หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2557
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
29 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 

พลับพลึงซ่อนพิษ : บทที่ 55 (บทอวสาน)

        ในที่สุดพลับพลึงซ่อนพิษก็ดำเนินมาถึงบทอวสานแล้วครับ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พอดี ขอบคุณเพื่อนนักอ่านทุกท่านที่ติดตามกันมาจนถึงบทสรุปของ วิรงรอง นะครับ
สำหรับ ร้อยตำรวจเอกฉัตรเทพ ภูมิพิชญะ ตัวละครหนึ่งในนิยายเรื่องนี้ จะมาขอรับบทพระเอกเต็มตัวในนิยายเรื่องใหม่ "โสมสีเลือด" ที่กำลังปั่นต้นฉบับอยู่ครับ แต่ต้องขออภัยเพื่อนนักอ่าน ที่อาจจะนำลงเป็นตัวอย่างได้เพียงตอนแรก เท่านั้นครับ
  ท้ายที่สุดนี้ ขอให้เพื่อนนักอ่านทุกท่าน ประสบแต่ความสุข สมหวัง ในสิ่งที่ปรารถนา ตลอดปี และตลอดไปครับ

  ขอบคุณอีกครั้งครับ
หมอกมุงเมือง

บทที่ 55 อวสาน

  “คุณวิรงรอง...”

 หล่อนมองเห็นร่างนั้นปรากฏขึ้นในความพร่าเลือนแห่งห้วงภวังค์ ผ่านเข้ามาชิดใกล้จนแทบสัมผัสถึงลมหายใจหรือผิวกายนุ่มละมุนของอีกฝ่าย ซึ่งรับรู้ว่ามันไม่มีอยู่จริง

   “ลิลลี่...”

   “คุณวิรงรอง ดิฉันมาเพื่อขอลาไปก่อน ตอนนี้ถึงเวลาของดิฉันแล้ว...”

     น้ำเสียงของเด็กสาวผู้นั้นราบเรียบ ปราศจากกระแสคลื่นของความรุ่มร้อน พยาบาท
เหมือนเช่นที่ผ่านมาอีกต่อไป

    “ลา? แล้วเธอไม่ได้ต้องการร่างกายนี้กลับคืนไปหรือ ลิลลี่? ในเมื่อทุกอย่างมันจบลงแล้ว เหลือเพียงแต่เธอจะกลับคืนเข้าสู่ร่างเดิมของตัวเองที่ฉันยึดมันเอาไว้”

        หล่อนกล่าวสิ่งใดไม่ออกถัดจากนั้น ความรู้สึกก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความจริงและความฝัน ความแน่ใจและความสับสน ในอารมณ์ส่วนลึกของความเป็นปุถุชน วิรงรองรู้สึกใจหายไม่ได้ ถ้าหากว่า ลิลลี่จะทวงคืนเรือนกายอันสาวสะพรั่งที่เธอเป็นฝ่ายครอบครองอยู่นั้นกลับคืนไป แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อคำนึงถึงความถูกต้องแล้ว ลิลลี่มีสิทธิ์ทุกประการและหล่อนก็ยินดีถ้าหากว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยปากออกมา แม้จะไม่รู้ว่าเหตุการณ์ภายหลังจากนั้นจะเป็นเช่นใด แต่เด็กสาวก็ส่ายศีรษะจนเห็นเส้นผมยาวสลวยแผ่กระจายเต็มแผ่นหลังบอบบาง

       “เปล่าเลย คุณมีสิทธิ์ทุกประการที่จะครอบครองร่างนี้ไว้... ทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้ว ด้วยกรรม และกรรมนั้นแหละคือสิ่งที่พัดพาเราสองคนให้มาพานพบกัน ร่วมมือกันเพื่อให้ผลลัพธ์นี้บรรลุ”

      หล่อนรับรู้ในทันใดถึงความหมายของ “ผลลัพธ์” เพราะสิ่งนี้เองที่สิ่งเหนี่ยวรั้งให้ดวงวิญญาณของเด็กสาวผู้นั้นไม่ได้ไปสู่สุคติ ตราบจนทุกอย่างลุล่วง อาตม์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับ “กรรม”ที่ได้ก่อขึ้นกับลิลลี่ ต้องตายตกตามกันไป เมื่อนั้น สิ่งที่พันธนาการดวงวิญญาณของเด็กสาวจึงขาดสะบั้นลง

      พร้อมกับพันธนาการที่เชื่อมโยงกับตัวของหล่อนเองด้วยเช่นกัน

        ตราบจนกระทั่งถึงคืนวันนี้...

    “แล้ว... เขา?”

       มีรอยยิ้มคล้ายจะจุดขึ้นที่มุมปากของลิลลี่เพียงนิดเดียว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยแห่งความเวทนา ลิลลี่เอ่ยเพียงแค่คำว่า “เขา” โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยนามของ “อาตม์”ออกมา

       “ก็คงจะเดินทางไปสู่ภพภูมิที่ควรจะเป็นตามกระแสกรรมของเขา โดยที่ไม่มีโอกาสจะมาเกี่ยวพันกันกับเราทั้งสองอีกแล้ว... คุณไม่ต้องกังวลใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ดิฉันเพียงแต่ช่วยทำให้เขาเดินทางไปสู่จุดนั้นเร็วขึ้น และคุณเองก็ช่วยทำให้โอกาสสำหรับการจัดการของดิฉันเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น เท่านั้น”

     เมื่อเห็นสีหน้างุนงง ลิลลี่จึงค่อยคลี่รอยยิ้มออก รอยยิ้มบริสุทธิ์งดงามไม่ต่างกับในคืนแรกที่หล่อนได้เห็นเด็กสาวบนเวทีการแสดง

         “ผู้ชายคนนั้นไม่เคยเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้ ตราบจนเมื่อได้เห็นคุณอยู่ในสภาพของช่อพลับพลึง ก็เริ่มทำให้จิตใจแข็งกล้าของเขาหวั่นไหว สับสน นั่นเป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะสามารถผ่านเข้าไปจัดการกับเขาได้ และทุกอย่างก็ไม่ผิดพลาด”

       “แล้ว คุณไอยเรศ?”

     “ฉันเข้าใจค่ะว่าคุณเป็นห่วงเธอมาก ตอนนี้คุณไอย์เองก็กำลังพยายามยอมรับสภาวะตัวตนของเธออยู่เช่นกัน ถ้าจิตของเธอยังผูกปมอยู่กับสัญญา เดิมโดยไม่ยอมคลี่คลาย คุณไอยเรศก็จะยังแสวงหาหนทางออกอยู่เช่นนั้น จนกว่าจะเป็นฝ่ายปลดเปลื้องตัวของเธอเองได้สำเร็จ เหมือนกับที่ฉันได้ทำมันไปแล้วในครั้งนี้”

       “ฉันสงสารคุณไอย์ คุณไอย์รักเธอมากนะลิลลี่ รักจนติดตามมาถึงที่เกาะมนตราและต้องจบ ชีวิตลงที่นั่น”

     คล้ายได้ยินเสียงกังวานสดใสหัวเราะน้อยๆ

    “คุณยังใจอ่อน ช่างสงสารเหมือนเดิมเลยนะคุณวิรงรอง แต่นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของคุณ เป็นแก่นแท้ในส่วนลึกของจิตใจที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ แม้แต่ตัวของฉันเอง!”

      เสียงของลิลลี่ยังเอ่ยต่อไป

    “ถึงจะเป็นความอ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอขลาดเขลา เหมือนกับในอดีตอีกต่อไปแล้ว และที่สำคัญที่สุด คุณมีโอกาสที่สว่างไสวงดงามรอคอยอยู่เบื้องหน้า ขอจงใช้โอกาสนั้นให้คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่จะถึงช่วงแห่งลมหายใจสุดท้ายของชีวิต อย่าให้เป็นเหมือนกับดิฉัน...”

     “ไม่นะ ลิลลี่ อย่าเพิ่งไป...”

       “น่าแปลกนะคะ ในเวลาที่ผ่านมานี้ เราทั้งสองต่างได้เรียนรู้อะไรมากเหลือเกิน เป็นบทเรียนชีวิตที่สำคัญในการรู้จักสิ่งที่เรียกว่า มนุษย์! เพียงแต่คุณยังมีเวลาที่จะได้ทดสอบบทเรียนเหล่านั้นต่อไป แต่สำหรับดิฉัน... มันหมดลงแล้ว”

        “ลิลลี่...”

      หล่อนสัมผัสถึงมือเย็นเฉียบของอีกฝ่ายที่เลื่อนเข้ามาเกาะกุมอุ้งมือตัวเองเอาไว้ด้วยกระแสแห่งมิตรภาพ

       “ขอบคุณค่ะ คุณวิรงรอง... แม้จะไม่ได้มีโอกาสรู้จักกันในสภาวะที่ดิฉันเป็นมนุษย์ แต่ก็ดีใจที่ได้รู้จักกับคุณ เราต่างได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนถึงวันอำลาจากในครั้งนี้ ฉันจะจดจำคุณไว้ตลอดไป...”

   ร่างนั้นเริ่มเลือนลับหายไปกับม่านหมอกหนาทึบที่ห้อมล้อมเอาไว้ และพาหล่อนให้เลื่อนออกไปจากภาพนั้น ถอยห่างไกลจนลิบตา...

      และจากนั้นหล่อนก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา พร้อมกับรู้สึกถึงน้ำตาแห่งความปิติยินดีที่ไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว

      จริงของลิลลี่... ปมทุกอย่างถูกปลดเปลื้องลงจนหมดสิ้นแล้ว

          ***********************

      วิรงรอง รัตนภาคิน ลืมตาตื่นขึ้นในเช้าวันนั้น ด้วยความรู้สึกสดชื่นยิ่งกว่าทุกวันที่ผ่านมา มันเหมือนกับเงื่อนปมที่เคยร้อยรัดตัวเองเอาไว้ ถูกปลดออกจากกันทุกปม ไม่เหลือความทุกข์ทรมานใดๆในใจที่จะติดค้างอีกต่อไป

      หล่อนลุกขึ้นแล้วเดินมาหยุดยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องนอนของคฤหาสน์รัตนภาคิน กระจกใสกระจ่างสะท้อนให้เห็นภาพอันเยาว์วัยของช่อพลับพลึง ผ่านออกมา หาได้มีภาพของลิลลี่ในอีกตัวตนหนึ่งอีกต่อไปแล้วไม่...

      ช่อพลับพลึง อันเป็นชื่อที่ผสมผสานระหว่าง ลิลลี่ และวิรงรอง เข้าด้วยกัน มันเป็นช่อดอกไม้อันสวยงาม บริสุทธิ์สะอาด แต่ก็แฝงเร้นไว้ด้วยพิษร้ายของความเกลียดชัง ที่พร้อมจะทำลายล้าง ต่อผู้ที่ประทุษร้ายกับมันอย่างสาสม

    แต่บัดนี้เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว พิษอันร้ายกาจแผดเผาใจเหล่านั้นก็ได้เลือนสลายลงไปจนหมดสิ้นเช่นกัน

     เหลือแต่เพียงกรุ่นกลิ่นอายอันหวานหอมของความรัก!

      “ทำอะไรอยู่หรือครับ คุณวิ ของผม...”

    แล้วภาพสะท้อนจากในเงากระจก ก็เห็นถึงอีกร่างสูงเพรียวอีกร่างหนึ่งที่เพิ่งขยับลุกขึ้นมายืนเคียงกัน ก่อนที่เขาจะโอบวงแขนแข็งแรงรอบเอวหล่อนเอาไว้หลวมๆ นัยน์ตาพราวพรายด้วยกระแสของความรักอย่างสุดซึ้ง

       รักที่ไม่ได้มาจากปัจจัยของรูปโฉมหรือความงดงามใดๆของเรือนกาย หากเป็นความผูกพันที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นด้วยกาลเวลา จนบังเกิดเป็นความเข้าใจ เชื่อมั่นอย่างถ่องแท้


     
ความงามมิใช่ภาพที่เธอจะเห็นได้ หรือเพลงที่เธอจะได้ยิน
แต่เป็นภาพที่เธอเห็นผ่านดวงตาที่ปิดแล้ว และเพลงที่เธอได้ยินแม้อุดโสตเสียแล้ว
      ความงามมิใช่ยางที่ซึมซาบจากรอยขูดเปลือกไม้หรือปีกที่ติดอยู่กับอุ้งเล็บ
       แต่เป็นส่วนพฤกษชาติอันบานสะพรั่งตลอดกาลและหมู่เทพยเจ้าอันเหินเวหาอยู่ตลอดกาล*


       ใบหน้าขาวคมคายอันประกอบด้วยนัยน์ตาเรียวรีสีเข้มจัด และมีไรเคราเขียวๆรอบแนวคางสากระคาย ในยามปราศจากแว่นสายตาบดบังเช่นนี้ กลับยิ่งทำให้นายแพทย์เลิศบุญ รัตนภาคิน ดูเหมือนหนุ่มน้อยที่เพิ่งงัวเงียตื่นจากที่นอน เสียมากกว่าจะเป็นประสาทศัลยแพทย์ผู้ทรงภูมิ เขาเคลียใบหน้าลงแนบแก้มนวลแล้วสูดซับความหอมหวานอย่างชื่นอกชื่นใจยิ่ง

 “กำลังคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาอยู่ค่ะ รู้สึกเหมือนตัวเองฝันไป”

   “ไม่มีอะไรอีกแล้ว ที่คุณวิจะต้องกังวล ในเมื่อมีนายเลิศอยู่ตรงนี้ทั้งคน ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำอันตรายคุณแน่นอน”

     เขาปลอบหล่อนด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลและเสียงหัวเราะทุ้มห้าวอย่างเบิกบานใจ วิรงรองในสภาพของ “ช่อพลับพลึง” แสร้งนิ่วหน้า หากนัยน์ตาหวานระยับ

     “วิเชื่อแล้วค่ะ ขนาดตอนนั้นคุณก็ทำให้วิเป็นห่วงแทบตาย ที่ถูกยิงอาการสาหัสอยู่บนเกาะนั่น ยังนึกกลัวว่า คุณจะจากวิไปอีกคนหรือเปล่า?”

      ในบัดนี้หล่อนเปลี่ยนสรรพนามมาเป็น “วิ” ของเขา และเรียกเลิศบุญว่า คุณ แทนที่จะเป็นนายเลิศ เหมือนเดิมอีกแล้ว แม้ว่าชายหนุ่มจะขอร้องให้เรียกเหมือนเดิมก็ตามที จนเขาต้องยอมแพ้ไปเอง

       “ไม่มีทางหรอกครับคุณวิ ผมบอกแล้วว่าจะไม่มีวันทิ้งคุณไปไหน จะอยู่เคียงข้างคุณอย่างนี้แหละ ยกเว้นแต่ว่าคุณจะไม่ยอมอนุญาตให้ผมอยู่เท่านั้น”

       นายแพทย์หนุ่มเอ่ยเสียงนุ่มนวล อาการบาดเจ็บสาหัสจากบาดแผลฉกรรจ์เจียนตาย ทำให้ต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานนับเดือน โชคดีที่เขาสามารถฟื้นตัวได้เร็ววัน ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะได้ “พยาบาล”ดี ที่คอยมาเฝ้าดูแลรักษาให้ตลอดเวลา จนหายเป็นปกติในที่สุดนั่นเอง

     เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาและเธอเริ่มเปิดเผยความรู้สึกแท้จริงระหว่างกัน เมื่อคำนึงได้ว่า เวลาและโอกาสที่ผ่านมา คือบททดสอบสำคัญ และมันอาจจะไม่ได้หวนคืนกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง!

      “วิเชื่อค่ะว่าคุณจะไม่มีวันทิ้ง “ช่อพลับพลึง”ไปแน่ๆ แต่... ถ้าหากตอนนี้คุณวิคนนี้ ยังเป็นวิรงรอง เหมือนเดิม คุณจะยังรู้สึกกับวิอย่างนี้หรือเปล่าคะ ในเมื่อตอนนั้น วิก็ไม่ใช่สาวน้อยคนสวยวัยสดใส อายุน้อย ซ้ำยังนิสัยก็ไม่ดีเสียอีก”

      “ใครบอก ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือตอนไหน ผมก็ยังรักคุณวิ เหมือนเดิม จำไม่ได้หรือว่าเรารู้จักกันมานานแค่ไหนแล้ว ไม่ว่าข้อดีข้อเสียอะไรของคุณวิ ผมยอมรับได้ทั้งหมด”

     “แล้วสำหรับช่อพลับพลึงล่ะคะ? ผู้หญิงที่ไม่ได้บริสุทธิ์สะอาดใดๆ ซ้ำยังมีราคีคาวจากผู้ชายที่เห็นคุณเป็นศัตรูอีกด้วย?”

       เสียงของหล่อนเครือลงเมื่อนึกถึงชะตากรรมของเจ้าของร่างอันโสภาผู้นี้ ความสวยงามที่นำภยันตรายมาสู่โดยไม่รู้ตัว

     เขาโอบศีรษะผู้เป็นภรรยาเข้ามาแนบอกแล้วจรดปลายคางลงกับศีรษะอันอ่อนนุ่มนั้น

      “สำหรับผมแล้ว ถ้ารักใครแล้วก็คือรัก รักเพราะตัวตนของคนๆนั้นต่างหาก ไม่ใช่เพราะความสวย ความสาว ความบริสุทธิ์ หรือว่าดีเสียจนสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง คนเราทุกคนก็มีข้อบกพร่องกันทุกคน เพียงแต่เรายอมรับข้อบกพร่องของกันและกันได้หรือเปล่าเท่านั้น”

        หล่อนเบี่ยงร่างออกมาจากอ้อมแขนนั้นแล้วแหงนมองสามีด้วยประกายตาแห่งความรักและศรัทธาเต็มหัวใจ

     หล่อนเบี่ยงร่างออกมาจากอ้อมแขนนั้นอย่างนุ่มนวล แล้วแหงนมองสามีด้วยประกายตาแห่งความรักและศรัทธาเต็มหัวใจ

         “ปากหวานอีกแล้ว ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าคุณหมอท่าทางเคร่งขรึมจนเหมือนเย็นชาเป็นตาฤาษีคนนั้น จะกลายเป็นผู้ชายปากหวานได้ถึงขนาดนี้ วิชักกลัวเสียแล้วสิคะ ว่าเผลอๆคุณจะไปหวานเอากับผู้หญิงคนอื่นด้วยน่ะสิ”

คราวนี้หล่อนเลยถูกลงโทษด้วยริมฝีปากอีกฝ่ายแรงๆอีกฟอดใหญ่

       “สงวนไว้เฉพาะวิคนเดียวน่ะแหละครับ ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็คงจะพิสูจน์ตัวผมได้แล้วว่าไม่เคยมีใครนอกจากคุณ แถมตอนนี้ ต้องเป็นผมต่างหากล่ะครับ ที่ควรจะหวงและห่วงคุณวิ มากกว่า เพราะกลายเป็นตาแก่หลงเมียสาววัยรุ่นไปซะแล้ว อย่างที่คุณเคยว่าไงล่ะครับ... ที่ว่า “กิน
เด็ก”น่ะ”

        คำตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของเขา ทำให้เลิศบุญถูกทุบเบาๆที่แผงอกกว้างไปหลายทีด้วยความขัดเขิน และเสียงแสร้งบ่นอุบอิบในลำคอของเด็กสาวแสนสวยที่เป็นภรรยาทั้งนิตินัยและพฤตินัยคนนี้

          นางช่อพลับพลึง รัตนภาคิน ภรรยาของนายแพทย์เลิศบุญ รัตนภาคิน!

         ข่าวการจดทะเบียนสมรสของเขาและภรรยาสาวกลายเป็นที่ฮือฮาอยู่ไม่น้อยในที่ทำงาน เมื่อภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังการกลับมาจากเกาะมนตราแห่งนั้น ใครจะคาดคิดว่าคุณหมอหนุ่มโสดวัยสามสิบเศษที่ไม่เคยมีวี่แววว่าจะแต่งงานหรือคบหากับใครมาก่อน จะเป็นคนเดินยิ้มกว้างขวางมาแจกการ์ดให้กับเพื่อนร่วมงานด้วยตัวเองพร้อมกับแนะนำว่าที่เจ้าสาวที่สวยจนทุกคนตะลึง ว่าทั้งคู่ต่างไปรู้จักกันมาตั้งแต่ตอนไหน!

   “ไม่ยักรู้ว่าคุณหมอเลิศบุญ ก็มีรสนิยมชอบกินเด็กด้วยแฮะ”

      “เห็นเอาแต่ทำงานวิจัยกับตรวจคนไข้ไม่สนใจใคร แต่แล้วไหงกลายเป็นหงิมๆหยิบชิ้นปลามัน หยิบทีละอัน มันหยดติ๋งๆ อย่างโบราณเขาว่าไว้ล่ะนี่?”

    ไม่ว่าจะมีเสียงกระเซ้าเย้าแหย่แค่ไหน แต่คุณหมอวัยหนุ่มฉกรรจ์ก็ยิ้มกว้างอย่างยินดีตอบรับต่อทุกข้อกล่าวหา เป็นรอยยิ้มที่หลายคนอดคิดไม่ได้ว่าเขาน่าจะยิ้มอย่างนี้ตั้งนานแล้ว ดีกว่าตีหน้าเคร่งเป็นนักวิชาการเสียจนหลายคนเกรงกลัว...

     เห็นจะมีก็แต่โปรเฟสเซอร์เฮนรี เบอร์เนต และพยาบาลวิเวียน ผู้ร่วมงานที่เคยเห็น คนไข้สาว”ของเขามาก่อนเท่านั้นแต่ทั้งสองก็ไม่รู้รายละเอียดที่ลึกซึ้ง ส่วนอีกคนก็คือไอ้ฉัตร หรือผู้กองฉัตรเทพนั่นแหละ แต่นายตำรวจหนุ่มก็รู้ดีว่าเรื่องใดควรจะเก็บเป็นความลับ หรือเรื่องใดควรจะพูดถึง ในงานแต่งงานของเขากับช่อพลับพลึง มันจึงมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้อย่างเต็มใจ และตอบนักข่าวเรื่องการตามหาตัววิรงรอง รัตนภาคิน ด้วยสีหน้าปกติ

       “ยังไม่พบเลยครับ!”

        ทั้งที่ เจ้าตัว ที่ถูกเอ่ยถามถึง ก็ทำหน้ายิ้มแย้มอยู่ในชุดของเจ้าสาวของเลิศบุญนั่นเอง

      ฉัตรเทพ จำภาพครั้งสุดท้ายที่ตามไอ้เลิศ กับ ว่าที่เจ้าสาวของมัน ลงไปที่ห้องเก็บศพได้เป็นอย่างดี

      นั่นคือความลับสุดท้ายที่สหายเขายินดีเปิดเผย ภายหลังทุกอย่างคลี่คลายลงแล้ว ศพของวิรงรองในสภาพฉีดสารฟอร์มาลีน แช่เย็นเอาไว้ในช่องเก็บศพพิเศษ เขาเห็น “ช่อพลับพลึง”ยืนมอง ศพของตัวเอง ที่อยู่ในสภาพจดจำแทบไม่ได้นั้นอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่ไอ้เลิศจะกันหล่อนออกมา

        “ตกลงเอ็งจะเอายังไง ฉัตร?”

        “ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความเข้าใจของทุกคน คุณวิรงรอง หายสาบสูญไปแล้ว อย่างไร้ร่องรอย...”

          เขาตัดสินใจสรุปเพื่อปิดคดีนี้ และศพนั้นก็ถูกฌาปนกิจไปโดยความเห็นชอบของเจ้าของร่างนั้นเอง!

       “วิอยากให้อดีตเลวร้ายทุกอย่างที่ผ่านมา จบลงไปให้หมดสิ้น แล้วเราจะเริ่มต้นใหม่ค่ะ วิ อนุญาต”

         ฉัตรเทพมองเห็น เด็กสาวแสนสวยที่กุมมือเพื่อนรักของเขาเอาไว้ แล้วก็รู้ว่านั่นคือการเริ่มต้นชีวิตอันสวยงามครั้งใหม่ หลังผ่านม่านมรสุมร้ายที่พัดผ่านเข้ามาแล้ว...

       เขาจึงเป็นคนแรก ที่ได้แสดงความยินดีล่วงหน้า ก่อนที่งานวิวาห์ของเลิศบุญและช่อพลับพลึง จะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับของขวัญชิ้นสำคัญที่ตั้งใจจะนำมามอบ “คืน”ให้กับเลิศบุญ

    เข็มกลัดเนคไท รูปดอกพลับพลึง นั่นเอง

      โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรต่อกัน เลิศบุญเข้าใจความหมายของสหายรักได้เป็นอย่างดี นายแพทย์หนุ่มรับมันมาแล้วกลัดติดไว้กับเนคไทบนหน้าอกอย่างทะนุถนอม รับรู้ว่า พลับพลึงดอกนี้ กลับคืนมาสู่หัวใจของเขาแล้วอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะหันไปรับรอยยิ้มหวานของว่าที่เจ้าสาวคนสวย

      น่าประหลาด ที่สุดท้าย หล่อนก็ได้กลับมาเป็น “รัตนภาคิน” อีกครั้ง ในฐานะของภรรยา นายแพทย์เลิศบุญ รัตนภาคิน!

     ส่วนคดีของอาตม์นั่นเล่า กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ไม่คาดฝันประจำปี ทั้งในวงการนักธุรกิจ และอาชญากรรม ใครเล่าจะคิดว่าหนุ่มใหญ่รูปงาม ฐานะดี และเป็นถึงเขยคนเดียวของเจ้าสัวสุบิน จะกลายเป็นฆาตกรซาดิสม์ ที่ลวงเหยื่อสาวไปเสพกาม ก่อนจะลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยมที่เกาะส่วนตัวนับสิบคน!

      สอดคล้องกับคดีคนหายในท้องที่ของผู้กองพระแสง สุริยภพ นายตำรวจสืบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้อยู่พอดี ราวกับจิ๊กซอว์แผ่นสุดท้ายที่ถูกวางต่อเข้าด้วยกันอย่างเหมาะเหม็ง!

       แม้ว่าจะอาตม์จะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างนายอำพล ก็พลอยติดร่างแหต้องถูกดำเนินคดีตามไปด้วยในฐานะของผู้สมรู้ร่วมคิด

     ส่วนปัญหาที่ตามมาหลังจากนั้น ไม่ใช่เรื่องคดีฆาตกรรมที่คลี่คลายลงจนเรียบร้อยแล้ว แต่กลายเป็นปัญหามรดกก้อนใหญ่ของเจ้าสัวสุบินและกิจการธุรกิจนับร้อยพันล้าน ในเมื่อทั้งทายาทผู้เดียวอย่างวิรงรอง ก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย และอาตม์ ผู้เป็นบุตรเขยเพียงคนเดียวก็เสียชีวิตลงด้วยข่าวฉาว

   เห็นจะมีแต่ช่อพลับพลึงเท่านั้น ที่ค้นพบอะไรบางอย่าง

   “พินัยกรรมที่แท้จริงของคุณป๋าค่ะ”

   หล่อนบอกกับเขาด้วยประกายตามุ่งมั่น

     “วิเคยสงสัยอยู่เหมือนกัน ว่าทำไม ป๋าถึงไม่ได้ยกมรดกครึ่งหนึ่งให้กับคุณ ทั้งที่คุณเองก็จดทะเบียนเป็นลูกบุญธรรมของป๋าไปแล้ว ซ้ำก็ไม่ได้มีเรื่องขัดใจอะไรกันเลย แต่ตอนนั้นวิบ้าไปเอง ที่ความหลง ความไม่สนใจต่อทุกสิ่ง ทำให้มองข้ามเรื่องนี้ไป”

       มันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เริ่มฉุกใจคิด เมื่อเห็นอาตม์ทำพินัยกรรมปลอมขึ้นมาอีกฉบับโดยที่นำมาให้หล่อนเป็นคนเซ็นเป็นพยาน ตอนนั้น อาการเจ็บป่วยของเจ้าสัวทรุดหนัก จนวิรงรองไม่เป็นอันทำอะไรทั้งสิ้น และความไว้เนื้อเชื่อใจอีกฝ่าย ทำให้ยอมเซ็นชื่อให้กับเขาโดยไม่ติดใจสงสัยหรือแม้แต่จะหยิบมันขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด

      ด้วยความสงสัยนั้นเอง ทำให้หล่อนและเลิศบุญ ย้อนกลับไปที่คฤหาสน์รัตนภาคินอีกครั้ง คฤหาสน์หลังงามยังคงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แต่บัดนี้มันแทบจะร้างไร้ผู้คน เมื่อบรรดาคนงานหลายคนทยอยกันลาออกหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่นั่นวิรงรองได้เห็นนางพะยอมอีกครั้งในสภาพที่น่าเอน็จอนาถนัก

        หญิงชราใจอำมหิตในอดีต บัดนี้กลายเป็นเพียงคนพิการไร้สภาพตั้งแต่ท่อนล่างลงไป ด้วยพิษกระสุนปืนของคามิน นางต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา และไม่สามารถทำงานอื่นใดได้เลย พะยอมมาขอความเห็นใจจากเลิศบุญซึ่งตอนนี้เป็นเพียงคนเดียวที่ช่วยจัดการมรดกทั้งหมดของรัตนภาคิน ให้ช่วยรับอุปการะคนพิการอย่างนางเอาไว้

       “ป้าไม่มีใครอีกแล้วค่ะ คุณหมอ ให้ป้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ป้า... ป้าขอโทษ”

         สภาพที่น่าเห็นใจเช่นนั้นเอง ที่ทำให้หล่อนขอร้องเลิศบุญให้รับนางพะยอมเอาไว้ตามเดิม ผลกรรมที่เคยกระทำต่อเธอในอดีต หญิงสาวอโหสิ เพื่อไม่ให้มีเวรกรรมติดตามกันต่อไปในภายภาคหน้า และหล่อนก็พาเขาขึ้นไปที่ห้องของเจ้าสัวสุบิน

   ไม่นานเลย ในเมื่อหล่อนเองก็รู้ที่เก็บกุญแจเซฟและรหัสเปิดเซฟทั้งหมดของบิดา เมื่อนั้นทั้งเขาและเธอก็ค้นพบพินัยกรรมตัวจริงถูกเก็บซ่อนไว้ภายในนั้น เหมือนกับมันเองก็รอคอยให้เจ้าของคฤหาสน์ตัวจริงมาค้นพบ

       และก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ไม่มีผิด ในพินัยกรรมฉบับนั้นได้ยกทรัพย์สินกึ่งหนึ่ง ให้กับวิรงรอง และอีกกึ่งหนึ่ง ให้กับทายาทบุญธรรมตามกฎหมายของนายสุบิน รัตนภาคิน ซึ่งก็หมายถึง นายแพทย์เลิศบุญ นั่นเอง!

      “ดังนั้นเมื่อ วิเสียชีวิตลงแล้ว และอาตม์ก็ตายไปแล้วเช่นกัน ทรัพย์สมบัติทั้งหมดก็ควรจะตกเป็นของคุณแต่เพียงผู้เดียว วิดีใจจังเลยค่ะ ที่ในที่สุด ทุกอย่างก็กลับคืนมาเป็นของคุณ และสมกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของป๋า ถ้าวิญญาณของท่านได้รับรู้ คงจะมีความสุขที่เห็นสิ่งที่ถูกต้องเกิดขึ้น...”

         หล่อนมัวแต่อุทานด้วยความดีใจ จนไม่เห็นใบหน้าเคร่งขรึมครุ่นคิดของเขา ท่าทีขมวดคิ้วหนานั้นประจำอย่างที่เรียกว่า “ผูกโบว์”

    “มันไม่ใช่ของผมหรอกครับ แต่ควรจะเป็นของคุณวิต่างหาก เท่าที่ผมมีชีวิตอย่างนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องได้มรดกทรัพย์สินใดๆทั้งสิ้น เจ้าสัวมีพระคุณให้โอกาสการศึกษาและยังให้ความรักความเอ็นดูกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีอะไรเลยอย่างผม เท่านี้ก็เป็นมรดกสำคัญที่สุดสำหรับนายเลิศแล้วครับ”

     หล่อนมองเขาเต็มตา ด้วยความเต็มตื้นเต็มหัวใจ

       “วิเข้าใจแล้ว ว่าทำไมป๋าถึงรักคุณมากนัก เมื่อก่อนตอนเด็กๆวิเคยสงสัยว่าป๋ารักวิน้อยกว่าคุณ จนทำให้เกิดความอิจฉา อยากจะแกล้ง อยากเหยียดหยามให้คุณเป็นเหมือนลูกไล่ ทำทุกอย่างเพื่อให้คุณถูกป๋าต่อว่าตำหนิเอาบ้าง ในขณะที่วิถูกป๋าบ่นประจำว่าไม่เอาไหน ให้ดูตัวอย่างนายเลิศสิ... แต่แล้ว วิก็แพ้... แพ้ความดีของคุณ เหมือนอย่างที่ป๋าเคยว่าไว้ไม่มีผิด ป๋าบอกว่า คนอย่างวิ... มีแค่คนๆเดียวเท่านั้นแหละที่จะปราบพยศได้ ไม่ใช่ปราบด้วยอำนาจหรอก แต่ปราบด้วยความดี นั่นก็คือคุณ!”

       คราวนี้ร่างบอบบางของหล่อนถูกโอบไว้กับไหล่กว้างแข็งแรง และวิรงรองก็เอนใบหน้าลงแนบแผ่นอกนั้น สัมผัสถึงแรงเต้นของหัวใจของอีกฝ่าย ที่รู้ว่าคงมั่นดุจหินผา

    “ไม่หรอกครับ คนที่พ่ายแพ้ ก็คือผมต่างหาก ผมยอมแพ้คุณตั้งแต่แรกแล้วคุณวิ ยอมทุกอย่างตามความต้องการของคุณ ยอมแม้กระทั่งทำร้ายหัวใจตัวเอง เพื่อให้ผู้ชายคนนั้นคว้าคุณไปครอบครอง ถ้าผมรู้สักนิดเดียว ว่าเขาไม่เคยรักคุณเลย ซ้ำยังคิดจะสังหารคุณ ผมจะไม่มีวันปล่อยมันเอาไว้อย่างเด็ดขาด”

     สายตาอ่อนโยนของนายแพทย์หนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นคมกล้าขึ้นเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ วิรงรองแตะเบาๆที่ใบหน้าของเขาด้วยความรักสุดหัวใจ

      “ถ้าคุณรักวิ ยอมแพ้วิจริงๆ คุณก็ต้องยอมรับมรดกทั้งหมดที่ควรจะได้รับอย่างถูกต้องของป๋า ทั้งส่วนของคุณ และของวิด้วย”

     หล่อนเห็นเลิศบุญอึ้งไปอย่างจำนนด้วยถ้อยคำ เพราะบัดนี้ไม่มีวิรงรอง รัตนภาคิน อีกแล้ว นอกจากนางสาว ช่อพลับพลึง พลอยหิรัญ ที่ไร้ญาติขาดมิตรและแทบไม่มีตัวตนใดๆในสังคม เขานิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเสนอข้อแม้ออกมาด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย

      “ตกลงครับ แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าผมยอมรับมรดกในส่วนของคุณวิ คุณก็ต้องมีส่วนช่วยรับผิดชอบในส่วนมรดกของผมด้วยเช่นเดียวกัน”

      หญิงสาวเบิกนัยน์ตากลมโตกว้างขึ้นด้วยความฉงนฉงายในคำพูดที่เหมือนแฝงนัยบางอย่าง

     “หมายความว่ายังไงคะ วิไม่เข้าใจ”

   “ก็หมายความว่า...”

     คราวนี้ “ตาฤาษี”ของวิรงรอง ยิ้มกรุ้มกริ่มทั้งปากและนัยน์ตาที่พราวเป็นประกายอย่างเป็นปริศนา

      “ก็หมายความว่า ผมขอให้คุณมาเป็นรัตนภาคิน อีกครั้ง แต่คราวนี้ในนามของ นางช่อพลับพลึง รัตนภาคิน น่ะสิครับ แบบนี้ถึงจะได้มีส่วนร่วมในกองมรดกนั้นกับผมอย่างยุติธรรมที่สุด คุณควรจะกลับไปดูแลกิจการของรัตนภาคิน บริหารงานด้วยมือของคุณเอง”

     “แปลว่าคุณต้องการให้การแต่งงานเกิดขึ้น ก็แค่ให้วิ ได้รับความยุติธรรมกลับมา เพื่อจะได้ไปดูแลกิจการมรดกของป๋าเท่านั้นเองหรือคะ? เท่านั้นเองใช่ไหม?”

        น้ำเสียงนั้นถามเหมือนน้อยใจ และได้ยินเสียงของเขาเอ่ยช้าๆ หากชัดเจนยิ่งนัก

     “ใครว่าล่ะครับคุณวิ ที่ผมขอคุณแต่งงานก็ด้วยเหตุผลที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ... ผมรักคุณ”

        ผมรักคุณ!

           หล่อนเงยหน้าขึ้นพอดี ทันเห็นใบหน้าขาวๆของเขาเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อขึ้นจนแดงก่ำไปถึงใบหู นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเห็นผู้ชายตัวโตๆท่าทางเข้มแข็งและเคร่งขรึมเป็นนิจอย่างนายแพทย์ เลิศบุญ มีอาการเก้อเขินขึ้นมาราวกับเด็กหนุ่มที่เพิ่งสารภาพรักครั้งแรกกับหญิงสาวในดวงใจ แต่มันก็เป็นภาพที่น่ารักประทับใจ เสียจนวิรงรองอยากจะเก็บภาพและความทรงจำนั้นเอาไว้ ตลอดไป

     “แต่งงานกับผมนะครับคุณวิ... มาเป็นภรรยาของนายเลิศบุญ คนที่รักคุณมาตั้งแต่แรก และพร้อมที่จะดูแลคุณไปจนตลอดชีวิต เหลือเพียงคำถามเดียวเท่านั้นว่า... คุณจะรังเกียจคำขอร้องของผู้ชายคนนี้หรือเปล่าครับ?”

     เสียงทุ้มห้าวของเขายังกังวานแนบอยู่ข้างหูเหมือนกำลังรอคอยคำตอบ ด้วยความกระวนกระวายใจ หล่อนไม่ยอมตอบคำถามนั้น แต่เขย่งร่างขึ้นจูบเบาๆที่ปลายคางสากระคายของเขาแทนคำตอบที่แท้จริงจากหัวใจ
         *************อวสาน*************
*จากหนังสือ ปรัชญาชีวิต : คาลิล ยิบราน ถอดความโดยระวี ภาวิไล





 

Create Date : 29 ธันวาคม 2557
8 comments
Last Update : 29 ธันวาคม 2557 14:18:29 น.
Counter : 1555 Pageviews.

 

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๘ ครับผม ^^

 

โดย: Lek IP: 27.145.160.114 30 ธันวาคม 2557 22:31:13 น.  

 

จบละ...คงคิดถึงกันอีกนาน...
สวัสดีปี 2558 ขอให้สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวย สมหวังในทุกสิ่งที่ตั้งหวัง

 

โดย: ดอกฝิ่น IP: 171.96.172.136 31 ธันวาคม 2557 19:00:44 น.  

 

สวัสดีปีใหม่คะ สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยเงินทอง

รอเรื่องต่อไปนะคะ

 

โดย: sakeena IP: 171.96.235.189 5 มกราคม 2558 11:40:41 น.  

 

คุณ Lek : สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังด้วยนะครับ ขอให้สุขภาพแข็งแรง และมีความสุขตลอดปีใหม่และตลอดไปนะครับ

คุณดอกฝิ่น : ขอบคุณมากครับ ขอให้มีความสุข สมดังปรารถนาทุกประการนะครับ

คุณsakeena : ขอบคุณมากเลยครับ ถ้ามีโอกาสคงจะได้นำ "โสมสีเลือด"มาลงชิมลางสักตอนสองตอนนะครับ และขอให้มีความสุขตลอดปี 2558 นี้ และตลอดไปครับ

 

โดย: สามปอยหลวง 7 มกราคม 2558 10:44:49 น.  

 

ชื่อเรื่อง โสมสีเลือด แค่ชื่อก็ชวนอ่านแล้วค่ะ จะรอผลงานอาจารย์ค่ะ

 

โดย: หนูดี IP: 171.6.131.209 7 มกราคม 2558 12:42:20 น.  

 

คุณหนูดี ขอบคุณมากครับ

 

โดย: สามปอยหลวง IP: 122.154.3.131 8 มกราคม 2558 18:34:45 น.  

 

สนุกมากค่ะ รออ่าน "โสมสีเลือด" ค่ะ

 

โดย: ไรวินท์ 3 มีนาคม 2558 21:00:14 น.  

 

คุณไรวินท์ : ขอบคุณมากครับ ตอนนี้อยู่ในช่วงปรับแก้เรื่องทั้งหมดอยู่ครับ

 

โดย: สามปอยหลวง 5 มีนาคม 2558 7:38:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 62 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.