ยงสัตว์
หลังจากการปาฐกถาจบนายธานินท์ได้ตอบข้อซักถามของผู้เข้าร่วมสัมมนาเมื่อถามว่า ทำไมถึงคิดว่าการปล่อยให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและปรับเงินเดือนสูงขึ้นจะทำให้ทุกอย่างไปถึงจุดสมดุลในอนาคต ว่า เงินเดือน โดยเฉพาะข้าราชการถือว่าต่ำเกินไป และไม่ควรละเลยผู้เกษียณอายุด้วย ขณะที่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 9 บาท ถือว่าไม่เพียงพอ น่าจะศึกษาใหม่ให้มีการปรับตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น และควรปล่อยให้ราคาสินค้าสูงขึ้น เพื่อให้ผู้ผลิตจะมีกำลังใจในการผลิต มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต ขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะกล้าปล่อยสินเชื่อ มีทุนวิจัยศึกษาผลผลิตที่ดี และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้นมาก ประชาชนจะประหยัดลงและถึงจุดอิ่มตัว และทำให้ราคาสินค้าหยุดเพิ่มขึ้นเอง ถือว่าเป็นจุดที่อุปสงค์แและอุปทานจะมาเจอกันเอง

เมื่อถามถึง กรณีที่มีข่าวว่าต่างชาติจะมาปลูกข้าวในไทย นายธานินท์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะประเทศซาอุดิอารเบีย น่าจะมาซื้อข้าวมากกว่าปลูกข้าว เพราะไม่รู้จะเอาที่ไหนมาปลูก คนร่ำรวยแบบนี้จะทำนาเป็นที่ไหน น่าจะเจรจาแลกเปลี่ยนเป็นซื้อข้าวถูกเพื่อแลกกับการขายน้ำมันให้ในราคาถูกด้วย หรือมาทำสัญญาว่าจะรับซื้อข้าว ไม่เชื่อว่าคนอาหรับจะมาปลูกข้าวในไทย ถ้าจะมาซื้อก็ไม่มีอะไรมากมาย ถ้าจะซื้อที่ดิน เพื่อปลูกข้าวน่าจะเป็นกัมพูชาหรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมากกว่า

เมื่อถามว่า อุตสาหกรรมเกษตรที่เข้าไปจะทำให้วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไปหรือไม่ นายธานินท์ กล่าวว่า "ผมเข้าไปมีแต่ทำให้เกษตรกรดีขึ้น เพราะต้องเข้าไปรับความเสี่ยง เพราะถ้าเข้าไปรับความเสี่ยง ชาวนาก็ได้ดี มีความรู้จริง เพราะราคาข้าว มันสำปะหลังที่สูงขึ้น เราไม่มีอำนาจไปบังคับเกษตรกรได้ เกษตรกรต้องเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ และซีพีเองไม่สามารถยึดตลาดทั่งไทยได้ ทำได้แค่เพียง 20-30% ก็ดีแล้ว และโลกนี้ไม่มีใครใหญ่ครเดียว เพราะเข้าไปต้องทำประโยชน์ให้เกษตรถึงจะเลือก ซึ่งปีแรกที่ร่วมก็พอใจ แต่ปีที่ 2 ชักไม่พอใจ สุดท้ายเราก็ต้องเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้"
พิธีกรถามว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นคิดว่าจะไปถึงราคาเท่าใด นายธานินท์ กล่าวอีกว่า คาดยาก ขอเรียนว่า วันนี้ที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น มีประเทศยุโรปและตะวันออกกลางร่ำรวยขึ้น มีรถยนต์เต็มท้องถนน อย่างจีนแต่ก่อนมีแต่จักรยาน แต่ตอนนี้รถติดไม่แพ้ไทย เพราะคนมีเงินมากขึ้น โอกาสจะใช้รถยนต์มีมากขึ้น ทั้งจีน อินเดีย ล้วนแต่ต้องการใช้พลังงานทั้งนั้น จึงยังมองไม่เห็นฝั่ง อยู่ที่ว่าราคาแพง คือ ประหยัด ซึ่งที่จริง มีการใช้พลังงานมาก คือ บ้าน ไม่ใช่รถยนต์ เพราะบ้านหลังใหญ่ มีการใช้ไฟฟ้า 24 ชั่วโมง ขณะที่รถยนต์แค่ขับไปทำงานแล้วจอดทิ้งไว้ ดังนั้นมันดีที่สุดที่จะมีการประหยัดพลังงานที่บ้าน

เมื่อถามว่าภาคธุรกิจเจอต้นทุนที่สูง จากราคาน้ำมันที่สูงมาก มีวิธีการประหยัดและลดต้นทุนอย่างไร ต้องหาวิธีการประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพ หาวิธีเพิ่มผลผลิตจำนวนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น อย่าคิดว่า ราคาน้ำมันจะถูกลงเท่าไหร่ แต่ต้องคิดว่าถ้าน้ำมันจะแพงอีก จะทำอย่างไร

เมื่อถามถึงประเทศไทยอยู่ในจุดที่มืดหรือสว่าง นายธานินท์ ตอบว่า เราอยู่ในจุดที่มืดกำลังสว่าง ถ้าเราใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในภาวะที่น้ำมันสูงขึ้น และใช้นโยบาย 2 สูงคือ เงินเดือนข้าราชการต้องสูงขึ้น และอย่าไปแทรกแซงราคาสินค้าให้ลง แต่ควรปล่อยให้สูงขึ้น เพื่อให้รัฐรวยขึ้น เพราะหากแทรกแซงให้ราคาลง รัฐจะเสีย 2 ต่อ คือ การจัดเก็บบภาษีไม่ได้และจะนำเงินไปแทรกแซงไม่ให้สูงก็ไม่ได้ด้วย เพราะหากปล่อยให้ราคาสูง พอถึงจุดหนึ่งก็จะหยุดเอง ด้านพลังงานควรหาพลังงานทดแทนมากขึ้น ทั้งน้ำ ลม และนิวเคลียร์ เราคงต้องปั่นไฟด้วยนิวเคลียร์ เราต้องศึกษาการตัดต่อยีนส์ เพื่อพัฒนา แม้ว่าเราจะมองว่า จะกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ แต่สหรัฐไม่สำคัญกว่าเราเหรอ แต่มีการพัฒนามากกว่าไทยเยอะมาก

เมื่อถามว่าจะแก้ปัญหาผลไม้ราคาตำต่ำได้อย่างไร นายธานินท์กล่าวต่อว่า เราไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตผลไม้รายใหญ่ แต่ปัญหาราคาที่ตกต่ำเป็นเรื่องของการจัดการ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างปลูก ทั้งที่ผลไม้เก็บเกี่ยวปีละครั้ง จึงออกมาชนกันเยอะ เราต้องสร้างทีมเก็บเกี่ยวที่เป็นอาชีพและตามฤดูกาล

เมื่อถามถึงสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันมีผลกระทบอย่างไร ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ท่องเที่ยวเสียหายแน่ มีอย่างที่ไหน ตอนนี้น้อยกว่ามาเลเซีย ท่องเที่ยวไทยเหมาะสมที่สุด ใครมาก็ประทับใจ เพราะบริการจากใจจริง ยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งจีนมีประชากร 1,300 ล้านคน ที่กำลังรวยขึ้น หาก 100 ล้านคนมาไทย เราจะมีโรงแรมรองรับหรือไม่ ซึ่งท่องเที่ยวแจ่มใสแน่ ถ้าการเมืองสงบ ทั้งอินเดีย ยุโรป รัสเซีย ต่างก็มาไทยทั้งนั้น อาหรับก็มาไทย เพราะเป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยว ซึ่งจะดีที่สุด หากการเมืองนิ่ง แต่โชคดีที่เรามีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราต้องเทิดทูน มีศาสนาพุทธ ที่จะทำให้ไทย ยักษ์ใหญ่ของโลกถึงถึงซีพีด้วยว่า สิ่งที่วุ่นวายอยู่จะสงบ


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:50:56 น.  

 
*การแสดงปาฐกถาในหัวข้อ "มุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจไทย"

คณะกรรมการราชนาวิกสภา จัดให้มีการแสดงปาฐกถาในหัวข้อ "มุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจไทย" โดย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ให้เกียรติแสดงปาฐกถา ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ระหว่างเวลา ๐๙.๓๐ น. - ๑๒.๐๐ น. ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
การจัดให้มีการแสดงปาฐกถาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับฟังปาฐกถาได้รับทราบแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมทั้งนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการและการดำรงชีวิตประจำวันต่อไป
ขอเชิญผู้ที่สนใจฟังปาฐกถาในหัวข้อดังกล่าว ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ภายในกองทัพเรือ ๕๔๐๑๙, ๕๔๙๙๘ และ ๕๓๐๗๒




*

รับสมัครบทความเพื่อนำเสนอในการประชุมวิชาการนานาชาติ หัวข้อ “ทิศทางการศึกษาภาษาญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ภาควิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความประสงค์จะจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ หัวข้อ “ทิศทางการศึกษาภาษาญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ในวันที่ 16 และ 17 ตุลาคม พ.ศ.2551 คณะกรรมการดำเนินงานจึงขอเชิญชวนผู้สนใจสมัครเข้าเสนอบทความ โดยการประชุมจะจัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

คุณสมบัติผู้เสนอบทความ อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาระดับปริญญาโท-เอก

ชนิดของบทความที่จะนำเสนอ บทความทางวิชาการเกี่ยวกับการศึกษาภาษาญี่ปุ่น

รายละเอียดการนำเสนอ นำเสนอผลงานเป็นภาษาญี่ปุ่น ท่านละ 15 นาที (ไม่รวมเวลาถาม-ตอบ

อีก 10 นาที)

การสมัครเพื่อนำเสนอบทความ ส่ง ก)แบบตอบรับ และข)บทคัดย่อภาษาญี่ปุ่น(ระบุหัวข้อ ที่มาของปัญหา วิธีการศึกษา และบทสรุปให้ชัดเจน) ความยาวไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ A4 (แบบตัวอักษร MS Mincho 11 point) ภายในวันที่ 31 มกราคม 2551 โดยส่งทางอีเมล์เป็นไฟล์แนบ(ไมโครซอฟเวิร์ด) มาที่ JES2008.BKK@gmail.com หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนพร้อมแผ่นบันทึกข้อมูล(diskette)มายัง

ภาควิชาภาษาญี่ปุ่น(คณะกรรมการดำเนินงานประชุมการศึกษาภาษาญี่ปุ่น)

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เลขที่ 2 ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานครฯ 10200

หมายเหตุ

1. ผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือกโดยผู้ทรงคุณวุฒิให้นำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการ จะต้องส่งบทความสำหรับการนำเสนอผลงาน(ภาษาญี่ปุ่น)ไม่เกิน 5 หน้าภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2551

2. กำหนดการโดยรวม

บัดนี้ – 31 มกราคม 2551 รับสมัครบทความ

ภายใน 31 มีนาคม 2551 แจ้งผลการคัดเลือก

ภายใน 31 กรกฎาคม 2551 ส่งบทความสำหรับการนำเสนอผลงาน

16-17 ตุลาคม 2551 การประชุมวิชาการ

4. ติดต่อสอบถาม

รศ.วรินทร วูวงศ์(0-2613-2627, มือถือ 08-9443-8085)

โทรสาร 0-2623-5097(เวลาราชการ) E-mail: JES2008.BKK@gmail.com
แบบตอบรับการเข้าร่วมและนำเสนอบทความการประชุมวิชาการ

ทิศทางการศึกษาภาษาญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาควิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 16-17 ตุลาคม 2551

***************************************

ชื่อ-สกุล1.………………………………………………………………………………………(ผู้วิจัยหลัก)

2.……………………………………………………………………………………(ผู้วิจัยร่วม(ถ้ามี))

3.……………………………………………………………………………………(ผู้วิจัยร่วม(ถ้ามี))

สถาบัน ………………………………………………………………………..............................................

ระดับการศึกษา ...................................................................................................................................

สถานที่ติดต่อ…………………………………………………………………………………..………..........

…………………………………………………………………………………………….............................

โทรศัพท์................................... โทรสาร.................................... E-mail:...............................................



ยินดี เข้าร่วมโดยไม่นำเสนอบทความ

เข้าร่วมและนำเสนอบทความ

ชื่อบทความที่จะนำเสนอ

..................................................................................…………………………………..........................

.........................................................................................……………................................................

************************************

โปรดส่ง ก) แบบฟอร์มตอบรับ และ ข) บทคัดย่อ (1 หน้ากระดาษA4) ภายใน 31 มกราคม 2551

โดยส่งทางอีเมล์เป็นไฟล์แนบ(ไมโครซอฟเวิร์ด) มาที่ JES2008.BKK@gmail.com

หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนพร้อมแผ่นบันทึกข้อมูล(diskette) มายัง

ภาควิชาภาษาญี่ปุ่น(คณะกรรมการจัดการประชุมการศึกษาภาษาญี่ปุ่น)

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เลขที่ 2 ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานครฯ 10200


โดย: jenifaae วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:51:20 น.  

 
*ชวนส่งจม.-อีเมล์ค้านพระวิหาร ถึงปธ.มรดกโลกเลื่อนพิจารณา

*"ปองพล"จี้"สมัคร" ร่อนหนังสือแจ้งสถานทูตกัมพูชาหลังศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวปราสาทพระวิหาร หวั่นมีการนำแกลงการณ์ร่วมนำไปแสดง เปิดตัวกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศประชุม 2-10 ก.ค. ที่เมืองแคนาคา แพทย์ชนบทชวนส่งจดหมายหรืออีเมล์ถึงประธานมรดกโลกค้าน

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กล่าวถึงกรณีปราสาทพระวิหารว่า ตามที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบลงนามแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ตนต้องการให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สั่งการให้รมว.ต่างประเทศรีบดำเนินการทำหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลกัมพูชา และทำหนังสือแจ้งไปยังสถานทูตที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลกชุดใหญ่ ประจำประเทศไทย 21 ประเทศ ที่จะเข้าร่วมประชุมเมืองคิวเบก ประเทศแคนาดา ในวันที่ 2-10 ก.ค. เพื่อป้องกันกัมพูชานำแถลงการณ์ที่ไทยร่วมลงนามไปแอบอ้างต่อคณะกรรมการมรดโลกชุดดังกล่าว

“คณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ จะได้รับทราบถึงคำสั่งของศาลปกครองกลาง และหนังสือร้องเรียนขององค์กรต่างๆของประเทศไทย ที่ยื่นคัดค้านต่อยูเนสโก เพราะไม่เช่นนั้นกัมพูชาจะนำแถลงการณ์ร่วมไปอ้างกับคณะกรรมการมรดกโลกได้ว่าไทยได้ลงนามและเห็นด้วยที่จะสนับสนุนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งผมเห็นว่าเมื่อศาลปกครองมีคำสั่งในลักษณะนี้แถลงการณ์ร่วมที่รัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามกับกัมพูชา ก็ย่อมที่จะไม่มีผล ดังนั้น ยูเนสโกก็สมควรที่จะชะลอการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไว้ก่อน”นายปองพล กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเว็บไซต์ยูเนสโก http://www.unesco.org สำนักงานใหญ่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ที่จะเข้าร่วมประชุมพิจารณามรดกโลก ระหว่างวันที่ 2-10 ก.ค.นี้ที่เมืองคิวเบก ประเทศแคนาดา ประกอบด้วย ออสเตรเลีย, บาเรนห์, บาบาดอส, บราซิล, แคนาดา, จีน, คิวบา, อียิปต์, อิสรา เอล,จอร์แดน, เคนยา, มาดากัสตาร์, มาริติอุส, โมร๊อคโก, ไนจีเรีย,เปรู,เกาหลีใต้, สเปน, สวีเดน, ตูนีเซีย และสหรัฐอเมริกา

เว็บไซต์ยูเนสโก ยังได้เปิดเผยรายชื่อแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมอยู่ในเกณฑ์หรือข่ายการได้รับพิจารณาจากคณะ กรรมการมรดกโลกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมปี 2008 มีชื่อ The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear (Cambodia) อยู่ในลำดับที่ 4 จากรายชื่อแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมจำนวนกว่า 40 แห่ง 40 ประเทศ ส่วนรายชื่อมรดกทางธรรมชาติมีจำนวน 15 แห่ง 15 ประเทศ แต่ไม่มีรายชื่อเขื่อนแกงกระจานของประเทศไทย

อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ยูเนสโก ไม่มีรายงานข้อมูลหรือข่าวสารเกี่ยวกับคนไทยยื่นหนังสือชะลอการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารกัมพูชาเสนอเป็นมรดกโลก ต่อยูเนสโกประจำประเทศไทย ส่งผ่านไปยังยูเนสโกสำนักงานใหญ่ กรุงปารีสแต่อย่างใด

แพทย์ชนบทชวนส่งจดหมายประธานมรดกโลกค้าน

ด้านนพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบทได้เปิดเผยว่า ชมรมแพทย์ชนบทได้ส่งจดหมายถึง ประธานคณะกรรมการมรดกโลก ดร. คริสติน่า คาเมรอน ที่ประเทศแคนาดา และผู้อำนวยการยูเนสโก ดร.แฟรนเซสโก้ เบนดาริน ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อทักท้วงและให้เลื่อนเวลาในการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทเขาพระวิหารในการประชุมตั้งแต่ 2-10 กค.2551 นี้ไปก่อน จนกว่าความยินยอมตามแถลงการณ์ร่วมนั้นจะผ่านรัฐสภาและประชามติของประเทศไทย

ชมรมแพทย์ชนบทขอเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องการทักท้วงเรื่องนี้ ช่วยกันส่งอีเมล์ไปยัง ประธานคณะกรรมการมรดกโลก ดร. คริสติน่า คาเมรอน อีเมล์ Canada2008@pc.gc.ca และผู้อำนวยการยูเนสโก ดร.แฟรนเซสโก้ เบนดาริน อีเมล์ F.Bandarin unesco org และ WH.PACT@unesco.org, wh-info@unesco.org, G.Debonnet@unesco.org โดยมีตัวอย่างคำพูดดังต่อไปนี้

For goodwill of friendship and cooperation between Thailand and Cambodia, I would like to beg the chairman of World Heritage and 21 committees to postpone consideration of Cambodia's registration of Preah Vihear as a world heritage site until this joint statement will process to the parliament and people vote. Name………

ซึ่งแปลว่าเพื่อเจตนารมย์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกันระหว่างไทยและกัมพูชา ชมรมแพทย์ชนบทแห่งประเทศไทยจึงขอความกรุณาท่านประธานคณะกรรมการมรดกโลก และคณะกรรมการจาก ทั้ง 21 ประเทศได้กรุณาพิจารณาเลื่อนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปก่อน จนกว่าจะมีกระบวนการนำเรื่องนี้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา และทำประชามติให้ประชาชนไทยรับทราบและยินยอมก่อน

“ถ้าพวกเราส่งอีเมล์ไปให้มากๆ เป็นแสนฉบับ น่าจะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกเข้าใจและเลื่อนการพิจารณาไปก่อน นี่คงเป็นสิ่งที่พวกเราคนไทยทำได้แค่นี้ ดีกว่ารอรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศที่ยังไม่มีท่าทีจะทำอะไร แม้ว่าศาลปกครองจะตัดสินคุ้มครองชั่วคราวแล้ว” นพ.เกรียงศักดิ์กล่าว




*
CEO คนนี้ ฝ่าพายุฝนก้อนหินจากภูเขาถล่มหลังแผ่นดินไหวมหาโหด เข้าไปช่วยกู้ภัย เพราะเขาสำนึกว่า "เงินทั้งหมดที่ผมทำธุรกิจได้มา มาจากชาติ และประชาชน"

เมื่อนายกรัฐมนตรีประเทศจีน นายหวุนเจียเป่า เห็นหน้าเขาที่เมืองเหมียนหยาง ท่านก็รีบเข้าไปทักว่า "คุณใช่ใหมที่ชื่อคุณเฉิน กวงเปียว? ผมได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคุณมามากเลย คุณเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่มีหัวใจ มีจิตวิญญาณ มีความรัก เมตตา กรุณาต่อผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง นักธุรกิจใหญ่ทั้งหลายสมควรเอาคุณเป็นตัวอย่าง ทำตัวเป็นผู้ที่มีจิตสำนึก มีความรัก ความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมประเทสอย่างคุณ"

เถ้าแก่เฉิน กวงเปียวบอกนายกรัฐมนตรีหวุนว่า "ผมจำเป็นจะต้องช่วยเพื่อนร่วมประเทศในทุก ๆ ทาง และในทุก ๆ โอกาสที่จะทำได้ เพราะผมสำนึกว่า ทรัพย์สมบัติของผมทั้งหมดนั้น ชาติและประชาชนเป็นผู้นำมาให้ผมทั้งนั้น"

คุณเฉิน กวงเปียว เพิ่งได้รับการยกย่องเป็น "ราชายอดนักการกุศล" เมื่อปีที่แล้วนี่เองด้วยยอดเงินบริจาคเพื่อการกุศลส่วนตัว 125 ล้านหยวน (เทียบเท่ากับราว 1,125 ล้านบาท)


เมื่อบ่ายวันที่เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองเหวินชวน มณฑลเสฉวน คุณเฉิน กวงเปียว กำลังประชุมคณะกรรมการบริษัทของเขาอยู่ ในฐานะท่เป็นประธานกรรมการ และ ซีอีโอของบริษัทใหญ่ ที่มีฐานใหญ่ในมณฑลเจียงซู ทันทีที่ได้ข่าว เขาก็เปลี่ยนวาระการประชุมของคณะกรรมการเป็นการหารือหนทางที่จะไปช่วยผู้ประสพภัยจากแผ่นดินไหวทันที ภายในไม่กี่นาที เขาก็ออกคำสั่งให้ขนเครื่องจักรสำหรับทำการ ยก ขุด เจาะ ในงานก่อสร้างขนาดใหญ่ของบริษัทของเขาจากทั่วประเทศจีน จำนวน 60 คัน ให้หยุดงานทันทีและมุ่งไปสู่เมืองที่เกิดแผ่นดินไหวให้เร็วที่สุด ผลคือ ภายใน 48 ชั่วโมง เครื่องจักรพร้อมพนักงานทุกชิ้น ทุกคนก็พร้อมกันที่เมืองศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ได้มีส่วนในการช่วยงานการขุดหา และช่วยชีวิตผู้ประสพภัยจำนวนมาก คุณเฉินเองได้ช่วยแบกนักเรียนออกมาจากใต้กองคอนกรีตของอาคารเรียน 12 คน ได้แบบศพนักเรียนออกมาจากใต้อาคาร 200 คน

วันเดียวกันที่รู้ข่าว นายเฉินคนนี้เบิกเงินสดออกมา สองล้านหยวน (สิบล้านบาท) แล้วก็มุ่งไปสู่เขตแผ่นดินไหว เมื่อพบผู้ประสพภัย เขาก็ให้ลูกน้องเอาเงินสดแจกไปคนละ 100 ถึง 1000 หยวน รวมแล้ว ในเส้นทางไปสู่เมืองตูเจียงหย้วน เขาแจกเงินสดไป 150000 หยวน หรือ ประมาณ 750000 บาท

พนักงานขับรถแครน รถแทร๊กเตอร์ที่ไปร่วมช่วยกู้ภัยจากบริษัทของเขาได้รับคำสั่งจากนายเฉิน กวงเปียง ปรับเงินเดือน ในช่วงทำงานเสี่ยงภัยนี้จากเดือนละ 5000 หยวน เป็น 20000 หยวน และจ่ายเงินให้เป็นรายสัปดาห์ทันที เป็นผลให้ลูกน้องทำงานกู้ภัยกันแบบถวายชีวิตเลย


เมื่อไหร่เมืองไทยจะมีคนแบบนี้บ้างครับ?

Credit : Blog คุณ Bullock2981


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:06:04 น.  

 
*“ม.ล.วัลย์วิภา” ชี้ กลุ่มการเมืองใช้เขาพระวิหารบังหน้าแลกประโยชน์-เปลี่ยนเส้นแดนบก/ทะเลไทย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 มิถุนายน 2551 18:37 น.

* “ม.ล.วัลย์วิภา” นักวิชาการไทยคดี มธ.จี้รัฐบาลไทย-รัฐบาลกัมพูชา แสดงความโปร่งใสในการยื่นจดทะเบียนประสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เชื่อเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นสื่อบังหน้าความต้องการเปลี่ยนเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเลของไทย เพื่อหวังผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มการเมือง ชี้แผนที่กัมพูชาขีดเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลกินเกาะกรูด และพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ สอดคล้องข้อมูล “สนธิ” ที่ส่งให้ ผบ.ทบ.เมื่อปี 49 เร่งนักวิชาการร่วมกันเขียนข้อเสนอยูเนสโกชะลอขึ้นทะเบียนประสาทเขาพระวิหาร

วันนี้ (18 มิ.ย.) เมื่อเวลา 12.30 น.ที่ชั้น 9 ตึกอเนกประสงค์ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงข่าวเรื่อง “ข้อเท็จจริงจากพื้นที่กรณีขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของมนุษย์” โดย ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัย 9 สถาบันไทยคดีศึกษา นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล ผู้ช่วยนักวิจัย และทีมงาน
โดย ม.ล.วัลย์วิภา กล่าวว่า การศึกษาของทีมงานครั้งนี้ไม่ใช่งานวิจัย แต่เป็นการลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่โดยเป็นการชี้เบาะแสเชิงวิชาการ และมีการศึกษาอย่างเป็นระบบ หลังจากที่ได้ฟัง นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการขอขึ้นทะเบียนประสาทเขาพระวิหาร ว่า เป็นเพียงการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน และเป็นเรื่อง win-win เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงเกิดความรู้สึกว่า ปัญหาเรื่องประสาทเขาพระวิหารเป็นเรื่องอึมครึม และน่าอึดอัดในความรู้สึกของคนไทย แต่เหตุใดรัฐบาลไทยจึงไม่พูดเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจน จึงได้ลงพื้นที่ไปศึกษาเรื่องดังกล่าว

ม.ล.วัลย์วิภา กล่าวต่อไปว่า ปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา นั้น ทางฝ่ายกัมพูชาพยายามรักษาอธิปไตยของตนเอง โดยมีการสร้างชุมชน ตลาด และวัด เข้ามาในดินแดนฝั่งไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาไม่ได้ยึดถือหลักเขตแดนของไทยตามมติ ครม.เมื่อปี 2505 ของไทย โดยที่รัฐบาลของไทยไม่ได้มีความพยายามดำเนินการใดๆ และเมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่กัมพูชากับไทยได้เจรจาร่วมกันมา ทางกัมพูชาได้ยื่นข้อเสนอขอเปิดจุดผ่านแดนช่องตาเฒ่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทางกัมพูชาเตรียมไว้สำหรับเปิดศูนย์การค้า แหล่งบันเทิง และ กาสิโน และเมื่อตนย้อนกลับไปดูการจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ทางทะเลที่ลากจากหลักกิโลเมตรที่ 73 จ.ตราด ได้พบแผนที่ของกัมพูชา ที่มีการเขียนหลักเขตแดนทางทะเลผ่านเกาะกรูด ของไทย และกินพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA ซึ่งเป็นจุดที่มีทรัพยากรธรรมชาติขนาดใหญ่ และเป็นเส้นเขตแดนทางทะเลที่แตกต่างจากเส้นเขตแดนของไทย โดยกินพื้นที่ของไทยเข้ามาด้วย ทั้งนี้ แผนที่ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรื่อง เรียกร้องขอให้ทหารหาญของชาติแสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ชาติ กรณีเร่งรัดแบ่งเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2549

“เส้นเขตแดนทางทะเลมีเส้นเขตแดนเดิมตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ที่เกาะกูด จะต้องเป็นของไทย และในปี 2544 รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้บรรลุข้อตกลงกับทางกัมพูชา ด้วยการทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งน่าสงสัยว่า ทำไมการปักปันเขตแดนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นอธิปไตยของชาติ เหตุใดจึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลในวงกว้าง หรือผ่านกระบวนการรับรองการเปลี่ยนเส้นเขตแดนที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหารรับรู้แต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น จึงเชื่อว่า เขาพระวิหารเกี่ยวข้องกับการแบ่งเขตแดน และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพื้นที่ JDA ด้วย”


สีแดงคือเกาะกูดของไทย เส้นปะเข้มคือแนวเส้นเขตแดนของไทย ส่วนแนวเส้นประไข่ปลาเป็นแนวขีดเส้นเขตแดนของกัมพูชา ที่กินเกาะกูดไปครึ่งหนึ่งและกินพื้นที่ JDA ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติแหล่งใหญ่


ม.ล.วัลย์วิภา กล่าวอีกว่า ในนามของคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแถลงการณ์ว่า 1.ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ที่แท้จริงมิใช่ราชอาณาจักรไทยหรือราชอาณาจักรกัมพูชา แต่เป็นรัฐบาลไทยกับประชาชนไทย ดังนั้น ข้าราชการประจำทั้งทหารและพลเรือน ทุกคนจะต้องตัดสินใจแล้วว่า ตนกำลังปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือไม่ หรือของใคร 2.สิ่งที่รัฐบาลทำวันนี้ คือ รัฐบาลไปยอมให้ราชอาณาจักรกัมพูชาขึ้นทะเบียนแต่ฝ่ายเดียว และยอมรับแผนที่ของกัมพูชาที่ไม่ยอมรับอธิปไตยตามมติคณะรัฐมนตรี 2505 และยังยอมไปทำแถลงการณ์ร่วมในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันโดยยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องเขตแดนแม้แต่น้อย ผลเสียตามกฎหมายปิดปากก็จะเกิดขึ้น

“เมื่อรัฐบาลไทยไม่ยับยั้งหรือคัดค้าน ประชาชนคนไทยควรร่วมกันยับยั้ง หรือคัดค้านโดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิชุมชน และส่งเรื่องไปตามขั้นตอนและเวลาอย่างเร่งด่วนผ่านองค์การยูเนสโกในประเทศไทย ไปยังคณะกรรมการมรดกโลก จึงขอความร่วมมือของนักวิชาการ ข้าราชการประจำองค์กรภาคประชาชน สื่อและประชาชนทุกคนมาร่วมกัน ศึกษาพิจารณาดูข้ออ้างที่จะมาใช้ เพื่อให้มีการเลื่อนการพิจารณาประสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่สำคัญ คณะวิจัยมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องความต้องการเปลี่ยนเส้นเขตแดน ทั้งทางบกและทางทะเลของไทย เพื่อหวังผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มการเมือง โดยมีเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นสื่อบังหน้า”

ม.ล.วัลย์วิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่ยืนยันเขตอธิปไตยหรือเส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2505 ไทยจะเสียดินแดนให้กัมพูชา ซึ่งแผนที่ใหม่ของกัมพูชามีนัยเป็นการยืนยันท่าทีของกัมพูชาที่ไม่ยึดถือเขตอธิปไตย หรือเส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2505 เมื่อไม่มีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้ชัดเจนเสียก่อน แต่เลือกแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมและออกแถลงการณ์ร่วม ไทยจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบและเสียดินแดนให้กัมพูชาในที่สุด

“รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาไม่มีความไม่โปร่งใสในเรื่องดังกล่าว ซึ่งการขึ้นทะเบียนประสาทเขาพระวิหาร เป็นมรดกของโลกเป็นเรื่องดี ดังนั้น รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศควรจะทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส ไม่ควรทำเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง หรือเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สำหรับนักวิชาการที่ต้องการร่วมกันระดมความเห็นเพื่อยื่นข้อเสนอส่งให้ยูเนสโกชะลอการประกาศเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกให้ทันวันที่ 2 กรกฎาคม ที่จะถึง ซึ่งจะมีการประชุมเรื่องดังกล่าว สามารถติดต่อได้ทาง walwipha2000@yahoo.com และขอให้นักวิชาการออกมาช่วยกัน เพราะขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว และการที่ดิฉันไม่ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย เพราะรัฐบาลไทยเพิกเฉย จึงจำเป็นต้องยื่นข้อเสนอไปถึงยูเนสโกแทน” ม.ล.วัลย์วิภา กล่าว

ทั้งนี้ รายละเอียดหนังสือที่นายสนธิทำถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมื่อปี 2549 ตอนหนึ่งได้ระบุว่า

“พื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาอันเป็นปมปัญหาที่ต้องเจรจากันดังกล่าวนี้มีพื้นที่ประมาณ 25,789 ตารางกิโลเมตร เป็นที่รับรู้กันทั่วว่าเป็นแหล่งที่คาดว่าจะมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแหล่งหนึ่งในเอเชียอาคเนย์

พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี(ขณะนั้น)มีความพยายามจะเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลดังกล่าวมาแล้วอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการเตรียมการจะหาประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรดังกล่าวพร้อมกันไป ดังจะเห็นได้จากข่าวที่นายโมฮัมเหม็ด อันฟาเยด มหาเศรษฐีชาวอียิปต์เจ้าของห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์และสโมสรฟุตบอลฟุตบอลฟูแลมในประเทศอังกฤษ เดินทางมาประเทศไทยในฐานะแขกส่วนตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2543 ในชั้นแรกก็อ้างว่าเพื่อสังเกตการณ์พัฒนาการฟุตบอลไทยโดยได้ร่วมมือกับโครงการของพรรคไทยรักไทย ส่งนักฟุตบอลเยาวชนไปฝึกที่ประเทศอังกฤษ แต่ในชั้นต่อมาก็มีข่าวว่า นายโมฮัมเหม็ดมีความสนใจที่จะร่วมลงทุนในกิจการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในอ่าวไทย และเขตทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาด้วย

รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาปัญหาเขตทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาด้วยการมีบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ไทยกับกัมพูชา อ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.44 ยังผลให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา ประชุมกันครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2544 นับจากนั้นมา การเจรจาด้านเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชาได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด จากผู้ที่รักชาติรักแผ่นดิน เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายได้มีข้อเสนอที่ชัดเจนของตนเองโดยเฉพาะฝ่ายไทยยืนยันที่จะดำรงสิทธิ์และอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะกูดซึ่งมีหลักฐานที่พิสูจน์ชัด ทั้งทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางวัฒนธรรมว่า ดินแดนตรงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ จนทำให้ต้องมีการกันพื้นที่ในการเจรจา”





*ประโยชน์ของข้าวโพดสุก

ขอบอกว่า เรื่องจริง เพราะตอนที่แม่เรากำลังรักษามะเร็งช่วงใกล้ๆหาย เริ่มจะทานอาหารได้ เค้าจะกินข้าวโพดต้มทุกวัน ไปเหมาจาก Supermarket ทุก week

แล้วเค้าก็ ฟื้นตัวเร็วมาก ช่วงนั้น ลิ้นเค้าจะ Anti เนื้อสัตว์ กลืนไม่ลง ทานได้แต่ผักกะผลไม้ และจะอยากกินข้าวโพดทุกวัน ข้าวโพดสุก ต้านมะเร็ง การแทะข้าวโพดหวานต้านโรคมะเร็งมีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้

*นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อน ว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหารลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้ แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้

แม้ว่าจะเสียวิตามินซีไป เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาที พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชรา ต่างๆ อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก

อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมากขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวกพฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่างอื่น การทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้นหากท่านอ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ กรุณาส่งต่อให้กับคนที่ท่านรักต่อไป...


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:06:20 น.  

 
*Garment &Textile Executives Forum

เตรียมพร้อมก้าวสู่ทศวรรษใหม่ทางการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในงาน
Garment &Textile Executives Forum
ภายใต้แนวคิด Garment and Textile Beyond 2010
3 - 4 July 2008 @ Grand Hall 201-202, BITEC, Bangkok

ฟังแนวคิดพร้อมข้อมูลเจาะลึกจากผู้นำอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มระดับภูมิภาค อาทิ อินเดีย บังคลาเทศ และประเทศคู่แข่งคู่ค้าสำคัญต่างๆ โอกาสเดียวที่จะช่วยให้คุณเตรียมพร้อมกับธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มสำหรับทศวรรษหน้า เข้าถึงแนวโน้มธุรกิจและทันต่อเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จอย่างมั่นใจ

Type of ticket Full Price Early Bird Rate
Single Entry 1,800 THB 1,500 THB
Package for 3 topics 5,000 THB 4,000 THB

Remark: Buy 5 sets of each category get 1 free ticket at same category

สำรองที่นั่งด่วน ... วันนี้ที่ Tel.02-686-7222
สอบถามข้อมูลทาง E-mail: conference@reedtradex.co.th หรือ http://www.garmenttextile.com
* program + registration form ตาม file ที่แนบมานี้

จัดโดย:
Reed Tradex Co.,Ltd. ร่วมกับ
สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย (THTI) และ
สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย (TGMA)





*ลบชื่อไทยโมบาย'มั่น'สั่งจัดทัพใหม่

ไทยโพสต์ออนไลน์ - 13 มิถุนายน 2551 กองบรรณาธิการ

*มั่นเตรียมล้มกิจการร่วมค้าไทยโมบายเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนทีมบริหารชุดใหม่ ให้ทีโอที-กสทฯ บริหารร่วมกันดีกว่าเปิดเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายให้เอกชนเช่าใช้ไม่เกิน 5 ราย

นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เปิดเผยว่า จากการหารือกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ในกรณีการโอนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ของกิจการร่วมค้าไทยโมบายแล้ว ไอซีทีต้องการให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) สร้างโครงข่ายร่วมกัน และให้เอกชนเช่าใช้โครงข่ายได้ไม่เกิน 5 ราย หรือการเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย ซึ่งแนวทางดังกล่าวน่าจะดีกว่าการให้รายใดรายหนึ่งเข้ามาบริหารกิจการร่วมค้าไทยโมบาย

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกกิจการร่วมค้าไทยโมบาย และตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งทั้งทีโอทีและ กสทฯ ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารชุดใหม่ โดยใช้บุคลากรจากทั้ง 2 องค์กร หรือให้บุคคลจากภายนอกเข้ามาบริหารก็อาจเป็นไปได้ทั้งนั้น

"จากการหารือกับ กทช.แล้วมองว่าหากจะให้ใครเป็นผู้ดำเนินกิจการร่วมค้าไทยโมบายไม่มีปัญหา แต่ต้องการให้ทีโอทีและ กสทฯ เป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ร่วมกัน เพราะคณะกรรมการบริหารคลื่นความถี่ (กบถ.) ได้อนุมัติคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ให้ทีโอทีและ กสทฯ ดำเนินงานร่วมกัน" นายมั่นกล่าว

นอกจากนี้ รมว.ไอซีทียังกล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม นั้นได้เสนอต่อ ครม. เมื่อวันอังคารที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการ แต่ให้นำกลับไปแก้ไขในส่วนของถ้อยคำให้ชัดเจน ส่วนมาตราที่ว่าทรัพย์สินของกรมประชาสัมพันธ์นั้นจะต้องตกเป็นของ กสช. ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการ แต่หลักการบริหารควรที่จะให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้ดูแล

นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที กล่าวว่า แนวทางการให้ทั้ง 2 หน่วยงานที่ผ่านมาก็เคยดำเนินการมาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากตัวแทนของทั้ง 2 หน่วยงานมักมีความเห็นไม่ตรงกัน

แหล่งข่าวจาก กทช. กล่าวว่า การโอนคลื่นความถี่ในกิจการร่วมค้าไทยโมบายไม่ใช่ปัญหาสำคัญ แต่ปัญหาหลักคือ ทีโอทีและ กสทฯ ยังตกลงในการซื้อหุ้นไม่ได้ ซึ่งถ้าทั้ง 2 หน่วยงานสามารถตกลงกันได้แล้ว และ กทช.เห็นว่าการโอนคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์นั้นเหมาะสมก็สามารถทำได้.


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:06:40 น.  

 
*คนอีสานนิยม สองล้อไฟฟ้ายุคน้ำมันแพง โพสท์ทูเดย์

โพสต์ทูเดย์ — ปัญหาน้ำมันแพง ส่งผลให้ยอดขายรถจักรยานไฟฟ้าในภาคอีสานพุ่งกระฉูด

นายธีระพันธ์ เสยกระโทก กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเวนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้จำหน่าย รถจักรยานไฟฟ้า กล่าวว่า หลังจากน้ำมันมีราคาพุ่งสูงขึ้น ทำให้มีลูกค้าสนใจติดตั้งและซื้อรถจักรยานไฟฟ้าจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ

ทั้งนี้ ยอดการติดตั้งและสั่งซื้อ มีมากกว่าเดือนละ 30 คัน ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แม่บ้าน คนทำงาน ผู้สูงอายุ ทั้งใน จ.นครราชสีมา และต่างจังหวัด เพราะรถจักรยานไฟฟ้าไม่ต้องใช้น้ำมัน แค่ชาร์จไฟหนึ่งครั้งวิ่งได้ระยะทาง 30 กิโลเมตร

*นายธีระพันธ์ กล่าวอีกว่า ค่าบริการติดตั้งมอเตอร์เข้ากับรถจักรยานของลูกค้าที่มีอยู่แล้ว คิด ค่าบริการคันละ 5,500 บาท ส่วนรถจักรยานไฟฟ้าสำเร็จรูปคันละ 8,500 บาท หากลูกค้าอยู่ต่างจังหวัดบริษัทจะจัดส่งอุปกรณ์พร้อมคู่มือการติดตั้งอย่างง่ายส่งทางไปรษณีย์ รับประกันการใช้งาน 1 ปี

อย่างไรก็ตาม รถจักรยานไฟฟ้าไม่ก่อมลพิษ เป็นสินค้าใหม่ที่ลด การใช้น้ำมันได้เป็นอย่างดี สำหรับคุณสมบัติพิเศษของรถจักรยานไฟฟ้าสามารถตากฝนได้แม้ฝนตก ก็ยังสามารถใช้งานได้โดยที่ไม่ก่อ ให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้งาน

“รถจักรยานไฟฟ้าสามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี คนทำงานบางคนใช้รถจักรยานไฟฟ้าแทนการขึ้นรถเมล์ เพราะประหยัด ดังนั้นจึงอยากให้รถจักรยานไฟฟ้าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชนในยุคน้ำมันแพง การปั่นจักรยานยังช่วยออกกำลังกายทำให้สุขภาพ แข็งแรง เนื่องจากรถจักรยานไฟฟ้าสามารถปั่นได้ในเวลาที่แบตเตอรี่หมด” นายธีระพันธ์ กล่าว





*เตือนภัย SMS ! สูบเงินผู้บริโภค

*“ตอบคำถามระดับ...ชิงเงิน 10,000 ทุกสัปดาห์ สมัครพิมพ์ PP ส่งมาที่ 0000000”

ข้อความนี้ถูกส่งมาเมื่อ วันที่ 25/03/2008 จาก ผู้ให้บริการที่ใช้ชื่อว่า XXXXXX

1. คุณเคยได้รับข้อความนี้หรือเปล่า ถ้าใช่ ดูข้อ 3 ถ้าไม่ใช่ ดูข้อ 2

2. คุณโชคดีแล้วครับ โชคดีกว่าผมอีก ไม่ต้องอ่านต่อก็ยังได้

3. คุณสมัคร ตาขวาง “อะไรวะ” เอ้ย คุณสมัคร ตอบคำถามไปใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ฟังผมให้ดี ๆ

ผมเป็นคนหนึ่งที่หวังเงิน 10,000 บาท จากการตอบคำถามโดยส่ง SMS ก็เลยตัดสินใจลองสมัครดู พอเสร็จปั๊บ สักพัก ทางระบบก็จะส่งคำถามมาให้เราตอบ ผมตอบถูก คำถามข้อต่อไปก็ถูกส่งมาเรื่อย ๆ ผมก็ยังตอบถูกอยู่ เรื่อยมา จนถึงคำถามรหัสสี่หลักที่ต้องแกะจากวลีหรือประโยค คล้าย ๆ กับ คำถามในรายการอัจฉริยะข้ามคืน ตอนนั้น ผมก็ตอบได้ ผมดีใจนะ และคิดว่าเราก็พอมีหวังวะแล้ว...

ไอ้ความหวังที่ผมมี มันเป็นความหวังที่มีปัญหาแล้วละเพราะ

...ยังมีข้อต่อไป

...ข้อต่อไป และข้อต่อไปให้ผมตอบไปเรื่อย ๆ

เพื่อน ๆ ผู้ประสบชะตาเดียวกันครับ สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้ผมสนุกกับการตอบคำถามในช่วงแรก ๆ ก็เพราะผมเห็นว่า มันไม่หักเงินในระบบ คือ ตอบเสร็จ 2-3 นาที ผมก็ลองกดถามยอดเงินคงเหลือดู ตอนนั้นที่รู้ คือ มันไม่ตัดเงินครับ ผมก็ยังไม่เอะใจ จนมา ครั้งหลัง ๆ ที่ผมเริ่มสงสัยว่า มันจะสิ้นสุดเมื่อไร เมื่อไร เมื่อไรละ (ผมยังไม่เคยตอบคำถามผิดเลยนะ) ตอนนั้นคิดได้ว่า ถ้าเล่นต่อไป คงไม่มีหวังกติกา ก็ไม่บอกเราว่าเล่นไปถึงไหน เอ้อ ...


...และตอนนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเงินในระบบถูกตัดไปเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ได้ใช้มือถือโทรไปไหนเลย เอ๊ะ ๆ อย่างนี้มันก็แปลกอยู่นะ

...ผมลองพิสูจน์มันอีกครั้ง คราวนี้ลองกดถามยอดเงินคงเหลือก่อนระบบจะส่งคำถามมาให้ตอบ ถึงบางอ้อเลยครับ พอ SMS คำถามเข้ามา เงินทยอยถูกหักเลยครับหลังจากคำถามส่งมาได้สักพักใหญ่

...

...

...จนบัดนี้ คำถามถูกส่งมาทุกวันในทุกครั้ง หากผมมีเงินในระบบและทางผู้ให้บริการก็ทยอยสูบเงินผมไปใช้ ทุกวันเช่นกัน ทั้งหมดนี้

ทั้ง ๆ ที่ผมก็รู้อยู่ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ หรอก


และ ทั้ง ๆ ที่ผมก็รู้อยู่ว่าเคยมีข่าวทำนองเดียวกันนี้ทางโทรทัศน์มาแล้ว เช่น กรณีส่ง SMS มาในมือถือว่าคุณคือผู้โชคดี แล้วใช้กลให้เราส่งเลขที่บัญชีธนาคารและรหัสสี่หลัก โดยที่เราลืมเอะใจ


และ ทั้ง ๆ ที่ผมก็รู้อยู่ว่าสังคมทุนนิยม คือ การเอาเปรียบผู้บริโภค การที่นายทุนหวังกำไรสูงสุด จากการทำนาบนหลังคน


สรุปว่า ผมโง่ใช่ไหมครับ...ช่วยบอกผมหน่อย ผมว่าผมขาดสติแล้ว

ขอบคุณ
ที่มา :
Blog คุณกวีไกด์


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:07:35 น.  

 
*สถานีรถไฟใต้ดินบ้านเราน่าเอาอย่าง

ผมเบื่อรถไฟใต้ดินบ้านเรา

ไม่ใช่เบื่อระบบนะครับ ระบบมันดีมาด

แต่

การตกแต่งภายในมันแย่ถึงแย่มากๆ

จืดสนิท ที่ร้ายหนักกว่านั้นคือ

หากไม่มีป้ายบอก เราจะไม่รู้เลยว่าสถานีอะไร

หากลำโพงเสีย ไฟดับละยุ่งแน่

วันนี้เลยเอาสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมาให้ดูครับ

จากสวีเดน


อยากให้เมืองไทยเอาอย่างครับ โลกใต้ดินได้สดใสและแตกต่าง

ไม่แค่สวยแต่ช่วยเรื่องการจดจำสถานีเพื่อรู้ย่านด้วยครับ และปลอดภัยครับ


ขอขอบคุณ
ที่มา :
Blog คุณ Sigree




*ขอความอนุเคราะห์การประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข่าวการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ชุดที่ 3

สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับลงทะเบียนองค์กรภาคเอกชนและองค์กรสื่อมวลชนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เพื่อเสนอชื่อบุคคล ให้เลือกกันเองเป็นกรรมการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชุดที่ 3 แล้ว

สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ ขอความกรุณาช่วยประชาสัมพันธ์ให้องค์กรภาคเอกชนนิติบุคคลที่ดำเนินการโดยมิใช่เป็นการแสวงหากำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน มีวัตถุประสงค์หลัก ดังต่อไปนี้
1. ด้านพัฒนาชุมชนชนบท การพัฒนาชุมชนเมือง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการเกษตรทางเลือก หรือการจัดการเทคโนโลยีที่เหมาะสม
2. ด้านการพัฒนาชีวิตของเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ติดเชื้อเอดส์ หรือผู้ป่วย
3. ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนสิทธิของผู้บริโภค การส่งเสริมประชาธิปไตย หรือการพัฒนาด้านแรงงาน
4. ด้านการสาธารณสุข การศึกษา หรือศิลปวัฒนธรรม
และองค์กรสื่อมวลชนนิติบุคคลในกิจการด้าน ดังต่อไปนี้
1. ด้านหนังสือพิมพ์
2. ด้านวิทยุกระจายเสียง
3. ด้านวิทยุโทรทัศน์

มาขึ้นทะเบียนองค์กร พร้อมเสนอชื่อผู้แทนองค์กร องค์กรละ 1 คน เพื่อเลือกกันเองเป็นกรรมการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2551 ถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2551 ในวันและเวลาราชการ ณ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้น 27 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร หรือส่งทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) มายังสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตู้ ปณ. 27 ปณฝ. ราชเทวี กรุงเทพฯ 10401 ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2551 ถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2551 โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์ต้นทางเป็นสำคัญ


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:07:55 น.  

 
*กรุงไทยส่งเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ

เรียนทุกท่าน

บางคนคงได้อ่านข่าวนี้กันบ้างแล้ว ทางองค์การคนพิการสากล ฯ ได้ทำหนังสือขอเข้าพบ หารือ กับคณะกรรมการที่กำกับดูแลเรื่องนี้ เนืองจากเราสำรวจมาพบว่าการดำเนินการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ยังใช้งานไม่ได้จริง
คณะกรรมการของธนาคารกรุงไทย มีวิสัยทัศน์ดีเยี่ยมและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับคนพิการในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกเพราะที่ผ่านมา ดำเนินการตามความเข้าใของตัวเอง

ส่วนเรื่องการจ้างงาน ธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่แห่งเดียวมีพนักงาน ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ตามระบบโค้วต้า ของ พรบ ธนาคารต้องจ้างคนพิการประมาณ ๒๕ คน
เราจะทำอย่างไรดีจะแปลงตัวกฏหมาย มาเป็นการปฏิบัติ จะเร็วหรือช้า ดิฉันคิดว่าการขับเคลื่อนของคนพิการในการพิทักษ์สิทธิด้วยกระบวนการ และวิธีการต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด

1. อุปสรรคทางทัศนคติรุนแรงที่สุด เพราะคนในแวดวงธรกิจการเงิน การธนาคาร เชื่อว่ารับคนพิการมีบุคลิกภาพไม่น่าเชื่อถือ ไม่มี เครดิต สภาพความพิการทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ เมื่อเปรียบเทียบกับคนไม่พิการนักธุรกิจที่ดำเนินกิจการ แล้วมีอาการล้มบนฟูก คนที่คอรัปชั้นยังมีเครดิตอยู่ในสังคม ขอใช้คำที่กำลังฮิตว่า นี่คือทัศนคติอันตรายของของสังคม

2. สังคมเชื่อว่างานที่เหมาะสมสำหรับคนพิการยังคงเป็นงานที่ทำอยู่กับบ้าน งานที่ไม่ต้องเจอคน งานศูนย์ข้อมูล ทั้ง ๆ ที่งานสามชนิดนี้เป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง (job opportunity) ของคนพิการ ที่ไม่ได้เหมาะกับคนพิการทุกคนเสมอไป
งานทั้งสามชนิดนี้ เป็นคำตอบที่ดิฉันถามเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เข้าประชุมด้วยว่า ถ้าท่านมีโอกาสจ้างงานคนพิการ ท่านจะเปิดรับในตำแหน่างใด แน่นอน ศูนย์ข้อมูล งานลงข้อมูลที่ไม่ต้องเจอลูกค้า

สรุป คร่าว ๆ ดิฉันและน้อง ๆ เข้าไปคุยกับหลาย ๆ หน่วยงานก็จะได้รับคำตอบคล้าย ๆ กันอย่างนี้ จากการวิเคราะห์ภายใต้ประการณ์ส่วนตัวพบว่าทัศนคติด้านการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกค่อย ๆ ดีขึ้น เพราะมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ว่าจะเป็นกฏหมาย ข้อบังคับ หรือ กฏบัตรนานาชาติ ซึ่งส่วนทางกับทัศนคติที่เป็นนามธรรม ค่อนข้างนิ่งอยู่กับที่ โดยเฉพาะการจ้างงาน นายจ้างค่อย ๆ ยอมรับและจัดสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เมื่อถามถึงการจ้างงาน ก็จะลังเลจนถึงตอบปฏิเสธ

กลับมาที่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุในอาคารและการให้บริการของธนาคาร เพื่อน ๆ พี่ ๆ สามารถเข้าไปคุยได้ทุกธนาคาร เพราะ ต้นเรื่องของนโยบายนี้มาจากคณะองคมนตรี ทำหนังสือส่งไปที่สมาคมธนาคารไทยหลังจากนั้นสมาคมธนาคารไทยทำเรื่องขอความร่วมมือทุกธนาคารในสังกัดให้รับนโยบายไปปฏิบัติ บ้านใครอยู่ใกล้ที่ไหนก็ให้สังเกต จุดบริการธนาคาร เอทีเอ็ม ใกล้บ้าน ถ้ายังไม่ดำเนินการ หรือ ทำแล้ใช้ไม่ได้ สามารถทำหนังสือส่งไปที่สมาคมธนาคาร หรือ ธนาคารนั้น ๆ ได้

ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านมีพระเมตตาและทรงเห็นความจำเป็นที่คนพิการต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในสังคม แล้วพวกเราคนพิการ จะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร




*เชิญร่วมงานจิบกาแฟคนทำเว็บ หัวข้อ "คนทำเว็บพบคนโฆษณา ทำเว็บอย่างไรให้ได้เงิน?" ฟรี

สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เชิญชวนเว็บมาสเตอร์และผู้สนใจ
ร่วมงานจิบกาแฟคนทำเว็บ หัวข้อ "คนทำเว็บพบคนโฆษณา ทำเว็บอย่างไรให้ได้เงิน?" (Publishers Meet Advertisers, Monetize Your Web!)

ร่วมพูดคุยประเด็นที่น่าสนใจ คนโฆษณาบอกคนทำเว็บว่าอยากเห็นเว็บเป็นแบบไหน และ คนทำเว็บบอกคนโฆษณาว่าไม่อยากเห็นโฆษณาแบบไหน รวมทั้งประเด็นร้อนอื่นๆ อาทิ
- อุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร? ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไหน?
- แนวโน้มการโฆษณาออนไลน์ในอนาคตจะมีทิศทางอย่างไร?
- ผู้ลงโฆษณาบนเว็บคาดหวังอะไร? Impression? Click? Action?
- กรณีศึกษาของโฆษณาที่ผู้ลงโฆษณาชอบ แต่ผู้ใช้เว็บไม่ชอบ
- จะร่วมมือกันผลักดันวงการโฆษณาออนไลน์ในไทยให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาถึง 2% ของอุตสาหกรรมโฆษณาทั้งหมดได้อย่างไร? (ขณะนี้ 0.8%)
- และประเด็นอื่นๆ ที่ผู้เข้าร่วมงานอยากรู้

พบกับผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการโฆษณาออนไลน์
• คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ MD - M Interaction
• คุณกรณิการ์ กลีบแก้ว MindShare Interaction Director
• คุณกติกา สายเสนีย์ Business Director - MEC Interaction
• คุณเทอดพงษ์ หม่องสนธิ Co-founder Ewit
• ภาณุพงษ์ พูลทวี Business Development Manager - Synergy E

วัน เวลา และสถานที่:
วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2551 เวลา 13.00 - 16.00 น.
มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาคารพญาไท
อาคาร SM Tower ชั้น 20 ตรงข้าม ททบ.5 และติดกับสถานีรถไฟฟ้าสนามเป้า

(ไม่เสียค่าใช้จ่าย)


* * แนะนำให้ผู้เข้าร่วมงานเดินทางโดยรถไฟฟ้า เนื่องจากค่าที่จอดรถค่อนข้างแพงค่ะ * *

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่

http://www.webmaster.or.th/project/jibcafe/coffee-chat-bangkok-june-2008

สำนักเลขานุการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:08:09 น.  

 
*“สวนสุข สนุกอ่าน” ในงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 6

โดย : แปลน ฟอร์ คิดส์ เมื่อ : 24/06/2008 02:50 PM “สวนสุข สนุกอ่าน” ไปกับแปลนฟอร์คิดส์ในงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 6

บริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด ผู้ผลิตหนังสือและสื่อคุณภาพเพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว ส่งสำนักพิมพ์ในเครือ 5 สำนักพิมพ์ ได้แก่ สำนักพิมพ์เฮลโลคิดส์ สำนักพิมพ์แฮปปี้คิดส์ สำนักพิมพ์วาดดาว สำนักพิมพ์แฮปปี้แฟมิลี่ และสำนักพิมพ์แฮปปี้เลิร์นนิ่ง เข้าร่วมงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 6

ในงานนี้มีกิจกรรมที่จัดขึ้นสำหรับเด็ก เยาวชน คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองและผู้ที่สนใจที่เข้าร่วมมากมาย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สวนสุขสนุกอ่าน” เนรมิตศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นบรรยากาศงานวัดแบบไทย ชมนิทรรศการของเล่นสมัยคุณปู่ และสัมผัสมุมสวนสนุกกระดาษแบบมหัศจรรย์

งานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 6 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2551 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. และพบกับไฮไลท์สำคัญบนเวทีเอเทรียมกับงานวันแสนสนุกของกุ๋งกิ๋ง จัดโดยสำนักพิมพ์แฮปปี้คิดส์ ในวันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2551 เวลา 15.00-16.00 น. เด็กๆ ทุกคนที่แต่งตัวเป็นกุ๋งกิ๋ง และเข้าร่วมสนุกกับกิจกรรมพร้อมชมการแสดงบนเวที จะได้รับของที่ระลึกพิเศษฟรีจากพี่กุ๋งกิ๋งด้วย

พบกับหนังสือดีเด่น หนังสือขายดี หนังสือแนะนำและหนังสือออกใหม่จากแปลน ฟอร์ คิดส์ ได้ที่ A 19 โซน C1 ชั้นล่าง





*กิจกรรมวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

โดย : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เมื่อ : 18/06/2008 05:43 PM วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2551 เวลา 13.30 – 15.00 น. บรรยายวิชาการเรื่อง คนมลายูในจังหวัดปัตตานี โดย คุณศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ หัวข้อดังกล่าวมาจากวิทยานิพนธ์สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2551 การบรรยายจัดขึ้นที่ห้อง 207 ชั้น 2 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน เข้าฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามโทร 0 2880 9429 ต่อ 3315 หรือ http://www.sac.or.th

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2551 เวลา 13.30 – 15.30 น. บรรยายวิชาการเรื่อง ความหมายบนเหรียญของไทยและลาว โดยคุณชวลิต ว่องวารีทิพย์ สาขาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปรียบเทียบการตีความจากรูปหรือสัญลักษณ์บนเหรียญในแง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรม การบรรยายจัดขึ้นที่ห้อง 207 ชั้น 2 ศูนย์มานุษยวิทยา สิรินธร ตลิ่งชัน เข้าฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามโทร 0 2880 9429 ต่อ 3315 หรือ http://www.sac.or.th

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2551 เวลา 13.30 – 15.30 น. บรรยายวิชาการเรื่อง โสเภณีเด็กกับสถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย โดย สรายุทธ โรจน์รัตนรักษ์ การบรรยายจัดขึ้นที่ห้อง 207 ชั้น 2 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน เข้าฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามโทร 0 2880 9429 ต่อ 3315 หรือ http://www.sac.or.th

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2551 เวลา 13.30 – 15.30 น. บรรยายวิชาการเรื่อง อันเนื่องมาแต่งานพระเมรุ…จาก สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สู่ราชสำนักสยาม โดย รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี และคุณบุญเตือน ศรีวรพจน์ รับฟังธรรมเนียมการทำศพของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ และพิธีกรรมในราชสำนักตลอดจนเรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งจะทำให้เห็นภาพเกี่ยวกับคติความเชื่อของมนุษย์ในสมัยโบราณเรื่องความตายและการทำศพ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับงานพระเมรุครั้งต่างๆ และองค์ประกอบอื่นของการพระศพ โดยอธิบายผ่านเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่มีในปัจจุบัน การบรรยายจัดขึ้นที่ห้อง 407 ชั้น 4 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน เข้าฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามโทร 0 2880 9429 ต่อ 3315 หรือ http://www.sac.or.th


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:08:23 น.  

 
*ข่าวประชาสัมพันธ์จากมูลนิธิกลุ่มปราถนาดี

มูลนิธิกลุ่มปรารถนาดี

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาแก่สตรีที่ด้อยโอกาส โดยให้ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และการเพิ่มทักษะทางวิชาชีพ ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯได้ให้การแนะนำและคำปรึกษาในการประกอบอาชีพ รวมทั้งการจัดหางานให้ตามความเหมาะสม นอกจากการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวแล้ว มูลนิธิฯ ยังให้ความสนใจในการสร้างโอกาสให้นักเรียนได้มีอาชีพเสริม เพื่อเป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว โดยการเปิดโครงการเพิ่มทักษะทางด้านวิชาชีพอีกด้วย

และในเดือนกรกฎาคม 2551 จะมีการอบรมในเรื่องดังต่อไปนี้

1. เทคนิคการป้องกันตัวเบื้องต้น
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม 2551 เวลา 13.00-16.00 น.

2. เทคนิคการสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2551 เวลา 12.00-15.00 น.

3. เทคนิคการเป็นแม่บ้านมืออาชีพ
วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม 2551 เวลา 10.00-13.00 น.

4. ร่วมแนะแนวพูดคุยเรื่องการเป็นช่างผมมืออาชีพ
วันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2551 เวลา 14.00-16.00 น.


ท่านที่สนใจหรือมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณเม 02-2554173 และแจ้งว่าทราบข่าวจากทางมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวค่ะ

ขอบคุณค่ะ


มูลนิธิกลุ่มปรารถนาดี

51/2 ชั้น 2 อาคารร่วมฤดี 3 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

โทร 02-2554172-3, 02-2554176
Website: http://www.goodwillbangkok.org
Email: goodwill@goodwillbangkok.org




*กรมประมง จัดเวทีเสวนาระดมสมอง เรื่อง "พลังงานทดแทน : ทางเลือก/ทางรอดการประมงไทย"

กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน จัดเวทีเสวนาในหัวข้อเรื่อง "พลังงาน ทดแทน : ทางเลือก/ทางรอดการประมงไทย" ในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ระหว่างเวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๒.๐๐ น. ณ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ เพื่อรวมพลังระดมสมองหาทางออกในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมเสวนาสำรองที่นั่งได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๕๖๑ ๒๙๖๒ และ ๐ ๒๕๖๑ ๐๘๘๐ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:08:44 น.  

 
*สัมมนา เรื่อง ศาสนาอิสลามกับโทษประหารชีวิต

กำหนดการ

สัมมนา เรื่อง ศาสนาอิสลามกับโทษประหารชีวิต

วันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฏาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๗.๐๐ น

ณ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

จัดโดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)

มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

**********

๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น ลงทะเบียนรับเอกสาร

๐๙.๐๐ – ๐๙.๑๐ น. ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดสัมมนา

โดย ดร.แดนทอง บรีน

ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)

๐๙.๑๐ – ๐๙.๔๐ น. เปิดการสัมมนาโดย

ดร.อิมลอน มะลูดิน

ประธานมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

๐๙.๔๐ – ๑๐.๒๐ น. ปาฐกถา “การลงโทษประหารชีวิตในทัศนะของศาสนาและ

สิทธิมนุษยชน”

โดย คุณหญิงอัมพร มีศุข

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

๑๐.๒๐ – ๑๑.๒๐ น. ปาฐกถา ทำไมควรยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทย

โดย นายทองใบ ทองเปาด์

อดีตสมาชิกวุฒิสภา/ทนายความ

๑๑.๒๐ – ๑๒.๓๐ น. ปาฐกถา มุมมองศาสนาอิสลามต่อโทษประหารชีวิต

โดย นายวิทยา วิเศษรัตน์

ผู้แทนมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

๑๒.๓๐ – ๑๓.๓๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

๑๓.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. เสนาและระดมความคิดเห็น “การลงโทษประหารชีวิตในทัศนะของศาสนาอิลามและสิทธิมนุษยชน”

นำเสวนาโดย

นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นายวิทยา วิเศษรัตน์ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อ ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

๑๖.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. แถลงคำประกาศสหประชาชาติเกี่ยวกับการลงโทษประหารชืวิต/

สรุปปิดการสัมมนา


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:08:59 น.  

 
*ชมฟรี ดอน กิโฆเต้ ที่ ธรรมศาสตร์ 5 ก.ค.51?

ขอเชิญชวนชมภาพยนตร์และฟังเสวนา (ฟรี)ในงาน เทศกาลศิลปะเมดเล่ย์ ดอน กิโฆเต้ แห่งลามันช่า ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมตามลิงค์นี้ค่ะ

ดวงกมลฟิล์มเฮาส์




*มายด์แม็กซ์ จัดสัมมนา เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้มีความสุขกับ มายด์แม็กซ์

บริษัท มายด์แม็กซ์ (MindMax) ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก ขอเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจถึงวิธีการเลี้ยงลูกให้มีความสุข เข้าร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ "เลี้ยงลูกให้มีความสุขด้วยเทคโนโลยี DMI" ซึ่งจะเรียนรู้ธรรมชาติของเด็กในการใช้ สมองซีกซ้าย - ซีกขวา เรียนรู้ถึงความถนัด และวิธีการสื่อสารของเด็กแต่ละคน รวมไปถึงเทคโนโลยี DMI ที่จะช่วยร่นระยะเวลาในการเรียนรู้ธรรมชาติของลูก โดย ดร.นพ.ยุทธนา ภาระนันท์ แพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญด้าน จิตบำบัด และจิตวิทยา พร้อมด้วย ดร.อัญจลา จารุมิลินท ผู้อำนวยการของ MindMax ซึ่งจะจัดขึ้น 2 รอบในวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายนนี้ เวลา 9.30 น. - 11.30 น. และ 13.30 น. - 15.30 น. ณ Bangkok School of Management ชั้น 16 อัมรินทรทาวเวอร์ ถนนเพลินจิต สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งฟรี! ได้ที่ 0-2636-2658 (www.mindmax.biz)





*ศาล รธน.มติเอกฉันท์รับคำร้องเรียนไว้พิจารณา 4 เรื่อง

เวลา 10.00 น.คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายชัช ชลวร เป็นประธานได้ประชุมพิจารณาคดี ที่ค้างอยู่ 57 คดี โดยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียง มีคำสั่งให้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งหมด 4 เรื่อง ได้แก่ 1.เรื่องที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของคณะสมาชิกวุฒิสภา รวม 29 คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรค 1 (7) และมาตรา 267 ประกอบมาตรา 182 วรรค 3 และมาตรา 91 หรือไม่ โดยกรณีดังกล่าวนี้จะแจ้งให้ประธานวุฒิสภาเพื่อแจ้งให้คณะส.ว.ซึ่งเป็นผู้ร้องทราบ และส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องเพื่อยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้อง

2.เรื่องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่งคำโต้แย้งของจำเลย เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ว่าประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ที่ลงวันที่ 30 ก.ย. 49 และพ.ศ.2550 ที่ต่ออายุการปฏิบัติหน้าที่ของ คตส. ออกไปถึงวันที่ 30 มิ.ย.2551 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 หรือไม่ ทั้งนี้กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งให้ศาลฎีกาฯและมีคำสั่งรับคำร้องคัดค้านของ คตส.และคำร้องโต้แย้งบทบัญญัติของกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมไว้ในสำนวนด้วย

3.เรื่องที่ประธานวุฒิสมาชิกจำนวน 36 คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สารณสุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรค1 (7) และมาตรา 269 ประกอบมาตรา 182 วรรค3 และมาตรา 91 สำหรับคดีดังกล่าวนี้ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคดีตุลาการประจำคดี (ที่เป็นองค์คณะตุลาการชุดก่อนหน้านี้) ได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว เมื่อผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจึงได้มีคำสั่งให้รับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมของผู้ถูกร้องรวมไว้ในสำนวน และให้มีหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังผู้ถูกร้องและประธานวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้ร้องทราบ

4.เรื่องประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของส.ว.31 คน เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรค1 (7) และมาตรา 269 ประกอบมาตรา 182 วรรค3 และมาตรา 91 หรือไม่ ซึ่งจะแจ้งให้ประธานวุฒิสมาชิกและส่งสำเนาคำร้องให้กับผู้ถูกร้องเพื่อยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้อง


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:09:34 น.  

 
*ฟิลิป โรเบิร์ตสัน จูเนียร์ เดโมแครตเมืองไทย นักสิทธิมนุษยชน

มติชนออนไลน์ - วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11061


สุทธาสินี จิตรกรรมไทย - เรื่อง พัทรยุทธ ฟักผล - ภาพ


ต่อให้ไม่ใช่อเมริกันชนก็ยังอดลุ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่ได้ เมื่อฝ่ายหนึ่ง คือ บารัค โอบามา หนุ่มวัยกลางคนจากพรรคเดโมแครต ส่วนอีกฝ่ายคือ จอห์น แมคเคน สิงห์เฒ่าแห่งพรรครีพับลิกัน

"โอบามาต้องชนะอย่างแน่นอน..Change We Can Believe In!!" "ฟิลิป โรเบิร์ตสัน จูเนียร์" พูดหนักแน่น น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยม

ไม่ได้เป็นแฟนคลับตัวยงของพรรคเดโมแครตเพียงอย่างเดียว แต่ฟิลิปยังเป็น "ประธานกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตในต่างประเทศ ประจำประเทศไทย" ด้วย

*ฟิลิป - ชายชาวอเมริกันวัย 44 จากเมืองบอสตัน ฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้คล่องปร๋อ เพราะใช้ชีวิตผูกพันกับประเทศไทยมากว่า 15 ปี จบปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์และการพัฒนาจาก "ตรินิตี้ คอลเลจ" เมืองฮาร์ทฟอร์ด รัฐคอนเนคทิคัต และจบปริญญาโทสาขาคล้ายคลึงกันจาก "สกูล ออฟ แอดวานซ์ด อินเตอร์เนชั่นแนล สตัดดี้ส" แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์

ทำงานกับคณะกรรมการกิจกรรมต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาอยู่ 3 ปี เริ่มอยากลุยงานด้านสิทธิมนุษยชนเต็มตัว จึงเปลี่ยนมาทำงานด้านผู้อพยพ ประจำอยู่ที่ศูนย์อพยพชายแดนไทย-ลาว

ที่นี่เองฟิลิปได้พบรักกับเอ็นจีโอสาวไทย "รัชนีกร ภูมิภักดิ์" ซึ่งกลายเป็นคู่ชีวิตในเวลาต่อมา มีพยานรักเป็นลูกสาวที่ขณะนี้อายุ 7 ขวบชื่อ "แอนนี่"

สนใจการเมืองและชื่นชอบนโยบายของพรรคเดโมแครตมาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีโอกาสจึงพยายามหาเสียงช่วยพรรคเดโมแครต กระทั่งได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตในต่างประเทศ ประจำประเทศไทย

"ที่ผมทำแบบนี้เพราะอยากเลือกนักการเมืองที่ดี แต่ไม่อยากเป็นนักการเมืองเองหรอกครับ" ฟิลิปออกตัว

กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตในประเทศไทย - ชีวิตของเขาเป็นอย่างไร ต้องติดตาม..

- กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตในประเทศไทยทำอะไรบ้าง?

ต้องอธิบายก่อนว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของ "เดโมแครตส์ แอบรอด" (Democrats Abroad) คือชาวอเมริกันซึ่งอยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วสนับสนุนพรรคเดโมแครตครับ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2507 เริ่มที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แล้วกระจายไปทั่ว ตอนนี้ในเอเชียมีหลายประเทศที่มีเดโมแครตส์ แอบรอด ตั้งอยู่ อย่างประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้

*เดโมแครตส์ แอบรอด มีคณะกรรมการประจำประเทศรับผิดชอบคนอเมริกันที่อยู่ในประเทศนั้น ผมได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตในประเทศไทยเป็นวาระที่ 2 แล้ว จะหมดวาระเดือนสิงหาคมปีหน้า เดโมแครตส์ แอบรอด ในไทยมีคณะกรรมการ 5 คน ทุกคนเป็นอาสาสมัคร ไม่ได้รับเงินเดือน คือทุกคนมีใจที่จะทำให้กับพรรคที่พวกเรารัก

วัตถุประสงค์เราคือให้ชาวอเมริกันสนใจพรรคเดโมแครต เป็นเครือข่ายคนอเมริกันหัวก้าวหน้า ออกมาเจอกัน พบปะสังสรรค์กัน บางครั้งจัดมูฟวี่ ไนท์ บางครั้งก็เชิญคนอเมริกันจากอเมริกามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ้าชาวอเมริกันคนไหนมีประเด็นอยากให้พรรคทำ เช่นคนอเมริกันที่อยู่ต่างประเทศไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ของเมดิแคร์ คือสวัสดิการประกันสุขภาพคนชราหรือคนเกษียณ เราก็ช่วยโดยพยายามผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐเปลี่ยนนโยบาย

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เดโมแครตส์ แอบรอด ก็จัดการเลือกตั้งนอกเขตขึ้น คือให้ชาวอเมริกันที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐเลือกว่าใครจะเป็นตัวแทนของพรรคลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เดโมแครตส์ แอบรอด ในไทยก็จัดเป็นสเตชั่นขึ้นมา ให้คนอเมริกันมาออกเสียง

อ้อ..อีกอย่างคือเรามีจุดยืนไม่ยุ่งกับการเมืองของประเทศที่เราพักอาศัยอยู่ ถ้ามีคนถามว่าคิดยังไงกับการเมืองไทย ผมก็พูดไม่ได้ เราไม่อยากมีปัญหา (หัวเราะ)

- จำนวนสมาชิกเยอะไหม

ตามข้อมูลของสถานทูตสหรัฐ บอกว่ามีชาวอเมริกันในไทยประมาณ 18,000-20,000 คน ในจำนวนนี้มีสมาชิกเดโมแครตส์ แอบรอด ประเทศไทยประมาณพันคน ถือว่าเยอะนะครับ กระจายกันอยู่ทั่วประเทศไทย ยกตัวอย่างก็กรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุดรฯ อุบลฯ ชลบุรี ปัตตานี ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาสมาชิกเราเพิ่มขึ้น 35% ตอนนี้เราพยายามจัดตั้งสาขาเขตจังหวัดอันดามัน เพราะมีชาวอเมริกันอาศัยอยู่ใน จ.ภูเก็ต พังงา อยู่พอสมควร

เราอยากหาเสียงให้พรรคเดโมแครตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะชนะพรรครีพับลิกัน..จอห์น แมคเคน และเพื่อนสนิทของเขา..จอร์จ บุช (หัวเราะ)

- ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเดโมแครต?

ใช่ครับ คือสหรัฐมี 50 รัฐใช่ไหม ก็แบ่งกัน ความรับผิดชอบของแต่ละรัฐจะอยู่ที่ "สเตต ปาร์ตี้" (State Party) ของพรรคเดโมแครต ทีนี้ถ้าเทียบแล้วเดโมแครตส์ แอบรอด ก็เป็นเหมือนรัฐที่ 51 มี 11 เสียงในการประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครต มีคนนั่งกรรมการปกครองพรรค มีคณะผู้แทนเลือกตั้ง (เดลิเกต)

พรรครีพับลิกันไม่มีแบบนี้ แต่มีลักษณะเป็นสโมสร เป็นกองเชียร์พรรค ไม่ได้เน้นเรื่องการปกครองพรรคเหมือนเรา ไม่ได้มีสิทธิเกี่ยวข้องกับ "รีพับลิกัน เนชั่นแนล คอมมิตตี" ไม่มีสิทธิในการลงเสียงในการประชุมใหญ่

เมื่อก่อนมี "รีพับลิกัน แอบรอด ไทยแลนด์" แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว

- โดยส่วนตัวแล้วเชียร์ใคร โอบามา หรือ ฮิลลารี

ผมเชียร์ จอห์น เอ็ดเวิร์ดส (หัวเราะ) ชอบเขาตรงที่มีนโยบายสนับสนุนผู้ใช้แรงงานสหรัฐ เขาพยายามดึงปัญหาคนจนขึ้นมาเป็นหลักในการหาเสียง แต่เมื่อเขาไปไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งผมก็เลยกลางๆ อยู่ อ้อ..เอียงไปทางโอบามาหน่อยๆ แต่ในฐานะที่เป็นประธานเดโมแครตส์ แอบรอด ประเทศไทย ผมต้องไม่บอกใคร ต้องวางตัวเป็นกลาง สนับสนุนทั้งโอบามาและฮิลลารี

- ชาวอเมริกันตื่นตัวเรื่องการเมืองหรือเปล่า

สำหรับผม การเมืองเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต มีคนอเมริกันที่ไม่สนใจการเมือง เขาไม่เข้าใจว่าชีวิตเขาเกี่ยวข้องกับการเมืองตรงไหน ทั้งที่ในที่สุดแล้ว การเมืองจะต้องกระทบชีวิตของคุณ อาจมาในเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ หรือสุขภาพ คุณเลือกจะอยู่เฉยๆ ก็ได้ ยอมรับทุกเรื่องที่เข้ามา หรือพยายามเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นกับชีวิตตัวเองและชีวิตคนอื่น

ผมเชื่อมั่นในระบบการเมือง..ถ้าประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและช่วยกันผลักดัน

- ทำไมโอบามาได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรค

ผมคิดว่านโยบายส่วนหนึ่ง บุคลิกส่วนหนึ่ง

เหตุผลที่เขาเป็นลูกครึ่งอเมริกัน-เคนยา เคยอยู่ต่างประเทศ ทำให้เขาเข้าใจความแตกต่างหลากหลาย และวิสัยทัศน์ของเขาน่าจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ เพราะคนอเมริกันที่อยู่ต่างประเทศรู้สึกว่านโยบายของบุช ทำให้คนหลายๆประเทศเกลียดคนอเมริกัน นโยบายของบุชทำลายภาพลักษณ์ของอเมริกาที่เป็นประเทศรักสิทธิมนุษยชน ผมเคยโดนเพื่อนชาวต่างชาติมองด้วยสายตาแปลกๆ เพราะฉะนั้นเราอยากเข้ากับประเทศอื่นๆ ได้

คนอเมริกันที่อยู่ในสหรัฐอาจไม่รู้สึกว่านี่คือปัญหา เพราะพวกเขาอยู่ในประเทศ แต่คนอเมริกันที่อยู่นอกสหรัฐจะโดนหนัก

เรื่องที่สำคัญในการเลือกตั้งสหรัฐ คือปัญหาเศรษฐกิจและการส่งทหารอเมริกันไปรบในสงครามที่อิรัก เราอยากเห็นเศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้น และไม่อยากเห็นทหารสหรัฐเสียชีวิตในอิรักมากขึ้นเรื่อยๆ อีกแล้ว

- คนอเมริกันยังแบ่งแยกเรื่องสีผิวอยู่หรือเปล่า

มี..บางส่วนยังคงแบ่งแยก แต่ถ้าคุณดูโพลที่ถามเรื่องสีผิวกับเยาวชนสหรัฐ ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เขาจะเป็นรุ่นที่สนใจเรื่องสีผิวน้อยที่สุด ตอนนี้มี "อินเตอร์เรเชียล เดติ้ง" (Interracial Dating) เยอะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนคนขาวคนดำเป็นแฟนกันไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว พวกเขาให้การยอมรับเรื่องความแตกต่างทางสีผิวมากขึ้น และสนับสนุนโอบามามากขึ้น

ผมมั่นใจว่ากระแสเดโมแครตมาแรง และถ้าศึกษานโยบายของแมคเคน จะพบว่าไม่ต่างจากบุช..แล้วจะเอาอีกมั้ย

- มีโอกาสจะเห็นโอบามามาประเทศไทยไหม

ถ้าเขาได้เป็นประธานาธิบดี..แน่นอน (หัวเราะ)

- พูดถึงจอห์น แมคเคน?

เขาเป็นคนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์พอที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี ไม่ใช่ว่าไม่มีประสบการณ์ แต่ว่าเขาไม่ทันสมัยพอ ไม่เข้าใจว่าสหรัฐเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง และนโยบายของเขาเหมือนจำลองนโยบายของบุช ถ้าไม่อยากมีอะไรเปลี่ยนก็เลือกแมคเคน และจะได้อีก 4 ปีของบุช แมคเคนเป็นทหารผ่านศึกมาก่อน เรื่องความรักชาติมีอยู่แล้ว แต่ว่าเขาต้องมีวิสัยทัศน์หรือมีแนวคิดที่จะนำประเทศได้ ต้องนำหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง คือ Into the future, not into the past.

คุณต้องเข้าใจว่าสังคมอเมริกัน 30% เลือกแต่เดโมแครต 30% เลือกแต่รีพับลิกัน คือเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อพรรค ส่วนอีก 40% ที่เหลือยังไงก็ได้ เพราะฉะนั้นกลุ่มหลังจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ 2 พรรคกำลังหาเสียงกันอยู่

- ครอบครัวชอบพรรคไหน

พ่อผมชอบพรรครีพับลิกัน (หัวเราะ) แม่เอียงไปทางรีพับลิกัน ส่วนผมและน้องสาวชอบพรรคเดโมแครต ความเห็นไม่ค่อยลงรอยกันกับพ่อ จนแม่ต้องตั้งระเบียบห้ามพูดเรื่องการเมืองบนโต๊ะกินข้าว

- อยู่ประเทศไทยมานานหรือยัง

15 ปีแล้วครับ คือสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน เลยหางานทำในทวีปเอเชีย มาลงที่ประเทศไทย แรกๆ อยู่ที่ อ.เชียงคำ จ.พะเยา แล้วไป อ.เชียงคาน จ.เลย จากนั้นทำงานกับองค์กรของสหรัฐ ชื่อ "International Rescue Committee" อยู่ศูนย์ผู้อพยพชายแดนไทย-ลาว เป็นเอ็นจีโอ ช่วยคนม้งไปประเทศที่สาม สัมภาษณ์คนม้งแล้วส่งไปสหรัฐ ทำที่นี่อยู่ 2 ปีก็ไปทำงานกับคุณมีชัย วีระไวทยะ ที่สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนอีก 1 ปี แล้วแต่งงาน พาภรรยาไปอยู่สหรัฐ ผมเรียนต่อปริญญาโทที่นั่น จบแล้วถึงกลับประเทศไทยช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2541

ภรรยาผมเป็นคน อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ทำงานเป็นเอ็นจีโอในศูนย์ผู้อพยพกับองค์กรของประเทศฝรั่งเศส ตอนผมจีบภรรยาใหม่ๆ เขาพูดภาษาอังกฤษได้ แต่บอกผมว่า ถ้าผมไม่พูดภาษาไทยเขาจะไม่สนใจผม (หัวเราะ) ผมเลยพยายามฝึกพูดภาษาไทย ภาษาลาว เพราะผมต้องทำงานกับคนม้งที่พูดภาษาลาว

ส่วนตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ ทำงานกับองค์กรระดับภูมิภาคอาเซียน ถ้าให้ไปเป็นพนักงานบริษัทคงทำงานอะไรไม่เป็น (หัวเราะ) ผมว่าตัวผมค่อนข้างมีอุดมการณ์ ถ้าไม่ได้ช่วยให้โลกดีขึ้น ไม่ได้ช่วยคนจน ไม่ได้ช่วยส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย..ผมไม่อยากทำ

- ประเทศไทยเปลี่ยนไปมากไหมเมื่อเทียบกับ 15 ปีที่ผ่านมา

อืม..ไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไหร่ ยังคงเป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นเจ้าภาพที่ดีเหมือนเดิม

เดี๋ยวนี้คนไทยอยู่คอนโดฯเยอะ ไม่รู้จักใครเท่าไหร่แล้ว ปิดประตูก็เป็นโลกส่วนตัว แต่โดยภาพรวมยังดีอยู่ ไปต่างจังหวัดก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนัก

- คิดอยู่เมืองไทยตลอดไปเลยไหม

"ผมกลับอเมริกาปีละครั้ง..แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะตั้งรกรากอยู่ที่นี่หรือที่อเมริกา"

หน้า 17


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:10:09 น.  

 
*สำรวจชายฝั่ง"เลเมืองคอน" ค้นบทเรียนการลุกล้ำชายฝั่ง ก่อนจะสายเกินไป

มติชนออนไลน์ - วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11061

เรื่อง มานะ ช่วยชู / ทรงวุฒิ พัฒแก้ว ภาพ อุษาวดี ศรีมัง


*ก่อนหน้านี้เราได้รับรู้เรื่องราวของการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก คิดว่าคงเป็นเพียงบางจุดเท่านั้น รวมทั้งได้ยินมาว่าพี่น้องชาวบ้านที่ อ.จะนะ และ อ.นาทับ จ.สงขลา ได้ฟ้องกรมเจ้าท่าและพาณิชยนาวี เนื่องจากได้สร้างท่าเรือและเขื่อนดักทราย จนทำให้ชายฝั่งหายไปหลายร้อยเมตรแล้ว จนชาวบ้านหวั่นเกรงว่าหากยังเดินหน้าต่อไปอาจไม่เหลือชายหาดแน่ๆ และเราทราบว่าจะมีการก่อสร้างท่าเรือของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งบริเวณชายหาดท่าศาลา เราก็เกรงว่าจะเป็นเหมือนชายฝั่งที่สงขลาหรือไม่

เป้าหมายของเราในวันนี้คือ ต้องการดูผลกระทบจากการกัดเซาะของชายหาดแถวๆ อ.ปากพนัง และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช

ขับรถย้อนจากปลายแหลมตะลุมพุกขึ้นไปถึงหัวไทร จุดแรกเริ่มที่แหลมตะลุมพุก ขับรถไปถึงบ้านปลายทราย ผ่านวัดและโรงเรียน เลี้ยวขวาหน้า อบต. ตรงไปบริเวณชายหาด มองดูป้ายจัดอันดับแหล่งท่องเที่ยว

หาดนี้ได้รับการจัดอันดับไว้ 3 ดาว

*เราตรงต่อไปยังปลายแหลมที่มีถนนคอนกรีตประมาณ 300 เมตร ที่เหลือเป็นหินคลุกไปจนสุด สภาพถนนดีมาก ระหว่างทางเราเห็นซากต้นสนล้มเป็นแนวยาว รากไม้โผล่ขึ้นมาระเกะระกะ เห็นได้ชัดว่าบริเวณนี้มีการกัดเซาะจนต้นสนใหญ่อายุหลายสิบปีล้มไปหลายต้น และยังเซาะเข้ามาถึงถนนบางช่วง เลยไปผ่านป่าสนใหญ่ร่มครึ้ม ใบสนที่หล่นลงมาค้างตามกิ่งและใบสน เหมือนปุยนุ่นแต่งแต้มก้านกิ่งดูอ่อนนุ่ม เป็นบรรยากาศป่าสนที่สวยงามแปลกตา

ถึงปลายแหลมเห็นแนวสันดอนทรายที่งอกงุ้มเข้ามาทางด้านอ่าวปากพนัง อันเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนตัวของทรายนั้น จะเคลื่อนจากทางทิศใต้และไปทิศเหนือจนเกิดการทับถมกันที่บริเวณปลายแหลม

ย้อนกลับออกมาแวะคุยกับชาวประมงที่บ้านแหลมตะลุมพุก ชาวบ้านบอกว่า ทะเลรุกเข้ามาทุกปี โดยเฉพาะปีหลังๆ 4-5 ปีนี้รุกเข้ามาเร็วมาก พร้อมชี้ให้ดูบ้านที่พังเหลือแต่ซาก และกำแพงวัดที่ก่อเป็นผนังปูนพังไปสองช่วง ทางวัดจึงเอาหินก้อนใหญ่มาวางกั้นตลอดแนว

*พวกเขาบ่นว่า คงต้องอพยพไปอยู่อีกฝั่งของถนน เพราะบ้านที่อยู่ปัจจุบันถูกทะเลรุกเข้ามาทุกที แม้จะรู้ดีว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวนฯ แต่ก็จำเป็นต้องอยู่เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน

เรามุ่งหน้าไปตามถนนปากพนัง-หัวไทร ระหว่างทางเห็นการกัดเซาะหลายจุด ที่น่าตกใจเมื่อเห็นบางจุดนั้นเดิมเป็นบ่อกุ้งริมชายหาด และถนนมีคันดินกั้นเพียงสี่ห้าเมตร พอคลื่นซัดจนคันดินพังลงไปน้ำก็ทะลักเข้ามาถึงขอบบ่ออีกด้านในทันที ทำให้เกิดการรุกของน้ำทะเลที่เร็วมาก

บริเวณทางระบายน้ำฉุกเฉินบริเวณบ้านท่าพญา มีการทำแนวคอนกรีตกั้น บริเวณปลายคลองแล้วโค้งเป็นมุมออกไปทั้งสองฝั่ง แต่พนังคอนกรีตโดนกัดเซาะจนแนวพังไปเกือบหมดแล้ว แม้ดินที่ถมไว้หลังแนวพนังก็โดนน้ำซะออกไปเกือบหมด

จากจุดนี้ไปจนถึงบ้านนำทรัพย์มีการสร้างกองหินเป็นรูปตัวทีเพื่อกันการกัดเซาะ มาถึงบริเวณ ต.ขนาบนาถ อ.ปากพนัง ซึ่งเดิมคลื่นได้ซัดจนเข้ามาถึงถนน ตอนนี้ได้มีการสร้างกำแพงคอนกรีตขนาดใหญ่ ลึกประมาณ 8 เมตร สูงขึ้นมาประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 2-3 กิโลเมตร และถมหินหน้ากำแพงอีกทีหนึ่ง บริเวณด้านในของกำแพงมีการปูตัวหนอนอย่างสวยงาม แต่มีบางช่วงเริ่มทรุดลงไปแล้ว พวกเราอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไม่ต้องปูตัวหนอนให้เปลืองงบประมาณด้วย เพราะทรายด้านใต้ที่รองรับตัวหนอนย่อมต้องมีโอกาสในการทรุดตัวสูง เพราะความลื่นไหลของทราย และอีกอย่างยังไม่แน่ว่ากำแพงจะกั้นคลื่นได้หรือเปล่า

มาถึงบ้านต้นสน ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร ได้แวะคุยกับชาวประมงพื้นบ้าน เราเห็นการวางกองหินกันคลื่นเพิ่งเสร็จใหม่ มีรถแบ๊คโฮ 2 คัน กำลังเกลี่ยทรายบริเวณชายหาด เพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เด็กๆ กลุ่มใหญ่เล่นน้ำอยู่ในเว้าหาดเล็กๆ ระหว่างกองหินสองกอง

ชาวบ้านที่นี่เล่าว่า 4 ปีแล้วที่คลื่นกัดเซาะรุนแรง เพราะมีการทำเขื่อนกั้นทรายมากหลายที่ โดยเฉพาะคลองชะอวดแพรกเมือง มีเขื่อนยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ทำให้การกัดเซาะที่ชายหาดหัวไทรรุนแรง เมื่อก่อนการกัดเซาะเป็นไปตามธรรมชาติ บางปีก็กัดเข้ามา บางปีก็งอกออกไป แต่เดี๋ยวนี้กัดเซาะเข้ามาอย่างเดียว

"ทางการได้มีโครงการทำกองหินกันคลื่นตลอดแนวชายหาด ตอนแรกบอกว่าจะทำออกไปจากฝั่งประมาณ 100 เมตร ชาวบ้านจึงไม่ว่าอะไร เพราะถือว่าไกลพอแล้ว แต่พอทำจริงเหลือประมาณ 50 เมตร ชาวบ้านเกรงว่าการแล่นเรือเข้าออกจะลำบาก หากคลื่มลมแรงเรืออาจเสียหลักไปชนกองหินได้ ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นแล้ว" ชาวบ้านเล่าด้วยความเป็นกังวล

ผ่านมาถึงท่าเรืออำเภอหัวไทร มีการทำกำแพงคอนกรีตกันคลื่นถึงสองชั้น เพราะชั้นแรกนั้นพังไปแล้ว ด้วยแรงคลื่นกระแทกกำแพงแล้วเซาะทรายข้างล่างทำให้กำแพงทรุดตัวลงและพังในที่สุด ก็ไม่รู้ว่ากำแพงใหม่นี้พังและจะต้องสร้างกำแพงอีกชั้นหรือไม่ สิ่งที่เห็นนี้ได้พิสูจน์ว่าวิธีคิดในการเอาชนะธรรมชาติด้วยการเอาของแข็งไปกั้นคลื่นนั้นไม่ได้ผล เพราะคลื่นลมมีแรงมหาศาล และไหลซอกซอนกัดเซาะไปได้เรื่อย สิ่งก่อสร้างที่แข็งและปะทะกันแรงคลื่นตรงๆ จึงไม่อาจจะทนทานได้

จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นมีแนวชายหาดประมาณ 225 กิโลเมตร ปัจจุบันนี้ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะและมีการสร้างกองหิน แนวกำแพงจนหมดสภาพเดิมไปแล้วกว่าครึ่ง จึงเป็นคำถามว่าเราจะรักษาชายหาดที่เหลืออยู่เอาไว้ได้อย่างไร

หน้า 9





*นักวิจัยพบเขียนบล็อกรักษาโรคได้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ - 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551 13:26:00

*จำนวนบล็อกตั้งแต่ปี 2003 - 2007:

ใครจะรู้บ้างว่าบล็อกยังมีข้อดีอีกมากมายนับไม่ถ้วน เอาแค่เบาะๆ 5 ข้อก่อนแล้วกัน

ใครๆ ก็หันมาเขียนบล็อกกันมากขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นอินเทรนด์หรือเด็กแนวทั้งหลาย บางคนเขียนบล็อกเป็นอาชีพก็มี แต่ใครจะรู้บ้างว่าบล็อกยังมีข้อดีอีกมากมายนับไม่ถ้วน เอาแค่เบาะๆ 5 ข้อก่อนแล้วกัน


1. สร้างเพื่อนได้ไม่จำกัด ข้อนี้ไม่ได้เหมาะกับคนขี้เหงาเพียงหรือคนขาดเพื่อนเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้คนที่ชอบเข้าสังคมได้พบปะผู้คนบนโลกออนไลน์ และสามารถสร้างสังคมเฉพาะกลุ่มได้ง่ายมากยิ่งขึ้นด้วย สังเกตจากการเติบโตของเว็บ social network ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น hi5 หรือ facebook ที่มีสมาชิกเข้าไปใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก และมักจะสร้างกลุ่มที่ชอบอะไรที่เหมือนๆ กัน


2. ทำรายได้ดีกว่างานประจำ (ถ้าคุณเขียนได้ถูกใจมหาชน) บางคนเขียนบล็อกจนโด่งดัง ทำให้สินค้าหลากชนิดอยากมาลงโฆษณาด้วย อย่างบล็อกแต่งหน้าของ jeban.com หรือบางคนเขียนบล็อกจนสังคมยกให้เป็นกูรู เชิญไปสัมมนาในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น บล็อกของ keng.com ถ้างานชุกมากๆ อาจลาออกจากงานประจำมาเขียนบล็อกเต็มเวลาก็เป็นไปได้


3. ช่วยโปรโมทองค์กรของคุณได้ หรือที่เขาเรียกกันว่า Blog Marketing สมัยนี้การโฆษณาแบบแบนเนอร์ หรือแบบป๊อปอัพนั้นเชยเสียแล้ว แถมบางครั้งยังสร้างความรำคาญลูกตาอีกด้วย ถ้าคิดจะเจาะกลุ่มวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ การใช้บล็อกทำให้เข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ง่ายที่สุด เพราะคนเหล่านี้ชอบที่จะเลือกและค้นคว้าด้วยตัวเอง หากคุณเขียนบล็อกให้พวกเขาเชื่อถือได้ แค่นี้เงินก็ไหลเข้าบริษัทได้ไม่ยากเย็น


4. สานฝันคนอยากเป็นสื่อ เพราะระบบการอัพเดทที่รวดเร็วของบล็อก ทำให้คนที่อยากเผยแพร่ผลงานหรือข่าวสาร สามารถเข้าไปอัพเดทได้ทุกเวลาที่ต้องการ และนั่นก็เป็นข้อดีของประชาชนในสังคมเพราะได้รับข่าวอย่างรวดเร็ว แถมอิสระกว่าสื่อชนิดอื่นๆ อีกด้วย เราจึงเห็นบล็อกประเภทสื่อพลเมืองมากขึ้นทุกวัน ทั้งในและต่างประเทศ ที่ดังๆ ของไทยก็อย่างเช่น fringer.org ของคนชายขอบนั่นเอง


5. ช่วยรักษาโรค ข้อนี้อาจจะดูเหลือเชื่อ แต่จริงๆ แล้วนักวิทยาศาสตร์และนักเขียนต่างรู้ถึงผลดีของการเขียนมานานแล้ว โดยเฉพาะการเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวหรือความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง (คล้ายๆ การเขียนไดอารี่) เพราะนอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้ว เจมส์ เพนเนเบเกอร์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยรัฐเท็กซัส เมืองออสติน ประเทศสหรัฐอเมริกา บอกว่าการเขียนยังดีต่อสุขภาพร่างกายของเราอีกด้วย ทั้งช่วยให้ความจำดีขึ้น หลับสบาย สร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยรักษาแผลหลังผ่าตัดให้หายเร็วขึ้น ไปจนถึงลดจำนวนไวรัสในผู้ป่วยโรคเอดส์เลยทีเดียว เหลือเชื่อมั้ยล่ะ

เอาเป็นว่าการเขียนบล็อกจะดีหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร อย่าเพิ่งเชื่อแล้วกัน ลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองก่อน แล้วคุณจะรู้ว่า...ของเค้าดีจริงๆ!


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:10:25 น.  

 
*ภาระของการอ่าน ภารกิจของ อ่าน

มติชนออนไลน์ - วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11052

คอลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม

ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการ อ่าน

*เปิดโลกการอ่าน มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม

วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ พัชรี อังกูรทัศนียรัตน์ : รวบรวม

"ชมรมนักประพันธ์" ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2493 โดยความดำริร่วมกันของ อารีย์ ลีวีระ มาลัย ชูพินิจ หลวงบุณยมานพพาณิชย์ ประหยัด ศ. นาคะนาท และ วิลาศ มณีวัต และได้กลายเป็นเวทีสำหรับการอภิปรายแลกเปลี่ยนในหัวข้อเกี่ยวกับการประพันธ์ของนักเขียนสำนักต่างๆ ในยุคนั้น

ในภาพคือการชุมนุมนัดแรกของ "ชมรมนักประพันธ์" เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2493 ที่ตึกของบริษัทไทยพณิชยการ จำกัด หรือเรียกกันว่า "วิกสีลม" มีนักเขียนเข้าร่วมประชุม 15 คน ซึ่งถือว่าเป็น "ผู้ร่วมก่อตั้ง" ชมรมนักประพันธ์ไปโดยปริยาย บุคคลต่างๆ 15 คนในภาพ (ทั้งที่เห็นหน้าและนั่งหันหลัง) มีดังนี้

1.มาลัย ชูพินิจ(แม่อนงค์) 2.หลวงบุณยมานพพาณิชย์(แสงทอง) 3.ประหยัด ศ. นาคะนาท(นายรำคาญ) 4.เกรียงศักดิ์ บุณยเสนา(เวทางค์) 5.ชั้น แสงเพ็ญ(ช. แสงเพ็ญ, มาณวิกา) 6.ม.ล.ตุ้ย ชุมสาย(น้อย อภิรุม) 7.ประจวบกาญจนลาภ 8.ประมูล อุณหธูป(อุษณา เพลิงธรรม) 9.ยศ วัชรเสถียร(กำแหง เดชา) 10.เลียว ศรีเสวก(อรวรรณ) 11.อิศรา อมันตกุล(สมิต บางกอก, แฟรงค์ ฟรีแมน) 12.สันต์ ท. โกมลบุตร(สันต์ เทวรักษ์, พ. พิทยา) 13.รัตนะ ยาวะประภาษ(แก้ว บางกอก) 14.บุศย์ สิมะเสถียร(คิดบู๊ช) 15.วิลาศ มณีวัต(วิไล วัชรวัต, สภาพร, ฉางกาย)

(ภาพจากปก สโมสรถนนหนังสือ ฉบับปฐมฤกษ์, ก.ค. 2531 มี สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ)


คัดและตัดทอนจากคอลัมน์เปิดเล่ม ของ อ่าน วารสารรายสามเดือน ฉบับปฐมฤกษ์ เมษายน-มิถุนายน 2551 วางตลาดแล้ว

ครั้งหนึ่งในการบรรยายรับเชิญชั้นเรียนวรรณคดี วลาดิมีร์ นาโบคอฟ ลองให้นักศึกษาตอบ "ควิซ"

จงเลือกคำตอบสี่ข้อจากทั้งหมดต่อไปนี้ เพื่อตอบคำถามว่านักอ่านที่ดีควรเป็นอย่างไร

1) นักอ่านควรเป็นสมาชิกชมรมหนังสือชมรมใดชมรมหนึ่ง 2) นักอ่านควรโยงตัวเองเข้ากับพระเอกหรือนางเอกของเรื่อง 3) นักอ่านควรมุ่งความสนใจไปที่แง่มุมทางสังคม-เศรษฐกิจของเรื่อง 4) นักอ่านควรจะชอบเรื่องประเภทที่มีการกระทำและบทสนทนามากกว่าเรื่องที่ไม่มี 5) นักอ่านควรดูหนังที่สร้างจากหนังสือเล่มที่อ่าน 6) นักอ่านควรเป็นเช่นหน่ออ่อนของนักเขียน 7) นักอ่านควรมีจินตนาการ 8) นักอ่านควรเป็นผู้มีความทรงจำ 9) นักอ่านควรมีพจนานุกรม 10) นักอ่านควรเป็นผู้มีสัมผัสทางศิลปะ

คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่เน้นที่ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ การกระทำ และแง่มุมทางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และแน่นอนว่าผู้อ่านยังต้องมีจินตนาการ ความทรงจำ พจนานุกรม และสัมผัสทางศิลปะด้วย!

ปัญหายังไม่จบแค่นั้น นาโบคอฟเสนอว่า "เราไม่อาจ อ่าน (read) หนังสือ เรามีแต่ต้องอ่านใหม่ หรือ อ่านซ้ำ (reread)" เพราะในการอ่านรอบแรก สายตาของเราต้องทำงานหนักในการกวาดจากซ้ายไปขวา จากบรรทัดสู่บรรทัด จากหน้าสู่หน้า "เป็นขั้นตอนในทางกาละและเทศะของการเรียนรู้ว่าหนังสือเล่มหนึ่งๆ นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร"

ในขณะที่เวลาดูภาพเขียนเราไม่ต้องเคลื่อนสายตาไปตามทิศทางเช่นนั้น เราสามารถจะรับภาพทั้งภาพนั้นเข้ามาก่อนแล้วค่อยละเลียดกับมันในรายละเอียด

ทว่าสำหรับหนังสือ เรามีแต่ต้องอ่านซ้ำเป็นรอบที่สอง ที่สาม หรือที่สี่ ค่อยๆ ทำความคุ้นเคยและเก็บรับไปทีละขั้น (อย่างไรก็ตาม นาโบคอฟเตือนไว้- -อย่าได้สับสนระหว่างสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า "ตาเนื้อ" กับ "ตาใน" ([the mind])

โอ ทำไมมันยากอย่างนี้

แต่นาโบคอฟคนนี้ ย่อมมิได้เจตนาจะมองการอ่านเป็นกลไกอันแห้งแล้ง (อย่าลืมว่าเขาคือ "ผู้ชายของโลลิต้า") เขาเพียงแต่พยายามจะหาคำอธิบายที่ลึกซึ้งว่า ศิลปะอย่างวรรณกรรมนั้น ควรค่าที่จะเรียกร้องการลงแรงจากผู้อ่านในการเข้าถึงอย่างไร

สำหรับเขาแล้ว การอ่าน มาดามโบวารี โดยมีข้อสรุปไว้แล้วว่า นี่คือนวนิยายที่ประณามความเป็นกระฎุมพีนั้น ย่อมเป็นการอ่านที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้ประพันธ์ "เราต้องจำไว้ว่างานศิลปะนั้นคือการรังสรรค์โลกใบใหม่ขึ้นมาเสมอ ฉะนั้นสิ่งที่เราควรทำเป็นอันดับแรกก็คือศึกษาโลกใหม่ใบนั้นอย่างถี่ถ้วนที่สุด เข้าหามันราวกับว่ามันคือสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่หมาด หาได้มีอันใดเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับโลกที่เราได้รู้จักมาแล้ว ต่อเมื่อได้ศึกษาโลกใบใหม่นี้อย่างถี่ถ้วนแล้วเท่านั้น-และเท่านั้นจริงๆ เราจึงค่อยสำรวจความเชื่อมโยงกับโลกใบอื่นๆ และความรู้แขนงอื่นๆ ได้"


มีทฤษฎีอีกมากมายว่าด้วยการอ่าน การวิจารณ์ ที่เริ่มต้นด้วยการให้ผู้อ่านถอยระยะออกมา เพื่อพิจารณางานอันเป็น "ตัวบท" นั้นอย่างเท่าทันต่อสิ่งที่อยู่แวดล้อม เบื้องหลัง หรือกระทั่งโวหารแห่งภาษาโดยตัวของมันเอง การอ่านในความหมายนี้จึงเป็นคล้ายๆ การถอดรหัส และอันที่จริงถ้าว่ากันให้ถึงที่สุดแล้ว นี่คือยุคสมัยที่การอ่านในความหมายนี้ถูกนำไปใช้ในปริมณฑลอื่นๆ ที่พ้นไปไกลกว่าตัวบทในหนังสือแล้วด้วยซ้ำ

แต่ก็ยังมีคำถาม ที่อาจฟังดูไม่เห็นจะเกี่ยวกัน

"เหตุใดวิจารณญาณจึงเกิดในความเพลิดเพลินซาบซึ้งดื่มด่ำไม่ได้ล่ะครับ" (นิธิ เอียวศรีวงศ์, "การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ", มติชนสุดสัปดาห์, 2-8 พฤษภาคม 2551)

คำถามนี้ชวนให้นึกถึงในวันที่ว่างเปล่า และในคืนที่ว่างเปล่าเสียยิ่งกว่า เราหลายคนซุกสายตาอยู่ระหว่างหน้าหนังสือ ชั่วขณะที่ไม่มีใครอยู่รายรอบให้ต้องระวังกิริยา ไม่มีสายตาที่คอยตรวจสอบหรือพิพากษา เราเผลอไป เราปล่อยให้แต่ละบรรทัดลากจูงเราไป ละครแห่งชีวิตที่อยู่ตรงหน้าพาเราหวั่นไหว เพริดไปกับอารมณ์เร่งเร้า หรือซึมเศร้าราวกับโศกนาฏกรรมนั้นคือเราหาใช่ใคร วางหนังสือลงแล้วเราอาจยังอึ้งอีกพักใหญ่ ยังอาจนอนไม่หลับกระสับกระส่าย หรือยังตามมารบกวนความคิดยามเราประกอบภารกิจในชีวิตจริงอัน (รู้อยู่ว่า) ไม่ใช่นวนิยาย เราครุ่นคิดต่อไป ทำไม อะไร อย่างไร เราอาจจะอยากหยิบมันกลับมาอ่านอีก อ่านซ้ำ อ่านใหม่ ให้สาแก่ปัญญา จนกว่าจะมีคำตอบอะไรสักอย่างที่พอจะอธิบายกับตัวเองได้ ในกรณีเช่นนี้ อารมณ์ความรู้สึก และสามัญสำนึก ทำงานหนักล่วงหน้าไปแล้วเกินกว่าจะถอยระยะใด สายเกินกว่าจะให้ปาฏิหาริย์แห่งระยะห่างทางวิชาการที่ไหนมาซับน้ำมูกน้ำตา

ในปาฐกถาปิดการประชุมประจำปีมนุษยศาสตร์ว่าด้วย "อารมณ์ อำนาจ ความรู้ ความรู้สึก" อ.นิธิ ตั้งข้อสังเกตไว้อีกเช่นกันว่า หากเราใช้อารมณ์ความรู้สึกเพื่อเข้าถึงความรู้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ใช้อารมณ์เป็นเครื่องมือ หรือเป็นวิธีวิทยาในการเข้าถึงความรู้แล้วไซร้ เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันจะสั่นคลอนโครงสร้างของอำนาจ ผลประโยชน์ และสิทธิต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคม (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) เพราะสิ่งที่เรียกว่า เหตุผล ความรู้ อารมณ์นั้น ในสมัยหนึ่งก่อนหน้ายุคภูมิธรรมขึ้นไป ล้วนไม่ได้แยกออกจากกัน

ทว่าหลังจากยุคภูมิธรรมและสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้เองที่ได้มีการแยกอารมณ์ออกไปเสียจากความรู้ และทำให้เกิดการถ่ายเทอำนาจมายังคนอีกกลุ่มหนึ่ง

"ไอ้คนกลุ่มนี้คือใครนี่ มันมีหลายพวกด้วยกัน แต่ผมใช้ภาษาปัจจุบันแล้วกัน มันง่ายดี ผมว่ามันถ่ายเทมายังกลุ่มที่เรียกกันในปัจจุบันนี้ว่านักวิชาการ"

หน้า 20


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:10:42 น.  

 
*water & Coke น้ำ กับ โค้ก

ถ้าท่านรู้เรื่องนี้
ท่านจะดื่มน้ำมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย 75%

มีงานวิจัยพบว่าในคน 100 คน
ที่ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยให้คน 80 คนลดอาการปวดหลังปวดข้อลงได้

ดื่มน้ำวันละ 5
แก้วลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ได้ถึง 45 % มะเร็งเต้านมได้
79%
และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50%

ทีนี้มาลองรู้จักน้ำ 'โค้ก'
กันหน่อย แน่นอนโค้กรสชาดยอดเยี่ยม

แต่ตำรวจทางหลวงจะบรรทุกโค้ก 2
แกลลอนในช่องท้ายรถเพื่อเวลามีรถชนกันสามารถเอา 'น้ำโค้ก'
ล้างเลือดบนถนนได้เกลี้ยงเกลา

ถ้าเอา T-bone steak
ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็ม จะพบว่าจะถูกละลายไปหมดใน2 วัน

รินโค้ก 1 กระป๋องลงในโถส้วมทิ้งไว้
1 ชั่วโมงแล้วชักโครกกรดซิตริกในโค้กจะล้างคราบสกปรกในโถส้วมได้สะอาด
ถ้าต้องการกัดสนิมที่กันชนชุมโครเมี่ยมของรถ ให้เอาที่ขัดที่ทำด้วย foil
ชุบโค้ก ขัดสนิมจะออกหมด

ถ้าจะล้างทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ที่มีคราบกรดเกลือเกาะขาวๆ
ให้เทน้ำโค้ก ฟองจะกัดคราบขาวออกได้หมด ถ้าจุดขวดติดแน่น งัดไม่ออก
เอาผ้าชุบน้ำโค้กหุ้มไว้หลายๆ นาที จะบิดจุดขวดออกได้โดยง่าย

ถ้าจะปิ้ง moist ham ให้เทโค้ก 1
กระป๋อง เทลงในกระทะ ห่อแฮมด้วยอะลูมิเนียมฟอล์ยแล้วปิ้ง 30 นาที

ก่อนแฮมจะสุก แกะฟอล์ยออก
ปล่อยให้น้ำเนื้อหยดลงไปผสมกับน้ำโค้กในกระทะ ท่านจะได้น้ำเกรวี่สีน้ำตาล

การล้างคราบไขมันจากเสื้อผ้า
ให้ใช้น้ำโค้ก 1 กระป๋อง ผสมกับผงซักฟอกในปริมาณที่จะใส่ในเครื่องซัก

ปล่อยให้ซักด้วยเครื่องตามปกติ
โค้กจะช่วยกำจัดคราบไขมันได้สะอาดหมดจด

ท่านสามารถผสมโค้ก
ลงในน้ำล้างกระจกรถยนต์ ฟอสฟอริคแอซิดในโค้ก จะช่วยทำความสะอาดกระจกได้ดี


น้ำโค้กมี pH 2.8
ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้ก 4 วัน จะละลายหมด

เวลาขนย้ายน้ำโค้กเข้มข้นเพื่อส่งตามโรงงานทั่วโลก
ที่รถ truck จะต้องติดป้ายไว้ว่า 'มีวัตถุที่มีกรดกัดกร่อนได้ เป็นอันตราย'


บริษัทขายน้ำโค้ก
ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถ truck มานานประมาณ 20 ปีแล้ว

ท่านยังอยากดื่ม โค้ก
หรือดื่มน้ำกัน เลือกเอาเอง
แปลโดย ศ.กิตติคุณ นพ.เสก
อักษรานุเคราะห์
หน่วยงาน : ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
วันที่ลงบทความ 21 เม.ย.45


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:10:58 น.  

 
*มหาวิทยาลัย "โคตรคอร์รัปชั่น"

มติชนออนไลน์ - วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11051

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ


*"คอร์รัปชั่นในมหาวิทยาลัย (เรื่องใหญ่กว่าที่คิด)" เป็นบทความของ ฉันทะ จันทะเสนา แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ พิมพ์ในมติชน รายวัน (ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2551 หน้า 5)

แค่อ่านชื่อบทความก็เห็นเป็นจริงเป็นจังด้วยแล้ว แต่น่ากลัวตรงข้อความในวงเล็บว่า "(เรื่องใหญ่กว่าที่คิด)" หมายความว่าเคยคิดเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนั้นหรือ? นี่ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่มั่กๆ น่ากลัวมั่กๆ

ในบทความนี้มีข้อความตอนหนึ่งบอกนิยามว่า "นักวิจัยของยูเนสโกให้นิยมการคอร์รัปชั่นในระบบการศึกษา หมายถึงการใช้สถานที่ราชการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน แล้วมีผลกระทบต่อคุณภาพการสอนและงานสอน ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงกระบวนการ คุณภาพ และความเท่าเทียบในการศึกษา"

ผู้เขียนบทความมีความเห็นว่า "นิยามข้างต้นถ้านำมาใช้ในไทยคงจับไม่ได้ ไล่ไม่ทันผู้บริหารบางคนที่คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย สามารถนำเงินเข้ากระเป๋าตนเองได้แบบที่มีกฎระเบียบมหาวิทยาลัยบัญญัติรองรับไว้อย่างถูกต้อง"

สรุปง่ายๆ ในเบื้องต้นนี้ว่ามีคอร์รัปชั่นในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย แต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เพราะเป็น "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย" อย่างเดียวกับ "ผู้ทรงเกียรติ" ในรัฐบาลไทยและในรัฐสภาไทย

แนวโน้มคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายและเชิงอื่นๆ หลายๆ เชิงมีมากในมหาวิทยาลัย แต่คนในมหาวิทยาลัยต้องตรวจสอบกันเองเป็นพวกแรก แล้วต้องติดตามเปิดโปง จะขอยกคำบรรยายบางตอนของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (พิมพ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับ 30 พฤษภาคม 2551 มาให้เทียบเคียงดังนี้

"เราคงปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่ามีอาจารย์จำนวนหนึ่งที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานค่อนข้างไกล และใช้ฐานะอาจารย์ไปในการแสวงหาลาภผลอย่างล้นเกิน บางท่านรับงานภายนอกหลายอย่าง บางคนกระทั่งใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการทำธุรกิจของตนเอง"

"จะว่าไป "กิจกรรมพิเศษ" เหล่านี้ของอาจารย์ อาจจะไม่ส่งผลเสียเท่าใด ถ้าไม่ไปกระทบกระเทือนภาระหน้าที่หลักของเรา ปัญหามีอยู่ว่ามันกระทบ และกระทบมากทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากทรัพยากรในมหาวิทยาลัยมีอยู่จำกัด และอาจารย์เป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญที่สุดสำหรับสถาบันการศึกษาขั้นสูง"

"อย่างไรก็ดี การที่อาจารย์จำนวนหนึ่งปล่อยปละละเลยในระดับปริญญาตรีนั้น แม้จะไม่ใช่คนส่วนใหญ่ แต่มันส่งผลสะเทือนใหญ่หลวงต่อมาตรฐานการเรียนการสอนมาก เพราะสภาพดังกล่าวยิ่งไปส่งเสริมโลกทรรศน์แบบเก็งกำไร ของนักศึกษา พูดสั้นๆ คือพวกเขาจะพากันไปเรียนกับอาจารย์ที่รู้กันว่าให้เกรดง่าย ไม่มีสอบตก ส่วนอาจารย์ท่านไหนที่เอาจริงเข้มงวดในเรื่องการสอนและการตรวจข้อสอบ นักศึกษาก็จะหาทางหลีกเลี่ยง

นอกจากนี้แล้ว เราคงต้องยอมรับว่าการมีอยู่ของอาจารย์ที่เคร่งครัดเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ย่อมกลายเป็นต้นแบบของนักศึกษาอยู่โดยนัย ทำให้เด็กๆ คิดว่าโลกแห่งความเป็นจริงคือเช่นนี้ ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ความรู้เป็นสินค้าชนิดหนึ่ง และความรู้ไม่ต้องควบคู่กับคุณธรรม"

อาจารย์มหาวิทยาลัยสิงสู่อยู่บน "หอคอยงาช้าง" ช่างคิดค้น "กิจกรรมพิเศษ" ได้มากมายน่ามหัศจรรย์ใจ แล้วยังร่วมกันเผยแพร่ "โลกทรรศน์แบบเก็งกำไร" ได้ผลยิ่งนัก

ถ้ามหาวิทยาลัย "โคตรคอร์รัปชั่น" อย่างนี้ ถามว่าประเทศไทยในอนาคต จะเหมือนนรกขุมไหนในไตรภูมิ?

หน้า 20



*เสวนา "อดีตหลอน"

โดย : กลุ่มศิลปินเพื่อประวัติศาสตร์ ฯ และองค์กรรวมจัด เมื่อ : 19/06/2008 05:03 PM 6 ตุลา มีคนตายเพียงคนเดียวจริงหรือ?

เมื่อไหร่ สังคมไทยจะกล้าเผชิญหน้ากับ "ประวัติศาสตร์โหดร้าย" ของตนเอง?

ระดมสมอง - ความคิด กับการเสวนา "การจัดการประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19"

อาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม 2551 เวลา 9.30 - 16.30 น.
ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ โทร.023813860

กำหนดการ

ภาคเช้า (9.30-12.00 น.)

"ศิลปินร่วมสมัยกับการจัดการประวัติศาสตร์" (กรณี 6 ตุลา 19)

ผู้ร่วมเสวนา
อิ๋ง กาญจนวณิชย์, วสันต์ สิทธิเขตต์, สุธี คุณาวิชยานนท์, มานิต ศรีวานิชภูมิ

นำพูดคุยโดย ธัญลักษณ์ เหลืองวิสุทธิ์ (นิตยารวิภาษา)

ภาคบ่าย (13.30 - 16.30 น.)

"การจัดการประวัติศาสตร์ 6 ตุลา จากมุมมองของปัญญาชนไทย"

ผู้ร่วมเสวนา
ผศ.ดร.ไชยยันต์ รัชชกูล (ม.เชียงใหม่) , รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (จุฬาฯ), รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ (ม.ธรรมศาสตร์)

นำพูดคุยโดย ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ (บรรณาธิการนิตยสารวิภาษา)

จัดโดย
กลุ่มศิลปินเพื่อประวัติศาสตร์ และความทรงจำ, นิตยสารวิภา และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (วธ.)


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:11:15 น.  

 
*กิจกรรม "ปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของลูกรัก"

โดย : ชมรมครอบครัว มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ร่วมกับ ร.ร.เพลินพัฒนา เมื่อ : 19/06/2008 11:38 AM ชมรมครอบครัว มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ร่วมกับ ร.ร.เพลินพัฒนา

ขอเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกวัย 6 - 12 ปี ที่กำลังรู้สึกหนักใจกับพฤติกรรมก้าวร้าวของลูก เข้าร่วมกิจกรรม "ปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของลูกรัก" เพื่อเรียนรู้วิธีการ การฝึกปฏิบัติเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งท่านจะได้พบกับทีมวิทยากรจากจิตเวชเด็ก ร.พ.ศิริราช

ในทุกครึ่งวันเช้าวันอาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 6, 13, 20,27 ก.ค. 51
ณ หอประชุม ร.ร.เพลินพัฒนา เขตทวีวัฒนา

สนใจติดต่อได้ที่ โทร 0-2412-0738, 0-2412-9834, 0-81-623-0870

หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaichildrights.org

ชมรมครอบครัว ฝ่ายพัฒนาเด็กและสังคม มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
โทร : 0-2412-0738, 0-2412-9834, 0-2864-3381
ที่อยู่ : 979 ซ.วัดดีดวด ถ.จรัลสนิทวงศ์ ซ.12 แขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กทม.10600




*"การสะท้อนประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนสู่ผ่านเว็บไซต์ http://www.nesac.go.th"

http://www.thaingo.org/prboard_1/view.php?id=7456

*ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนา เรื่อง การสะท้อนประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนสู่ผ่านเว็บไซต์ http://www.nesac.go.th

ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ไม่เพียงแต่ส่งกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทยในทางกายภาพเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติเช่นเดียวกัน

จึงขอเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมให้ความคิด ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อประเด็นปัญหาดังกล่าวในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "การสะท้อนประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนสู่ผ่านเว็บไซต์ http://www.nesac.go.th"

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2551 เวลา 13.00 -16.00 น.
ณ ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนพระโขนง สถาบันพัฒนาความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม

อาคารบูติคนิวซิตี้ ชั้น 1 เลขที่ 111/53-57 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

ท่านที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ (รับจำนวนจำกัดเพียง 25 ท่าน) โทร. 0-2612-6975 หรือ e-Mail: onesac@hotmail.com(ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเข้าร่วมงาน) ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 3 กรกฎาคม 2551 โดยแจ้ง ชื่อ-สกุล, ตำแหน่ง/การงาน, ที่อยู่, หมายเลขโทร. และe-Mail Address

ทั้งนี้ ขอให้ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาฯ ทุกท่านเตรียมไฟล์ WORD ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน ที่จะให้นำเสนอผ่านทางเว็บไซต์ ท่านละ 2-3 หัวข้อ ความยาวหัวข้อละประมาณ ครึ่งหน้ากระดาษ A4 ทุกท่านที่เข้าร่วมงานมีถุงผ้าและหนังสือที่ระลึกมอบให้

**พร้อมรับชมวีดิทัศน์สารคดี เรื่อง "An Inconvenient Truth, A Global Warning"

*---**---*--**---*--***---*-*-***-*-**-*--*-**-*
กำหนดการ

กำหนดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสะท้อนประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อนสู่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทางเว็บไซต์ (www.nesac.go.th)

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2551 เวลา 13.00 -16.00 น.
ณ ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนพระโขนง สถาบันพัฒนาความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม อาคารบูติคนิวซิตี้ ชั้น 1 เลขที่ 111/53-57 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
______________________________________________

13.00 - 13.30 น. ลงทะเบียน รับเอกสาร
13.30 – 14.00 น. เปิดการสัมมนาและบรรยาย เรื่อง "ผลกระทบของปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนต่อเศรษฐกิจและสังคม" โดย นางสาวเยาวลักษณ์ สุขวิวัฒนพร รองเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

14.00 – 15.00 น. การบรรยาย เรื่อง "ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนความจริงที่ต้องตระหนัก"
พร้อมการแลกเปลี่ยนความรู้ ทัศนะกับผู้เข้าร่วมสัมมนา โดย ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ สมาชิกปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

15.00 – 15.30 น. การบรรยายแนะนำแนวทางการสะท้อนประเด็นปัญหา/แนวทางแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน โดย ดร.วนิดา ลาวัณย์ทักษิณ

15.30 - 15.35 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ แนะนำวิธีการสะท้อนความเห็นต่อประเด็นปัญหาเศรษฐกิจและสังคม/สิ่งแวดล้อม/ภาวะโลกร้อนสู่สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ ผ่านทางเว็บไซต์สภาที่ปรึกษาฯ (www.nesac.go.th)

15.35 – 16.00 น. - ฉายวีดิทัศน์สารคดี เรื่อง "An Inconvenient Truth, A Global Warning"

- ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านร่วมสะท้อนความเห็นต่อประเด็นปัญหา/แนวทางแก้ไขด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน โดยนำเข้าข้อมูลในกระดานแสดงความคิดเห็น (Web board) ของเว็บไซต์สภาที่ปรึกษาฯ http://www.nesac.go.th

16.00 น.
- มอบของที่ระลึกและกล่าวขอบคุณ สถาบันพัฒนาความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม
- บันทึกภาพหมู่เป็นที่ระลึก
- ปิดการสัมมนา
........................................................
หมายเหตุ : 1. รับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่มในห้องประชุม 2. กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:11:31 น.  

 
*ไวรัสตัวใหม่ - Life is beautiful

ได้โปรดระมัดระวังอย่างยิ่งยวด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้อีเมล์เช่น ยาฮู,ฮอตเมล์,เอโอแอล ฯลฯ

ข้อมูลนี้ได้รับมาเมื่อเช้านี้ โดยตรง จากทั้งไมโครซอฟท์ และ นอร์ตั้น
โปรดส่งไปถึงทุกๆคนที่คุณรู้จัก ผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ต
*คุณอาจได้รับอีเมล์ที่มากับไฟล์ที่มีหัวข้อนำเสนอด้วยเพาเวอร์พ้อยท์ ซึ่งมองดูไม่น่ามีอันตรายอะไรเลย ว่า
ชีวิตนี้สวยงาม '(Life is beautiful.)
ถ้าคุณได้รับ อย่าเปิดไฟล์(ที่แนบมา) โดยเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น และจงลบมันทิ้งโดยทันที
ถ้าคุณเปิดไฟล์นี้ จะมีข้อความหนึ่งขึ้นมาบนจอกล่าวกับคุณว่า ' ตอนนี้มันสายไปเสียแล้ว,ชีวิตของคุณ ไม่สวยงามอีกต่อไปแล้ว '
โดยต่อเนื่องกัน คุณจะสูญเสีย(ข้อมูล)ทุกสิ่งทุกอย่างในคอมฯของคุณ และ คนที่ส่งเมล์มาหาคุณนั้นจะเข้าถึงชื่อ,อีเมล์ และรหัสผ่านของคุณได้หมด
นี่คือไวรัสตัวใหม่ ซึ่งจะเริ่มปฎิบัติการแผลงฤทธิ์ในวันอังคารหลังเที่ยง
AOL ได้ยืนยันว่ามันร้ายกาจ และซอฟท์แวร์(โปรแกรม)แอนตี้ไวรัส(ใดๆ) ไม่สามารถทำลายมันได้
ไวรัสตัวนี้ถูกสร้างโดยแฮกเกอร์คนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า ' เจ้าของชีวิต ' ( Life owner)
โปรดส่งสำเนาของอีเมล์นี้(ข้อความนี้) ถึงเพื่อนคุณทุกคน และบอกให้พวกเขาส่งต่อๆกันไปด้วย




*เปิดโปง “ดร.กำมะลอ” เฉลิม อยู่บำรุง

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 มิถุนายน 2551 13:47 น.


ตามประวัติอย่างเป็นทางการของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในเว็บไซต์ของพรรคพลังประชาชน ระบุรายละเอียดทางการศึกษาของเขาไว้ดังนี้คือ

ประถมศึกษา โรงเรียนวัดบางบอน
มัธยมศึกษา โรงเรียนวัดสิงห์
นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
นิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
และ ระดับการศึกษาสูงสุดคือ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่จบการศึกษาในปี พ.ศ.2549


* ในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกือบทุกครั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงมักจะ “ยกตนข่มท่าน” อยู่เสมอว่าเป็น ด็อกเตอร์ทางกฎหมายที่มีความรู้เหนือกว่าคนอื่น อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่เขากล่าว

“ด็อกเตอร์กฎหมายเรียนยาก ในเมืองไทย แต่ด็อกเตอร์นิด้าเดินชนกันตาย ด็อกเตอร์กฎหมายในเมืองไทยเพิ่งมีสามสี่คน เดี๋ยวผมตั้งวงเป็นนักวิชาการบ้างเอามาชำแหละกัน วิจารณ์นักวิชาการบ้างแล้วจะทำยังไง แล้วก็ไปบอก แหมรัฐมนตรีไม่ยินยอม มันก็ระดับหนึ่ง มันเรียนหนังสือมาด้วยกัน มองตาก็รู้ใจ นิด้าไม่มีหรอก จวกทุกรัฐบาล แต่พลังประชาชนจะโดนหนักหน่อย พวกผมไม่ได้คิดถือเป็นธรรมดา และพวกอาจารย์พวกนี้ ชอบวิจารณ์ นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เอาเข้าจริงๆ เอาปืนไปจี้ให้ลงเลือกตั้ง ไม่เอากลัวแพ้”

แท้จริงแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม จบปริญญาเอกดังที่เขาคุยโวโอ้อวดจริงหรือไม่? และ มีความรู้ความสามารถคู่ควรแก่ศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางนิติศาสตร์จริงหรือไม่?

ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของการดูหมิ่นสถาบันฯ ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาที่สะท้อนภาพความเน่าเฟะและเหลวแหลกของสถาบันการศึกษาไทยที่เห็นแก่ได้และถูกการเมืองเข้าแทรกแซง-กัดกร่อน ทั้งยังฉายภาพให้เห็นมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ปกครองประเทศอีกด้วย

1.“สนธิ” ฝัง “เหลิม” คนเนรคุณ ท้าสอบภาษาอังกฤษพิสูจน์เป็น ดร.จริงหรือปลอม (9 มิ.ย. 2551)
“สนธิ” อัด “เหลิม” เนรคุณ ไม่เลิกพฤติกรรมข่มขู่แบล็กเมล์ ท้าพูดให้ชัดแกนนำพันธมิตรฯ ทำครอบครัวผู้ใหญ่แตกแยกคือใคร เตือนถ้ารู้ความจริงต้องรีบฆ่าตัวตาย พร้อมทั้งให้พิสูจน์มาตรฐานภาษาอังกฤษด็อกเตอร์ว่าจริงหรือปลอม

2.“เหลิม” หน้าแหกรับไม่ผ่านมาตรฐานโทเฟล ปากสั่นหลักสูตรไม่บังคับ (10 มิ.ย. 2551)
มท.1 ยอมรับไม่ผ่านมาตรฐานการสอบภาษาอังกฤษ (โทเฟล) ตามคำท้าทายของ “สนธิ” แต่ยังอ้างน้ำขุ่นๆ หลักสูตรด็อกเตอร์ทางกฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องสอบ เล่นลิ้นให้พันธมิตรฯ ยึดแบบอย่าง ส.ว.เปิดอภิปรายในสภา

3.“ศ.ดร.ภูวดล” ชำแหละวิทยานิพนธ์ “ดร.เหลิม” โหลยโท่ย จี้ ม.ราม ถอดวุฒิฯ (10 มิ.ย. 2551)
“ภูวดล ทรงประเสริฐ” ชำแหละวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก “ดร.เป็ดเหลิม” สุดโหลยโท่ย ไร้มาตรฐาน แค่ชื่อยาวก็เป็นกิโล แถมบทคัดย่อภาษาไทยกับอังกฤษแปลความหมายคนละเรื่อง เรียกร้อง ม.รามฯทบทวนใหม่ ขณะเดียวกัน ยังชี้ว่าเรื่องดังกล่าวสะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยที่มากับระบอบทักษิณ

4.เปิดบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ ป.เอก “ดร.เหลิม”! (11 มิ.ย. 2551)
เปิดบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง หลักฐานชี้ชัดต่ำกว่ามาตรฐาน แค่คำแปลระเบียบวิธีวิจัยง่ายๆ และถือเป็นหัวใจของงานวิจัยทั้งเล่มยังแปลผิด

5.เปิดโปง! “เป็ดเหลิม” ซื้อปริญญา-สมรู้ร่วมคิดอธิการฯ เด้ง ผอ.โครงการเพราะไม่ให้จบ (13 มิ.ย. 2551)
เพื่อนร่วมรุ่นปริญญาเอก ม.รามฯ แฉไม่เคยเห็น “เป็ดเหลิม” เข้าเรียนแต่สอบผ่านทุกวิชา แถมใช้อภิสิทธิ์ในการสอบเหนือนักศึกษาปริญญาเอกทั่วไปทุกครั้ง ส่วนภาษาอังกฤษก็ไม่เคยเห็นสอบทั้ง TOEFL และ RU. Test แฉดุษฎีนิพนธ์ครั้งแรกไม่ผ่าน ต้องให้อธิการฯ เด้ง ผอ.โครงการจึงผ่านฉลุย


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:11:53 น.  

 
*สนทนากลุ่มเรื่อง “สงครามข่าวสารกับการรู้เท่าทันของสื่อ

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จะจัดการสนทนากลุ่มเรื่อง “สงครามข่าวสารกับการรู้เท่าทันของสื่อ” โดย รศ. ดร. ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ. สดศรี เผ่าอินจันทร์ คณบดี คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ. มาลี บุญศิริพันธ์ คณบดี คณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคุณไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ในโอกาสครบรอบ 11 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ วันศุกร์ที่ 4 กรกฏาคม นี้ ระหว่างเวลา 13.30 น. - 16.30 น. ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ ถนนสามเสน สำรองที่นั่งฟรีได้ที่โทร. 0-2668-9900 หรืออีเมล์ tpct@inet.co.th

กำหนดการ
งานครบรอบ 11 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2551
ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน

-------------------------------------------------------------------


13. 00 น. ลงทะเบียนแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน

ชมนิทรรศการบริเวณด้านหน้างาน

14.00 น. พิธีกร กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน

14.05 น. เชิญชมวิดีทัศน์ความเป็นมาการก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

14.10 น. คุณสุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน
14.20 น. – 16.00 น. การสนทนากลุ่มเรื่อง “สงครามข่าวสารกับการรู้เท่าทันของสื่อ” โดย รศ. มาลี บุญศิริพันธ์ คณบดี คณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ. สดศรี เผ่าอินจันทร์ คณบดี คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รศ. ดร. ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

16.00 น. พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณหนังสือพิมพ์ส่งเสริมจริยธรรมดีเด่น และมอบกรอบจริยธรรมแก่องค์กรสมาชิกใหม่

ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

16.30 น. พิธีกรกล่าวสรุป และขอบคุณผู้มาร่วมงาน






*ดีแต่พูด good but mouth สันดานที่แท้คือ“คลั่งอาณานิคม”

มติชนออนไลน์ - วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11072


*ข้อพิพาทปัญหาพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ได้มีแค่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร แต่มีตลอดพรมแดนที่ติดต่อกันทั้งเทือกทิวเขา จนที่ราบลุ่ม ลงถึงทะเลหลวง

เหตุของความขัดแย้งมาจาก“สมัยอาณานิคม”

“กรณีของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวได้ว่าปัญหาเขตแดนส่วนใหญ่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยอาณานิคมที่เราจะต้องแก้ไขกันต่อไป”

ข้อความที่ยกมาผมได้จากแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ สรุปว่า“เจ้าอาณานิคม”ยุคนั้นมีทั้งฝรั่งเศส, อังกฤษ, ฯลฯ รวมหัวกันสร้างปัญหาไว้เป็นมรดกตกทอดถึงปัจจุบัน

อันที่จริงปัญหาต่างๆน่าจะแก้ไขได้ เพราะล้วนมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน ล้วนเป็นเครือญาติกัน

แต่ก็เป็นเรื่องอีกนั่นแหละเพราะ“เจ้าอาณานิคม”แต่ง“ตำราประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม”ให้ประเทศต่างๆยึดถือเป็นตำรา“แห่งชาติ”ของตน แล้วต่างเอามาใช้งานขัดแย้งกันกับเพื่อนบ้าน ดังกรณีประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย มีแต่ทำสงครามกับเพื่อนบ้านโดยรอบ

ปัญหาประวัติศาสตร์(ไทย)แบบอาณานิคมนี้ นักวิชาการต่างรู้ดีเมื่อตอนยังไม่มีอำนาจ ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ จนถึงพูดจาด่าทอแนวคิดประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม แล้วมีปฏิกิริยารุนแรง จะต้องแก้ไขให้นักวิชาการไทยเขียนขึ้นเอง แต่พอเสวยอำนาจเข้าไปก็ลืมเรื่องนี้ เลยไม่มีใครแก้ไขให้ถูกต้องด้วยพลังปัญญาของตัวเอง หรือของคนในภูมิภาคสุวรรณภูมิและในไทยเอง

ผลคือขัดแย้งกันต่อไป ฆ่าแกงกันต่อไป หลงตัวเองว่าเก่งกว่าคนอื่นต่อไป เป็น“เครื่องมือ”ของความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามต่อไป แล้ว “คลั่งชาติ”เบียดเบียนคนอื่นต่อไป ดังกรณีความขัดแย้งของไทยกับกัมพูชาเรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่กำลังลุกลามขยายตัวขณะนี้ที่หยุดยากเสียแล้ว

กระทรวงการต่างประเทศเองก็ยังถอนตัวไม่ขึ้น(หรือไม่คิดจะถอนตัว)จากแนวคิดประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม แม้จะเขียนแถลงการณ์ว่าจะต้องแก้ไขมรดกตกทอดจากสมัยอาณานิคม แต่ก็ได้แค่ good but mouth คือ “ดีแต่ปาก”, “ดีแต่พูด” ครั้นทำมาจริงๆก็เข้าอีหรอบเดิม คือถอนตัวไม่ขึ้นจากกะลาของอาณานิคมนั่นเอง ดูได้จากหนังสือเผยแพร่ที่ผลิตในนามคณะกรรมการสมาคมวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา เป็นผลผลิตของพวกจ่อมจมในหลุมดำของอาการ“คลั่งอาณานิคม”ชัดๆ

ขอยกย่องผู้มั่นคงกับแนวคิดแบบอาณานิคม แม้ผมจะไม่เห็นด้วยเกือบทั้งหมดก็ขอยกย่อง

แต่ขอเหยียดหยามพวกมือถือสาก ปากถือศีล, ปากว่าตาขยิบ, ปากอย่างใจอย่าง, ฯลฯ พูดจาด้วยท่าทีเสรีนิยมยกย่องความเป็นพื้นสุวรรณภูมิ(SEA) แต่ปกปิดกมลสันดานแท้จริงคือ“คลั่งอาณานิคม”

ถุย (อย่างพหูพจน์หลายๆทีก็ได้ จนกว่าจะเบื่อ)

หน้า 20


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:12:15 น.  

 
*ชุดลดอันตรายจากสะเก็ดระเบิดสังหารบุคคล

มติชนออนไลน์ - วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11073

*ความสูญเสียและการบาดเจ็บของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบของสงครามในอดีต มักเกิดจากการได้รับอันตรายจากสะเก็ดระเบิดเป็นส่วนมาก ดังนั้น เพื่อป้องกันชีวิตของเหล่าทหาร สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทหารกลาโหม กระทรวงกลาโหม ซึ่งร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จึงร่วมกันพัฒนานวัตกรรมผลิตภัรฑ์ "ชุดลดอันตรายจากสะเก็ดระเบิดสังหารบุคคล" (Bomb Suit Innovation) ระดับประเทศขึ้น โดยมีคุณสมบัติในการป้องกันสะเก็ดระเบิดได้ตามมาตรฐาน NIJ ของประเทศสหรัฐอเมริกา และได้เปิดแถลงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เมื่อเร็วๆ นี้

ในการศึกษาวิจัยและพัฒนาชุดลดกันอันตรายจากสะเก็ดระเบิดผ่านมาหลายรุ่นล่าสุด พ.อ.ยุทธนา สนั่นนาม รองผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการทหาร บอกไว้ว่า เป็นการนำเอาเส้นใยสังเคราะห์ 2 ชนิดได้แก่ เส้นใจ KEVLAR มีคุณสมบัติต้านทานต่อการทะลุทะลวงของสะเก็ดระเบิด และทนทานต่อการใช้งานที่มีอุณหภูมิสูงมาก กับเส้นใยสังเคราะห์ SPECTRA มีค่าความต้านทานแรงดังต่อน้ำหนักสูงกว่า สามารถดูดกลืนพลังงานจลน์ได้ดี นำทั้องสองชนิดมาเรียงซ้อนผสมผสานกันในรูปแบบที่ HYBRIDZATION จะได้ "วัสดุเกราะ" ที่มีคุณสมบัติดีพิเศษกว่าการใช้เส้นใยสังเคราะห์อย่างใดอย่างหนึ่ง

*ชุดลดอันตรายจากสะเก็ดระเบิดสังหารบุคคล ผลจากการทดสอบ แผ่นเกราะอ่อนดังกล่าวสามารถหยุดการทะลุทะลวงของกระสุนเทียมสะเก็ดระเบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถทำเป็นต้นแบบในการออกแบบและตัดเย็บ เป็นชุดลดกันอันตรายจากสะเก็ดระเบิด เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ในพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากสะเก็ดระเบิดสูง

โดยอุปกรณ์ชุดลออันตรายจากสะเก็ดระเบิดสังหารบุคคลนี้ มีส่วนประกอบ ได้แก่ ส่วนป้องกันศีรษะและใบหน้า เป็นหมวกติดตั้งวัสดุรองใน สายรัดคาง และแผงป้องกันใบหน้าทำจากแผ่นโพลีคาร์บอเนต หนา 6 มา.ปรับขึ้น-ลงได้ และมีแว่นตาเพื่อป้องกันเศษวัสดุเข้าตา

ส่วนป้องกันลำตัว เป็นแผ่นเกราะอ่อนสองชิ้นแยกกัน ยึดติดด้วยแถบตีนตุ๊กแก แผ่นแรกป้องกันด้านหน้า บริเวณอก ท้องและเป้ากางเกง แผ่นที่สองป้องกันด้านหลังจากไหล่ถึงสะโพกบริเวณก้นกบ

*ส่วนป้องกันแขน เป็นแผ่นเกราะอ่อนป้องกันอันตรายจากสะเก็ดระเบิดสำหรับแขนทั้งสองข้าง จากหัวไหล่ลงไปถึงข้อศอกของแต่ละข้าง

ส่วนป้องกันคอ เป็นแผ่นเกราะอ่อนเช่นกันป้องกันอันตรายจากสะเก็ดระเบิดบริเวณลำคอ เชื่อมติดกับส่วนอื่นด้วยแถบตีนตุ๊กแก

ส่วนป้องกันขา แผ่นเกราะอ่อน 4 ชิ้น ป้องกันอันตรายด้านหน้า ด้านข้างและขาทั้งสองข้าง แต่ละข้างมีสองชิ้น ป้องกันขาท่อนบนและท่อนล่าง

โดยมีขีดความสามารถ แผงป้องกันใบหน้านั้น สามารถรับแรงระเบิดเท่ากระสุนเทียมสะเก็ดระเบิดขนาด .22 นิ้ว น้ำหนัก 17 เกรน ความเร็ว 450 เมตร/วินาที สำหรับหมวกและแผ่นเกราะอ่อน รับแรงเทียบเท่ากระสุนได้ .22 นิ้ว น้ำหนัก 40 เกรน ความเร็ว 360 เมตร/วินาที

การพัฒนาและต่อยอดชิ้นงานวิจัยเช่นนี้ สามารถช่วยลดความสูญเสีย และความรันทดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ที่มีอยู่เนืองๆ นี้ได้ คิดว่าคงช่วยตำรวจ ทหารหาญได้อีกนับสิบนับร้อยชีวิตทีเดียว

หน้า 26





*บลูทูธโซลาร์เซลล์ เครื่องแรกในโลก

มติชนออนไลน์ - วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11073

*MFA เปิดตัวบลูทูธไอควา 603 Sunบลูทูธโซลาร์เซลล์ เครื่องแรกในโลก ที่ชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สะดวกสบายใช้งานได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องกังวลกับการหาที่ชาร์จเมื่อแบตหมด ไอควา 603 Sun เป็นนวัตกรรมอุปกรณ์เสริมมือถือที่ช่วยรักษาสภาวะแวดล้อมลดโลกร้อน ช่วยการใช้งานมือถืออย่างปลอดภัยขณะขับรถ จำหน่ายในราคา2,990 บาท หาซื้อบลูทูธไอควาได้ที่เอไอเอสช็อป

หน้า 26


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:12:32 น.  

 
*อนาคตมีสิทธิใช้มือถือฟรีแต่ต้องทนกับโฆษณาผ่านมือถือ

กสท เผย เทคโนโลยี 3จี ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตคนเปลี่ยนไป อนาคตมีสิทธิใช้มือถือฟรีแต่ต้องทนกับโฆษณาผ่านมือถือ

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “3จี พลิกโทรคมนาคม : คนไทยได้อะไร?” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 3จีเข้ามา รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนไปเป็นแบบ “โมบาย ไลฟ์สไตล์” ซึ่งสามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะเป็นการใช้งานวอยซ์ โอเวอร์ ไอพี วิดีโอสตรีมมิ่ง และการเล่นเกมออนไลน์บนมือถือ และในอนาคตเมื่อ 3จีได้รับความนิยมมาก ๆ ประชาชนก็อาจได้ใช้โทรศัพท์มือถือฟรีโดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการ เพราะมือถือจะกลายเป็นช่องทางการรับรู้ข่าวสารที่ติดตัวไปทุกที่ โดยรายได้ต่าง ๆ จะมาจากการโฆษณาบนมือถือ

ด้านนายสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า เทคโนโลยี 3จี ไม่ได้เป็นการพลิกธุรกิจโทรคมนาคม เป็นเพียงวิวัฒนาการของระบบโทรคมนาคมที่สามารถรองรับการใช้งานได้มากขึ้น และการที่ประเทศไทยมี 3จีจะทำให้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ได้มากขึ้น เพราะ 3จี ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมีความเร็วสูงถึง 6-7 เมกะบิต/วินาที

นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า จะพยายามผลักดันการให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3จี เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสช.) พ.ศ. 2535 ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ คาดจะสามารถประกาศใช้ได้ในเดือน ก.ย. และสามารถคัดเลือกคณะกรรมการได้ภายในสิ้นปีนี้

นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขา ธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า กทช.สามารถออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ประเภทโทรศัพท์มือถือ 3จี และไวแม็กซ์ (WiMAX) ได้ภายในสิ้นปี 2551 โดยในเดือน มิ.ย.-ส.ค.นี้ จะทำประชาพิจารณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม และตรงกับความจำเป็นและความต้องการใช้งานของประชาชนมากที่สุด เนื่องจากการให้ใบอนุญาตแต่ละครั้งจะมีอายุประมาณ 10-15 ปี จึงต้องทำอย่างรอบคอบ

ขณะเดียวกัน ในงานนิทรรศการเกี่ยวกับไวแม็กซ์ ในไทเป เวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ ที่ไต้หวัน ได้จัดแสดงชิพ-เซ็ท ไวแม็กซ์ที่จะนำมาติดตั้งในแล็ปท็ อปเพื่อรองรับการใช้งาน โดยไต้หวันมีกำหนดเปิดให้บริการไวแม็กซ์ในต้นปีหน้า.




*วิธีแก้ปัญหาเข้าเน็ตไม่ได้ แต่อยากค้นข้อมูล.....

เวลาคุณ?ต้อง?การข้อมูล?จาก?อินเทอร์?เน็ต? ?แล้ว?คุณ?ไม่?สามารถ?เข้า?อินเทอร์?เน็ต?ได้?
คุณ?จะ?ทำ?อย่างไร? ?วันนี้ผมมี?ไอเดียเก๋ๆ? ?มานำ?เสนอครับ? ?เป็น?วิธีการแก้ปัญหา?แบบฮาๆ?ๆ
คุณ?จะ?สามารถ?ค้น?ข้อมูล?จาก?กู?เกิล?โดย?ที่บ้านคุณ?ไม่?จำ?เป็น?ต้อง?มีอินเทอร์?เน็ต

อ่านวิธีแก้ได้ที่ http://projectlib.wordpress.com/2008/06/21/new-version-for-paper-version/

วาย - projectlib


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:12:50 น.  

 
*คอมพิวเตอร์สายพันธุ์ใหม่ กลุ่มเน็ตบุ๊ก และเน็ตทอป

เดลินิวส์ออนไลน์

อินเทล เปิดตัว “อะตอม” โปรเซส เซอร์ขนาดเล็กที่สุด ครั้งแรกในไทย ใช้สำหรับคอมพิวเตอร์สายพันธุ์ใหม่ กลุ่มเน็ตบุ๊ก และเน็ตทอป หรือคอมพิวเตอร์ราคาประหยัด ที่ใช้งานง่าย และมุ่งใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก

นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรม การผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว “อินเทล อะตอม โปรเซสเซอร์” อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย

ซึ่งโปรเซสเซอร์ดังกล่าวสร้างขึ้น จากทรานซิสเตอร์ที่เล็กที่สุดในโลก มีขนาดเพียง 22 มิลลิเมตร ซึ่งจะเป็นพื้นฐาน ของการปรับเปลี่ยนแนวทางการออกแบบคอมพิวเตอร์ใหม่ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่มาพร้อมกับขนาดที่เล็กกะทัดรัด รวมถึงราคาที่ต่ำลง ทำให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทั้งของไทยและต่างประเทศสามารถออกแบบเน็ตบุ๊กและเน็ตทอป ขยายตลาดสู่ผู้ใช้กลุ่มใหม่ ๆ และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้คอมพิวเตอร์เดิมได้อย่างทั่วถึง

สำหรับอินเทล อะตอมโปรเซสเซอร์ เดิมมีชื่อรหัสว่า Diamondville เป็นโปรเซส เซอร์ขนาดเล็กที่สุดจากอินเทล ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ 45 นาโนเมตร และเทคโนโลยี hi-k metal gate ที่ทันสมัยที่สุดในอุตสาหกรรมขณะนี้ ทำให้ได้โปรเซสเซอร์ขนาดเล็ก ที่มีประสิทธิภาพ แต่ใช้พลังงานต่ำ โดยอินเทล มุ่งออกแบบพัฒนาโปรเซสเซอร์นี้ขึ้นมาสำหรับเน็ตบุ๊กและเน็ตทอปโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นคอม พิวเตอร์กลุ่มใหม่ที่ราคาประหยัด ง่ายต่อการ ใช้งาน เน้นการดูข้อมูล และมุ่งใช้งานแอพพลิ เคชั่นทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต มากกว่าการสร้างข้อมูล หรือใช้แอพพลิเคชั่นที่ซับซ้อน.




*อ่านแล้วขำกลิ้ง.... แต่งได้ดี

...จักรภพ เพ็ญแข หรือแม่เพ็ญ
สุดลำเค็ญ เป็นคังคาก เพราะปากหมา
เป็นกระเทย ใจกลวง ล่วงราชา
มันวาจา วิปปริต เพราะจิตทราม

... มันถุยคำ น้ำลาย ขึ้นรดฟ้า
กลับตกมา ราดหัวตน ให้คนหยาม
เหม็นทั้งตัว ชั่วทั้งใจ ไอ้บ้ากาม
บัดนี้นาม กระเดื่อง เรื่องจังไร

... โอ้สกุลเพ็ญแข พ่อแม่อาย
มีลูกชาย ชาติชั่ว มัวหมองไหม้
สู้อุตส่าห์ ส่งเรียน มหาวิทยาลัย
ณ แดนไกล สุดเท่ห์ อเมริกา

.. หวังจะได้ พึ่งเจ้า ยามเฒ่าแก่
อนาถแท้ พังพินาศ วาสนา
เจ้าทำให้ ตระกูลซวย ด้วยวาจา
อีลูกหมา ขี้ข้าแม้ว อีแต๋วเกย์

... บัดนี้กรรม นำหน้า ฝ่านรก
จึงหลุดตก รัฐมนตรี ชีวีเห
อีกไม่นาน พาลนอนนั่ง ในซังเต
เดินโซเซ ขึ้กระฉูด เพราะตูดบาน

... จงคอยรอ พ่อแม้ว แล้วขุนหมัก
โอ้ลูกรัก จงสุขสันต์ ในทัณฑ์สถาน
พ่อและเพื่อน จะไปเยือน อีกไม่นาน
เพราะว่าบ้าน ที่พ่อซื้อ คือตะราง


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:14:56 น.  

 
*ร่างพ.ร.บองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ “ฟางเส้นสุดท้าย กฎหมายอัปยศ ต่อต้านการปฏิรูปสื่อ”

โดย : คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(11/06/2008 11:52 AM)
10 มิถุนายน 2551 เวลา 13.30น.ชั้น5 กองบก.กรุงเทพธุรกิจ เนชั่นทาวเวอร์ บางนา มีการจัดเสวนาในหัวข้อ“ร่างพ.ร.บองค์กรจัดสรรฯ ตอบโจทย์ปฏิรูปสื่อ?” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ผู้เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้คือ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ ทีดีอาร์ไอ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) นายธัช บุษฎีกานต์ รองคณะผู้บริหารด้านกฎหมายบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น นายทวี เส้งแก้ว ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ รศ.ดร.เอื้อจิตต์ วิโรจน์ไตรรัตน์ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม(Media Monitor) โดยมีคุณนงค์นาถ ห่านวิไล บรรณาธิการ ข่าวธุรกิจการตลาด กรุงเทพธุรกิจเป็นผู้ดำเนินรายการ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ ทีดีอาร์ไอ ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่าร่างพ.ร.บองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯวันที่12 พฤษภาคม 2551 นั้นใช้โครงร่างพ.ร.บฯของคณะกรรมการวิทยาศาสตร์แต่ว่าเนื้อหาสาระนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก…

กฎหมายนี้เป็นกฎหมายต่อต้านการปฏิรูปสื่อ เพราะรักษาสถานภาพเดิมของผู้กำกับดูแลเช่นในมาตรา13 ซึ่งไม่โปร่งใส การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนน้อยมาก กฎหมายนี้รักษาสถานภาพเดิมของผู้รับสัมปทานตามมาตรา67/1,ม.68 รวมทั้งยังให้วิทยุชุมชนมีโฆษณาได้ ไม่มีการเปิดเสรีตลาดไปสู่ยุคดิจิตอลทั้งยังให้สัมปทานแก่ภาคธุรกิจซึ่งถือได้ว่า “กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายอัปยศเป็นพ.ร.บต่อต้านการปฏิรูปสื่อ”
นอกจากนี้ยังมีความเห็นว่ากฎหมายให้อำนาจแก่กสช.ที่จะกำกับ กำหนด ขึ้นทะเบียน ประเมิณและรับรายงานการประเมิณเองสรุปคือกสช.จ้างกสชประเมินและรายงานผลการประเมิณต่อกสช.เอง

ทางด้านรศ.ดรเอื้อจิตต์ วิโรจน์ไตรรัตน์ให้ความเห็นว่ากฎหมายเปรียบเป็นฟางเส้นสุดท้ายของสื่อภาคประชาชนเพราะ1.การประกันสิทธิประชาชนหายไป (พื้นที่สื่อสาร20%) 2.การให้วิทยุชุมชนมีโฆษณาได้ 3.ในมาตรา40วรรค1และ2 ที่ดูเหมือนว่าหากใครต้องการทำสถานีต้องตั้งในพื้นที่องค์กรส่วนท้องถิ่นมีนัยยะของการแทรกแซงสื่อ 4.ในกฎหมายนี้มีนักวิชาการมากมายแต่ที่หายไปคือนักวิชาการด้านสังคมฯ

ข้อสังเกตที่ว่าผู้ร่างกฎหมายที่ไม่มีความรู้ด้านสื่อไม่เข้าใจอุตสาหกรรมการสื่อสารทำให้เกิดช่องโหว่ ซึ่งรัฐควรทำในสิ่งที่เอกชนไม่ทำและไม่ควรนำภาษีของประชาชนมาทำในสิ่งที่ภาคเอกชนทำได้ เอกชนเองคาดหวังว่ารัฐจะเลิกผูกขาด เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม การใช้คำที่สวยหรูในการร่างกฎหมายเช่นการกำกับดูแล การควบคุมดูแลที่มีความหมายต่างกัน และการให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการเดิมในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ก็ต้องไม่มากไป ควรคุ้มครองให้กลับมาอยู่ที่จัดเริ่มต้นอย่างเท่าๆกัน มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่เป็ฯกฎหมายปฏิรูปสื่ออย่างแท้จริง

ล่าสุดแหล่งข่าวรายงานว่าร่างพ.ร.บฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของครม.แล้วในวันนี้





* หายใจรดต้นคอคนไทย 'แผ่นดินไหว' ระวังภัย 'บ้านถล่ม!'

เดลินิวส์ออนไลน์

*เทียบระหว่าง "พายุไซโคลนนาร์กีส" ที่พัดถล่มประเทศพม่า กับ "แผ่นดินไหวรุนแรง 7.8 ริคเตอร์" ที่เขย่าธรณีมณฑลเสฉวนของประเทศจีน ภัยธรรมชาติทั้ง 2 เหตุการณ์แม้จะ เป็นคนละรูปแบบกันแต่ก็เหมือนกันตรงที่ทำให้มีคนตายเป็นเบือ และเป็น "รหัสแดง...เตือนประเทศไทย-คนไทย" ไม่ให้ประมาท

แต่หากเทียบระหว่างพายุไซโคลนที่พม่า กับแผ่นดินไหวรุนแรงที่จีน ในแง่ของความรู้สึกตื่นตัวของคนไทย แม้อิทธิพลพายุกับแผ่นดินไหวต่างก็มีผลสัมผัสได้ในไทยเหมือนกัน และแม้พม่าจะอยู่ติดกับไทย ขณะจีนอยู่ไกลจากไทย ดูเหมือนว่า "คนไทยตื่นตัว-ตื่นกลัวแผ่นดินไหวมากกว่าพายุ" อย่างเห็นได้ชัด ?!?

ชั่วโมงนี้...เชื่อว่าคนไทยไม่ประมาทแผ่นดินไหว

แต่กับองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง...ยังต้องลุ้น

โดยเฉพาะกับ "ตึก-อาคาร-บ้านเรือนที่อยู่อาศัย"

ทั้งนี้ เมื่อพูดถึง "ภัยแผ่นดินไหว" กับคนไทยที่อยู่อาศัย-ทำมาหากินตามชายฝั่งทะเล ปัจจุบันเรื่องอันตรายจากแผ่นดินเขย่าดูจะอยู่ในสมองน้อยกว่าภัยที่เกิดต่อเนื่องจากแผ่นดินไหว-ภัยลูกโซ่ที่มาจากทะเล นั่นก็คือ "คลื่นยักษ์สึนามิ" หลังจากภัยที่ถือว่า "ใหม่" สำหรับไทยชนิดนี้ เกิดในไทยเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547

หลังเกิดสึนามิในไทยปลายปี 2547 ก็มีนักวิชาการหลายคนออกมาเผยผลวิเคราะห์วิจัยในเชิงกระตุ้นเตือนให้ประเทศไทยมีมาตรการเฝ้าระวัง-ป้องกันภัย อย่าง รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ก็เผยแพร่บทความเกี่ยวกับ "แผ่นดินไหว-สึนามิ" ไว้ในเว็บไซต์ของศูนย์

เนื้อหาในบทความ "ถ้าเกิดแผ่นดินไหว 9 ริคเตอร์ ใน ทะเลอันดามันและอ่าวไทย อะไรจะเกิดขึ้น ? เราพร้อมรับมือหรือ ไม่ ?" โดย รศ.ดร.เสรี ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า... "...ได้ทำการวิเคราะห์ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ (9 ริคเตอร์) ในทะเลอันดามัน (บริเวณหมู่เกาะนิโคบาร์) และอ่าวไทย (บริเวณ ทิศตะวันตกหมู่เกาะฟิลิปปินส์) ซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีโอกาสเกิด

ผลจากการวิเคราะห์พบว่า ชายฝั่งอันดามันจะได้รับผลกระทบ ที่รุนแรงกว่าเหตุการณ์ในวันที่ 26 ธ.ค. 2547 ที่ผ่านมา กล่าวคือ ตั้งแต่บ้านทะเลนอก คุระบุรี บ้านน้ำเค็ม เขาหลัก และหาดป่าตอง จะมี ความสูงคลื่นประมาณ 10.6, 13.7, 16, 13.3, 8.4 เมตร ตามลำดับ ส่วนฝั่งอ่าวไทย บริเวณชายฝั่งจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร และหัวหิน จะมีความสูงคลื่นประมาณ 2.5, 2.3, 1.3, 1.3, 1.4 เมตร ตามลำดับ โดยแม้ว่าความสูงคลื่นบริเวณทะเลฝั่งอ่าว ไทยจะไม่เกิน 3 เมตร แต่คลื่นสึนามิเป็นคลื่นยาวที่มีพลังงานมหาศาล และในอดีตมีผู้คนเสียชีวิตมากมายจากความสูงคลื่นสึนามิที่ไม่ถึง 1 เมตร..."

ต้องเน้นว่านี่เป็นวิชาการเพื่อเตือน...มิใช่มุ่งให้ตื่นตระหนก

และวันนี้มาตรการระวังภัยสึนามิของไทยก็มีแล้วระดับหนึ่ง

ที่ไทยยังน่าห่วงคือ "สิ่งปลูกสร้างถล่มเพราะแผ่นดินไหว !!"

หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในจีนแล้วตึกสูงในกรุงเทพฯ เช่นย่านสีลม-สาทร เกิดสั่นไหวจนรู้สึกได้ คนในตึกต้องรีบอพยพออกจาก ตึก ก็เป็นอีกครั้งที่ในไทยเรามีการวิเคราะห์-วิจารณ์กันอึงมี่เกี่ยวกับ "โครงสร้างสิ่งปลูกสร้างในการต้านทานแรงแผ่นดินไหว" ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่เคยมีกระแสในช่วงที่ผ่าน ๆ มา ไม่ว่าจะจากเหตุแผ่นดินไหวใน ประเทศใกล้เคียงไทยทางตอนใต้ ทางตะวันตก ในพม่า หรือทางตะวันออก ในลาว

อย่างไรก็ตาม โฟกัสในการวิเคราะห์-วิจารณ์ก็ยังเน้นไปที่อาคารสูง-ตึกระฟ้า ส่วน "ตึกเตี้ย-บ้านพักอาศัยก็เสี่ยงต่อแรงแผ่นดินไหว" ยังคงมีการพูดถึงกันน้อย ซึ่งกรณีนี้ "สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์" ก็เคยสะท้อนเสียงจากผู้สันทัดกรณีด้านสิ่งปลูกสร้างไป 2 ครั้งแล้ว และล่าสุดก็มีนักวิชาการบางคนออกมาระบุสอดคล้องกัน

แผ่นดินไหว 5.1 ริคเตอร์ ศูนย์กลางอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อ 13 ธ.ค. 2549, แผ่นดินไหว 6.1 ริคเตอร์ ศูนย์กลางอยู่บริเวณพรมแดนลาว-พม่า ห่าง จ.เชียงราย ราว 95 กิโลเมตร เมื่อ 16 พ.ค. 2550 ทั้งสองครั้งมีสิ่งปลูกสร้างทางเหนือ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่-เชียงราย ที่ไม่ใช่ตึกสูงระฟ้า "แตกร้าว" นี่ใช่จะมองข้ามได้ !!

ทั้งนี้ ชาติชาย สุภัควนิช ประธานบริษัท ทูพลัส ซอฟท์ ผู้เชี่ยวชาญไอทีก่อสร้าง ผู้ร่างหลักสูตรปริญญาโท สถาปัตยกรรมมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อสร้างบุคลากรด้านก่อสร้างยุคใหม่ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ เคยสะท้อนไว้ว่า... การสร้างอาคารในยุคใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรับมือกับแผ่นดินไหวได้ดี ควรจะใช้ "คอมพิวเตอร์" เข้ามาช่วยในการคำนวณโครงสร้างด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวอาคารที่เป็นตึกสูงในไทยที่ออกแบบโดยวิศวกรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร

"ส่วนใหญ่สิ่งปลูกสร้างในเมืองไทยที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมากที่สุด จะเป็นอาคารหรือที่อยู่อาศัยที่เป็นตึกเตี้ย ๆ มากกว่า ซึ่งสรุปก็คือโครงสร้างอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะรับแรงสั่นสะเทือนของการเกิดแผ่นดินไหว" ...ผู้เชี่ยวชาญไอทีก่อสร้างระบุไว้

นี่ก็มิใช่จะให้ตื่นกลัว...เพียงแต่คนไทยต้องตื่นตัว

โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง...ยิ่งต้องตื่น

ภัยแผ่นดินไหว...หายใจรดต้นคอไทยแล้ว !!!.


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:15:13 น.  

 
*วงสนทนาเกษตรอินทรีย์ (Green Dialogue) ครั้งที่ ๔

โดย : เครือข่ายตลาดสีเขียว

ประเด็นเนื้อหา : ทางออกของการบริโภคข้าวอินทรีย์ในภาวะอาหารแพง

วันพุธ ที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๓.๓๐-๑๕.๓๐ น.
ณ ร้านไทสบาย ๓๘ ถ.เทียมร่วมมิตร ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๒๐

วิทยากร
- คุณวัลลภ พิชญ์พงศ์ศา - บริษัท ท็อปออร์กานิกโปรดักส์แอนด์ซัพพลาย (ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์รายใหญ่ของประเทศ)
- คุณเดชา ศิริภัทร - ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ
- คุณเพียงพร ลาภคล้อยมา - ผู้เรียบเรียงหนังสือเรื่อง "ธรรมชาติบำบัด”

>>> คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

จัดโดย
เครือข่ายตลาดสีเขียว บริษัทสวนเงินมีมา

๑๑๓-๑๑๕ ถ.เฟื่องนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธ พระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ โทรศัพท์ ๐๒-๒๒๒๕๖๙๘, ๐๒-๖๒๒๐๙๕๕, ๐๘๙-๖๔๑๙๒๘๓
โทรสาร ๐๒-๖๒๒๓๒๒๘ อี-เมล: wecare@thaigreenmarket.com
เว็บไซต์เครือข่ายตลาดสีเขียว: http://www.thaigreenmarket


โดย: jenifaae วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:15:37 น.  

 
* ขอเชิญร่วมงาน "MUIC Open House 2008" ครั้งที่ 5

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญร่วมงาน "MUIC Open House 2008" ครั้งที่ 5 ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมน่าสนใจ เช่น บูธนิทรรศการผลงานวิชาการกว่า 50 คูหา แนะนำหลักสูตรที่เปิดสอนระดับ ปริญญาตรี - โท การสมัคร กิจกรรมการแสดงของนักศึกษา การตอบปัญหาภาษาอังกฤษชิงทุนการศึกษา การเสวนา "Why MUIC? - เหตุผลดีดีที่เรียน ม.มหิดลอินเตอร์" Talk Show โดย Andrew Biggs และอื่นๆ อีกมากมาย


Wednesday, 6th August 2008 Date/วัน วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2551
08:30 - 16:30 hrs. Time/เวลา 08:30 น. - 16:30 น.
MUIC, Salaya Campus Venue/สถานที่ วิทยาลัยนานาชาติ ม.มหิดล (ศาลายา)
Now - 31st July 2008 RSVP/ลงทะเบียน วันนี้ - 31 กรกฏาคม 2551




*เสวนาเรื่อง เรียนรู้ เรียนรัก กับความหลากหลายทางเพศ






*การสัมมนา "Turnitin Thailand Seminar 2008"

สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท บุ๊ค โปรโมชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ขอเชิญนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากร ม.มหิดล และผู้สนใจ เข้าร่วมการสัมมนา "Turnitin Thailand Seminar 2008" โดย Dr. John Barrie, President & CEO ของบริษัท iParadigms, LLC. ในวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2551 เวลา 8.30-14.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 1 อาคารสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
เพื่อให้คณาจารย์ ผู้บริหารด้านคุณภาพการศึกษาและวิชาการ นักวิจัย นักวิชาการ บรรณารักษ์ และผู้สนใจ
ได้รับทราบข้อมูล รายละเอียดเทคโนโลยีระบบป้องกันและตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์สิ่งพิมพ์ออนไลน์ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์กับมาตรฐานและคุณภาพของงานวิจัย งานวิชาการ การเรียน การสอน ภายในสถาบัน
Turnitin Thailand Seminar 2008 Agenda

--------------------------------------------------------------------------------

Venue Mahidol University Salaya Campus
Date Tuesday 22th July, 2008
Time 09.00 AM – 1.30 PM
Speaker Dr. John Barrie, President & CEO of iParadigms, LLC.
Agenda
08.45 am – 09.15 am Registration
09.15 am – 09.30 am Opening Speech
09.30 am – 10.30 am "Responsible Uses of Copyrights : Good Digital
Citizenship in the Wild Web World"
10.30 am – 10.45 am Coffeee Break
10.45 am – 11.45 am "Highlights and Case studies of other Turnitin
users"
11.45 am – 12.00 am Questions and Answers
12.00 am – 01.30 pm Lunch

ลงทะเบียน



โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:47:27 น.  

 
*การอบรมการผลิตหนังสือเสียงระบบเดซี่ สำหรับคนตาบอด

ขอเชิญผู้สนใจ เข้ารับการอบรมการผลิตหนังสือเสียงระบบเดซี่ สำหรับคนตาบอดในวันที่ ๒๖-๒๗ กรกฏาคม ๒๕๕๑ เวลา ๘:๓๐ - ๑๖:๓๐ น. ณ ห้องปฎิบัติการคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยราชสุดา สำรองที่นั่ง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณจิตติมา คุณเนตรนภา ๐๒-๘๘๙๕๓๑๕-๙ ต่อ ๑๑๙,๑๑๔





*โรคไตป้องกันได้?

เชิญบุคคลที่สนใจฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

โดย ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ลีนา องอาจยุทธ หน่วยโรคไต คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย

และ รองศาสตราจารย์ทิพาพันธ์ สังฆะพงศ์ ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

30 เดือนกรกฎาคม 2551

เวลา 13.00 –16.00 น.

ณ ห้อง 1111




*“ซีกัล” จัดเวิร์คช้อป “ซีกัล คุ้กกิ้ง คลาส”

“ซีกัล” จัดเวิร์คช้อป “ซีกัล คุ้กกิ้ง คลาส” วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2551 ณ “วี เลิฟ คุ้กกิ้ง” Central World ชั้น 43
เครื่องครัวตรา ซีกัล (Seagull) จัดกิจกรรม “ซีกัล คุ้กกิ้ง คลาส” (Seagull Cooking Class) เวิร์คช้อปทำอาหารสูตรพิเศษสำหรับสมาชิกซีกัล ด้วยเมนูอาหารสไตล์ญี่ปุ่นสุดฮิต
เทมปูระรวมมิตร และ ซูชิ โดยวิทยากรชื่อดัง ในวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2551 เวลา 09.30 น. ณ ห้อง “วี เลิฟ คุ้กกิ้ง” Central World ชั้น 43

สนใจสมัครเวิร์คช้อป “ซีกัล คุ้กกิ้ง คลาส” (Seagull Cooking Class) ได้ที่แผนกบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า
บริษัท ไทยสเตนเลสสตีล จำกัด โทร. 0-2730-7999




*เชิญร่วมงานวันเปิดโรงละครหน้ากากเปลือย

โดย : โรงละครหน้ากากเปลือย

ขอเรียนเชิญผู้สนใจศิลปะการละครร่วมงานวันเปิดโรงละครหน้ากากเปลือย

ชั้น 4 อาคารพญาไท พลาซ่า สถานีรถไฟฟ้าพญาไท
โดยในงานจะมีพิธีมงคลทางพุทธ
และการแถลงข่าวการแสดงในโรงละครตลอดปี

รวมถึงการแสดงละคร "บอกรัก" ผลงาน
ของนักแสดงจากหน้ากากเปลือย
ที่ร่วมกันทำเพื่องานนี้โดยเฉพาะ


ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่
083-005-5135

กำหนดการวันเปิดโรงละครหน้ากากเปลือย
วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ที่โรงละครหน้ากากเปลือย (Naked Masks Playhouse)
ชั้น 4 อาคารพญาไท พลาซ่า สถานีรถไฟฟ้า พญาไท

10.00 น พิธีมงคลเปิดโรงละครหน้ากากเปลือย
11.00 น รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น งานเปิดโรงละครหน้ากากเปลือย
14.00 น การแสดง ชุด "บอกรัก" รอบที่ 1
16.00 น การแสดง ชุด "บอกรัก" รอบที่ 2


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:47:47 น.  

 
* จัดงาน Open House แนะนำหลักสูตรการบริหารงานวัฒนธรรม (MCT) ครั้งที่ 1

วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน Open House แนะนำหลักสูตรการบริหารงานวัฒนธรรม (MCT)
ครั้งที่ 1 วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2551 เวลา 13.00 น. – 17.00 น.
ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ สุขุมวิท 21 (อโศก)
และครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 เวลา 13.00 น. – 17.00 น.
ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park Central World Plaza

ร่วมรับฟังการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “กลยุทธ์นำวัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลก” โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร งานวัฒนธรรมสาขาต่างๆ จึงขอเชิญชวนชาวประชาคมธรรมศาสตร์ และผู้สนใจ เข้าร่วมงานตามวัน เวลา ดังกล่าว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โทร.02-613-3111





*การบรรยาย เรื่อง "การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง คลอเรสเตอรอล หัวใจ"

ขอเชิญอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ทุกท่าน เข้าร่วมการรับฟังการบรรยาย เรื่อง "การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง คลอเรสเตอรอล หัวใจ" โดย นพ.วิศาล จากศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ในวันที่
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๓:๐๐-๑๖:๓๐ น. ณ วิทยาลัยราชสุดา สำรองนั่ง และสอบถาม
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณฉัตรดาว คุณสุทธินี ๐๒-๘๘๙๕๓๑๕-๙ ต่อ ๑๙๙,๒๑๖







*คุณสามารถป้องกันภัยที่จะคุกคามหัวใจของคุณได้?

เชิญบุคคลที่สนใจฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

เรื่อง รักษ์ดวงใจ

โดย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง กมลทิพย์ หาญผดุงกิจ ภาควิชา เวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

และ อาจารย์ ศรินรัตน์ ศรีประสงค์ ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

20 เดือนสิงหาคม 2551 เวลา 13.00 –16.00 น. ณ ห้อง 1111

Anti-Aging Center

Department of Medical Nursing

Faculty of Nursing, Mahidol University

มุ่งส่งเสริมการใช้งานวิจัยสู่การให้บริการวิชาการเพื่อสร้างสุขภาวะแก่สังคมที่ดีกว่า







*รายการวิทยุทางอินเตอร์เนท


ตอนนี้ทางไทยัพเราลองจัดทำรายการวิทยุทางอินเตอร์เนท

โดยจะมีเครือข่ายแกนนำเยาวชนตามสถานีต่างๆมาร่วมจัดด้วย

พี่น้องสนใจ เข้าไปทดลองฟังกันได้ที่ http://www.geocities.com/teenmix/radio นะเจ้าคะ หรือมีใครสนใจจะร่วมเป็น พีเจ ประจำคลื่นเรา ก็สมัครเข้ามาได้ที่ pimnarak@hotmail.com/ tyap@loxinfo.co.thเจ้าค่ะ


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:48:05 น.  

 
*ทิศทาง โอกาสอาหาร และเกษตรแปรรูปไทยในตลาดจีน

งานสัมมนา "ทิศทาง โอกาสอาหาร และเกษตรแปรรูปไทยในตลาดจีน" จัดโดย โครงการการค้าการลงทุนไทย-จีน ธนาคารกสิกรไทย ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 เวลา 13.00 -16.00 น.ณ ห้องประชุมปัญญาพล ชั้น 8 ธนาคารกสิกรไทย สำนักพหลโยธิน

ภายในงานมีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานสัมมนา โดย คุณพิศาล มโนลีหกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดบรรยายโดย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางธุรกิจ

โดยนักธุรกิจรับเชิญ จาก 2 บริษัท คุณไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร กรรมการผู้บริหาร บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง และคุณสนั่น วรวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บจก.โกลเด้น ไชน์ เทรเวิล เซอร์วิส (ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์) งานนี้เข้ารับฟังฟรี ! โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ จำกัดจำนวนเพียง 80 ท่านเท่านั้น

โทรสอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่ คุณมาฆะวดี, คุณศุภิกา โทร 0-2345-1118,0-2345-1123 Email: makavadeei@off.fti.or.th






*ตร.บุกจับวิทยุชุมชนครูประทีปคลื่นกวนสัญญาณการบิน


เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ต.ท.ประภัสสร ชาติพรหม รอง ผกก.ปป.สน.ท่าเรือ ได้นำกำลังตำรวจพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ นำหมายค้นศาลอาญากรุงเทพใต้ เข้าตรวจค้นสถานีวิทยุชุมชนคลองเตย 107.5 MHz คลื่นพัฒนาคนเมือง ที่บ้านไม่มีเลขที่ ฝั่งตรงข้ามมูลนิธิดวงประทีป เลขที่ 34 ล็อก 6 ซอยดวงประทีป แขวงและเขตคลองเตย กทม.หลังได้รับแจ้งจากวิทยุการบินว่า วิทยุชุมชนดังกล่าวส่งสัญญาณคลื่นรบกวนการบิน

ตรวจค้นพบนางสุภาพ ตะสูงเนิน อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 282 หมู่ 11 ต.โนนทองหลาง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา กำลังจัดรายการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์อยู่ในห้องส่ง ตำรวจจึงเข้าจับกุมตัว พร้อมยึดของกลางเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมยี่ห้อ J 2 NETWORK จำนวน 1 เครื่อง ตั้งความถี่ใช้งาน 107.5 MHz เครื่องมิกซ์เสียงยี่ห้อ BHRINGER รุ่น MX 1604 A จำนวน 1 เครื่อง เครื่องเล่นดีวีดี ยี่ห้อ แฟนตาเซีย รุ่น FS 1050 จำนวน 1 เครื่อง เครื่องรับวิทยุกระจายเสียง ยี่ห้อ อโคเนติก รุ่น AN 939 N จำนวน 1 เครื่อง สายนำสัญญาณเสียง 6 เส้น หูฟัง 2 อัน ไมโครโฟน 1 ตัว สายอากาศชนิดรอบตัว พร้อมสายนำสัญญาณและขั้วหัวต่อ ยาวประมาณ 25 เมตร 1 ชุด

ต่อมาตำรวจได้ควบคุมตัวนางสุภาพ พร้อมของกลางทั้งหมดมอบให้ พ.ต.ท.กู้เกียรติ จันทร์พุ่ม พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.ท่าเรือ เพื่อดำเนินคดี โดยเบื้องต้นได้แจ้งข้อหา 1.มีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต 4.จงใจกระทำให้เกิดการรบกวนต่อการวิทยุคมนาคม และ 5.ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานออกใบอนุญาต อย่างไรก็ตาม นางสุภาพ ให้การรับสารภาพเพียง 2 ข้อหาแรกเท่านั้น ส่วน 3 ข้อหาที่เหลือไม่ยอมเซ็นรับสารภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ที่ปรึกษาสถานีวิทยุดังกล่าวได้เดินทางมายัง สน.ท่าเรือ พร้อมเปิดเผยว่า วิทยุชุมชนดังกล่าวได้เปิดมาตั้งแต่ปี 2543 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี อนุโลมให้จัดวิทยุเพื่อชุมชนขึ้น และตั้งแต่ตั้งสถานีมาได้ปฏิบัติตามกฏกติกามาตลอด โดยหลังจากเปิดสถานีวิทยุมา เป็นการจัดรายการเพื่อคนในชุมชนคลองเตย ซึ่งให้ความรู้ด้านยาเสพติด เรื่องโรคเอดส์ และเรื่องอัคคีภัย โดยจะให้ความรู้เพื่อให้ชาวชุมชนระมัดระวังเรื่องพวกนี้ เพราะในชุมชนมีคนยากจนอยู่จำนวนมาก

"นอกจากนั้นยังมีเยาวชนในชุมชนมาคอยจัดรายการเรื่องการใช้คำพูด การดูแลสุขภาพ และเรื่องสตรีที่ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ สลับกับการเปิดเพลงไปเรื่อยๆ โดยระยะเวลาในการเปิดสถานี จะเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 -19.00 น." นางประทีป กล่าวและว่า

วิทยุชุมชนแห่งนี้เป็นการให้ความรู้กับคนในชุมชน และคนยากจนโดยเฉพาะ ไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ ไม่มีการเล่นการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง สปอร์ตโฆษณาก็เป็นเรื่องให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ ส่วนเรื่องรายได้มาจากการจัดผ้าป่ากันเองในชุมชน คนที่มาจัดรายการก็ไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่เป็นพวกอาสาสมัคร ขณะเดียวกันเครื่องส่งก็ส่งไปได้ไม่ไกล ไม่ถึง 5 กิโลเมตร แค่ 2-3 กิโลเมตรก็ไม่ได้ยินแล้ว

ส่วนเรื่องที่ไม่ได้ขออนุญาต ทางสถานีเห็นว่า ทางคณะกรรมการเกี่ยวกับวิทยุโทรทัศน์ยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่ได้ขออนุญาต เพราะไม่ได้มุ่งเรื่องผลประโยชน์ทางการค้า

"บางสถานีเครื่องส่งแรงไปทั่วประเทศ เช่น คลื่น 92.25 MHz ยังสามารถทำได้ หรือเอเอสทีวีทำไมถึงทำได้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำไมถึงทำได้ ทั้งๆ ที่เป็นสถานีวิทยุที่ยุยงปลุกปั่น ใส่ร้ายป้ายสี ทำให้คนแตกแยก ทำให้คนตีกัน กลับทำได้ แต่ทำไมสถานีวิทยุเล็กๆ อย่างเรากลับทำไม่ได้" กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


ที่มา: http://www.komchadluek.net





*ความช่วยเหลือเพื่อการค้า (Aid for Trade) ภายใต้องค์การการค้าโลก

อิสร์กุล อุณหเกตุ


ตามมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารโลก IMF รวมถึงองค์การการค้าโลกนั้น ประเทศกำลังพัฒนาสามารถผนวกตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้นผ่านการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ จุดมุ่งหมายขององค์กรต่างๆ เหล่านี้จึงอยู่ที่การขจัดอุปสรรคทางการค้าให้หมดไปเพื่อให้เกิดการขยายตัวทางการค้าเพิ่มขึ้น จุดมุ่งหมายดังกล่าวเป็นหัวใจหลักสำคัญของการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบปัจจุบัน หรือ วาระแห่งการพัฒนารอบโดฮา (Doha Development Agenda)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเจรจาการค้าอาจช่วยลดทอนอุปสรรคภายนอก ทั้งอุปสรรคด้านภาษีศุลกากร และอุปสรรคที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) ได้ แต่การขาดแคลนความรู้ ทักษะ เงินทุน สาธารณูปโภคพื้นฐาน และปัญหา 'เทปสีแดง' (Red Tape) ของหน่วยงานภาครัฐยังคงเป็นอุปสรรคภายในประเทศกำลังพัฒนาที่ทำให้การผลิตและการส่งออกไม่พัฒนาเท่าที่ควร องค์การการค้าโลกเชื่อว่า ความช่วยเหลือเพื่อการค้า (Aid for Trade) ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสามารถด้านอุปทานจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดอุปสรรคภายในดังกล่าว ดังนั้น ความช่วยเหลือเพื่อการค้าจึงมิได้เป็น 'สิ่งทดแทน' ประโยชน์ที่ประเทศกำลังพัฒนาควรได้รับจากผลการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบปัจจุบัน หากแต่เป็น 'ส่วนเติมเต็ม' เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้นสามารถได้รับประโยชน์จากระบบการค้าพหุภาคีได้อย่างเต็มที่

ด้วยเหตุดังกล่าว ในปฏิญญาโดฮา (Doha Declaration) อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจารอบโดฮาจึงกำหนดให้ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกต้องเจรจาในประเด็นความช่วยเหลือทางเทคนิคและการสร้างความสามารถทางการค้า (Technical Assitance and Capacity Building) และขยายไปสู่ประเด็นการให้ความช่วยเหลือเพื่อการค้าในการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกที่ฮ่องกงในเดือนธันวาคม 2548 โดยคาดหวังว่า ประเด็นดังกล่าวจะนำไปสู่ความสำเร็จในการเจรจารอบโดฮา และสร้างความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพให้แก่ระบบการค้าพหุภาคี

แม้ว่าจะไม่มีการนิยามความหมายของความช่วยเหลือเพื่อการค้าที่แน่ชัดโดยองค์กรหรือหน่วยงานระหว่างประเทศ แต่เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ความช่วยเหลือเพื่อการค้า คือ เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาที่ประเทศพัฒนาแล้วให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยมีจุดประสงค์เพื่อขยายการมีส่วนร่วมของประเทศกำลังพัฒนาในระบบการค้าโลก ทั้งนี้ ความช่วยเหลือเพื่อการค้าในความหมายแคบ หมายถึง การเสริมสร้างขีดความสามารถทางการค้า ผ่านการให้เงินช่วยเหลือเพื่อการวางแผน พัฒนา และบังคับใช้นโยบายทางการค้าและข้อตกลงทางการค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนการส่งออกและเงินทุนที่ใช้ในด้านการค้า ขณะที่ความช่วยเหลือเพื่อการค้า

ในความหมายที่กว้างขึ้นนั้น ยังครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น ระบบคมนาคมขนส่งพลังงาน การสื่อสาร เป็นต้น การสร้างความสามารถด้านอุปทานในภาคการผลิตต่างๆ เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการค้าที่เสรีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ความช่วยเหลือเพื่อการค้ายังอาจหมายรวมไปถึงการสนับสนุนแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวทางการค้า เช่น การสร้างตาข่ายทางสังคม หรือการฝึกอบรมแรงงาน

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของความช่วยเหลือในปัจจุบัน คือ ประเทศผู้รับความช่วยเหลือมักใช้เงินช่วยเหลือในลักษณะที่เป็นการสนับสนุนงบประมาณปกติ ซึ่งอาจขัดกับความตั้งใจประเทศผู้บริจาคที่ต้องการให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง (Aid Fungibility) และส่งผลให้เงินช่วยเหลือถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิผล ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องมีการแบ่งแยกความช่วยเหลือเพื่อการค้าออกจากความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเภทอื่นๆ อย่างชัดเจนขึ้น หากไม่มีการกำหนดขอบเขตของความช่วยเหลือเพื่อการค้าที่ชัดเจนแล้ว ความช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้วที่ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศพัฒนาน้อยที่สุดอาจไม่สร้างประโยชน์แก่ประเทศผู้รับความช่วยเหลือ หรืออาจซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่ให้ร้ายแรงยิ่งขึ้นได้

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการทั่วไป นาย Pascal Lamy ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกประกาศการแต่งตั้งคณะทำงานว่าด้วยความช่วยเหลือเพื่อการค้า (Aid for Trade Task Force) คณะทำงานดังกล่าวเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือเพื่อการค้าภายใต้กรอบการทำงานเพื่อการบูรณาการ (Integrated Framework: IF) อันเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรระหว่างประเทศ 6 องค์กร ได้แก่ IMF ITC UNCTAD UNDP ธนาคารโลก และองค์การการค้าโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากแนวทางการดำเนินงานของคณะทำงานว่าด้วยความช่วยเหลือเพื่อการค้าในปัจจุบัน องค์การการค้าโลกมิได้เป็น "เจ้าภาพ" ในประเด็นความช่วยเหลือเพื่อการค้า บทบาทในการจัดการความช่วยเหลือเพื่อการค้ายังคงอยู่ที่ประเทศผู้บริจาคเดิม รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลกมีบทบาทแต่เพียงพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรให้มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกัน และคอยติดตามผลการดำเนินงานเท่านั้น

ความคืบหน้าล่าสุดของการดำเนินงานในประเด็นดังกล่าว คือ ความร่วมมือระหว่างองค์การการค้าโลกกับธนาคารเพื่อการพัฒนาในระดับภูมิภาค ผ่านโครงการขับเคลื่อนความช่วยเหลือเพื่อการค้า (Mobilizing Aid for Trade) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม 2550 โครงการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเพื่อหาแนวทางการจัดการความช่วยเหลือเพื่อการค้าที่เหมาะสมกับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคละตินอเมริกา เอเชีย - แปซิฟิก และแอฟริกา

แม้ว่าการเจรจาในประเด็นความช่วยเหลือเพื่อการค้าจะเป็นประเด็นที่ประเทศสมาชิกมีความคิดเห็นค่อนข้างสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน แต่การบรรลุผลสำเร็จในการเจรจาประเด็นดังกล่าวยังต้องขึ้นอยู่กับองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะธนาคารโลกและ IMF ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การเจรจาในประเด็นความช่วยเหลือเพื่อการค้ามิได้เป็นการเจรจาเพียงประเด็นเดียวที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ดังนั้น ความสำเร็จในการเจรจาประเด็นดังกล่าวเป็นเพียง "เงื่อนไขที่จำเป็น" ในการบรรลุจุดประสงค์ของ "วาระแห่งการพัฒนา" หาใช่ "เงื่อนไขที่เพียงพอ" ไม่ เพราะผลการเจรจาในประเด็นหลักทั้งประเด็นสินค้าเกษตร และการเข้าถึงตลาดสินค้านอกภาคการเกษตรย่อมมีความสำคัญต่อการพัฒนาเช่นเดียวกัน และอาจมีผลต่อการพัฒนายิ่งไปกว่าประเด็นความช่วยเหลือเพื่อการค้า ความสำเร็จในประเด็นความช่วยเหลือเพื่อการค้าแทบจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย หากการเจรจาในประเด็นหลักทั้งสองประเด็นดังกล่าวไม่บรรลุผลสำเร็จ หรือผลการเจรจาไม่เป็นธรรมและมิได้เป็นไปในทิศทางที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนา


--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 29/5/2551


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:48:27 น.  

 
*รู้จักกับศาลปกครอง

คอลัมน์ โลกสองวัย

โดย บางกอกเกี้ยน


*ที่ทำการของศาลปกครอง ณ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ประกอบด้วยอาคาร 2 หลัง หลังแรกมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบ "โมเดิร์น คลาสสิค" ตัวอาคารตั้งบนฐานตึกสูง 3 ชั้น คล้ายพานของตราสัญลักษณ์สีเทา ซึ่งหมายถึงความเป็นกลาง ยุติธรรม และมั่นคง ซุ้มประตูทางเข้ามีความสมมาตรเปรียบได้กับดุลพาห แสดงถึงความสมดุลเสมอภาคที่มีความเที่ยงธรรม ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ชั้นบนของอาคาร 11 ชั้น ประดับด้วยราวระเบียงดัดเป็นลวดลายช่อชัยพฤกษ์ แสดงถึงชัยชนะในการคิดและดำเนินการแห่งสรรกิจทั้งปวง

อาคารหลังที่สองเป็นอาคารรับรอง อยู่ด้านหลังของอาคารแรก ด้านหน้าประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงริเริ่มก่อตั้ง "เคาน์ซิลออฟสเตด" หรือ "ที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน" อันเป็นรากฐานสำคัญในการจัดตั้งศาลปกครองปัจจุบัน

ศาลปกครองมีคุณลักษณะ 5 ประการ ของหลักกฎหมายปกครอง ตามประมวลกฎหมายปกครอง ดังนี้

1.ต้องเป็นหลักกฎหมายที่แยกงานนโยบายออกจากงานประจำได้

2.ต้องเป็นหลักกฎหมายที่สามารถแยกดุลพินิจโดยแท้ของงานบริหารออกจากการควบคุมของสถาบันฝ่ายกฎหมายปกครองได้

3.ต้องเป็นหลักกฎหมายที่ไม่ก้าวล่วงเข้าไปในอำนาจของสถาบันอื่นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

4.ต้องเป็นหลักกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่สิทธิ (โดยชอบ) ของเอกชน ขณะเดียวกันก็ให้ความคุ้มครองแก่สิทธิของสาธารณะให้รอดพ้นจากการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบของเอกชน

5.ต้องเป็นหลักกฎหมายที่มุ่งไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร-บริการสาธารณะภายใต้ระบบความรับผิดชอบ

ขอบข่ายการพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นงานคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายทั้งหมดที่ใช้อยู่ในประเทศ เว้นแต่คดีที่เป็นคดีแพ่งและคดีอาญา

ศาลปกครองมี 3 ศาล คือศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นนี้จะมีในหลายจังหวัด เช่นศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นต้น

งานสำคัญงานหนึ่งที่ประธานศาลปกครองสูงสุด ศาสตราจารย์ ดร.อักขราทร จุฬารัตน จะเร่งดำเนินการคือ หอสมุดกฎหมายมหาชน ที่มีความสมบูรณ์เพื่อให้เป็นศูนย์กลางงานหลัก

ขณะเดียวกัน ศาลปกครองเป็นศาลที่อำนวยความยุติธรรมให้กับชาวบ้านทั่วไปที่เมื่อได้รับความเดือดร้อนจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือจากหน่วยงานของรัฐจะไม่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง ขณะที่เหตุผลในการเรียกร้องนั้นยังถูกจำกัดด้วยองค์ความรู้ซึ่งมักจะมีความคิดว่า "เรียกร้องไปแล้วจะได้ไหม ?" หรือ "ทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง"

การมีศาลปกครองจะทำให้ชาวบ้านทั่วไปที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถเข้าไปปรึกษาหารือข้อกฎหมาย หรือสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ประชาสัมพันธ์กลางของศาลได้ในเวลาราชการ

ประธานศาลปกครองสูงสุดบอกว่า ศาลปกครองจะทำหน้าที่อย่างถูกเรื่อง ถูกงาน การให้เหตุผลเป็นเรื่องสำคัญและเหตุผลมีฐานจากกฎหมาย หลักกฎหมาย การทำหน้าที่ และเหตุผลที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง สาธารณะต้องเข้าใจได้ว่าอะไรที่ควรจะถูกหรือไม่ถูก

ศาสตราจารย์ ดร.อักขราทรย้ำว่า "ทุกข์ร้อนเรื่องอะไร ไม่ต้องกลัว ถ้าเป็นคดีปกครองเดินเข้ามาได้เลย เราทุกคนมองทุกท่านเป็นเหมือนญาติพี่น้อง"

น้องหนูที่สนใจเรื่องศาลปกครองติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 0-2141-1111

หรือสายด่วน 1355 ครับ


มติชนออนไลน์ - วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11084 หน้า 21





*ชาญชัย วิทูรปัญญากิจ ช่วยหาคนรับ"สินบน"จึงจะพ้นครหา

คอลัมน์ คนตามข่าว

โดย ดุษฎี สนเทศ

*นายชาญชัย วิทูรปัญญากิจ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ (สนน.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) คือข้าราชการระดับสูงเพียงคนเดียวที่ร่วมกำกับดูแลโครงการอุโมงค์ระบายน้ำอื้อฉาว นอกนั้นเกษียณอายุราชการไปหมดแล้ว

ล่าสุด เจ้าตัวออกมาปฏิเสธไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับ "สินบน" 125 ล้านบาท ซึ่งตัวแทนบริษัท นิชิมัตสึ คอนสตรัคชั่น ของประเทศญี่ปุ่น ให้ปากคำกับอัยการญี่ปุ่น

แต่การปฏิเสธเพียงคำพูดอย่างเดียวคงไม่พอ เขาต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการช่วยเหลือคณะกรรมการทุกระดับควานหาเบาะแสให้ได้ว่า ใครคือคนรับสินบน

เข้ารับราชการ กทม.ในสมัยที่ยังบริหารงานแบบเทศบาลนครหลวง เมื่อปี 2515 เป็นวิศวกรชั้นตรี ฝ่ายการโยธา เติบโตมาเรื่อยๆ จากหัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย ผู้อำนวยการกอง จนกระทั่งปี 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ ในปี 2546 ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานพิจารณาผลการประกวดราคาโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 2,178 ล้านบาท ในปี 2546 จากนายสหัส บัณฑิตกุล รองผู้ว่าฯกทม. ฝ่ายโยธาขณะนั้น

ตุลาคม ปี 2550 เลื่อนเป็นผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม แทนนายนิคม ไวยรัชพานิช ที่ลาออกไปสมัคร ส.ว.ฉะเชิงเทรา เมษายน ปี 2551 ย้ายกลับมาเป็นผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ แทนนายสมศักดิ์ กลั่นพจน์ ที่เลื่อนไปเป็นรองปลัด กทม.ฝ่ายโยธา

มีแต่การช่วยทุกฝ่ายเปิดโปงคนรับสินบนเท่านั้นจึงจะทำให้เขาพ้นจากข้อเคลือบแคลงสงสัย


มติชนออนไลน์ - วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11084 หน้า 3


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:49:45 น.  

 
*เอไอเอส เผยผลการทดสอบไวแม็กซ์ ไม่ได้ดีเลิศเช่นในทฤษฎี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายชาญชัย งามวิถี รองกรรมการผู้จัดการเทคโนโลยี บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด หรือ ยูเอสไอ ผู้ให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงผ่านเครือข่ายใยแก้วนำแสง กล่าวเปิดโครงการทดสอบศักย ภาพการใช้งานจริงบริการไวแม็กซ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพเครื่องแม่ข่ายไวแม็กซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า การทดสอบครั้งนี้ ยูเอสไอได้ทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องแม่ข่ายไวแม็กซ์จำนวน 20 ชุด โดยเปิดให้นิสิตระดับปริญญาโทและระดับปริญญาตรีใช้บริการแอพลิเคชันต่างๆ เช่น ความบันเทิงออนไลน์ วีดีโอ สตรีมมิ่งและวีโอไอพีพร้อมกัน ที่พบว่า เครื่องแม่ข่ายสามารถแบ่งปันความเร็วในการติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถทดสอบความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลได้ถึง 9 เมกะบิตต่อวินาที

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนหน้านี้ ยูเอสไอได้ทดสอบการใช้งานบริการไวแม็กซ์ในพื้นที่ต่างจังหวัดบริเวณชายหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต โดยล่องเรือจากชายฝั่งออกสู่ทะเลระยะทาง 1.5 กิโลเมตร และทำการทดสอบผ่านเครื่องรับสัญญาณไว-ไฟด้วยโน้ตบุ๊กเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระดับความเร็ว 9 เมกะบิตต่อวินาที อย่างไรก็ตาม ยูเอสไอแจ้งว่า พร้อมให้บริการเชิงพาณิชย์ทันทีหากได้รับอนุญาตให้เสนอบริการสำหรับลูกค้าองค์กร

สำหรับความคืบหน้าการออกใบอนุญาตบริการไวแมกซ์ นายพิทยาพล จันทนะสาโร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวว่า ขณะนี้ กทช. ได้อนุญาตให้เอกชนทดสอบไวแม็กซ์ใน 4 ย่านความถี่ และรายงานผลต่อ กทช. สำหรับขั้นตอนต่อไป คือ นำผลการทดสอบมาพิจารณาว่า ประเทศไทยจะเปิดบริการไวแม็กซ์ในย่านความถี่ใด โดยเรียกว่า แผนความถี่ไวแม็กซ์ แต่ขณะนี้ ยังไม่มีการจัดทำ

รองเลขาธิการ กทช. กล่าวต่อว่า เมื่อ กทช. รู้และจัดทำแผนความถี่ไวแม็กซ์แล้วขั้นตอนต่อไป กทช. จะต้องศึกษาว่า หลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับบริการนี้ จะเป็นเช่นไรและจะมีผู้ประกอบการกี่ราย อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากปฏิทินการทำงานของสำนักงาน กทช. แล้ว โดยขอย้ำว่า เป็นปฏิทินการทำงานของสำนักงาน กทช. จะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 17 เดือน ดังนั้น ประมาณต้นปี 2552 น่าจะได้เห็นบริการไวแม็กซ์

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวระหว่างการอภิปรายเรื่อง ผลกระทบที่เกิดจากความล่าช้าในการออกใบอนุญาต 3 จี จัดโดยคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ผลการทดสอบไวแม็กซ์ของเอไอเอสพบว่า เสาสัญญาณไวแม็กซ์ 1 ต้น มีรัศมีครอบคลุมไม่ถึง 30 กิโลเมตร เช่นที่มีการอ้างอิง

กรรมการผู้อำนวยการ เอไอเอส กล่าวต่อว่า การทดสอบของเอไอเอสพบว่า ในประเทศไทยเสาสัญญาณไวแม็กซ์ 1 ต้น สามารถส่งสัญญาณได้ระยะทางเพียง 2 กิโลเมตร แตกต่างจากการทดสอบที่เคยมีการอ้างอิงไว้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ยังจะต้องมีการทดสอบและศึกษารายละเอียดต่อไป เพราะเป็นเพียงผลการทดสอบเบื้องต้น ดังนั้น ขณะเดียวกันประเทศไทยควรเร่งเปิดบริการ 3 จี สำหรับใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกทางหนึ่ง




*ฟังเพลงยอดรัก : จากใจ "บอย โกสิยพงษ์" สู่ "ยอดรัก สลักใจ"

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2551 20:06 น.

ถือว่าน่าห่วงทีเดียวสำหรับอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ตับ ณ เวลาปัจจุบันของนักร้องลูกทุ่งดัง "ยอดรัก สลักใจ" ที่รุกลามมากขึ้นจนทำให้เจ้าตัวมีอาการทรุดลง ร่างกายซูบผอม

โดยในส่วนของทางแพทย์ที่ทำการรักษาก็ได้ออกมาเผยว่า ตอนนี้การรักษานั้นทำได้แค่ทำการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น ที่สำคัญ หากว่ากันตามสถิติแล้ว มีโอกาสที่นักร้องดังจะมีชีวิตอยู่ได้อีกในระยะเพียง 3 - 9 เดือนเท่านั้น!

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกายจะทรุดโทรมทว่าในส่วนจิตใจของนักร้องลูกทุ่งชื่อดังนั้นดูจะเข้มแข็งเสียเหลือเกิน ขณะที่เพื่อนรอบๆ ข้างต่างก็ให้กำลังใจรวมทั้งลงแรงช่วยเจ้าตัวอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการทำเพลง การจัดคอนเสิร์ตเพื่อหารายได้มาช่วยเหลือในเรื่องของค่าพยาบาล รวมทั้งครอบครัวของเขา ฯ

ล่าสุดก็เป็นทางด้านนักร้อง-นักแต่งเพลงชื่อดัง "บอย โกสิยพงษ์" ซึ่งทันทีที่รู้ถึงข่าวอาการป่วยของยอดรัก ก็ได้แต่งเพลงที่ชื่อว่า "ยอดรัก" ขึ้นมาเพื่อร่วมเป็นกำลังใจให้กับศิลปินที่ตนเองชื่นชอบในการต่อสู้โรคร้าย

ทั้งนี้เนื้อหาของบทเพลงดังกล่าวได้สร้างความประทับใจให้กับลูกทุ่งชื่อดังเป็นอย่างมาก กระทั่งออกปากว่าอยากจะขอร้องเพลงที่ว่านี้ด้วยตนเองเพื่อเป็นตัวแทนในการส่งผ่านกำลังใจให้กับคนอื่นๆ ที่ต้องการกำลังใจเฉกเช่นที่ตนเองเป็นอยู่

นอกจากบทเพลงดังกล่าวแล้วในส่วนของกลุ่มคนที่ชื่อว่า milk sixth group ก็ได้จัดการประกวด COVER เพลงของยอดรักในชื่อโครงการว่า "ยอดรัก Cover Song Contest#01" ขึ้นมา ซึ่งวงดนตรีที่จะส่งเดโมเข้าประกวดนั้นจะต้องมีสมาชิกตั้งแต่ 1 - 9 คน และต้องบันทึกเสียงด้วยการเล่นสดทุกชิ้น

โดยส่งเดโมไปได้ที่ http://milksixth.hi5.com/ หรือที่ milksixth@gmail.com เริ่มส่งได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 สิงหาคม 2551 คะแนนจะนับจากการโหวตทางอินเทอร์เน็ตทั้งหมด รวมคะแนนโหวตสิ้นสุดถึง 24.00 น.ของวันที่ 6 สิงหาคม 2551 และประกาศผลทันที ซึ่งทีมที่ชนะเลิศนั้น จะได้รับเงินรางวัลเงินสด 10,000 บาท
...
เพลงยอดรัก/บอย โกสิยพงษ์
G Bm Am D
ยอดรัก ฉันขอ มอบเพลง เพลงนี้
G Bm Am D
จากใจ ที่ฉันมี ให้เธอ ได้ฟัง
G Bm Am D
เมื่อไหร่ ที่เธอ นั้นคิด ถึงกัน
G Em
ให้เพลงนี้ คอยเป็นเหมือนดัง ตัวแทน
Am D G G7
ของฉัน อยู่ข้างๆ เธอ
G Cm G G
อยากขอ ให้รู้ ฉันจะอยู่ กับเธอทุกที่
G Cm Am A7
สุขสม หรือพลาดพลั้ง เธอจะมีฉัน ที่
D
คอยหวังดี
G Bm Am D
ยอดรัก สลักไว้ ในหัวใจ นับจากนี้
G Em Am
จะห่างกันซักเท่าไร แต่ว่าหัวใจ ยัง
D G D
ใกล้เหมือนทุกที
G Em Am
ฉันอยากจะขอให้เพลงสลักหัวใจ
D C Cm G
ของเธอเอาไว้ ด้วยรักและหวังดี


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:50:06 น.  

 
*"Language in a Global Culture : Bridge or Barrier?"

ม.รามคำแหง เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติ ร่วมกับสกอ.และสำนักงาน

เลขาธิการโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในหัวข้อ "Language in a Global Culture : Bridge or Barrier?" ระหว่าง 15-17 ส.ค.51 ณ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช รับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการถึง 15 ก.ค. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมทางwww.ru.ac.th/language_conference2008 หรือ 0-2310-8008,0-2310-8027




*บล็อกเกอร์แก่สุดในโลก สิ้นลมแล้วอายุ 108 ปี

ไทยรัฐออนไลน์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานคุณทวดโอลีฟ ไรลีย์ สตรีชาวออสเตรเลีย วัย 108 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นบล็อกเกอร์ (เจ้าของเว็บไซต์ส่วนตัว) ที่อายุมากที่สุดในโลก ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้เข้าไปเขียนบันทึกออนไลน์เรื่องสุดท้าย เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการร้องเพลง “แฮปปี้ ซอง” กับเพื่อนและพยาบาลในบ้านพักคนชรา

คุณทวดไรลีย์เกิดเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2442 เริ่มมีเว็บไซต์ส่วนตัว http://www.allaboutolive.com.au เพื่อเขียนเรื่องราวและแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นกับคนในชุมชนอินเตอร์เน็ตเมื่อเดือน ก.พ.ปีที่แล้ว และเพิ่งจะเปลี่ยนมาเขียนที่เว็บ http://www.worldsoldestblogger.blogspot.com เมื่อไม่นาน โดยเธอเขียนเรื่องลงทั้งหมดกว่า 70 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นการแสดงความคิดเห็น และแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตตลอดศตวรรษที่ 20 ของเธอ.






*พบวิธีเพิ่มพลังไฟฟ้าจากแสงแดด แรงขึ้นจาก ปัจจุบันถึง 10 เท่า

ไทยรัฐออนไลน์

วารสารวิชาการ “วิทยาศาสตร์ ของสหรัฐฯ” เปิดเผยว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน ได้พบหนทางรับแสงวิธีใหม่ ทำให้บานรับแสงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแสงแดดผลิต ได้สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 10 เท่า

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ได้พบว่า หากฉาบแผ่นกระจกด้วยสีผสมโปร่งแสง แล้วสะท้อนแสงให้ไปตกที่เซลล์เปลี่ยนแสงซึ่งย้ายไปติดตั้งอยู่ตามริมขอบ ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าก็จะทำให้เพิ่มพลังการผลิตขึ้นได้สูงกว่าธรรมดาถึง 10 เท่า และจะใช้วิธีนี้ได้ภายในเวลาสามปีนี้

ศาสตราจารย์มาร์ค บอลโด นักวิจัยผู้หนึ่งกล่าวว่า “ด้วยวิธีนี้ จะสามารถแปลงตึกสูงๆ ติดบานกระจกให้กลายเป็นโรงงานไฟฟ้ายักษ์ได้ เพราะการฉาบสีเข้ากับแผ่นกระจกเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เป็นของที่ไม่ไกลเกินความจริงเลย”

ความคิดที่จะผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดให้ได้มาก จำเป็นจะต้องประดิษฐ์ จานรวมแสงแบบก้าวหน้า เพราะเหตุว่าจานรับแสงที่ใช้กันอยู่ จะต้องสะท้อนแสงเข้าไปหาเซลล์ที่ติดตั้งอยู่ที่ศูนย์ กลาง แต่ติดข้อเสียตรงที่จะต้องคอยเก็บรักษาเซลล์เหล่านั้นไว้ให้เย็นอยู่ เสมอ หากแต่เทคโนโลยีใหม่นี้ไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นกระจกเงา เพราะจะใช้แผ่นแก้วหรือพลาสติกมาเคลือบสีแทนได้.





*กทม. คอร์รัปชั่น เขารู้กันทั้งโลก

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ


*บริษัทรับเหมาก่อสร้างข้ามชาติแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นบอกว่าต้องใช้เงินราว 100 ล้านบาท ติดสินบนข้าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก

นี่เป็นคอร์รัปชั่นระดับบน ส่วนระดับล่างมีทั่วไปทั้งภายในและภายนอกอาคารศาลาว่าการเสาชิงช้าและดินแดง มีประจักษ์พยานจากจดหมายของผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม. มีถึงบรรณาธิการมติชน (ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2551 หน้า 4) ที่ไม่ได้ปฏิเสธกรณีเจ้าหน้าที่ข้าราชการ กทม. มีผลประโยชน์จากศาลพระวิษณุข้างวัดสุทัศน์ ดังนี้

"ในบทความสยามประเทศไทยซึ่งเขียนโดยนายสุจิตต์ วงษ์เทศ หัวข้อ "ผลประโยชน์ทับซ้อนในประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ" และ "กทม. ย่ำยีกรุงเทพฯ ไม่ระแวดระวังผังเมือง ร.1" หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 11 เมษายน 2551 และวันที่ 16 เมษายน 2511 สรุปว่า กทม. มีผลประโยชน์จากศาลพระวิษณุข้างวัดสุทัศน์ โดยตั้งมูลนิธิพระวิษณุกรรมเก็บเงินบริจาคและเครื่องเซ่นไหว้ตลอดจนการประกอบพิธีกรรมต่างๆ อันเป็นสาเหตุที่ กทม.ไม่ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ที่ให้รื้อย้ายศาลพระวิษณุ นอกจากนั้นยังมีสิ่งปลูกสร้างที่ขัดต่อการอนุรักษ์คือศาลาที่ตั้งอยู่ริมน้ำคูเมืองเดิมใกล้อนุสาวรีย์หมูมีรูปแบบที่ไม่ถูกต้องตามหลักสถาปัตยกรรม ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรมเป็นที่หลับนอนของคนจรจัด รวมถึงมีสิ่งปลูกสร้างอื่นรอบพระบรมมหาราชวังที่เป็นการทำลายมากกว่าการปรับปรุงความละเอียดดังแจ้งแล้วนั้น

สำนักผังเมืองขอชี้แจงว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้ให้ความสำคัญต่อพื้นที่ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมากและได้ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์มาโดยตลอด โดยประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์มีความเป็นระเบียบสมกับเป็นพื้นที่สำคัญของชาติ และขอเรียนว่าขณะนี้สิ่งก่อสร้างที่ระบุไว้ให้รื้อถอนนั้นได้ประสานแจ้งผู้เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการรื้อย้ายแล้ว"

ก่อนวันสุนทรภู่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ทาง กทม.เกณฑ์ผมไปบรรยายเรื่องสุนทรภู่เกิดที่วังหลัง ฝั่งธนบุรี ไม่ใช่ที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ระยอง ตามที่เคยเชื่อถือกันมานาน คราวนั้นมีบางอย่างพาดพิงว่างานการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของ กทม. ควรดูแลเอาใจใส่วิชาความรู้ให้เกิด "การท่องเที่ยวทางเลือก" ใน กทม. โดยเน้นบ้านเกิดสุนทรภู่นี้ อย่ามัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาคอร์รัปชั่นแม้งานวัฒนธรรมก็ไม่เว้น

มีข้าราชการ กทม.กลุ่มหนึ่งนั่งฟังอยู่ แล้วค้านว่าใน กทม.ไม่มีคอร์รัปชั่น พวกเขาไม่ได้คอร์รัปชั่น ยิ่งงานทางวัฒนธรรมยิ่งไม่มีคอร์รัปชั่น

ได้ยินแล้วคนกรุงเทพฯและคนบ้านนอกที่มาอยู่ กทม. แทบจะหัวร่องอหายตายห่าไปต่อหน้าต่อตา อยากขอร้องให้คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ช่วยไปตรวจสอบคอร์รัปชั่นใน กทม.ด้วย (พวกรับทำงานกับ กทม. เช่น ออแกไนเซอร์ รู้ดีมาก แล้วเจ็บปวดมาก) เพราะผมเห็นพ้องด้วยกับแนวคิด "ทำกรุงเทพฯเป็นเมืองท่องเที่ยว" ดังนี้

"ผมมีนโยบายอย่างเดียว คือกรุงเทพฯต้องเป็นเมืองท่องเที่ยว ทั้งนี้จะมีการพูดคุยกับพ่อค้าหาบเร่ และคนอื่นๆ ให้อยู่ได้ เอาใจใส่ให้ครบทุกด้าน เพื่อให้เป็นเสน่ห์กับ กทม. แทนที่จะไปไล่เขาไปจำกัดนโยบายเดียว แต่ต้องเอาใจครบทุกอย่าง

กรุงเทพฯโตมากแล้ว ต้องหยุดกรุงเทพฯ ผมไม่ทำโครงการใหญ่ๆ อย่างรถไฟฟ้าเพราะมีคนทำแล้ว ตรงนี้ก็ผลักภาระให้รัฐบาลไป" (ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12-วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2551 หน้า 36)

สำนักผังเมืองของ กทม. ทำแผ่นป้ายอธิบายความเป็นมาสั้นๆ ย่อๆ ติดไว้ตามสถานที่สำคัญๆ เป็นเรื่องดีมากๆ อยากให้ดูแลเรื่องบ้านเกิดสุนทรภู่ที่วังหลังด้วย

งานของสำนักผังเมืองเป็นการท่องเที่ยวทางเลือกที่ให้ความรู้ดีมากๆ


มติชนออนไลน์ - วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11084 หน้า 20


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:50:25 น.  

 
*ผีเสื้อหางติ่งลายเลือน

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6438 ข่าวสดรายวัน

คอลัมน์ โลกสวยด้วยแมลง

แมนวดี

*ผีเสื้อหางติ่งลายเลือน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Papilio hipponous เป็นผีเสื้อขนาดใหญ่ และเป็นที่คุ้นเคยกับผู้คนมากชนิดหนึ่ง บางชนิดมีหางที่ปีกคู่หลังทั้งสองจึงได้ชื่อว่า "หางติ่ง" ชาวยุโรปกลับมองว่าคล้ายกับหางของนกนางแอ่น จึงเรียกว่า "swallowtail" แต่บางชนิดก็ไม่มีหาง

จุดเด่นของผีเสื้อในวงศ์นี้คือปลายหนวดแบบกระบอง แต่ส่วนปลายงอนขึ้น ขายาว ลำตัวเรียว

ผีเสื้อชนิดนี้บางตัวชอบหากินตามดอกไม้ บางตัวชอบมูลสัตว์ แต่ทุกตัวชอบเกาะตามที่ชื้นริมลำธารเพื่อดูดกินเกลือแร่ เราจะพบผีเสื้อวงศ์นี้ได้ทั่วไปตามสวนดอกไม้ ชายป่า และริมลำธารที่แดดส่องถึง ชุกชุมในช่วงเดือนมี.ค-ก.ค.

หน้า 24





*สัมมนาฟรี!: "Antimicrobial technology in Textile functional finishing"

การตกแต่งผลิตภัณฑ์สิ่งทอด้วยสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ถูกนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อย่างกว้างขวาง แต่พบว่าผู้ประกอบการ เจ้าของผลิตภัณฑ์ นักการตลาดยังขาดข้อมูลความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอจึงเรียนเชิญผู้ประกอบการสิ่งทอ เจ้าของผลิตภัณฑ์ เจ้าหน้าที่ห้องทดลอง และนักการตลาด เข้าร่วมสัมมนาเพื่อรับความรู้ ข้อมูลพื้นฐานด้านการตลาดและเชิงเทคนิค เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สิ่งทอต่างๆ อาทิเช่น Bedding , Apparels, Denim, Sportwear, Socks, Towel, Home Textiles อ้นจะนำไปประยุกต์ใช้งานเพื่อสนองกับทิศทางของตลาดในอนาคตต่อไป

ประโยชน์ที่จะได้รับในการอบรม
- ความสำคัญและประโยชน์ของกระบวนการตกแต่งยับยั้งเชื้อแบคทีเรีบสำหรับผู้บริโภค
- เทคโนโลยีของสารตกแต่งสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เช่น การยึดติดของสารบนผ้าเพื่อยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย
- เทคโนโลยีการใช้ซิลเวอร์เพื่อยังยั้งเชื้อแบคทีเรีย
- การใช้สารตกแต่งป้องกันยุงกัด
- การใช้สารตกแต่งป้องกันไรฝุ่น
- ประสิทธิ์ภาพที่ได้เพิ่มขึ้นจากการใช้สารตกแต่งยับยั้งเชื้อแบคทีเรียร่วมกับสารตกแต่งชนิดอื่น เช่น สารป้องกันความสกปรก เพื่อเพิ่มคุณค่าและความแตกต่างในการใช้งานสำหรับผู้บริโภค

วิทยากร: โดย..Mr.Llyas Dellas : From Sanitized Switzerland (พร้อมบรรยายไทย)

download ใบสมัครได้ที่: http://www.thaitextile.org/temp/app478.doc


สอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
โทร. 02-713-5492-9 ต่อ 411, 409 (ปรียนันท์, นวพร)
โทรสาร 02-712-4526





*กรมสรรพากร จัดสัมมนาฟรีเรื่อง 'สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจ SMEs


สมัครได้ที่นี่



H O M E





*คู่ควร?

คอลัมน์ กวนตะกอน


ประกาศยุติการทำงานชั่วคราว และกิจกรรมต่างๆ อย่างไม่มีกำหนด มาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 แต่น่าแปลกใจเป็นที่สุดเมื่อ พิสิฏฐ์ ณ พัทลุง ประธานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย กลับมีรายชื่อขอขึ้นทะเบียนในนามองค์กรที่มีสิทธิได้รับคัดเลือกบุคลากรในองค์กร ไปเป็นคณะกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาการเมือง ในนามของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ องค์กรที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนกับสถาบันพัฒนาการเมืองได้นั้นต้องมีกิจกรรม มีผลงานการเมืองในภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะสืบทอดการทำงานในสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้ตามวัตถุประสงค์

ถ้าเป็นในยุคก่อนคงไม่มีใครคลางแคลงใจ เพราะปูชนียบุคคลในอดีตของมูลนิธิแห่งนี้ได้สั่งสมคุณงามความดีมายาวนานจนชื่อเสียงของมูลนิธิได้รับความเชื่อถือจากสังคม

แต่เมื่อเกิดกรณีอื้อฉาวเมื่อปีก่อน ทำให้คนทำงานจำนวนหนึ่งต่างพากันหันหลังให้ผู้บริหารบางคนในมูลนิธิชุดปัจจุบัน ดังนั้นจู่ๆ มีการนำชื่อมูลนิธิออกมาปัดฝุ่นใช้งานอีก จึงทำให้หลายคนน้ำตาตกเมื่อรำลึกถึงคุณหมอบุญส่ง เลขะกุล

งานนี้เห็นที ทั้ง อ.นรนิติ เศรษฐบุตร และ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธานและเลขาธิการสถาบัน คงต้องตรวจสอบให้ถ้วนถี่และจริงจัง เพราะการเข้าสู่สถาบันใหม่แห่งนี้ควรสร้างมาตรฐานที่ดีไว้เพื่ออนาคตด้วย

มติชนออนไลน์ วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11075 หน้า 9


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:50:52 น.  

 
*เทศกาลถอนขนห่านในสปส.

คอลัมน์ กวนตะกอน


*ต้องป่าวประกาศให้ผู้ใช้แรงงานทราบกันถ้วนหน้า ว่าขณะนี้เทศกาลถอนขนห่านในสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เริ่มขึ้น (อีกครั้ง) แล้ว

ถึงเวลาที่ผู้ประกันตนในฐานะเจ้าของเงินกว่า 9 ล้านคนต้องให้ความสนใจและดูแลกองทุนประกันสังคมอย่างใกล้ชิด

ขณะนี้มีสัญญาณชัดแจ๋วว่า มีการเตรียมการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในหลายโครงการทั้งที่เป็นของเดิมแล้วปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่ และโครงการใหม่ๆ

ยกตัวอย่างให้ภาพชัดขึ้น คือกรณีโครงการจัดหาและดำเนินการระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศแรงงาน หรือที่รู้จักในนามโครงการคอมพิวเตอร์ 2.8 พันล้านบาท

โครงการนี้ฉาวโฉ่มากเพราะเตรียมนำเงินกองทุนก้อนใหญ่ไปใช้การติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ให้ทุกกรมในกระทรวงแรงงาน แถมมีการเซ็นสัญญากันอย่างลุกลี้ลุกลน จนในที่สุดคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ไม่สามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้ได้ และมีการส่งเรื่องใหั ป.ป.ช.ไต่สวน

โครงการนี้หยุดชะงักไปพักใหญ่เพราะในสายอำนาจบริหารบางคนไม่เอาด้วย ในที่สุดจึงมีการย้ายบางคนที่ไม่เห็นด้วยออกนอกเส้นทาง

หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันคือเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนได้มีการเสนอโครงการนี้ให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบซึ่งได้ตัดต่อพันธุกรรมไปเรียบร้อยแล้ว โดยลดวงเงินเหลือ 2.3 พันล้านบาทและอ้างว่าเป็นโครงการของ สปส.ทั้งหมด

แน่นอนว่าการใหญ่ครั้งนี้ย่อมมีเบื้องหน้าเบื้องหลังไม่น้อย และยังมีข้อพิรุธอีกหลายประการ อาทิ ทำไมเมื่อปรับโครงการใหม่ให้ สปส.เพียงหน่วยงานเดียวแต่ยังใช้วงเงินสูงมาก แถมได้บริษัทเจ้าเดิมรับผิดชอบแทนที่จะเปิดประมูลกันใหม่

ข้อมูลเหล่านี้ผู้ประกันตนต้องช่วยกันรวบรวม และร่วมเป็นเจ้าภาพเมื่อจำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการยุติธรรม

ยังมีอีกหลายโครงการใน สปส.ที่กำลังออกอาการเดียวกัน


ขอขอบคุณ
ที่มา :
มติชนออนไลน์ - วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11075 หน้า 9





*ปธน.จีนขอบคุณทีมกู้ภัยญี่ปุ่นช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตเหตุแผ่นดินไหว

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 11:43 น.


*ประธานาธิบดีหู จิ่น เทา ของจีน กล่าวขอบคุณทีมกู้ภัยญี่ปุ่นที่เข้าไปช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตในเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจีนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากเกิดความสับสนจนทีมกู้ภัยญี่ปุ่นไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ประสบภัยได้แม้แต่คนเดียว

ประธานาธิบดีหู กล่าวต่อทีมกู้ภัยญี่ปุ่นบนเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น ระหว่างร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มชาติอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ หรือ จี 8 ว่า ประชาชนชาวจีนจะระลึกถึงทีมกู้ภัยญี่ปุ่นที่เคยให้ความช่วยเหลือในเหตุแผ่นดินไหว และหวังว่าจะสร้างความร่วมมือจีน-ญี่ปุ่นขึ้นจากเหตุภัยพิบัติครั้งนี้ และจะกระชับความสัมพันธ์ของสองประเทศให้แน่นแฟ้นขึ้นในอนาคต

ด้านตัวแทนทีมกู้ภัยญี่ปุ่นกล่าวแสดงความผิดหวังที่ไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ใดได้ แต่ก็ดีใจที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบระหว่างประเทศได้ อย่างไรก็ดี ภารกิจครั้งนี้กลับมีความสับสนขึ้นเมื่อทีมกู้ภัยญี่ปุ่นถูกส่งไปค้นหาเหยื่อแผ่นดินไหวในพื้นที่เกิดดินถล่มทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน ทั้งที่มีความชำนาญเป็นพิเศษในการค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมาในเขตเมือง เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า ความเข้าใจผิดดังกล่าวมาจากอุปสรรคในการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม ภาพที่แสดงให้เห็นว่าทีมกู้ภัยญี่ปุ่นปฏิบัติต่อศพด้วยความเคารพนั้น ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อมวลชนและห้องสนทนาทางอินเทอร์เน็ตจีน ช่วยสร้างบรรยากาศเป็นมิตรให้กับสายสัมพันธ์ที่มักตึงเครียดระหว่างสองประเทศ


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:51:14 น.  

 
*น้ำมันแพงเพราะ...

ผมเห็นตัวเลขกำไรของบริษัทน้ำมันในไทยแล้ว รู้สึกว่าคนไทยเราจ่ายเงินค่าน้ำมันแพงไปนะครับ บริษัทเหล่านี้น่าจะลดกำไรลง เพื่อคนไทยบ้าง ...ไม่รู้ว่าเป็นไปได้หรือเปล่า คนไทยเราต้องทำอย่างไรกันดี หรือยอมให้เขาขูดรีดเงินจากเราไปเรื่อยๆ น้ำมันแพง ค่าขนส่งแพง ค่าของกินของใช้แพง มีแต่รายได้เท่าเดิมไม่ก็ลดลง.... '

สูตรราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น โดย โสภณ สุภาพงษ์

1. ทำไมน้ำมันในไทยจึงแพงผิดปกติ

ตอบ : เป็นเพราะกลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมันและ ปตท.ใช้โอกาสบวกกำไรเพิ่มอีก 169,438 ล้านบาท หรือเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิม 700 % (ตาราง 1 ตามไฟล์ที่แนบมา)



หลายปีที่ผ่านมาคนไทยใช้น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 700,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อ 5 ปีก่อนบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน 7 แห่งและบริษัท ปตท. ( มีโรงแยกก๊าซ) ได้ซื้อน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติดิบมากลั่นโดยบวกกำไรอีก 20,330 ล้านบาท แล้วนำผลผลิตมาขายให้คนไทย ปัจจุบันกลุ่มบริษัทดังกล่าวได้ใช้โอกาสบวกกำไรเพิ่มทวีอีก 195,853 ล้านบาทถึง 169,438 ล้านบาท (ดูตาราง 1 ) แล้วนำผลผลิตมาขายให้คนไทย

บริษัทโรงกลั่น 5 แห่งเป็นเครือบริษัท ปตท.ผูกขาดกำลังกลั่น 83%
บางบริษัทกำไรเพิ่มถึง 50 เท่า ปตท. บอกว่าผลกำไร 2 ใน 3 ของบริษัท ปตท. (เกือบ 70,000 ล้านบาท) มาจากก๊าซ ,LPG , NGV ฯลฯ (กำไรก๊าซทำให้ราคาไฟฟ้าแพง) ดังนั้นกำไรมหาศาลที่เหลืออีกมากกว่า 100,000 ล้านบาทของบริษัททั้ง 8 แห่งมาจากน้ำมัน
กำไรเพิ่ม 700-800 % สูงขึ้นกว่าปี 2544 - 2545 ในขณะที่เราใช้น้ำมันเพิ่มเพียงปีละ 3%

ตัวเลขกำไรเป็นตัวเลขทางการที่บริษัทรายงานตามกฎหมายใช้เสียภาษี ปันผล ฯลฯ จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ อาจมีกำไรมากกว่านี้ที่สามารถซ่อนไว้ในบัญชีสต๊อก ฯลฯ หรืออาจมีบัญชีกำไรซ้อนระหว่างกันที่คนภายนอกไม่สามารถรู้ทั้งหมดได้






*มหิดลชวนเป็น 'อาสาช่วยเหลือนศ.พิการ'

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 6 กรกฎาคม 2551 13:49 น.


สำหรับวันว่างสุดสัปดาห์หลายคนที่กำลังมองหากิจกรรมทำฆ่าเวลากันอยู่ คิดว่าคงจะเป็นการดีไม่ใช่น้อยหากกิจกรรมนั้นๆมีประโยชน์และคุณค่า การทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือการได้ช่วยเหลือคนอื่นจึงนับว่าเป็นกิจกรรมยามว่างที่สร้างคุณค่าให้ทั้งตัวเองและผู้รับอย่างยิ่งใหญ่

ฉะนั้นคนที่กำลังเล็งๆกิจกรรมสุดเจ๋งไว้สำหรับตัวเองและเพื่อนฝูง ก็ต้องห้ามพลาดกับ การเข้าร่วมอบรม 'อาสาสมัครช่วยเหลือนักศึกษาพิการ' ระหว่างวันที่ 12-13 กรกฎาคม 2551 ณ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล

โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ วิธีการช่วยเหลือและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนพิการ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ วิธีการสื่อสารกับคนหูหนวก ฯลฯ

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรือบุคลลทั่วไปที่สนใจก็สามารถเข้ามาสมัครขอเข้ารับการอบรมกันได้ โดย อาสาสมัครที่จะเข้าร่วมอบรมทุกคนก็จะได้รับเสื้ออาสาช่วยนักศึกษาพิการ พร้อมที่พัก อาหารเช้า – กลางวัน - เย็น ฟรี ตลอดการอบรม

เอ้า! อย่ารอช้า หากใครสนใจสามารถสำรองที่นั่งกันได้ที่ งานให้คำปรึกษาและบริการสนับสนุนสำหรับนักศึกษาพิการวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล โทร 028895315-9 ต่อ 120-121




* งานประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “สหกรณ์การเกษตรและการแก้ไขปัญหาความยากจน”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “สหกรณ์การเกษตรและการแก้ไขปัญหาความยากจน” โดยกรอบความร่วมมือเอเชียประกอบด้วยประเทศสมาชิก 30 ประเทศจากทุกอนุภูมิภาคของทวีปเอเชีย ร่วมมือกันใน 19 สาขาความร่วมมือ โดยความร่วมมือในสาขาเกษตร มีจีน ปากีสถาน และคาซัคสถานเป็นประเทศผู้ร่วมขับเคลื่อน และในสาขาการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งบังกลาเทศ กัมพูชา และเวียดนามเป็นประเทศผู้ร่วมขับเคลื่อน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในการนำระบบสหกรณ์ไปแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศสมาชิก และน้อมนำแนวทางการส่งเสริมสหกรณ์ตามแนวพระราชดำริไปปรับใช้ในการแก้ไขปัญหายากจนในพื้นที่ภูมิภาคเอเชีย ภายในงานมีการปาฐกถาเรื่อง “การแก้ไขปัญหาความยากจนตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ” ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดย ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ หัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ในวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2551 เวลา 09.00-22.00 น. ณ ห้องกมลทิพย์ 1 โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ ถ.พญาไท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-282-2922 ต่อ 151

สอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 081-6285141, 081-3755041


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:51:34 น.  

 
* สัมมนา สถาบันปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แห่งชาติ : ก้าวใหม่ในการบริการประชาชน

ในวันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2551 เวลา 8.30 – 13.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น3 โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค กรุงเทพมหานคร

กำหนดการสัมมนา

8.30 น. - 9.00 น. ลงทะเบียน
9.00 น. - 9.15 น. อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ
กล่าวรายงาน
พิธีเปิด โดย ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
9.15 น. - 9.45 น. บรรยายพิเศษ เรื่อง“บทบาทของสถาบันปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แห่งชาติต่อการพัฒนาประเทศ”
โดย นายปฐม แหยมเกตุ
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ
9.45 น. -10.00 น. รับประทานของว่าง
10.00 น .-11.15 น. บรรยายพิเศษ เรื่อง “แนวโน้มธุรกิจที่เฟื่องฟูในอนาคต”
โดย ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี
รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
11.15 น. -12.30 น. ระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดทิศทางก้าวใหม่ในการให้บริการ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
พิชฌ์ญานันท์ ปัทมภิรมย์ (Ann) 084-025-6130 02-863-1223-4
ann_aemedia@yahoo.com msn:littleladymim@hotmail.com






*ตั้งศูนย์ผู้สูงอายุชุมชน ลดภาระโรงหมอ-ญาติ

มติชนออนไลน์ - วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11083


ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า โรงพยาบาลศิริราช ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตั้งศูนย์บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาในชุมชน (สชช.) โดยใช้งบประมาณ สปสช.จำนวน 1.7 ล้านบาท นำร่องแห่งแรกที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ เขตหนองแขม มีทีมแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา พยาบาล จาก รพ.ศิริราช บริการฟื้นฟูสมรรถภาพให้ผู้อายุที่มีความทุพลภาพ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ ลดภาระกับญาติ

นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สชช.เป็นรูปแบบของระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิที่ให้บริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจ เป็นการดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง แต่อาการไม่ซับซ้อน ซึ่งจะมีการนัดตรวจอาการ รับยา ไม่ต้องไปรอคิวและแออัดในโรงพยาบาล

ด้านนายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า พื้นที่กรุงเทพฯมีผู้สูงอายุตามทะเบียนราษฎร์ในปี 2549 จำนวน 5 แสนคน และจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 9 แสนคน ในปี 2553 ซึ่งมีแนวโน้มว่าผู้สูงอายุจะเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของไทย กทม.จึงให้ความสำคัญกับการดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ทั้งนี้ สชช.นำร่องแห่งแรกจะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม

หน้า 10


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:51:56 น.  

 
*โครงการสัมมนาประวัติศาสตร์ศิลปะภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

หน่วยงานที่รับผิดชอบ

ศูนย์ศึกษาศิลปกรรมโบราณในเอเชียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลักการและเหตุผล

ศูนย์ศึกษาศิลปกรรมโบราณในเอเชียอาคเนย์ มีจุดประสงค์ในการเป็นแหล่งเก็บ

รวบรวมข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและศิลปกรรมโบราณ ทั้งหนังสือ ตำรา เอกสาร วารสาร

งานวิจัย และสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังทำหน้าที่สนับสนุนการศึกษาค้นคว้า และการทำ

วิจัยประวัติศาสตร์ศิลปะ รวมทั้งจัดพิมพ์เผยแพร่ข้อมูล ดังนั้นการจัดการอบรมและสัมมนาทาง

วิชาการเพื่อเผยแพร่ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะจึงถือเป็นภารกิจที่สำคัญประการหนึ่ง

ปัจจุบันการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับงานศิลปกรรมโบราณในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์โดย

คณาจารย์คณะโบราณคดี และบุคลากรของศูนย์ศึกษาศิลปกรรมโบราณในเอเชียอาคเนย์ มี

ความก้าวหน้าไปมาก จึงเห็นว่าควรมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะภูมิภาคเอเชีย

อาคเนย์ขึ้น เพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชนทั้งในและนอกวงวิชาการ

นอกจากนี้ การจัดโครงการสัมมนาครั้งนี้ยังมีผลต่อการสร้างเครือข่ายทางวิชาการต่อไป

ในอนาคต โดยมีศูนย์ศึกษาศิลปกรรมโบราณในเอเชียอาคเนย์เป็นศูนย์กลางสำคัญ

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเผยแพร่การวิจัยเกี่ยวกับศิลปกรรมในภูมิภาคเอชัยตะวันออกเฉียงใต้ออกไปในวงกว้าง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงบูรณาการต่อไปในอนาคต

2. เพื่อยกระดับศูนย์ฯ ให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงานศิลปกรรมเอเชียอาคเนย์

ระยะเวลาปฏิบัติงาน

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม 2551 – วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2551 รวม 5 อาทิตย์

สถานที่ดำเนินงาน ห้อง 506 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ 50 คน

กำหนดการวัน 8.30 น. 9.00-12.15 น. 13.00-16.15 น.

วันที่ 27 ก.ค. 51 ลงทะเบียน แนวความคิดในการสร้างงาน ศิล ป ะ ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ เ อ เ ชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยศ. ดร.สันติ เล็กสุขุม

ศิลปะอินเดียครั้งที่ 1 โดย อ. ดร. เชษฐ์ ติงสัญชลี

วันที่ 3 ส.ค. 51 ลงทะเบียน ศิลปะอินเดียครั้งที่ 2 โดย อ. ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี

ศิลปะศรีลังกา โดยผศ. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง

วันที่ 10 ส.ค. 51 ลงทะเบียน ศิลปะชวา โดย อ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ศิลปะเขมร โดยอ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

วันที่ 17 ส.ค. 51 ลงทะเบียน ศิลปะจาม โดย อ. ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี

ศิลปะพม่า โดย ศ. ดร.สันติ เล็กสุขุม

วันที่ 24 ส.ค. 51 ลงทะเบียน ศิลปะลาว โดย รศ. ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์

อภิปรายสรุป (13.00 -15.00 น.) โดย คณะวิทยากร

หมายเหตุ พักรับประทานอาหารว่างระหว่างเวลา 10.30 -10.45 น. และ 14.30 – 14.45 น. รับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ผศ. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 0-2221-3900
น.ส. สุธาทิพย์ แสงเดชะ สำนักงานเลขานุการ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 0- 2221-7777

ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ





*ฝ่ายวิชาการ สกว. ประกาศรับสมัครทุนประจำปี 2552

4 ประเภททุนจะเร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และรับสมัครทาง on line ที่ website : http://academic.trf.or.th เท่านั้น โดยกำหนดเปิดรับสมัครพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2551 และจะปิดรับสมัครตามรายละเอียดดังนี้

1. ทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ และ ทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ ปิดรับสมัครวันที่ 31 กรกฎาคม 2551
2. ทุนเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยของอาจารย์รุ่นกลางในสถาบันอุดมศึกษาและ ทุนพัฒนานักวิจัย ปิดรับสมัครวันที่ 8 สิงหาคม 2551
3. ทุนวิจัยองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา ปิดรับสมัครวันที่ 15 สิงหาคม 2551
4. ทุนวิจัยพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Basic Research) ปิดรับสมัครวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 (ปีนี้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และรูปแบบของทุนใหม่ โดยยกเลิกรูปแบบเดิม)


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:52:16 น.  

 
*โครงการอบรม "บาฬีในบทสวดมนต์และพุทธภาษิตเพื่อความสุขแห่งชีวิตและสังคม"

สายงานพัฒนาบุคลากร สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ และหอพระไตรปิฏกนานาชาติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะจัดดำเนินการโครงการอบรม "บาฬีในบทสวดมนต์และพุทธภาษิตเพื่อความสุขแห่งชีวิตและสังคม" ระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม –12 กันยายน 2551 อบรมทุกวันพุธ และวันศุกร์ เวลา 17.00 – 19.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 7 อาคารมหาธีรราชานุสรณ์ (สถาบันวิทยบริการ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ
1 เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกประเภท และ ครอบครัว
2 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3 ประชาชนที่สนใจ
4 สามารถเข้าร่วมการฝึกอบรมได้ครบตลอดหลักสูตร
สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการรายละเอียดติดต่อได้ ได้ที่ สายงานพัฒนาบุคลากร ส่วนบริหารจัดการกลาง สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ อาคารจามจุรี 5 ชั้น 5 สำนักงานมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทรศัพท์ 02-218-0167, 02-218-0186-7 โทรสาร 02-218-0166 หากมีข้อสงสัยประการใด ติดต่อ คุณคมสัน เลาห์กมล สายงานพัฒนาบุคลากร สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์




* ขอเชิญรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง "Democratic potential of the Internet in South Korea"

โดย Dr.Yoohee Kim สาธารณรัฐเกาหลี
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2551 เวลา 15.00-16.30 น.
ณ ห้อง 3033 อาคารกลุ่มสังคมศาสตร์ (SC) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานี

โครงการเกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้ ดำเนินกิจกรรมด้านเกาหลีศึกษา ได้ร่วมกับ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดบรรยายพิเศษ เรื่อง "Democratic potential of the Internet in South Korea"
โดย Dr.Yoohee Kim เพื่อเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ อินเตอร์เน็ตให้กับนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป โดยมิต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น มีประเด็นการ บรรยายดังนี้

Brief overview of Internet
The Internet and Democracy
The Internet as a communication tool
The Internet in South Korea
The Internet and Thailand
บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โครงการเกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ
โทร.0-2564-5000-3
โทรสาร. 0-2564-4888,0-2564-4777
e-mail : http://www.asia.tu.ac.th




* "ประเด็นปัญหาในทางปฏิบัติสำหรับมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ และงบการเงินรวม"

ภาควิชาการบัญชีและโครงการปริญญาโททางการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดโครงการสัมมนา เสริมความคิด ติดปีกวิชาชีพกับคณะพาณิชย์ฯ เรื่อง "ประเด็นปัญหาในทางปฏิบัติสำหรับมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ และงบการเงินรวม" ในวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2551 เวลา 9.00-16.30 น.
ณ ห้อง อ.1-301 อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3 มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

การจัดสัมมนาครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากมูลนิธิ บุญชู โรจนเสถียร และจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เข้าร่วมสัมมนาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ขอเชิญผู้สนใจแจ้งสำรองที่นั่งด้วยระบบ Online
ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปทาง http://www.bus.tu.ac.th
รับจำนวนจำกัดเพียง 80 คน เท่านั้น


โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:52:37 น.  

 
* เสวนาทางวิชาการเรื่อง เส้นทาง โด่ยเหมย ของเวียดนาม : การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม

โครงการอินโดจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง เส้นทาง โด่ยเหมย ของเวียดนาม : การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม
วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2551 เวลา 09.00 -12.00 น.
ณ ห้องประชุม F 332 ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

จัดโดย โครงการอินโดจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเผยแพร่แบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการที่ใช้เวลาการทำวิจัย ในประเทศเวียดนามเป็นเวลานาน

กำหนดการ
09.00 - 09.10 น. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการเสวนาทางวิชาการ
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย ชคตระการ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา
09.10 -12.00 น. เสวนาทางวิชาการ เรื่อง "เส้นทาง โด่ยเหมย ของเวียดนาม : การเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม"
โดย
- รองศาสตราจารย์ พรเพ็ญ ฮั่นตระกูล นักวิชาการอิสระ
- ดร.ธัญญาทิพย์ ศรีพนา ประธานโครงการอินโดจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คุณฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร นักวิชาการและนักเขียนอิสระ

สำรองที่นั่ง และขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โครงการอินโดจีนศึกษา โทร 0-2564-5000 ต่อ 311
http://www.asia.tu.ac.th




*ประชุมสัมมนาวิชาการ เรื่อง การปรับตัวของวงการปศุสัตว์ไทยในภาวะวิกฤตพลังงาน ในวันที่ 23 กรกฏาคม 2551

ข้อมูลเพิ่มเติม



โดย: jenifaae วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:52:59 น.  

 
*สัมมนา เรื่อง การแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างตลาดทุนไทย

ด้วยสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างตลาดทุนไทย (Demutualization) ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายไว้ที่หน้าแรกของเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. (www.sec.or.th) หรือที่ http://capital.sec.or.th/webapp/phs/upload/phs1232532206oryor7_2552.pdf โดยมีหลักการสำคัญในเรื่องดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 การแปรสภาพตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นบริษัทมหาชน
ส่วนที่ 2 กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (Capital Market Development Fund: CMDF)
ส่วนที่ 3 ข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ส่วนที่ 4 การแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกการผูกขาด
ส่วนที่ 5 การกำกับตลาดหลักทรัพย์ภายใต้ พ.ร.บ. ใหม่

และเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจมีโอกาสได้ทำความเข้าใจอย่างชัดเจนและมีโอกาสซักถามในประเด็นที่สงสัย สำนักงาน ก.ล.ต. จึงจัดสัมมนา เรื่อง การแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างตลาดทุนไทย (Demutualization) เพื่ออธิบายที่มา ความจำเป็น และสาระของการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจได้รับฟัง ซักถาม และแสดงความคิดเห็น โดยงานสัมมนาจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2552 เวลา 13.00-16.45 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีกำหนดการตามเอกสารภาพที่ส่งมาพร้อมนี้


สำนักงาน ก.ล.ต. จึงขอเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาในวันและเวลาดังกล่าว โดยสามารถแจ้งสำรองที่นั่งได้ที่ SET call center โทรศัพท์ 0-2229-2222 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สำนักงาน ก.ล.ต. (คุณพร้อมพร กุสุมภ์) โทรศัพท์ 0-2695-9548




*สัมมนา เรื่อง "เสริมพลังสถาบันการค้าไทย สู้ภัยเศรษฐกิจโลก"

นายคมสัน โอภาสสถาวร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจกรรมสมาคมการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กำหนดที่จะจัดสัมมนา เรื่อง "เสริมพลังสถาบันการค้าไทย สู้ภัยเศรษฐกิจโลก" ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้องบอลรูม โรงแรมโฟร์ซีวั่น ราชดำริ ให้เกียรติเปิดสัมมนา โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และปาฐกถาพิเศษ "บทบาทสถาบันการค้าไทย ในสภาวะวิกฤตโลก" โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

นอกจากนี้ จะมีการสัมมนากลุ่มสมาคมการค้าเพื่อระดมความคิดเห็นในแนวทางการปรับตัว ของกลุ่มสมาคมการค้า 9 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ 1. กลุ่มสินค้าเกษตรและแปรรูปสินค้าเกษตร 2. กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและประมง 3. กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นและอัญมณี 4. กลุ่มธุรกิจการค้าและการค้าร่วม 5. กลุ่มการเงินและการลงทุน 6. กลุ่มธุรกิจบริการ 7. กลุ่มอุตสาหกรรม 8. กลุ่มธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และ9. กลุ่มยาและเวชภัณฑ์
นายคมสัน กล่าวว่า ในภาวะปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างหนัก ซึ่งได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อภาคธุรกิจ ในหลากหลายประเภท ทั้งในเรื่องต้นทุนการผลิต การขนส่ง และระบบการเงินหมุนเวียน เป็นต้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในบางรายถึงกับต้องปิดกิจการ เพื่อพยุงตัวเองให้อยู่รอดภายใต้สถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น
การสร้างความเข้มแข็งและแข็งแกร่งให้กับสถาบันการค้ายิ่งจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากการแข่งขันด้านธุรกิจในปัจจุบัน จะทวีความเข้มข้นมากขึ้น การที่ธุรกิจของคนไทยจะสามารถอยู่ได้ต่อไปในระยะยาว อย่างมั่นคงและยั่งยืนนั้น จะต้องมีพื้นฐานทางธุรกิจที่เข้มแข็ง รู้เท่าทันกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก และระบบตลาดการค้าเสรี จึงจะสามารถแข่งขันได้อย่างทัดเทียมทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในระดับสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้า ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต่างก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยสร้างรากฐานของธุรกิจให้เข้มแข็ง
ผู้ประกอบการ จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างคล่องตัว จะต้องมาร่วม เสริมพลังสถาบันการค้าไทย สู้ภัยเศรษฐกิจโลก เพื่อหาทางออก ของปัญหาทางธุรกิจ พร้อมรับฟังแนวทางปรับตัวจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งภาครัฐบาล และภาคเอกชน โดยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด และสำรองที่นั่งได้ที่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
โทร.02-622-1860-70 ต่อ 263 – 266
ประชาสัมพันธ์ โทร. 02-6221860-76 ต่อ 402-7


โดย: jenifaae วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:14:49:59 น.  

 
*เสวนา "ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น"

เสวนา "ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น"

โดย : โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch)

เนื่องด้วย โครงการขยายองค์ความรู้แม่อายสู่อันดามัน (เพื่อการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่อันดามัน) ร่วมกับ กองทุนคนึง ฦาไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ, โครงการการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย จ.ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และมูลนิธิกระจกเงา


กำหนดจัดเวทีสัมมนาวิชาการ

"ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น"

ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ.2552 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

กำหนดการ

08.30 - 09.00 น. ลงทะเบียนและรับเอกสารประกอบการสัมมนา
09.00 - 09.10 น. กล่าวต้อนรับ โดย คุณสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ (รอการยืนยัน) อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมายศูนย์ช่วยเหลือสิทธิและกฎหมายแก่ผู้ประสบภัยสึนามิ มูลนิธิเอเชีย
09.10 - 09.25 น. กล่าวเปิดการสัมมนา
โดย คุณวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (รอการยืนยัน)
อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

ช่วงที่ 1

09.25 - 09.45 น. "ความเป็นมาของร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น" โดย อาจารย์วีนัส สีสุข อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ช่วงที่ 2

09.45 – 10.15 น. "ร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น: ความเป็นไปได้ในกระบวนการนิติบัญญัติของไทย" โดย รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

10.15 – 10.45 น. "ร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น: หน้าที่ของรัฐไทยภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ" โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่วงที่ 3
10.45 – 11.15 น. "ข้อสนับสนุนทางวิชาการด้านมนุษยวิทยา: อย่างไรที่เรียกว่า 'ไทยพลัดถิ่น'"
โดย อาจารย์ ดร.ฐิรวุฒิ เสนาคำ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

11.15 – 11.45 น. "ปากคำคนไทยพลัดถิ่น: จะรู้ได้อย่างไรว่าใคร คือ ไทยพลัดถิ่น??" โดย คุณรสิตา ซุยยัง
ตัวแทนคนไทยพลัดถิ่นจาก จ.มะริด ประเทศพม่า
11.45 – 12.30 น. เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ดำเนินการ โดย คุณสรินยา กิจประยูร
12.30 – 13.30 น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.30 – 14.15 น. สรุปการสัมมนา
โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.15 – 14.30 น. กล่าวปิดการสัมมนา
โดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (รอการยืนยัน)
คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำเนินการเสวนา โดย อาจารย์สรินยา กิจประยูร
มูลนิธิดวงใจพ่อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

สอบถามรายละเอียด
Tel (66)8-5123-2606




*การอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร "การสร้างระบบโทรศัพท์ IP-PBX และ VoIP "

การอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร "การสร้างระบบโทรศัพท์ IP-PBX และ VoIP " รุ่นที่ 3

ระหว่างวันที่ 29-30 มกราคม 2552 เวลา 08.45- 17.00 น.

ณ ห้องอบรมอาคาร 29 ศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

1.หลักการและเหตุผล

ในสภาพปัจจุบัน ที่ระบบการสื่อสารและระบบโทรศัพท์เข้ามามีบทบาทและเป็นปัจจัยที่สำคัญในการติดต่อสื่อสารของทุกๆบริษัทและองค์กร ดังนั้นการลดค่าใช้จ่ายค่าบริการโทรศัพท์ต่างๆในพื้นที่ ทั้งทางไกลในประเทศและต่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่หลายองค์กรต่างให้ความสำคัญ วันนี้หากเราสามารถนำเทคโนโลยี VoIP มาใช้ในองค์กรจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์และโทรสารได้อย่างมาก ซึ่งอาจจะมากถึง 90% หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรที่มีการเชื่อมต่อระบบการสื่อสาร

สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้เล็งเห็นความสำคัญจึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร " การสร้างระบบโทรศัพท์ IP-PBX และ VoIP " นี้ขึ้นเพื่อทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่สนใจเข้าอบรมสามารถนำความรู้ด้านเทคโนโลยี VoIP ไปใช้กับองค์กรและสามารถจัดการหมายเลขโทรศัพท์ต่างๆได้เอง การอบรมเน้นการติดตั้งและสามารถนำไปใช้งานได้จริง โดยผู้เข้าอบรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอบรมใดๆทั้งสิ้น

2.วัตถุประสงค์

2.1) เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ด้านเทคโนโลยี VoIP

2.2)เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้เกี่ยวกับระบบโทรศัพท์ผ่าน VoIP และสามารถเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

2.3)เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้จริงและสามารถติดตั้งระบบ VoIP ได้

2.4) เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้และเข้าใจในการสร้างระบบตู้สาขาโทรศัพท์แบบ IP-PBX

3.เนื้อหาการอบรม

3.1) แนวโน้มและทิศทางของ Web 2.0 และ VoIP

3.2) ระบบโทรศัพท์ VoIP

3.3) ความสามารถของ Asterisk, โครงสร้างและการนำไปใช้งาน

3.4) การติดตั้ง Asterisk

3.5) การเขียน Dial Plan ควบคุมระบบโทรศัพท์

3.6) การสร้าง SIP Trunk เชื่อมต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์บ้านและมือถือ

4.วิทยากร

อาจารย์กิตติพงษ์ สุวรรณราช ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ

มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก

5.วัน-เวลา-สถานที่

ระยะเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 29 - 30 มกราคม 2552 เวลา 08.45- 17.00 น.
ณ ห้องอบรมอาคาร 29 ศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม อยู่ติดกับกรมส่งเสริมการส่งออกและตรงข้ามกับศาลอาญาและกรมอัยการ
การเดินทาง โดยรถยนต์ส่วนตัว หรือรถประจำทาง โดยมีรถตู้ปรับอากาศผ่านหลายสาย
รถปรับอากาศ : ปอ.185 , ปอ. 136 , ปอ.206 , ปอ.529 รถโดยสารธรรมดา : สาย 38, 126, 136, 134 ก , 178 , 179 , 206

6.คุณสมบัติผู้เข้าอบรม

ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในธุรกิจและผู้สนใจที่ต้องการนำความรู้จากการอบรมไปต่อยอดเชิงธุรกิจ จำนวน 30 คน โดยต้องมีความรู้การใช้งาน Linux เบื้องต้น

7.ผลที่คาดว่าจะได้รับ

7.1) ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ไปประกอบธุรกิจด้าน VoIP ได้

7.2) ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้เรื่อง VoIP ไปใช้ในองค์กรเพื่อลดค่าใช้จ่ายโทรศัพท์ โทรสาร

7.3) ผู้เข้าอบรมสามารถเพิ่มมูลค่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรองรับเทคโนโลยีต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

8.ผู้รับผิดชอบโครงการ

สำนักส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรโทรคมนาคม สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โทรศัพท์ 02-575-4118 ต่อ 117- 119 โทรสาร 02- 575-4131


โดย: jenifaae วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:14:50:55 น.  

 
*อ่านวรรณกรรมที่รวบรวมกรุงเทพฯ ในหลากหลายแง่มุม

วันที่ 24 มกราคม 2552 - 1 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10:00 น.

สถานที่จัดกิจกรรม
ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร




*งานประชุมวิชาการครอบครัวศึกษาครั้งที่ 1/2552 เรื่อง " การจัดการครอบครัวด้วยความรู้ "

ขอเรียนเชิญร่วมงานประชุมวิชาการครอบครัวศึกษาครั้งที่ 1/2552 เรื่อง " การจัดการครอบครัวด้วยความรู้ " ในวันพฤหัสบดีที่ 12 – วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 08.00 – 16.00 น. ณ ห้อง Convention Hall ชั้น 2 อาคารศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

การจัดงานประชุมวิชาการในครั้งนี้ เป็นการระดมความรู้เกี่ยวกับการทำงานเรื่องครอบครัวจากหน่วยงานต่างๆ เป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงาน การแลกเปลี่ยนงานศึกษาวิจัย และช่วยสร้างความตื่นตัวของคนทำงานและสังคมให้ตระหนักถึงการทำงานบนฐานความรู้ โดยความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆทั้งในส่วนภาครัฐ นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายครอบครัว จัดงานประชุมวิชาการครอบครัวศึกษา "การจัดการงานครอบครัวด้วยความรู้" เพื่อเป็นก้าวแรกในการประสานเครือข่ายคนทำงานและนักวิชาการด้านครอบครัว ก่อนที่จะริเริ่มให้เกิดเครือข่ายหรือองค์กรทำงานวิชาการด้านครอบครัวศึกษาขึ้น และเพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมครอบครัวให้เกิดสุขภาวะในโอกาสต่อไป

สนับสนุนโดย : แผนงานสุขภาวะครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

ท่านที่สนใจเข้าร่วมงาน กรุณาแจ้งการตอบรับทางโทรสาร 02 – 9542348 หรือ e-mail : kuncharee@familynetwork.or.th an_dromeda19@yahoo.com ภายในวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันํธ์ 2552

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว โทร. 02 - 9542346-7 (คุณกุญชรี / คุณภารดา)

ไม่มีค่าใช้จ่าย

หมายเหตุ : สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามไฟล์ที่แนบมานี้

--
ชมรมเครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว
มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
192 ซอย 8 ถนนเทศบาลนิมิตรเหนือ
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพ 10900
Tel: 0-2954-2346-7
Fax: 0-29542348
Email: thaisingleparent@gmail.com
http://www.thaisingleparent.com




*สัมมนา 2 เรื่องเด็ด +หัวข้อ “งัดหุ้นเด่นสู้พิษเศรษฐกิจปี 52” และหัวข้อ “ลั่นระฆังก่อนขุดทองโกล์ดฟิวเจอร์ส”

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552 เวลา 13.00 – 17.30 น (ฟรี!)

ณ หอประชุมศาสตราจารย์ สังเวียนอินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ

สนใจสำรองที่นั่งด่วน 02-693 4555 ต่อฝ่ายโฆษณา 124, 126 (โอเปอร์เรเตอร์ กด 0)


โดย: jenifaae วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:14:59:59 น.  

 
*ม.มหิดลจัด 'สืบสานพระราชบิดาสู่ปัญญาของแผ่นดิน'

มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน "มหิดลวิชาการ 52" ภายใต้แนวคิด "สืบสานพระราชบิดา สู่ปัญญาของแผ่นดิน" เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 40 ปี แห่งการพระราชทานนาม "มหาวิทยาลัยมหิดล" ระหว่างวันที่ 6 – 7 กุมภาพันธ์ 2552 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

กิจกรรมภานในงานมีมากมายไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม MU Exhibition "นานานิทรรศการแห่งมหิดล" , กิจกรรม MU Innovation นำเสนอผลงานที่โดดเด่น ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ, กิจกรรม MU Product การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยมหาวิทยาลัยมหิดล และ MUGE Exhibition กิจกรรมแสดงผลงานการจัดการเรียนการสอน รายวิชา "การศึกษาทั่วไปเพื่อการพัฒนามนุษย์" และผลงานโครงงานของนักศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม

กิจกรรม Open House "เปิดบ้านมหิดล บ้านแห่งการเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด" เป็นกิจการรมที่จัดขึ้นโดยให้คณะ วิทยาลัย สถาบัน และสำนักต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดลจัดแสดงผลงานทางวิชาการของอาจารย์ และนักศึกษา นวัตกรรมที่น่าสนใจ ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไป

กิจกรรม MU Admission 2009 "ค้นหาตัวเอง เจาะลึกเส้นทางสู่รั้วมหาวิทยาลัย" พบกับการแนะนำหลักสูตร และให้ข้อมูลการรับสมัครนักศึกษาในระบบโควตา รับตรง และ Admission ประจำปี 2552 รวมถึงรายละเอียดคะแนนสูง – ต่ำ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลแต่ละคณะในปีที่ผ่านมา พร้อมด้วยอาจารย์และรุ่นพี่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกคณะต่างๆ กิจกรรมสนุกๆ ที่จะค้นหาความถนัดของตนเอง

นอกจากนั้นเรายังมี MU Hospital "บริการตรวจสุขภาพครบวงจร" เปิดให้บริการตรวจสุขภาพครบวงจร ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับบุคลากรทางการแพทย์ การให้บริการทันตกรรม อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน อีกทั้งบริการแพทย์ทางเลือกอีกหลายศาสตร์ เช่น การฝังเข็ม นวดแผนไทย เก้าอี้นั่งสบาย กายภาพบำบัด, กิจกรรม MU Festival "ร้อง เล่น เต้น ช็อป กับมหกรรมกิจกรรมนักศึกษา", กิจกรรม MU Relaxing Zone "ผ่อนคลายสบายอารมณ์กับตลาดนัด และ Book Fair" และกิจกรรม MU Tour "เพลิดเพลินบรรยากาศ มหิดล ศาลายา"

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน "มหิดลวิชาการ 52" ได้ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003139




*อ่านความเป็นไทยในวัฒนธรรมการสร้างสรรค์

ภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากรร่วมกับวารสาร "อ่าน" เตรียมจัดซีรีย์เสวนาเกี่ยวกับ "ความเป็นไทย" ในงานออกแบบสร้างสรรค์ใช้ชื่อว่า "อ่านความเป็นไทยในวัฒนธรรมการสร้างสรรค์" ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ณ หอศิลปะสถาปัตยกรรมพระพรหมพิจิตร ชั้น 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เวลา 15.00-17.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

"ความเป็นไทย" เป็นประเด็นสำคัญของวงวิชาการด้านการออกแบบในสังคมไทย คนทั่วไปต่างคาดหวังว่า งานสร้างสรรค์ที่คิดขึ้นโดย "นักออกแบบไทย" ควรจะต้องมี "ความเป็นไทย" เป็นองค์ประกอบเสมอ อย่างไรก็ตาม แม้สังคมจะสนใจเรื่องการสร้างความเป็นไทย แต่น่าแปลกที่การทำความเข้าใจอย่างจริงจังกลับมีปริมาณไม่มากนัก และที่มีอยู่ก็เป็นเพียงความพยายามหา "ความเป็นไทยสำเร็จรูป" เพื่อเป็นวัตถุดิบในการทำงานออกแบบอย่างฉาบฉวยมากกว่าที่จะศึกษาอย่างวิพากษ์วิจารณ์

ซีรีย์เสวนา "อ่านความเป็นไทยในวัฒนธรรมการสร้างสรรค์" เป็นความพยายามหนึ่งที่จะเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว โดยหวังจะเป็นเวทีที่กระตุ้นการมองอย่างลึกซึ้งและรู้เท่าทัน "ความเป็นไทย" ที่ดาษดื่นและฉาบฉวยอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน

ทั้งนี้ ซีรีย์เสวนา "อ่านความเป็นไทยในวัฒนธรรมการสร้างสรรค์" แบ่งออกเป็น 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ในวันพุธที่ 4 ก.พ. 52 เรื่อง"ความเป็นไทย: ทุนทางวัฒนธรรม มูลค่าเพิ่มในงานออกแบบ?" มีกิตติรัตน์ ปิติพาณิช ผอ.ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการออกแบบ TCDC, ธนญชัย ศรศรีวิชัย บริษัท ฟีโนมีนา จำกัด และชาตรี ลดาลลิตสกุล บริษัท ต้นศิลป์ สตูดิโอ ร่วมพูดคุย ดำเนินการเสวนาโดย อ.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร

ครั้งที่ 2 วันพุธที่ 11 ก.พ. 52 เรื่อง "ว่าด้วยความเป็นไทย ไม่ไทย และไทยๆ ในงานศิลปะและการออกแบบ" ร่วมพูดคุยโดย ประชา สุวีรานนท์ เจ้าของคอลัมน์ ดีไซน์คัลเจอร์ มติชนสุดสัปดาห์ และผศ.สุธี คุณาวิชยานนท์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร โดยมี รศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ดำเนินการเสวนา

และครั้งที่สุดท้าย ในวันอังคารที่ 17 ก.พ. 52 เรื่อง "ความเป็นไทย: กับดักจินตนาการ เพดานของการสร้างสรรค์?" มี อ.ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ และคำ ผกา นักเขียนและคอลัมนิสต์ ร่วมกับ อ.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร พูดคุยใหความคิดเห็น โดนมีศรัณย์ ทองปาน วารสารเมืองโบราณ ทำหน้าที่ดำเนินการเสวนา




*ประกวดภาพถ่าย"บ้าน"

มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ จัดประกวดภาพถ่ายนานาชาติครั้งที่ 5 ในหัวข้อ "บ้าน" เนื่องในงานวันนริศประจำปี 2552 เพื่อน้อมรำลึกพระปรีชาสามารถของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และเพื่อส่งเสริมเผยแพร่งานด้านศิลปวัฒนธรรมแก่สาธารณชน ขอเชิญชวนผู้สนใจส่งภาพถ่ายเข้าประกวด โดยส่งผลงานทางไปรษณีย์ ระหว่างวันที่ 12-18 ก.พ. หรือส่งผลงานด้วยตนเอง ที่ห้องลานจัน สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายในวันที่ 19-21 ก.พ. สอบถามโทร. 0-2880-7730 หรือ http://www.su.ac.th หรือ http://www.photo.su.co.th


โดย: jenifaae วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:03:58 น.  

 
*สัมมนา เรื่อง "กฏระเบียบ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการปฏิบัติในการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ"

จะจัดขึ้น ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2552 เวลา 08.30 – 17.00 น. ณ ห้องเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา




*อะไรคือความลับของสาววัย 40+

ร่วมไขความลับกันได้ในการเสวนา "Anti-Aging คงความสาวไว้หลังวัย 40" พบวิทยากร นพ.กฤษฏา ศิรามพุช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้าน Anti-aging และ พญ.ณัฐินี สุทธินรเศรษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง

ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นกันเองได้ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552 เวลา 13.30-16.00 น. ณ ห้องประชุม บริษัท รักลูก กรุ๊ป จำกัด ถนนประชาชื่น

กิจกรรมภายในงาน สนทนาเกี่ยวกับการชะลอวัย การดูแลตนเอง ดูแลผิวพรรณเพื่อคงความสาวไว้ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งยังมีกิจกรรมการตรวจธาตุเจ้าเรือน จากศูนย์แพทย์แผนไทย รพ.นครธน พร้อมมุมอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

สำหรับผู้ที่สนใจ สำรองที่นั่งได้ ฟรี 0-2831-8400 และ 0-2913-7555 ต่อ 3534 สำหรับผู้สำรองที่นั่ง 30 ท่านแรก รับฟรี หนังสือ เคล็ดลับดูแลผิว Forever Young มูลค่า 185 บาท หรือ Healthy Aging Woman 40+ มูลค่า 165 บาท




* การเสวนาทางวิชาการเรื่อง " ความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชาและพม่า : ผลกระทบต่อการค้าการลงทุน "

โดย โครงการส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชาและพม่า

สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 09.00 – 12.00 น.
ณ ห้องฝึกอบรม4 สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
________________________________________

สืบเนื่องจากผลกระทบทางด้านความมั่นคงทางชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้ก่อให้เกิดปัญหาข้ามชาติหรือปัญหาข้ามพรมแดน (Transbordering issues) อันได้แก่ การก่อการร้ายข้ามชาติ ปัญหาการค้ามนุษย์ แรงงานข้ามชาติ การละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาการค้ายาเสพติด เป็นต้น ซึ่งล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงทางชายแดนไทย-กัมพูชานั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดความขัดแย้งจากกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกและปัญหาการแบ่งเส้นเขตแดนที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จึงทำให้นักลงทุนหวาดระแวงว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นปะทะกันและนำไปสู่การปิดด่านชายแดน ในขณะที่ปัญหาความมั่นคงทางชายแดนไทย-พม่า เกิดจากปัญหาความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลพม่า การสู้รบของชนกลุ่มน้อยตามบริเวณตะเข็บชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าไปลงทุนและการค้าตามแนวชายแดนเป็นอย่างมาก

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตระหนักถึงผลกระทบและแนวโน้มการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นปัจจัยต่อการดำเนินการส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชาและพม่า จึงเห็นสมควรจัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อดังกล่าว โดยการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตรง เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและแนวทางในการปรับตัวในสถานการณ์ปัจจุบัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการลงทุนสำหรับนักลงทุน ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจโดยทั่วไป โดยมีรายละเอียดการเสวนาทางวิชาการ ดังนี้

08.30 - 09.00 น. ลงทะเบียน
09.00 - 09.10 น. รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ
กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมเสวนาทางวิชาการ
09.10 - 11.30 น. การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง " ความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา และ
พม่า : ผลกระทบต่อการค้าการลงทุน " โดย
- พันเอกพฤษภะ สุวรรณทัต ผู้อำนวยการกองกิจการชายแดนไทย-พม่า กรมกิจการชายแดนทหาร
- พันเอกศิริศักดิ์ สิริบรรสพ ผู้อำนวยการกองกิจการชายแดนไทย-กัมพูชา กรมกิจการชายแดนทหาร
- นาวาเอกหญิงจารุพร ทรัพย์แสนดี กอง 6 ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย
11.30 - 12.00 น. ถาม - ตอบ สรุปประเด็นการเสวนา

ผู้ดำเนินรายการ อาจารย์นิตยาภรณ์ พรมปัญญา โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิยาลัย

สำรองที่นั่ง ภายในวันที่ 31 มกราคม 2552 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
สำนักงานโครงการส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชาและพม่า
สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี 12120
โทร.0-2564-5000-3 # 234, 418 โทรสาร. 0-2564-4888, 0-2564-4777
e-mail : bee25281@hotmail.com, ieas@asia.tu.ac.th, http://www.asia.tu.ac.th


โดย: jenifaae วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:05:20 น.  

 
*สัมมนาหัวข้อ : "การปรับตัวด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การในช่วงสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ"

พบกับตัวแทนผู้ประกอบการ สมาคม และผู้บริหารงานทรัพยากรมนุษย์จากหลากหลายองค์กรชั้นนำ
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2552 เวลา 8.30 - 16.00 น. ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติฯ นิด้า
สำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันที่จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2552
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-727-3477




*ข่าวการสัมมนาประจำเดือน มีนาคม 2552

●สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมวิชาการเพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษา 82 พรรษา
ในปี 2552 และในโอกาสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบการสถาปนา 75 ปี
ข่าวการสัมมนาประจำเดือน มีนาคม 2552


●สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จัดกิจกรรมวิชาการเพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษา 82 พรรษา ในปี 2552
และในโอกาสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบการสถาปนา 75 ปี
ข่าวการสัมมนาประจำเดือน มีนาคม 2552 (ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสัมมนา)

●สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดจัดกิจกรรมบริการความรู้ทางวิชาการเพื่อเทิดพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษา 82 พรรษา ในปี 2552 และในโอกาสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบวันสถาปนา 75 ปี รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนทั่วไป ทุกอาชีพ ไม่จำกัดเพศ วัย และวุฒิการศึกษา โดยกำหนดจัดหัวข้อการสัมมนา ประจำเดือนมีนาคม 2552 จำนวน 11 เรื่อง ดังนี้

เรื่อง “ศิลปะการพับผ้าเช็ดหน้า : ช่อกุหลาบทรงกลม”
บรรยายโดย : อาจารย์วงศ์ไทย สุเสวี และคณะ
วันพุธที่ 4 มีนาคม 2552 เวลา 9.00 – 12.00 น.
ณ ห้องประชุม ประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มธ. ท่าพระจันทร์ กทม.


●เรื่อง “บ้านปลอดภัยเพื่อผู้สูงวัย”
บรรยายโดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไตรรัตน์ จารุทัศน์ (สำนัก จัดร่วมกับ มูลนิธิ รพ. ธรรมศาสตร์ฯ)
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2552 เวลา 9.00 -12.00 น.
ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารมูลนิธิ รพ. ธรรมศาสตร์ฯ ถ.ศรีอยุธยา กทม.


●โครงการฝึกอาชีพ เรื่อง “สเต็กหมู”
บรรยายโดย : อาจารย์ หม่อมหลวงอุบล ดีสวัสดิ์ (สำนัก จัดร่วมกับ สมาคมเสริมศึกษาฯ)
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2552 เวลา 9.00 -14.00 น.
ณ บริเวณคอมมอนรูม คณะศิลปะศาสตร์ ชั้นล่าง (ริมน้ำ) มธ. ท่าพระจันทร์ กทม.
(โทรศัพท์จองที่นั่งได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 10 มีนาคม 2552 )


●เรื่อง “ไทเก็กและลมปราณชีวิต ”
บรรยายโดย : อาจารย์วิโรจน์ เมฆฉาย (สำนัก ร่วมกับ มูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ)
วันพุธที่ 18 มีนาคม 2552 เวลา 13.00 – 16.00 น.
ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารมูลนิธิ รพ. ธรรมศาสตร์ฯ ถ.ศรีอยุธยา กทม.


●เรื่อง “โรคเบาหวานกับสุขภาพของคนไทย”
บรรยายโดย : รองศาสตราจารย์ นายแพทย์กัมมาล กุมาร ปาวา
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น.
ณ ชุมชนเทศบาลเมืองท่าโขลง จังหวัดปทุมธานี (สำนัก จัดร่วมกับ เทศบาลเมืองท่าโขลง จังหวัดปทุมธานี)


●เรื่อง "สมเด็จย่าและสมเด็จพระพี่นางในความทรงจำอันงดงาม"
อภิปรายโดย: วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2552 เวลา 13.30-16.30 น.
ณ ห้องประชุมประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ
(สำนัก จัดร่วมกับ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย)


●เรื่อง “ฝึกลมปราณเพื่อสุขภาพ” ครั้งที่ 3/52
บรรยายโดย : อาจารย์ศุภกิจ นิมมานนรเทพ
วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น.
ณ ห้องประชุม ประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มธ. ท่าพระจันทร์ กทม.


●เรื่อง “ความรู้ด้านสุขภาพ”
บรรยายโดย : คณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
วันอังคารที่ 24 มีนาคม 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น.
ณ ห้อง C 5 ชั้น 5 อาคารวิทยาลัยนวัตกรรม มธ. ท่าพระจันทร์ กทม.


●เรื่อง “ความรู้ด้านสุขภาพ”
บรรยายโดย : คณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
วันอังคารที่ 24 มีนาคม 2552 เวลา 13.00 -15.00 น.
ณ ห้อง C 5 ชั้น 5 อาคารวิทยาลัยนวัตกรรม มธ. ท่าพระจันทร์ กทม.


●เรื่อง “การรักษาอาการปวดหลังจากการทำงาน”
บรรยายโดย : อาจารย์ธิดารัตน์ อร่ามวัฒนชัย (สำนัก ร่วมกับ มูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ)
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2552 เวลา 13.30 -16.30 น.
ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารมูลนิธิ รพ. ธรรมศาสตร์ฯ ถ.ศรีอยุธยา กทม.


●เรื่อง “ธรรมคลีนิค”
บรรยายโดย : พระอาจารย์อารยะวังโส (สำนัก ร่วมกับ มูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ)
วันเสาร์ที่ 28 – อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2552 เวลา 9.00 – 15.00 น.
ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารมูลนิธิ รพ. ธรรมศาสตร์ฯ ถ.ศรีอยุธยา กทม.
ผู้สนใจติดต่อและขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ
โทร. 02-6133820-5, 02-2264396




*สัมมนาเชิงปฏิบัติการ พลิกวิกฤติการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้

อนุกรรมาธิการกิจการไทย – มาเลเซีย เตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ พลิกวิกฤติการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้
18 ก.พ.52- อนุกรรมาธิการกิจการไทย – มาเลเซีย สภาผู้แทนราษฎร เตรียมจัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง พลิกวิกฤติการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ : เหตุผล ความจำเป็น และยุทธศาสตร์ ในวันที่ 22 – 23 มี.ค. นี้ หวังระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาการศึกษาในจ.ชายแดนใต้ ให้มีประสิทธิภาพ
นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย(ไทย – มาเลเซีย) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า อนุกรรมาธิการเตรียมจัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง พลิกวิกฤติการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ : เหตุผล ความจำเป็น และยุทธศาสตร์ ในวันที่ 22 – 23 มี.ค. นี้ ที่ โรงแรมดิอิมพิเรียล จ. นราธิวาส โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนศาสนา โดยจะมีการระดมความเห็นจากหลายฝ่ายเพื่อร่วมกันหาแนวทางในการจัดการคุณภาพการศึกษาให้กับเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีประสิทธิภาพ และมีความสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากสถานศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้ในอนาคต
เรณู เขมาปัญญา / ผู้สื่อข่าว
มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบเรียง


โดย: jenifaae วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:03:33 น.  

 
*กมธ.ศึกษาปัญหาภาคใต้ สผ. เตรียมจัดสัมมนาเรื่อง “วิกฤตชายแดนใต้จะยุติลงได้อย่างไร”

23 ก.พ. 52 รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร เผย จะจัดสัมมนาเรื่อง “วิกฤตชายแดนใต้จะยุติลงได้อย่างไร” หวังขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มากที่สุด 30 มี.ค. นี้
นายนัจมุดดีน อูมา รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดสัมมนาเรื่อง “วิกฤตชายแดนใต้จะยุติลงได้อย่างไร” ในวันที่ 30 มีนาคม 2552 ว่า กมธ.จะระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสถานการณ์โลกมาประยุกต์ใช้กับปัญหาภาคใต้ของไทย โดยคาดหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและความสัมพันธ์อันดีของประชาชนในพื้นที่ให้กลับมาโดยเร็ว และเชื่อว่า จะยุติความรุนแรงและคืนสันติสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ โดยการจัดสัมมนาดังกล่าวจะมีขึ้น ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น.
นายนัจมุดดีน กล่าวต่อไปว่า ในการสัมมนาครั้งนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา หลังจากนั้น จะมีการอภิปรายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศต่าง ๆ อาทิ ความขัดแย้งในรัฐอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือ โยผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ ในช่วงเวลา 15.30 น. นายกรัฐมนตรีจะกล่าวปฐกถาพิเศษเกี่ยวกับทิศทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

อัญชิสา จ่าภา ผู้สื่อข่าว
มันทนา ศรีเพ็ญประภา เรียบเรียง




*กมธ.กีฬา วุฒิสภา เตรียมจัดสัมมนากีฬาแก้ปัญหาชาติได้ทุกเรื่อง

26 ก.พ. 52 - ประธาน กมธ. กีฬา วุฒิสภา เผยเตรียมจัดสัมมนากีฬาแก้ปัญหาชาติได้ทุกเรื่อง 31 มี.ค. 52 พร้อมเรียกร้องรัฐริเริ่มโครงการทางการกีฬาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้าประเทศ เชื่อจะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนและส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของไทย
นายวรวุฒิ โรจนพานิช ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา เปิดเผยว่า กมธ.เตรียมจัดสัมมนาเรื่อง “กีฬาแก้ปัญหาชาติได้ทุกเรื่อง” ขึ้น ในวันที่ 31 มีนาคม 2552 โดยจะเชิญตัวแทนที่มีความชำนาญทางด้านกีฬาทั้งในและนอกวงการกีฬาเข้าชี้แจง ให้ความรู้และระดมความคิดเห็นร่วมกัน ในความเชื่อที่ว่ากีฬาแก้ปัญหาชาติได้ทุกเรื่องได้อย่างไรและโดยวิธีใด ทั้งนี้จะนำข้อมูลที่ได้นำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานต่อไป
นายวรวุฒิ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรให้ความสนใจและใส่ใจกับการพัฒนาการกีฬาของประเทศให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่ากีฬาจะช่วยลดปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม สุขภาพและฝึกฝนให้คนรู้ แพ้รู้ชนะ รู้อภัย นอกจากนี้ยังเห็นว่า รัฐควรที่จะริเริ่มโครงการทางการกีฬาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้ามาดูกีฬาและท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งหากทำได้จะส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนและส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว รวมถึงเศรษฐกิจของไทยด้วย

วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว/เรียบเรียง




*โครงการนำเสนอประสบการณ์การผสมผสานการแพทย์ทางเลือกในระบบบริการสุขภาพ

ขอเชิญบุคลากรสาธารณสุขเข้าร่วม โครงการนำเสนอประสบการณ์การผสมผสานการแพทย์ทางเลือกในระบบบริการสุขภาพ : ปัญหา อุปสรรค และความสำเร็จ

สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการนำเสนอประสบการณ์การผสมผสานการแพทย์ทางเลือกในระบบบริการสุขภาพ : ปัญหา อุปสรรค และความสำเร็จ ระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม 2552 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จ.ปทุมธานี เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นของบุคลากรด้านสุขภาพที่ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ทางเลือก และผู้สนใจ

วัตถุประสงค์

เพื่อจัดให้มีการนำเสนอประสบการณ์ในการจัดบริการการแพทย์ทางเลือกในสถานบริการสุขภาพของรัฐ
เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรุ้ประสบการณ์ในการจัดบริการการแพทย์ทางเลือกในสถานบริการสุขภาพขิองรัฐซึ่งกันและกัน
เพื่อถอดบทเรียนและเผยแพร่ประสบการณ์ในการจัดบริการการแพทย์ทางเลือกในสถานบริการสุขภาพของรัฐ
กลุ่มเป้าหมาย

บุคลากรสาธารณสุข ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการแพทย์ทางเลือก และนำไปพัฒนาให้เกิดบริการในสถานบริการสุขภาพ และบุคลากรสาธารณสุขที่สนใจ รวมทั้งสิ้นประมาณ 100 คน
ค่าลงทะเบียน

ไม่เสียค่าลงทะเบียน

ผู้จัดจะจัดอาหารกลางวัน อาหารว่างและเครื่องดื่ม ตลอดการสัมมนา พร้อมเอกสารประกอบการบรรยาย ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาและผู้นำเสนอประสบการณ์
ค่าที่พัก ค่าพาหนะ และค่าเบี้ยเลี้ยง ของผู้เข้าร่วมสัมมนา เบิกจากต้นสังกัด
วิธีการสมัคร (ผู้เข้าร่วมสัมมนา)

กรุณาส่งใบสมัคร พร้อมหนังสืออนุญาตให้เข้าร่วมสัมมนาจากหน่วยงาน ไปยัง กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ สำนักการแพทย์ทางเลือก โทรสาร 0-2965-9195 ภายในวันที่ 15 มีนาคม 2552
สำรองห้องพักด้วยตนเองที่ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จ.ปทุมธานี (แผนกสำรองห้องพัก) โทร. 0-2992-6999 โทรสาร 0-2992-6826 เว็บไซต์ http://www.asiahotel.co.th
วิธีการสมัคร (ผู้นำเสนอประสบการณ์)

กรุณาส่งใบสมัคร และข้อมูลเรื่องที่นำเสนอ ไปยัง กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ สำนักการแพทย์ทางเลือก โทรสาร 0-2965-9195 ภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 และจะแจ้งผลการพิจารณาให้ทราบ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552
ผู้ประสานงาน

กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ โทร. 0-2965-9194 ต่อ 117
น.ส.ภิวรรณ มนัสตรง มือถือ 086-906-3665
น.ส.สิริอร เพ็ชรกุล มือถือ 089-031-5272


โดย: jenifaae วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:04:39 น.  

 
*ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภาภรณ์ ครั้งที่ 11

9 มี.ค. ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภาภรณ์ ครั้งที่ 11: ลัทธิชาตินิยมไทย-สยาม กับกัมพูชา: ข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร (กลับมาเยือน)

การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภาภรณ์ ครั้งที่ 11

เรื่อง “ลัทธิชาตินิยมไทย-สยาม กับกัมพูชา: ข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร (กลับมาเยือน)”

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

กำหนดการ

9:15-10:00 น. พิธีสงฆ์

9:30-10:00 น. ลงทะเบียน

10:00-10:10 น.

ฉายวีดิทัศน์แนวคิดคุณภาพแห่งชีวิตของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

10:10-10:25 น.

ประกาศเกียรติคุณองค์ปาฐก อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ฉายวีดิทัศน์ชีวิตและงานองค์ปาฐก อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

10:25-11:45 น.

การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์

เรื่อง “ลัทธิชาตินิยมไทย-สยาม กับกัมพูชา / ข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร (กลับมาเยือน)”

โดย อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

11:45-12:30 น.

ประกาศเกียรติคุณและมอบ “รางวัลป๋วย อึ๊งภากรณ์ สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ รุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่น”

โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์

การแสดงปาฐกถาพิเศษผู้ได้รับรางวัลนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่น

เรื่อง “ปัญหาการออมและการพัฒนาประเทศไทย”

โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ธนาคารแห่งประเทศไทย




* เสวนา “นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐฯต่อเอเชียในสมัยประธานาธิบดีโอบามา”

กำหนดการเสวนาความมั่นคง

“นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐฯต่อเอเชียในสมัยประธานาธิบดีโอบามา”

11 มีนาคม 2552

ณ ห้องกมลทิพย์ 3 โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ

8.00-8.45 ผู้เข้าร่วมเสวนาลงทะเบียนที่บริเวณหน้าห้องกมลทิพย์ ชั้น 2

8.45-9.00 รศ. ดร. สุรชาติ บำรุงสุข กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมเสวนาและแนะนำโครงการ

9.00-9.15 ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง กล่าวเปิดการเสวนา

9.15-11.45 นำการเสวนาและดำเนินรายการโดย รศ. ดร. สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

1) ศ. ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2) รศ. ดร. ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3) คุณ อนุช อาภาภิรมย์ หัวหน้าโครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย สกว.

11.45-12.30 อภิปรายทั่วไป และปิดการเสวนา

12.30 ผู้เข้าร่วมเสวนาทุกท่านรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน (International Buffet)

ผู้เข้าร่วมการเสวนาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

โปรดแต่งกายสุภาพ


โดย: jenifaae วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:05:16 น.  

 
* บรรยายเรื่อง บทเรียนการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจจากอาร์เจนติน่า

ขอเชิญร่วมรับฟัง

บทเรียนการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจจากอาร์เจนติน่า

(หลังเสร็จสิ้นการเดินขบวนวันสตรีสากล)
สถานที่ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (ชั้นใต้ดิน)
สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 เวลา 13.00 – 15.00 น.

โดย กุสตาโว นักกิจกรรมแรงงานและนักเขียนชาวอาร์เจนติน่า เขาเป็นผู้ก่อตั้งสหภาพคนงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่นำนายจ้างที่กดขี่ขูดรีดเข้าสู่กระบวนการศาล และรวมกลุ่มคนงานทำการผลิตในโรงงานต่อจนมีโลโก้สินค้าของคนงาน

หลังวิกฤติเศรษฐกิจอาเจนติน่าในปี 2544 คนอาร์เจนติน่ามีวิธีการเดียวที่จะรับมือกับการปิดตัวของโรงงานและการหนีของทุนต่างประเทศ นั่นคือ “ต้องผลิตเอง” การลุกขึ้นมายึดโรงงานเพื่อทำการผลิตจากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า โรงงานเซรามิก โรงงานหล่อเหล็ก และอีกมากมายจนเกิดเป็นชุมชนสร้างตัวเองกระจายไปทั่วประเทศอาร์เจนตินา และทำให้คนอาร์เจนติน่ารอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ ไม่ใช่ด้วยการอุดหนุนของทุน แต่ด้วยการ “ยืนหยัด ต่อสู้ และแบ่งปันระหว่างกันของกรรมกร”

กุสตาโว เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมประชุม “การจัดตั้งแรงงานรูปแบบใหม่ บทเรียนจากคนงานฐาน” ระหว่างวันที่ 9-11 มีนาคม 2552 ณ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน ราชเทวี

โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย จึงใช้โอกาสที่กุสตาโวมาประเทศไทย เชิญคุณกุสตาโวมาร่วมบอกเล่ารายละเอียดของการต่อสู้เหล่านี้ ให้กับผู้สนใจในประเทศไทย ในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 หลังเสร็จสิ้นการเดินขบวนในวันสตรีสากล

สนใจสอบถามข้อมูล ติดต่อโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย 02 933 9492, 081 349 3251




* รับสมัคร เยาวชนเข้าร่วม ค่ายเยาวชนรักประชาธิปไตยสร้างสุขสังคม 22-25 มี.ค.

ค่ายเยาวชนรักประชาธิปไตยสร้างสุขสังคม
วันที่ ๒๒-๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒
ณ ธารน้ำร้อนบ่อคลึง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

ผู้รับผิดชอบโครงการ
มูลนิธิ ๑๔ ตุลา
http://www.14tula.com

วัตถุประสงค์
๑. เพื่อเผยแพร่ความเป็นมาของหลักการของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
๒. เพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
๓. เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ของสังคมการเมืองไทย อันจะนำไปสู่การตระหนักถึง บทเรียน เรื่องราวของการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย
๔. เพื่อให้เยาวชนเข้าใจและรู้เท่าทันกลไกการสร้างค่านิยมของกระแสบริโภคนิยม จนเกิดการรวมกลุ่มในการสู้กับกระแสบริโภคนิยมและประสานความร่วมมือกับเครือ ข่ายทั่วประเทศ

คุณสมบัติในการสมัคร
เป็นนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ , วิชาชีพชั้นสูง (ปวช.-ปวส.)

หลักฐานในการสมัคร
๑. ใบสมัครที่กรอกรายละเอียดสมบูรณ์ (สามารถถ่ายสำเนาได้)
๒. หนังสืออนุญาตจากผู้ปกครอง ๑ ฉบับ
๓. สำเนาบัตรประจำตัวนักเรียน ๑ ฉบับ (นำฉบับจริงมาแสดงตามวัน-เวลาที่กำหนด)

วันรับสมัคร
วันนี้-วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒

การรับสมัคร
๑. ส่งใบสมัครทางไปรษณีย์ :

สำนักงานมูลนิธิ 14 ตุลา
อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
14/16 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

๒. ทางไปรษณีย์อิเล็คทรอนิคส์ (อีเมล์) : oct14_f@hotmail.com

๓. ทางโทรสาร: 02-622-1016

** DOWNLOAD ใบสมัคร + ใบขออนุญาตผู้ปกครอง - ที่นี่
http://www.14tula.com/activity.htm

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ:
เศรษฐวัฒน์ สุรินทร์คำ (พี่อบ) 02-622-1013-4


โดย: jenifaae วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:05:56 น.  

 
* งานรำลึกประวัติศาสตร์สะพานรัษฏาภิเศก ครบ 92 ปี ที่ จ.ลำปาง

ตอน แอ่วขัวหลวงรัษฎาฯ...เมื่อคราศิลปะผลิบาน”
28 – 29 มีนาคม 2552

ณ สะพานรัษฎาภิเศก ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง

เทศบาลนครลำปางขอเชิญเที่ยว “งานรำลึกประวัติศาสตร์สะพานรัษฎาภิเศก ครบ 92 ปี ตอน แอ่วขัวหลวงรัษฎาฯ...เมื่อคราศิลปะผลิบาน”

ในงานพบกับ เทศกาลศิลปะพื้นบ้านและศิลปะร่วมสมัย และร่วมตักบาตรยามเช้า พร้อมชมการแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ประกอบแสงสีเสียง ในวันที่ 28 – 29 มีนาคมนี้ ณ สะพานรัษฎาภิเศก ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง ตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไป

*สอบถามรายละเอียดได้ที่ งานส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศบาลนครลำปาง โทร 054-237229 หรือ ติดตามได้ที่ http://www.lampangcity.go.th และ http://lampangartfest.hi5.com




*อบรมการดูหนังอย่างเข้าใจกับภาพยนตร์วิจักษ์ครั้งที่ 12

มูลนิธิหนังไทย เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมการอบรมภาพยนตร์วิจักษ์ครั้งที่ 12 ซึ่งเนื้อหาการอบรมจะเน้นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาพยนตร์ เพื่อให้สามารถดูหนังอย่างเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ในการอบรมครั้งนี้ เนื้อหาจะครอบคลุมในเรื่อง เทคนิคภาพยนตร์ทั้งทางด้านภาพและเสียง การตีความสัญลักษณ์ บทภาพยนตร์ ประเภทและลักษณะของภาพยนตร์ และศิลปะในภาพยนตร์ (เป็นการอบรมภาคทฤษฎีล้วนๆ ไม่ใช่ภาคการผลิตภาพยนตร์แต่อย่างไร) ควบคุมและดูแลการสอน โดย อาจารย์แดง กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง

คอร์สภาพยนตร์วิจักษ์จะเปิดรับผู้สนใจทั้ง นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป และเริ่มอบรมตั้งแต่วันเสาร์ที่ 18 เมษายน ถึงวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2552 (เฉพาะเสาร์ – อาทิตย์) เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ (สี่แยกคอกวัว) ค่าลงทะเบียนท่านละ 4,000 บาท
สำหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา ค่าลงทะเบียนท่านละ 3,000 บาท พร้อมอาหารว่างตลอดทั้งวัน รับจำนวนจำกัด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.thaifilm.com หรือ สอบถามที่ มูลนิธิหนังไทยฯ 02-800-2716 หรือ thaifilmfoundation@gmail.com




*เชิญร่วมงาน ThaiPoetSociety Forum ครั้งที่ 1 "การเมืองในมิติกวีนิพนธ์"

22 มีนาคม 2552 เวลา 16.30 - 20.00 น.

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

16.30 น. ชมคลิปอ่านบทกวีจาก http://www.thaipoetsociety.com
17.00 น. สุรสีห์ โกศลนาวิน กล่าวเปิดงาน ThaiPoetSociety Forum
17.15 น. ซะการีย์ยา อมตยา กล่าวคำประกาศของ ThaiPoetSociety Forum พื้นที่กวีนิพนธ์ในสังคมไทย
17.30 น. Performance โดย มงคล เปลี่ยนบางช้าง
17.50 น. เริ่มการอ่านบทกวี
19.40 น. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กล่าวปาฐกถาตาม

พบเหล่ากวีรับเชิญ

1. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
2. ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ
3. ไพวรินทร์ ขาวงาม
4. มนตรี ศรียงค์
5. เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์
6. ประกาย ปรัชญา
7. ไม้หนึ่ง ก.กุนที
8. สมพงษ์ ทวี'
9. เสรี ทัศนศิลป์
10. กฤช เหลือลมัย
11. ศิริวร แก้วกาญจน์
12. เสี้ยวจันทร์ แรมไพร
13. ซะการีย์ยา อมตยา
14. มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม
15. โกสินทร์ ขาวงาม
16. อังคาร จันทาทิพย์
17. อุเทน มหามิตร
18. ตุล ไวฑูรเกียรติ
19. ลัดดา สงกระสินธ์
20. แก้วตา ธัมอิน
21. อาณัติ แสนโท

ร่วมสร้างสรรค์โดยทีมงาน ThaiPoetSociety http://www.thaipoetsociety.com

กฤช เหลือลมัย
ซะการีย์ยา อมตยา
วัฒนชัย แจ้งไพร
อาณัติ แสนโท

สนับสนุนงานและร่วมจัดโดย

มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป
เว็บไซค์ http://www.thaipoetsociety.com
นิตยสารปาจารยสาร
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
กรุงเทพมหานคร


โดย: jenifaae วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:06:38 น.  

 
*ศิลปะกับชีวิต: ประสบการณ์การใช้กระบวนการศิลปะเพื่อเยียวยาเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี

ขอเชิญร่วมฟัง

ปาฐกถา อุทัย ดุลยเกษม ครั้งที่ 7

“ศิลปะกับชีวิต: ประสบการณ์การใช้กระบวนการศิลปะเพื่อเยียวยาเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี”

โดย คุณชุติมา สายแสงจันทร์ ผู้ประสานงานกลุ่มเราเข้าใจ ภายใต้มูลนิธิเข้าถึงเอดส์

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 เวลา 13.00-16.00 น.
ณ ศูนย์สังคีตศิลป์ ชั้น 4 ธนาคารกรุงเทพ สาขาหัวลำโพง (ติดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 089-134-9069

ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาหัวลำโพง 0-2215-6537




*ขอเชิญร่วมงานเวทีสาธารณะ ครบรอบ 10 ปี เครือข่ายสลัม 4 ภาค

เนื่องจากเครือข่ายสลัม 4 ภาค เป็นองค์กรประสานงานของชาวบ้านในชุมชนแออัด มีวัตถุประสงค์ในการทำงานเพื่อรณรงค์ให้ยุติการไล่รื้อ และแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ให้ชุมชนได้เกิดความมั่นคงในที่ดิน และเกิดคุณภาพชีวิตที่ดี ในปี 2552 นี้ เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ดำเนินงานครบรอบ 10 ปี จึงได้จัดกิจกรรม เวทีสาธารณะ ครบรอบ 10 ปี ในวันที่ 11 – 15 มีนาคม 2552 เฉพาะวันที่ 15 ใช้สถานที่ที่ชุมชนใหม่ใต้สะพาน โซน 4 เขตสายไหม

วัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อทบทวนงาน และถอดสรุปบทเรียนการทำงานเพื่อจะเป็นประโยชน์ ในการกำหนดทิศทางการทำงานข้างหน้า และเป็นประสบการณ์ให้กับเครือข่ายต่าง ๆ ที่จะใช้ในการทำงาน อันจะสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนคนจน ทั้งในเมือง และชนบท โดยมีภาคประชาสังคมส่วนต่าง ๆ เข้าร่วม

หมายเหตุ ขอให้นำสัญลักษณ์ทางการต่อสู้ของท่าน มาแลกเปลี่ยนกันสลัม 4 ภาค เพื่อเป็นที่ระลึกระหว่างกัน

กำหนดการงาน 10 ปี เครือข่ายสลัม 4 ภาค
11 – 15 มีนาคม 2552

วันที่ 11 มีนาคม 2552

สถานที่
เช้า ศูนย์คนไร้บ้านสุวิทย์ วัดหนู
บ่าย ชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน

09.00 – 10.00 น. ลงทะเบียน ที่ศูนย์คนไร้บ้านสุวิทย์ วัดหนู
10.00 – 10.30 น. กล่าวรำลึกถึงนักสู้คนสลัม
10.30 – 12.00 น. พิธีการทางศาสนาและถวายภัตตาหารเพล
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารร่วมกัน
13.00 – 13.30 น. เดินทางไปชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน
13.30 – 13.45 น. เปิดป้ายโครงการที่อยู่อาศัยชุมชนบางระมาด
13.45 – 16.00 น. เวทีเสวนา “ กระบวนการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ” โดย
ผู้อำนวยการเขตตลิ่งชัน
ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
คุณทองเชื้อ วระชุน ผู้แทนชุมชนบางระมาด
คุณประทิน เวคะวากยานนท์ ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค
คุณนิพนธ์ กลิ่นวิชิต นักวิชาการอิสระ

ดำเนินรายการโดย คุณคมสันติ์ จันทร์อ่อน

วันที่ 12 มีนาคม 2552

สถานที่
เช้า ชุมชนกระทุ่มเดี่ยว เขตสะพานสูง
บ่าย ชุมชนริมทางรถไฟหลังวัดช่องลม – หลังฉาง เขตยานนาวา

09.00 – 10.00 น. ลงทะเบียน
10.00 – 10.30 น. เปิดป้ายโครงการที่อยู่อาศัยและปลูกต้นไม้ร่วมกัน
10.30 – 12.00 น. เวทีเสวนา “การต่อสู้เพื่อที่อยู่อาศัย กรณีที่ดินเอกชน”

ผู้อำนวยการเขตสะพานสูง
ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
ผู้แทนชุมชนกระทุ่มเดี่ยว
คุณพงษ์อนันต์ ช่วงธรรม ผู้แทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค
ดำเนินรายการโดย คุณนุชนารถ แท่นทอง ศูนย์รวมพัฒนาชุมชน

12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารร่วมกัน
13.00 – 14.30 น. เดินทางไปชุมชนริมทางรถไฟหลังวัดช่องลม – หลังฉาง
14.30 – 15.00 น. เปิดป้ายโครงการที่อยู่อาศัยของชุมชนและกล่าวแสดงความยินดีกับชุมชน

วันที่ 13 มีนาคม 2552

สถานที่ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย

09.00 – 10.00 น. ลงทะเบียน
10.00 – 12.00 น. ประมวลสรุปประสบการณ์การทำงานเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในรอบ 10 ปี
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารร่วมกัน
13.00 – 16.00 น. รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีประสบการณ์

อ.สุธี ประศาสน์เศรษฐ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ.สุริชัย หวันแก้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ.ประภาส ปิ่นตกแต่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ.บุญเลิศ วิเศษปรีชา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คุณวุฒิพันธ์ รัตนธารี นักพัฒนาอิสระ
คุณจำนงค์ จิตรนิรัตน์ นักพัฒนาอิสระ
คุณประยงค์ ดอกลำไย มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
คุณพงษ์ทิพย์ สำราญจิต กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน
คุณสาวิทย์ แก้วหวาน สหพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
คุณนิติรัฐ ทรัพย์สมบูรณ์ กลุ่มเพื่อนประชาชน
คุณชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ นักเคลื่อนไหวอิสระ
คุณบุญ แซ่จุง เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด
Mr.Soti ผู้แทนคนจนจากฟิลิปปินส์

ดำเนินรายการโดย คุณอัภยุทย์ จันทรพา

วันที่ 15 มีนาคม 2552

สถานที่ ชุมชนใหม่ใต้สะพานโซน 4 เขตสายไหม

11.00 – 12.00 น. ลงทะเบียน / เดินชมซุ้มกิจกรรม
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหาร
13.00 – 13.15 น. กล่าวเปิดงานโดย คุณประทิน เวคะวากยานนท์ ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค
13.15 – 13.40 น. ปาฐกถาพิเศษ โดย อ.บัณฑร อ่อนดำ “เครือข่ายสลัม 4 ภาค กับการต่อสู้ เรื่องสิทธิที่อยู่อาศัย”
13.40 – 14.30 น. เวทีกล่าวแสดงความยินดีต่อเครือข่ายสลัม 4 ภาค โดยม “เพื่อนพ้องน้องพี่” และ แลกเปลี่ยนสัญลักษณ์ทางการต่อสู้
14.30 – 15.15 น. การแสดงทางวัฒนธรรม

15.15 – 16.30 น. เสวนา “ขบวนการคนจน กับการเคลื่อนไหวทางสังคม”
คุณไพโรจน์ พลเพชร กรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน
คุณพงษ์อนันต์ ช่วงธรรม เครือข่ายสลัม 4 ภาค
คุณสวาท อุปฮาด สมัชชาคนจน
คุณวิไลวรรณ แซ่เตีย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
อ.จอน อึ้งภากรณ์ อดีตวุฒิสภา
ดำเนินรายการโดย คุณนาฎยา แวววีรคุป

16.30 – 17.00 น. เวทีระดมทุน “ปักธงร่วมใจ”
17.00 – 17.30 น. การแสดงเยาวชนเครือข่ายสลัม 4 ภาค
17.30 – 18.00 น. ฉายวิดีทรรศน์ “10ปีเครือข่ายสลัม 4 ภาคกับการเคลื่อนไหวทางสังคม”
18.00 – 19.00 น. รับประทานอาหารร่วมกัน
19.00 – 21.00 น. เวทีวัฒนธรรม
21.00 น. ปิดงาน
โครงการเวทีสาธารณะ ครบรอบ 10 ปี เครือข่ายสลัม 4 ภาค
11 – 15 มีนาคม 2552

สอบถามโทร02-3140260 , 027186472-3


โดย: jenifaae วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:07:25 น.  

 
*สัมมนา Creative Thailand: สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ ตอน “ทางรอด... ทางเลือก”

ร่วมค้นหาวิธีคิดและศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มีคุณภาพด้วย “ทุนทางปัญญา”
หัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

ทางรอด ในการก้าวข้ามวิกฤติเศรษฐกิจ
และทางเลือก เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย

พบการสัมมนา Creative Thailand: สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์
ตอน “ทางรอด... ทางเลือก”

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2552

9.30 น. เริ่มลงทะเบียน
10.30 น. ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี
ประธานกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
กล่าวรายงาน
10.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดสัมมนา หัวข้อ
“ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์”
11.00-12.30 น. เปิดเวทีความคิด “Facing the Challenges: ทางรอด… ทางเลือก” โดย
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและ
พัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
ศุภชัย เจียรวนนท์
กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร
บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ดร.ปรเมธี วิมลศิริ
ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา
ปฎิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและ
พัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

(ดำเนินการสัมมนาโดย บัญชา ชุมชัยเวทย์)


12.30 น. ปิดการสัมนาช่วงเช้า
14.00-15.00 น. การบรรยายในหัวข้อ “นโยบายแห่งชาติสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอังกฤษ”
โดย John Newbigin ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และคณะกรรมการบริหาร
Cultural Industries Development Agency ประเทศอังกฤษ
15.15-16.30 น. การบรรยายในหัวข้อ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์จากการศึกษาของอังค์ถัด (UNCTAD)”
โดย Edna dos Santos-Duisenberg
ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของอังค์ถัด
17.00 น. ปิดการสัมนา
18.30 น. เวทีปล่อยแสง 2 คิด/ทำ/กิน (ดูรายละเอียดที่นี่)

* สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า
ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ TCDC
โทร. 02 664 8448 ต่อ 213, 214
ไม่เสียค่าใช้จ่าย

หมายเหตุ
1. เริ่มเปิดลงทะเบียนหน้างานเวลา 9.30 น.
ผู้ที่สำรองที่นั่งไว้ล่วงหน้า
โปรดมาลงทะเบียนยืนยันการเข้าร่วมงานก่อน
งานเริ่มอย่างน้อย 30 นาที
2. การบรรยายมีบริการหูฟังแปลภาษา




*การเสวนาความมั่นคงเรื่อง “นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐฯต่อเอเชียในสมัยประธานาธิบดีโอบามา”

โครงการความมั่นคงศึกษา (โดย รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ภายใต้การสนับสนุนของ สกว.) ขอเชิญท่านเข้าร่วมรับฟังและเผยแพร่ข่าว การเสวนาความมั่นคงเรื่อง “นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐฯต่อเอเชียในสมัยประธานาธิบดีโอบามา” ในวันที่ 11 มี.ค. 52 ที่ห้องกมลทิพย์ รร.สยามซิตี้

โครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย-สกว.
สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ศูนย์ความมั่นคงศึกษา สภาความมั่นคงแห่งชาติ-สมช.

กำหนดการเสวนาความมั่นคง
“นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐฯต่อเอเชีย
ในสมัยประธานาธิบดีโอบามา”
11 มีนาคม 2552
ณ ห้องกมลทิพย์ 3 โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ
8.00-8.45 ผู้เข้าร่วมเสวนาลงทะเบียนที่บริเวณหน้าห้องกมลทิพย์ ชั้น 2

8.45-9.00 รศ. ดร. สุรชาติ บำรุงสุข กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมเสวนาและแนะนำโครงการ

9.00-9.15 ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง กล่าวเปิดการเสวนา

9.15-11.45 นำการเสวนาและดำเนินรายการโดย รศ. ดร. สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
1) ศ. ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2) รศ. ดร. ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3) คุณ อนุช อาภาภิรมย์ หัวหน้าโครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย สกว.

11.45-12.30 อภิปรายทั่วไป และปิดการเสวนา

12.30 ผู้เข้าร่วมเสวนาทุกท่านรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน (International Buffet)

ผู้เข้าร่วมการเสวนาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
แต่งกายสุภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
ฉัตร์ทิพย์ ภูสกูล
โทร. (02) 278 - 8298
แฟ็กซ์ (02) 298 - 0454 อีเมล์ : chatthip@trf.or.th




*สัมมนาฟรี! เรื่อง “EXIMSURANCE : ทางรอดของผู้ส่งออกไทย”

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) จัดสัมมนาฟรี! เรื่อง “EXIMSURANCE : ทางรอดของผู้ส่งออกไทย” ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2552 เวลา 8.00-12.00 น. ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยได้รับเกียรติจาก นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและประธานกรรมการ EXIM BANK ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทางรอดของผู้ส่งออกไทยในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก” จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง “EXIMSURANCE : เครื่องมือบริหารความเสี่ยงของผู้ส่งออกไทย” โดยนายสมพร จิตเป็นธม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK สำรองที่นั่งทาง http://www.exim.go.th ด่วน! รับจำนวนจำกัด สอบถาม โทร. 0 2617 2244

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนประชาสัมพันธ์ สำนักบริหาร
โทร. 0 2271 3700, 0 2278 0047, 0 2617 2111 ต่อ 1140-7


โดย: jenifaae วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:08:36 น.  

 
*โรงพยาบาลศิริราช จัดให้มีการสัมมนา เรื่อง "เพื่อสุขภาพความดันที่ดีกว่า"

บรรยายโดย รศ.นพ.พีระ บูรณะกิจเจริญ และ "กิจกรรมการออกกำลังกายด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย" บรรยายโดย ผู้เชี่ยวชาญจาก โรงเรียนดนตรีมีฟ้า ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๒ ระหว่างเวลา ๑๒.๓๐ น. - ๑๕.๓๐ น. ณ ห้องประชุมสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น G โรงพยาบาลศิริราช โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การให้บริการตรวจประเมินภาวะเสี่ยงของโรงความดันโลหิตสูง, นิทรรศการ Healthy BP Caravan เสริมสร้างความรู้เรื่องการดูแลโรคความดันโลหิตสูง พร้อมรับชุดเอกสารให้ความรู้, ตรวจประเมินมวลร่างกายด้วยเครื่อง Physio Analyzer, ตรวจวัดความดันโลหิต พร้อมรับคำปรึกษาเพื่อดูแลสุขภาพความดันที่ดีกว่า และลุ้นรับเครื่องนับก้าวเดิน Healthy BP Pedometer เพื่อสุขภาพความดันที่ดีกว่า
ขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมฟังการสัมมนาดังกล่าว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำรองที่นั่งได้ที่ คุณทิพพวรรณ ฯ ฝ่ายประสานงาน หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘๑ ๔๒๖ ๘๒๙๖




*อาสาสร้างรอยยิ้มแก่คนไข้โรคจิตทุเลา บ้านกึ่งวิถีหญิง(คลอง 6)

เรียนเครือข่ายครอบครัวทุกท่าน

ทางมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ได้รับข้อมูลจากกลุ่ม U Change ซึ่งเป็นอาสาสมัครอิสระที่ทำงานเพื่อสังคม ซึ่งทางกลุ่ม U Change จะมีการจัดกิจกรรมและรับบริจาคเงินหรือสิ่งของให้กับกลุ่มคนไข้โรคจิตทุเลา ณ สถานสงเคราะห์คนไข้โรคจิตทุเลา บ้านกึ่งวิถีหญิง(คลอง 6) ในวันที่ 28 มีนาคม 2552 เวลา 8.30-15.00 น.

ซึ่งคนไข้ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนไข้ที่ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลศรีธัญญา ที่คุณหมอวินิจฉัยว่ามีอาการโรคจิตทุเลาแล้ว แต่ต้องทานยาทางจิตตลอดชีวิต คนไข้ที่อยู่ที่สถานสงเคราะห์มีจำนวน 500 คน ส่วนใหญ่จะเป็นคนอายุ 40-50 ปี และยังมีคนไข้โรคจิตพิการซ้ำซ้อนอีกจำนวน 60 คน ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้

หากท่านสนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมหรือมีความประสงค์อยากจะร่วมบริจาคสิ่งของต่างๆ สามารถโทรมาลงชื่อได้ที่ ไมล์ 086-0959131 หรือลงชื่อผ่านทาง e-mail: famnet@familynetwork.or.th ตั้งแต่วันนี้ – 25 มีนาคม 2552




*กมธ.ศาสนาฯ วุฒิสภา จัดพิธีมอบพระบรมสารีริกธาตุให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ จันทร์นี้

มี.ค. 52 คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จะจัดพิธีมอบพระบรมสารีริกธาตุ ให้แก่กระทรวงต่าง ๆ 9 มี.ค.52 ที่รัฐสภา
ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2552 กมธ.จะทำพิธีมอบพระบรมสารีริกธาตุ ให้แก่กระทรวงต่าง ๆ สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี องค์กรด้านนิติบัญญัติ องค์อิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่เวลา 13.00 น.ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 ทั้งนี้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 จะเป็นประธานในพิธี

อัญชิสา จ่าภา ผู้สื่อข่าว
มันทนา ศรีเพ็ญประภา เรียบเรียง




*สัมมนาเรื่อง โครงการสัมมนาผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน

บริษัท แอ็ดวานซ์ เอนเนอร์ยี่ เซฟวิ่ง จำกัด
ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา

"โครงการสัมมนาผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน
Energy For PREs Fair"

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม 2552 - 29 กรกฎาคม 2552 เวลา 8.30-16.00 น.
ณ บริษัท แอ็ดวานซ์ เอนเนอร์ยี่ เซฟวิ่ง จำกัด

กลุ่ม: เจ้าของกิจการ ,กรรมการผู้จัดการ, ทายาทธุรกิจ

วันที่: 23/3/2552 ถึง 29/7/2552

เวลา: 8:30-16:00

สถานที่จัด: บริษัท แอ็ดวานซ์ เอนเนอร์ยี่ เซฟวิ่ง จำกัด

ที่อยู่ของสถานที่จัด: 38/85 หมู่บ้านพรีเมี่ยมเพลส แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10230

เบอร์โทรของสถานที่จัด: 02-943-8220, 02-943-8232

ห้อง-ชั้น: -

จำนวนคนสูงสุด: 300 คน

ค่าใช้จ่ายต่อคน: ไม่มีค่าใช้จ่าย

แผนที่: ไม่มีแผนที่

ผู้บรรยาย: -

เอกสารประกอบ: รายละเอียดและใบสมัครเข้าร่วมสัมมนา

ผู้จัดสัมมนา: บริษัท แอ็ดวานซ์ เอนเนอร์ยี่ เซฟวิ่ง จำกัด

วิธีเข้าร่วมการสัมมนาหรือการอบรม: โปรดส่งแบบตอบรับมายัง: คุณนริสา ใจดี และคุณวราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ และบริษัทแอ็ดวานซ์ เอนเนอร์ยี่เซฟวิ่ง จำกัด โทรศัพท์ 02-943-8232, 02-943-8220 โทรสาร. 02-943-8284, 02-943-7001 ** กรุณาตอบกลับภายใน 20 วันก่อนการสัมมนา เพื่อสำรองที่นั่ง**





*กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา จัดเสวนาเรื่อง “สตรีกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง”

6 มี.ค. 52 ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา เผย จะจัดเสวนาเรื่อง “สตรีกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง” หวัง สร้างแนวร่วมผลักดันให้สตรีมีส่วนร่วมทางการเมือง 10 มี.ค. นี้
นางยุวดี นิ่มสมบุญ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวถึงการจัดเสวนาเรื่อง “สตรีกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง” ในวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2552 ว่า การจัดเสวนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิ หน้าที่ บทบาท ความสำคัญของสตรีตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย และยังเป็นการกระตุ้นปลุกจิตสำนึกและสร้างแนวร่วมผลักดันให้สตรีมีส่วนร่วมทางการเมือง ทั้งนี้ การจัดเสวนาดังกล่าว จะมีขึ้น ระหว่างเวลา 08.00-14.00 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2

อัญชิสา จ่าภา ผู้สื่อข่าว
มันทนา ศรีเพ็ญประภา เรียบเรียง


โดย: jenifaae วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:09:32 น.  

 
*สัมมนาเรื่อง มาตรา 190 : ผลบวกหรือผลลบต่อการเจรจาการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา

"มาตรา 190 : ผลบวกหรือผลลบต่อการเจรจาการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ"


วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2552 เวลา 08.30 – 12.30 น.
ณ ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4
อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์

กลุ่ม: เจ้าของกิจการ ,กรรมการผู้จัดการ, ทายาทธุรกิจ

วันที่: 10/3/2552

เวลา: 8:30-12:30

สถานที่จัด: คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่อยู่ของสถานที่จัด: อาคารเทพทวาราวดี ซอยจุฬา 42 ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

เบอร์โทรของสถานที่จัด: 0-2218-2017

ห้อง-ชั้น: ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4

จำนวนคนสูงสุด: ไม่ระบุจำนวน

ค่าใช้จ่ายต่อคน: ไม่มีค่าใช้จ่าย

แผนที่: View

ผู้บรรยาย: วีรชัย พลาศรัย

เอกสารประกอบ: กำหนดการและใบตอบรับ

ผู้จัดสัมมนา: สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

วิธีเข้าร่วมการสัมมนาหรือการอบรม: โปรดส่งแบบตอบรับการเข้าร่วมสัมมนากลับมายัง นายวุฒิ ทองพูน ฝ่ายเศรษฐกิจ สภาอุตสาหกรรมฯ โทรสาร 0 2345 1153 E-mail : wuttho@off.fti.or.th ภายในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2552


โดย: jenifaae วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:10:34 น.  

 
*สัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “การพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงวัยด้วยคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต”

ขอเชิญผู้สูงวัย (อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป) และนักวิชาการ เข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “การพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงวัยด้วยคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต” ในวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2552 เวลา 09.30-16.00 น. ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ชั้น 5 โรงแรมสวนดุสิต เพลส เฟส 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร พบกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิ พร้อมการทดลองใช้คอมพิวเตอร์สำหรับผู้สูงวัย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต การใช้คอมพิวเตอร์อย่างชาญฉลาดเพื่อลดปัญหาโลกร้อน …(ผู้สูงวัยที่เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องมีความรู้ หรือเคยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาก่อนก็ได้) ทุกท่านที่เข้าร่วมการสัมมนาจะได้รับเกียรติบัตรที่ระลึกจากชมรมพร้อมลายเซ็นต์วิทยากร…ผู้สูงวัยและนักวิชาการทุกท่านที่สนใจสามารถดูรายละเอียด/กำหนดการ/แผนที่เดินทาง …แจ้งความประสงค์เข้าร่วมสัมมนาโดย ลงทะเบียนได้ที่ http://www.ictforall.org หรือ โทร. 08-1261-0726 (ทศพนธ์)





*สัมมนา หัวข้อ “การพัฒนาการศึกษาและวิจัยสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศ

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมบริการสังคม
ประจำเดือนสิงหาคม – กันยายน 2552 มีรายละเอียด ดังนี้
- จัดสัมมนา หัวข้อ “การพัฒนาการศึกษาและวิจัยสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศ (Developing Architecture Education and Research for Climate Change)”
โดย ดร.ต่อวงศ์ เจนวิทย์การ จาก Department of Architecture, University of Cambrige, UK
ในวันที่ 1 สิงหาคม – กันยายน 2552 ณ ห้อง TCC Auditorium
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

- จัดสัมมนา หัวข้อ “Furniture Design in the Idea of Ecological Issue”
โดย Senior Lecturer Peter Andersson
จาก Konstfack University College of Arts, Craft & Design, Stockholm, Sweden
ในวันที่ 17 – 28 สิงหาคม 2552 เวลา 10.00 – 20.00 น.
ณ สยามพารากอน กรุงเทพฯ

- จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ หัวข้อ “การศึกษาด้านสภาพแวดล้อมสรรค์สร้าง” ครั้งที่ 1 (The 1st Built Environment Education Forum: BEEF 1)
ระหว่างวันที่ 17 – 19 สิงหาคม 2552 เวลา 09.00 – 16.00 น.
ณ ห้อง TCC Auditorium คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

สอบถามรายละเอียดได้ที่
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
โทร. 0-2986-9434, 0-2986-9605-6




*ชนบทกับเมือง : จากความเหลื่อมล้ำสู่ความร่วมมือ

โครงการความเคลื่อนไหวเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติฯ

เวทีสังเคราะห์และบูรณาการความรู้

ชนบทกับเมือง : จากความเหลื่อมล้ำสู่ความร่วมมือ

เวลา 08.30 – 16.30 น. วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2552

ณ ห้องประชุมจุมภฎ – พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก - รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


08.30-09.00 น. ลงทะเบียน
09.00-09.10 น. แนะนำโครงการจีเอ็นเอชฯ

09.10-10.00 น. ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ภาคชนบท "พื้นที่ความรู้เชิงซ้อนระหว่างชนบทกับเมือง: มองผ่านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและมิติทางวัฒนธรรม"

ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ผู้ดำเนินรายการ

10.00-10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง

10.15-10.30 น. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ * รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

"การปฎิรูปเศรษฐกิจเพื่อการเชื่อมโยงภาคเมืองกับชนบท"
10.30-12.30 น. การอภิปรายโดยผู้ปฎิบัติการทางสังคม

คุณชัชวาล ทองดีเลิศ* วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
ดร.นิตยา กิจติเวชกุล* มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
คุณสมคิด มหิศยา* มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
และ การซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวที

12.30-13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.30-13.45 น. คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน* ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (อดีตผู้ว่าฯ กทม. 2546-2551) ปาฐกถานำ

ภาคเมือง "วิถีสีเขียวร่วมกัน"

13.45-14.30 น. ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ "วิถีเมืองที่เกื้อกูลชนบท"

14.30-15.15 น. อภิปรายแลกเปลี่ยน เรื่อง ความร่วมมือระหว่างเมืองกับชนบท ดำเนินรายการโดย คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล

"มาบตาพุด ความหวังของชุมชนท่ามกลางกระแสการพัฒนา"
โดย ผู้นำชุมชนมาบตาพุด และมูลนิธินโยบายสุขภาวะ

"ตลาดสีเขียว และการค้าที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต และชุมชน"
โดย เครือข่ายตลาดสีเขียว และบริษัทสังคมสุขภาพ

และเครือข่ายผู้ปฏิบัติการจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมอภิปราย
15.15-15.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง
15.30-16.20 น. การซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวที

16.20-16.30 น. ดร.นฤมล อรุโณทัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปิดและมอบของที่ระลึกแก่วิทยากร

* กำลังประสานวิทยากร

แบบตอบรับการเข้าร่วมเวทีสังเคราะห์และบูรณาการความรู้

ชนบทกับเมือง : จากความเหลื่อมล้ำสู่ความร่วมมือ

เวลา 08.30 – 16.30 น. วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2552

ณ ห้องประชุมจุมภฎ – พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก - รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ชื่อ – นามสกุล ____________________________________________

ตำแหน่ง _______________________________________________

หน่วยงาน _________________________________

ที่อยู่ _________________________________________________

_____________________________________________________

หมายเลขโทรศัพท์ ____________ หมายเลขโทรสาร ________________

E-mail : ____________________________________________


สามารถเข้าร่วมประชุมวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ได้
ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ได้แต่มีความประสงค์เข้าร่วมการสัมมนาในเวทีถัดไป

หมายเหตุ : กรุณส่งแบบตอบรับกลับภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2552
ติดต่อสอบถาม คุณศจี มือถือ 086-8373846 หรือ คุณสุพจน์ 081-6111070


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:1:57:29 น.  

 
*ปาฐกถาปรีดี 52

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ โครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์

ขอเชิญร่วมงาน

ปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๒

หัวข้อ

"ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง"

โดย ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิจารณ์ปาฐกถาโดย ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

อภิปรายหัวข้อ "ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง"

วิทยากร : แม่ผา กองธรรม ตัวแทนสมัชชาคนจน พื้นที่เขื่อนราษีไศล ภาคอีสาน

พ่อหลวงจอนิ โอโดเชา ตัวแทนชนเผ่า ผู้อยู่กับป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

เป๊าะจิ๊ดือราแม ดาราแม ตัวแทนชาวบ้านพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้

วิไลวรรณ แซ่เตีย ตัวแทนคนงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

เริ่มเวลา ๑๔.๐๐ น.

ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์

เลขที่ ๖๕ /๑ สุขุมวิท ๕๕ (ซอยทองหล่อ) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐
โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙

E-mail : banomyong_inst@yahoo.com




*งาน เปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 46 ปี วว.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กำหนดจัดงาน เปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 46 ปี วว. "วิทยาศาสตร์สร้างงาน เทคโนโลยีสร้างเงิน" ในวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม – วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 เวลา 10.00 - 17.00 น. ณ วว. เทคโนธานี ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อฉลองครบรอบคล้ายวันสถาปนา 46 ปี วว.ในรูปแบบการจัดนิทรรศการแสดงผลงานวิจัย โชว์/สาธิตนวัตกรรม ผลงานวิจัยเด่น การฝึกอบรมวิชาชีพฟรี!กว่า 10 หลักสูตร ห้องเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน กิจกรรม Open House การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัย วว. /ผู้ประกอบการที่รับถ่ายทอดเทคโนโลยี/ สินค้าโอทอปจังหวัดปทุมธานี และการประกวดสุนัขสไตล์ วว.

ในการนี้ วว. กำหนดจัดการแถลงข่าวกิจกรรมดังกล่าวสู่สาธารณชน ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2552 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารถ่ายทอดเทคโนโลยี วว. เทคโนธานีพร้อมทั้งเปิดตัวผลงานวิจัยและพัฒนาล่าสุด ได้แก่ เครื่องงอเข่ากายภาพบำบัด มีประสิทธิภาพช่วยการเคลื่อนไหวหัวเข่าอย่างนุ่มนวล ในองศาที่ถูกต้องและเหมาะสม ทำให้หัวเข่าหลังการผ่าตัดไม่เกิดพังผืดและการยึดติด มีราคาถูกว่าเครื่องนำเข้า 50% ผลิตภัณฑ์ไพลจีนิค แผ่นผ้าอนามัยเช็ดทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นภายนอกสำหรับสตรี มีผลยับยั้งและฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคสตรี รวมทั้งเชื้อประจำถิ่น เชื้อก่อโรคในช่องคลอด และเชื้อปนเปื้อนตามสุขภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ไพลซิดัล มีประสิทธิภาพในการกำจัดเห็บ หมัดในสุนัขได้ 100% ภายใน 30-60 นาที

กำหนดการแถลงข่าว

10.00 -10.30 น. ลงทะเบียน/รับของที่ระลึก/รับประทานอาหารว่าง

10.30 - 11.00 น. แถลงข่าว
- การจัดงานเปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 46 ปี วว.
"วิทยาศาสตร์สร้างงาน เทคโนโลยีสร้างเงิน"
- เปิดตัวผลงานวิจัยใหม่
เครื่องงอเข่ากายภาพบำบัด
ผลิตภัณฑ์ไพลจีนิค
ผลิตภัณฑ์ไพลซิดัล
โดย นางสาวพิศมัย เจนวนิชปัญจกุล
รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนา ด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน

11.00 - 11.30 น. ผู้สื่อข่าวซักถาม

11.30 - 12.00 น. - ชมการสาธิตตัวอย่างหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพ
การผลิตน้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิล
การผลิตแยมกล้วยน้ำว้าผสมมะเขือเทศ
การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์
- ห้องเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน
รู้จักสบู่อโรม่า
โลกของสีธรรมชาติ
มหัศจรรย์การขยายพันธุ์พืช

12.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน

กองประชาสัมพันธ์
โทร. 0 2577 9359 -60
โทรสาร.0 2577 9362
E-mail : pr@tistr.or.th


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:1:58:04 น.  

 
*สัมมนา"ร่างพระราชบัญญัติมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา พ.ศ. …."

วันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๔.๐๐ น.

ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพมหานคร

……………………….

เวลา ๐๘.๓๐-๐๘.๔๕ น. ลงทะเบียน

เวลา ๐๘.๔๕-๐๙.๐๐ น พิธีเปิดการสัมมนา โดย ปลัดกระทรวงยุติธรรม

เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๑๕ น สัมมนาเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา พ.ศ. ….

วิทยากร

พลตำรวจตรีสัญญา บัวเจริญ

ศ.(สบ ๖) ภาวิชาการสอบสวนฯ กองบังคับการวิชาการ

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายดล บุนนาค

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักประธานศาลฎีกา

นายกุลพล พลวัน

อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการ โดย

 นายวัลลภ นาคบัว

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรม

เวลา ๑๐.๑๕-๑๐.๓๐ น. พักรับประทานอาหารว่าง

เวลา ๑๐.๓๐-๑๒.๐๐ น. รับฟังความคิดเห็น

เวลา ๑๒.๐๐ -๑๓.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน

เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. รับฟังความคิดเห็นต่อและปิดการสัมมนา

.....................................

หมายเหตุ กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม




*งานสัมมนา"Best EU and Thai WPCS practices in the light of the experience of the project"

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 - 16.00 น.

ณ ห้องประชุม 211 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา กรุงเทพฯ

TIMING AGENDA SPEAKER

22 May 2009 (Friday)

13:00 – 13:10 Opening Remarks/Welcome Remarks

13:10 – 13:30 Summary of the Project Experiences and

Recommendations

Dr. Philippe Bergeron/Daniel Gregarek

(IEEM)

13:30 – 14:10 Lessons Learned by Thai Partners Mr. Narin Madeesuksatid

14:10 – 14:30 Coffee Break

14:30 – 15:00 An overview of best available WPCS

techniques from Europe Dr. Ian Pallett (AQUA Europa)

15:00 – 15:30 Benefits gained from the EC Project

Representative from Thai Companies

- Mr. Booncherd Suwantip

Vice President, Safety & Environment

PTT Chemical Public Co., Ltd.

15:30 – 16:00 Question-Answer

16:00 End of Workshop

หมายเหตุ : - กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

- เป็นส่วนหนึ่งภายในงานแสดงเทคโนโลยี และอุปกรณ์เครื่องมือเพื่อสิ่งแวดล้อม งาน Entech Pollutec Asia 2009

- ใช้ภาษาอังกฤษตลอดการบรรยาย


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:1:59:42 น.  

 
*โครงการรางวัลภาพยนตร์โฆษณาดีเด่นทางโทรทัศน์เพื่อผู้บริโภค ครั้งที่ ๘

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยได้จัดทำโครงการรางวัลภาพยนตร์โฆษณาดีเด่นทางโทรทัศน์เพื่อผู้บริโภค ครั้งที่ ๘ ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา สื่อมวลชนและประชาชนผู้สนใจทั่วไปสมัครเป็นกรรมการตัดสินรางวัลภาพยนตร์โฆษณาดีเด่นในรอบที่ ๓ โดยจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2552 ณ ห้อง เพชร-ไพลิน โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ ถนนสุขุมวิทซอย 18-20 กรุงเทพมหานคร

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครหรือติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2143-0397-400 หรือสมัครโดยแจ้งชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ไปยัง advertising_ocpb@hotmail.com ก่อนวันที่ 12 มิถุนายน 2552

*หมายเหตุ* - ไม่จำกัดอายุ วุฒิการศึกษา เพศ และอาชีพของผู้สมัคร (ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการโฆษณา)

- ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น




*การปาฐกถาเอ.จี.เอลลิส เนื่องในงาน 90 ปีพยาธิวิทยา

ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญเข้าร่วมฟังการปาฐกถาเอ.จี.เอลลิส เนื่องในงาน 90 ปีพยาธิวิทยา และ 48 ปีสมาคมวิทยาลัยพยาธิวิทยานานาชาติ สาขาประเทศไทย ในวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2552 เวลา 09.00 - 16.00 น. ณ ห้องประชุมอาทิตยาทรกิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7

07.00 - 09.00 น. ทำบุญเลี้ยงพระ*

และรับประทานอาหารเช้า

09.00 - 09.30 น. ลงทะเบียน

09.30 - 09.35 น. ประธานราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์กล่าวเปิดงาน

09.35 – 10.15 น. แรงบันดาลใจในชีวิตพยาธิแพทย์ & วิดีทัศน์สัมภาษณ์พยาธิแพทย์อาวุโส

อ.อิตถี ชนไมตรี, อ.มาลี วรรณิสร (moderator)

10.15 - 10.30 น. Coffee break

10.30 – 11.30 น. IAP Thailand และบทบาทของพยาธิแพทย์ไทยในเวทีโลก

อ.ยุวดี เลี่ยวไพรัตน์, อ.พงษ์ศักดิ์ วรรณไกรโรจน์, อ.ฐิติ กวักเพฑูรย์

อ.สัญญา สุขพณิชนันท์, อ.บุณยฤทธิ์ ชื่นสุชน (moderator)

11.30 – 12.15 น. พยาธิแพทย์สร้างได้อย่างใจหมาย (จริงหรือ?)

อ.สุพินดา คูณมี , พญ.มิ่งขวัญ ทิพยวงศ์ , พญ.ปาริชาติ วงศ์เสนา , อ.คณิต อธิสุข (moderator)

12.30 – 14.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน สังสรรค์

14.00 – 14.10 น. คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวเปิดงาน

14.10 – 14.20 น. An Honor of Life – A.G. Ellis

(วีดิทัศน์เชิดชูเกียรติประวัติ ศ.นพ. เอ จี เอลลิส)

14.20 – 14.30 น. พิธีมอบจานเบญจรงค์เชิดชูเกียรติ ศ.นพ. เอ จี เอลลิส เพื่อนำไปประดิษฐาน

ณ หอเกียรติยศ หรือภาควิชาพยาธิวิทยา Thomas Jefferson University Medical Center, USA

14.30 – 15.30 น. ปาฐกถา AG Ellis . Integrated, Individualized Patient Care – The Key Role of the Pathologist

Professor Stephen Peiper, Thomas Jefferson University Medical Center, USA

15.30 – 16.00 น. Coffee break และแจกของที่ระลึก


*ทำบุญเลี้ยงพระจัดเป็นการภายในที่ภาควิชาพยาธิวิทยา ตึกอดุลยเดชวิกรม ชั้น 8




*การมอบรางวัล "ธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม"

สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันอิสระ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด ริเริ่มการมอบรางวัล "ธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม" หรือ THAILAND AUTOMOTIVE QUALITY AWARD (TAQA) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 7 ปี TAQA Award เป็นผลจากการสำรวจวิจัยเชิงปริมาณเกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้ใช้รถทั่วประเทศที่มีต่อผลิตภัณฑ์และการบริการของบริษัทรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความมั่นใจแก่ผู้ใช้รถยนต์ให้มากขึ้น ในปีนี้ได้แบ่งการมอบรางวัลออก เป็น 2 ช่วง

ดังนั้นเพื่ออธิบายและสร้างความเข้าใจถึงรายละเอียดของรางวัลในแต่ละช่วงแก่สื่อมวลชน ผู้ใช้ รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันอิสระ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม และ บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด มี จึงความยินดีขอเชิญร่วมงานแถลงข่าวตามกำหนด การดังนี้

กิจกรรม งานแถลงข่าว "TAQA 2009 รางวัลธุรกิจยานยนต์ ขวัญใจมหาชน"

วัน/เวลา วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2552 เวลา 10.00 – 11.30 น.

สถานที่ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ห้องประชุม 1 ชั้น 12 อาคารยาคูลท์ (สถานีรถไฟฟ้าสนามเป้า)

รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ:

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ:
โทรศัพท์ 0-2619-5500 #441 โทรสาร 0-2619-8096 อีเมล์: linda@ftpi.or.th
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด: คุณภัทรานุจ แสงจันทร์
โทรศัพท์ 0-2649-9799 โทรสาร 0-2649-9788 อีเมล์: pattranooj@c-asia.com
ทีมประชาสัมพันธ์ TAQA 2009: บริษัท โปรเฟสชันแนล มีเดีย บิสซิเนส จำกัด:
คุณวสีนาท สุขทิศ และ คุณรสสุคนธ์ เวชศิลปะคอง โทรศัพท์ 0-2934-6718 โทรสาร 0-2934-6720-21
อีเมล์: waseenat_s@pmb.co.th , rossukon_w@pmb.co.th


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:00:16 น.  

 
*"SMEs ที่อยู่รอดได้ในทศวรรษของ REACH"

สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ขอเชิญร่วมสัมมนา

"SMEs ที่อยู่รอดได้ในทศวรรษของ REACH"

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2552 เวลา 8.30 – 16.30น.
ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 6 อาคารเคมิปฏิบัติ
กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักการและเหตุผล

การที่สหภาพยุโรปบังคับให้ผู้นำเข้าต้องจดทะเบียนและหรือขออนุญาตใช้ รวมทั้งสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีในสินค้า โดยประกาศใช้กฎหมาย REACH เพื่อควบคุมกำกับดูแลการผลิตและการใช้สารเคมีภายในสหภาพยุโรปซึ่งครอบคลุมถึงสารเคมีในผลิตภัณฑ์ด้วย ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย แม้จะมิได้ส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย เพราะอาจมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของตนต้องการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรป

และแม้ว่าผู้ประกอบการไทยอาจจะไม่ต้องดำเนินการจดทะเบียน เพราะผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปยอมรับภาระนี้ แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยยังคงต้องดำเนินการเกี่ยวกับ REACH คือ การจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและสารเคมีในสินค้าของตน เพื่อให้ผู้ซื้อสินค้าใช้ดำเนินการเกี่ยวกับ REACH ต่อไปได้

ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยบางส่วน จึงถูกผู้นำเข้าของสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ดำเนินการ REACH และบางส่วนถูกร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและสารเคมีในสินค้า โดยอ้างว่าต้องนำไปดำเนินการเกี่ยวกับ REACH หรือถูกสอบถามว่าได้การดำเนินการใด ๆ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดการนำสินค้าเข้าสหภาพยุโรปตามกฎหมาย REACH หรือไม่ อย่างไร ทำให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย ต้องการทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ กฎหมาย REACH และแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้สามารถขายสินค้าของตนได้ การเผยแพร่ความรู้เรื่องกฎหมาย ข้อกำหนดและประเด็นสำคัญของ REACH ให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับ REACH ได้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็น

ลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่นี่

กลุ่ม: กลุ่ม SMEs

วันที่: 27/5/2552

เวลา: 8:30-16:30

สถานที่จัด: กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ที่อยู่ของสถานที่จัด: ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

เบอร์โทรของสถานที่จัด: 0-2201-7000

ห้อง-ชั้น: ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 6 อาคารเคมิปฏิบัติ

จำนวนคนสูงสุด: ไม่ระบุจำนวน

ค่าใช้จ่ายต่อคน: ไม่มีค่าใช้จ่าย

แผนที่: View

ผู้บรรยาย: วราพรรณ ด่านอุตรา

เอกสารประกอบ: กำหนดการ

ผู้จัดสัมมนา: กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี




*สัมมนา "China Impact: ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ... ผลกระทบและโอกาสต่อไทย"

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00 – 16.30 น.
ณ ห้องประชุมสุขสามัคคี ชั้น 8 ธนาคารกสิกรไทย สาขาสำนักพหลโยธิน

กลุ่ม: ผู้ประกอบการยางพารา

วันที่: 27/5/2552

เวลา: 13:00-16:30

สถานที่จัด: ธนาคารกสิกรไทย สาขาพหลโยธิน

ที่อยู่ของสถานที่จัด: 400/22 อาคารธนาคารกสิกรไทย ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400

เบอร์โทรของสถานที่จัด: 02- 273-1144

ห้อง-ชั้น: ห้องประชุมสุขสามัคคี ชั้น 8

จำนวนคนสูงสุด: 80 คน

ค่าใช้จ่ายต่อคน: ไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้บรรยาย: ภคอร ทิพยธนเดชา

ผู้จัดสัมมนา: โครงการเมืองจีน ธนาคารกสิกรไทย

วิธีเข้าร่วมการสัมมนาหรือการอบรม: ส่งแบบตอบรับมายังโทรสาร 02-4702649 ภายในวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2552 คุณนิภาวรรณ หรือคุณวีรยุทธ์ โทรศัพท์ 02-4702614, 02-4702647


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:00:55 น.  

 
*โครงการระพีเสวนา

โครงการระพีเสวนา เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิระพี-กัลยา สาคริก, สถาบันอาศรมศิลป์ มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ และศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายการเรียนรู้ ๗ กลุ่ม อันประกอบด้วย ๑. เครือข่ายการศึกษาขั้นพื้นฐานแนวใหม่ ๒. เครือข่ายสื่อเพื่อการเรียนรู้ ๓. เครือข่ายภูมิปัญญาวิถีชีวิตไทยไท ๔. เครือข่ายการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ๕. เครือข่ายศิลปะเพื่อการเรียนรู้จากภายใน ๖. เครือข่ายแพทย์และสาธารณสุขทางเลือก และ ๗. เครือข่ายอุดมศึกษาทางเลือก โดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) และนำเสนอองค์ความรู้ต่อสังคม

จากการที่เครือข่ายการศึกษาขั้นพื้นฐานแนวใหม่ ได้เสร็จสิ้นไปแล้วในเวทีที่ ๑ และกำลังมีการขับเคลื่อนต่อและสานกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

ในการนี้เวทีที่ ๒ ภูมิปัญญาวิถีชีวิตไทยไท ได้รวบรวมองค์ความรู้และพร้อมเผยแพร่สู่สังคมในวงกว้าง จึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงาน โครงการระพีเสวนา : การเรียนรู้เพื่อความเป็นไทย ครั้งที่ ๒ ภูมิปัญญาวิถีชีวิตไทยไท และ เวทีเครือข่ายภาคีพูนพลังเยาวชน (ส่งไม้ผู้สืบสาน) "จากวันนั้นถึงวันนี้ ฤาสิ้นไร้ผู้สืบสาน?" ในวันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ณ หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน

กำหนดการ

๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบียนรับเอกสาร
๐๘.๓๐ – ๐๘.๔๐ น. กล่าวต้อนรับ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล
๐๘.๔๐ – ๐๙.๐๐ น. ปฐมกถา โดย ศาสตราจารย์ระพี สาคริก
๐๙.๐๐ – ๐๙.๑๕ น. ปาฐกถา โดย ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
๐๙.๑๕ – ๐๙.๓๐ น. นักวิจัยโครงการระพีเสวนานำเสนอประเด็นการเรียนรู้ เรื่องภูมิปัญญาวิถีชีวิตไทยไท
๐๙.๓๐ – ๑๐.๓๐ น. เวทีคนจุดประกาย : ความคิดและประสบการณ์วิถีเกษตรกรรมพึ่งตนเอง
โดย สมณะเสียงศีล ชาตวโร กลุ่มสันติอโศก
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ เจ้าของสวนธรรมเกษตร
๑๐.๓๐ – ๑๐.๔๕ น. พักตามอัธยาศัย
๑๐.๔๕ – ๑๑.๔๕ น. เสวนาคนนำทาง : การถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้นำเกษตรกรรมพึ่งตนเอง
โดย นายชัยพร พรหมพันธุ์ เป็นชาวนาก็รวยได้
นายธงไชย คงคาลัย ผู้พลิกผันจากวิถีเมืองสู่วิถีการพึ่งตนเอง
๑๑.๔๕ – ๑๔.๐๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัยจากครัวธรรมชาติ และชมนิทรรศการมีชีวิต
๑๔.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. เวทีสืบสานภูมิปัญญาวิถีชีวิตไทยไท : จากปราชญ์ถึงเยาวชน
โดย ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ลุงประยงค์ รณรงค์
ผู้แทนเยาวชนร้อยคนร้อยแหล่งเรียนรู้ และผู้แทนเยาวชนจากโครงการของมูลนิธิสยามกัมมาจล
๑๕.๐๐ – ๑๕.๑๕ น. พักตามอัธยาศัย
๑๕.๑๕ – ๑๖.๓๐ น. เวทีสะท้อนความคิดเห็น
โดย นายโชคดี ปรโลกานนท์ เจ้าของสวนลุงโชค
นางศิริพร โชติชัชวาลกุล เจ้าของสวนฝากดิน
๑๖.๓๐ น. กล่าวปิดงานระพีเสวนาครั้งที่ ๒
โดย อาจารย์อำนวย จั่นเงิน รองประธานมูลนิธิระพี-กัลยา สาคริก

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
สถาบันอาศรมศิลป์ (ศูนย์ประสานงานเครือข่าย: โครงการระพีเสวนา)
โทรศัพท์/โทรสาร. ๐๒-๘๗๐-๗๕๑๒-๓ ต่อ ๑๑๐, ๑๓๙
E-mail: rapeesewana_news@hotmail.com, prartanar@gmail.com




*ขอเชิญร่วมงาน 10 ปี อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดในประเทศไทย

องค์การเยสุอิตสงเคราะห์ผู้ลี้ภัย เอเชียแปซิฟิก ขอเชิญร่วมงาน 10 ปี อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดในประเทศไทย

นิทรรศการ และ กิจกรรมหลังพิธีมิสซา
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2552 เวลา 10.00 – 19.00 น.
ณ โบสถ์บ้านเซเวียร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

อนุสัญญาออตตาวาคืออะไร ใครได้ประโยชน์ และ เรามีส่วนร่วมได้อย่างไร?

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 ประเทศไทยได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด(อนุสัญญาออตตาวา หรือ

Mine Ban Treaty) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 คนไทยจำนวนมากที่ต้อง เสียแขน เสียขา เสียชีวิต และ เสียญาติพี่น้อง จากทุ่นระเบิดที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศไทย

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา องค์การเยสุอิตสงเคราะห์ผู้ลี้ภัย (Jesuit Refugee Service) ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ในการนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้ทุ่นระเบิด และ การรณรงค์ ต่อต้าน และ ผลักดันให้หน่วยงานในภาครัฐปฏิบัติตามพันธกรณีอนุสัญญา

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดในประเทศไทย องค์การเยสุอิตสงเคราะห์ผู้ลี้ภัย จึงได้

จัดงาน “10 ปี อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดในประเทศไทย” ขึ้น ณ โบสถ์บ้านเซเวียร์ โดยมีกิจกรรมน่าสนใจได้แก่

นิทรรศการเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดในประเทศไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน, การเล่าเรื่องประสบการณ์ตรงจาก

ผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด, การสาธิตการกวาดล้างทุ่นระเบิด โดย มูลนิธิถนนแห่งสันติภาพ (Peace Road Organization-PRO), การแสดงดนตรีของผู้พิการ, กิจกรรมวาดภาพระบายสีสำหรับเด็ก, การฉายวิดีโอเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในประเทศไทย, ฯลฯ

*** อาหารกลางวัน เครื่องดื่ม ของว่าง ฟรีตลอดงาน ***

องค์การเยสุอิตสงเคราะห์ผู้ลี้ภัย โทร 02 640 9590 โทรสาร 02 271 3632

http://www.jrsap.org


Jesuit Refugee Service Asia Pacific welcomes you to:

10 Years of the Mine Ban Treaty in Thailand

Exhibition and Activities

17 May 2009 (Sunday) 10.00 – 19.00 hrs

At Xavier Hall, 43 Rachwithi Soi 12, Victory Monument, Bangkok

What is the Ottawa Treaty? Who benefits? And how can we get involved?

Thailand signed the Ottawa Treaty, or Mine Ban Treaty, on 3 December 1997 and it entered into

Force on 1 May 1999. Many Thai people have lost their legs, arms, lives, and family members because of

Mines that have remained in the land in many provinces in Thailand.

For more than 10 years, the Jesuit Refugee Service (JRS) has continued to spread information about

The effect of landmines on ordinary people, campaign for the banning of landmines and lobby the government

To fulfill its obligations under the Ottawa Treaty.

On the occasion of the 10-year anniversary, JRS is organizing a commemorative event which will

Include an exhibition on the past and present landmine situation, stories from landmine survivors, a demining

Demonstration by Peace Road Organization (PRO), a band performance by people with disabilities, a

Painting activity for children, and video shows.

*** Free lunch and refreshments provided ***


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:01:41 น.  

 
*คอนเสิร์ต ซิมโฟนี 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย”

กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ ร่วมกับ มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย

ขอเชิญชมคอนเสิร์ต ซิมโฟนี 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์

"คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย"

รายได้เพื่อจัดตั้งมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์

พบกับต้นฉบับผลงานเพลงครั้งสมบูรณ์ ของ จิตร ภูมิศักดิ์
เรียบเรียงเสียงประสาน บรรเลง และขับร้องประสานเสียง
โดย วงออเสตราวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
พร้อมด้วยศิลปินรับเชิญ โฮป แฟมมิลี่

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552
เวลา 18.00 น. ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

บัตรราคา 300,500,700 และ 1,000 บาท
ซื้อได้ที่ ร้านน้อง ท่าพระจันทร์, โรบินสัน สาขา รัชดาภิเษก,
มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย 02-621-8998-9
และ กลุ่มดินสอสี โทร. 0-2-623-2838-9

พิเศษ บัตรราคา 1,000 บาท รับ VCD เพลงจิตร ภูมิศักดิ์ ฟรี
รายได้เพื่อก่อตั้งมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์ และ กิจกรรมต่อเนื่องในโครงการ 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ ( พ.ศ. 2553) และ 45 ปี วันเสียชีวิต ( พ.ศ. 2554 )

เรียบเรียงชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์


พ.ศ. 2473

จิตร ภูมิศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2473 เดิมชื่อ "สมจิตร" เกิดที่ ตำบลประจันตคาม อำเภอ ประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นบุตรของนายศิริ ภูมิศักดิ์ นายตรวจสรรพสามิต กับนางแสงเงิน (ฉายาวงศ์) ชื่อ "สมจิตร" เป็นชื่อที่ตั้งให้คล้องจองกับ "ภิรมย์" พี่สาวคนเดียวของจิตร แต่เนื่องจากในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องการให้ชื่อสื่อลักษณะเพศ "สมจิตร" จึงถูกเปลี่ยนเป็น "จิตร"

พ.ศ. 2479

2479 - 2482 ย้ายตามพ่อ ไปเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ที่จังหวัด กาญจนบุรี

พ.ศ. 2483

ย้ายตามพ่อ ซึ่งเป็นนายตรวจ สรรพสามิตร ไปอยู่จังหวัดสมุทรปราการ

พ.ศ. 2484

2484 - 2489 เข้าเรียนประถม 4 ที่ จ.พระตะบอง โดยในช่วงนี้ ได้เรียนรู้ ภาษาเขมร และภาษาฝรั่งเศษ จนแตกฉาน
ต่อมา บิดาและมารดาได้ตัดสินใจแยกทางกัน มารดาย้ายไปเปิดร้านตัดเสื้ออยู่ลพบุรีเพื่อส่งเสีย จิตร ภูมิศักดิ์และพี่สาว เรียนที่กรุงเทพ โดยในช่วงแรกจิตรเรียนที่ โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร และพักต่อมาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

พ.ศ. 2493

วันที่ 27 เมษายน 2493 สอบไล่ได้เตรียมสอง ( ม.ศ. 5) จากโรงเรียน เตรียมอุดม
และสอบเข้าเรียนต่อ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีเดียวกัน
ขณะเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จิตร ภูมิศักดิ์ได้มีโอกาสเรียนวิชาภาษาไทยกับศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ซึ่งจิตรสอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน แต่พระยาอนุมานราชธนหักคะแนนออกเสีย 3 คะแนนเพื่อไม่ให้เหลิง

พ.ศ. 2496

จิตร ภูมิศักดิ์ได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่จัดทำหนังสือประจำปีของ มหาวิทยาลัย ฉบับ 23 ตุลาคม 2496 เพราะต้องการเปลี่ยนแปลง โดยแหวกกรอบเดิม ลงเนื้อหาที่ก้าวหน้า รับใช้ประชาชน แทน เนื้อหาที่ซ้ำๆ ซากๆ เหมือนกันทุกปี
จากเนื้อหาที่ผิดแผกไปจากปีก่อนๆนี่เอง ทำให้มีการสั่ง อายัดหนังสือเกิดขึ้น
วันที่ 27 ตุลาคม 2496 จิตร ภูมิศักดิ์ ลาออกจาก ตำแหน่งสาราณียกร หลังเกิดข้อครหาเรื่อง หนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับ 23 ตุลาฯ
วันที่ 28 ตุลาคม 2496 เกิดเหตุการณ์สอบสวนจิตร ภูมิศักดิ์ขึ้นที่หอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และจิตร ภูมิศักดิ์ถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ "โยนบก " ลงจากเวทีหอประชุม ทำให้จิตร ภูมิศักดิ์ได้รับบาดเจ็บ ไปพักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลเลิดสินเป็นเวลาหลายวัน

พ.ศ. 2497

ต่อมาทางการของมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการ พิจารณาโทษของจิตร ภูมิศักดิ์ และทางคณะกรรมการได้มีมติให้ พักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างที่ ถูกสั่งพักการเรียน จิตร ภูมิศักดิ์ ได้งานสอนหนังสือ เป็นอาจารย์ สอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทรศึกษา จิตร ภูมิศักดิ์ได้นำเอาแนวคิดใหม่ไปวิเคราะห์วรรณคดี สอนนักเรียน ผลก็คือนักเรียนชอบ แต่เจ้าหน้าที่บริหารโรงเรียนไม่ไว้วางใจจึงจำต้องออกจากงาน
ต่อมาได้งานใหม่ที่ "หนังสือพิมพ์ไทยใหม่" มี สุภา ศิริมานนท์ เป็นบรรณาธิการ งานในช่วงนี้เอง เป็นประโยชน์ ต่อจิตร ภูมิศักดิ์อย่างมากในการสร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่า ต่อประชาชน และวงวิชาการของไทย ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจารณ์ เช่น วิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์ภาพยนต์ โดยใช้นามปากกา "บุ๊คแมน" และ "มูฟวี่แมน"

พ.ศ. 2498

จิตร ภูมิศักดิ์ กลับเข้าเรียนต่อ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 3 ขณะเรียน จิตร ภูมิศักดิ์ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนิสิตที่มีแนวคิดก้าวหน้าจากคณะต่างๆ รวมทั้งจากคณะอักษรศาสตร์ด้วย ทำกิจกรรมที่เน้นหนักไปในการให้ การศึกษา การกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษามีความรักชาติ รักประชาธิปไตย ให้สนใจการเมือง
ผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์กับกลุ่มเพื่อน

- รณรงค์ให้นักศึกษาบริจาคเงินและสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์เพลิงไหมที่ จ.พิษณุโลก
- ชักชวนนิสิตจุฬาฯออกไปปฏิบัติงานตาม หัวลำโพง ตามกรมแรงงาน กรมประชาสงเคราะห์ในเวลาเย็น นำอาหาร เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ไปแจกจ่าย และหาที่อยู่ตามวัดต่างๆให้ผู้อพยพชาวอีสาน และสกัดกั้นไม่ให้ชาวอีสานถูกหลอกลวงจากการใช้แรงงาน โดยมีนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเข้าร่วมด้วย
- พยายามจัดตั้ง "สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" ร่วมกับนึกศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้มีการ จัดทำร่างระเบียบนำเสนอขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคม ต่อมาได้เกิด การรัฐประหาร สหพันธ์ฯจึงไม่ได้เกิด
- การพยายามสร้างความสามัคคีระหว่างจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ชูคำขวัญ เพื่อจูงให้นิสิตนักศึกษาจากสองมหาวิทยาลัยลืมลัทธิหลงมหาวิทยาลัย หันมาถือเอาอุดมการณ์รับใช้ ประชาชนร่วมกันแทน
- ออกหนังสือพิมพ์ในมหาวิทยาลัย ที่ดำเนินการโดยนิสิต ชื่อว่า "เสียงนิสิต" ออกเป็นรายปักษ์ มีคำขวัญว่า "ศึกษาเพื่อรับใช้ประชาคม"
- ร่วมแต่งเพลง "มาร์ชเยาวชนไทย" เพลง "ธรรมศาสตร์-จุฬาฯชิงชัย" เพลง "มาร์ชกรรมกรไทย"
- ร่วมชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้งที่สกปรก เมื่อปี พ.ศ.2500 ได้มีการออกใบปลิวเปิดโปงการโกงการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและนักการเมืองในขณะนั้น

พ.ศ. 2500

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2500 จบการศึกษา ปริญญาบัตรอักษรศาสตร์บัณฑิต
เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี วิทยาลงกรณ์
เป็นอาจารย์พิเศษวิชาภาษาอังกฤษที่คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ สถาบันค้นคว้าเรื่องเด็กของยูเนสโก ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร
จิตร ภูมิศักดิ์เริ่มงานเขียนเรื่อง "ศิลปเพื่อชีวิต" เป็นงานเขียนที่ปฏิวัติแนวคิดเรื่องศิลปะอย่างขุดรากถอนโคน ชี้นำให้เห็นว่า "ศิลปต้องเกื้อเพื่อชีวิต" มิใช่ "ศิลปเพื่อศิลป" อย่างเลื่อนลอย ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ หนังสือรับน้องของ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากนั้น สำนักพิมพ์เทวเวศม์ ได้นำไปรวมพิมพ์เป็นเล่มใช้ชื่อว่า "ศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะ เพื่อประชาชน" จิตร ภูมิศักดิ์ ใช้นามปากกาว่า "ทีปกร" ซึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นคนคิดขึ้นเอง และให้คำแปลว่า "ผู้ถือดวงประทีป" คำที่มีความหมาย อันรุ่งโรจน์โชติช่วง

พ.ศ. 2501

วันที่ 21 ตุลาคม 2501 จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกจับข้อหา "มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์" และ "สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายใน และภายนอกราชอาณาจักร"

พ.ศ. 2507

วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2507 จิตร ภูมิศักดิ์ได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากศาลกลาโหมยกฟ้อง รวมเวลาที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกคุมขังโดยไม่มีความผิด 6 ปีเศษ ระหว่างที่จิตร ภูมิศักดิ์อยู่ในคุก จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ทุ่มเวลาในการเขียนหนังสือ ผลงานเด่นๆของจิตร ภูมิศักดิ์ที่เกิดขึ้นในคุก อาทิ ผลงานแปลนวนิยายเรื่อง "แม่" ของแมกซิมกอร์กี้ , โคทาน นวนิยาย จากอินเดียของเปรมจันท์ (แปลไม่จบ) และผลงานทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ คือ "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอม และลักษณะทางสังคม ของชื่อชนชาติ"

พ.ศ. 2508

วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2508 วันเสียงปืนแตก มีการปะทะกันระหว่างตำรวจกับทหารป่าเป็นครั้งแรก ที่บ้านนาบัว อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชน ในที่ประชุมกรมการเมืองขยายวงที่ดงพระเจ้าเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2508 มีมติรับรองและอนุมัติให้ตอบโต้ฝ่ายรัฐบาลด้วยกำลังอาวุธได้ โดยตั้งชื่อกองกำลังทหารนี้ว่า " พลพรรคประชาชน ไทยต่อต้านอเมริกา" เรียกย่อๆว่า "พล.ปตอ." ธง แจ่มศรี(ลุงธรรม) ได้มอบหมายให้ จิตร ภูมิศักดิ์แต่งเพลง มาร์ชประจำพลพรรค
เดือนตุลาคม พ.ศ.2508 จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับ พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ( พคท.) ในนาม "สหายปรีชา"
เดือนพฤศิจกายน พ.ศ.2508 สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ได้เดินทางไปที่ บ้านดงสวรรค์ ชายป่าดงพันนาโดยมีสหายไสว นักรบแห่งบ้านเปือยไปรอรับ มุ่งสู่ที่มั่นกลางดงพระเจ้า ในฐานะ "คนผ่านทาง" ซึ่งจะได้รับการส่งตัวไปปฏิบัติงานในประเทศจีน ตามคำขอของ สหายไฟ (อัศนี พลจันทร) ต่อ พคท. แต่สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ขอเรียนรู้การปฏิวัติในชนบทไทยเสียก่อนระยะหนึ่ง

สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ใช้ชีวิตอยู่ที่ดงพระเจ้าได้ไม่นาน กองทหารป่าก็ถูกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ากวาดล้าง นับเป็นครั้งแรกที่มีการแตกเสียงปืนในดงพระเจ้า
สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) และพวกได้ถอยทัพไปยังภูผาดง ผ่านภูผาลม ไปตั้งทับใหญ่แห่งใหม่ที่ ภูผาตั้ง ซึ่งภูผาแห่งนี้ สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ได้ปฏิบัติงานมวลชน โดยมีสหายสวรรค์เป็น "ทหารพิทักษ์" คอยติดตาม และเป็นเพื่อนร่วมงาน ที่ภูผาลม สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ได้แต่งเพลง "ภูพานปฏิวัติ" ขึ้น และเพลงนี้กลายเป็นเพลงปฏิวัติอันโดดเด่นของ ขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย

พ.ศ. 2509

วันที่ 4 พฤษภาคม 2509 สหายปรีชา (จิตร ภูมิศักดิ์) และพลพรรคอีก 5 คนข้ามทางสายวาริชภูมิ-ตาดภูวง มาทำงาน มวลชนที่บ้านหนองแปน และบ้านคำบ่อ
วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2509 สหายปรีชา (จิตร ภูมิศักดิ์) และพลพรรคได้ถูกล้อมปราบจากฝ่ายรัฐบาล สหายปรีชา (จิตร ภูมิศักดิ์) สหายสวรรค์และ สหายวาริช ได้หลบหนีไปทางเทือกเขาภูอ่างศอ แต่ได้หลงทางไปถึงบ้านหนองกุงในเวลาเย็น ด้วยความหิว สหายปรีชา (จิตร ภูมิศักดิ์) ได้เข้าไปขอข้าวในหมู่บ้านหนองกุ่ง แต่ชาวบ้านรายหนึ่งได้แอบไปแจ้งแก่ กำนัน เมื่อสหายปรีชา (จิตร ภูมิศักดิ์) ได้รับห่อข้าวก็ เดินทางออกมา ที่ชายป่าท้ายหมู่บ้านเพื่อนำห่อข้าวมาให้ กับสองสหาย กำนันและกลุ่มทหาร อส. ตามมาทัน ที่นาจารย์รวย และ สหายปรีชา (จิตร ภูมิศักดิ์) จึงถูกล้อมยิงเสียชีวิตลงที่ชายป่าบ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:02:25 น.  

 
*เสวนา:ผ่าทางตันวิกฤติประเทศไทย

สนใจเข้าร่วมการเสวนาทางวิชาการ

เรื่อง “ผ่าทางตันวิกฤติประเทศไทย”

นำการพุดคุยโดย

ผศ. ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ
ผศ. รศ.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
รศ. ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ
ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
ดร. เจษฎ์ โทณะวณิก
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร


ณ ห้องประชุมจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๐๐-๑๗.๐๐ น. (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)




*เวทีสังเคราะห์และบูรณาการความรู้ ชนบทกับเมือง : จากความเหลื่อมล้ำสู่ความร่วมมือ

โครงการความเคลื่อนไหวเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติฯ

เวทีสังเคราะห์และบูรณาการความรู้

ชนบทกับเมือง : จากความเหลื่อมล้ำสู่ความร่วมมือ


เวลา 08.30 – 16.30 น. วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2552

ณ ห้องประชุมจุมภฎ – พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4

อาคารประชาธิปก - รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

08.30-09.00 น. ลงทะเบียน

09.00-09.10 น. แนะนำโครงการจีเอ็นเอชฯ

09.10-10.00 น. ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ภาคชนบท “พื้นที่ความรู้เชิงซ้อนระหว่างชนบทกับเมือง: มองผ่านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและมิติทางวัฒนธรรม”

ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ผู้ดำเนินรายการ

10.00-10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง

10.15-10.30 น. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ * รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

“การปฎิรูปเศรษฐกิจเพื่อการเชื่อมโยงภาคเมืองกับชนบท”

10.30-12.30 น. การอภิปรายโดยผู้ปฎิบัติการทางสังคม

คุณชัชวาล ทองดีเลิศ* วิทยาลัยการจัดการทางสังคม

ดร.นิตยา กิจติเวชกุล* มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

คุณสมคิด มหิศยา* มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

และ การซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวที

12.30-13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.30-13.45 น. คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน* ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (อดีตผู้ว่าฯ กทม. 2546-2551) ปาฐกถานำ


ภาคเมือง “วิถีสีเขียวร่วมกัน”

13.45-14.30 น. ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “วิถีเมืองที่เกื้อกูลชนบท”

14.30-15.15 น. อภิปรายแลกเปลี่ยน เรื่อง ความร่วมมือระหว่างเมืองกับชนบท ดำเนินรายการโดย คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล

“มาบตาพุด ความหวังของชุมชนท่ามกลางกระแสการพัฒนา”

โดย ผู้นำชุมชนมาบตาพุด และมูลนิธินโยบายสุขภาวะ

“ตลาดสีเขียว และการค้าที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต และชุมชน”

โดย เครือข่ายตลาดสีเขียว และบริษัทสังคมสุขภาพ

และเครือข่ายผู้ปฏิบัติการจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมอภิปราย

15.15-15.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง

15.30-16.20 น. การซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวที

16.20-16.30 น. ดร.นฤมล อรุโณทัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปิดและมอบของที่ระลึกแก่วิทยากร

* กำลังประสานวิทยากร


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:03:16 น.  

 
*งานวันปรีดี ประจำปี 2552

กำหนดการ

งานวันปรีดี ประจำปี ๒๕๕๒

พฤษภาคม ๒๕๕๒

ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ณ บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ หน้าตึกโดม

เวลา ๐๗.๐๐ น. -ลงทะเบียน (บริการตนเองด้วยเครื่องดื่มและอาหารว่าง)

เวลา ๐๗.๓๐ น. -พิธีสักการะอนุสาวรีย์ด้วยพานพุ่มดอกไม้ (จากวัสดุธรรมชาติ)

ณ บริเวณหน้าตึกโดม

เวลา ๐๘.๔๕ น. -พิธีถวายสังฆทานพระสงฆ์ ๑๐ รูป

ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น ๒

เวลา ๙.๑๕ น. -พิธีมอบรางวัลทุนการศึกษา “ทุนปาล พนมยงค์” โดย ทายาทของ

ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์-ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์

เวลา ๙.๓๐ น. -ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ปรีดี พนมยงค์ กับพระพุทธศาสนา”

โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)

-แถลงข่าว การจัดงานในวาระครบรอบ ๑๑๐ ปี ชาตกาล

รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์

ณ บริเวณหลังตึกโดม

เวลา ๑๑.๓๐ น. -รับประทานอาหารกลางวัน

เวลา ๑๓.๐๐ น. -เสร็จพิธี




*ปุ๋ย ลำน้ำ สืบจิตใจการต่อสู้เพื่อคนจน

ใบบอกบุญ

ปุ๋ย ลำน้ำ สืบจิตใจ การต่อสู้เพื่อคนจน

จวบจนน้ำมูนเหือดแห้ง บ่ลืมเจ้าผู้จากไป

ในวาระการจากไปของปุ๋ย-นันทโชติ ชัยรัตน์และลูกชาย ลำน้ำ-เด็กชายไกรพล ชัยรัตน์ ด้วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ได้เวียนมาครบรอบ 1 ปี ดังนั้นเพื่ออุทิศแผ่ส่วนบุญกุศลให้แด่ผู้ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการสืบจิตใจการต่อสู้เพื่อคนจนของผู้จากไปที่ได้ทำงานเพื่อสังคมมาตลอด ครอบครัวชัยรัตน์และพี่น้องสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา เขื่อนราษีไศล จึงกำหนดจัดงานรำลึก “ปุ๋ย ลำน้ำ สืบจิตใจการต่อสู้เพื่อคนจน” ขึ้นในวันที่ 2-3 พฤษภาคม 2552 ณ วัดใต้ บ้านใหญ่ ต.เมืองคง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

คณะเจ้าภาพจึงบอกบุญมายังท่านผู้ศรัทธา และผู้ระลึกถึงปุ๋ย และ ลำน้ำ ร่วมทำบุญร่วมกันในวันดังกล่าว

กำหนดการ

วันที่ 2 พฤษภาคม 2552

13.00-14.00 น. รำลึกเจตนารมณ์นันทโชติ ชัยรัตน์

โดย ตัวแทนชาวบ้านที่ร่วมเรียกร้องสิทธิ์จากเขื่อนราษีไศล ,เขื่อนหัวนา,เขื่อนสิรินธร,เขื่อนปากมูล,อาจารย์ธีรพล อันมัย,สถิต ยอดอาจ,ปราณี มัคนันท์, ดำเนินรายการโดยคุณสดใส สร่างโศรก

14.00-17.00 น. เวทีเสวนา “ทิศทางขบวนการประชาชน”

โดย คุณสุนีย์ ไชยรส คุณวีระพล โสภา

คุณไพโรจน์ พลเพชร คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

คุณกิ่งกร นรินทร ณ อยุทธยา อาจารย์พฤกษ์ เถาว์ถวิล

ดำเนินรายการโดย อาจรย์สุรสม กฤษณะจูฑะ

17.00-18.00 น. รับประทานอาหารเย็น

18.00 น. สวดมงคลเย็นแด่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

19.00-20.00 ธรรมกถา “อุดมคติในการทำงานเพื่อสังคม” โดย แม่ชีอูฐ วัดป่ามหาวัน จ.ชัยภูมิ

สุนทรกถา โดยผู้อาวุโสผู้มีเกียรติเข้าร่วมในงาน สลับกับเวที

วัฒนธรรมของพี่น้องในเครือข่าย

วันที่ 3 พฤษภาคม 2552

06.00 -10.00 พิธีทำบุญแด่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

ถวายภัตตาหารเช้า และถวายสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ แด่ปุ๋ย ลำน้ำและนักสู้แห่งลุ่มน้ำมูน

10.00 น. กล่าวคำรำลึกแด่นักสู้แห่งลุ่มน้ำมูน เป็นอันเสร็จพิธี


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:04:28 น.  

 
*เสวนา "กรุงเทพฯ บนแผ่นฟิล์ม"

ฐานประวัติศาสตร์ที่เคลื่อนไหวได้
เสวนา "กรุงเทพฯ บนแผ่นฟิล์ม"

โดย
โดม สุขวงศ์ นักอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทยจากหอภาพยนตร์แห่งชาติ
ศรัณย์ ทองปาน นักวิชาการจากวารสารเมืองโบราณ

วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒
เวลา ๑๗.๓๐ - ๑๙.๓๐ น.

ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า มุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

สอบถามเพิ่มเติม ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บไซต์ http://www.lek-prapai.org




*ขอเชิญร่วมเดินรณรงค์ "หยุดทำร้ายประเทศไทย "



สถาบันพระปกเกล้าและองค์กรเครือข่าย หยุดทำร้ายประเทศไทย

ขอเชิญร่วมเดินรณรงค์ "หยุดทำร้ายประเทศไทย "

ในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2552
โดยมีจุดนัดรวมพลังกันที่พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖ สวนลุมพินี เวลา 6.30 น.




*เชิญร่วมงาน ๓๐ ปีมูลนิธิเด็ก "อยากเห็นสังคมไทยอุดมสุข"

หมู่บ้านแห่งความรัก เสรีภาพ และการปกครองตนเอง" ของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จึงได้กำหนดจัดงาน "การศึกษาทางเลือก"
ขึ้นในวันศุกร์ที่ ๒๒ และวันเสาร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ น. เป็นต้นไป
รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.ffc.or.th/info/30year/page_05.html

ปล.

๑. หากท่านต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการเข้าร่วมงานกรุณาส่งแบบตอบรับทางโทรสาร ๐๓๔-๕๑๕๑๐๖ หรือ Email : mbd.ffc@ffc.or.th or mbd.ffc@gmail.com

๒. หากท่านมีความประสงค์จะนำขนม อาหารว่าง หรืออาหารกลางวัน อาหารเย็น เข้าร่วมแบ่งปันกับกัลยาณมิตรของเรา หรือมอบให้กับเด็กกำพร้าและยากจน ของโรงเรียน รวมถึงกลุ่มเยาวชนจากภาคต่างๆ เข้าร่วมงาน ขอเชิญติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ ๐๘๙-๔๑๐-๔๔๒๗ หรือ ๐๘๙-๔๑๐๔๔๒๙

ผู้ประสานงานโครงการ
นางรัชนี ธงไชย โทรศัพท์ ๐๘๙-๗๔๔-๒๓๐๑
นางสาวอรุณีย์ บุญโย โทรศัพท์ ๐๘๙-๘๓๗-๓๙๑๙
นางจงรักษ์ ศรีใส โทรศัพท์ ๐๘๓-๘๔๙-๑๑๒๒




*เสวนาวิชาการ "กลยุทธ์ และเครื่องมือในการจัดการความไม่แน่นอน และลดความสูญเสียในธุรกิจ"

โดย อาจารย์ ดร.วุฒิไกร งามศิริจิตต์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรม มธ.

วิทยากรรับเชิญ ดร.สิทธิพร ดาดาษ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารธุรกิจ SMEs

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 เวลา 13.00 น.
ณ ห้องบรรยาย CITU 513 ชั้น 5 อาคารอเนกประสงค์ 3
วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ติดต่อสอบถามที่
อ.วิภา ดาวมณี โทร 08 16134792

สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์
***ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมเสวนา***


http://www.itu.tu.ac.th

สำรองที่นั่ง>>> http://www.itu.tu.ac.th/web2/thai/seminar_detail.asp?id=176
วิทยาลัยนวัตกรรม สำนักงานกรุงเทพมหานคร
มหาวิทยายลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เลขที่ 2 ถ.พระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. 10200 ชั้น 1, 4, 5 อาคารหอสมุดเดิม (LB)


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:05:34 น.  

 
*งาน "ตลาดนัดแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน"

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมงาน "ตลาดนัดแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน" โดย
นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประธานเปิดงานพบการแสดงจากเยาวชน การออกร้านศิลปินดารา วรรณษา ทองวิเศษ น้อย โพธิ์งาม รับฟังการเสวนา "ทรัพย์สินทางปัญญาแปลงเป็นทุนได้อย่างไร" ร่วมเสวนา โดย ผู้แทนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา/ วรรณษา ทองวิเศษ และผู้แทนจากธนาคาร SME พบการออกร้าน และพุดคุยกับผู้ประกอบการเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ประโยชน์จากโครงการ อาทิ Lighting Designer / ไทยซอฟท์แวร์/กระเป๋าหนังแท้สตรี/เครื่องประดับสร้อยคอ และอื่นๆอีกมากมาย

ในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2552 เวลา 10.30 น. ณ ลานโปรโมชั่น เซ็นทรัลพระราม 2

บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส จำกัด (มหาชน) โทร.02-662-2266




*งาน Green Charity Fair

Green Wave 106.5 FM คลื่นวิทยุสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม จัดงาน Green Charity Fair ชวนผู้ฟังร่วมทำบุญ บริจาคสิ่งของ, ข้าวสาร-อาหารแห้ง, อุปกรณ์ทำความสะอาด, รองเท้า-กระเป๋า-ชุดนักเรียน, ของใช้เด็กอ่อน, หนังสือสำหรับเด็ก ให้กับมูลนิธิต่างๆ 15 มูลนิธิ ได้แก่ มูลนิธิ Art for All, มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก, มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์, มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย, มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย, มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ, มูลนิธิจิตอาสา, มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ, สถานสงเคราะห์เลี้ยงเด็กกำพร้ายากจนวัดโบสถ์วรดิตถ์, วัดพระบาทน้ำพุ, โครงการจักษุศัลยกรรม สภากาชาดไทย, มูลนิธิเพื่อทะเล, เสถียรธรรมสถาน, มูลนิธิสวัสดิการนักแสดงอาวุโส, มูลนิธิแสงประทีปเพื่อผู้สูงวัยในชุมชน โดยงานจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคมนี้ เวลา 13.00-18.00 น. ที่ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า

สำหรับผู้ฟังที่อยากทำบุญก่อนใครสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงส่ง SMS พิมพ์รหัสประจำมูลนิธิที่ต้องการ ครั้งละ 6 บาท แล้วส่งมาที่ 4242811 จำนวนเงินหลังหักค่าใช้จ่ายจะส่งเข้ามูลนิธิที่คุณต้องการทันที โดยสามารถดูรหัสของแต่ละมูลนิธิได้ที่ http://www.greenwave.fm ก่อน 30 เมษายนนี้

นอกจากจะได้ทำบุญกับมูลนิธิต่างๆข้างต้นแล้ว คุณผู้ฟังยังจะได้เล่นเกมส์ สนุกสนานไปกับศิลปินดาราที่ประจำอยู่บูธของมูลนิธิต่างๆ อีกทั้งช้อปปิ้งของรักของหวงจากศิลปินคนโปรด อิ่มอร่อยกับร้านอาหารคนดังมากมาย ร่วมสนุกกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินคุณภาพ รุจ เดอะสตาร์, แก้ม เดอะสตาร์, มาลีวัลย์ เจมีน่า, แคลลอรี่บาบา ...ฟรี




*งาน Healthy By Phyathai @ CentralPlaza Lardprao

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ร่วมกับ โรงพยาบาลพญาไท 2 ขอเชิญร่วมสร้างสุขภาพดี ในงานHealthy By Phyathai @ CentralPlaza Lardprao กิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย การตรวจสภาพผิวหน้า การตรวจวัดความดัน การตรวจเปอร์เซ็นไขมันใต้ผิวหนัง การบริการให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ และพิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่ช้อปครบ2,000บาท สามารถนำใบเสร็จมารับการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Density) หรือตรวจดุลยภาพของร่างกาย ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. - 5 พ.ค. 52 เวลา 10.30 - 19.00 น. ณ บริเวณชั้น 1 โซนประตู C ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่

นราวดี เรืองพระยา (อร) แผนกประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

โทร.0-2667-5555 ต่อ 4305 / โทรสาร 0-2264-5575 Call Center 0-2635-1111

E-Mail : runaravadee@cpn.co.th / pr.ho@cpn.co.th Website: http://www.centralplaza.co.th




*งาน "วันสหกิจศึกษาไทย ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2552"

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ร่วมกับสมาคมสหกิจศึกษาไทย เครือข่ายสหกิจศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดงาน "วันสหกิจศึกษาไทย ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2552" ในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2552 ณ ห้อง Sapphire 4 – 6 ชั้น 2 อาคารอิมแพ็ค คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 8.30 -20.30 น




*งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับงานศิลปะและวัฒนธรรม

ในวันนี้เวลา (4 มิถุนายน 2552) เวลา 10.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ณ หอศิลป์ ม.ศิลปากร วังท่าพระ เนื่องในวาระครบ 65 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร

เป็นที่ประจักษ์ชัดทั่วไปว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปรีชาสามารถอันล้ำเลิศทางด้านศิลปวัฒนธรรมทุกสาขา ทรงรอบรู้เรื่องและเชี่ยวชาญในศิลปไทย ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ทรงเป็นเอตทัคคะในทางดนตรีไทยได้ทุกชนิด ทรงเป็นรัตนกวีแห่งยุคสยาม ทรงงานพระราชนิพนธ์ทั้งประเภทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้เป็นจำนวนมาก ทรงสนพระราชหทัยในการทรงงานด้านศิลปะในหลายสาขา

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยศิลปากร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาจารึกภาษาตะวันออก จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ในปีการศึกษา 2522 และทรงเป็นนักศึกษาเก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี พ.ศ. 2536

นอกเหนือจากทรงรอบรู้และเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ หลายสาขาทั้งที่ทรงเรียนมาโดยตรงและที่ทรงสนพระราชหฤทัยศึกษาใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม พระองค์ยังทรงสนพระราชหฤทัยและมีพระปรีชาสามารถด้านศิลปะ ทรงสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมฝีพระหัตถ์ไว้เป็นจำนวนมาก

ทั้งงานด้านจิตรกรรมศิลปกรรมแนวสื่อประสม ศิลปะเครื่องปั้นดินเผา และภาพการ์ตูนที่ทรงสร้างสรรค์ไว้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แจ้งในวงการศิลปะของชาติถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์

พระราชกรณียกิจทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยศิลปากร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยศิลปากรมาโดยตลอด

นอกจากนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการศิลปะและงานประชุมทางด้านศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยศิลปากร อีกทั้งทรงงานศิลปกรรมฝีพระหัตถ์ในคราวเปิดการแสดงนิทรรศการศิลปะเกือบทุกงานและพระราชทานให้แก่มหาวิทยาลัย เมื่อครั้งที่มหาวิทยาลัยศิลปากรได้จัดทำโครงการวิจัยผลิตสีคุณภาพราคาประหยัดและปลอดมลพิษสำหรับงานศิลปะขึ้น ระหว่างปี พ.ศ.2544 – 2545 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะผู้วิจัยเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสีที่ผลิตขึ้นให้ทรงทดลองวาดภาพฝีพระหัตถ์ และยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสีอันเป็นมงคลนามว่า "สีศิลปากรประดิษฐ์" และ "สีวิจิตรรงค์"

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัยศิลปากรและวงการศิลปะของชาติ ในฐานะที่ทรงเป็น "เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย" และ "วิศิษฎศิลปิน"

มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับงานศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อเป็นกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบ 65 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ 4 - 27 มิถุนายน 2552 ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพมหานคร


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:08:50 น.  

 
*การเสนอผลงานวิจัยของผู้รับทุนโครงการวิวัฒน์ไทยศึกษานานาชาติเพื่อการพัฒนาสังคมไทย

การเสนอผลงานวิจัยของ

ผู้รับทุนโครงการวิวัฒน์ไทยศึกษานานาชาติ

สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ ภายใต้โครงการวิวัฒน์ไทยศึกษานานาชาติเพื่อการพัฒนาสังคมไทย (ENITS)

จัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่อง "การเสนอผลงานวิจัยของผู้รับทุนโครงการวิวัฒน์ไทยศึกษานานาชาติ

เพื่อการพัฒนาสังคมไทย" เพื่อให้เกิด การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักวิจัยด้านไทยศึกษาและสร้างเครือข่าย

ด้านไทยศึกษาระดับนานาชาติ ในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๒ ณ ห้องประชุม ๑๐๕ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์

ผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมโดยไม่เก็บค่าลงทะเบียน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ โทร.

๐-๒๒๑๘-๗๔๙๓-๕




*สัมมนาเรื่อง "นโยบายของรัฐกับการผลิตเอทานอล:ช่วยชาติได้อย่างไร"

ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง "นโยบายของรัฐกับการผลิตเอทานอล:ช่วยชาติได้อย่างไร"


ด้วยคณะกรรมาธิการการพลังงาน ร่วมกับกระทรวงพลังงานจะจัดสัมมนา เรื่อง "นโยบายของรัฐกับการผลิตเอทานอล : ช่วยชาติได้อย่างไร ?" ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2552 ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 ถนนอู่ทองใน กรุงเทพฯ


<< รายละเอียด กำหนดการ แบบตอบรับ >>


ทั้งนี้ จึงใคร่ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว ส่งแบบตอบรับไปที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา โทรสาร. 0-2831-9157, 0-2831-9145 ภายในวันที่ 4 มิถุนายน 2552
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2831-9157




*งานสัมมนาในหัวข้อ "โอกาส...ประเทศไทย"

ครั้งเดียว..กับโอกาส....ประเทศไทย

โครงการปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม กำหนดจัดงานสัมมนาในหัวข้อ "โอกาส...ประเทศไทย" ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2552ตั้งแต่เวลา 08.30-12.30 น. ณ ห้องบอลรูม ชั้น 1 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ พลาดไม่ได้กับการติดตามรับฟังมุมมอง และร่วมหาโอกาสให้กับประเทศ จากผู้นำและผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจอาทิ ฯพณฯ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และ คุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในแวดวงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ให้เกียรติร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็น เพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทยภายใต้ภาวะวิกฤติ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท มาสเตอร์ มายด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด
ในนาม โครงการปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม
วารุณี คำไชย (แนน) โทร. 02-248-7967-8 ต่อ 119 โทรสาร 02-248-7969
E-mail address : c_mastermind@hotmail.com หรือ http://www.mtmultimedia.com




*การอบรมสิ่งทอ (ฟรี!!) ประจำเดือน มิถุนายน 2552

เรียน กรรมการผู้จัดการ / ผู้จัดการโรงงาน

หัวข้อการอบรมสิ่งทอ (ฟรี!!) ประจำเดือน มิถุนายน 2552 (2 หัวข้อ)

1. "คาร์บอนฟุตพริ้นและฉลากคาร์บอน : ทางเลือกใหม่ช่วยลดโลกร้อน" (11 มิ.ย. 52)
รายละเอียดเพิ่มเติม www.thaitextile.org/temp/app0611.pdf

2. " ฝ่าวิกฤตอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยระบบการผลิตแบบลีน " (29 มิ.ย. 52)
รายละเอียดเพิ่มเติม www.thaitextile.org/temp/app0629.pdf


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:09:32 น.  

 
*ศมส. ขอเชิญร่วมเสวนากำเนิดใหม่ของหนังสือเก่า

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.30 น. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ร่วมกับ หอสมุดแห่งชาติ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ และศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอเชิญร่วมเสวนา “กำเนิดใหม่ของหนังสือเก่า” และร่วมเปิดตัวเว็บไซต์ “หนังสือเก่าชาวสยาม” พบกับปาฐกถาพิเศษเรื่อง “คุณวิเศษแห่งหนังสือโบราณ” โดย พล.ต.ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี และหัวข้ออภิปรายที่น่าสนใจในเรื่องของหนังสือเก่าจากผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และนักวิชาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิ ชุมทางหนังสือเก่า : จะขุดคุ้ย ค้นคว้า คัดเขียน เข้าถึงที่ไหนได้อย่างไร? คำให้การของหนังสือเก่า: วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และ จากตู้ปิดตายสุ่ชุมชนออนไลน์: กำเนิดใหม่ของหนังสือเก่า และการเกิดตัวเว็บไซต์หนังสือเก่าชาวสยาม กับ วชิรญาณวิเศษ ขุมทรัพย์ความรู้ของสังคมไทย

ผู้สนใจหนังสือเก่า หนังสือโบราณ พลาดไม่ได้เด็ดขาด ร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0 2880 9429 หรือที่ http://www.sac.or.th





*กิจกรรมดีๆ หลากหลาย ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์

ซอยทองหล่อ สุขุมวิท ๕๕

(รถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีทองหล่อ ทางออกหมายเลข ๓ เดินจากปากซอยมาได้ ไม่ไกล)

สัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน สถาบันปรีดี พนมยงค์ ยังคงมีภาพยนตร์นานาชาติคัดสรรมาให้ได้ชมกัน โดยในเดือนนี้มีฉายทั้งหมด ๙ เรื่อง โดยภาพยนตร์แต่ละเรื่องมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการแสวงหา การต่อสู้กับความอยุติธรรมของชีวิต

เริ่มด้วยวันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๒.๐๐ น. ชมภาพยนตร์เรื่อง Walking Tall หนังปี ๑๙๗๓ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ส่วนหนึ่งให้คนหนุ่ม คนสาวไทย ลุกขึ้นสู่กับความอยุติธรรม จนนำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ สร้างจากชีวิตจริงของนายอำเภอบิลฟอร์ด พุสเซอร์ แห่งแม็กเนียรี่ เคาน์ตี้ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ...เรื่องถัดมา Dog Day Afternoon (๑๙๗๕) เวลา ๑๔.๑๕ น. พบการแสดงของอัล ปาชิโน ผู้แสดงนำ และเรื่องสุดท้ายของวันคือ Taxi Driver (๑๙๗๖) เวลา ๑๖.๒๐ ชมการแสดงของโรเบิร์ต เดอ นิโร และจูดี้ ฟอสเตอร์

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๒ ใครที่เป็นแฟนการแสดงของพอล นิวแมน ไม่ควรพลาด ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องในวันนี้ทุกเรื่องมีพอล นิวแมน เป็นนักแสดงนำ The Hustler (๑๙๖๑) ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายงานเขียนของ วอลเตอร์ เอส.เทวิส เริ่มเวลา ๑๒.๐๐ น. ...เรื่องที่สอง Cool Hand Luke (๑๙๖๗) และเรื่องสุดท้าย The Sting (๑๙๗๓) การันตีด้วย ๗ รางวัลออสการ์เมื่อปี ๑๙๗๔

โปรแกรมภาพยนตร์ประจำเดือนมิถุนายน ปิดท้ายกันวันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เริ่มเวลาเที่ยงเหมือนเดิม เรื่องแรก Easy Rider (๑๙๖๙) เรื่องที่สอง The Conversation (๑๙๗๔) และเรื่องสุดท้ายเป็นไฮไลต์ของวัน Bobby (๒๐๐๘) ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากถ้อยคำของบุคคลต่างๆ ซึ่งอยู่ในชั่วโมงก่อนเกิดเหตุและนาทีลอบสังหารวุฒิสมาชิก โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ นครลอสแองเจลิส

ส่วนกิจกรรมสำหรับครอบครัวและคุณหนูๆ นั้น มูลนิธิไชยวนา ซึ่งบริจาคที่ดินให้กับมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เพื่อจัดสร้างสถาบันปรีดี พนมยงค์ จะจัดให้มีงานรำลึกถึงครูองุ่น มาลิก ครบรอบ ๑๙ ปี ของการถึงแก่กรรม ปีนี้ งานมหกรรมการแสดงแสนหรรษา ครั้งที่ ๑๑ ตอน...หุ่นหนุกหนานกับตุ๊กตาเล่านิทาน จะมีขึ้นวันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๒ โดยมีกิจกรรมภาคเช้า มีกิจกรรมที่บริเวณมูลนิธิไชยวนา (รั้วติดกับสถาบันปรีดี พนมยงค์) เวลา ๑๐.๓๐ น. เป็นการถวายภัตตาหารพระภิกษุ ต่อด้วยการเล่าเรื่อง "ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากครูองุ่น มาลิก" โดย ผู้ที่เคยร่วมทำกิจกรรมกับครูองุ่น มาลิก ภาคบ่าย ย้ายมาที่หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ ภายในสถาบันปรีดี พนมยงค์ เวลา ๑๓.๓๐ น. มีซุ้มกิจกรรมหรรษา (ในห้องกระจก) – เสวนาครอบครัวนักละคร โดย สมบัติ บุญงามอนงค์ สินีนาฏ เกษประไพ ฯลฯ (ในหอประชุมพูนศุข พนมยงค์) การแสดงละครหุ่นมือ นิทานแต้มฝัน ละครคณะยายหุ่น การแสดงของเบบี้ไมม์ และ พระจันทร์เสี้ยวการละคร ตลอดงานมีการรณรงค์ให้เอาของเล่นกับหนังสือมาแลกกัน

ปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ปี ๒๕๕๒ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ เริ่มเวลา ๑๔.๐๐ น. ได้รับเกียรติจาก ดร.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาปาฐกถาหัวข้อ "ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง" วิจารณ์ปาฐกถาโดย ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ พร้อมกับการอภิปรายในหัวข้อเดียวกัน ซึ่งมีวิทยากรประกอบด้วย แม่ผา กองธรรม – ตัวแทนสมัชชาคนจน พื้นที่เขื่อนราษีไศล ภาคอีสาน, พ่อหลวงจอนิ โอโดเชา – ตัวแทนชนเผ่า ผู้อยู่กับป่าในพื้นที่ภาคเหนือ, เป๊าะจิ๊ดือราแม ดาราแม – ตัวแทนชาวบ้านพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ วิไลวรรณ แซ่เตีย – ตัวแทนคนงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย


ทุกกิจกรรมเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ๐๒-๓๘๑๓๘๖๐-๑

หรืออีเมล banomyong_inst@yahoo.com เว็บไซต์www.pridiinstitute.com




*รับ อาสาสมัครสำหรับงานวันผู้ลี้ภัยโลก (World Refugee Day 2009)

คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการเพื่อผู้ลี้ภัยและผู้อพยพแห่งสหรัฐอเมริกา (ยูเอสซีอาร์ไอ) ประจำประเทศไทย จะจัดงานวันผู้ลี้ภัยโลก ปี ๒๕๕๒ ในระหว่างวันที่ ๒๐ ถึง ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๒ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด พลาซ่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สร้างความตระหนักถึงสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลก และในประเทศไทย

ผู้ใดสนใจเป็นอาสาสมัครช่วยงานในระหว่างวันที่ 18-21 มิถุนายน 2552 เพื่อเตรียมงาน ลงทะเบียน และรับรองเอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ เป็นต้น และจะได้รับใบประกาศนียบัตรเป็นอาสาสมัครงานวันผู้ลี้ภัยโลก โดยไม่มีค่าตอบแทน

สนใจสมัครผ่าน e-mail :rpoungpattana@uscrithailand.orgและ admin@uscrithailand.org หรือที่สำนักงานคณะกรรมการเพื่อผู้ลี้ภัยและผู้อพยพแห่งสหรัฐอเมริกา (ยูเอสซีอาร์ไอ) 02-354-9362ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานได้ที่ http://www.uscrithailand.org หรือ http://www.worldrefugeeday2009.org




*งานสื่อสารสุขภาพไทใหญ่ปีที่2

โครงการวิจัย "การพัฒนานักสื่อสารสุขภาพไทใหญ่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่"
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200

โทรศัพท์ (053) 943553 ต่อ 107 โทรสาร (053) 892209 E-mail :srxxo012@chiangmai.ac.th

ตามที่โครงการวิจัย "การพัฒนานักสื่อสารสุขภาพไทใหญ่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่" ภายใต้แผนงานวิจัยและพัฒนาระบบสื่อสารสุขภาพสู่ประชาชน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้ดำเนินการในระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 และกำลังอยู่ในช่วงจัดทำโครงร่างสำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในเดือนกรกฎาคม 2552 โดยเน้นการพัฒนากลุ่มนักสื่อสารสุขภาพ(นสส.)ไทใหญ่ การพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารสุขภาพระหว่างองค์กรภาคีภาครัฐ เอกชน และชุมชน และการพัฒนาระบบและกลไกการสื่อสารสุขภาพที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสำหรับกลุ่มแรงงานชาติพันธุ์นั้น

ในโอกาสงานบุญเข้าพรรษาที่จะมาถึงนี้ นักสื่อสารสุขภาพไทใหญ่ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่และอำเภอโดยรอบมีความประสงค์ที่จะจัด "งานสื่อสารสุขภาพไทใหญ่ปีที่2" ขึ้น ณ บริเวณวัดกู่เต้า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารสุขภาพแก่กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ดังที่ได้จัดมาแล้วในปี 2551

ทั้งนี้ "งานสื่อสารสุขภาพไทใหญ่ปีที่2" จัดตรงกับวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 07.00 – 14.00 น. นอกจากจะจัดให้มีเวทีนำเสนอข้อมูลโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญงานด้านสุขภาพแล้ว ก็จะได้จัดให้มีการแสดงวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าไทใหญ่และละครเวทีอีกด้วย โครงการวิจัยฯในฐานะผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์จากท่านเรื่องประชาสัมพันธ์การจัดงาน ตามวัน และเวลา ดังกล่าวข้างต้น

งานสื่อสารสุขภาพไทใหญ่ปีที่ 2

วันเข้าพรรษา 7 กรกฎาคม 2552
ณ วัดกู่เต้า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ร่วมกันทำบุญถวายสังฆทาน
พบกับการแสดงดนตรี การฟ้อนไต และการละเล่นพื้นถิ่นของพี่น้องไทใหญ่
พลาดไม่ได้ต้องคอยติดตามชมละครเวทีภาษาไทใหญ่ "คณะแดดวายฝน"


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:10:18 น.  

 
*"รู้ทันไข้หวัดใหญ่ 2009 ... พวกเรารวมใจพร้อมรับมือ"

สถาบันพระปกเกล้า
ขอเรียนเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยาย

"รู้ทันไข้หวัดใหญ่ 2009 ... พวกเรารวมใจพร้อมรับมือ"

โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แพทย์หญิงสุภาวดี เจียรกุล นักศึกษา ปรม.8 (ผู้ดำเนินรายการ)
ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2552 เวลา 13.30 - 15.30 น.
ณ ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล ชั้น 1 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
(ไม่เสียค่าลงทะเบียน)
สำรองที่นั่งได้ที่ เลขาธิการ กลุ่มวิชการ ปรม.8 สถาบันพระปกเกล้า โทร. 081-207-7963


หัวข้อการบรรยาย

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ "โรคไข้หวัดใหญ่ 2009"
การระบาดใหญ่และสถานการณ์ปัจจุบัน
การวินิจฉัยและการรักษา
การวิจัยเรื่องไข้หวัดใหญ่ของแพทย์ไทยในระดับนานาชาติ
การเตรียมความพร้อมรับมือกับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ 2009 เพื่อการป้องกัน/ควบคุมโรคและการดำเนินกิจการ/ธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
การล้างมือและการสวมหน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง
บทบาทและความรับผิดชอบของผู้จัดการโรคไข้หวัดใหญ่ 2009
การคัดกรองผู้มาติดต่อหรือพนักงานที่ป่วย
ทำอย่างไรเมื่อมีพนักงานป่วยหรือสัมผัสโรค
นิทรรศการ การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ โดย กรุงเทพมหานคร




*งานสัมมนา "Increase Profit with NextVIEW Advisor"

วิธีทำกำไรจากโปรแกรม NextVIEW Advisor

เรียน นักลงทุน และผู้สนใจ

บริษัทเน็กซ์วิว (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดอบรมสัมมนาในหัวข้อ "Increase Profit with NextVIEW Advisor"

วิธีทำกำไรจากโปรแกรม NextVIEW Advisor

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2552 เวลา 17:00 - 20:00 น. และ วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 เวลา 10: 00-13:00 น.

ณ มหาลัยรังสิต ศูนย์สาธรธานี ห้อง 810 ชั้น 8

สำหรับผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการอบรม ตามวัน/เวลา และสถานที่ ดังกล่าวได้ที่ หมายเลข 02 627 3360-2


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:11:04 น.  

 
*การอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "Atomic Force Microscope ในงานวิจัยระดับนาโน"

(Atomic Force Microscope in Nano-Scale Research)

ปจั จุบันงานวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยี กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มนักวิจัยในสาขา

ต่างๆ มากมาย ทั้งทางด้านฟิสิกส์ วัสดุศาสตร์ เคมี ชีววิทยา วิทยาศาสตร์การแพทย์ และอื่นๆ ซึ่ง

เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับงานวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด Atomic Force

Microscope (AFM) เป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ สำหรับใช้ตรวจสอบลักษณะพื้นผิว

ตลอดจนสมบัติอื่นๆ ของตัวอย่างในระดับนาโนเมตร ทั้งนี้เพื่อให้คณาจารย์ นักวิจัย นิสิต ตลอดจน

ผู้สนใจทัว่ ไปได้รับทราบถึงข้อมูลทั้งทางด้านเทคโนโลยี ตลอดจนเทคนิคและวิธีการใช้เครื่อง Atomic

Force Microscope และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานวิจัยได้อย่างกว้างขวาง งานกล้องจุลทรรศน์

อิเล็กตรอน ฝ่ายเครื่องมือวิทยาศาสตร์กลาง สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. จึงได้ร่วมมือกับบริษัท

โคแอกซ์ กรุป คอร์ปอเรชัน่ จำกัด จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการโดยจะบรรยายเกี่ยวกับหลักการ

พื้นฐานและเทคโนโลยีของ Atomic Force Microscope การประยุกต์ใช้ Atomic Force Microscope ใน

งานวิจัยระดับนาโน ในส่วนภาคปฏิบัติการจะเป็นการสาธิตการใช้เครื่อง AFM ในการวิเคราะห์ชิ้นงาน

ตัวอย่าง รวมทัง้ จัดให้มีการวิเคราะห์ชิ้นงานตัวอย่างของผู้เข้ารับการอบรมด้วย

ระยะเวลาและสถานที่จัดการอบรม

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552 เวลา 8.30 – 16.30 น.

ณ ห้องประชุมชั้น 9 ฝ่ายเครื่องมือวิทยาศาสตร์กลาง สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. อาคารปฏิบัติการวิจัยกลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จตุจักร กรุงเทพฯ

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมการอบรม

คณาจารย์ นักวิจัย นิสิต และผู้สนใจทั่ว ไป

วิธีการอบรม

ประกอบด้วย ภาคบรรยาย และปฏิบัติการ

โดยวิทยากรจากบริษัทโคแอกซ์ กรุป คอร์ปอเรชัน่ จำกัด

จำนวนผู้เข้ารับการอบรม

ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 80 คน

การลงทะเบียน ไม่เสียค่าลงทะเบียน

วิธีการสมัคร ส่งแบบตอบรับการเข้าร่วมโครงการได้ที่ โทรสาร 02-9428748

หรือสอบถามรายละเอียดเพมิ่ เติม โทรศัพท์ 02-9428740 ต่อ 101-104 และ 203

หมดเขตรับสมัคร วันที่ 22 มิถุนายน 2552




*"เทศกาลหนังสือของนักอ่าน"

19 - 21 มิ.ย.เทศกาลหนังสือของนักอ่าน
เขียนโดย Webmaster Consumerthai
วันจันทร์ที่ 01 มิถุนายน 2009 เวลา 10:15
"เทศกาลหนังสือของนักอ่าน" ซึ่งเป็นการออกแบบพื้นที่ตลาดหนังสือในอีกรูปแบบหนึ่ง อยู่บนฐานของการสร้างเศรษฐกิจคู่ขนานที่ไม่ได้มีแค่กำไรกับขาดทุน ในงานคนทั่วไปสามารถนำหนังสือที่มีเก็บไว้มาวางขาย หรือเลือกที่จะขอแลก แจก เทศกาลหนังสือของนักอ่านจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้อขาย

แต่ยังเป็นการสร้างระบบตลาดหนังสือขึ้นมาเองของคนธรรมดาที่ไม่ใช่เจ้าของธุรกิจหนังสือขนาดใหญ่ เป็นการพื้นที่ให้นักอ่านได้พูดคุยแนะนำกันอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิจารณ์อาชีพ นับเป็นพื้นที่ของนักอ่านเพื่อนักอ่าน เป็นพื้นที่แตกแขนงกิ่งก้านทางปัญญา ผลที่ได้โดยตรงคือการลดการสะสม ได้ระบายหนังสือที่อ่านจบแล้ว หนังสือที่ยังไม่ได้อ่านเลย อ่านไปบ้างแต่ยังไม่จบและไม่คิดจะกลับไปอ่าน สิ่งที่ตามมา คือ เรื่องราวและการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ เป็นอีกโครงสร้างการแบ่งปันที่ชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ

19 มิ.ย. 52
12.00 น. เปิดร้านหนังสือ
14.00-16.00 น. เสวนา "เปิดโลกอักษรจากมุมมองนักอ่าน"
ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการวารสารอ่าน
กฤช เหลือลมัย* กองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณและกวีอิสระ
อินทิรา เจริญปุระ นักแสดง คอลัมนิสต์ นักอ่าน นักเขียน
18.00 – 19.00 น. ดนตรีสบายยามเย็นจากวง "ไข่เจียว"
20 มิ.ย. 52
12.00 น. เปิดร้านหนังสือ
14.00-16.00 น. เสวนา "อำนาจนักอ่าน : หรือเป็นเพียงอุดมคติของนักฝัน ?"
มกุฎ อรดี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนวิชาหนังสือ
สฤณี อาชวานันทกุล บรรณาธิการ onopen.com นักอ่าน นักเขียน คอลัมนิสต์
กิตติชัย งามชัยพิสิฐ สถาบันต้นกล้า กลุ่ม we change หนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน
ทวีศักดิ์ พึงลำภู สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก ดำเนินรายการ

(ผู้สนใจสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงหน้างาน)

17.00 – 18.00 น. Workshop ปัญจลีลา : การเคลื่อนไหวกายเพื่อการเติบโตทางใจ
18.00 – 19.00 น. ดนตรีสบายยามเย็นจากวง "ของเรา"
21 มิ.ย. 52
9.00 - 10.00 น. เปิดร้านหนังสือ
17.00 – 18.00 น. ละครสั้นๆ หรือศิลปะแสดงสด
18.00 – 19.00 น. ดนตรีสบายยามเย็นจากวง "สลึง"

สนใจร่วมงาน ติดต่อ อิ๋ว 084-6439219 หรือถ้าไม่มาก็ฝากหนังสือมาร่วมได้คะ


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:12:03 น.  

 
*วันครบรอบการสถาปนาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 60

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2552 เวลา 08.00 – 16.30 น. ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

08.00 – 08.30 น.ลงทะเบียนและรับประทานอาหารว่าง

08.30 – 09.20 น.พิธีสงฆ์

09.20 – 09.30 น.พิธีเปิดงานโดย รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

09.30 – 10.30 น.พิธีแสดงกตเวทิตาต่ออาจารย์อาวุโส

10.30 – 12.00 น.ปาฐกถา 60 ปี เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 6 หัวข้อ "จาก 2492 ถึง 2552" โดย ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

12.00 – 13.00 น.รับประทานอาหารกลางวัน

13.00 – 14.00 น.เสวนา "60 ปี เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์: จากอดีตถึงปัจจุบัน" โดย
1. ดร.อรัญ ธรรมโน
2. รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
3. รศ.ชูศรี มณีพฤกษ์

ดำเนินรายการโดย
1. นายธนาคาร ฮึกหาญ
2. นายเอกภาพ งามพาณิชย์
นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

14.00 – 14.45 น.เสวนา "เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ในฝัน: จากปัจจุบันสู่อนาคต"
โดย 1. นางสาวเสาวภาคย์ จึงวิวัฒนาภรณ
2. นางสาวศลิษฏา เรืองพุ่ม
3. นายอดิศักดิ์ พันธุ์ทอง
4. นายกอล์ฟ อรรถบูรณ์วงศ์
นักศึกษาปัจจุบันของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


14.45 – 15.00 น.รับประทานอาหารว่าง

15.00 – 16.30 น.เสวนา "วิพากษ์ 'โลก' เศรษฐศาสตร์จากมุมมองของเพื่อนบ้าน"
โดย
1. ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
4. ดร.พงษ์ธร วราศัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำเนินรายการโดย อ.ปกป้อง จันวิทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




*"การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์"

5 มิถุนายน ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น "วันสิ่งแวดล้อมโลก" หรือ "WORLD ENVIRONMENT DAY"
โดย : ฝ่ายส่งเสริมการให้ มูลนิธิกองทุนไทย(2/06/2009 02:17 PM) ด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทำให้คนมีการตื่นตัวในด้านวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมขึ้นทั่วโลก จึงได้มีมติให้จัดการประชุมใหญ่ที่กรุงสตอกโฮลม์ ระหว่างวันที่ 5 – 16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 โดยมีรัฐบาลของประเทศสวีเดนเป็นเจ้าภาพ เรียกการประชุมนี้ว่า "การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์" ( UN Conference on the Human Environment ) คะ ในการประชุมครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,200 คน จาก 113 ประเทศ และมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ สื่อมวลชนแขนงต่างๆ เพื่อพิจารณาร่วมกันในการที่จะหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร ผลการประชุมครั้งนี้จึงก่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกันหลายๆอย่าง เช่น การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ( United Nations Environment Programme:UNEP ) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา มีหน้าที่ติดตามและประเมินผลการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางที่ดี โดยมีความห่วงใยในเรื่องของ ดิน น้ำ มลพิษทางอากาศ

สำหรับหัวข้อรณรงค์ในปี 2552 นี้ คือ "คุณคือพลัง ช่วยหยุดยั่งภาวะโลกร้อน" " Your Planet Needs you Unite to Combat Climate Change"

จากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ปัญหาโลกร้อนที่ตอนนี้กระแสกำลังมาแรง ทุกอย่างล้วนมีสาเหตุจากการกระทำของเราๆท่านๆนี้แหละคะ แอปเปิ้ลจึงอยากชวนเพื่อน givegang มาช่วยกันกกู้วิกฤติโลกร้อน ด้วย 14 วิธีง่ายๆ ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต เพื่อโลกที่น่าอยู่ของเราคะ (ข้อมูล : นิตยสารไทม์ วันที่ 9 เมษายน 2007)

ไอเดียแคนดูแรกในการพิทักษ์โลกให้รอดพ้นจากภาวะโลกร้อนคือ

1. เปลี่ยนอาหารให้เป็นเชื้อเพลิง ในระยะหลายปี นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุ่มเทเวลาให้กับการคิดค้น วิธีผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำมันหุงต้ม ไปจนถึงเศษขยะ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งนับวันมีแต่จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ!!

2. เปลี่ยนหลอดไฟใหม่เป็นแบบประหยัด คือวิธีเซฟค่าไฟในบ้านที่ฮิตฮอตที่สุด "หลอดไฟตะเกียบ" ช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟธรรมดาๆถึง 3-5 เท่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลายเท่าตัว ปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายขนาด ทั้งหลอดไฟขนาด 26 วัตต์, 40 วัตต์ ไปจนถึง 100 วัตต์

3. จัดระเบียบการซักผ้าใหม่ เช่น เปลี่ยนจากการซักผ้าด้วยน้ำอุ่นเป็นน้ำเย็น หรือไม่ก็รวบรวมเสื้อผ้าให้ได้กองโตพอสมควรก่อน ค่อยนำไปซักทีเดียว อย่างบ้านเรา แดดเปรี้ยงแรงดีอยู่แล้ว แค่นำเสื้อผ้าตากแดดตากลมให้แห้งตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าให้กินไฟและทำลายสิ่งแวดล้อม

4. จัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ ลองหาเวลาว่างจัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ และทิศทางลม แทนที่จะพึ่งแอร์ตลอดเวลา เพราะการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายช่วยเซฟพลังงานในบ้านได้ถึง 40%

5. ใส่เสื้อผ้ามือสองพิทักษ์โลก ในนิตยสารไทม์ฉบับล่าสุด ระบุไว้ว่า เสื้อผ้ามือสองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเสื้อผ้าใหม่ เพราะการซื้อเสื้อผ้ามือสองช่วยหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง จากการผลิต และขนส่ง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ

6. การจัดสรรให้พนักงานทำงานใกล้บ้านที่สุด ฟาสต์ฟู้ดใหญ่ๆทั่ว อเมริกานำวิธีนี้มาใช้อย่างได้ผล!! เพราะแทนที่หนุ่มสาวคนทำงานจะสูญเสียพลังงานจากการขับรถไกลๆมาทำงานในแต่ละวัน ทำไมเราไม่หาสาขาที่ทำงานใกล้บ้านให้แมตช์กับพนักงานละคะ!! หรือถ้าฟังดูยุ่งยากเกินไปก็อาจตั้งเป้าหมายไปเลยว่า ต่อไปนี้ฉันจะหางานทำเฉพาะทำเลที่อยู่ใกล้บ้านเท่านั้น!!

7. จ่ายบิลค่าใช้จ่ายทางอินเตอร์เน็ต หันมาจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือ ไม่รับสลิปเมื่อเรากดเงินจากตู้ ATM จะช่วยกู้วิกฤติโลกร้อนได้ อย่างน้อยๆก็ช่วยลดการใช้กระดาษ ซึ่งนำไปสู่การตัดไม้ แถมยังช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงานจากการขนส่งกระดาษ วิธีนี้ช่วยลดปริมาณขยะลงถึงปีละ 1,450 ล้านตัน และจำกัดการแพร่กระจายของก๊าซกรีนเฮาส์ ปีละ 1.9 ล้านตัน

8. เปิดหน้าต่างรับลมแทนการเปิดแอร์ วิธีนี้ง่ายและคนไทยคุ้นเคยกันดี ผลการศึกษาของอเมริกาบ่งชี้ว่า 22.7 ตัน ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศมาจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ลองลดการใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดหน้าต่างภายในบ้านเพื่อรับลม แทนที่จะเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน

9. ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้ เรื่องนี้ควรรณรงค์อย่างจริงจังในทุกออฟฟิศ นอกจากนี้ควรปิดคอมพิวเตอร์, โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ โดยใช้ปุ่มปุ่ม off เท่านั้นที่เราต้องการ!!

10. ปิดไฟทุกครั้งที่เสร็จงาน หรือ ถ้าไม่จำเป็นใช้ไฟดวงไหนก็ปิดคะ ไม่เฉพาะแต่ช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงานที่ควรรณรงค์เรื่องการปิดไฟในออฟฟิศ แต่บางออฟฟิศในเมืองใหญ่ๆยังขอความร่วมมือจากพนักงานให้ปิดไฟทุกครั้งที่ทำงานเสร็จ แม้บรรยากาศในออฟฟิศอาจดูมืดๆทึมๆไปบ้าง แต่ก็ช่วยเซฟพลังงานได้อีกหลายเท่าตัว

11. ทายสิคะว่า ระหว่างการขับรถ BMW กับการกินเบอร์เกอร์บิ๊กแมค อะไรก่อให้ เกิดภาวะโลกร้อนหนักกว่ากัน!! คำตอบก็คือบิ๊กแมคค่ะ!! จากรายงานของนิตยสารไทม์ ระบุว่า อุตสาหกรรมผลิตเนื้อทั่วโลกก่อให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซกรีนเฮาส์ ในชั้นบรรยากาศมากถึง 18%

12.เลิกบริโภคเนื้อสเต็ก เถอะนะคะ เพื่อให้ลูกหลานมีอากาศดีๆ ไว้หายใจในอนาคต!!

13. ปฏิเสธถุงพลาสติกลูกเดียว!! ใน แต่ละปีมีถุงพลาสติกถูกผลิตออกสู่ตลาดมากกว่า 50,000 ล้านถุง และมีเพียง 3% ของถุงพลาสติกที่นำไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดยถุงพลาสติกแต่ละใบต้องใช้เวลาถึงพันปีกว่าจะย่อยสลายหมดไปจากโลก!! ทางที่ดีช่วยกันรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกจะดีกว่า แล้วหันมาพกถุงผ้าส่วนตัวไปช็อปปิ้งแทน!!

14. ปลดเนกไท-ถอดสูททิ้ง บริษัทใหญ่ๆในญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มการประหยัดพลังงานแนวใหม่ ด้วยการไฟเขียวอนุญาตให้พนักงานใส่เสื้อเชิ้ตธรรมดาๆ โดยไม่ต้องสวมสูทและผูกเนกไทมาทำงานในช่วงฤดูร้อนตับแตก เพื่อประหยัดค่าแอร์!! ปรากฏว่าได้ผลมาก เพราะฤดูร้อนที่ผ่านมา พี่ยุ่นสามารถลดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 71,700 ตัน

วันที่ 5 มิถุนายน 2552 นี้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรม "วันสิ่งแวดล้อมโลก" ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อนๆคนไหนสนใจอยากเข้าชมงานเชิญคะ

รายละเอียดเพิ่มเติมที่
http://www.deqp.go.th


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:12:42 น.  

 
*แถลงการณ์ ฉบับที่ ๓/๒๕๕๒ - เรื่อง คัดค้านการปรับเงินสมทบกองทุนประกันสังคม

ามที่ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) มีมติเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๒ ให้มีการลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้างจากฝ่ายละ ๕ % ของค่าจ้าง เหลือในอัตราฝ่ายละ ๓ % ของค่าจ้าง โดยรัฐบาลยังคงจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในอัตรา ๒.๗๕ % ของค่าจ้างอยู่เช่นเดิม โดยกระทรวงแรงงานได้นำมติดังกล่าวเสนอขอความเห็นนอกรอบต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ คาดการณ์ว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๒ และมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ รวม ๖ เดือน จากนั้นให้กลับมาใช้ในอัตราเดิม ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป โดยกระทรวงแรงงานในฐานะหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลพิจารณาเห็นว่า การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้บางส่วน ทั้งนี้การลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม

มติดังกล่าวนำมาสู่ความห่วงใยและกังวลใจของผู้ประกันตน โดยเฉพาะองค์กรแรงงานอย่างคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางนโยบายที่แก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เนื่องจากเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายจ้างมากกว่าลูกจ้าง หรือการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวนี้อย่างเร่งรีบ โดยไม่มีกระบวนการฟังเสียงลูกจ้างและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือเห็นต่าง ซึ่งแท้จริงแล้วจำเป็นต้องการให้ศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจประกาศลดเงินสมทบประกันสังคม เพราะผลพวงที่ตามมา คือ กองทุนประกันสังคม ต้องสูญเงินไปถึง ๑๕,๖๐๐ ล้านบาท

จากสถานการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และเครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ ได้มีการพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าการปรับลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของลูกจ้างและนายจ้าง เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อสถานประกอบการ ที่นายจ้างมีการจ้างลูกจ้างจำนวนมาก เพราะเป็นการลดภาระในการรับผิดชอบชีวิตลูกจ้างลงจากเดิม ทำให้นายจ้างลดต้นทุนที่จะต้องจ่ายเงินสมทบถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจคิดเป็นเงินนับล้านบาทในเวลา ๖ เดือน สำหรับบางสถานประกอบการที่มีลูกจ้างจำนวนมาก ซึ่งการได้ประโยชน์ของนายจ้างนี้ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า นายจ้างจะไม่เลิกจ้างลูกจ้าง เพราะการลดเงินสมทบของนายจ้างเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น และวงเงินไม่ต้องส่งมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนเงินลงทุนของสถานประกอบการซึ่งเป็นจำนวนหลักพันล้าน จึงไม่สามารถช่วยลดการเลิกจ้าง หรือลดต้นทุนการผลิตได้ รวมทั้งการลดเงินสมทบประกันสังคมไม่ได้หมายถึง การมีคำสั่งซื้อ/ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น

อีกทั้งมาตรการลดเงินสมทบดังกล่าวทำให้ลูกจ้างเสียประโยชน์ ตามประเด็นต่อไปนี้

๑. ไม่ได้เป็นการแบ่งเบาภาระลูกจ้างจากวิกฤติเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จากการศึกษาพบว่าลูกจ้างจะลดเงินได้สูงสุดเพียง ๓๓.๕๐ - ๓๐๐ บาทต่อเดือนเท่านั้น หรือเฉลี่ย ๑ - ๑๐ บาทต่อวัน ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่จำเป็นต้องใช้บริโภค อุปโภคในชีวิตประจำวัน แทบจะเห็นผลการแบ่งเบาภาระให้ลูกจ้างได้น้อยมาก

๒. การส่งผลกระทบระยะยาวต่อผู้ประกันตนที่จะต้องรับเงินชราภาพ จากการศึกษาพบว่าจะทำให้กองทุนประกันสังคมขาดรายได้มากกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนที่จะรับเงินจากกองทุนชราภาพที่กองทุนจะต้องจ่ายตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นไป

๓. ผู้ประกันตนต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันรัฐบาลได้อนุมัติให้ขึ้นค่าเหมาจ่ายด้านรักษาพยาบาลประจำปี ๒๕๕๒ จากเดิม ๑,๕๓๙ บาทต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น ๑,๘๖๑ บาทต่อคนต่อปี ทำให้กองทุนประกันสังคมต้องจ่ายเงินให้โรงพยาบาลมากขึ้นถึงปีละ ๔,๐๐๐ – ๔,๕๐๐ ล้านบาท

๔. ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพราะลูกจ้างยังถูกเลิกจ้างอยู่เช่นเดิม ทำให้กองทุนต้องแบกรับภาวการณ์ว่างงานเพิ่มขึ้นอีกกรณีหนึ่ง ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่า การลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมไม่ได้ทำให้นายจ้างไม่เลิกจ้างแรงงาน จึงทำให้กองทุนประกันสังคมต้องนำเงินมาจ่ายทดแทนเพิ่มขึ้นในส่วนของประกันการว่างงาน

จากเหตุและผลที่ได้นำเสนอมานั้น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และเครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ จึงมีข้อเสนอต่อภาครัฐดังนี้

๑. ให้มีการทบทวนมาตรการการลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมอีกครั้งหนึ่ง เพราะจากข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวมาได้ชี้ให้เห็นชัดว่า ไม่ใช่สถานประกอบการทุกแห่งในกิจการจ้างงานทุกประเภท ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ มีเพียงบางกิจการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกต่างประเทศเท่านั้นที่รับผลกระทบ นอกจากนั้นบางสถานประกอบการได้เลือกใช้สถานการณ์ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเป็นข้ออ้างในการฉวยโอกาสเลิกจ้างงาน ฉะนั้นรัฐบาลควรมีการศึกษา/สำรวจก่อนว่ามีสถานประกอบการใดที่ได้รับผลกระทบบ้าง แล้วถึงจะนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ และถ้ารัฐบาลได้นำมาตรการดังกล่าวมาใช้กับบางสถานประกอบการแล้วนั้น รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบหาเงินมาจ่ายทดแทนในส่วนที่ลดลงให้กับลูกจ้างและนายจ้างที่หายไปจากกองทุนกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทด้วยเช่นกัน เพื่อจะได้ไม่กระทบกับฐานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคมต่อไปในอนาคต

๒. รัฐบาลควรจะพิจารณาการขยายระบบประกันสังคมไปสู่แรงงานนอกระบบและแรงงานกลุ่มอื่นๆ ให้มากขึ้น เพราะขณะนี้มีลูกจ้างหลายประเภทที่ยังไม่ได้รับการดูแลโดยระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างชั่วคราวของราชการและรัฐวิสาหกิจ เกษตรกร ลูกจ้างภาคเกษตร ผู้รับงานมาทำตามบ้าน รับจ้างทำสินค้า รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งหลาย ตั้งแต่หาบเร่แผงลอย ทนายความ ช่างเสริมสวย การขยายความคุ้มครองประกันสังคมไปยังแรงงานนอกระบบ ซึ่งรวมถึงกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองแบบถูกกฎหมาย

๓. รัฐบาลต้องมีการผลักดันแก้ไขการประกันการว่างงานของประกันสังคม โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานสูงอายุ ที่มีการตัดสิทธิผู้ได้รับประโยชน์เนื่องจากอายุเกิน ๕๕ ปี

แถลงเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๒
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย




*งานเสวนาหัวข้อเรื่อง "ทางออกเอสเอ็มอีไทย ก่อนล่มสลาย"

วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2552 เวลา 09.00 – 12.00 น.
ณ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ชั้น 9 ตึกช้าง

09.00 – 09.30 น. ลงทะเบียน

09.30 – 10.00 น. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "บทบาทสถาบันการเงินกับวิกฤติเอสเอ็มอี"
โดย คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

10.00 – 11.30 น. เสวนาหัวข้อ "ทางออกเอสเอ็มอีไทย ก่อนล่มสลาย"
โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา ดังนี้
- คุณปิยะ ซอโสตถิกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
- คุณสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งค้าปลีกไทย
- คุณมัยรัตน์ พีระญาณ์โกเศส นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ
- ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ดำเนินรายการโดย
คุณผดุงศักดิ์ เหล่ากิจไพศาล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

11.30 – 11.45 น. แถลงผลโพลล์ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจร่วมกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและ
ธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หัวข้อ "สถานภาพ SMEs ไทย"

11.45 – 12.00 น. ตอบข้อซักถาม / จบการเสวนา




*การประชุม "การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านเซลล์วิทยา Exfoliative Cytology"

3 มิ.ย.เวลา 08.00 น. นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม "การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านเซลล์วิทยา Exfoliative Cytology" ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค

-เวลา 09.00 น. กิ่งแก้ว อินหว่าง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมอาสาสมัครพัฒนาสังคมช่วยเหลือคนพิการ กรุงเทพมหานคร ระยะที่ 2 "หลักสูตร 2 : ทักษะการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการเบื้องต้น" ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม 2 โรงแรมรามาการ์เด้นส์...
-เวลา 12.00 น. ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.ศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน เอแบค แถลงผลสำรวจ เรื่อง "ขบวนการค้ามนุษย์ แรงงานต่างด้าว และผู้ลี้ภัย ในการรับรู้ และความตระหนักของสาธารณชนคนไทย : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ" ที่ชั้น 14 เอแบคซิตี้แคมปัส เซ็นทรัลเวิลด์

- เวลา 13.00 น. นิพนธ์ โชติบาล พรพิไล เลิศวิชา และนิคม พุทธา ร่วมพูดคุยประเด็นหนังสือเมื่อปลาจะกินดาว 9 "ฝาย...คำตอบสุดท้ายหรือภาพลวงตา การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำไทย" จัดโดย ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ห้องประชุมแสงชัย สุนทรวัฒน์ ชั้น 1 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

- เวลา 14.00 น. ไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง "การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ กลุ่มสาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์" ที่ห้องแมจิก 2 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:13:36 น.  

 
*ครบรอบ 12 ปี บริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด

บริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด ผู้นำในการผลิตหนังสือและสื่อคุณภาพสำหรับเด็กวัยแรกเกิดถึง 12 ปีจัดงานแถลงข่าวฉลองครบรอบ 12 ปีแห่งความภาคภูมิใจให้กับนักอ่านตัวน้อย คุณพ่อคุณแม่ คุณครู ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในวงการหนังสือเด็กทั่วประเทศ

บริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด เป็นบริษัทที่ดำเนินงานภายใต้แนวคิดของการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย สังคม อารมณ์และสติปัญญาด้วยนิทานและสื่อสร้างสรรค์ เพื่อมุ่งหวังให้เด็กได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน กระตุ้นจินตนาการวัยเยาว์อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้อย่างยั่งยืน โดยมี 5 สำนักพิมพ์ที่เป็นหัวใจของการพัฒนาหนังสือและสื่อสำหรับเด็ก คือ สำนักพิมพ์เฮลโลคิดส์ สำนักพิมพ์แฮปปี้คิดส์ สำนักพิมพ์วาดดาว สำนักพิมพ์แฮปปี้แฟมิลี่ และสำนักพิมพ์แฮปปี้เลิร์นนิ่ง พร้อมด้วยโครงการนิทานเพื่อนรัก ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมความฉลาดจากการอ่านหนังสือที่ได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนปฐมวัยและประถมศึกษาชั้นนำทั่วประเทศคัดเลือกให้เป็นหนังสือนิทานประจำห้องเรียน ซึ่งขณะนี้โครงการนิทานเพื่อนรักก็กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 โดยมีเนื้อหาที่หลากหลาย และแบ่งกลุ่มผู้อ่านเป็นสองระดับ คือ ระดับที่ 1 อนุบาล1-2 และระดับที่ 2 อนุบาล 3-ป.1 เพื่อให้สมาชิกนักอ่านในแต่ละช่วงวัยได้รับประโยชน์สูงสุดจากเนื้อหาที่เหมาะสมกับพัฒนาการและทักษะที่แตกต่างกันโดยสอดคล้องกับหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งผ่านการคัดสรร กลั่นกรองและรับประกันคุณภาพจากนักวิชาการการศึกษาด้านปฐมวัยและนักเขียนนิทานเด็ก

สำหรับงานแถลงข่าวฉลองครบรอบ 12 ปีของบริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์จำกัด ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรีมาปาฐกถาพิเศษ และพบกับเคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กฉลาดด้วยการอ่านหนังสือจากครอบครัวคุณตุ๊ก ชนกวนันท์ วัชรคุณ และครอบครัวคุณปี๊บ รวิชญ์ เทิดวงศ์ พร้อมเปิดตัว 3 Brand Ambassadors ที่เป็นขวัญใจของเด็กๆ ทั่วประเทศ

มาร่วมแบ่งปันความรู้และความสุขได้ใน วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2552 ที่ห้อง World Ballroom B ชั้น 23 ณ โรงแรม Centara Grand at Central World

ติดตามความเคลื่อนไหวและสมัครเป็นสมาชิกฟรีเพื่อรับสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ http://www.planforkids.com หรือสอบถามที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร 0-2575-2559

ผู้ส่งข่าว
คุณชมพู่ ชัชรินทร์ บุญญะสุต
โทร. 02-575-2559 หรือ 086-369-4879




*เวที Solidarity Night เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD)
http://www.oknation.net/blog/YPD

ขอเชิญสมาชิก คณะทำงานฯ YPD และ เครือข่ายเยาวชน คนหนุ่มสาวฯ เข้าร่วมเวที Solidarity Night เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์


INTERNATIONAL SOLIDARITY YOUNG PEOPLE MOVEMENT

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายนนี้ เวลา 17.00-20.00 น.
ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ


17.00-17.30 น. รับฟังดนตรีจาก "เอ้ นิติกุล" และแนะนำอัลบั้มเพลงชุดใหม่

17.30-20.00 น. เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมฉายวีดีทัศน์

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ (อดีตเลขาธิการสมาพันธ์นักศึกษาแห่งเอเชีย)

20 ปี เหตุการณ์นองเลือดที่จตุรัสเทียนอันเหมิน (4 มิถุนายน 2532) ชมวีดีทัศน์


วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ (ต้อง) (เลขาธิการ YPD และสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ประสบการณ์จาก ASEAN University Student Conference - อินโดนีเซีย


สีตลา ชาญวิเศษ (ส้ม) (สมาชิกกลุ่มศึกษาสังคม-ประชาธิปไตย YPD และนิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ)

ประสบการณ์จาก World Movement for Democracy - เชียงใหม่

กับเพื่อนชาวคิวบา เบรารุส มอลดาว่า เบอร์ม่า เคนย่า ซิมบับเว เชค อียิปต์และอเมริกา


ณัฐวัฒน์ ธีระเลิศธรรม (ท็อป) (สมาชิกกลุ่มศึกษาสังคม-ประชาธิปไตย YPD และนักศึกษามหิดล)

ประสบการณ์จาก Social-Democracy in ASIA - ฟิลิปปินส์

Responding to a Systemic Crisis - Asian Social Democrats in Search of Policy and Practical Solutions

ชัยวัฒน์ ตรีวิทยา (ต่อ) - กชวรรณ ชัยบุตร (ตาล)
(กรรมการYPD และผู้ประสานงาน Young Progressive South East Asia)

ประสบการณ์จาก IUSY World Council 2009 – เม็กซิโก
การประชุมสามัญประจำปีของ International Union of Socialist Youth

จากสมาชิกทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ

หมายเหตุ : นำอาหาร เครื่องดื่ม และของทานเล่น มารับประทานภายในงานได้ตามต้องการ

สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-622-1013-5, 081-455-5928

จัดโดย ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD.) ร่วมกับมูลนิธิ 14 ตุลา


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:14:51 น.  

 
*กำหนดการจัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2552

วันที่ 5 มิถุนายน 2552 เวลา 09.00 – 17.00 น.

ณ อาคารคอนเวนชั่นเซนเตอร์

อิมแพคเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

**************************************************************************

ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม

08.30- 10.00 น. ลงทะเบียนและอาหารว่าง

10.00 – 11.00 น. พิธีการ

- VDO Presentation วันสิ่งแวดล้อมโลก 2552

- กล่าวรายงาน โดย นายสุวิทย์ คุณกิตติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

- ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "คุณคือพลัง ช่วยหยุดยั้งภาวะโลกร้อน"

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกรัฐมนตรี

- พิธีเปิดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2552

- พิธีมอบรางวัลสำหรับบุคคลและองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม

- เยี่ยมชมนิทรรศการวันสิ่งแวดล้อมโลก

11.00 – 12.00 น. Talk Show โดย อุดม แต้พานิช

12.00 – 13.00 น. พักกลางวัน

13.00 – 13.30 น. มินิคอนเสิร์ต โดย วัชระ ปานเอี่ยม และ ว่าน AF

13.30 – 15.30 น. เสวนา "ชีวิตและงาน: หนึ่งพลังเพื่อสิ่งแวดล้อม"

โดย ทรงกลด บางยี่ขัน – นักคิด นักเขียน อดีตนักรณรงค์กรีนพีซ

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนวนิชย์ - นักเขียนและนักวิชาการมูลนิธิโลกสีเขียว

ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต – อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

กิดากร อังคณารักษ์ – ผู้จัดการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากเครือซีเมนต์ไทย

แทนไท ประเสริฐกุล – เยาวชนนักชีววิทยา นักเขียน

ดำเนินการเสวนา โดย ปุณยวีร์ สุขกุลวรเศรษฐ์

15.30 – 17.00 น. การแสดงดนตรีเต็มวงของเยาวชนที่ผ่านการประกวดรายการชิงช้าสวรรค์

ห้องประชุม 5

13.00 – 15.30 น. ตลาดนัดคาร์บอน : The Carbon offset Marketplace

โดย United Nations Development Programme(UNDP)




*ลงพื้นที่บ้านคลองโยง จ.นครปฐม พื้นที่นำร่องการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน

กำหนดการเดินทางของ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย)
ณ บ้านคลองโยง ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2552

เวลา 14.00 น. ออกเดินทางโดยรถยนต์ตู้ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เวลา 15.00 น. เดินทางถึงโรงเรียนบ้านคลองสว่างอารมณ์ บ้านคลองโยง หมู่ 8 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

เวลา 15.15 น. นายประยงค์ ดอกลำไย ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย บรรยายสรุปเรื่อง ความเป็นมาของปัญหาที่ดินคลองโยง

เวลา 15.45 น. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ให้แนวนโยบายการถือครองที่ดินและโฉนดชุมชนของรัฐบาล โดยการนำร่องการรับรองสิทธิในรูปแบบโฉนดชุมชนมาสู่การปฏิบัติจริง
กรณีสหกรณ์เช่าที่ดินคลองโยง จังหวัดนครปฐม

เวลา 16.15- น. พบปะพี่น้องประชาชน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงาน ราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น สื่อมวลชน ฯลฯ และตอบข้อสักถาม

เวลา 16.30 น. คณะของท่านรัฐมนตรีฯ เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

เวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวและผู้สนใจดูพื้นที่เกษตรกรรมคลองโยงโดยการร่องเรือลงที่ท่าเรือโรงเรียนบ้านคลองสว่างอารมณ์ ผ่านคลองชัยขันธ์ (คลองเจ๊ก) ไปยังคลองโยง คลองทวีวัฒนาและคลองมหาสวัสดิ์ (ปรับตามสภาพความสะดวกในการเดินทางเพราะคลองอาจเต็มไปด้วยผักตบชวา)

เวลา 18.00 น. เดินทางอ้อมกลับมาขึ้นเรือและร่วมรับประทานอาหารเย็น ณ บ้านพี่อ๋อย

เวลา 19.00 น. เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

คณะผู้ร่วมเดินทาง

1.ฯพณฯ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย)
2.นายนิพนธ์ บุญญภัทโร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
3.คณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิบัติตามนโยบายการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งมี.ฯพณฯ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) เป็นประธาน ทั้ง 4 คณะ
4. คณะผู้สื่อข่าว
5.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อสอบถามรายละเอียด
ประภาส(089-1427474) บุญลือ 0813137870


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:15:47 น.  

 
*ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ โครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์

ขอเชิญร่วมงาน
ปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๒
หัวข้อ "ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธี
ในสถานการณ์ความขัดแย้ง"

โดย
ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิจารณ์ปาฐกถาโดย ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
อภิปรายหัวข้อ "ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง"

วิทยากร : แม่ผา กองธรรม ตัวแทนสมัชชาคนจน พื้นที่เขื่อนราษีไศล ภาคอีสาน

พ่อหลวงจอนิ โอโดเชา ตัวแทนชนเผ่า ผู้อยู่กับป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

เป๊าะจิ๊ดือราแม ดาราแม ตัวแทนชาวบ้านพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

วิไลวรรณ แซ่เตีย ตัวแทนคนงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

วันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ เริ่มเวลา ๑๔.๐๐ น.
ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์
เลขที่ ๖๕ /๑ สุขุมวิท ๕๕ (ซอยทองหล่อ) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐
โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙ E-mail : banomyong_inst@yahoo.com




*การประชุมการเสวนา

09.30 น. สุพจน์ ทรัพย์ล้อม อธิบดีกรมทางหลวง เปิดการประชุมการเสวนา เปิดมุมมองการเรียนรู้ โครงการการศึกษาและสำรวจออกแบบทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลกบนทางหลวง หมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี – อ.ปักธงชัย ที่ห้องวีนัส โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ...*





* งาน "มหัศจรรย์เทคโนโลยี 36 ปี กรมวิชาการเกษตร"

เกษตรผุดกาแฟ"ดีโอเอ"ชูราคาถูก-รสชาติต่าง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า งาน "มหัศจรรย์เทคโนโลยี 36 ปี กรมวิชาการเกษตร" ที่จะจัดขึ้นที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 5-7 มิ.ย.นี้ กรมวิชาการเกษตรจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์กาแฟภายใต้แบรนด์ "DoA Coffee" (ดีโอเอ คอฟฟี่) 3 สูตร ได้แก่ DoA Gold Coffee, DoA Silver Coffee และ DoA Iced Coffee ซึ่งถือเป็นกาแฟสูตรพิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นผลผลิตจากกาแฟอาราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80 จากแปลงสถานีวิจัยศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตเชียง ราย (วาวี) ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) และศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง) ซึ่งตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,300 เมตร มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟ เป็นต้นแบบให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอาราบิก้าหรือผู้สนใจนำสูตรไปผลิตและจำหน่าย สร้างอาชีพและรายได้

"แต่ละสูตรจะมีรสชาติแตกต่างกันโกลด์เหมาะกับผู้ชอบสไตล์อเมริ กันทั้งเอสเปรสโซ่และคาปูชิโน่ ซิลเวอร์เหมาะกับคอกาแฟสไตล์อิตาเลียน ส่วนไอซ์เหมาะกับผู้ชื่นชอบรสชาติเข้มข้นและหอมหวาน" นายสมชายกล่าว

สำหรับเมล็ดกาแฟคั่วทุกสูตร ขนาดบรรจุ 250 กรัม กำหนดราคาจำหน่ายถุงละ 120 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาท้องตลาด สามารถชงได้ 20-30 ถ้วย ซึ่งอนาคตกรมจะพัฒนาสูตรกาแฟให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าพร้อมสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค ทั้งนี้กาแฟอาราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80 มีลักษณะเด่นที่ต้านทานโรคราสนิมสูง ทั้งยังให้ผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบเฉลี่ย 5 ปี 215 กิโลกรัม/ไร่ ให้ปริมาณสารกาแฟ เกรด A เฉลี่ย 5 ปี 81.3-87.3% และมีคุณภาพการชิมอยู่ระดับ 6.5-7 คะแนน พื้นที่แนะนำให้ปลูก คือ เขตภาคเหนือสูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป อุณหภูมิเฉลี่ย 18-25 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,500 มิลลิเมตร/ปี


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:16:30 น.  

 
* 1 มิ.ย.ดีเดย์รื้อ-ซ่อมสะพานหลายแยกสำคัญทั่วกทม.

การปิดสะพานเพื่อทำการปรับปรุงตัวสะพานขณะนี้อยู่ในช่วงการประสานกับตำรวจจราจรพื้นที่โดยที่ผ่านมาได้รับความเห็นชอบจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แล้วโดยจะเริ่มทำการปิดจราจรต่อเนื่องประมาณต้นเดือน มิ.ย. 2552 นี้เพื่อทำการรื้อสะพานของเดิมออกและดำเนินการจัดสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดทั้งพื้นผิวจราจรบนสะพาน รอยต่อเพื่อการขยายตัว แผ่นยางรองสะพานพื้นโครงสร้างเชิงลาด และระบบระบายน้ำบริเวณเชิงลาดสะพาน เป็นต้นทั้งนี้การปิดจราจรได้มีแผนปิดจราจรทีละฝั่ง โดยปิดจราจรแต่ละฝั่งใช้เวลาประมาณ 45 วันดังนั้นสะพานแต่ละแห่งจะใช้เวลาซ่อมนานถึง90 วัน ซึ่งจะต้องมีการประชาสัมพันธ์แจ้งให้ประชาชนหลักเลี่ยงเส้นทางเนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการจราจร
โดยในวันที่ 1 มิถุนายน ปิดสะพานซ่อมแซมดังนี้
กลุ่มที่ 1 : สะพานสี่แยกประชานุกูล สะพานสี่แยกวงศ์สว่าง สะพานสี่แยกเกษตร สะพานสี่แยกรัชโยธิน สะพานสี่แยกพงษ์เพชร
กลุ่ม 2 : สี่แยกท่าพระ สี่แยกบางพลัด
กลุ่ม 3 : สี่แยกคลองตัน สะพานพระราม 9-รามคำแหง พระราม 9-อสมท สะพานข้ามแยกอโศก สามเหลี่ยมดินแดง พระรามที่ 4
รายงานข่าวจากกทม.แจ้งว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน และสื่อมวลชน เรื่องปัญหาสะพานข้ามทางแยกเสื่อมสภาพ ผิวถนนไม่เรียบ ข้อต่อสะพานหลุด โดยทาง กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยทางผู้ว่าฯกทม.ได้สั่งการให้สำนักการโยธา(สนย.) ตรวจสอบทุก 15 วัน โดยเฉพาะช่วงรอยต่อสะพานและทางลาดสะพาน โดยสะพานข้ามแยกทั้ง 13 แห่ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มเอ งบประมาณ 253 ล้านบาท ได้แก่ สะพานข้ามแยกท่าพระ สะพานข้ามแยกบางพลัด สะพานข้ามแยกประชานุกูล สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง
กลุ่มบี งบประมาณ 335 ล้านบาท ได้แก่ สะพานข้ามแยกรัชโยธิน สะพานข้ามแยกเกษตร สะพานข้ามแยกพงษ์เพชร และสะพานข้ามแยกสามเหลี่ยมดินแดง
และกลุ่มซี งบประมาณ370 ล้านบาท ได้แก่ สะพานข้ามแยกคลองตัน สะพานข้ามแยกไทย-ญี่ปุ่น สะพานข้ามแยก อ.ส.ม.ท. สะพานข้ามแยกรามคำแหง และสะพานข้ามแยกอโศก-เพชรบุรี รวมเป็นเงิน 958 ล้านบาท




* สัมมนา เรื่อง "การดูแลรักษาความปลอดภัยของรัฐในการชุมนุมสาธารณะตามรัฐธรรมนูญ"

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2552
เวลา 08.30-16.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา จัดสัมมนา เรื่อง "การดูแลรักษาความปลอดภัยของรัฐในการชุมนุมสาธารณะตามรัฐธรรมนูญ" ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2552
- เวลา 09.00-14.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสัมมนา เรื่อง "นโยบายของรัฐกับการผลิตเอทานอล : ช่วยชาติได้อย่างไร ?" ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2




* โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในโครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2552
เพื่อรณรงค์ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนากระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยนำหลักการการจัดการสิ่งแวดล้อมแนวใหม่หรือเทคโนโลยีสะอาดมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 10 มิถุนายน 2552
ภายในงานมีการแสดงแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงนิทรรศการการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน...บีม - กวี ตันจรารักษ์ รวมทั้งการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากผู้ผลิตโดยตรง ที่ได้รับรางวัลมาตรฐานตัว G (Green Production)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท นาราซีซเท็ม จำกัด
อนุวัตร พลพิพัฒนพงศ์ 08-7711-7397
อุทัยวรรณ ชมชื่น 08-6303-0053

ร่างกำหนดการพิธีเปิดงาน
โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

17.30 น. สื่อมวลชนลงทะเบียน
18.00 น. พิธีกรกล่าวต้อนรับผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ
18.05 น. พิธีกร กล่าวเชิญแขกผู้มีเกียรติชม การแสดงแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
18.15 น. พิธีกรเชิญ ทุกท่านเข้าสู่ช่วงพิธีการ / และพิธีกรเชิญ...
- นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ประธานในพิธี กล่าวถึงโครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
และวัตถุประสงค์ของการจัดงาน
- นางศิริเพ็ญ อินทุภูติ ผู้บริหารสายการตลาดและประชาสัมพันธ์สายามดิสคัฟเวอรี่
กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงาน
- ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ( บนเวที )
18.25 น. - ประธานในพิธี, คณะผู้บริหาร , ศิลปิน ฯลฯ ร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ
โดย... ให้ประธานในพิธี คณะผู้บริหาร ร่วมเปิดงาน ณ จุดแลนด์มาร์ก
- ถ่ายภาพร่วมกัน ณ จุดเปิดงานร่วมกันเป็นที่ระลึก ( เชิญศิลปิน ดาราที่มาร่วมงานถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก )
18.45 น. ผู้บริหารเยี่ยมชมนิทรรศการ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
18.50 น. ชมมินิคอนเสิร์ตโดยศิลปิน บีม กวี / แทรกสัมภาษณ์ ศิลปินรับเชิญ.. บีม กวี ถึงโครงการตัว G และความรู้สึกที่ได้รับเชิญมาร่วมในงานนี้
จบพิธีแถลงข่าว


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:17:18 น.  

 
* ขอเชิญรับฟังการสื่อถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล ครั้งที่ 152

ชมรมจิตจักรวาลศึกษาแห่งโลก – ชมรมผู้ประพฤติธรรมแห่งประเทศไทย
ขอเชิญรับฟังการสื่อถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล ครั้งที่ 152
เรื่อง "อีก 3 ปี โลกนี้จะมีภัย"
โดย : อาจารย์ปริญญา ตันสกุล MBA, M.S
ผู้บรรยายธรรมะและนักวิชาการสัมผัสพิเศษ
ผู้เตือนภัยสึนามิล่วงหน้าอย่างแม่นยำ และผู้เปิดเผยรหัส 11 วันเวลาแห่งหายนะโลก

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 เวลา 13.00 – 18.00 น.
ณ ห้องเดอะสกาย โรงแรมเดอะเทรเวลเลอร์ ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

สมัครเข้ารับฟังโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ที่ Tel. 02-5123176

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-5123176 สำนักพิมพ์ จิตจักรวาล




*สัมมนาในหัวข้อ "ประชาชนจะช่วยป้องกันและปราบปรามการคอรัปชั่นได้อย่างไร"

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนฯเชิญผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา ในวันพุธที่ 10 มิ.ย.นี้ เวลา 8.00น.-16.00 น. ที่ รร.รอยัลริเวอร์ กทม.

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร เชิญผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ "ประชาชนจะช่วยป้องกันและปราบปรามการคอรัปชั่นได้อย่างไร" ในวันพุธที่ 10 มิ.ย.นี้ เวลา 8.00น.-16.00 น. ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำรองที่นั่งฟรีได้ที่กลุ่มงานคณะกรรมาธิการป.ป.ช. หมายเลขโทรศัพท์ 0 2244 2568 ต่อ 2570
e-mail : anticorruption@parliament.go.th




*งานสัมมนาหัวข้อ �การลดต้นทุนในภาวะวิกฤต�

ศูนย์พัฒนาวิชาชีพบัญชี คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาหัวข้อ �การลดต้นทุนในภาวะวิกฤต� โดยได้รับเกียรติจากคุณพัฒนพงศ์ สุวรรณชาต Finance and IT Manager, Fil Thai Co.,Ltd. เป็นวิทยากร ทั้งนี้งานดังกล่าวจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 12.30-16.00 น. ณ โรงละคร อาคาร ดร.เจริญ คันธวงศ์ ชั้น 16 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท สำหรับผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้ความเข้าใจถึงแนวทางและกลยุทธ์ในการลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอดขององค์กรหรือธุรกิจ และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเตรียมพร้อมในการปรับตัวของธุรกิจในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สอบบัญชีได้นับชั่วโมงการอบรมพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพตามข้อกำหนดของสภาวิชาชีพบัญชีอีกด้วย ทั้งนี้โครงการกล่าวดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายการบริการด้านวิชาการแก่สังคมที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โทร.0-2350-3500 ต่อ 1630, 1640


โดย: jenifaae วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:2:25:04 น.  

 
*กิจกรรม Export Clinic "การเจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ"

กำหนดการ

กิจกรรม Export Clinic "การเจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ"

วันจันทร์ที่14 กันยายน 2552 เวลา 8.30 – 16.30 น.

ณ ห้องรีเจนซี่ชั้น 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

-----------------------------------------

08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียน

09.00 – 12.00 น. Export Clinic "การเจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ" *

ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการในรูปแบบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (workshop)

แบ่งกลุ่มสัมมนา ตามความสนใจตลาดเป้าหมาย 8 ภูมิภาค ดังนี้

1. ตลาดแอฟริกา

2. ตลาดเอเชียตะวันออก / ตลาดโอเชียเนีย

3. ตลาดยุโรปตะวันออก

4. ตลาดจีน

5. ตลาดอเมริกาเหนือ / ตลาดลาตินอเมริกา

6. ตลาดอาเซียน

7. ตลาดยุโรปตะวันตก

8. ตลาดตะวันออกกลาง / ตลาดเอเชียใต้

โดย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ

12.00 – 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.30 – 16.30 น. ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการเป็นรายประเทศ**

หมายเหตุ*10.30 – 10.45 น. บริการน้ำชา/กาแฟพร้อมอาหารว่างระหว่างกิจกรรม

**บริการน้ำชา/กาแฟพร้อมอาหารว่างระหว่างกิจกรรม




*เปิดลงทะเบียนเบี้ยคนแก่รอบใหม่

นายสิทธิรัตน์ ถ้ำสุวรรณ ผอ.สำนักพัฒนาสังคม กทม.กล่าวว่า กทม.กำหนดรับจดทะเบียนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุสำหรับปีงบฯ 53 ระหว่างวันที่ 17-31 ส.ค.นี้ ณ สำนักงานเขต 50 แห่ง

โดยคุณสมบัติประกอบด้วย มีสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาในกทม.ตามทะเบียนบ้าน อายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ได้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจำ ยกเว้นผู้พิการและผู้ป่วยเอดส์

ทั้งนี้ สามารถขอรับเบี้ยยังชีพด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นคำขอรับแทนได้โดยกรอกข้อมูลในคำขอและยื่นคำขอต่อสำนักงานเขตที่ตนเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ตั้งแต่วันที่ 17-31 ส.ค.52 ในวันและเวลาราชการ เอกสารที่ต้องใช้ได้แก่ บัตรประชาชน หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย พร้อมสำเนา ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา สมุดบัญชีเงินฝาก พร้อมสำเนา (กรณีที่ต้องการรับเงินผ่านธนาคาร)

สำหรับเอกสารประกอบหากมีการมอบอำนาจคือ หนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิภายใน 15 ก.ย.นี้ และเริ่มจ่ายเบี้ยยังชีพตั้งแต่ต.ค.52 เป็นต้นไป




*การประชุมทางวิชาการ และนำเสนอผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2552

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ดำเนินการจัดกิจกรรมทางวิชาการเนื่องในโอกาสวันสถาปนามหาวิทยาลัยมาโดยตลอดและต่อเนื่องสำหรับในปี 2552 นี้ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชโดย 3 หน่วยงานหลัก คือ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ สำนักบัณฑิตศึกษา และสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้ร่วมกับเครือข่ายวิจัยประชาชื่น ดำเนินการจัด"การประชุมทางวิชาการ และนำเสนอผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2552" ขึ้นเพื่อเป็น การนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยและวิทยานิพนธ์ไปเผยแพร่และนำเสนอสู่สาธารณชนอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม

ในวันที่ 1-2 กันยายน 2552 เวลา 8.30 - 16.30 น.ณ ห้องประชุม 2003 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช




*แบบลงทะเบียนเข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง "เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาส"

วันที่ 3-4 กันยายน 2552 ณ ห้องประชุม 2015 ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ข้อมูลผู้เข้าร่วมสัมมนา

หน่วยงาน........................................ ขอส่งรายชื่อผู้เข้าร่วมสัมมนาและร่วมแสดงนิทรรศการ จำนวน ........................ ท่าน ดังมีรายนามต่อไปนี้



1. ชื่อ (นาย, นาง, น.ส.) .................................................................................................................................................

ตำแหน่ง ...........................................................มือถือ .................................. e-mail : …………………………………………



2. ชื่อ (นาย, นาง, น.ส.) .................................................................................................................................................

ตำแหน่ง ...........................................................มือถือ .................................. e-mail : …………………………………………



3. ชื่อ (นาย, นาง, น.ส.) .................................................................................................................................................

ตำแหน่ง ...........................................................มือถือ .................................. e-mail : …………………………………………



4. ชื่อ (นาย, นาง, น.ส.) .................................................................................................................................................

ตำแหน่ง ...........................................................มือถือ .................................. e-mail : …………………………………………

หมายเหตุ

1. กรุณาส่งแบบลงทะเบียนกลับมาภายในวันที่ 21 สิงหาคม 2552 โดยส่งแฟกซ์ใบลงทะเบียนมาที่เบอร์ 02-5047309 หรือ หรือ email: etoffice@stou.ac.th

2. ผู้เข้าร่วมสัมมนาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

3. ผู้ที่มาจากต่างจังหวัดมหาวิทยาลัยจัดที่พักให้หน่วยงานละ 2 คน


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:43:08 น.  

 
*กำหนดการการประชุมวิชาการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2

ระหว่างวันที่ 14 - 16 กันยายน 2552

ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2552

08.30 - 09.00 น. ลงทะเบียน

09.00 - 09.15 น. การกล่าวรายงาน โดยนายสุวิทย์ คุณกิตติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

09.15 - 10.00 น. พิธีเปิดการประชุมและปาถกฐาพิเศษ

โดยเชิญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

10.00 - 10.30 น. พักรับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่ม

10.30 - 12.00 น. การบรรยายพิเศษ

โดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน

12.00 - 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.00 - 16.00 น. แบ่งเป็น 2 ห้อง

• ห้องที่ 1 เป็นการเสวนาในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเชิญ ดร.อัมมาร สยามวาลา และผู้ร่วมอภิปรายอีก 2 คน และผู้ดำเนินรายการ 1 คน

• ห้องที่ 2 เป็นการเสวนาในเรื่องของภาวะโลกร้อน โดยเชิญ ดร.กัณฑรีย์ บุญประกอบ และผู้ร่วมอภิปรายอีก 2 คน และผู้ดำเนินรายการ 1 คน

วันอังคารที่ 15 กันยายน 2552

09.00 - 16.00 น. นำเสนอผลงานวิชาการ

ห้องที่ 1 เป็นเรื่องของ วิกฤตเศรษฐกิจ

ห้องที่ 2 เป็นเรื่องของ ภาวะโลกร้อน

วันพุธที่ 16 กันยายน 2552

09.00 - 12.00 น. นำเสนอผลงานวิชาการ

ห้องที่ 1 เป็นเรื่องของ วิกฤตเศรษฐกิจ

ห้องที่ 2 เป็นเรื่องของ ภาวะโลกร้อน

13.00 - 15.00 น. สรุปสาระสำคัญที่ได้จากการจัดประชุมฯ เรื่องวิกฤตเศรษฐกิจและภาวะโลกร้อน

และพิธีปิดการประชุม โดยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม




*เฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงพระเจริญพระชนมพรรษาครบ ๗๗ พรรษา

ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๒

สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในวันพฤหัสบดีที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๙.๐๐ น. โดยได้รับความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์ผ้าของไทเผ่าต่างๆ

ชมพิธีฟ้อนกิงกระหรา ของชนเผ่าไทใหญ่ โดย อาจารย์ศิริพงษ์ วงศ์ไชย

การเดินแบบอลังการเครื่องดนตรีในพิธีกรรมการเกษตรของชนเผ่าไท

โดย อาจารย์อรไท ผลดี ฟังปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร เกี่ยวกับดนตรีในพิธีกรรม มีการเสนอ ผลงานวิจัยเรื่อง จากต้นกำเนิดเครื่องดนตรีไท ๗,๐๐๐ ปี สู่วัฒนธรรมดนตรีใน

พิธีกรรมการเกษตรของชนเผ่าไท โดย อาจารย์อรไท ผลดี ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร

ในวันศุกร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๙.๐๐ น.

สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร ร่วมกับ ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์

มีการเสนอผลงานเรื่อง "เครืองดนตรีในพิธีกรรมการเกษตรของชนเผ่าไท" โดย นักวิชาการนานาชาติจาก มณฑลกุ๊ยโจว กวางสี ยูนนาน ประเทศลาว และเวียดนาม




*Bangkok Flash Camp 2009

ขอเรียนเชิญผู้ที่ทำงานด้านเทคโนโลยีมัลติมีเดียผู้ที่ดูแลระบบอินเทอร์เน็ต อาจารย์ผู้สอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าร่วมรับรู้เทคโนโลยี Flash Platform ที่เป็นเทคโนโลยีจาก Adobe และงานนี้เป็นงานแรกของประเทศไทยที่จัดงานขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนจาก Adobe User Group

ภายในงาน Bangkok Flash Camp 2009 ท่านจะได้เรียนรู้เรื่องราวของเทคโนโลยี Flash Platform, ริชอินเทอร์เน็ตแอพพลิเคชั่น (Rich Internet Application: RIA), และอีกหลากหลายเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างสรรค์วัฒกรรมบนเว็บ แบบอินเทอร์แอคทีฟขั้นสูง โดยวิทยากรจาก Thai Adobe User Group และ Thai Flex User Group ที่นักพัฒนาเว็บไซต์และผู้ที่สนใจไม่ควรพลาด

วัน: วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2552
เวลา: 09.00 น. – 17.00 น.
สถานที่: โรงแรมบางกอก เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ (Bangkok Centre Hotel) 328 ถนนพระราม 4, กรุงเทพฯ 10500

งานนี้ฟรีและรับจำนวนจำกัดเพียง 300 คนท่านั้น ท่านที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ http://www.flashplatform.net

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
วราวอง จงรักษ์ / ดุษฎี เย็นสุดใจ
โทรศัพท์: 02-971-3711 โทรสาร: 02-521-9030
อีเมล์: warawong@pc-a.co.th , Dudsadee@pc-a.co.th
แผนที่ โรงแรมบางกอก เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ (Bangkok Centre Hotel) 328 ถนนพระราม 4, กรุงเทพฯ 10500
http://www.bangkokcentrehotel.com/ENG/map.html


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:44:35 น.  

 
*ขอเชิญเข้าร่วมฟังบรรยายเรื่อง Severe Poisonings Requiring ICU Care: Hong Kong Experience

ขอเชิญอาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และผู้สนใจเข้าฟังบรรยายด้านพิษวิทยา
โปรดดูรายละเอียดด้านล่าง และกรุณาโทรบอกจำนวนที่แน่นอนแก่เจ้าหน้าที่ศูนย์พิษวิทยารามาก่อนวันที่ 25 สค. นี้ เพื่อสำรองที่นั่ง เนื่องจากห้องประชุมเดิมรับผู้ฟังได้ไม่เกิน 20 ท่าน หากมีผู้ฟังจำนวนมากทางศูนย์พิษจะได้จัดหาห้องบรรยายใหม่ต่อไป

นพ.ฤทธิรักษ์ โอทอง
ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล


ขอเชิญเข้าร่วมฟังบรรยาย
เรื่อง
Severe Poisonings Requiring ICU Care:
Hong Kong Experience
โดย

Professor Thomas Y.K. Chan

Director, Prince of Wales Hospital Poison Treatment Center

Department of Medicine and Therapeutics

Prince of Wales Hospital

Shatin, N.T. Hong Kong

ณ ห้องประชุมศูนย์พิษวิทยา อาคารวิจัยและสวัสดิการ ชั้น 1

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2552 เวลา 14.00-15.00 น.




*สัมมนาในหัวข้อ Innovative Acoustic Design in Architecture

บริษัท สยามไฟเบอร์กลาส จำกัด หรือ SFG ธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในเครือซิเมนต์ไทย (SCG Building Materials) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายฉนวนกันเสียง Cylence ตราช้าง นำทีมหน่วยงานวิศวกรรมที่ปรึกษาด้านอะคูสติกและเสียงรบกวน [Cylence Expert] จัดงานสัมมนาในหัวข้อ Innovative Acoustic Design in Architecture เพื่อส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเสียง รวมถึงแนวทางการออกแบบงานด้าน Acoustic และการป้องกันเสียงรบกวน โดยเฉพาะห้องประชุมขนาดใหญ่และสถานบันเทิงต่างๆ ให้แก่สถาปนิกชั้นนำกว่า 60 บริษัท ณ ห้อง XP Audiorium ชั้น 1 SCG Experience เวลา 13.00 – 16.30 น. ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2552 นี้

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนาพิเศษในครั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือ สำรองที่นั่งก่อนล่วงหน้า ฟรี! จำนวนจำกัด ได้ที่ โทร 02 586 2224

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
คุณจิตฤทัย ทัดเสรีวิบูลย์
บริษัท พี อาร์ โซลูชั่น จำกัด
โทรศัพท์ 0-2656-8059 http://www.prsolution.co.th




*งานให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ชมรม เพื่อการศึกษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เนื่องด้วยวันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2552 เวลา 8.30 - 11.30 น. ณ โรงพยาบาล ราชวิถี ห้องประชุมพญาไท ชั้น 11 งานนี้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น พร้อมรับถุงผ้าวันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก และเจลล้างมืออนามัย ฟรี!

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Thai Lymphoma Study Group
E-mail: tlsg.info@gmail.com




*เสวนา "การเฝ้าระวังสุขภาวะและความเสี่ยงจากการติดเชื้ออะแคนทามีบา"

วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญร่วมเสวนา "การเฝ้าระวังสุขภาวะและความเสี่ยงจากการติดเชื้ออะแคนทามีบา" ในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2552 เวลา 9.00 - 12.00 น. ห้องประชุม 322 ชั้น 3 อาคารสถาบัน 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) สำรองที่นั่ง E-mail: chanida.p@chula.ac.th โทรศัพท์/ โทรสาร 0 2218 8158

วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขอเชิญร่วมเสวนา

การเฝ้าระวังสุขภาวะและความเสี่ยงจากการติดเชื้ออะแคนทามีบา

วันพุธที่ 26 สิงหาคม 2552 เวลา 9.00 - 12.00 น.

ห้องประชุม 322 ชั้น 3 อาคารสถาบัน 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

08.-00 –08.45 น. ลงทะเบียน รับอาหารว่าง
08.45 – 09.00 น. คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข เปิดการประชุม
09.00 –12.00 น. เสวนา การเฝ้าระวังสุขภาวะและความเสี่ยงจากการติดเชื้ออะแคนทามีบา

วิทยากร
1. ศาสตราจารย์นายแพทย์ สมชาย จงวุฒิเวศย์ ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "Biology and Heterogeneity"
2. ศาสตราจารย์แพทย์หญิง พนิดา โกสียรักษ์วงศ์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล "Acantamoeba Keratitis"
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ.ลลิดา ปริยกนก ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "Acantamoeba Keratitis"
4. นายแพทย์พจน์ อินทลาภาพร โรงพยาบาลราชวิถี"Granulomatous Amoebic Encephalitis"
5. อ.ภญ.ดร.บุญญาภา หวังวัฒนา ภาควิชาเภสัชเวท คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร "Acanthamoeba Infection's Risk"
6. รศ.ภญ. ดาราวัลย์ ธัญญะวุฒิ ภาควิชาอาหารและเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "Acanthamoeba Infection's Risk"

ผู้ดำเนินรายการ

คุณมนทกานติ์ เชื่อมชิต วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

12.00 –13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน

สำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์/ โทรสาร 0 2218 8158 E-mail: chanida.p@chula.ac.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2218 8158 CPHS




*งาน "Asia-Pacific Regional Forum on Mainstreaming ICT Accessibility for Persons with Disabilities"

สหภาพ โทรคมนาคมระหว่างประเทศ ร่วมงานพิธีเปิด และพิธีแถลงข่าว ฟอรัมการประชุมแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในวงกว้างสำหรับผู้มีความ พิการ

เนื่องด้วย สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ สังกัดองค์การสหประชาชาติ (ไอทียู) และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิค ร่วมกับ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องความริเริ่มในการรวมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระดับโลก (G3ict) คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ แผนกบรอดแบนด์ การสื่อสารและเศรษฐกิจดิจิตอล รัฐบาลออสเตรเลีย และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

ได้ร่วมกันจัดงาน "Asia-Pacific Regional Forum on Mainstreaming ICT Accessibility for Persons with Disabilities" หรือฟอรัมการประชุมแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในวงกว้างสำหรับผู้มีความ พิการ ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2552 ที่กรุงเทพ ประเทศไทย โดยมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ในนามของคณะผู้จัดฟอรัมการประชุมดังกล่าว จึงขอเรียนเชิญท่านสื่อมวลชนเข้าร่วมงานพิธีเปิดในช่วงเวลา 8.30 น. และพิธีแถลงข่าว เวลา 10.00 น. ในวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ห้องประชุม อาคารสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

ฟอรัมการประชุมนี้มีเป้าหมายเพื่อ

- เป็นการรวมตัวของผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำหนดกฏเกณฑ์ ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง หน่วยงาน NGO และองค์กรนานาชาติ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีความพิการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและมืออาชีพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้พิการจากทั่วทั้งภูมิภาคและอื่นๆ โดยทั้งหมดจะมาร่วมกันหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ และความท้าทายเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับผู้มี ความพิการ

- เป็นการแนะนำชุดเครื่องมือในการเข้าถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้มีความ พิการ ที่จะช่วยสนับสนุนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการพัฒนานโยบายและกลยุทธ์เพื่อ ตอบโจทย์เรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงบริการที่จำเป็นสำหรับผู้มีความพิการสอดคล้องตามความประสงค์ ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ

- เพื่อให้มั่นใจว่ามีการเผยแพร่อย่างเหมาะสม และสร้างความต่อเนื่องในการสนับสนุนการกำหนดในมีระเบียบวาระเรื่องการเข้า ถึงระบบดิจิตอลของอนุสัญญาฯ ที่มุ่งเน้นเรื่องข้อกำหนดที่เป็นประโยชน์ในระดับประเทศ

- แลกเปลี่ยนประสบการณ์และกรณีศึกษาในแต่ละประเทศระหว่างผู้เข้าร่วมประชุม รวมถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมที่ช่วยสร้างความสามารถในการเข้าถึง เทคโนโลยี และเทคโนโลยีในการช่วยเหลือ และการนำไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ

หมายเหตุ:

1) สำหรับท่านที่มีความประสงค์เข้าร่วมงานกาลาดินเนอร์ในตอนเย็น หรือสัมภาษณ์ผู้บริหารท่านใด กรุณาแจ้งความประสงค์ล่วงหน้ามาที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์

*สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ และโครงการริเริ่มพิเศษเกี่ยวกับบุคคลผู้มีความพิการ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.itu.int/ITU-D/sis/index.phtml

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

บริษัท เอพีพีอาร์ มีเดีย จำกัด
โทร 02-655-6633
บุษกร ศรีสงเคราะห์ busakorn@apprmedia.com
ทนุ รักษาผล thanu@apprmedia.com
กณวรรธน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา kanawat@apprmedia.com
eMail: busakorn@apprmedia.com


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:48:22 น.  

 
*สัมมนาเรื่อง "เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาการศึกษาไทย"

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2552
เวลา 08.30-16.30 นาฬิกา คณะ กรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง "เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาการศึกษาไทย" ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2




*"วิกฤติพาณิชยนาวีไทย"

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2552
เวลา 08.30 -16.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่อง "วิกฤติพาณิชยนาวีไทย" ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ 1 โรงแรม รามาการ์เด้น กรุงเทพฯ




*โครงการสัมมนา เรื่อง "การค้า การลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน : โอกาสและการแก้ไขอุปสรรค"

จัดโดย คณะอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2552 เวลา 08.30-12.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2




*TRIDI กำหนดจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร "การสร้างระบบโทรศัพท์ IP-PBX และ VoIP ขั้นพื้นฐาน รุ่นที่ 5"

ขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2552 เวลา 08.45-17.00 น. ณ ห้องอบรมอาคาร 29 ชั้น 6 ห้อง 2963 ศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ถนนรัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ

จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในธุรกิจและผู้สนใจที่ต้องการนำความรู้ จากการอบรมไปต่อยอดเชิงธุรกิจ จำนวน 30 คน เข้าร่วมการอบรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ (ต้องมีความรู้การใช้งาน Linux เบื้องต้น) โดยสามารถลงทะเบียน Online ภายในวันที่ 21 สิงหาคม 2552 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทีโทรศัพท์ 02 575-4118 ต่อ 117-119




* เชิญร่วมงานพิธีเปิด แถลงข่าว และงานสัมมนาการปรับยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยงานภาครัฐโดยใช้ระบบ ICT

กระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เชิญร่วมงานพิธีเปิด แถลงข่าว และงานสัมมนาการปรับยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยงานภาครัฐโดยใช้ระบบ ICT การพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการ การให้บริการแก่ประชาชน โดยได้รับเกียรติจาก นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2552 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถนนวิภาวดี
พิธีเปิด ณ ห้อง จูปิเตอร์ ชั้น 3 เวลา 9.00 – 10.00 น.
งานแถลงข่าว ณ ห้อง บอร์ดรูม ชั้น 4 เวลา 10.00 – 11.00 น.
งานสัมมนา ณ ห้อง จูปิเตอร์ ชั้น 3 เวลา 13.00 – 15.30




* นวัตกรรมใหม่: การดูแลผู้ป่วยศัลยกรรมระบบปัสสาวะ

ชมรม พยาบาลระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช และสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญพยาบาลและผู้สนใจ เข้าร่วมประชุมวิชาการครั้งที่ 4 เรื่องนวัตกรรมใหม่ในการดูแลผู้ป่วยศัลยกรรมระบบปัสสาวะ ในวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2552 ณ ห้องประชุมอาทิตยาธรกิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 โรงพยาบาลศิริราช

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณอารีจิตร บัวเอี่ยม โทร 089-761-7155
คุณนริสา นาคไพรัช โทร 081-988-8408




*ขอเชิญเข้าร่วมประชุมเรื่อง Advanced Science and Education in japan

ด้วยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และองค์การส่งเสริมวิชาการแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Society for the Promotion of Science, JSPS) ได้กำหนดจัดประชุมเรื่อง Advanced Science and Education in japan ในงาน "การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2552" (Thailand Research Expo 2009) ในวันที่ 29 สิงหาคม 2552 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ (Main Hall) ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวลด์ ราชประสงค์


<< รายละเอียด แบบตอบรับ >>



ทั้งนี้ จึงใคร่ขอเรียนเชิญผู้สนใจ เข้าร่วมการประชุมในวันและเวลาดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และกรุณาส่งใบตอบรับเข้าร่วมการประชุมมายังภารกิจการต่างประเทศ
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2561-2455 ต่อ 533




*ขอเชิญเข้าร่วมประชุมและนำเสนอผลงานวิชาการด้านคนพิการ

ด้วยคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะจัดการประชุมวิชาการประเพณีด้านคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 23 กันยายน 2552 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลส กรุงเทพฯ โดยมีกิจกรรมเสนอผลงานวิชาการ รวมทั้งโปสเตอร์แสดงผลงานที่เกี่ยวข้อง


<< รายละเอียดการส่งผลงาน >>

<< แบบตอบรับ >>


ทั้งนี้ จึงขอเชิญอาจารย์/นักวิจัยเสนอผลงานเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว โดยส่งแบบตอบรับ บทคัดย่อและบทความฉบับสมบูรณ์ไปที่ swork.training@gmail.com ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2552
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ฝึกอบรมและบริการสังคมโทร. 0-2613-2825, 081-6857506


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:50:59 น.  

 
*สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เพลงและกิจกรรมเคลื่อนไหว เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย

สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล ขอเชิญผู้ที่สนใจ เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เพลงและกิจกรรม
เคลื่อนไหว เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย โดย ผศ. รัตนา งิ้วแหลม ประธานโปรแกรมการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
ในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2552 เวลา 09.00-11.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

หมายเหตุ : สำรองที่นั่งได้ที่ 0-2441-0602-8 ต่อ 1000 คุณกชกร ต่อ 1411 คุณสราสรินทร์




*ขอเชิญเข้าร่วมการประชุมในงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2552

ด้วยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะจัดงาน “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2552” (Thailand Research Expo 2009) ขึ้น ระหว่าง วันพุธที่ 26-วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2552 ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ โดยกำหนดการประชุมเป็น 5 รูปแบบ คือ
1. การประชุมขนาดใหญ่
2. การประชุม/สัมมนาขนาดกลาง
3. การประชุมกลุ่มเฉพาะเรื่อง
4. การถ่ายทอดกระบวนการและเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
5. Thailand Research Symposium 2009


<< รายละเอียด กำหนดการ แบบตอบรับ >>



ทั้งนี้ จึงใคร่ขอเรียนเชิญหน่วยงานผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว (จำนวน 20 คนขึ้นไป)
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เจ้าหน้าที่ประสานงาน โทร. 0-2561-2445 ต่อ 458, 459, 551, 565, 568, 569




*2 กมธ.วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง "เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาการศึกษาไทย"

ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา เผย จะร่วมกับคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภาจัดสัมมนาเรื่อง "เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาการศึกษาไทย" 4 กันยายน นี้ หวังเป็นเวทีให้หน่วยงานภาคการศึกษาทั้งภาครัฐและภาคประชาชน มีบทบาทในการระดมความเห็น เชื่อ จะบูรณาการกันได้ในการศึกษาทุกระดับ

พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา กล่าวถึงการจัดสัมมนาเรื่อง เรื่อง "เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาการศึกษาไทย" ว่า กมธ.ได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภาจัดสัมมนาขึ้นในวันที่ 4 กันยายน 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกระตุ้นและผลักดันให้หน่วยงานได้ทำหน้าที่ในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสม และเป็นไปอย่างมีคุณภาพและสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศในทุกระดับให้ครอบคลุมและทั่วถึง นอกจากนี้ ยังจะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบภาคการศึกษา ภาคราชการ ภาคประชาชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการพัฒนาการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้ด้อยโอกาส

ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน กล่าวด้วยว่า การจัดสัมมนาดังกล่าวจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 08.30 -16.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 โดยจะมีการบรรยายพิเศษหัวข้อ "กรณีศึกษาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการศึกษาของต่างประเทศ" และเปิดให้มีการอภิปรายกลุ่ม หัวข้อ "พัฒนาการศึกษาไทยด้วย IT" พร้อมทั้งอภิปรายและรับฟังความคิดเห็นด้านการบูรณาการมาตรฐานและเนื้อหาดิจิทัล และด้านการบริหารจัดการระบบการเรียน




*สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "สื่อเพื่อพัฒนาลูกน้อย...ทำได้ง่ายจัง"

สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "สื่อเพื่อพัฒนาลูก
น้อย...ทำได้ง่ายจัง" โดย อ.คำแก้ว ไกรสรพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกรแก้ว ในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2552
เวลา 09.00 - 11.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย




*เสวนา “บทบาทสื่อมวลชนกับการแก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้”

การเสวนาในหัวข้อ...
“บทบาทสื่อมวลชนกับการแก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้”

วันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม 2552 เวลา 13.00-17.00 น.ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ


วิทยากร:
1. คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
2. รศ.ดร. เสรี วงษ์มณฑา ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
3. รศ.ดร. ไชยา ยิ้มวิไล อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
4. คุณสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการ เครือเนชั่นกรุ๊ป และประธานกรรมการ บริษัทเนชั่นบรอดแคสติ้งคอร์เปอเรชั่น จำกัด
5. คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
6. คุณราญาอี ธนชยางกูร บรรณาธิการข่าว พับบลิคโพสต์ (สื่อยุวมุสลิม)
(ดำเนินรายการโดย คุณวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์)


สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่ง โทร. 08-5678-4012 (กุสุมา โกศล)
หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://polsci.pn.psu.ac.th
ไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดรายการ




*เวทีสาธารณะ “ความเป็นไปได้ของการลดอาวุธในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้”

คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ จัดโครงการเสนา เวทีสาธารณะขึ้นภายใต้หัวข้อ “ความเป็นไปได้ของการลดอาวุธในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” ในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2552 เวลา 09.00- 12.00 น. ณ ห้องประชุมจุมภฎ-พันธ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ กระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนของสังคมตระหนักถึงผลกระทบ ของการใช้อาวุธในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้
เนื่องด้วยคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งใน ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าในปัจจุบันความขัดแย้งได้พัฒนาไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกันของราษฎรที่ เคยใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ทำให้ราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวต่างพยายามขวนขวายหาอาวุธเพื่อปกป้องตนเอง และครอบครัว จนทำให้พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เต็มไปด้วยอาวุธ ทั้งที่ถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย และทำให้การครอบครอง อีกทั้งการใช้อาวุธของประชาชนเป็นไปอย่างยากที่จะควบคุม

กำหนดการ

เสวนา เวทีสาธารณะ “ความเป็นไปได้ของการลดอาวุธในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้”

โดย คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ

วันที่ 26 สิงหาคม 2552 . เวลา 09.00 - 12.00 น. ณ ห้องประชุมจุมภฎ-พันธ์ทิพย์ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


9.00 – 9.30 น. ผู้เข้าร่วมงานลงทะเบียนหน้างาน
9.30 – 10.00 น. กล่าวเปิดงาน
โดย ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ คุณอังคณา นีละไพจิตร
10.00 – 12.00 น. เสวนาพูดคุยในประเด็นเรื่อง “ความเป็นไปได้ของการลดอาวุธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

วิทยากรร ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข* คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์ ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ*ปลัดกระทรวงกลาโหม
Mr. Fred Lubang Regional Representative, Non - Violence International (SEA)
นายกฤษฏา บุญราช* รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา
ดำเนินรายการโดย นายอภิศักดิ์ สุขเกษม หัวหน้าโครงการสื่อสันติภาพเพื่อลดความรุนแรง
หมายเหตุ * วิทยากรอยู่ระหว่างการประสานงานและติดต่อ
มีล่ามแปล ภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ และ ภาษาอังกฤษ-ภาษาไทย


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:52:43 น.  

 
*ศิลปะ ความงาม และความเมตตา” รำลึกครบรอบ 10 ปี วันอนิจกรรม ของ “อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์”
ร้อยเรียงความหมายแห่งชีวิตด้วยความหวังและความจริง

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คือสามัญชนคนธรรมดาที่ยึดมั่นและ ต่อสู้เพื่ออุดมคติ ท่านเป็นสามัญชนที่สง่างาม มีความซื่อสัตย์สุจริตและความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างมาก ตลอดชีวิตของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นั้น ท่านได้พูดถึงความงาม ความดี ความถูกต้องมาตลอด เพราะท่านมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสิ่งเหล่านี้ จะเห็นได้จากบางส่วนของจดหมายที่ท่านเขียน เนื่องในโอกาสวันครบปีการเปิดหอศิลป พีระศรี มีเนื้อความว่า
“ประชาคมใดที่เพิกเฉยต่อความงามและศิลปะ ประชาคมนั้นย่อมจะเจริญสมบูรณ์มิได้ และประชาคมใดที่เอาใจใส่บำรุงศิลปวิทยา ประชาคมนั้นย่อมจะประสบความเจริญ มิใช่แต่ในด้านศิลปะอย่างเดียว ย่อมจะเจริญในด้านความดี และความจริง อันเป็นองค์ประกอบแห่งสันติสุขแห่งมนุษย์ในประชาคม”
ด้วยเหตุดังกล่าว ป๋วยเสวนาคาร จึงได้ร่วมกับ สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมครบรอบการจากไปของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขึ้น หัวข้อ “ศิลปะกับความงาม และความเมตตา” ใน วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2552 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมประภาศน์ อวยชัย อาคารอเนกประสงค์ชั้น 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่า-พระจันทร์)

ทั้งนี้ นิพนธ์ แจ่มดวง กรรมการป๋วยเสวนาคาร ได้บอกถึงเหตุและความสำคัญของการจัดงานครบรอบ 10 ปีแห่งการจากไปของอาจารย์ป๋วย ให้เข้าใจว่า
“ปีนี้อาจารย์ป๋วยได้จากพวกเราไปครบ 10 ปี และพระยาอนุมานราชธนเองก็มีวาระครบรอบ 120 ปีชาตกาลเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อเชื่อมโยงให้สังคมเห็นถึงคุณค่าของวัฒนธรรม ศิลปะ และความงาม ที่บุคคลทั้งสองท่านได้ทำมา นับแต่การที่ท่านเสฐียรโกเศศ ได้มอบลิขสิทธิ์ของท่านทั้งหมดในการก่อตั้ง มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ให้มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการอุดหนุนศิลปินที่ตกยาก และอาจารย์ป๋วยเอง ท่านก็ได้อุดหนุนศิลปินให้ได้มีผลงานด้านความงามกับสังคมมาตลอด เราจะเห็นได้จากการที่ท่านอุดหนุนภาพงานศิลปะของศิลปินต่าง ๆ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันเองที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีภาพของศิลปินเหล่านี้ตกแต่ง อยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาพของ ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ ฯลฯ”
“เรามีจุดมุ่งหมายเพื่อสานต่อแนวคิดด้านศิลปะ ความงาม และวัฒนธรรม ให้มีคุณค่าก่อเกิดงานที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนและศิลปินที่สร้าง สรรค์ผลงาน จึงได้เรียนเชิญ ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ อดีตท่านผู้อำนวยการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยคนแรกในกระทรวงวัฒนธรรม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์สูงทั้งด้านการสอน การค้นคว้าวิจัยงานศิลปะร่วมสมัย จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เขาเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ที่สามารถเชื่อมโยง บูรณาการงานศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี มาเป็นผู้แสดงปาฐกถาป๋วยเสวนาคาร ในหัวข้อ “ศิลปะกับความงาม และความเมตตา” นอกจากการแสดงปาฐกถาแล้ว ยังมีการแสดงดนตรีจากคนรุ่นใหม่ กลุ่ม hello minor ซึ่งเป็นดนตรีแจ๊สรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง รวมทั้งการอ่านบทกวี จาก อ.สกุล บุญยทัต ผู้มีหัวใจศรัทธาต่ออาจารย์ป๋วยอย่างมาก ปิดท้ายด้วยการกล่าวปิดจากปราชญ์สยามสามัญชนผู้ยึดมั่นความเป็นธรรมของ สังคมอย่าง ส.ศิวรักษ์”
ศิลปะ ความงามและความเมตตา จะร้อยเรียงความหมายแห่งชีวิตของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ให้ปรากฏเป็นความจริงในวันนี้ได้อย่างไร มิติคุณค่าทางศิลปะ จะเกี่ยวข้องกับความงาม ความมีสุนทรียะ ความดีงามที่ไม่ต้องการผลตอบแทนมากกว่าความสนองตอบทางจิตใจได้อย่างไร ขอเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดในกิจกรรมดังกล่าวได้โดย ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-438-9331, 083-224-9867,086-012-9690 หรือ http://www.snf.or.th




*สัมมนา เรื่อง อนาคตแรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้าน กับการคุ้มครองและเข้าถึงสิทธิกฎหมายแรงงานไทย

กำหนดการสัมมนาทางวิชาการ
เรื่อง ”อนาคตแรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้าน กับการคุ้มครองและเข้าถึงสิทธิกฎหมายแรงงานไทย“
วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2552 เวลา 8.30 – 13.00 น.
ณ ห้องวิภาวดี บอลลูม ชั้น 4 โรงแรมปริ้นซ์ตั้น ปาร์ค สวีท ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง กทม.
ร่วมจัดโดย
คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ
มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิ MAP มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน
สนับสนุนโดย: แผนงานคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
8.30-9.00 น. ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ
9.00-9.05 น. กล่าวรายงานการจัดงานสัมมนาฯ
โดย ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ : นายสมคิด ด้วงเงิน
9.05-9.15 น. กล่าวเปิดการสัมมนาทางวิชาการฯ
โดย ว่าที่ร้อยตรี ดร. สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิกาการแรงงาน สส.
9.15-9.30 น. เครือข่ายแรงงานนอกระบบ และผู้แทนอาชีพคนทำงานในบ้าน
ยื่นหนังสือ และส่งมอบโปสการ์ด “แรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้าน ต้องการอะไร
จากรัฐบาล” จำนวน 7,000 ใบ ให้กับประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน
9.30-9.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
9.45-10.15น. เล่าเรื่อง ”คนทำงานในบ้านวันนี้ ชีวิตเยี่ยงทาส“
ผ่านกรณีศึกษาจากเจ้าหน้าที่ภาคสนาม มูลนิธิ MAP และมูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า
ดำเนินรายการโดย บัณฑิต แป้นวิเศษ
หัวหน้าฝ่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตฯมูลนิธิเพื่อนหญิง และประธานเครือข่ายปฎิบัติการเพื่อ
แรงงานข้ามชาติ
10.15-12.00 น. สัมมนาทางวิชาการเรื่อง “อนาคตแรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้านกับการ
คุ้มครองและเข้าถึงสิทธิทาง กฎหมายแรงงานไทย”
โดย
- อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน
- ปณิธิ ศิริเขต ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร
- ศิริวรรณ ร่มฉัตรทอง สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย
- บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ผู้อำนวยการมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน
- วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
- กนกวรรณ โมรัฐเสถียร เจ้าหน้าที่โครงการแรงงานเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
ดำเนินรายการโดย พงษ์ศักดิ์ เปล่งแสง โฆษกกระทรวงแรงงาน
12.00-12.30 น. เปิดเวทีซักถามแลกเปลี่ยน และปิดการสัมมนาฯ
12.30-13.30 น. รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน




*ร่วมฟังเสวนา "ไทย คือ ทาสในยุคโลกาภิวัตน์" วันที่ 11 ก.ย. 52

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ขอเชิญร่วมฟังเสวนา

แผ่นดินไทย...
หลากหลายและมั่งคั่งด้วยทรัพยากร
เป็นแหล่งอาหารโลก
และที่หมายปอง...
แต่สำหรับเจ้าของมาตุภูมิ

เรื่อง “ไทย คือ ทาสในยุคโลกาภิวัตน์”

เปิดประเด็นสนทนา โดย ศรีศักร วัลลิโภดม
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ


วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2552 ตั้งแต่เวลา 17.30-19.30 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 0-2281-1988 หรือ 0-2280-3340
เว็บไซต์http://www.lek-prapai.org




*มหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9

The 9th Thailand Open Source Software Festival 2009
“บรรษัทโอเพนซอร์ส”
Open Source Enterprise


ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สถูกพัฒนาขึ้นจากนักพัฒนาทั่วโลกโดยใช้มาตรฐานสากลในการเขียน ซอฟต์แวร์ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นซอฟต์แวร์ทางเลือกช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ เปิดเผยซอร์สโค้ดทำให้สามารถ นำมาใช้พัฒนาต่อยอด เพื่อการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมให้มีประสิทธิภาพ โดยนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ได้อย่างไม่จำกัด ทำให้เกิดการประยุกต์เพื่อการใช้งานในองค์กรระดับต่างๆ รวดเร็วขึ้น

ซอฟต์แวร์ทางเลือกนี้อาจยังมีความแพร่หลายในวงจำกัด สำหรับผู้ประกอบธุรกิจทั้งระดับ SMEs และองค์กรขนาดใหญ่ที่มีผู้ดูแลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขนาดใหญ่ ซึ่งมีองค์กรต่างๆ ในประเทศเริ่มเห็นความสำคัญและเริ่มประยุกต์ใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาก ขึ้นทุกๆ ปี

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติให้ความสำคัญกับการใช้ ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เพื่อเป็นซอฟต์แวร์ทางเลือกสำหรับ SMEs และองค์กรขนาดใหญ่ จึงได้จัดงานมหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิดว่า “บรรษัทโอเพนซอร์ส” ในระหว่าง วันที่ 23-25 กันยายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (ปทุมธานี)




*วุฒิสภา เตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร "กระบวนการเสริมสร้างผู้นำนักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม"

วุฒิสภา เตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่าย หลักสูตร "กระบวนการเสริมสร้างผู้นำนักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม" ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 4 ก.ย. นี้ หวังต่อยอดการอบรม และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสมาชิกเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตยทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศให้มั่นคง

วุฒิสภา เตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่าย ในโครงการเสริมสร้างความพร้อมแก่ท้องถิ่น หลักสูตร "กระบวนการเสริมสร้างผู้นำนักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม" ณ รัฐสภา และห้องภาณุรังสี โรงแรม รอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 4 ก.ย. นี้ เพื่อเป็นการต่อยอดการอบรม และแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ระหว่างสมาชิกเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตยทั่วประเทศ นำไปสู่การสร้างเครือข่ายในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศให้มั่นคงสืบไป

ทั้งนี้ การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "กระบวนการเสริมสร้างผู้นำประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม" ในครั้งนี้ จะมีทั้งภาคอบรม และภาคปฏิบัติ โดยจะมีการจัดบรรยายในหลายหัวข้อ อาทิ วุฒิสภากับการเมืองภาคพลเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การนำประสบการณ์การมีส่วนร่วมสู่การปฏิบัติ นอกจากนี้จะมีการสรุปการเรียนรู้นอกสถานที่ย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่รัฐสภาด้วย




*ขอเชิญเข้าร่วมประชุมสัมมนาวิชาการสำนักวิจัย ประจำปี 2552 เรื่อง ทุนมนุษย์กับการพัฒนา

สำนักวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ขอเชิญเข้าร่วมประชุมสัมมนาวิชาการสำนักวิจัย ประจำปี 2552 เรื่อง ทุนมนุษย์กับการพัฒนา (Human Capital and Development)

ในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2552 เวลา 9.00 - 16.30 น.

ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ถนนเสรีไทย บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 ส่งรายชื่อภายในวันที่ 5 กันยายน 2552

รีบสมัครด่วน ไม่เสียค่าใช้จ่าย

รายละเอียดดูได้ที่ http://rc.nida.ac.th




*เชิญชิมลางกิจกรรม IYWC ได้ที่ Webmaster Workshop

อาทิตย์ 13 กันยายน เวลา 12.00-16.30 น.
ที่ห้อง Learning Audithorium TK PARK
ห้างสรรพสินค้า Central World Plaza
พบกับกูรูดังมากมายในวงการอินเทอร์เน็ต ไอเดียดีมีสิทธิ์ได้รับโควต้าเข้าค่ายชัวร์ๆก่อนใคร

ในงานจะมีอะไรบ้าง?

พบกับเสวนาจากสามกูรูในวงการอินเทอร์เน็ต คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ( MacroArt ) กูรูด้าน เว็บไซต์และอินเทอร์เน็ต คุณศิระ สัจจินานนท์ กูรูด้าน เว็บไซต์และอินเทอร์เน็ต และ เว็บมาสเตอร์ http://www.diayis.com คุณปภาดา อมรนุรัตน์กุล กูรูด้าน SEO / Web Marketing ที่จะมาคุยกันเรื่อง “ใครเหมาะจะเป็นเว็บมาสเตอร์” และ “เปิดมุมมองการเป็นเว็บมาสเตอร์ยุค 2010”
ร่วมกิจกรรม Workshop “เว็บไอเดียเด็ด ยกระดับชีวิตชาวเน็ต 2010” ย่อขนาดกิจกรรมในค่าย IYWC มาเป็นฉบับย่อให้คุณได้ลองชิมลาง ( กิจกรรมเป็นการ Brainstorm สไตล์เว็บมาสเตอร์มืออาชีพ ด้วยการทำ Strategic Planning ประกอบด้วยไอเดียเรื่องโครงสร้างของเว็บ ไอเดียด้านรูปร่างหน้าตาของเว็บไซต์ ไอเดียด้านฟีเจอร์ที่น่าสนใจ รวมถึงไอเดียในการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักด้วย ) มาดูกันสิว่า กรรมการของเรา จะวิจารณ์ไอเดียเว็บเด็ดของคุณอย่างไรบ้าง!!
ถ้า Workshop ของคุณถูกใจกรรมการ จะได้รับสิทธิ์โควต้า IYWC7 ไปเลย!!

ใครมาร่วมงานนี้ได้บ้าง?
ผู้ที่สนใจสามารถมาร่วมฟังบรรยายและทดลองทำ Workshop ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
ขอสงวนสิทธิ์ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์โควต้าเข้าค่าย จะต้องเป็นผู้ร่วม workshop ที่ยังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย และอายุไม่เกิน 25 ปี โดยผู้ทำ workshop ที่ต้องการลุ้นสิทธิ์โควต้า จะต้องแสดงบัตรนักศึกษาขณะลงทะเบียนเข้างาน


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:53:55 น.  

 
*ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง "Conference on Sustainability for SMEs:Knowledge Management, Corporate Social Responsibility,Support and Development"

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ
ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนา

เรื่อง "Conference on Sustainability for SMEs:
Knowledge Management, Corporate Social Responsibility,
Support and Development"

วันที่ 24 กันยายน 2552 เวลา 08.00 – 17.00 น.
ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ

กลุ่ม: เจ้าของกิจการ ,กรรมการผู้จัดการ, ทายาทธุรกิจ

วันที่: 24/9/2552

เวลา: 8:00-17:00

สถานที่จัด: โรงแรมสยามซิตี้กรุงเทพฯ

ที่อยู่ของสถานที่จัด: 477 ถ.ศรีอยุธยา พญาไท กรุงเทพฯ

เบอร์โทรของสถานที่จัด: 02-247-0123

ห้อง-ชั้น: ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2

จำนวนคนสูงสุด: ไม่ระบุจำนวน

ค่าใช้จ่ายต่อคน: ไม่มีค่าใช้จ่าย

เอกสารประกอบ: รายละเอียดกำหนดการและใบสมัคร

ผู้จัดสัมมนา: สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

วิธีเข้าร่วมการสัมมนาหรือการอบรม: Please return completed form to the Asian Society for Environmental Protection (ASEP) by fax 02 564 7944 or e-mail at asep@asepinfo.org




*เชิญเข้าร่วมประชุมวิชาการประจำปีสตรีศึกษา ครั้งที่ 9 และ ประชุมวิชาการเยาวชนและครอบครัวศึกษา ครั้งที่ 2

โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชิญเข้าร่วมประชุมวิชาการประจำปีสตรีศึกษา ครั้งที่ 9 และ ประชุมวิชาการเยาวชนและครอบครัวศึกษา ครั้งที่ 2
"สตรีและเยาวชนศึกษากับการสร้างบ้านแปงเมือง" (Women and Youth Studies and the Nation Building)
วันที่ 22 - 25 กันยายน 2552 ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 3
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


"โครงการประชุมวิชาการประจำปีสตรีศึกษา ครั้งที่ 9 และประชุมวิชาการเยาวชนและครอบครัวศึกษา ครั้งที่ 2 “ "สตรีและเยาวชนศึกษากับการสร้างบ้านแปงเมือง" (Women and Youth Studies and the Nation Building)


จัดโดย...โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เลขที่ 2 ถ.พระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทร. 0-2163-3150-1 โทรสาร 0-2224-9420 e-mail : wysp@tu.ac.th




*สัมมนาเรื่อง การเจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ

สำนักให้คำปรึกษาธุรกิจระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก
ขอเรียนเชิญเข้าร่วม กิจกรรม Export Clinic

เรื่อง “การเจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ”

วันที่ 14 กันยายน 2552 เวลา 8.30 - 16.30 น.
ณ ห้องรีเจนซี่ ชั้น 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

หลักการและเหตุผล

สำนักให้คำปรึกษาธุรกิจระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก กำหนดจัดกิจกรรม Export Clinic “การเจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ” ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2552 เวลา 8.30 – 16.30 น. ณ ห้องรีเจนซี่ ชั้น 4 อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการค้าในต่างประเทศรวมทั้งได้ซักถามปัญหา และหารือลู่ทางการค้ากับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 56 สำนักงาน ซึ่งได้เดินทางมาปฏิบัติราชการในประเทศไทยในช่วงดังกล่าว

สำนักให้คำปรึกษาธุรกิจระหว่างประเทศ เห็นว่ากิจกรรมนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของท่าน จึงขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด


กลุ่ม: เจ้าของกิจการ ,กรรมการผู้จัดการ, ทายาทธุรกิจ

วันที่: 14/9/2552

เวลา: 8:30-16:30

สถานที่จัด: ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ที่อยู่ของสถานที่จัด: 1691 ถ. พหลโยธิน ลาดยาว เขตจตุจักร กทม. 10900

เบอร์โทรของสถานที่จัด: 66 2541 1111

ห้อง-ชั้น: ณ ห้องรีเจนซี่ ชั้น 4

จำนวนคนสูงสุด: ไม่ระบุจำนวน

ค่าใช้จ่ายต่อคน: ไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้บรรยาย: -

เอกสารประกอบ: รายละเอียดกำหนดการและใบสมัคร

ผู้จัดสัมมนา: สำนักให้คำปรึกษาธุรกิจระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก

วิธีเข้าร่วมการสัมมนาหรือการอบรม: ทั้งนี้โปรดกรอกรายละเอียดตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมให้ครบถ้วนและส่งกลับมาที่โทรสาร หมายเลข 0-2512-0323 หรือ 0-2512-0328 ภายในวันพุธที่ 9 กันยายน2552 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DEPCallCenter 1169


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:55:01 น.  

 
*มหกรรมการตลาดมีดีไซน์ กับ วิสัยทัศน์ผู้นำรุ่นใหม่ (ครั้งที่ 2)

งาน The Show case ครั้งยิ่งใหญ่ของ...รายการวิสัยทัศน์ผู้นำ

ใน...มหกรรมการตลาดมีดีไซน์ กับ วิสัยทัศน์ผู้นำรุ่นใหม่ (ครั้งที่ 2)

เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลง...พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป...ความต้องการสินค้า และงานบริการในปัจจุบันย่อมต้องการ...การมีดีไซน์ที่สมบูรณ์แบบ...ทางเลือกใหม่...ของการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปีนี้

... พบกับ ...

มหกรรมการตลาดมีดีไซน์ กับ วิสัยทัศน์ผู้นำรุ่นใหม่ (ครั้งที่ 2)

ณ ลาน Central Court Zone ชั้น 1ห้างสรรพสินค้า Central World

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 10.00-22.00 น.

ภายใต้คอนเซ็ป : การมีดีไซน์ ... ทางเลือกใหม่ในการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปีนี้

พิธีกรประจำงาน : สลับกันบนเวที

? คุณวีรชัย กาญจนฐิติวรณ์

? คุณพัชรินทร์ กาญจนฐิติวรณ์

? คุณสุรชัย พันธ์เพิ่มพูน

เต็มอิ่มกับกิจกรรมภายในงาน Road Show : มหกรรมการตลาดมีดีไซน์ กับวิสัยทัศน์ผู้นำรุ่นใหม่ (ครั้งที่ 2)

บู๊ธจัดแสดงสินค้าและงานบริการที่มีดีไซน์ เช่น YAMAHA, ร.พ.เจ้าพระยา และไซเบอร์ดิก ฯลฯ

สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ … (ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น)

พัชรินทร์ กาญจนฐิติวรณ์ โทรศัพท์ 084-549-4479




*การสัมมนา ประจำเดือนกันยายน 2552 จำนวน 14 เรื่อง

สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จัดกิจกรรมวิชาการเพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษา 82 พรรษา ในปี 2552
ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบการสถาปนา 75 ปี
ข่าวการสัมมนาประจำเดือนกันยายน 2552
(ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสัมมนา)


สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดจัดกิจกรรมบริการความรู้ทางวิชาการเพื่อเทิดพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษา 82 พรรษา ในปี 2552 และ ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบวันสถาปนา 75 ปี รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนทั่วไป ทุกอาชีพ ไม่จำกัดเพศ วัย และวุฒิการศึกษา โดยกำหนดจัดหัวข้อการสัมมนา ประจำเดือนกันยายน 2552 จำนวน 14 เรื่อง ดังนี้

เรื่อง “30 ปี กศน.ไทย ให้ความรู้ ให้โอกาส สร้างอนาคต ”
(สำนักเสริมศึกษาฯ จัดร่วมกับ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย)
อภิปรายโดย : นายทวีศักดิ์ วิศิษฏางกูร, ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ และ นายสดใส โรจนวิชัย (รุ่งโพธิ์ทอง)
โดยมี อาจารย์วิษณุ เอมประณีตร์ ผู้ดำเนินการอภิปราย
วันอังคารที่ 1 กันยายน 2552 เวลา 13.00 – 16.00 น.
ณ ห้องประชุมประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มธ.


เรื่อง “โครงการต้นกล้าอาชีพ” รุ่นที่ 3
(สำนักเสริมศึกษาฯ จัดร่วมกับ สถาบันวิชาชีพสปา กรุงเทพฯ)
วันพฤหัสบดีที่ 3 – พุธที่ 30 กันยายน 2552 เวลา 9.00 – 16.00 น.
ณ อาคารยิมเนเซียม 6 ศูนย์กีฬา มธ. ศูนย์รังสิต


โครงการฝึกอาชีพ เรื่อง “กุ๋ยช่ายตลาดพลู”
บรรยายโดย : อาจารย์ศุภชัย ชุติอังก์นุรักษ์
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 เวลา 9.00 - 14.00 น.
ณ บริเวณคอมมอนรูม คณะศิลปศาสตร์ ชั้นล่าง มธ. ท่าพระจันทร์
(รับจำนวน 40 คน เริ่มรับจองตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. – 3 ก.ย. 52)


เรื่อง “ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก”
บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2552 เวลา 13.00 – 16.00 น.
ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ถ.ศรีอยุธยา กทม.
(สำนักเสริมศึกษาฯ จัดร่วมกับ มูลนิธิเพื่อ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ)


เรื่อง “ธรรมคลินิก”
บรรยายโดย : พระอาจารย์อารยะวังโส
วันพุธที่ 9 – พฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2552 เวลา 9.00 – 15.00 น.
ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ถ.ศรีอยุธยา กทม.
(สำนักเสริมศึกษาฯ จัดร่วมกับ มูลนิธิเพื่อ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ)


เรื่อง “วัยรุ่นกับสุขภาพทางเพศ ”
บรรยายโดย : คณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2552 เวลา 9.00 – 11.00 น.
ณ โรงเรียนท่าโขลง 1 จังหวัดปทุมธานี
(สำนักเสริมศึกษาฯ ร่วมกับ เทศบาลเมืองท่าโขลง จังหวัดปทุมธานี)


เรื่อง “เพศศึกษาในวัยรุ่น ”
บรรยายโดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีย์กมล รัชนกุล คณะพยาบาลศาสตร์ มธ. ศูนย์รังสิต
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2552 เวลา 9.00 – 11.00 น.
ณ โรงเรียนท่าโขลง 1 จังหวัดปทุมธานี
(สำนักเสริมศึกษาฯ ร่วมกับ เทศบาลเมืองท่าโขลง จังหวัดปทุมธานี)


เรื่อง “การออกกำลังกายในผู้สูงวัย”
บรรยายโดย : รองศาสตราจารย์ นายแพทย์กัมมาล กุมาร ปาวา
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2552 เวลา 9.00 – 12.00 น.
ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตพระนคร ชั้น 5 ถ.สามเสน กทม.
(สำนักเสริมศึกษาฯ จัดร่วมกับ มูลนิธิหมอชาวบ้าน)


เรื่อง “งานประดิษฐ์ริบบิ้นเพื่อใช้ในพิธีต่าง ๆ ”
บรรยายโดย : อาจารย์โสภา บุญเพ็ชร
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2552 เวลา 9.00 – 12.00 น.
ณ ห้องประชุมประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มธ.
(สำนักเสริมศึกษาฯ จัดร่วมกับ สมาคมเสริมศึกษาสัมพันธ์ธรรมศาสตร์)


โครงการฝึกอาชีพ เรื่อง “ซาลาเปาทอดลอยน้ำ”
บรรยายโดย : อาจารย์ศุภชัย ชุติอังก์นุรักษ์ (ศูนย์ฝึกอาชีพ มติชน)
วันพุธที่ 23 กันยายน 2552 เวลา 9.00 – 12.00 น.
ณ ใต้ตึกโดมบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต


เรื่อง “ไหล่ติดแก้ไขได้ด้วยตนเองอย่างไร”
บรรยายโดย : อาจารย์ชวนพิศ บุญเกิด
วันพุธที่ 23 กันยายน 2552 เวลา 13.30 – 16.30 น.
ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ถ.ศรีอยุธยา กทม.
(สำนักเสริมศึกษาฯ จัดร่วมกับ มูลนิธิเพื่อ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ)


เรื่อง “ศาสนาในมิติความเป็นธรรมในสังคม”
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 13.00 – 16.00 น.
ณ ห้องประชุมประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มธ.
(สำนักเสริมศึกษาฯ จัดร่วมกับ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป)


เรื่อง “ความรู้ด้านสุขภาพ”
บรรยายโดย : คณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์
วันอังคารที่ 29 กันยายน 2552 เวลา 10.00 – 12.00 น.
ณ ห้องบรรยาย C5 ชั้น 5 ห้อง 513 อาคารวิทยาลัยนวัตกรรม มธ. ท่าพระจันทร์


เรื่อง “ความรู้ด้านสุขภาพ”
บรรยายโดย : คณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์
วันอังคารที่ 29 กันยายน 2552 เวลา 13.00 – 15.00 น.
ณ ห้องบรรยาย C5 ชั้น 5 ห้อง 513 อาคารวิทยาลัยนวัตกรรม มธ. ท่าพระจันทร์
ผู้สนใจขอรับแผ่นข่าวการสัมมนา และขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 5 ถนนพระจันทร์ กรุงเทพฯ
โทร. 02-6133820-5, 02-2264396
http://www.icess.tu.ac.th


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:55:59 น.  

 
*สัมมนาเรื่อง "จับตามอง บรรจุภัณฑ์ อาหารยุคใหม่"

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย จัดสัมมนาเรื่อง "จับตามอง บรรจุภัณฑ์ อาหารยุคใหม่" เพื่อเพิ่มพูนความรู้ในด้านเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงนวัตกรรมทางด้านบรรจุภัณฑ์และแนวโน้มสำหรับการพัฒนาบรรุภัณฑ์อาหารในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 9 กันยายน 2552 เวลา 8.30-16.30 น. ณ ห้องวีนัส โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว.

โทร 0 2579 1121-30 โทรสาร 0 2579 7573 E-mail : tpc-tistr@tistr.or.th




*มหกรรม Healthy Avenue ถนนรวมพล คนรักสุขภาพ

โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ร่วมกับ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ขอเชิญผู้ห่วงใยในสุขภาพเข้าร่วมมหกรรม Healthy Avenue ถนนรวมพล คนรักสุขภาพ วันอังคารที่ 15 กันยายน 2552 เวลา 7.00 น. – 16.00 น. ณ หอประชุมชั้น 10 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

กิจกรรมภายในงาน: บริการตรวจวัดความดันโลหิต
บริการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด (ควรอดอาหารล่วงหน้า 8 ชม.)
บริการตรวจวัดสุขภาพดวงตาแบบครบวงจร
บริการตรวจวัดมวลกระดูก
บริการประเมินความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์
บริการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี
บริการประเมินความเสี่ยงของโรคธาลัสซีเมีย
บริการประเมินความเสี่ยงเพื่อรับการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
ดังนี้ บรรยาย "ดูแลใส่ใจ ห่างไกลความดันโลหิตสูง"
บรรยาย "โรคกระดูกพรุน"
บรรยาย" ไวรัสตับอักเสบบี"
บรรยาย" โรคตับ"
บรรยาย" โรคความจำเสื่อม"
เสวนา "สรุปผลการตรวจสุขภาพและวิเคราะห์ปัญหาทางสุขภาพ"
พร้อมบริการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และกิจกรรมสันทนาการ เกมส์
และผู้ร่วมงานมีสิทธิ์รับของที่ระลึก ตลับยาดิจิตอล เพื่อการรับประทานยาที่ตรงเวลาและสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
สำรองที่นั่งเพื่อเข้ารับการตรวจทั้งหมด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ที่ฝ่ายประสานงาน
*หมายเหตุ * สงวนสิทธิ์สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้น และ รับจำนวนจำกัด
คุณทิพพวรรณ 08-1426-8296
คุณโสภิดา 08-5329-8305




*กมธ.วุฒิสภา ร่วมกับ 3 หน่วยงาน จัดเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เผย การเสวนาทางวิชาการเรื่อง "ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค : การสานต่อเพื่อความสำเร็จ" หวัง กระตุ้นให้เกิดการผลักดันพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 18 ก.ย. นี้

นายสมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึงการจัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง "ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค : การสานต่อเพื่อความสำเร็จ" ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 กันยายน 2552 ว่า การสัมมนาดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรรมาธิการกับแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ) โดยจะป็นเวทีในการระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ในการหามาตรการหรือแนวทางในการผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม และเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน ประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นการรณรงค์ให้รัฐบาล สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานของรัฐ เห็นถึงความสำคัญและเร่งรัดให้เกิดองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคโดยเร็ว

ทั้งนี้ การจัดเสวนาดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 โดยมี ศ.พิเศษ ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เปิดการสัมมนา




*อบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร "พัฒนาองค์ความรู้และจัดทำธุรกิจเชิงรุกด้วยระบบพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ (3-e Marketing)"

จัดโดย: สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


ประโยชน์ที่จะได้รับในการอบรม
เข้าใจแนวทางการใช้ Internet เพื่อเป็นเครื่องมือการตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจ
สามารถออกแบบและเขียนเว็บไซต์ได้เอง โดยไม่ต้องมีความรู้ด้าน Technical สามารถควบคุมการทำตลาดออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง สามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยน และเพิ่มเติมเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า และบริการของตนเองไปทั่วโลก


วันที่อบรม สัมมนา:
รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 14 – 15 กันยายน 2552
รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 27 – 28 กันยายน 2552

ค่าลงทะเบียน/โปรโมชั่น:
อบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

คุณสมบัติผู้เข้าอบรม สัมมนา:
นิติบุคคลสตรี หรือสตรีที่มีสินค้า/บริการ พร้อมทำการค้า
ต้องเป็นสมาชิก สสว.
ต้องมี Domain Name และ Hosting
มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น
มีใจพร้อมเรียนรู้และกระตือรือร้นในการทำธุรกิจแนวใหม่ ที่ใช้ Internet เป็นเครื่องมือ
ควรจะมีคอมพิวเตอร์ หรือ Notebook ส่วนตัวสำหรับทำพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการทบทวนเนื้อหา
จำนวนที่รับ:
รับจำนวนจำกัด 2 รุ่น ๆ ละ 60 คน ขอสงวนสิทธิ์ 1 รายต่อ 1 บริษัท เท่านั้น
สถานที่จัดอบรม สัมมนา:
ณ ห้องอบรม 101 อาคารสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ลงทะเบียน/สำรองที่นั่งได้ที่:
รับสมัครทางอีเมล์เท่านั้น

หมายเหตุ:
ผู้ประกอบการต้องส่ง รูปภาพสินค้า ตอบแบบสอบถาม ใบสมัครมาที่ 2 e-mails เท่านั้น คือ prawit_raya@hotmail.com และ bizmatch@sme.go.th ภายในวันที่ 8 กันยายน 2552

การจัดลำดับผู้เข้ารับการอบรมจะถือตามวันที่ที่ได้รับอีเมล์เป็นสำคัญ สสว. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเป็นผู้จัดกลุ่มอบรมให้ ผู้สมัครไม่สามารถเลือกกลุ่มได้

ประกาศรายชื่อในwebsite ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรมทั้ง 2 รุ่นได้ทางเว็บไซต์ของ สสว. http://www.sme.go.th วันที่ 11 กันยายน 2552

สิ่งที่ต้องเตรียม
สำเนาบัตรประชาชน
ข้อมูลสินค้า
รูปภาพสินค้า 10 ภาพ
ข้อมูลของสถานประกอบการ / สถานที่ติดต่อ / โทรศัพท์ / e-mail
Domain name (ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องมี Domain name ก่อนเข้าอบรม) ในการเลือก สมัครพื้นที่เว็บไซด์ นั้นควรทำการตรวจสอบว่า web hosting เหล่านั้น ซัพพอร์ท Joomla หรือไม่ ซึ่งในที่นี้ แนะนำ 2 web คือ
- เว็บที่หนึ่ง http://www.domainxhosting.com/ มีค่าใช้จ่าย 400 – 500 บาทต่อปี
- เว็บที่สอง http://www.pr.in.th/ เว็บนี้สามารถสมัครได้ฟรี แต่ต้องมี e-mail ของ gmail
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
ดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://cms.sme.go.th/cms/c/document_library/get_file?repository_id=18&file_path=%2F2552%2FAug%2FActivity&file_name=content+for+recruitment+on+website.pdf


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:57:02 น.  

 
*งานกิจกรรม “ช็อปแอนด์แชร์” แบ่งกันใช้ แบ่งกันคิด แบ่งกันฟัง

กำหนดการจัดกิจกรรม
จัดในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน

13.00 น. เริ่มงานกิจกรรม “ช็อปแอนด์แชร์” แบ่งกันใช้ แบ่งกันคิด แบ่งกันฟัง
พบกับ การออกร้าน
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

14.00 น. กิจกรรมประกายไฟเสวนา ตอน “ขบวนการนักศึกษา : ประชาธิปไตย คุณคือใคร ก่อนรัฐประหารซ้ำ”
ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา

17.00 น. กิจกรรมแสดงดนตรี
วงสลึง มหิดล
วงพรานล่าเนื้อ ศิลปากร
วงลู่ลม พระนครเหนือ
วงสมุนไพร พระนครเหนือ
วงข้าวเหนียวปั้น รามคำแหง
ณ เวทีอัฒจรรย์

แนวทางในอนาคต
คาดว่าจะจัดเดือนละ 1 ครั้ง ทุกวันเสาร์แรกของเดือน




*รัฐสภา จัดประกวดเพลงพื้นบ้านฯ รอบชิงชนะเลิศ วันอังคารที่ 15 กันยายน นี้

รัฐสภา จัดประกวดคนตรีและการละเล่นพื้นบ้าน 4 ภาค รอบชิงชนะเลิศ พื้นบ้านสานไทย สานใจเยาวชน วันอังคารที่ 15 กันยายน 2552 โดยมีผู้เข้าชิงชนะเลิศ 12 คณะ จากทั่วประเทศ หวังให้เกิดการส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมโดยประชาชนทั่วทุกภูมิภาคได้มีส่วนอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม

รัฐสภา โดยคณะกรรมการจัดการประกวดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย จัดประกวดดนตรีและการละเล่นพื้นบ้าน 4 ภาค เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม พื้นบ้านสานไทยสานใจเยาวชน รอบชิงชนะเลิศ ในวันอังคารที่ 15 กันยายน 2552 ณ ห้องประชุมใหญ่กรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์ กรุงเทพฯ เพื่อชิงรางวัลโล่เกียรติยศของประธานรัฐสภา พร้อมเกียรติบัตรและเงินรางวัล จำนวน 100,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ โดยกิจกรรมดังกล่าวรัฐสภาจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อทำการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางการเมือง การปกครอง ผ่านศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน พร้อมกับต้องการให้ประชาชนทุกภูมิภาคได้มีส่วนร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศิลปวัฒนธรรมอันดีของชาติ

ทั้งนี้ ผู้ผ่านเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ แบ่งเป็น 4 ภาค ภาคละ 3 ผลงาน ประกอบด้วย ภาคเหนือ : แข่งขันวงปี่จุม ผู้ผ่านเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ได้แก่ คณะลูกบัวตอง คณะลูกจาวล้านนา คณะมนต์เสน่ห์ล้านนา ภาคใต้ : แข่งขัน ดิเกร์ฮูลู ผู้ผ่านเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ได้แก่ คณะ ร.ร. อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย คณะวิทยาลัยประมงปัตตานี คณะชลธาราสิงเห ภาคกลาง : แข่งขันเพลงฉ่อย ผู้ผ่านเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ได้แก่ คณะเพลงฉ่อยสายเลือดสุพรรณฯ คณะชมรมรักษ์ลำนำเมืองอู่ข้าว คณะวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : แข่งขันหมอลำกลอน ผู้ผ่านเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ได้แก่ คณะวัฒนธรรมอีสาน คณะต้นน้ำชี คณะสว่างแดนดินศิลป์อีสาน




*สนง.เลขาธิการ สผ. จัดงานวันแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (LO) 7-11 กันยายนนี้

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เตรียมจัดโครงการวันแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (LO) ปี 2552 7-11 ก.ย. นี้ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพิ่มพูนทักษะ องค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานให้กับบุคลากรของสำนักงาน

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เตรียมจัดโครงการสัมมนาเชิงวิชาการ “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร” ปี 2552 ขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2552 ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา 1 โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้การจัดโครงการดังกล่าวก็เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพิ่มพูนทักษะ องค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานให้กับบุคลากรของสำนักงาน โดยในวันอังคารที่ 8 ก.ย. 52 จะมีการบรรยายและการเสวนา เรื่อง “เทคนิคในการจัดทำเจตนารมณ์การร่างกฎหมาย” โดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ วันพุธที่ 9 ก.ย. 52

เรื่อง “เทคนิคในการจัดการประชุมรัฐสภาระหว่างประเทศ” โดย นายสมพล วณิคพันธุ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนางสาวสุภาสินี ขมะสุนทร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ และวันที่ 10 ก.ย. 52 เรื่อง “เทคนิคในการจัดการพัฒนาศักยภาพบุคลากรตามหลักสมรรถนะ (Competency)” โดยนายนุกูล สัญฐิติเสรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบุคลากร และผู้ทรงคุณวุฒิจากบริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำสมรรถนะ (Competency) ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ณ ห้องสารนิเทศ ชั้น 1 อาคารรัฐสภา 1 ในช่วงเวลา 09.00 – 10.30 นาฬิกา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเผยแพร่องค์ความรู้ด้วยวิธีการจัดนิทรรศการของแต่ละสำนัก / กลุ่ม / กลุ่มงาน ผ่านการจัดนิทรรศการ การบรรยาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อแบ่งปันความรู้อีกด้วย





*การปาฐกถาพิเศษ "เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?"

ด้วย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ School for Wellbeing Studies and Research โครงการความเคลื่อนไหวเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติฯ เครือข่ายตลาดสีเขียว และสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ได้กำหนดให้มีการปาฐกถาพิเศษ "เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?" ในวันอังคารที่ 8 กันยายน 2552 เวลา 10.00 -14.00 น. ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




*เสวนา “แรงงานเรียกร้อง อภิสิทธิ์ทดลองด้วยอาวุธสงคราม LRAD”

12.00 – 16.00 น. 4 กันยายน 2552

@ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ชั้น 2 ตึกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ

สืบเนื่องจากวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงาน อิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ในเครือ ซึ่งเป็นคนงานบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์(ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิล์ลเวลล์การ์เม้นท์ พร้อมด้วยองค์กรเพื่อนมิตรอย่างสภาองค์การลูกจ้างศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย สมานฉันท์แรงงานไทย กลุ่มประกายไฟ ฯลฯ ประมาณ 800 คน ได้เดินขบวนจากบริเวณหน้าบ้านพิษณุโลกมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหลังจากที่ได้มีการยื่นเรื่องต่อนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปแล้วหลายวัน และยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือตอบรับใดๆ

โดยผู้ชุมนุมได้ปักหลักรอคำชี้แจงจากนายกที่หน้าทำเนียบจนกระทั้งถึงเวลา 12.00 น. ก็ยังไม่มีนายกหรือตัวแทนมาชี้แจ้ง ผู้ชุมนุมจึงได้เคลื่อนขบวนไปหน้ารัฐสภา ซึ่งก็ไม่มีการตอบรับจนกระทั่งเวลา 15.00 น.ประธานวิปฝ่ายค้านจึงรับอาสาพาไปยื่นหนังสือฟร้อมกับพูดคุยปัญหา โดยระหว่างประสานงานดังกล่าว พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ก็ได้นำเครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device)โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหรือบอกถึงอนุภาคของเครื่องแต่อย่างใด ทั้งๆที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้โดยทหารสหรัฐในสงครามอิรัก มาเปิดช่วงที่คนงานหญิงได้ชุมนุมกันอย่างสันติ ถือเป็นการกระทำที่ประสงค์จะให้มีการสลายการชุมนุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง เนื่องจากได้สร้างความเจ็บปวดในระบบหูให้กับคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนงานที่มีอายุมาก เครื่องดังกล่าวองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศได้ให้ความเห็นว่า เครื่องขยายเสียงนี้สามารถทำลายระบบหู จนทำให้ไม่ได้ยินไปตลอดชีวิตได้ หากมีการเปิดในระยะใกล้กับผู้ชุมนุม ซึ่งในกรณีนี้มีการเปิดใกล้กับผู้ชุมนุมมาก (ห่างจากผู้ชุมนุมในระยะ 1-2 เมตรเท่านั้น) ส่งผลให้ผู้ชุมนุมเกิดอาการหูชั้นกลางอักเสบ ตาพร่ามัว เวียนศรีษะ หัวใจเต้นผิดปกติ โดยอาการหูชั้นกลางอักเสบยังเรื้อรังอยู่หลายคนในขณะนี้

นอกจากการละเมิดที่เห็นแรงงานที่มาเรียกร้องเป็นเพียงหนูทดลองอาวุธดังกล่าว และตามข่าวก็จะนำไปใช้กับคนเสื้อแดงอีกที่นั้น รัฐบาลยังได้ละเมิดสิทธิความเป็นพลเมืองด้วยการออกหมายจับ นายสุนทร บุญยอด น.ส.บุญรอด สายวงศ์ (เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) และ น.ส.จิตรา คชเดช (ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์)ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215 และมาตรา 216 ที่มีโทษหนักถึงจำคุกเป็นระยะเวลา 5 ปี การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการแสดงให้ถึงความเป็นเผด็จการของรัฐบาล ทั้งๆที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ค.ศ.1948 ก็ให้สิทธิในเสรีภาพแห่งการชุมนุม แม้กระทั้งกฏหมายรัฐธรรมนูญไทยในฉบับปัจจุบัน ก็ให้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ในมาตราที่ 63

ด้วยเหตุนี้หากการละเมิดสิทธิเหล่านี้ถูกละเลยไปก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานในการจัดการกับขบวนการแรงงาน ขบวนการต่างๆของประชาชนต่อไป ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมาการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันของขบวนการแรงงานและภาคประชาชนเพื่อมิให้การละเมิดสิทธินี้ถูกละเลยไป พร้อมทั้งหาแนวทางในการระงับบรรทัดฐานเผด็จการที่รัฐพยายามสร้างนี้ร่วมกัน จึงนำมาซึ่งกิจกรรมการเสวนา ภายใต้ชื่อ “แรงงานเรียกร้อง อภิสิทธิ์ทดลองด้วยอาวุธสงคราม LRAD”


วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้เกิดการทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาวุธที่ชื่อว่าเครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device)
2. เพื่อนำเสนอปัญหาการละเมิดสิทธิพลเมือง จากกรณีการออกหมายจับและการทดลองใช้เครื่องขยายเสียงระดับไกลที่เกิดขึ้น
3.เพื่อได้แนวทางในการระงับบรรทัดฐานที่เป็นเผด็จการจากการละเมิดสิทธิพลเมืองที่รัฐกระทำ
การดำเนินกิจกรรม
12.00 – 12.30 น. ลงทะเบียน พูดคุยกันตามอัธยาศรัย
12.30 – 13.00 น. ฉายภาพยนต์เหตุการณ์จริงในวันที่ 27 สิงหา ทั้งหน้าทำเนียบและรัฐสภา พร้อมการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดย

คุณ ธัญยธรณ์ คีรีถาวรณ์พัฒน์ รองประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

13.00 – 16.00 น. เสวนา “แรงงานเรียกร้อง อภิสิทธิ์ทดลองด้วยอาวุธสงคราม LRAD”
นำเสวนาโดย
ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์
ดร.ปริญญา เทวานฤมิตกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตัวแทนจากสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ (ส.พ.ท.)

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ * นักวิชาการอิสระทางด้านรัฐศาสตร์

ดำเนินราการโดย

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

16.00 น. แถลงข่าว ** กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง กรณีการทดลงใช้เครื่อง LRAD และออกหมายจับคนงาน โดย สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ (ส.พ.ท.) และสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ

พร้อมด้วยการอ่านแถลงการณ์ขององค์กร และบุคคลที่ร่วมลงนามในแลงการณ์ “ประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

หมายเหตุ
*อยู่ในระหว่างดำเนินการติดต่อ
** เรียนเชิญนักข่าวร่วมทำข่าวการแถลงข่าวของ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ (ส.พ.ท.) และสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ในเวลา 15.00 น.


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:57:46 น.  

 
*เสวนาทางวิชาการเรื่อง "ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค : การสานต่อเพื่อความสำเร็จ"

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2552
เวลา 09.00-16.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการ สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภาร่วมกับ แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ(คคส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค(มพบ.) จัดการเสวนาทางวิชาการเรื่อง "ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค : การสานต่อเพื่อความสำเร็จ" ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2




*เสวนา - เจตนารมณ์และกลไกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67

วง เสวนา เรื่อง "เจตนารมณ์และกลไกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67"
วันที่ 10 กันยายน 2552 เวลา 9.30-15.30 น.
ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"เมื่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ถูกละเมิด
เมื่อสัญญาประชาคมไม่ได้รับการเคารพจากรัฐบาล
ประชาชนจึงต้องรวมตัวกัน"

สืบเนื่องจากที่ประชาชนและชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ ทั้งของรัฐและของเอกชน ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ได้บัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิดังกล่าวไว้ ซึ่งถือเป็นสัญญาประชาคมที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม แต่ประชาชนและชุมชนกลับถูกละเมิดสิทธิดังกล่าวจากแนวนโยบายและการปฏิบัติของ หน่วยงานรัฐเรื่อยมานับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อ 24 สิงหาคม 2550 การเผชิญหน้าระหว่างผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่คาดหมายได้ ในสถานการณ์ที่สัญญาประชาคมถูกละเมิดและอาจนำไปสู่ความรุนแรง จึงเป็นที่มาของการจัดเสวนาวิชาการเรื่อง "เจตนารมณ์และกลไกตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67" ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2552 ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 9.30 - 15.30 น.

เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อคิดเห็นของนักวิชาการและชุมชน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อชุมชนอย่างรุนแรง ถึงสภาพปัญหาและภาพความเป็นจริงของประชาชนและชุมชนเกี่ยวกับการบังคับใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 และมีข้อเสนอแนะในการพัฒนากลไกการดำเนินงานให้เกิดการบังคับใช้เพื่อคุ้ม ครองประชาชนและชุมชนตามเจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 67 อย่างแท้จริง

เนื่องจากประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่มีผลต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและชุมชน รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงขอเรียนเชิญนักข่าวทุกท่านเข้าร่วมรับฟังการเสวนา และนำเสนอข่าวสู่สาธารณชนต่อไป

ตัวแทนชุมชนที่เข้าร่วม

กรณีเหมืองทองคำจังหวัดพิจิตร จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิษณุโลก
กรณีเหมืองใต้ดินโปแตซ จังหวัดอุดรธานี
กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง กรณีโรงถลุงเหล็กอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด
กลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก-กุยบุรี
กรณีโรงไฟฟ้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
กรณีโรงไฟฟ้า จังหวัดสระบุรี
องค์กรร่วมจัด

โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
โครงการติดตามการเมืองภาคประชาชน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต (AEPS)
มูลนิธิบูรณะนิเวศ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กปอพช.)
มูลนิธินโยบายสุขภาวะ
เครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย
เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
นางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย 086-8418186
นางสาวรัตนา ปานกลิ่น 089-449 7458




*บรรยายเรื่อง Vernadoc, back to basic คืนงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสู่พื้นฐาน

“บรรยายสาธารณะ” โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
Lek-Prapai Viriyapant Foundation public lecture series
นำเสนอการบรรยายกึ่งเคร่งเครียดกึ่งผ่อนคลาย สบายๆ แบบมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
ค้นหาความหมาย ข้อมูล เรื่องราวบอกเล่าที่สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของสังคม
เหมาะสำหรับผู้ต้องการขบคิดและถกเถียงอย่างสร้างสรรค์และไม่ชอบด่วนสรุปเพื่อหาข้อยุติ
ทุกวันพุธ กลางๆ เดือน หลังอาหารเที่ยง
เชิญมาร่วมฟังบรรยาย ฟรี
สำรองที่นั่งได้ที่ E-mail : lek_prapai@yahoo.com ติดต่อสอบถาม 0-2280-3340 (รับจำนวนจำกัด)
ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารพัฒนาธุรกิจโบรกเกอร์ เชิงสะพานวันชาติ ใกล้ห้องอาหารดรรชนี แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

เรื่อง Vernadoc, back to basic คืนงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสู่พื้นฐาน

โดย สุดจิต เศวตจินดา สนั่นไหว
วันพุธที่ 16 กันยายน 2552 เวลา 13.00-16.00 น.

ผศ.สุดจิต เป็นอาจารย์ในหลักสูตรอนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและชุมชน มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำโครงการ VERNADOC ซึ่งเป็นคำย่อมาจาก VERNACULAR DOCUMENTATION CAMP ร่วมกับ MARKKU MATTILA สถาปนิกชาวฟินแลนด์และอาจารย์จาก HELSINKI UNIVERSITY OF TECHNOLOGY (HUT) ผู้เผยแพร่แนวทางการศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น โดยเน้นการเก็บข้อมูลจริงในพื้นที่ด้วยเทคนิคพื้นฐาน แต่ได้คุณภาพของผลงานในระดับสูง โดยคาดหวังว่าผลการสำรวจรังวัดจะเป็นแรงบันดาลใจให้เจ้าของอาคาร หรือคนในชุมชนเห็นคุณค่า เช่นเดียวกับที่บุคคลจากภายนอกเห็น และร่วมใจกันอนุรักษ์อาคารเหล่านั้นให้คงอยู่ต่อไป และเทคนิคพื้นฐานที่ว่าก็คือการใช้เพียงมือ ไม้บรรทัด กระดาษ และปากกาเขียนแบบเท่านั้น แต่ได้ผลงานที่สามารถสะท้อนถึงคุณค่าของอาคารนั้น และเป็นที่เข้าใจได้ง่ายสำหรับชาวบ้านทั่วไป เรียนรู้และชื่นชมผลงานจากโครงการ VERNADOC ที่ผ่านมา แล้วจะพบว่าการคืนกลับไปสู่พื้นฐานอาจเป็นคำตอบสำหรับการเรียนรู้ในภายหน้า




*เชิญร่วมงานมหกรรมโอเพนซอร์สครั้งที่ 9

ในวันที่ 23-25 กันยายน 2552 ณ อาคาร Convention Center สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยภายในงานท่านจะได้พบกับ งานสัมนาโอเพนซอร์สที่ห้อง Grand Hall มีหัวข้อสัมนาที่หลากหลาย ทั้งประสบการณ์การใช้งานโอเพนซอร์สของแต่ละหน่วยงาน การประยุกต์ใช้งานโอเพนซอร์ส การต่อยอดการพัฒนาจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึงสถานะการพัฒนาโอเพนซอร์สของคนไทย จากชุมชนและ contributor ตัวจริงเสียงจริง!! เวิร์คช็อปสไตล์โอเพนซอร์ส สำหรับผู้ที่ต้องการทราบในเชิงลึกในหลากหลายด้าน บรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เจาะประเด็นย่อยตามความสนใจของแต่ละท่าน และงานแสดงนิทรรศการ จากผู้ประกอบการโอเพนซอร์สในประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ossfestival.in.th

* สำหรับท่านที่มีความรักความสนใจในโอเพนซอร์ส ขอความร่วมมือในการทำแบบสอบถาม ข้อมูลการใช้งานโอเพนซอร์ส เพื่อจัดทำข้อมูลของประเทศต่อไปครับ กรอกข้อมูลได้ที่ http://wwwtle.org/osssurvey




*ปาฐกถาพิเศษ "เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?"

โดย เฮเลนา นอร์เบิร์ก – ฮอดจ์

Activity Date:
Tue, 2009-09-08 10:00
วันอังคารที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๒
เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๔.๐๐ น.
ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ร่วมกับ
School for Wellbeing Studies and Research
โครงการความเคลื่อนไหวเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติฯ
เครือข่ายตลาดสีเขียว
สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา
เชิญร่วมฟังปาฐกถาพิเศษ
เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น
ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?
โดย
เฮเลนา นอร์เบิร์ก – ฮอดจ์
กำหนดการ
๑๐.๐๐ – ๑๐.๓๐ น.
ลงทะเบียนพร้อมรับประทานอาหารว่าง
๑๐.๓๐ – ๑๐.๓๕ น.
กล่าวต้อนรับ
โดย ผศ. สุรัตน์ โหราชัยกุล รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๑๐.๓๕ – ๑๐.๔๕ น.
แนะนำ เฮเลนา นอร์เบิร์ก – ฮอดจ์
โดย ภิกษุณีธัมมนันทา เจ้าอาวาสวัตรทรงธรรมกัลยาณี
๑๐.๔๕ – ๑๑.๓๐ น.
ปาฐกถา เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?
โดย เฮเลนา นอร์เบิร์ก – ฮอดจ์
๑๑.๓๐ - ๑๒.๓๐ น.
รับประทานอาหารกลางวัน (อาหารออร์แกนิก)
๑๒.๓๐ – ๑๓.๐๐ น.
ถาม – ตอบ เรื่องเศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น
๑๓.๐๐ – ๑๔.๐๐ น.
เสวนา ธุรกิจสีเขียวกับอาหารท้องถิ่น
โดยผู้ผลิต และผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์
พอทิพย์ เพชรโปรี ผู้จัดการร้าน Health Me
พฤฒิ เกิดชูชื่น ผู้จัดการบริษัท แดรี่โฮม จำกัด
พลูเพ็ชร สีเหลืองอ่อน แกนนำกลุ่มเกษตรอินทรีย อำเภอสนามชัยเขต
วัลลภา แวน วิลเลี่ยนส์วาร์ด ดำเนินรายการ
………………………………………………………………
หมายเหตุ : มีล่ามแปล และเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ดาวน์โหลดแบบตอบรับเข้าร่วมงานที่ http://www.suan-spirit.com/home_activity.asp?go=read&group=2&id=77
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นางสาวนุชจรีย์ มณีจักร์
โทรศัพท์ ๐๒-๒๒๒-๕๖๙๘ , ๐๒-๖๒๒-๐๙๕๕
อีเมล publishers@suan-spirit.com
เว็บไซต์ http://www.suan-spirit.com


โดย: jenifaae วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:23:58:57 น.  

 
*กำหนดการสัมมนา“ลู่ทางการค้าสู่ตะวันออกกลาง ปี 2009/10”

ด้วยวิกฤติเศรษฐกิจในตลาดสหรัฐอเมริกาได้ส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้เกิดภาวะชะลอตัว ตลาดเดิมซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของผู้ประกอบการไทย เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ต่างลดการสั่งซื้อ ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องมองหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนมูลค่าการส่งออกที่ลดลง

สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ จึงมีแผนจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในการขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีโอกาสและศักยภาพ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็ง มีสภาพคล่องและกำลังการซื้อสูง

กลุ่มเป้าหมาย

ผู้ประกอบการ / ผู้ผลิต / ผู้ส่งออก จำนวน 60 – 80 คน

ค่าใช้จ่าย

ไม่เสียค่าสมัคร และปิดรับสมัครเมื่อที่นั่งเต็ม


วิธีการสมัครก่อนวันสัมมนา

1. สมัครด้วยตนเอง โดยยื่นใบสมัครที่สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก ถนนรัชดาภิเษก ตรงข้ามศาลอุทธรณ์ ในวันและเวลาราชการ ระหว่างเวลา 09.00 – 16.30 น.

2. สมัครทางไปรษณีย์ โดยนำใบสมัครส่งไปที่ สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก 22/77 ถ.รัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

3. สมัครทางโทรสาร โดยส่งใบสมัครไปที่แฟกซ์หมายเลข 02-5131904 หรือส่ง Email ใบสมัครไปที่ kanokwanc@depthai.go.th

4. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-5131909 ต่อ 366 , 665 และ 358

……………………………………………………………

กำหนดการสัมมนา

“ลู่ทางการค้าสู่ตะวันออกกลาง ปี 2009/10”
วันที่ 22 กันยายน 2552 เวลา 09.30 – 13.00 น.

ณ ห้องประชุมวีไอพี ชั้น 2 กรมส่งเสริมการส่งออก ถ.รัชดาภิเษก

วันอังคารที่ 22 กันยายน 2552

09.00 – 09.30 น. ลงทะเบียน

09.30 – 12.30 น. บรรยายเรื่อง “ช่องทางการขยายตลาด โอกาสของสินค้าไทยไปตลาดตะวันออกกลาง ปี 2009/10”

โดย....นายปิลัณ พานิชศุภผลผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นายศิวลักษณ์ นาคาบดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย

น.ส.มัทนา เอี่ยมสุทธา รองประธานฝ่ายขายและการตลาดต่างประเทศ บริษัทมาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

นายไพบูลย์ การุณยเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริลเลียนท์ เฮิร์บ จำกัด

ดำเนินรายการโดย…. นายอัครวุฒิ ตั้งสิริกุศลวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Vega Intertrade and Exhibition Co., Ltd

หมายเหตุ : 1. เวลา สถานที่ และวิทยากร อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

2. เวลา 11.00 – 11.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง น้ำชา กาแฟ
ฟรี..

ชำระค่าฝากส่งเป็นรายเดือน

ใบอนุญาตที่ 8/2535

ปท.จันทรเกษม

ที่ พณ 0903(3)/ว.1363

สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ

กรมส่งเสริมการส่งออก

22/77 ถนนรัชดาภิเษก-ลาดพร้าว

แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900


ใบสมัครเข้าร่วมสัมมนา

“ลู่ทางการค้าสู่ตะวันออกกลาง ปี 2009/10”
วันที่ 22 กันยายน 2552 เวลา 09.30 – 13.00 น.

ณ ห้องวีไอพี ชั้น 2 กรมส่งเสริมการส่งออก ถ.รัชดาภิเษก

(เขียนตัวบรรจงและกรอกข้อมูลให้ครบทุกช่อง)



1. นาย/นาง/น.ส. ……………………………….……. 2. นาย/นาง/น.ส. …………………………………………

(Mr./Mrs./Miss) ……………………………… …... (Mr./Mrs./Miss) ……………………………………….

ตำแหน่ง …………………………………….……. ตำแหน่ง ……………………………………………..

กลุ่มเป้าหมาย

Position…………………………………………………………………….……………………………………

บริษัท/หจก/ร้าน ………………………………………………………………………………………………..

Company/ Name ………………………………………………………………………………………………..

ที่อยู่ ……………………………………………………………………………………………………………..

………………………………….......…………………รหัสไปรษณีย์…………………….……………………

โทรศัพท์…………………………..………………… โทรสาร ………………………………………………..

E-mail ……………………………………………………………………………………………

2.เป็นสมาชิก Exporters List ของกรมส่งเสริมการส่งออกหรือไม่ ( ) เป็นสมาชิก ( ) ไม่เป็นสมาชิก

สินค้าที่ส่งออก (โปรดกรอกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) ……………………………….…………………...

Products …………………………………………………………………………………………………………

ประเภทธุรกิจ ( ) ผู้ผลิต ( ) ผู้ส่งออก ( ) บริษัทการค้าระหว่างประเทศ ( ) อื่นๆ ……………………………...

ตลาดที่ส่งออก ……………………………………………………………………………………………………

มีความประสงค์สมัครเข้ารับการสัมมนาในครั้งนี้โดย ( ) สมัครด้วยตนเอง ( ) สมัครทางโทรสาร ( ) สมัครทางไปรษณีย์

ลงชื่อ.......................................................

วันที่.........................................................


ขอเชิญสมัครเข้าร่วมสัมมนาลู่ทางการค้าสู่ตะวันออกกลาง ปี 2009/10

วันที่ 22 กันยายน 2552

เวลา 09.30 – 13.00 น.

ณ ห้องวีไอพี ชั้น 2

กรมส่งเสริมการส่งออก ถ. รัชดาภิเษก

เพิ่มพูนปัญญา พัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางการค้า

กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์

22/77 ถนนรัชดาภิเษก จตุจักร กรุงเทพฯ 10900

โทร. 0-2512-0093-104 ต่อ 366 , 665 และ 358

E- Mail: kanokwanc@depthai.go.th Website: http://www.depthai.go.th


โดย: jenifaae วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:0:02:31 น.  

 
*การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “พัฒนาองค์ความรู้และจัดทำธุรกิจเชิงรุกด้วยระบบพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ (3 – e Marketing)”

ศูนย์ประสานและบริการ SMEs 2 ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “พัฒนาองค์ความรู้และจัดทำธุรกิจเชิงรุกด้วยระบบพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ (3 – e Marketing)” ณ ห้องอบรม 101 อาคารสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 2 รุ่น ๆ ละ 60 คน ดังนี้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 14 – 15 กันยายน 2552

รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 27 – 28 กันยายน 2552

ผู้ประกอบการสตรีท่านใดสนใจสมัครเข้ารับการฝึกอบรม กรุณาพิจารณาเกณฑ์เบื้องต้นและเงื่อนไขการเข้ารับการฝึกอบรมและกรุณากรอกใบสมัครส่งทางอีเมล์เท่านั้นไปที่ prawit_raya@hotmail.com และ bizmatch@sme.go.th (หมายเหตุ ต้องส่งทั้ง 2 อีเมล์) ภายในวันอังคารที่ 8 กันยายน 2552 นี้ (รับจำนวนจำกัด)

เกณฑ์เบื้องต้น ในการคัดเลือกผู้สมัครเข้าร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “พัฒนาองค์ความรู้และจัดทำธุรกิจเชิงรุกด้วยระบบพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ (3-e Marketing)”

1. นิติบุคคล หรือสตรีที่มีสินค้า/บริการ พร้อมทำการค้า

2. ต้องเป็นสมาชิก สสว.

3. ต้องมี Domain Name และ Hosting

4. มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น

5. มีใจพร้อมเรียนรู้และกระตือรือร้นในการทำธุรกิจแนวใหม่ ที่ใช้ Internet เป็นเครื่องมือ

6. ควรจะมีคอมพิวเตอร์ หรือ Notebook ส่วนตัวสำหรับทำพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการทบทวนเนื้อหา

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. สำเนาบัตรประชาชน

2. ข้อมูลสินค้า

3. รูปภาพสินค้า 10 ภาพ

4. ข้อมูลของสถานประกอบการ / สถานที่ติดต่อ / โทรศัพท์ / e-mail

5. Domain name (ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องมี Domain name ก่อนเข้าอบรม)

ในการเลือก สมัครพื้นที่เว็บไซด์ นั้นควรทำการตรวจสอบว่า เหล่านั้น ซัพพอร์ท Joomla หรือไม่ ซึ่งในที่นี้ แนะนำ 2 web คือ

- เว็บที่หนึ่ง http://www.domainxhosting.com/ มีค่าใช้จ่าย 400 – 500 บาทต่อปี
- เว็บที่สอง http://www.pr.in.th/ เว็บนี้สามารถสมัครได้ฟรี แต่ต้องมี e-mail ของ gmail

*** Download วีธีการสมัครพื้นที่เว็บไซด์ ***

Download เอกสารในการอบรม

Download กำหนดการอบรม
Download ใบสมัครเข้ารับการอบรม
Download แบบสอบถามการอบรม
Download แผนที่


ประโยชน์ที่จะได้รับในการอบรม

1. เข้าใจแนวทางการใช้ Internet เพื่อเป็นเครื่องมือการตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจ

2. สามารถออกแบบและเขียนเว็บไซต์ได้เอง โดยไม่ต้องมีความรู้ด้าน Technical

3. สามารถควบคุมการทำตลาดออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง

4. สามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยน และเพิ่มเติมเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย

5. เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า และบริการของตนเองไปทั่วโลก

เงื่อนไขการรับสมัคร

1. รับสมัครทางอีเมล์เท่านั้น

2. ขอสงวนสิทธิ์ 1 รายต่อ 1 บริษัท เท่านั้น

3. การจัดลำดับผู้เข้ารับการอบรมจะถือตามวันที่ที่ได้รับอีเมล์เป็นสำคัญ

4. สสว. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเป็นผู้จัดกลุ่มอบรมให้ ผู้สมัครไม่สามารถเลือกกลุ่มได้

5. โปรดตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรมทั้ง 2 รุ่นได้ทางเว็บไซต์ของ สสว. http://www.sme.go.th ภายในวันที่ 11 กันยายน 2552

หมายเหตุ : ผู้ประกอบการต้องส่ง รูปภาพสินค้า ตอบแบบสอบถาม ใบสมัคร มาที่ 2 e-mails เท่านั้น คือ prawit_raya@hotmail.com และ bizmatch@sme.go.th ภายในวันที่ 8 กันยายน 2552 ประกาศรายชื่อในwebsite วันที่ 11 กันยายน 2552

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : คุณประวิทย์ (ด้านweb hosting )
เบอร์โทร. 02-9428831, 02-9428822,9428823 ต่อ 223

ศูนย์ประสานและบริการ SMEs 2 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม : เบอร์โทร. 02-278-8800 ต่อ 477, 487, 467


โดย: jenifaae วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:0:03:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
BlogGang Popular Award#10


 
jenifaae
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Editor
บทความ ความคิดเห็นที่นำลง"สนามหลวงแก็งค์" ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เพียงเราเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในทางข้อมูล ข่าวสาร
หากท่านมีข้อคิดเห็นประการใด โปรดแจ้งให้เราทราบ จักขอบคุณยิ่ง
"สนามหลวงแก็งค์"
kunkorn : Facebook



"Sanamluang's Gang"
"สนามหลวงแก๊งค์"

kunkorn : Facebook

     เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้เกิดการศึกษา การเรียนรู้ เผยแพร่ ส่งเสริม สนับสนุน รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร อนุรักษ์ รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย วิถีชีวิต และปรัชญา คุณค่าจิตวิญญาณที่งดงาม สืบสานต่อยอดกันมานานนับพันๆปี และกำลังถูกทำลายด้วยอิทธิพลจากแนวคิดเชิงวัตถุนิยมแบบตะวันตก

● เพื่อการศึกษาหาความรู้ ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการศึกษา เรียนรู้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และนำมาเผยแพร่แก่มวลมนุษยชาติ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง มิใช่เพียงวิทยาศาสตร์เชิงวัตถุเพียงอย่างเดียว เพราะถือว่าพระพุทธเจ้า ทรงค้นพบความจริงของธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่มนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ยังเป็นเพียงผู้รู้ แค่หางอึ่งที่ยังอยู่ในกะลาครอบ แต่บังอาจด่วนสรุป ขัดแย้งกับ สิ่งที่องค์ศาสดาทรงค้นพบมากว่าสองพันปี จนทำให้บังเกิดความสับสน ลดความน่าเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ

● สนามหลวงแก๊งค์ ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณท่านเจ้าของข่าวสาร ข้อมูล ที่เราได้นำลงในสนามหลวงแก๊งค์ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยจิตคารวะ ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อให้สนามหลวงแก๊งค์ เป็นแหล่งในการเผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์และเพื่อเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชน แต่หากท่านเจ้าของข้อมูล ข่าวสารที่ สนามหลวงแก๊งค์ นำลงไม่มีความประสงค์ให้นำลง ขอได้โปรดแจ้งความประสงค์ เรายินดีที่จะถอดออกต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
www.sanamluang.bloggang.com
kunkorn : Facebook


ดาวหาง
     เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในห้วงมหาจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ลี้ลับไร้ขอบเขต ทุกครั้งที่ดาวหางปรากฏ มันจะส่งสัญญาณแห่งความพินาศ มหันตภัย ธรรมชาติ ความตาย ความเจ็บป่วย สงคราม ความขัดแย้ง การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ การคดโกง การเบียดเบียนของมนุษย์บนพื้นพิภพใบนี้

     มันคือสัญญาณเตือนภัยที่มนุษย์ไม่อาจจะควบคุมได้ ทั้งภัยทางธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากมนุษย์สร้างกันขึ้นมาเองในทุกรอบพันปี

     ไม่ว่ามนุษย์จะคิดว่าตัวเองเก่งกาจสามารถ ฉลาดสักเพียงไหน ก็ไม่อาจหลีกพ้นมหันตภัยเหล่านี้ไปได้
     ดังนั้น จงเชื่อและปฎิบัติตามอย่างไม่ลังเลต่อคำสอนของศาสดาของเราอย่างจริงจังเถิด

     แม้จอมจักรพรรดิ จอมราชันย์ หรือจอมทรราชที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ก็ต้องตายร่างกายเน่าเปื่อยเป็นผุยผง และในที่สุดวิญญาณของเขาก็ต้องชดใช้กรรม ด้วยการถูกไฟนรกเผาผลาญโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งทั้งสิ้น

     จงอย่าอหังการ์ว่าตัวเองเก่ง ฉลาด และยิ่งใหญ่กว่าคำสอนของพระศาสดา ไม่มีมนุษย์ตนใดที่จะพ้นจากกฎแห่งธรรมชาติได้ มนุษย์ที่เก่งกว่าเรา เขาได้ตายร่างกายทับถมปฐพีแห่งนี้นับไม่ถ้วนแล้ว


     ● ขออนุญาตนำภาพวาด "วีระชนบนพานรัฐธรรมนูญ" ของ คุณสถาพร ไชยเศรษฐ ศิลปินอิสระ อดีตแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ซึ่งวาดเนื่องในโอกาส 2 ปี 14 ตุลา มาเป็นส่วนหนึ่งของหัว "สนามหลวงบล็อก"                


บริการดูดวง



"สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จตามอุดมการณ์ของเรา ที่ได้ตั้งเอาไว้ว่า "เราจะใช้วิชาความรู้ในด้านการพยากรณ์เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับการให้การปรึกษาของผู้คนที่กำลังประสบปัญหา ความเดือดเนื้อร้อนใจ หรือการเผชิญกับปัญหานั้นๆได้อย่างไรดี

มนุษย์เกิดแต่กรรม มนุษย์มีกรรมเป็นเหตุ เมื่อเราประสบเคราะห์กรรม ปัญหาอยู่ที่ว่าหากเราทราบเสียก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าการไม่ทราบ อย่างน้อยก็ทำให้เราระมัดระวังตัว อย่างน้อยก็ทำให้เราหลีกเลี่ยงเพื่อทำให้เราเผชิญกับกรรมน้อยลงไป อย่างน้อยก้ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีที่มา มันมีที่ไปของมัน

มีนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์วัตถุจิตนิยม มักโจมตีอยู่เสมอว่า การดูดวง เป็นเรื่องของความงมงาย หมอดูคู่กับหมอเดา หมายถึงว่า เขาไม่เชื่อในเรื่องของวิชาโหราศาสตร์เพราะคิดไปว่ามันเป็นเรื่องเดียรัจฉานวิชาบ้าง เป็นการคาดเดาเอาเองบ้าง คิดว่ามันเป็นวิชาที่ใช้สถิติสุ่มเอาบ้าง ไม่เชื่อว่าวิชาโหราศาสตร์จะสามารถไขปริศนาแห่งรหัสลับของดวงดาว จักรวาล และธรรมชาติรอบตัว

แสดงว่าเขาลืมไปว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกรอบตัวเรา ตั้งแต่เล็กเท่าอะตอม (จุลจักรวาล)จนถึงมหาจักรวาล ล้วนมีความผูกพัน ล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งแยกกันไม่ออก เพียงแต่ว่า กับอะไร เมื่อไร อย่างไร เท่านั้น

กรรมเป็นผลจากการกระทำของเราในอดีตชาติ จะดีหรือจะร้ายก็เพราะเราทำ เป็นสิ่งที่เราจะต้องได้รับผลแห่งการกระทำเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โหรฯเป็นเพียงผู้แปลรหัสของดวงดาวและธรรมชาติรอบตัว เพื่อเผยแผนที่ชีวิตของเรา และสามารถมองเห็นช่องทางที่จะเลี่ยงหลบสิ่งเลวร้าย ให้ลดน้อยถอยลงหรือพบพานแต่สิ่งที่ดีดี

การสะเดาะเคราะห์ หรือพิธีการตัดกรรมที่กำลังกล่าวขานถึงก็คือการขออโหสิกรรม ลดการอาฆาตจองเวรกับเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังจ้องจองเวรด้วยความอาฆาตพยาบาทที่ถูกเรากระทำในอดีตชาติ ไม่ใช่เป็นการตัดทอนผลกรรมที่เราทำให้หมดไปหรือให้ลดลง เพราะกรรมที่เรากระทำไม่สามารถตัดทอนลงไปได้



สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์พยากรณ์เที่ยงตรง แม่นยำเชื่อถือได้ วิเคราะห์พยากรณ์อย่างเป็นระบบ ไม่เลื่อนลอย ยึดมั่นในอุดมการณ์ของครูที่ท่านได้กำชับให้นำเอาวิชาการพยากรณ์มาช่วยเหลือแนะนำ บรรเทาทุกข์ของผู้คนมากกว่าการพยากรณ์เพื่อการค้า

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าประเทศใด? ชาติใด ภาษาใด? สมัยไหน? ชนชั้นวรรณะใด? ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว นักธุรกิจ นักการค้า แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ หรือไม่เว้นแต่นายพล นายพัน รัฐมนตรี หรือระดับผู้นำประเทศ ล้วนแต่เคยดูดวงด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เราจะเชื่ออย่างงมงายหรือจะเชื่อโดยใช้เหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยนำเอาคำพยากรณ์มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต หรือทำธุรกิจ การค้า หรือเพื่อการทำสงครามฯ

"สนามหลวงแก็งค์" ไม่สนับสนุนให้เชื่อเรื่อง "ดวง" อย่างงมงาย แต่เราสนับสนุนให้ใช้คำ "พยากรณ์"อย่างมีวิจารณญาณประกอบการตัดสินใจอย่างมีสติ ใช้ "ปัญญา"อย่างมี "เหตุผล"

หลังจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนต้องมีการเข้าจองคิวดูดวงเป็นจำนวนมาก ณ ขณะนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทยในประเทศที่เข้ามาใช้บริการจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"เท่านั้น

แต่ยังมีคนไทยที่อยู่หลายประเทศทั่วโลกเข้ามาดูดวง ตรวจสอบชื่อ นามสกุลมากมาย ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้ที่เข้ามา"ดูดวง" กับ "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับความพอใจในคำพยากรณ์ที่ถูกต้อง แม่นยำ แนะนำแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมตามหลักโหราศาสตร์ จึงได้มีการบอกเล่า แนะนำชักชวนกันปากต่อปากเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันนี้ มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมwww.sanamluang.bloggang.com มีจำนวนถึง 118 ประเทศ โดยเข้ามาเปิดดูหน้า "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"คิดเป็นร้อยละ 80 ของ pageviews ต่างๆใน www.sanamluang.bloggang.comจัดทำบล็อกครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 มีผู้เข้าชมจำนวนทั้งสิ้น 579,020 ครั้ง จากจำนวน 262,960 visitors (ข้อมูล ณ เวลา 12.00 น.ของวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2553)

ส่วนใหญ่ลูกค้าที่โทรเข้ามาเกือบ 98% เมื่อโทรฯ เข้ามาดูดวงแล้ว จะสามารถนัดวัน เวลาดูดวงได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อาจจะมีอยู่บ้างเพียงไม่กี่รายที่โทรฯเข้ามาเพื่อสอบถามรายละเอียดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

อาจจะเนื่องมาจากไม่คุ้นเคยการทำธุรกิจแบบออนไลน์ โดยมีการโอนเงินก่อน ไม่ไว้ใจ หรือไม่กล้า ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ประมาณ 2%

สำหรับที่เมลฯมาถามและเงียบไป ไม่สามารถทราบจำนวนได้ อาจเนื่องจากเป็นรายที่โทรเข้ามานัดอีกทางหนึ่งก็เป็นได้

สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์ ยังมีอาจารย์ผู้สอนวิชาโหราศาสตร์ ผ่านประสบการณ์ในการดูดวงหลายปีคิดเป็นจำนวนหลายพันดวง

แน่นอน แม่นยำกระชับ ชัดเจน หากไม่ทราบเวลาตกฟากท่านก็ยังสามารถดูได้ รายที่กำลังประสบเคราะห์หามยามร้าย ท่านก็จะช่วยแนะนำและแก้ไขเรื่องเลวร้ายให้กลายเป็นดีด้วยศาสตร์แห่งความลี้ลับของโหราศาสตร์ โดยไม่ต้องเสียเงินสะเดาะเคราะห์ สามารถดูได้ถึงขนาดปัญหาเรื่องคู่ครอง เรื่องเคราะห์ เรื่องหน้าที่การงาน โดยใช้ "วิชาโหราศาสตร์ดวงไทย"อันเป็นสุดยอดของวิชาโหราศาตร์โบราณของไทย

นอกจากนั้น เรายังมี ซินแส ที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูฮวงจุ้ย ทำเลปลูกบ้าน อาคารสำนักงาน ดูฤกษ์ยาม แต่งงาน คลอดบุตร ขึ้นบ้านใหม่ เปิดกิจการต่างๆโดยใช้วิชาโหราศาสตร์จีนโบราณผสานตำราดวงไทย ซึ่งซินแสท่านมีประสบการณ์การดูดวงมาไม่น้อยกว่า 45 ปี ผ่านการดูให้กับนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทย และนักธุรกิจชั้นนำจากฮ่องกงหลายราย

ติดต่อ 081-4834367 หรือ workingmailhome@hotmail.com
--------------------------------------------
● ปรึกษาปัญหากฏหมาย
ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์
--------------------------------------------
● ปัญหาติดต่อราชการ
บริการปรีกษาเรื่อง ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ และการติดต่อราชการต่างๆ ของสำนักงานเขต
--------------------------------------------
● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล,

● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work
--------------------------------------------
สำนักพิมพ์ดาวหาง
www.sanamluang.bloggang.com




รับวาดรูปเหมือน และสอนวาดรูป
โดยอาจารย์ ผู้ชำนาญ

ราคาย่อมเยา

















หลังเกิดเหตการณ์ 14 ตุลา 2516 นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ต่างหลั่งไหลดั่งสายน้ำ ล้นขอบ ออกจากเมือง เข้าสู่ ชนบท เหตุเกิดเมื่อ กลางปี พ.ศ.2516 จนถึง พ.ศ.2519 นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ได้ พบกันโดยบังเอิญ และ ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับชาวบ้าน ณ หมู่บ้าน แม่ตะมาน ตำบลกื๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ ชื่อโครงการว่า "โครงการหมู่บ้านสหกรณ์แม่ตะมาน"
เชิญ พบ และติดตาม กับเรื่องราว และบทสรุป อันควรเป็นจุดเริ่มต้น ต่อไปใน

     เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย ที่ถูกหว่านทั่วท้องทุ่งแห่งประชาไทย มาบัดเดี๋ยวนี้ เมื่อต้องฝน ต้องลม แห่งกาลเวลาพัดผ่าน จาก 2516 , 2519 2535,จน 2540 ถึง 2550บางเมล็ดพันธุ์ก็ยังขาวพิสุทธิ์สดใส บ้างเมล็ดพันธุ์เปลี่ยนสี บ้างก็ดอกสีเหลือง บ้างก็ดอกสีแดง บ้างก็ดอกสีม่วงก้มี สีเขียว สีน้ำเงิน หรือบ้างก็อาจเฉาโรยรา หรือบ้าง ผสมผสานกลายพันธุ์ ก็มีไม่น้อย
มาบัดเดี๋ยวนี้ มันไม่ใช่ จิต วิญญาณ แห่ง 14 ตุลา เดิมเสียแล้ว ไม่ใช่พันธุ์เดียวกัน อย่าได้ เอ่ยอ้างเลย ว่า วิญญาณ 14 ตุลา ยังคง...มันประชาธิปไตย ที่ไม่ บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนอย่างเดิมเสียแล้ว.....
..แต่มันเป็น.ประชาธิปไตย...เพื่อใคร..??


“ทุกวันนี้ เราจะรับรู้ ได้เห็น ได้ยินแต่เรื่องเลวร้าย ในสังคม
เราจึงขอบันทึกสิ่งที่ดีๆ ต่างๆ เหล่านี้ ด้วยจิตคารวะ และขอเป็นกำลังใจให้เกิดสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ต่อไป”>>>



อ่านงานเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์หลากหลายประเทศทั่วโลก ที่นี่ >>>





*จำนวนผู้ชมทั้งสิ้น* สถาปนาบล็อค 21 ก.ค.2550
Friends' blogs
[Add jenifaae's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.