คุกแห่งเกียรติยศ : ความรัก ความหวัง และความด้อยค่าของสตรีในมุมมืดของโลกอาหรับ

คุกแห่งเกียรติยศ : ความรัก ความหวัง และความด้อยค่าของสตรีในมุมมืดของโลกอาหรับ

เสียงที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจากเครื่องบันทึกเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง คร่ำครวญ และเสียงสะอื้นไห้ ความว่า “ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาทุกดวง ซึ่งหากได้ยินเสียงของข้าพเจ้าแล้วโปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย. ข้าพเจ้าขออ้อนวอนต่อทุกท่านในนามของพระผู้เป็นเจ้า,โปรดช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด อย่าได้ละทิ้งไป. ขอให้พระผู้เป็นเจ้าอยู่เคียงข้างและประทานความเมตตาต่อทุกท่าน ซาลาม อะไลยกุม” เธอคือ ฮัมด้ะ ฟาฮัด ยาซิม อาลี อับดุลลาฮ์ อัล ธานี สตรีอาหรับผู้ได้ถูกคุมขังอยู่ในคุกอย่างโดดเดี่ยวในประเทศกาต้าร์.

กาต้าร์, ประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากซาอุดิอาระเบียเข้าไปในอ่าวเปอร์เชียน มีประชากรประมาณ 863,000 คน ปกครองโดยอามีร ฮาหมัด บิน คอลิฟา อัล ธานี ผู้ซึ่งหลงใหลในการแข่งม้า และจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยแซนเฮิร์ท ผู้ซึ่งปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจการปกครองจากพระบิดาเมื่อปี ค.ศ. 1995 ราชตระกูล อัล ธานี ปกครองกาต้าร์มาตั้งแต่ช่วงกลางปี ค.ศ.1800. ฮัมด้ะเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1976 เป็นลูกสาวคนสุดท้องในบรรดาลูกสาวหกคน และพี่ชายสามคนของครอบครัว. บิดาและมารดาของเธอเป็นราชนิกูลจากราชตระกูล อัล ธานี และมาดาของเธอก็เป็นหลานลุงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนปัจจุบัน. ฮัมด้ะ เกิดมาพร้อมกับคำนำหน้านามเรียกขานว่า เชคเคาะ หรือเจ้าหญิง ซึ่งแน่นอนที่สุดเธอเป็นอิสลามซุนหนี่เหมือนชาวกาต้าร์คนอื่น ๆ และแบกเกียรติยศและภาคภูมิในความเป็นราชตระกูลอัล ธานี.

ปี ค.ศ.2004, สำนักข่าวต่างประเทศของอเมริการายงานว่ากาต้าร์ ได้ให้สิทธิแก่สตรีอย่างมากมายเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เชียน. ในปี ค.ศ. 1999 ผู้หญิงได้รับอนุญาตให้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง. ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าอย่างน้อยมันเป็นที่ที่ทำให้พวกเธอสามารถออกนอกบ้านได้. ผู้หญิงกว่า 70 %ได้รับการศึกษาในระดับสูงขึ้น : ฮัมด้ะ กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีปีสุดท้ายในสาขาการบริหารธุรกิจเมื่อความเปลี่ยนแปลงได้เข้ามาเยือนชีวิตของเธอ. แต่ชาวกาต้าร์ยังคงสนใจอยู่กับความเชื่อและทัศนคติทางสังคมเป็นอับดับแรกมากว่าการปรับเปลี่ยนที่เป็นไปอย่างช้า ๆ และคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่ายังมีการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในสังคม.ฮัมด้ะ , เป็นตัวอย่างของสตรีผู้โชคร้ายที่ปรากฏให้เห็น บิดาและมารดาของเธอมั่นคงอย่างแรงกล้าต่อวัฒนธรรมและประเพณีมากกว่าการเห็นแก่ความเป็นครอบครัว. ลูก ๆ ที่เป็นผู้ชายได้รับอิสระในขณะที่ลูก ๆ ที่เป็นผู้หญิงยากเหลือเกินที่จะได้รับมัน. เมื่อโตขึ้น, พ่อกับแม่จะเป็นผู้เลือกคู่ให้ และปรากฏว่ามารดาของฮัมด้ะไม่พึงพอใจต่อชายหนุ่มคนใดเลยด้วยเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นด้อยค่าและไม่คู่ควรกับลูกสาวของเธอ. มีเพียงลูกสาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่แหกกฎ และเธอก็ไม่รับการยอมรับจนกระทั่งเลิกรากับสามีและแน่นอนเธอมีลูก.

ในปี ค.ศ. 2001 ฮัมด้ะ และมารดาพร้อมด้วยพี่ ๆ ของเธอไปพักผ่อนที่ซาอุดิอาระเบีย ที่โรงแรมเจดด้าห์ เชอราตัน ฮัมด้ะได้พบกับซาอิด ซาลี พ่อหม้ายวัย 42 ปี ชาวอียิปต์ นักธุรกิจในซาอุดิอาระเบียและมีสำนักงานเกี่ยวกับธุรกิจส่งออกและนำเข้าอยู่ที่กรุงไคโร “เธอนุ่มนวลและมองโลกในแง่ดี เป็นคนที่พิเศษ และมีบุคลิกภาพลักษณะที่ดีเยี่ยม” นี่คือถ้อยความที่ซาอิดกล่าวถึงฮัมด้ะ แน่นอนทั้งคู่ประทับใจในกันและกัน และหลังจากที่ครอบครัวของฮัมด้ะกลับไปยังกาต้าร์แล้วทั้งคู่ก็ติดต่อกันเรื่อมาโดยผ่านทางโทรศัพท์และ e-mail เช่นคู่รักอื่น ๆ แต่ที่แตกต่างออกไปคือทั้งคู่ไม่มีโอกาสได้พบกันเลย

เมื่อความรักสุกงอมทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน....ตัดสินใจแต่งงาน ฮัมด้ะรู้ดีว่าบิดาของเธอจะมีปฏิกิริยาเช่นใดกับการตัดสินใจนี้ แต่ซาอิดยืนยันว่าเขาจะสามารถขอเธอจากบิดาของเธอได้ จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่มีโอกาสได้พบกับบิดาของเธอ มีเพียงถ้อยคำเรียบง่ายที่บอกมาว่าไม่สามารถให้ทั้งคู่แต่งงานกันได้.

ซาอิดเล่าว่า ฮัมด้ะมองเห็นเพียงอนาคตอันเลือนรางของทั้งคู่กำลังจะดับสูญลงดังนั้นเธอจึงคิดที่จะหนีออกนอกประเทศ เธอกล้าหาญมากที่จะก้าวออกไปและลอนดอนคือจุดหมายปลายทาง เมืองที่ฮัมด้ะเชื่อว่าที่นั่นเธอจะปลอดภัย. ซาอิดไม่เชื่อเช่นนั้น เขาเชื่อว่ากรุงไคโร...เมืองที่เขาเติบโต เมืองที่เขาทำงานจะเป็นเมืองที่ให้อิสระและให้ความปลอดภัยกับเขาทั้งคู่ แต่ซาอิดคิดผิดเขาโง่เหลือเกินที่ไม่เชื่อฮัมด้ะ

กฎหมายของประเทศกาต้าร์ไม่อนุญาตให้สตรีที่อายุน้อยกว่า 30 ปี ออกนอกประเทศหากไม่ได้รับอนุญาตจากบิดาหรือสามี, ดังนั้น ฮัมด้ะจึงขอยืมพาสปอร์ตของสตรีชาวซาอุดิอาระเบียเพื่อออกนอกประเทศ ผ้าคลุมศรีษะทำให้สตรีในประเทศรอบ ๆ อ่าวมีลักษณะคล้าย ๆ กัน พวกเขาปิดการเดินทางเป็นความลับและบินไปยังกรุงไคโร ฮัมด้ะทิ้งจดหมายไว้เพียงฉบับเดียวเพื่อบอกลาบิดาและมารดาและกล่าวถึงความจำเป็นต่อการกระทำของเธอ ฮัมด้ะละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อและครอบครัวเพื่อการอยู่ร่วมกับซาอิด ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2002 ไม่มีใครแม้เพียงคนเดียวในครอบครัวของเธอมาร่วมเป็นสักขีพยาน แต่ฮัมด้ะก็มีความสุขและรู้สึกปลาบปลื้มกับการแต่งงานของเธอ เพราะในที่สุดเธอก็มีครอบครัวและลูก ๆ เป็นของเธอเอง. แทบไม่น่าเชื่อเลย

ไม่นานนักฮัมด้ะก็ได้รับข่าวจากพี่สาวผู้ที่คอยให้กำลังใจเธอเสมอ และชื่นชมกับการตัดสินใจของเธอ เพื่อบอกว่าตอนนี้แม่ได้ป่วยหนักเหลือเกินจากความเศร้าโศกตรมต่อการตัดสินใจของฮัมด้ะ และเธอควรโทรกลับบ้าน.และเมื่อคนในครอบครัวพบว่าเอหายไปบิดาและมารดาได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ของกาตาร์ว่าเธอถูกลักพาตัว และซาอิดได้รับการเสนอเงินจากเจ้าหน้าที่ถึงสี่ล้านเหรียญในการส่งเธอกลับบ้าน เขากล่าวว่าแม้เพียงปลายเล็บของฮัมด้ะก็มีคุณค่ากับเขามากมายกว่าเงินใด ๆ ทั้งโลกที่จะเอามากองไว้ตรงหน้า

ฮัมด้ะและซาอิดจดทะเบียนสมรสภายใต้กฎหมายอียิปต์ และฮัมด้ะให้ความมั่นใจต่อพวกเขาว่าเธอไม่ได้ถูกลักพาตัว หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไปสถานทูตกาต้าร์ประจำกรุงไคโรเพื่อดำเนินการตามกฎหมายของกาต้าร์และรับพาสปอร์ตเล่มใหม่ของเธอ อนิจจามันเป็นเพียงแค่กลลวงของเจ้าหน้าที่รับบาลทั้งสองฝ่ายเพราะสถานการณ์ณืทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่ภายหลังที่คนทั้งคู่เดินออกมาจากสถานทูตแล้วซาอิดได้ผละไปเอารถขณะที่ปล่อยให้ฮัมด้ะยืนคอยเพียงลำพังริมฟุตบาท เมื่อเขากลับมาจึงพบว่าฮัมด้ะกำลังถูกจับยัดเข้าไปในรถแปลกตาที่ไม่คุ้นเคย เขาได้แต่ร้องตะโกนดังลั่นเพื่อให้ใครช่วยเหลือเธอ อนิจจาทั้งคู่เพิ่งจะแต่งงานกันเพียง 14 วันเท่านั้นเอง

ซาอิดรีบวิ่งกลับเข้าไปในสถานทูตอีกครั้งเขาโทรศัพท์กลับไปหาพี่สาวของฮัมด้ะ สี่ชั่วโมงหลังจากนั้นเขาได้พบว่าอัมด้ะถูกนำตัวกลับไปยังกาต้าร์ ซึ่งทันทีที่เธอกลับไปถึงกาต้าร์ฮัมด้ะถูกสอบสวนเล็กน้อยและกล่าวว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงของกาต้าร์เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการ, เธอถูกวางยาสลบในรถยนต์และมาตื่นขึ้นอีกครั้งบนเครื่องบินที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน ฮัมด้ะมีทางเลือกเพียงสองทางในการตัดสินใจต่อชะตาของเธอคุก หรือ บ้าน และเธอตัดสินใจเลือกคุก ฮัมด้ะได้พบกับผู้คนเพียงเล็กน้อยซึ่งมีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและหมดชาวเยเมน หมอที่ฉีดยาให้เธอและบอกว่านี่เป็นยาบำรุง แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือยาขับเลือดเพื่อทำแท้ง แน่นอนซาอิดยืนยันว่าฮัมด้ะกำลังตั้งครรภ์และเด็กได้ถูกกำจัด หกเดือนในคุกก่อนจะย้ายไปยังที่คุมขังแห่งใหม่ และอีกหกเดือนต่อมาฮัมด้ะถูกนำกลับไปที่บ้าน

สองปีแล้วที่ฮัมด้ะถูกขังเอาไว้ชั้นบนของวัง (บ้าน) ของบิดาและมารดา เธอได้รับอนุญาตให้อ่านได้เฉพาะคัมภีร์อัลกุรอ่าน และได้พบปะผู้คนเฉพาะมื้ออาหารที่มีใครยกขึ้นมาให้ พวกเขาทอดทิ้งเธอไว้ในความมืดมน ตอนนี้อัมด้ะกำลังได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสสาหัสจากการกระทำทารุนกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพี่ชายของเธอ องค์การนิรโทษกรรมสากลห่วงในความปลอดภัยของเธอ : ถ้ามีบางสิ่งที่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับเธอใครจะรู้ได้

เรื่องราวความรุนแรงนี้ไม่นานก็ถูกลืม ซาอิดจึงได้พยายามวิงวอนและเรียกร้องต่อทุกคนที่เขาพอจะนึกออก และเขาก็มีความหวังเพียงเล็กน้อยกับอง์การสิทธิมนุษยชนอาหรับรวมทั้งองค์อามีร และแม้กระทั่งภรรยาของอามีร เชคเคาะโมซะฮ์ แต่ไม่มีการตอบรับใด ๆ กลับมาเจ้าหน้าที่รัฐของกาต้าร์กล่าวว่าพวกเขาทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้และพยายามหาทางช่วยเหลือฮัมด้ะ อย่างไรก็ตามมันค่อนข้างจะยุ่งยากสำหรับอามีรในการที่จะสั่งให้ปล่อยตัวฮัมด้ะ เพราะว่าหากมีการแทรกแซงใด ๆ เกิดขึ้นนี่ไม่ใช่แค่บิดาเพียงคนเดียวแต่เป็นบรรดาบิดาทั้งหมดในกาต้าร์. สรุปง่าย ๆ ก็คือตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายใด ๆ จะรับรองเรื่องเหล่านี้และมันเป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวในทางการเมือง ที่ชัดเจนก็คือมันมีเหตุการณ์คล้าย ๆ อย่างนี้ที่เกิดขึ้นในอดีตโดยสตรีที่เกี่ยวข้องได้ถูกฆ่า องค์การนิรโทษกรรมเพิ่งจะยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องเหล่านี้เมือปี 2004 ซึ่งไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดแจ้งว่ามีสตรีมากมายเท่าใดที่ถูกปฏิบัติอย่างนี้ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่เปิดเผยนั่นเอง

ในเดือนกันยายน 2004 องค์การนิรโทษกรรมได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งกาต้าร์ เพื่อเรียกร้องต่อกรณีของฮัมด้ะ แต่ไม่มีการตอบกลับอย่างเป็นทางการ มีเพียงถ้อยคำการแสดงสัญญาว่าแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น. ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาองค์การนิรโทษกรรมได้ออกประกาศไปทั่วโลก และยื่นหนังสือทวงถามต่อองค์อามีรแห่งกาต้าร์ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ติดต่อไปยังครอบครัวของฮัมด้ะ แต่ก็ไม่มีผลใด ๆ เพื่อให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงจากที่เป็นอยู่. และองค์การนิรโทษกรรมได้รับหนังสือตอบกลับอย่างเป็นทางการพร้อมคำสัญญาจากองค์อามีรว่าจะสั่งให้มีการสืบสวนเรื่องราวโดยเร็วที่สุด

ซาอิดกล่าวว่าเขาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อปลดปล่อยฮัมด้ะให้เป็นอิสระ “ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อต่อทุกคนให้เห็นใจต่อการกระทำครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยเธอแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ข้าพเจ้าจะไม่มีวันยอมแพ้จนกว่าเราจะตายจากกันไป”

บทความนี้ถูกตีพิมพ์เมื่อปี 2006 และในวันนี้ก็ไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับโชคชะตาของคนทั้งคู่ ข้าพเจ้าได้แต่ขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าโปรดอยู่เคียงข้างและประทานความเมตตาต่อพวกเขาด้วยเถิด……….

ขอให้ทุกคนที่ผ่านเข้ามาอ่านเรื่องราวของเชคเคาะผู้โชคร้ายในความรักพระองค์นี้ จงนำพาความรักของท่านก้าวผ่านอุปสรรคไปให้ได้ อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา อย่าสิ้นหวังต่อความโหดร้ายและความอยุติธรรมใด ๆ
อันเกิดจากทัศนคติและการตัดสินโดยหัวใจโหดร้ายของใครบางคน

ฮัมด้ะ ฟาฮัด ยาซิม อาลี อับดุลลาฮ์ อัล ธานี เจ้าหญิงผู้โชคร้าย



องค์อามีรแห่งกาต้าร์ เชค ฮาหมัด บิน คอลิฟา อัล ธานี และภรรยาเชคเคาะโมซะฮ์



Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2552 16:55:13 น. 2 comments
Counter : 212 Pageviews.

 
ดิฉันเป็นคนที่ชอบอ่านนิยายแนวอาหรับแต่ในนิยายทุกเรื่องจะจบแบบมีความสุขตลอด แต่ชีวิตจริงของฮัมด้ะ ไม่เป็นเช่นในนิยาย อยากเป็นกำลังใจให้สู้ต่อไปเพื่อว่าอาจจะมีสักวันที่ทั้งสองจะได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง.......



โดย: ความหวัง IP: 125.26.7.17 วันที่: 7 มิถุนายน 2552 เวลา:22:03:45 น.  

 
จากการที่ได้อ่าน ขอบอกว่า รักออกแบบไม่ได้
ความรักไม่เกี่ยวกับศาสนา ไม่เกี่ยวกับอายุ เอาอะไรมาวัด ว่าอะไรคือความไม่เหมาะสม เมื่อคนสองคนเข้าใจกัน แล้วทำตามระเพณีก็น่าจะมีขอผ่อนผัน
จิตใจของมนุษย์บังคับกันไม่ได้หรอกน่ะค่ะ ถึงแม้จะเป็นผู้หญิง


โดย: ami IP: 114.128.2.16 วันที่: 8 สิงหาคม 2552 เวลา:23:48:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

salama_rashid
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Oh I come from a land, from a faraway place Where the caravan camels roam Where they cut off your ear If they don't like your face It's barbaric,but hey,it's home
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
4 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add salama_rashid's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.