++ใครทำอะไรที่ไหน ขอไปร่วมวงด้วยคน++
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2558
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
9 พฤศจิกายน 2558
 
All Blogs
 

3K Trip ตอนที่ 4 K2 ในวันที่แบตอ่อน

วันนี้ตามแผนเราจะไป Saga กันค่ะ 


เริ่มจาก Karatsu ก่อน แล้วไปต่อที่ศาลเจ้ายูโทคุ อินาริ Yutoku Inari

เพราะฉะนั้น จะต้องออกจากที่พักเช้ามากๆ ประมาณว่าหกโมงเช้าออกไปขึ้นรถไฟ แต่ว่า สภาพร่างหลังจากสมบุกสมบันมาสามวันติดตอนนี้ ลุกจากที่นอนแทบไม่ไหวค่ะ เพราะฉะนั้น แก่แล้วอย่าฝืนสังขาร เอาเท่าที่ได้แล้วกัน 555

ก็เลยตัดสินใจออกจากที่พักสายหน่อยค่ะ นั่งรถใต้ดินไปที่สถานี  Meinohama จากนั้นก็ใช้พาส นั่งรถไฟต่อไปยังสถานี Karatsu ค่ะ



เอาจริงๆ คิดว่า น่าจะมีบางขบวนแหละค่ะ ที่พอถึงสถานีนี้แล้วก็แปลงร่างเป็นรถไฟธรรมดาวิ่งไป Karatsu เลย




พอถึงสถานีKaratsu เดินออกมา อากาศแจ่มใสเย็นสบายดีค่ะ แต่ ไปทางไหนต่อ 555



ตำราบอกว่าให้นั่งบัสไปตลาดโยบุโกะ แล้วบัสอยู่ไหนล่ะ 
เดินกลับเข้าไปในสถานีอีกครั้งค่ะ เดินเข้าไปอินฟอร์เมชั่น ได้ข้อมูลเรื่องรถบัส พร้อมกับแผนที่มาอีกหนึ่งแผ่น


จากนั้นก็เดินค่ะ เดินๆๆ ไม่ไกลมากพอเดินได้ ไปยังอาคารบัสเซ็นเตอร์ค่ะ ด้านหน้าอาคารจะเขียนว่า OTTE เหมือนเป็นชื่อห้างประมาณนั้นค่ะ เดินเข้าไปด้านหน้าก็มีร้านอาหาร มีขายของจุกจิกนะคะ แต่จะมีป้ายบอกทางไป Bus station ชัดเจนค่ะ



ตรงเข้าไปที่ห้องขายตั๋ว ถามเขาว่าจะไปโยบุโกะ 2 คนเท่าไหร่คะ เจ้าหน้าที่พูดอังกฤษไม่ค่อยได้หรอกค่ะ แต่เขาคงฟังออกแหละ จิ้มเครื่องคิดเลขบอกเรามาว่า 1500 เยน (คนละ 750 เยน)

พอส่งเงินให้ เขาก็เอาเงินเดินออกจากห้องมา กดตั๋วที่ตู้ข้างหน้าให้เราค่ะ 555
ได้ตั๋วมาแล้วรอรถนะคะ รถมาประมาณสิบโมงกว่าๆ ค่ะ


ในใจตอนนั้นนั่งคำนวณแล้ว ว่าจองตั๋วรถไฟไปศาลเจ้ายูโทคุ อินาริ ตอนเกือบบ่าย จะทันไหมล่ะ

รถบัสวิ่งประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงตลาดโยบุโกะค่ะ สุดทางกันเลยทีเดียว 

ตลาดโยบุโกะ เป็นตลาดของทะเลค่ะ คล้ายๆ กับตลาดในจังหวัดชายทะเลบ้านเรา อย่างบ้านเพ อะไรทำนองนั้นอะค่ะ

ก็เล็กๆ นะคะ ไม่ใหญ่มาก อาหารที่เป็นที่ขึ้นชื่อของเขาเลยก็คือ ปลาหมึกโยบุโกะ ตัวใสๆ นั่นเองค่ะ

แต่รอบนี้ไม่ได้กินซาซิมิปลาหมึก ขอเป็นเทมปุระแทนแล้วกัน

เดินจนรอบแล้วยังไม่เห็นมีร้านไหนเปิดให้นั่งกินข้าวเลยค่ะ 55555 นั่งรถกลับเลยแล้วกันเน๊าะ ก็เดินไปตรงท่ารถที่เราลงตอนขามาค่ะ ถามเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่าไม่มีขายตั๋ว ไปหยอดเอาบนรถนะจ๊ะ คนละ 750 เยน เหมือนเดิมค่ะ

กลับมาถึงสถานีในเมืองเอาเกือบเที่ยงค่ะ ซึ่งถ้าเราจะไป ศาลเจ้ายูโทคุ อินาริ ตามแผนเดิม แปลว่าต้องตัดปราสาทคารัทสึออกจากโปรแกรมค่ะ

แต่มาถึงนี่แล้ว อีกนิดนึงจะถึงปราสาทแล้ว ในใจนี่คิดหนักเลยค่ะ จะตัดปราสาท หรือจะตัดศาลเจ้าดี 555 เดินกลับไปกลับมา จนคุณนายบ่น เพราะวันนี้เราเหนื่อยล้ากันมากจริงๆ ค่ะ

ก็เลยตัดสินใจว่าไม่ไปต่อ อยู่ดูปราสาท แล้วกลับฮากะตะไวหน่อยแล้วกัน จะได้ไปพัก

ทิ้งตั๋วรถไฟเที่ยวบ่ายทั้งหมดเลยค่ะ แต่ว่า จะไปปราสาทยังไง เพราะดูจากแผนที่ในมือ เหมือนจะไม่ไกลค่ะ แต่ดูจากแผนที่เป็นกระดานแผ่นใหญ่ข้างทาง สี่ห้ากิโลอยู่เหมือนกันนะคะ เรียกแท็กซี่ดีไหม

คุณนายเลยแนะนำว่า ทำไมเธอไม่กลับไปที่สถานีรถบัส แล้วถามเขาว่ามีบัสไปปราสาทไหม 

เออ จริง ไม่น่าโง่เลยเรา 555

กลับไปถามที่ห้องขายตั๋วห้องเดิมเลยค่ะ เอาแผนที่จิ้ม ไปปราสาทเนี่ยค่ะ คราวนี้เจอพนักงานอีกคนหนึ่งค่ะ คุณพนักงานเขียนตัวเลขที่เราจะต้องกดตั๋วให้คือคนละ 160 เยน แล้วก็บอกว่า รถมา บ่ายโมงสี่นาที

รถบัสที่ไปปราสาทคารัทสึ เป็นลูปบัสนะคะ ก็คือรถจะวิ่งวนฝั่งเดียว ทั่วทั้งเมือง 

แล้วปราสาทเนี่ย เหมือนจะเป็นป้ายที่อยู่ก่อนสถานี 55 นั่งยาววนรอบเมืองเลยทีเดียว

พอถึงป้าย ลงรถแล้วก็หาทางขึ้นปราสาทค่ะ 

ด้วยความที่เพิ่งมาจากปราสาทคุมาโมะโตะ เขาเก็บค่าเข้าตั้งแต่ริมรั้ว ก็เลยงงๆ ว่าตั๋วเข้าปราสาทนี้ อยู่ไหนกัน


พอเห็นบันไดทางขึ้นเท่านั้น คุณนายบอกว่า เธอขึ้นไปเหอะ ฉันรอข้างล่าง 555

แต่เดินตามๆ เขาไปก่อนค่ะ 555 มีคุณลุงคุณป้าญี่ปุ่นสองคน เดินนำทางไปด้านหลังบันไดทางขึ้น

เอ เขาจะไปไหนกันนะ ก็บันไดมันอยู่นี่ 

ปรากฏว่า มันมีลิฟต์ซ่อนอยู่ด้านหลังค่ะ ค่าขึ้นลิฟต์ คนละร้อยเยน

ขึ้นไปด้านบนปราสาท อากาศดี ลมเย็นสบาย ทะเลสวยๆ ฟ้าใสๆ แต่คุณนายบอกว่า เธอขึ้นไปบนปราสาทคนเดียวนะ ฉันรออยู่นี่ 555
ลุยเดี่ยวอีกปราสาทนึงค่ะ วิวดีจริงๆนะคะปราสาทนี้ มีทะเลอยู่ด้านหน้า



เดินเล่นสักพัก ก็ได้เวลากลับค่ะ แต่ก่อนกลับ เจอตู้ไอติมตู้นี้ ขอกดกินหน่อย 555



เสียค่าลิฟต์ลงมาอีกคนละร้อยเยนค่ะ กลับลงมาด้านล่าง 

ทีนี้ปัญหาเกิดสิคะ ลืมขอตารางบัสจากสถานีมา บัสจะมาเมื่อไหร่ ขึ้นบัสป้ายไหนล่ะ ถามคนแถวนั้น มีคุณลุงกลุ่มใหญ่พยายามเข้ามาอธิบาย (หรืออีกนัยนึงคือเถียงกันเอง 555) บอกให้เราข้ามไปฝั่งโน้น

เดินลอดอุโมงข้ามถนนไปค่ะ

ไปถึงป้ายรถบัส เจอแท็กซี่จอดส่งผู้โดยสารพอดี ก็เลยโบกแท็กซี่ แล้วชี้ไปที่สถานีรถไฟค่ะ

แท็กซี่เมืองนี้ เริ่มต้นที่ 680 เยน นะคะ นั่งไปมิเตอร์ยังแทบไม่ทันกระดิกเลยก็ถึงแล้วค่ะสถานีรถไฟ ค่าเสียหาย 720 เยนค่ะ

อาจจะแพงหน่อย แต่ว่า จริงๆ อยากลองขึ้นแท็กซี่ที่ญี่ปุ่นด้วยค่ะ ว่าจะดีงามขนาดไหน

เท่าที่สังเกตคือ เขาจะสุภาพนะคะ แล้วก็รีบกดหยุดมิเตอร์ตอนถึงสถานีมาก แบบชนิดที่ว่าแค่รถเลี้ยวเข้าเขตสถานีปุ๊บ เขาหยุดมิเตอร์แล้วค่ะ คงกลัวเราเสียตังค์แพง 55
นั่งรถไฟกลับกันค่ะ ตอนนี้มีปัญหาต่ออีก คือว่ารถไฟขบวนที่เราขึ้นกลับมานี่ ตอนอยู่ต่างจังหวัดก็เป็นรถไฟธรรมดา แต่พอพ้นสถานี Meinohama มาแล้ว มันกลายเป็นรถไฟใต้ดินซึ่ง พาสใช้ไม่ได้แล้วสิคะ

ยังไงล่ะทีนี้ จะจ่ายตังค์ตอนไหน

คำตอบอยู่ตรงขาออกนี่หล่ะค่ะ

ร่วมวงเลือกลงที่สถานีเท็นจิน เพราะเห็นว่ายังไม่เย็นมาก เท็นจินน่าจะมีของกินเยอะกว่า (คิดเอาเอง 55) 

พอถึงสถานีเท็นจิน เราก็เข้าไปยื่นพาสให้เจ้าหน้าที่ดูค่ะ แล้วก็ถามว่า แล้วเราจะซื้อตั๋วตรงไหน

ปรากฏว่ามันมีตู้ขายตั๋วอยู่ด้านในสถานีค่ะ 555 บ้านนอกมากฉัน แต่เจ้าหน้าที่เขาก็ดีนะคะ อธิบายอย่างใจเย็น ไม่ได้มีทีท่าว่าเราตั้งใจจะโกงค่าโดยสารอะไรเขาเลย

เอาตังค์ส่งให้เจ้าหน้าที่ไปหยอดตู้ค่ะ คนละสามร้อยเยน ค่าตั๋ว จากนั้นก็ออกมาเดินหาร้านกินข้าว

เพราะวันนี้ทั้งวัน ยังไม่ได้กินข้าวแบบเป็นจริงเป็นจังเลยค่ะ มีแต่แบบเป็นชิ้นเป็นอัน อย่างข้าวปั้น แซนวิช อะไรแบบนี้ค่ะ 55

สองคนแม่ลูกตกลงกันว่า วันนี้อยากกินพาสต้าค่ะ เดินวนไปวนมา เจอร้านหนึ่งน่าทานเชียว ดูจากรูปดีสเพลย์หน้าร้านนะคะ
ก็ตกลงว่าร้านนี้แหละ เดินเข้าไป พนักงานบอกว่าชั้นล่างที่นั่งเต็ม ไปชั้นสองนะคะ โอเค ชั้นสองก็ชั้นสอง

แต่พอเดินเข้าไปถึงกับผงะค่ะ โห นี่มันร้านอาหารหรือโรงสี ทำไมหมอกควันมันคลุ้งไปหมด

555 เพราะว่าด้านบนเป็นโซนสูบบุหรี่ค่ะ และทุกโต๊ะ ทั้งชายและหญิง ก็แข่งกันพ่นควันแบบเอาเป็นเอาตาย

มองหน้ากันแบบไม่ต้องถาม เดินลงดีกว่าค่ะ ไม่อย่างนั้นกว่าจะได้ทานอาหาร คงสำลักควันตายก่อน

หาร้านอื่นทานกันค่ะ สุดท้ายมื้อนี้ ก็ได้พาสต้า กับพิซซ่ามากิน 55





เสร็จแล้วก็กลับที่พักค่ะ ในสมองยังนึกแผนการถึงศาลเจ้าว่าเราจะสามารถยัดลงไปในแผนวันรุ่งขึ้นได้หรือเปล่านะ

พอกลับมาถึงโรงแรม ก็รีบเช็คเที่ยวรถไฟค่ะ ร่วมวงไม่ได้พกเน็ตไปด้วย อาศัยใช้wifi  ของโรงแรมเอาค่ะ

ดูแนวโน้ม ว่าน่าจะพอไปได้ แม้มันจะคนละทางกับที่เราจะไปในแผนของวันพรุ่งนี้ก็เถอะ จัดการกรอกแบบฟอร์มจองตั๋วรถไฟ แล้ววิ่งไปที่สถานีฮากะตะ ที่อยู่ข้างๆ โรงแรมค่ะ โชคดีตรงนี้แหละที่โรงแรมอยู่ใกล้สถานีมาก

จองตั๋วรถไฟของวันพรุ่งนี้ใหม่แทบจะทั้งวันเลยค่ะ เหลือแค่ตั๋วขากลับเที่ยวเดียว

พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยว K ที่ 3 กันแล้วนะคะ 555 ตกลงรู้กันหรือยัง ว่า 3K มาจากอะไร







 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2558
0 comments
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2558 18:47:45 น.
Counter : 214 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ร่วมวงด้วยคน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ร่วมวงด้วยคน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.