Chapter 1 : A001




     ทวีปอันเซีย คศ 4059 หลังเกิดเหตุภัยพิบัติปริศนาอันยาวนานร่วมพันปี ไม่มีใครรู้ตัวเลขที่แน่นอนและการรู้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร

โลกนี้ถูกปกคลุมด้วยอากาศหนาวเย็น บางพื้นที่เต็มไปด้วยกลุ่มซากไม้ยืนต้นแห้งตายที่เราเรียกว่าป่า

บางพื้นที่หินผาสูงใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่เราเรียกว่าภูเขา

มีเพียงพืชไม่กี่ชนิดที่เราเรียกว่าหญ้าที่สามารถงอกเงยอยู่ท่ามกลางโลกแห่งนี้ได้


แต่รสชาติของดอกไม้ใบหญ้าคงไม่ถูกปากเหล่าสิ่งมีชีวิตกระหายเลือด"มิวท์" พวกมันจึงได้ออกไล่เข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตเพื่อกินเป็นอาหาร


     ถึงแม้โลกนี้จะเต็มไปด้วยความป่าเถื่อนและสิ้นหวัง ถึงกระนั้นผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารก็ยังคงเป็นพวกเรา "มนุษย์" อยู่ดี อย่างไรก็ตามพวกเราก็ไม่ได้สงบสุขกันเสียทีเดียว เพราะที่ใดมีมนุษย์แล้วละก็ ที่นั่นย่อมมีการค้า การเมือง และ สงคราม



และไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็เป็นปลาใหญ่ ที่ได้กินปลาเล็ก เสมอมา



ฐานบัญชาการกองกำลังทหารรับจ้างหน่วยที่ 15


ผมชื่อ เอดจ์ เรมอนด์ นายกอง ผู้มียศสูงสุดของสถานที่แห่งนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหน่วยชั้นนอกที่กำลังพลไม่มากนัก แต่ก็นับเป็นตำแหน่งที่น่าอิจฉาอยู่ดี


ในมือของผมมี อาร์ค แผ่นม้วนทำจากหนังสัตว์ฃึ่งถูกวาดลวดลายเป็นวงกลมขนาดเล็กใหญ่บนเส้นขีดบางๆจำนวนทั้งสิ้น 14บรรทัด

มันอาจดูไร้ความหมาย แต่วงกลมแต่ละวงมีช่วงจังหวะการเว้นที่แน่นอน ส่วนขนาด ก็ไม่ได้เป็นการไล่จากเล็กไปใหญ่ หรือจากใหญ่ไปเล็ก และด้วยเหตุผลที่ว่ามา หากใครหน้าไหนดูไม่ออกว่ามันคืออนุกรมรหัสลับ ก็คงจะโง่เกินกว่าจะอยู่รอดในหน้าหนาวในทวีปอันเซียได้


ผมเพ่งมองมันพลางจิบชาเอ้อหลาน มันเป็นชาที่ให้กลิ่นหอมมากที่สุดในบรรดาชาที่ยังสามารถเจริญเติบโตบนสภาพอากาศและพื้นดินที่ย่ำแย่บนโลกนี้

โดยไม่ต้องอาศัยเรือนกระจกเพาะเลี้ยง หากจะจัดคะแนนให้มันละก็ คงจะได้เกรด Aเลยทีเดียวเชียว ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วเราจะอยากปลูกต้นข้าวขึ้นมากกว่าต้นชานี่ก็ตามที


     หลังจากที่ชาเอ้อหลานของผมหมดไปเป็นแก้วที่2  คิ้วที่ขมวดเป็นปมของผมก็คลายออก มันเป็นอนุกรมรหัสลับประเภทอาศัยตัวหลอก

หากสังเกตดีๆก็จะพบรูปแบบที่ปรากฎซ้ำๆในแต่ละบรรทัด ซึ่งนั่นแหละ ลักษณะของชิ้นส่วนที่เราควรจะตัดทิ้งไปก่อนได้เลย


ภายในเนื้อหาได้ใจความว่าเป็นตารางเวลาที่มีลักษณะค่อนข้างถี่ เป็นไปได้ว่าจะเป็นการหาทรัพยากร

หลังจากที่ได้ข้อมูลเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินหมากตาถัดไปเสียที เป้าหมายครั้งนี้ ค่อนข้างทำเงินได้ดีทีเดียว

และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือฐานอำนาจการต่อรองของผมต่อ “รูเลอร์” ก็จะมากขึ้นด้วย เพียงแค่คิดมันก็ทำให้ผมยิ้มแก้มปริแล้ว

จากนี้ไป การเจรจาติดต่อขอซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องอำนวยความสะดวกคงจะราบรื่นขึ้นเยอะ


          “ท่านครับ มีรายงานด่วนครับ” ชายแก่คนหนึ่งของผมโผล่พรวดเข้ามาในห้องโดยไม่มีการขออนุญาตใดๆ

เขาชื่อ ออกุสตาฟ วลาด มียศเป็นถึงรองหัวหน้ากอง สามารถออกคำสั่งควบคุมทั้งหน่วยแทนผมได้เลยทีเดียว

ตาแก่นี่มีระเบียบวินัย ขยัน อดทน และโง่ ซึ่งเป็นลักษณะของคนที่ควบคุมง่าย


ผมพยักหน้าเป็นนัยว่า ผมพร้อมจะรับฟัง


          “คือว่า นักโทษ รหัส A 001 ของเราหลบหนีออกไปแล้วครับ”ชายแก่คนนั้นกล่าวด้วยท่าทีเลิ่กลั่ก และเสียงสั่นเพราะนักโทษที่หลบหนีออกไปได้นั้น มีค่ามากพอจะสั่งถลกหนังผู้ดูแลตั้งแต่ยามหน้าประตูไปจนถึงหัวหน้าหน่วย นำไปปิ้ง ทาเกลือ และโยนให้พวกทาสกินต่อหน้าได้เลยซะด้วยซ้ำ ไม่บ่อยนักที่เราจะได้กักขังขักโทษระดับ A พวกเขาถือเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม


          “อ่าหะ แล้ว ความเสียหายล่ะผมเอ่ยถามเสียงเรียบ โดยที่รอยยิ้มยังไม่หายไปจากใบหน้า


          “พวกเราตายไป2คน บาดเจ็บสาหัสอีก3 และอีกคนหนึ่งถูกจับไปเป็นตัวประกันขณะหลบหนีครับ”ชายแก่คนนั้นดูท่าทีผ่อนคลายลง เมื่อเห็นว่าเจ้านายไม่ได้มีท่าทีหัวเสียแต่อย่างใด

          “เป็นเพราะ ท่านสั่งไว้ว่า ห้ามฆ่าเด็ดขาด เลยทำให้พ..”


          “เออ รู้แล้วผมตวาดตัดรำคาญไปโดยที่มันยังไม่ทันจะพูดจบดี

          “ไอ้ที่โดนจับไปน่ะ นับว่าตายไปเลย มันคงไม่โง่ปล่อยตัวประกันกลับมาหรอก แล้วที่ถามน่ะ หมายถึงมันเอาอะไรติดตัวไปได้บ้างต่างหากโว้ย” รอยยิ้มของผมหายไปแล้ว และปรากฎรอยขมวดที่คิ้วแทน


          “ขออภัยครับ! จำนวนทหารที่ตายมีทั้งสิ้น3คน บาดเจ็บสาหัสอีก3 และไม่พบอุปกรณ์ที่หายไปจากศพครับชายแก่คนนั้นก้มหัวลงและรีบแก้ผลรายงานใหม่อีกครั้ง


          “ดี ส่งหน่วยที่1ออกสอดแนม ติดตามเส้นทางการหนี และเรียกหน่วยที่  2 3 5 7 มาเข้าพบผมที ในอีก5นาที อย่าให้ช้าล่ะ”


          “ย่าห์ชายแก่คนนั้นเหยียดตัวตรงเปล่งเสียงออกมาพร้อมกับตบฝ่ามือขวาเข้าที่ไหล่ซ้ายด้วยท่าทีแข็งขันประหนึ่งทหารหนุ่มจบใหม่เป็นการทำความเคารพ ก่อนจะรีบออกจากห้องไป



อืมม กรณีถูกจับเป็นเชลยแล้วหลบหนี โดยหลักทั่วไปตามตำราแล้ว ควรจะสร้างความปั่นป่วนภายในค่ายและหลบซ่อนรอจนกำลังเสริมเข้ามาทำการช่วยเหลือ ระหว่างนั้นก็สร้างความเสียหายให้ได้มากที่สุด การที่หนีออกไปโดยไม่แม้แต่จะหยิบฉวยอุปกรณ์ไปด้วย แสดงว่า จะต้องรีบมากๆ เช่น เพื่อไปให้ทันกำหนดการณ์ออกหาทรัพยากร...

ความคิดผมแล่นทันที การหนีออกไปของนักโทษคนนี้ยิ่งเป็นการยืนยันความถูกต้องในการถอดรหัสของผม เพราะเส้นทางที่จะออกเดินทางครั้งถัดไปมันจะถึงที่หมายในอีก3ชั่วโมง ระยะห่างจากที่นี่ก็น่าจะราวๆ 60 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ไกลเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา ในเมื่อกองกำลังของผมมียานเกราะเข้าประจำการแล้วถึง3คัน


          “ขออนุญาตเข้าพบครับ”มีเสียงดังขึ้นจากนอกห้องแทรกระหว่างที่ผมกำลังคิดแผนการ


          “เข้ามาได้” ผมตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

จากนั้น ชายหนุ่ม 4คนก็ได้เข้ามายืนต่อหน้าผม พวกเขาแต่ละคนเป็นหัวหน้าหน่วยที่ผมได้ประกาศเรียกตัวไปเมื่อสักครู่นี้เอง


          “เอาล่ะ ผมมีงานสำคัญจะให้พวกคุณทำ” รอยยิ้มปรากฎบนใบหน้าของผมอีกครั้ง






คืนเดือนมืด

เวลา 2.40


เวลาล่วงเลยไปกว่า 2ชั่วโมงครึ่ง หลังจากระบุพิกัดที่น่าจะเป็นจุดนัดพบ ผมและลูกน้องก็รีบเข้าประจำการเพื่อดักรอ ยานเกราะสีดำที่ถูกพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีแต่ความมืดสุดลูกหูลูกตา อีกทั้งยังเป็นคืนเดือนมืดอีกด้วย ทุกอย่างช่างเหมาะเจาะแก่การซุ่มโจมตี ตอนนี้ผมได้จัดวางกำลังพลกระจายตัวกัน3หมู่ตามแนวพุ่มไม้ทางด้านซ้ายมือของถนน เพื่อให้แน่ใจว่ากระสุนพลาสม่าที่ยิงออกไปจะไม่โดนพวกเดียวกันเอง และกรณีแผนบุกโจมตีล้มเหลว ผมก็จัดการโค่นต้นไม้ดักเส้นทางไว้ก่อนแล้ว เหตุผลที่ต้องลงทุนขนาดนี้ก็เพราะว่า ค่าหัวสำหรับ”เป็น”จะมีค่ากว่า”ตาย” 





เวลา 3.20 .

ตอนนี้มันผ่านมา5นาทีแล้ว ทุกคนในหน่วยอยู่ในสภาวะกดดัน เสียงลมหายใจเงียบสนิท สมาธิของทุกคนเพ่งอยู่ที่สัมผัสทั้งการมองเห็นและได้ยิน เพราะเป้าหมายเราอาจจะโผล่มาได้ทุกเมื่อ และมันจะไม่มีครั้งที่สองแน่ๆ แต่ถ้าหากเป้าหมายไม่โผล่มา ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะอย่างน้อยผมก็จะจับตัวนักโทษคนนั้นกลับไปได้อยู่ดี


ถึงแม้ว่าความน่าเชื่อถือของผมจะเละเทะต่อหน้าลูกน้องก็ตามทีเถอะ





เวลา 3.25 .

ทุกๆนาทีๆที่เพิ่มขึ้นบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลบนข้อมือของผม มันได้ลดความมั่นใจของผมลงไปเรื่อยๆ แผนปฏิบัติการครั้งนี้ มันกำลังจะล้มเหลวไม่เป็นท่า ผมพากำลังพลทุกหน่วย ยานเกราะทุกคัน อาวุธทุกชิ้นออกมาไกลถึง60กิโลเมตร เพื่อที่จะมาจับนักโทษชั้นเยี่ยมคนเดียว?  ให้ตายเถอะ ข้ออ้างนี้มันห่วยแตก ผมคงได้มีฉายาเป็นไอ้โง่ ไอ้โง่ประจำหน่วยที่15 ผู้ซึ่งโดนปั่นหัวเสียเละเทะ นี่มันเลวร้ายมากๆ เลวร้ายยิ่งกว่าโดนนักโทษฆ่าตายขณะหลบหนีเป็นร้อยเท่า


ดูเหมือนหลังจากจับนักโทษคนที่ว่าได้ หลังกลับไปที่หน่วยการทรมาณเค้นความจริงที่มันจะได้เจอ คงจะรุนแรงเป็นพิเศษแน่ๆ






เวลา 4.00 .

ลูกน้องของผมเริ่มผ่อนคลายตัวลง หลังจากที่ระยะเวลาผ่านมากว่า 40นาที แต่ก็ยังไร้วี่แววของเป้าหมาย ถึงแม้จะกลับไปแสดงท่าทีแข็งขันทุกครั้งที่ผมถลึงตาใส่ แต่เมื่อละสายตาได้ไม่นาน พวกเขาก็เริ่ม ลดการป้องกันลงเหมือนเก่า

จนกระทั่ง มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น ทุกคนกลับไปตื่นตัวอีกครั้ง แต่ก็แค่ชั่วครู่เดียว เพราะภาพที่ปรากฎ สู่สายตาก็คือ นักโทษสาว A 001 ได้ปรากฎตัวขึ้นบนถนนด้วยจังหวะการเดินที่ไม่มั่นคง และลมหายใจที่เริ่มระส่ำระส่าย ดูเหมือนเธอจะวิ่งมาตลอด4ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เธอสวมชุดเดียวกันกับที่เรายึดไว้ก่อนจะโยนเธอเข้าห้องขัง เหอะ!ไม่มีอะไรอุปกรณ์ใดของศพที่สูญหายงั้นเรอะ ไอ้งี่เง่าวลาด ทำไมไม่ตรวจดูอุปกรณ์ในคลังวะ ผมสบถในใจด้วยความหัวเสีย และเหลือบไปมองรองหัวหน้าด้วยสายตาเอาเรื่อง ดูเหมือนรายงานตาแก่นั่นจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว

ใครจะรู้กันล่ะว่านอกจากชุด เธอได้อะไรติดมือไปบ้าง


เธอเดินมาและทิ้งตัวลงอย่างไร้เรี่ยวแรงบนถนนเบื้องหน้าเราพอดี ห่างออกไปแค่10เมตร ก็มีกระบอกปืน พลาสม่าเล็งเป้าไปที่เธออยู่ หากเธอรู้เข้า คงจะใช้แรงทั้งหมดที่มีรีบหนีไปจากที่นี่แน่นอน


และทันใดนั้นเอง เราก็ได้ยินเสียงที่พวกเราเฝ้ารอ เสียงเครื่องยนต์รถขนาดใหญ่ ที่มีไว้เพื่อจุดประสงค์เดียวคือบรรจุทรัพยากร พวกมันปรากฎขึ้นในสายตาของผมโดยรอบข้างประกบด้วยกำลังพลเดินเท้า และนำหน้าด้วยยานเกราะลำเลียงพลขนาดเล็ก"จี๊ป" และแน่นอนว่า แทบไม่มีอาวุธหนักประจำการเลย อันที่จริง ไม่มีเลยด้วยซ้ำ อาวุธที่อันตรายที่สุดที่พวกมันพกมา กลับเป็นเพียงดาบประจำกาย และมีจำนวนคนทั้งสิ้น 15คน ในขณะที่กองกำลังผมมี มากกว่าเกือบๆสามเท่า


แต่ค่าหัวที่สูงลิบของอีกฝ่าย ทำให้ผมได้สติและไม่คิดจะประมาทพวกเขาอย่างเด็ดขาด เมื่อคิดถึงจำนวนผู้รับภารกิจที่ล้มเหลว

และสูญหายแล้ว หากพวกเขาจะสามารถใช้ดาบตัดกระสุนได้ ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด











ฉันชื่อ โรเซ่ วิปเกียร์ มือขวาอันดับหนึ่งของกองกำลังอิสระ ฟรีเดีย สถานะ กำลังถูกตามล่า

และฉันตระหนักดีว่า การที่พวกมันเรียกฉันว่านักโทษ A 001 ย่อมหมายความว่าฉันมีค่าต่อพวกมันมาก และพวกมันจะต้องตามล่าอย่างถึงที่สุดแน่ๆ


ซ้ายมือของถนนข้างหน้ามีกองกำลังดักซุ่มอยู่ อาจจะราวๆ30คนได้ พวกมันตามมาไกลกว่าที่คิด

และจากตำแหน่งของพวกมัน ทำให้ฉันบอกได้เลยว่า พวกมันรู้เรื่องกำหนดการออกหาทรัพยากรของกองกำลังเราแล้ว

ให้ตายสิการวิ่งตลอด4ชั่วโมงมันทำให้ร่างกายอ่อนล้า และสัญชาติญาณก็เริ่มทื่อลง ตามปกติฉันควรจะรับรู้และหลบเลี่ยงการซุ่มโจมตีแบบนี้ได้โดยการลัดเลาะอ้อมผ่านหลังของพวกมันไปได้สบายๆ

แต่มารู้ตัวเอาตอนนี้ ก็สายไปเสียแล้ว ตอนนี้ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากจะแกล้งทำเป็นเดินไปตามทางด้วยท่าทีอ่อนแรง และหวังฉวยโอกาสเมื่อพวกมันเข้ามาประชิดเพื่อทำการจับกุม

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ถนนเส้นนี้ เป็นถนนที่ ฟรอยด์ หัวหน้าของฉันจะใช้ออกหาทรัพยากรพร้อมกองกำลังเล็กๆ

ถึงแม้มันจะล่วงเวลามามากแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะในโลกแห่งนี้ การเดินทางทุกครั้งย่อมคาดเดาไม่ได้ว่าจะเจอสัตว์ร้าย หรือกองโจร หรือทั้งสองอย่าง

และนั่นอาจจะทำให้การเดินทางล่าช้าไปเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ถึงแม้ในละแวกนี้ค่อนข้างจะปลอดภัยก็ตาม



ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์รถลำเลียงทรัพยากรดังกระหึ่มท่ามกลางความมืด

ไม่ผิดแน่ นั่นคือรถประจำหน่วยของเรา ฉันจำจังหวะการระเบิดของลูกสูบในเครื่องยนต์นี้ได้ขึ้นใจ ฟังจากเสียงแล้ว น่าจะอยู่ห่างไปไม่ถึง100เมตรเสียด้วยซ้ำ

แปลกมากที่มันดังขึ้นใกล้ๆนี่อย่างฉับพลัน ราวกับว่าจู่ๆมันก็ปรากฏตัวขึ้นเสียอย่างนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั่นคือ เพื่อนๆของฉันกำลังจะตกอยู่ในอันตราย


ฉันก้มลงตรวจสอบอาวุธและอุปกรณ์ที่อาจจะใช้ได้ด้วยท่าทีราวกับหมดแรงล้มลงเพื่อไม่ให้พวกมันดูออกว่ากำลังทำอะไร

นอกจากจะถูกจับเป็นเชลย แล้วยังจะลากพวกพ้องให้มาตกอยู่ในสถาณการณ์อันตรายด้วย ความอับอายนี้มันทำให้ฉันรู้สึกผิดเป็นเท่าทวี

ตอนนี้ เป็นโอกาสสุดท้ายที่ฉันจะได้กอบกู้ศักศรี อย่างน้อย เรื่องของฉันจะต้องถูกเล่าขานในฐานะมือขวาอันดับหนึ่ง ในกองกำลังฟรีเดีย

ไม่ใช่ในฐานะเชลยหนีตายขายพรรคพวก


นั่นเป็นความคิดสุดท้าย ก่อนที่ดวงตาของฉันจะปิดลง


และเมื่อลืมตาขึ้นมา ความรู้สึกทั้งหมด ก็ว่างเปล่า ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์สถาณการณ์โดยละเอียด



          ‘กองกำลัง 3หมวดขนาด 41คน ติดอาวุธหนัก พาหนะ ยานเกราะ3คัน ที่900นาฬิกา


กองกำลัง 1หมวดขนาด 7คน ติดอาวุธเบา ไม่มีพาหนะ ที่700นาฬิกา


อำนาจการยิงหวังผล 15 เมตร ทำมุม120องศา


กลยุทธที่เป็นไปได้ ยิงถล่มกวาดล้างด้วยอำนาจการยิงสูงสุด


เส้นทางข้างหน้าถูกตัดขาด ที่ความน่าจะเป็น 85จุด


อุปกรณ์ที่มีอยู่ ชุดเกราะบาง มีดซัด5เล่ม มีดไบโอติค เคลือบพิษประเภทอัมพาต1เล่ม พลุแสงขนาดเล็ก


ภารกิจ เปิดเผยตำแหน่งกองกำลังซุ่มโจมตีต่อพรรคพวก และเข้าโจมตีกวาดล้างให้ได้มากที่สุด ’




เตรียมพร้อมเริ่มปฏิบัติการ ใน 3วินาที

ฉันสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด เพื่อให้มั่นใจว่าจะ


“…….!!!” ความคิดทั้งหมดหยุดชะงักเมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมาและพบกับฟรอยด์ ชายผู้เป็นหัวหน้าของฉันเดินแยกตัวจากกองรถลำเลียงทรัพยากรเข้ามาหยุดตรงหน้า ในระยะทำการยิงของพวกมันเพียงลำพัง !!!


‘ .. ภารกิจ ปกป้อง V.I.P 

ยุทธวิธีที่เป็นไปได้......ปกป้อง....’


แผนการในหัวของฉันปั่นป่วนไปหมด เมื่อ V.I.P เข้ามาในระยะทำการยิงแบบนี้ การปกป้องจะยิ่งยากเป็นทวีคูณ



 ‘จะเข้ามาทำไม! ไม่นะ ต้องรีบหนีไปสิ ...

...ข ขอโทษ ฉันผิดไปแล้วที่ก่อปัญหา ...ทุกอย่างพังหมดแล้ว แผนของฉันพังไม่เป็นท่า...

เกรท คาร์ท แกหายหัวไปอยู่ที่ไหน ทำไมแกปล่อยเขาเดินเข้ามาในดงกับดักแบบนี้ ไอ้โง่

.... ทำไมพวกมันถึงต้องตามมาไกลขนาดนี้ด้วย ....เวรเอ้ยยย ’


ความคิดในหัวตีกันจนฉันแทบเสียสติ ทั้งความโกรธ ความผิดหวัง ความรู้สึกผิด มันผสมปนเปกัน อัดแน่นเป็นก้อนความรู้สึกที่ยากจะบรรยายพร้อมจะระเบิดเต็มที่

และเป้าหมายการระเบิดของอารมณ์ครั้งนี้ก็คือ ชายที่อยู่ตรงหน้า



          “ฟรอยด์ ฉันขอโทษ...” 


แต่ก็มีเพียงคำเดียวที่หลุดไปจากปากของฉัน



ไม่ว่าจะคิดยังไง สุดท้ายต้นเหตุของเรื่องนี้ก็คือตัวฉันเองที่ไม่ระมัดระวังตัว


บ้าเอ้ย นี่ฉันกำลังจะตายในฐานะผู้นำความย่อยยับมาสู่กองกำลังงั้นรึเนี่ย?     







          “ลุกขึ้นเถอะ”เขาพยักหน้าเล็กน้อย และกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พวกมันเริ่มเผยตัวจากเงามืด ตีวงล้อมกรอบกลุ่มของพวกเรา

จำนวนคนฝั่งเราหากรวมฉันด้วยก็ยังมีเพียง16คน เป็นจำนวนที่น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสังเกตดีๆก็พบว่า ในบรรดาพวกเรา นอกจากฉันแล้ว คนอื่นๆล้วนแต่เป็นพวกมือใหม่

แค่ตำแหน่งการยืนก็ยังจัดเรียงกันมีช่องโหว่แล้วมองๆไปเหมือนแม่ครัวถือมีดมากกว่าทหารเสียอีก ถึงแม้ฟรอยด์จะอยู่ที่นี่แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ฝีมือการต่อสู้ของเขายังนับได้ว่ายังอ่อนประสบการณ์

แต่ใบหน้าของเขากลับนิ่งเฉย ราวกับทั้งหมดนี้คือเรื่องที่คาดเดาไว้แล้ว


เพียงแค่เท่านั้น จิตใจของฉันก็สงบลงด้วยความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องจบเรื่องนี้ลงด้วยดี


       “วางอาวุธลง สาวๆ พวกเราไม่อยากให้มีการนองเลือดเกิดขึ้น” ชายคนหนึ่งปรากฎตัวในชุดขาวทะมัดทะแมงขาวสะอาดโดดเด่นกว่าใครในกองกำลัง และกล่าวออกมาด้วยท่าทีตึงเครียด


“......”


ทุกคนต่างเหลือบมองกันไปมา และสังเกตุท่าทีของ ฟรอยด์ ชายหนุ่มหัวหน้าของพวกเรา สีหน้าราบเรียบเฉยเมยของเขา ถูกขับให้เด่นชัดด้วยคิ้วที่ถูกโกนไปและนัยตาสีดำสนิท มันทำให้การอ่านสีหน้าของเขายากขึ้นมาก





แซ่ด!               



มีแสงสว่างวาบจากปลายกระบอกปืนพลาสม่าในมือของนายกองในชุดขาว

ทุกคนหันขวับ จ้องมาที่ฉัน



ลมหายใจของฉัน ขาดห้วงในทันที


แผลไฟลวกปรากฎขึ้นทันที เสื้อผ้าขาดวิ่นเผยให้เห็นเนินอกที่แดงเหมือนเนื้อลวก อวัยวะภายในสุกในทันที ทั้งปอด และหัวใจล้มเหลว ในฉับพลัน การถูกปืนพลาสม่า746ยิง ไม่นับว่าเป็นการตายที่ดีนัก เพราะมันไม่ฆ่าเหยื่อในทันทีหากไม่ได้ยิงเข้าที่ศรีษะ เหยื่อจะยังคงมีความรู้สึกและรับรู้ถึงความแสบร้อนภายในบริเวณที่ถูกยิงและดิ้นทุรนทุรายอยู่พักใหญ่ และแผลที่เกิดขึ้นจะมีรัศมีพอๆกับ 1ฝ่ามือ


ของเหลวไหลทะลักตีบตันในลำคอนั่นสร้างความทรมาณให้กับฉันไม่น้อย แต่ก็ไม่มากเท่าการที่อก มันรู้สึกเหมือนมีเหล็กร้อนระอุสีแดงฉานยัดเข้ามาข้างในโดยที่ฉันทำอะไรไม่ได้ สติของฉันค่อยๆเลือนลางไปทุกขณะ ดวงตาจ้องมองไปยังฟรอยด์ หัวหน้าของฉัน

          'ทำไม'

ถึงแม้ว่าฉันจะพยายามพูด แต่ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออก





และภาพทุกอย่างก็ดับมืดลง






               “เอาล่ะ ผมคือ นายกอง เอดจ์ พวกเธอจะเรียกผมด้วยชื่อน่ารักๆอย่าง เอดจี้ ก็ได้ถ้าต้องการ แต่ก็อย่างที่เห็น ผมไม่ชอบเวลาที่พวกเธอไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เล่นด้วยได้ หรือเมื่อไหร่ที่ผมเอาจริง”นายทหารในชุดขาวพูดขึ้น มันได้ผล ดูเหมือนการเชือดไก่ให้ลิงดูจะทำลายขวัญกำลังใจไปได้มาก พรรคพวกของพวกมันบางส่วนถึงกับเผลอปล่อยอาวุธทิ้งด้วยความกลัว



               “ทีนี้ ก็รีบวางอาวุธลงซะ ก่อนที่จะมีรายถัดไป” นายกองกระชับปืนในมือขณะกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าอมยิ้มแก้มปริ

ท่ามกลางสายตาแห่งความหวาดกลัว และบรรยากาศที่ตึงเครียด ทุกคนต่างรอดูท่าทีการตัดสินใจของฟรอยด์ เพราะ สำหรับสถาณการณ์แบบนี้แล้ว แม้เพียงการขยับนิ้วเพียงไม่กี่เซนติเมตรก็อาจหมายถึงสัญญาณพลีชีพเข้าต่อสู้ ซึ่งเอดจ์ก็ตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงนี้ดี


ในขณะที่นายกอง เอดจ์ กำลังจะลั่นไกปืนพลาสม่าอีกครั้ง เด็กหนุ่มผู้เป็นหัวหน้า ยกมีทั้งสองข้างขึ้นมาเพื่อเป็นนัยว่ายอมแพ้ ซึ่งนั่นทำให้ลูกน้องทั้งหมดที่เหลือของเขาทั้งหมดยอมทิ้งอาวุธลงพื้นแต่โดยดี


นั่นทำให้ปรากฎรอยยิ้มบนใบหน้าของนายกองเอดจ์ เขาดูมีท่าทีผ่อนคลายลงและลดอาวุธปืน ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายลงนั้น เด็กหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าก็พูดกับตัวเองเบาๆราวกับว่ากำลังกระซิบกระซาบให้ใครสักคนฟัง


"ดูเหมือนจะได้เวลาที่ปลาใหญ่จะถูกกินแล้วสิ"ฟรอยด์พึมพัมเบาๆด้วยรอยยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่มุมปากเบาๆ เพียงชั่วครู่เบาบางและเงียบสงบ และนั่นเป็นสัญญาณว่าพายุลูกใหญ่ที่พร้อมจะพลิกกระดาน ได้ก่อตัวขึ้นในหัวของเขาแล้ว








Create Date : 16 มกราคม 2560
Last Update : 16 มกราคม 2560 1:56:53 น.
Counter : 255 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 2743443
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



มกราคม 2560

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
16 มกราคม 2560