Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2560
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
27 มิถุนายน 2560
 
All Blogs
 

แชร์ประสบการณ์การอยู่เกินฟรี visa และการทำ re-entry วีซ่านักท่องเที่ยว ประเทศญี่ปุ่น



  ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว เกิดจากความเข้าใจผิดของเราเองด้วยส่วนหนึ่ง และความงกไม่ยอมเสียตังค์เปลี่ยนตั๋วด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้กลายเป็นเรื่องเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย T^T 


       ตอนที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เราเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตเห็นว่ายังไม่ค่อยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก เราเลยอยากจะมาแชร์รายละเอียด เผื่อมีคนประสบเหตุการณ์เดียวกัน จะได้พอรู้ว่าเราต้องดำเนินการยังไงนะคะ

       เริ่มแรกเลย คือเราแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น โดยไปทั้งหมด 16 วัน ซึ่งตอนนั้นเราเข้าใจว่า ญี่ปุ่นให้ฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย 30 วัน เราก็จองตั๋วจองโรงแรมเรียบร้อย ไม่ได้เช็คอะไรเลย ทั้งที่แพลนไว้ก่อนนานพอสมควร จนถึงวันออกเดินทาง ตอนที่ไปเช็คอิน พนักงานหน้าเค้าเตอร์ถึงได้ถามเราว่า ญี่ปุ่นได้ฟรีวีซ่า 15 วันนะคะ ลูกค้าจะเลื่อนตั๋วกลับหรือเปล่า เราถึงได้รู้ตัวว่างานงอกแล้วววววว แต่เราก็ไม่ได้เลื่อนตั๋วนะ เพราะแอบเสียดายตังค์ คิดว่าอยู่เกินวันนึงคงไม่เป็นไร (คิดไปเอง ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย (- -“)) เราก็เลยสอบถามทางพนักงานไปว่า ถ้าอยู่เกินวันนึงจะเป็นอะไรไหม ซึ่งทางพนักงานแจ้งว่า ไม่มีรายละเอียดเหมือนกัน อาจจะต้องเสียค่าปรับ แต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ เราก็เลยตัดสินใจว่า เอาวะ ไหนๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้ว โรงแรม ตั๋วรถไฟ ตั๋วสวนสนุก จองไว้หมดแล้ว ไปตายเอาดาบหน้าละกัน

       พอไปถึงญี่ปุ่นก็เที่ยวลัลล๊าไปสักพัก เกือบจะอาทิตย์ แฟนก็เริ่มถามว่า เธอๆ ถ้าตอนที่เธอกลับเขาจับเธอล่ะ ถ้าเธอต้องติดคุกแล้วเขาให้เธอติดแบล็คลิสต์ล่ะ เธอก็จะมาญี่ปุ่นไม่ได้อีกแล้วนะ เธอไม่อยากกลับมาเที่ยวอีกเหรอ พอโดนไซโคหนักเข้า เราก็เริ่มกังวลละ ก็เลยหาข้อมูลว่าดำเนินการยังไงได้บ้าง ก็ไม่มีรายละเอียดเลย เราลองเขียนอีเมลล์หาสถานทูตไทยในญี่ปุ่น เขาก็ตอบเรากลับมาว่า เรื่องนี้เขาไม่สามรถช่วยได้ เราต้องติดต่อกับทาง ต.ม. ญี่ปุ่นเอง เราก็เลยหาที่อยู่ของ ต.ม. ที่ใกล้ที่พักที่สุด พอได้ข้อมูลมาเราก็เลยเดินทางไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อที่จะทำเรื่อง extend visa (ตอนนั้นคิดเอง เออเอง ว่าทำได้ T_T) พอไปถึงก็ไปถามที่ประชาสัมพันธ์ด้านล่าง ว่ามาเรื่อง extend วีซ่า จนท ก็ถามว่าวีซ่า อะไร เราก็บอกว่า tourist เขาก็ชี้ให้เราขึ้นไปที่ชั้นบน เราก็เดินขึ้นไป ต่อแถว จนถึงคิวเรา ก็เล่าเรื่องราวให้ จนท ฟัง จนท ก็ตอบแค่ว่า ทำอะไรไม่ได้ ต้องเลื่อนตั๋วกลับอย่างเดียว T_T เมื่อไม่สามารถต่อวีซ่าได้ เราก็เลยต้องซื้อตั๋วใหม่ เพื่อกลับก่อนกำหนดเดิม 1 วัน โดยที่แฟนเรากลับตามกำหนดเดิม ซึ่งก็คือ กลับหลังเรา 1 วัน เราซื้อตั๋วใหม่เรียบร้อย ก็เที่ยวต่ออย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยในการเดินทางระหว่างสนามบิน และประสบการณ์ค้างคืนในสนามบินครั้งแรกของเรา...

       พอถึงกำหนดกลับ เราก็จัดกระเป๋า นั่งรถไฟไปที่สนามบินฮาเนดะ (ตั๋วขากลับที่เราซื้อเป็นตั๋วที่ไปทรานสิทที่กัวลาลัมเปอร์ เวลาอาจจะนานหน่อยแต่ราคารับได้ คำนวนดูแล้วว่าเวลาที่จะไปถึงเมืองไทย ไล่เลี่ยกับไฟลท์ของแฟนเรา ก็จะไปเจอกันที่ดอนเมืองพอดี) จำได้ว่าไฟลท์ออกประมาณห้าทุ่ม เราขึ้นรถไฟจากโตเกียวประมาณหกโมง ถึงสนามบินประมาณทุ่มนึง ก็ไปต่อแถวเช็คอิน (เราพยายามเช็คอินออนไลน์แล้วแต่ทำไม่ได้ ตอนนั้นก็ไม่ได้เอะใจว่าทำไมถึงทำไม่ได้ เพราะไม่เคยนั่งทรานสิทไฟลท์ ปกติเคยแต่บินตรง ก็เลยคิดว่าระบบอาจจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง) ซึ่งแถวยาวมากกกกก และการจัดการค่อนข้างแย่ ใครมาก่อนมาหลัง ตัดแถวมั่วกันไปหมด คนก็เริ่มหงุดหงิด มีการโวยวายบ้างเป็นระยะ กว่าเราจะได้เช็คอินก็สามทุ่มกว่า พอถึงคิวเรา เราก็ยื่นพาสปอร์ต พร้อมบุ๊คกิ้งคอนเฟิร์มที่ได้มาให้ จนท สักพัก จนทแจ้งเราว่า ขอโทษนะคะลูกค้า ไฟลท์ของลูกค้าวันที่วันนี้จริงค่ะ แต่เป็นของเดือนหน้า!!!!! เรานี่ติดสตั๊นไปหลายวิ ตอนนี้ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว!!!! ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูกเลย จนท ก็พยายามช่วย เขาก็เช็คให้ว่าไฟลท์นี้มีที่ว่างหรือเปล่า ถ้าว่างเขาก็จะพยามให้เราไปด้วย แต่โชคไม่ดี ไฟลท์นั้นเต็ม ไฟลท์ต่อไปก็เต็ม จนท ก็ลองให้ไปถามที่อีกสายการบินนึงดู เราก็เดินไปถาม โชคไม่ดี ทุกสายการบินเต็มหมดเลย แล้วตอนนั้นก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว เราก็เดินแบบหมดอาลัยตายอยาก คิดว่าจะเอาไงดี ไลน์บอกแฟนว่าไม่ได้บินนะ ไฟลท์ที่จองมันผิดเดือน แฟนก็เริ่มเป็นห่วงแล้ว ก็เริ่มคิดกันว่าจะเอายังไงดี เราก็เลยตัดสินใจจะกลับไฟลท์เดิม เป็นไงเป็นกันแล้วตอนนี้ อย่างน้อยก็ยังมีตั๋วกลับของพรุ่งนี้ ก็ไปขึ้นรถไฟจะไปสนาบินนาริตะ ซึ่งเวลาตอนนั้นน่าจะสี่ทุ่มกว่าแล้ว รถไฟที่ไปถึงสนามบินนาริตะไม่มีแล้ว ต้องไปลงที่สถานีนาริตะ ซึ่งรถไฟที่เรานั่งไปก็เป็นเที่ยวสุดท้ายแล้ว พอไปถึงสถานีปลายทางก็ห้าทุ่มแล้ว สถานีก็ไม่มีคน ก็ต้องต่อแท็กซี่ไปที่สนามบิน โดนค่าแท็กซี่ไปอีก 3,000 กว่าเยน T_T (แต่คุณลุงคนขับแท็กซี่น่ารักมากนะ ลุงพูดอังกฤษไม่ได้ แต่พอไปส่งเราเสร็จ ลุงไม่ยอมออกรถทันทีนะ รอจนเราเดินเข้าอาคารผู้โดยสาร ลุงถึงยอมออกรถไป คงห่วงที่เห็นเราเป็นผู้หญิงเดินทางตัวคนเดียวตอนดึก ปลื้มปริ่ม น้ำตาจะไหล (_/_))

       พอมาถึงสนามบินนาริตะ ตอนนั้นน่าจะเที่ยงคืนแล้ว เราก็หาข้อมูลมาแล้วว่า ที่สนามบินมีที่ที่จัดไว้ให้ นทท สำหรับนอนค้างคืน เราก็เดินตามลายแทงไป จนเจอห้องที่เค้าจัดไว้ มีคนนอนอยู่บ้างพอสมควร แลดูสะอาดสะอ้าน มีห้องน้ำ มีตู้กดน้ำ กดอาหาร มีที่สำหรับชาร์ตแบต มี จนท ตำรวจยืนเฝ้าความปลอดภัยให้ด้วย ถือว่าดีมากกกก เราก็หามุม พักสายตา ถามว่านอนหลับไหม ก็หลับเป็นพักๆ แต่ไม่สนิท พอเช้าปุ๊บ เราก็รีบหาเบอร์โทรของ ต.ม. ที่สนามบินนาริตะ เล่าเรื่องราวให้ ต.ม. ฟัง แจ้งเขาไปว่าตอนนี้เราอยู่ที่สนามบินแล้วนะ เราจะทำยังไงได้บ้าง ทาง ต.ม. แนะนำเรามาว่า ตอนที่เช็คอิน ให้ติดต่อพนักของสายสายการบินที่เคาน์เตอร์ได้เลย เล่าสถานการณ์ให้พนักงานฟัง แล้วพนักงานสายการบินจะพาเราดำเนินเรื่องเอง เราถาม ต.ม. ว่า มีค่าใช้จ่ายอะไรไหม ต.ม. แจ้งเราว่ามีค่าดำเนินการ 800 เยน เราก็โอเค รับทราบ ตอนนั้นเราโล่งใจแล้วว่ามันต้องมีทางออก ก็มานั่งรอเวลาเครื่องออกตอนบ่าย 

       พอถึงเวลาเช็คอิน เราก็แจ้งพนักงานที่หน้าเคาน์เตอร์ พนักงานก็ทำหน้าตาตกใจหนักมาก!!! hold กระเป๋าเรากับแฟน ไม่ยอมให้โหลด ตอนนั้นเราก็ใจคอไม่ดีแล้ว ทำไม่มันไม่ง่ายเหมือนตอนที่ ต.ม. บอกเลย ฮือออออ T^T ทางสายการบินก็ให้พนักงาน มาพาเราไปเดินเรื่อง เราถามว่า เราจะทันไฟลท์ไหม พนักงานก็ให้คำตอบไม่ได้ อาจจะทันหรือไม่ทัน T_T เราใจไม่ดี ตอนนั้นกลัวตกไฟลท์ กลัวทำเรื่องไม่ผ่าน สารพัด ซึ่งพนักงานที่พาเราไป พูดภาษาอังกฤษไม่ได้อีก เลยไม่รู้จะสื่อสารกันยังไง เขาก็พาเราเดินไปที่ ต.ม. ในสนามบิน ผ่านตรงช่องสำหรับลูกเรือและเจ้าหน้าที่ ผ่านเครื่องสแกน ชี้ไปที่ช่อง จนท ต.ม. แล้วก็หายตัวไปเลย T^T เราก็เดินเข้าไปหา จนท เล่าเรื่องราวให้ฟัง เค้าก็ให้แบบฟอร์มเรามากรอก เราก็กรอกๆ ไป เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก็ส่งไป โดนเอากลับมาแก้ 3 รอบ พอรอบสุดท้าย ส่งแบบฟอร์มเสร็จ พร้อมเงิน 800 เยน จนท ไม่รับ!!! เค้าก็บอกแค่ว่า โนๆๆๆ ไล่เราไป 7-11 เราก็งง ก็ไหนบอกว่ามีค่าธรรมเนียม 800 ทำไม่รับเงินช้านนนนนนน เราก็ไลน์หาแฟนที่อยู่ข้างนอก แฟนก็เดินไปหาพนักงานสายการบิน เพื่อไปสอบถาม พนักงานก็พาแฟนเราเดินไป 7-11 แล้วซื้อสแตมป์อากร ใช่แล้วค่ะคุณผู้ชม 800 เยนนั้น มันคือสแตมป์อากรมูลค่า 800 เยน ไม่ใช่เงินสด!!! (แล้วทำไมไม่บอกตูแต่แรกฟร่ะ!!) พอแฟนเอาสแตมป์เข้ามาให้ ต.ม. ก็รับเอกสารไป สักพัก จนท ก็คืนพาสปอร์ตให้พร้อมตราประทับวีซ่าใหม่ แต่เค้าระบุวันออกเลยนะคะ สมมุติว่า การ re-entry ใหม่ มีเวลา 15 วัน แต่ จนท จะประทับให้เลยว่า ออกวันนี้ แล้วก็ให้เราผ่าน ต.ม. ตรงพนักงานเลยค่ะ ไม่ต้องกลับออกไปต่อแถวช่องปกติ

       สรุปนะคะ ถ้าคุณทำ re-entry สิ่งที่ต้องเตรียมคือ อากรสแตมป์มูลค่า 800 เยน นะคะ หาซื้อได้ตาม 7-11 ซื้อไว้ให้พร้อม ก่อนเข้าไปเจอ ต.ม. ค่ะ แต่ในกรณีของเรา จนท ย้ำนะคะว่าทำได้ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งหน้าถ้าทำแบบนี้อีก จะมีปัญหาค่ะ แต่ถ้าจะให้ดี ถ้าจะอยู่เกินฟรีวีซ่า ให้ทำเรื่องขอวีซ่าจากทางสถานทูตมาจะดีที่สุดค่ะ กรณีนี้ เรื่องทั้งหมดเกิดจากความไม่รอบคอบของเราเอง ทั้งเรื่องระยะเวลาของฟรีวีซ่าที่ไม่เช็คข้อมูลว่าได้กี่วัน และไม่ตรวจดูวันที่ของตั๋วตอนกลับให้ดี เสียค่าโง่ไปพอประมาณเลยค่ะ T_T อยากจะฝากทุกคนว่า จะไปเที่ยวก็เตรียมการเช็ควันที่ เช็ครายละเอียดต่างๆ ให้พร้อม อย่าประมาทเหมือนเราค่ะ ขอบคุณค่ะ

       *** ป.ล. ไวไฟสนามบินญี่ปุ่นแรงมากค่ะ เราสามรถติดต่อกับคนอื่น และหาข้อมูลต่างๆ ได้ เพราะพึ่งไวไฟสนามบินเลยค่ะ ไม่อยากคิดเลยว่า ถ้าไม่มีไวไฟจะทำยังไง T^T






 

Create Date : 27 มิถุนายน 2560
0 comments
Last Update : 27 มิถุนายน 2560 8:32:03 น.
Counter : 14 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สมาชิกหมายเลข 2533784
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 2533784's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.