หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
3 กันยายน 2556
 
All Blogs
 
เชิงผาหิมพานต์ : สุชีพ ปุญญานุภาพ

เรื่อง : เชิงผาหิมพานต์
ผู้เขียน : สุชีพ ปุญญานุภาพ
ปีที่พิมพ์ : ปี 2514 (พิมพ์ครั้งที่ 3)
สำนักพิมพ์ : รวมสาส์น



      เมื่อเอ่ยถึงจินตนิยายอิงหลักธรรมทางพุทธศาสนา สำหรับผมแล้ว ชื่อของ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ และ อาจารย์วศิน อินทสระ จะปรากฏขึ้นก่อนหน้าเสมอ นวนิยายเรื่องหนึ่งของผมเองก็ได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านนวนิยายอิงหลักธรรมของท่านทั้งสอง จนบังเกิด “โกกิลาเยี่ยมรุ่ง” ขึ้นจากความประทับใจในเรื่องเหล่านี้ รวมถึงเชิงผาหิมพานต์ด้วยเช่นกัน

        นวนิยายที่โดดเด่นของท่านทั้งสองที่รู้จักกันดีและบางเล่มก็เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาด้วย ได้แก่ ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ กองทัพธรรม เชิงผาหิมพานต์ ของอาจารย์สุชีพ (เรื่องแรกในนาม สุชีโว ภิกขุ) พระอานนท์พุทธอนุชา จอมจักรพรรดิอโศก ของอาจารย์วศิน ที่ทำให้เราได้เรียนรู้พุทธประวัติผ่านตัวละครที่ปรากฏอยู่จริงและเสริมแต่งขึ้น ด้วยสำนวนภาษาอันสละสลวย งดงาม ย้อนกลับไปในยุคแห่งพุทธกาล

         เชิงผาหิมพานต์เรื่องนี้ก็เช่นกัน    อาจารย์สุชีพ เขียนไว้ในคำนำหนังสือว่า เกิดขึ้นโดยไม่ได้คิดฝันมาก่อน เพราะแต่แรกท่านกำลังเตรียมเอกสารประกอบการค้นคว้า เขียน “ประวัติศาสตร์ศาสนา” และให้บังเอิญที่ ม.ล. จิตติ นพวงศ์ บรรณาธิการนิตยสาร “ศรีสัปดาห์”ในขณะนั้น ติดต่อมาให้เขียนนิยายอิงหลักธรรมสักเรื่องลงในนิตยสาร จึงเกิดความคิดที่ว่า จะส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในพุทธศาสนา ผ่านการเขียนในรูปนวนิยายดูบ้าง โดยเฉพาะการเทิดทูนพระอานนทเถระ ผู้เป็นพุทธอนุชา อยู่อุปฐากบำรุงรับใช้พระพุทธองค์จนวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ รวมถึงได้ทรงจดจำพระพุทธวจนะและบันทึกไว้จนเป็นประโยชน์แก่พุทธบริษัทมาจนจวบปัจจุบัน

       อาจารย์สุชีพ จึงถือโอกาสผูกเรื่องขึ้นเช่นเดียวกับการนำประวัติพระสารีบุตร มาเล่าไว้ใน “กองทัพธรรม” โดย เรื่องเชิงผาหิมพานต์จะเกี่ยวเนื่องกับ พระเจ้า ฉันทสุภลิจฉวี แห่งแคว้นวัชชี มาเป็นตัวเอก แล้วโยงเข้าหาพระอานนท์ตามลำดับ

        เนื้อเรื่องจึงเริ่มต้นขึ้น ณ สมัยพุทธกาล จากเทือกผาหิมพานต์ ที่มีลำน้ำโรหิณีไหลผ่านลงมาแบ่งกั้นอาณาเขตแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และเทวทหะ แห่ง ศากยวงศ์ และโกลิยวงศ์ ซึ่งเมื่อทวนสายน้ำสายนี้ขึ้นไป จะพบว่าเป็นอาณาบริเวณแห่งแนวป่าอันร่มรื่น เป็นแหล่งสำนักศิลปะศาสตร์ของ วิศวามิตร ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของคณาศิษย์ทั้งหลาย อาจารย์วิศวามิตรผู้เฒ่า เป็นผู้รอบรู้ แตกฉานในศาสตร์ต่างๆมากมายจนเป็นที่เคารพยำเกรงของศิษย์ถ้วนหน้า

          ในวันนั้นเอง ท่านได้เรียกชุมนุมศิษย์ให้มาพร้อมหน้ากัน ก่อนจะประกาศว่า รู้ว่าวิกัลปะ และสานุศิษย์สองกลุ่มได้วางแผนนัดหมายต่อสู่กัน เพราะมีการทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้น โดยต่างคิดว่าอาจารย์ไม่ทราบเรื่อง กลุ่มศิษย์เหล่านี้จึงถูกลงโทษแบบพรหมทัณฑ์ เป็นเวลาเจ็ดวัน ตามแบบของพระพุทธองค์ คือ ไม่ให้พูดกับใครและไม่ให้มีใครมาพูดด้วย หลังจากนั้น อาจารย์จึงนัดหมายศิษย์ทั้งสองกลุ่มมาไต่สวน จึงพบว่า

            วิกัลปะ เป็นโอรสกษัตริย์แห่งแคว้นมัลละทางใต้ คือกรุงปาวา ส่วน สานุ เป็นโอรสกษัตริย์แห่งกุสินารา แคว้นมัลละฝ่ายเหนือ ทั้งสองฝ่ายต่างทุ่มเถียงกันในเรื่องคนของตัวเอง ว่าใครดีกว่ากัน ทั้งที่ความจริงแล้ว ต่างก็เป็นชาวมัลละด้วยกันทั้งสิ้น อาจารย์วิศวามิตร จึงพาสานุศิษย์ทั้งหมดมายังคุ้งน้ำโรหิณี อันเป็นเส้นแบ่งของสองแคว้น และเคยเป็นจุดสมรภูมิของ ศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ในการแย่งน้ำใช้กันมาก่อนแล้ว เรื่องราวเริ่มต้นเพียงการทะเลาะกันของชาวนาสองกลุ่ม และค่อยขยายบานปลายออกไปจนกลายเป็นศึกสองแคว้นไปในที่สุด ถ้าในครั้งนั้นสมเด็จพระพุทธองค์ไม่ทรงเข้ามาตัดสินด้วยเหตุผลแห่งหลักธรรม สงครามซึ่งมาจากเลือดเนื้อเดียวกันก็ย่อมจะบังเกิด

       “พระองค์ทรงตรัสถามถึงมูลเหตุที่จะทำสงครามกัน ซึ่งแต่ละฝ่ายก็กราบทูลอย่างไม่ค่อยกระจ่างชัดนัก เพราะไม่ได้สอบสวนต้นเหตุอย่างแท้จริง ว่าเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทกันของคนรับใช้ทำนาแต่ละฝ่าย และกลายเป็นเรื่องแย่งน้ำไว้ใช้ โดยไม่ยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ใช้บ้าง

พระผู้มีพระภาค ตรัสถามว่า ระหว่างน้ำกับชีวิตของกษัตริย์ที่จะทำสงครามกันนี้ อะไรจะมีค่ามากกว่ากัน ทุกฝ่ายยอมรับว่า ชีวิตของตนมีค่ามากกว่าน้ำ พระองค์จึงทรงยกประวัติการทำสงครามกันในอดีตมาเทศนา และสอนให้เหล่าประชาชนรู้จักความสามัคคี ปรองดองกัน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับกลุ่มของสานุ และวิกัลปะ ในครั้งนี้

“ขอให้ทราบเถิดว่า ท่านทั้งหลายมาเพื่อศึกษาศิลปศาสตร์ แต่ศิลปศาสตร์ที่จะยังประโยชน์ให้สำเร็จนั้น จำเป็นต้องมีคุณงามความดีหรือธรรมจริยาผสมอยู่ด้วย มิเช่นนั้นก็จะเป็นเหมือนเชื้อไฟที่ไม่มีเตาไฟเป็นขอบเขต คงจะใช้ประโยชน์ได้น้อยกว่าและมีโทษมากกว่า เพราะอาจลุกลามก่อความเสียหายได้โดยง่าย”

         จากนั้น เนื้อเรื่องก็โยงมาสู่ประวัติของอาจารย์วิศวามิตรในอดีต ท่านอาจารย์ก็คือ ราชกุมารจากลิจฉวี ต่อมาได้มีโอกาสมารู้จักกับพระอานนท์ และบอกเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับพระอานนท์ และพระพุทธองค์ ในพุทธจริยวัตรต่างๆ จวบจนกระทั่งถึงวาระแห่งการปรินิพพาน

         และแล้ว ราชกุมารผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็เดินทางกลับสู่ลิจฉวี ขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์ในลิจฉวีสภา จนครบกำหนดวาระการเป็นประมุขตามภารกิจของท่านเอง และหลังจากนั้นจึงเดินทางมาบวชเป็นอาจารย์ในสำนักวิศวามิตรแห่งนี้ตราบจนถึงปัจจุบัน

            สิ่งสำคัญในการอ่านนิยายอิงหลักธรรมเล่มนี้ อาจจะไม่ใช่ความตื่นเต้น ระทึกใจในพลอตเรื่องที่หวือหวาเหมือนนิยายสไตล์อื่นๆ แต่คือความเรียบง่าย อิ่มเอมใจในอรรถรสของถ้อยคำและจินตนาการที่ผู้เขียน สร้างขึ้น แม้ว่าจะมีศัพท์ทางพุทธศาสนา ทั้งบาลี สันสกฤต หรือ คำสอนในพระธรรมบทอ้างอิงอยู่บ้าง แต่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกสมจริงไปกับเรื่องราวในนิยายเรื่องนี้

         ดูก่อนราชกุมารทั้งหลาย ถ้าท่านรู้จักเห็นใจตัวเองมากเท่าใด ก็จงเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากเท่านั้น จงพยายามทำลายความคิดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ทำลายความเห็นแก่ตัว โดยไม่ยอมรับรู้ความทุกข์ยากของคนอื่นเสีย ก็จะชื่อว่าได้ดำเนินไปตามรอยพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า

       “ไมตรีจิตนั้น ซื้อไม่ได้ด้วยเงินทาองหรืออำนาจ แต่จะได้มาก็ด้วยท่านมีไมตรีจิตต่อคนทั้งหลาย เหตุนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสสอนให้ปลูกฝังไมตรีจิต เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน ด้วยข้อปฏิบัติสี่ประการ ที่เรียกว่า สังคหวัตถุธรรม คือเอื้อเฟื้อเจือจานกัน ๑ เจรจากันด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน๑ บำเพ็ญประโยชน์ต่อกันเท่าที่จะกระทำได้๑ และประการสุดท้ายคือทำตนให้เข้ากันได้ เสมอต้นเสมอปลาย"

         ดูก่อนราชกุมารทั้งหลาย ความริษยาไม่เคยช่วยให้ใครได้ดีขึ้นมาเลย นอกจากนำให้ประสบความพินาศ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงใส่ใจไว้ว่า เมื่อเห็นใครมีอะไรเกินหน้าท่าน จะโดยความรู้ความสามารถ หรือโดยทางใดๆก็ตามถ้าไม่สามารถแผ่มุทิตาจิต คือความพลอยยินดีต่อเขาได้ เพราะใจยังต่ำ ก็จงหลีกเลี่ยง อย่าแก้ไขในเรื่องนี้ ด้วยใช้ความริษยาเป็นเครื่องนำทาง


        วิธีที่ดีที่สุด อยู่ที่การปรับปรุงตัวเราเองให้ดีขึ้น ด้วยความเพียรพยายามในทางที่ชอบ เช่น เรียนสู้เขาไม่ได้ ก็ต้องเพิ่มความหมั่นขยัน ความสนใจศึกษาเล่าเรียน ความสามารถน้อยกว่าเขา ก็ปลูกความสามารถขึ้นในตนเอง ด้วยการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล ค้นให้พบความด้อยของตนว่ามีอยู่อย่างไร ในทางไหน แล้วแก้ไข ด้วยวิธีปลูกความสามารถ คือฝึกตนเองให้มากขึ้น ช้างม้า เป็นสัตว์ก็จริง แต่เมื่อได้รับการฝึกดีแล้ว ก็สามารถในหน้าที่มัน ถึงขนาดพระราชาก็ทรงโปรดปราน พระราชทานการเลี้ยงดูและการบำรุงรักษาอย่างดียิ่ง จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า คนเรานั้น แม้จะด้อยสักเพียงใด ก็อาจฝึกให้ดีขึ้นกว่าเก่าได้

         ... ดูก่อนราชกุมารทั้งหลาย การปรารถผู้ที่มีอะไรดีกว่าตัวเรา แล้วเพียรพยายามปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้น ให้เจริญขึ้น ด้วยความรู้ความสามารถในทางต่างๆนั้น เป็นวิธีของบัณฑิต แต่การแก้ด้วยใช้ริษยาเป็นเครื่องนำทาง โดยหาวิธีกำจัดทุกๆคนผู้มีอะไรดีเกินหน้านั้น เป็นการทำลายตัวเอง อย่างเจ้าลิจฉวีและคณะผู้ถูกสั่งประหารไปแล้วนั้น...”

       หมายเหตุ : นิยายเรื่องนี้ ผมนำปกที่พิมพ์ในยุคแรกๆมานำเสนอครับ แต่รับรองว่าเรื่องนี้ในปัจจุบันยังมีพิมพ์จำหน่ายอยู่เรื่อยๆ ราคาไม่แพง และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือเพื่อความรื่นรมย์และจรรโลงใจ ก็ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้แด่เพื่อนนักอ่านด้วยครับ




Create Date : 03 กันยายน 2556
Last Update : 3 กันยายน 2556 11:25:45 น. 13 comments
Counter : 5086 Pageviews.

 
อ่านรีวิวแล้วคิดถึงตอนอ่านเรื่อง โกกิลาเี่ยี่ยมรุ่ง เลยครับ อาจารย์


โดย: อุ้มสม วันที่: 3 กันยายน 2556 เวลา:17:58:44 น.  

 
เห็นทีจะต้องไปหางานเก่าๆของนักเขียนชั้นครูมาอ่านบ้างแล้วสิคะ


โดย: Aneem วันที่: 3 กันยายน 2556 เวลา:20:02:32 น.  

 
ว้าว ! น่าอ่านมาก ๆ เลยค่ะอาจารย์


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 3 กันยายน 2556 เวลา:21:55:13 น.  

 
หน้าปกดูคลาสสิกมากเลยครับ ^^


โดย: Lek IP: 27.145.158.76 วันที่: 3 กันยายน 2556 เวลา:23:32:24 น.  

 
หน้าปกดูคลาสสิกมากเลยครับ ^^


โดย: Lek IP: 27.145.158.76 วันที่: 3 กันยายน 2556 เวลา:23:32:37 น.  

 
อ่านอิงธรรมะ ส่วนใหญ่อ่านของอ.วศิน มากกว่าน่ะค่ะ


โดย: ~:พุดน้ำบุศย์:~ วันที่: 4 กันยายน 2556 เวลา:19:19:54 น.  

 
หาซื้อได้ที่ไหนคะ


โดย: ดอกบัว IP: 115.67.39.216 วันที่: 4 กันยายน 2556 เวลา:19:51:27 น.  

 
ไม่เคยได้ยินชื่อนักเขียนคนนี้เลย


โดย: Nat_NM วันที่: 5 กันยายน 2556 เวลา:8:07:28 น.  

 
น้องอุ้มสม : ถือว่า เรื่องนี้เป็นครูท่านหนึ่งสำหรับโกกิลาฯ เลยครับ

คุณ Aneem : เรื่องแนวนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ

คุณหวานเย็นฯ : น่าอ่านจริงๆครับ ยิ่งเรื่องนี้ไม่หนามาก น่าจะขนาดพ็อคเก็ตบุ๊คบางๆสักเล่ม

คุณ Lek : ชอบปกเหมือนกันเลยครับ

คุณดอกบัว : เคยเห็นร้านซีเอ็ดก็มีครับ แต่ไม่ใช่ปกนี้นะครับ เป็นปกอ่อน น่าจะของสำนักพิมพ์ บรรณกิจ

คุณ Nat_NM : ท่านเป็นนักเขียนรุ่นเก่ามากๆท่านหนึ่งเลยครับ ส่วนใหญ่จะเขียนตำราทางพุทธศาสนามากกว่าครับ

คุณพุด : ของอาจารย์วศิน ก็คล้ายๆกันครับ ที่เด่นๆน่าจะเป็นจอมจักรพรรดิอโศก กับพระอานนท์พุทธอนุชาครับ คุ้นๆว่า อาจารย์วศินเองท่านก็เป็นศิษย์ของ อาจารย์สุชีพ อีกทอดหนึ่งด้วยครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 5 กันยายน 2556 เวลา:15:25:24 น.  

 
โอ้ พิมพ์ (ครั้งที่ 3 ) นี่ก่อนเราเกิดอีกค่ะ...ว๊าว


โดย: Serverlus วันที่: 6 กันยายน 2556 เวลา:20:48:00 น.  

 
คุณ Serverlus : เรื่องนี้ น่าจะจัดเป็นนิยายอิงธรรมะรุ่นแรกๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 9 กันยายน 2556 เวลา:8:05:40 น.  

 
ท่านสามปอยหลวง มีนิยายหลายเรื่องที่เราชื่นชอบ

เรื่องเชิงผาหิมพานต์ ได้สืบเนื่องมาจากเรื่อง 'กองทัพธรรม' ที่เพื่อนเอามาฝากไว้ เลยหยิบมาอ่าน จากนั้นก็หาผลงานของคุณสุชีพมาอ่านต่อเนื่อง

ได้ทั้งความบันเทิงและความลุ่มลึกในพุทธศาสนา


โดย: รุ้งปลายฟ้า วันที่: 7 ธันวาคม 2556 เวลา:22:37:14 น.  

 
สวัสดีครับคุณรุ้งปลายฟ้า เรื่องกองทัพธรรมก็เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบเช่นกันครับ นอกจากงานของอาจารย์สุชีพ แล้ว ธรรมนิยาย ของ อาจารย์วศิน อย่าง จอมจักรพรรดิอโศก หรือ พระอานนท์พุทธอนุชา ก็น่าอ่านไม่แพ้กันเลยครับ ถ้ามีโอกาสคงจะได้นำมารีวิวอีกครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 9 ธันวาคม 2556 เวลา:8:06:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 62 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.